สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
17 มิถุนายน 2551

วันนี้ (วันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2551) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ (บำเหน็จค้ำประกัน)
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ 2551
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การออก ใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ตามมาตรา 8 (5) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2550 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550)
  5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ ..
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้จากบำเหน็จดำรงชีพของสภากาชาดไทย)
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 (ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมคำขอหรือแบบพิมพ์ต่าง ๆ)
  9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย)
  11. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  12. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับ ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับสำนักงาน ความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน))
  13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพิจารณาช่วยเหลือการครองชีพราชการระดับต้น
  2. เรื่อง การส่งเสริมให้มีการพัฒนาแหล่งแร่ถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ตามความในมาตรา 6 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 กลุ่มแร่พลังงาน
  3. เรื่อง ขออนุมัติขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา และค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ
  4. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 กันยายน 2545 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการขาดทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (ในประเด็นที่เกี่ยวกับการรายงานฐานะทางการเงินรายไตรมาส)
  5. เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมัน E 85
  6. เรื่อง ขอต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  7. เรื่อง ผลการประชุมยุทธศาสตร์ผลไม้ภาคใต้สู่ตลาดโลก
  8. เรื่อง รายงานการประชุมการส่งออกลำไยสู่ตลาดโลก
  9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
  10. เรื่อง การแก้ไขปัญหาของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร

สังคม

  1. เรื่อง รายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2551
  2. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2551)
  4. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 5 ช่วงวันที่ 10-16มิถุนายน 2551

การศึกษา

  1. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน)
  2. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการครูสหกิจ ครั้งที่ 2

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง สรุปผลการประชุม APEC Structural Reform Deputies' Meeting
  2. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย - ลาว ครั้งที่ 16

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    2. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
    3. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย
    4. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร
    5. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งในระดับ 10 ในสำนักนายกรัฐมนตรี
    6. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงแรงงาน)
    7. การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ (บำเหน็จค้ำประกัน)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ (บำเหน็จค้ำประกัน) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

กระทรวงการคลังเสนอว่า ได้ดำเนินการศึกษาหาวิธีเพื่อให้ผู้รับบำนาญได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม พบว่าผู้รับบำนาญมีความประสงค์ที่จะนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินเพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยและนำไปลงทุน ซึ่งจะทำให้สามารถช่วยเหลือการครองชีพของผู้รับบำนาญได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบและผ่านการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยกระทรวงการคลังจะนำผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องมากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเงื่อนไขในการกู้เงินระยะเวลาและวิธีการชำระเงินกู้และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องในรูปของกฎหมายลำดับรองภายหลังที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 2 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการ

โดยมีสาระสำคัญของร่างกฎหมาย ดังนี้

1. ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

2. ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีรายละเอียดของบทบัญญัติที่เพิ่มเติมเช่นเดียวกับร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....


2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ 2551

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ 2551 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ โดยกำหนดให้ปิดประชุมตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2551


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ตามมาตรา 8 (5) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การขอรับใบแทนใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ตามมาตรา 8 (5) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงมีดังนี้

  1. กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดให้ผู้ประสงค์จะขอรับใบอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตหรือขอรับใบแทนใบอนุญาตพร้อมด้วยหลักฐานต่อเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (ร่างข้อ 2 และร่างข้อ 5)
  3. ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายพิจารณาออกใบอนุญาตจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 2 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ โดยคำนึงถึงความจำเป็น ความเหมาะสมในการใช้ข้อมูลการใช้ และยอดคงเหลือของยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 4)
  4. กำหนดแบบคำขอรับใบอนุญาต ใบอนุญาต คำขอรับใบแทนใบอนุญาตและใบแทนใบอนุญาต (ร่างข้อ 6)
  5. กำหนดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตและใบแทนใบอนุญาต ณ กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (ร่างข้อ 7)

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2550 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2550 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550) ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โดยสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว มีดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2550 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550 สำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่รับบริจาคหรือที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการในการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2550 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้รับหรือจะได้กระทำก่อนหรือตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ
  2. ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการเฉพาะการบริจาคสินค้าหรือการให้บริการแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 พ.ศ. 2550 และกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550 โดยไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะได้รับหรือจะได้กระทำก่อนหรือตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ
  3. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โดยสาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว มีดังนี้

  1. ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชกฤษฎีกานี้ และพระราชกฤษฎีกานี้ไม่ใช้บังคับกับการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ ธปท. เป็นผู้ให้บริการ (ร่างมาตรา 4 และร่างมาตรา 5)
  2. แยกประเภทการให้บริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ออกเป็น 3 ประเภท โดยให้เป็นไปตามบัญชี ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ (ร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 8)
  3. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ให้บริการ และให้คณะกรรมการฯ ออกประกาศกำหนดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามประการอื่นของผู้ให้บริการเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม (ร่างมาตรา 9)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์การยื่นแบบและเอกสารของผู้ให้บริการ หลักเกณฑ์การตรวจสอบแบบและเอกสารของพนักงานเจ้าหน้าที่ อำนาจของคณะกรรมการฯ ในการกำหนดข้อปฏิบัติ อายุใบอนุญาตของผู้ให้บริการ และหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบในการขอต่ออายุใบอนุญาต ใบแทนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 10 ถึงร่างมาตรา 15)
  5. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (ร่างมาตรา 16 ถึงร่างมาตรา 21)
  6. กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการห้ามประกอบธุรกิจ การพักใช้และการเพิกถอนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 22 ถึงร่างมาตรา 24)
  7. กำหนดบทเฉพาะกาลให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ คงดำเนินการต่อไปได้เป็นระยะเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หากผู้ประกอบการประสงค์จะดำเนินการต่อไปภายหลังครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ให้มายื่นแบบภายในระยะเวลาเก้าสิบวัน แต่ไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว (ร่างมาตรา 25)

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ ..

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติเครื่องแบบทหาร พุทธศักราช 2477 ว่าด้วยเครื่องแบบทหารบก ฉบับที่ .. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว มีดังนี้

  1. ยกเลิกการกำหนดให้นายทหารซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาธิการฝ่ายเสนาธิการ หรือตำแหน่งที่กำหนดว่าเป็นตำแหน่งฝ่ายเสนาธิการ ตั้งแต่ยศพันเอกลงมาติดเครื่องหมายโลหะสีทองรูปดาว 5 กลีบ มีรูปตราหน้าหมวกติดอยู่กึ่งกลางดาว และมีช่อชัยพฤกษ์โอบใต้ดาวติดที่คอเสื้อข้างขวาแทนเครื่องหมายเหล่า (ร่างข้อ 1)
  2. กำหนดอักษรพระนามาภิไธยย่อ ลักษณะตราหน้าหมวก ลักษณะปลอกอินทรธนูที่ใช้ประดับ ขนาด ตลอดจนรูปแบบของสี สำหรับนายทหารชั้นยศต่าง ๆ (ร่างข้อ 2 และร่างข้อ 3)

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้จากบำเหน็จดำรงชีพของสภากาชาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการยกเว้นภาษีเงินได้จากบำเหน็จดำรงชีพของสภากาชาดไทย) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า สภากาชาดไทยได้ขอให้พิจารณายกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับบำเหน็จดำรงชีพที่พนักงานบำนาญของสภากาชาดไทยได้รับ ซึ่งเป็นการจ่ายเงินที่มีลักษณะเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพของข้าราชการ พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย และพนักงานธนาคารออมสินที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับข้อเสนอของสภากาชาดไทย จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญของร่าง ดังนี้

  1. ยกเลิกความใน (73) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร
  2. กำหนดเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินที่มีลักษณะเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 (ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมคำขอหรือแบบพิมพ์ต่าง ๆ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 (ยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมคำขอหรือแบบพิมพ์ต่าง ๆ) ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว ให้ยกเลิก (7) ของข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติจดทะเบียนเครื่องจักร พ.ศ. 2514 (การกำหนดค่าธรรมเนียม)


9. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงสาธารณสุขเสนอว่า โดยที่มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเพื่อสามารถนำส่งเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เข้าเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งจะเป็นการชดเชยภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานที่ต้องเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญของร่างเป็นการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนสถานประกอบการ การขออนุญาตผลิตเครื่องมือแพทย์ การขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์ การขออนุญาตขายเครื่องมือแพทย์ การขออนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์


10. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย) ที่กระทรวงการคลังเสนอขอแก้ไข และให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว แต่ขอแก้ไขปรับปรุงร่างมาตรา 2 จาก "ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" เป็น "ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป" ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 อย่างต่อเนื่อง

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เป็นการกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539


11. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ได้บัญญัติข้อจำกัดในการได้รับเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ (สปพ.) ในกรณีข้าราชการหรือลูกจ้างประจำที่ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการหรือไปรักษาราชการแทน หรือได้รับอนุญาตให้ไปศึกษา ฝึกอบรมหรือดูงาน นอกสำนักงานเกินกว่า 15 วัน ไม่มีสิทธิได้รับเงิน สปพ. สำหรับระยะเวลาที่เกิน 15 วันนั้น ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจำกัดสิทธิการได้รับเงิน สปพ. ตามมาตรา 8 ดังกล่าว และเพื่อมิให้เกิดความลักลั่นระหว่างข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปราชการชั่วคราวในแต่ละกรณี เห็นควรกำหนดเพิ่มเติมในกรณีข้าราชการหรือลูกจ้างประจำที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปราชการชั่วคราวในกรณีอื่น ได้แก่ การไปปฏิบัติราชการชั่วคราวนอกที่ตั้งสำนักงานซึ่งปฏิบัติราชการปกติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หรือตามหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการโดยปกติ และการไปรักษาการในตำแหน่งนอกที่ตั้งสำนักงานเกินกว่า 15 วัน ไม่มีสิทธิได้รับเงิน สปพ. สำหรับระยะเวลาที่เกิน 15 วัน จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาเป็นการกำหนดให้ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำซึ่งมีสิทธิได้รับเงิน สปพ.หากได้รับคำสั่งให้เดินทาง

  1. ไปปฏิบัติราชการชั่วคราวนอกที่ตั้งสำนักงานซึ่งปฏิบัติราชการปกติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา หรือตามหน้าที่ที่ปฏิบัติราชการโดยปกติ
  2. ไปช่วยราชการ ไปรักษาการในตำแหน่ง หรือไปรักษาราชการแทน หรือ
  3. ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษา ฝึกอบรมหรือดูงาน นอกที่ตั้งสำนักงานเกินกว่า 15 วัน ไม่มีสิทธิได้รับเงิน สปพ. สำหรับระยะเวลาที่เกิน 15 วัน

12. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน))

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน)) ที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า

  1. สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. จัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน พ.ศ. 2548 มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ มีพันธกิจในการให้ความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และให้ความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการกับประเทศเพื่อนบ้าน (Official Development Agency) และเป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำเนินการโดยมิได้หวังผลกำไร ปัจจุบัน สพพ. มีโครงการร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ ลาว จำนวน 6 โครงการ กัมพูชา 2 โครงการ และพม่า 1 โครงการ
  2. การดำเนินการในการให้ความช่วยเหลือของ สพพ. โดยให้กู้ยืมเงินและมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม เป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เข้าข่ายต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) แห่งประมวลรัษฎากร
  3. เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีธุรกิจเฉพาะของ สพพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นการสนับสนุนการดำเนินการของ สพพ. รวมถึงเป็นการตอบสนองนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการให้ความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และมีผลกระทบต่อรายได้ภาษีอากรเพียงเล็กน้อย จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีดังนี้

  1. กำหนดให้กิจการของ สพพ. ในการให้กู้ยืมเงินแก่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ
  2. ให้การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไป

13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า ได้ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. .... โดยเพิ่มข้อความเกี่ยวกับสิทธิของพนักงานมหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนสถานภาพไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และมีการแก้ไขอัตราเงินเดือนแนบท้าย

ร่างกฎกระทรวงเพื่อให้สอดคล้องกับบัญชีอัตราเงินเดือนของข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2550 ซึ่งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เห็นชอบด้วยแล้ว จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนสำหรับใช้ในการคำนวณเงินสะสมเงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ


เศรษฐกิจ


14. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพิจารณาช่วยเหลือการครองชีพราชการระดับต้น

คณะรัฐมนตรีพิจารณาขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพิจารณาช่วยเหลือการครองชีพราชการระดับต้น ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การพิจารณาช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับตัน สำหรับหลักการอื่นยังคงเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551
  2. เห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน เงินเพิ่มการ ครองชีพชั่วคราวและเงินช่วยเหลืออาสาสมัครทหารพราน กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวและเงินช่วยเหลือสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนกระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

สาระสำคัญของเรื่อง

  1. เพื่อให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นที่ได้รับค่าครองชีพในลักษณะเช่นเดียวกับ เงินค่าครองชีพของข้าราชการ ได้รับการช่วยเหลือเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรปรับเพิ่มเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจากอัตราเดือนละ 1,000 บาท เป็นเดือนละ 1,500 บาท
  2. แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว และเงินช่วยเหลืออาสาสมัครทหารพราน กระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว และเงินช่วยเหลือสมาชิก กองอาสาสมัครรักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยกำหนดใหม่เป็น ให้ผู้ที่มีเงินเดือนค่าตอบแทนไม่ถึงเดือนละ 11,700 บาท ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,500 บาท และเมื่อรวมเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวกับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 11,700 บาท กรณีเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวรวมกับเงินเดือนค่าตอบแทนที่ได้รับแล้วไม่ถึงเดือนละ 8,200 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อให้มีรายได้รวมเป็นเดือนละ 8,200 บาท

เหตุผลความจำเป็นที่ต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี

  1. ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 กำหนดให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,000 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วไม่เกินเดือนละ 11,700 บาท และกรณีจำนวนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วไม่ถึงเดือนละ 8,200 บาท ให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำนั้น ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนเดือนละ 8,200 บาท การกำหนดให้ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเดือนละ 1,000 บาท มีผลทำให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีอัตราเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่เกินเดือนละ 11,700 บาท จำนวนหนึ่งไม่ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้น
  2. เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 ที่ต้องการช่วยเหลือการครองชีพของข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีรายได้น้อยตามนโยบายของรัฐบาล จึงเห็นควรดำเนินการ ดังนี้
    • 2.1 ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2551 โดยเห็นควรกำหนดให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 11,700 บาท ได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวจากอัตราเดือนละ 1,000 เป็นอัตราเดือนละ 1,500 บาท แต่เมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 11,700 บาท และกรณีจำนวนเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเมื่อรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างแล้วไม่ถึงเดือนละ 8,200 บาท ให้ข้าราชการและลูกจ้างประจำได้รับเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนหรือค่าจ้างอีกจนถึงเดือนละ 8,200 บาท
    • 2.2 ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 เพื่อให้สอดรับกับมติคณะรัฐมนตรีที่กระทรวงการคลังเสนอขอปรับปรุงตามข้อ 2.1 ข้างต้น และเพื่อให้การเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวสามารถเบิกจ่ายได้โดยเร็ว จึงเห็นควรเสนอร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวและเงินช่วยเหลืออาสาสมัครทหารพราน กระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ..... และร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทน เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราวและเงินช่วยเหลือสมาชิกกองอาสาสมัครรักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาไปในคราวเดียวกัน

15. เรื่อง การส่งเสริมให้มีการพัฒนาแหล่งแร่ถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ตามความในมาตรา 6 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 กลุ่มแร่พลังงาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาแหล่งถ่านหิน จำนวน 4 ฉบับ คือ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2531 วันที่ 5 มิถุนายน 2533 วันที่ 10 มีนาคม 2535 และวันที่ 25 กันยายน 2544 โดยยังคงสงวนพื้นที่แหล่งแร่ถ่านหินแอ่งเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และแอ่งสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยพัฒนาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป เพื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้ดำเนินการประกาศยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหิน (ลิกไนต์) ตามความในมาตรา 6 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงาน ดังนี้

1. สรุปผลการสำรวจในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ ดังนี้

2. อำนาจหน้าที่ในการสำรวจและประเมินศักยภาพถ่านหินและหินน้ำมันเป็นของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไม่ประสงค์ที่จะศึกษาแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหิน (ลิกไนต์) อีก และขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาแหล่งหินน้ำมันแอ่งแม่สอด จังหวัดตาก ในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่หินน้ำมัน

3. กรมทรัพยากรธรณี และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้หารือร่วมกันเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งแร่ถ่านหินเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์พลังงาน โดยเห็นชอบให้เร่งรัดนำถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่มาใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน และเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณายกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางพัฒนาแห่งถ่านหินจำนวน 4 ฉบับ คือ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2531 วันที่ 5 มิถุนายน 2533 วันที่ 10 มีนาคม 2535 และวันที่ 25 กันยายน 2544 ที่กำหนดให้นำแหล่งถ่านหินในเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษาหรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่จำนวน 8 พื้นที่ ได้แก่ แอ่งสินปุน แอ่งเคียนซา แอ่งวังเหนือ แอ่งแจ้ห่ม-เมืองปาน แอ่งงาว แอ่งเสริมงาม แอ่งเชียงม่วน และแอ่งแม่ทะ ไปเปิดประมูลให้เอกชนเข้าไปลงทุนสำรวจและพัฒนา โดยยังคงสงวนพื้นที่แหล่งถ่านหินแอ่งเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และแอ่งสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลาไว้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต พัฒนาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป ทั้งนี้ เพื่อเป็นการจูงใจให้กับภาคเอกชนเข้ามาลงทุนทำการสำรวจและพัฒนานำแร่ถ่านหินมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน โดยดำเนินการตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติมปกติ การดำเนินการดังกล่าวเพื่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้ดำเนินการประกาศยกเลิกเขตสำหรับดำเนินการสำรวจ การทดลอง การศึกษา หรือการวิจัยเกี่ยวกับแร่ถ่านหิน (ลิกไนต์) ตามความในมาตรา 6 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไป กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว


16. เรื่อง ขออนุมัติขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา และค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ โครงการ รถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาและค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ตามที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 โดยขอขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา (Civil Work) จากเดิม 31,217 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินใหม่ จำนวน 36,055 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการสำหรับงานโยธา จากเดิม 1,248 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินใหม่ จำนวน 1,296 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

กระทรวงคมนาคม (คค.) รายงานว่า

1. การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีหนังสือถึง คค. เพื่อขออนุมัติขยายกรอบ วงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาและค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการ โดยเสนอขอขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา (Civil Work) จากเดิม 31,217 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินใหม่ จำนวน 36,055 ล้านบาท และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการสำหรับงานโยธา จากเดิม 1,248 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงินใหม่ จำนวน 1,442 ล้านบาท โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้

2. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (10 มิถุนายน 2551) กระทรวงคมนาคมได้เชิญผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และรฟม. เข้าร่วมประชุม โดยมีนายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ปลัดกระทรวงกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์การปรับกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธาและค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงฯ โดยแบ่งเป็นการพิจารณาใน 2 ประเด็น ดังนี้

2.1 การขยายกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา

ที่ประชุมรับทราบข้อเสนอแนะของสำนักงบประมาณว่า โดยปกติวิธีการคำนวณราคาค่าก่อสร้างจะใช้เกณฑ์การคำนวณต่อหน่วยหรือ Unit Cost ที่ใช้ฐานราคาค่าวัสดุ ณ เวลานั้น ๆ ในการดำเนินการประมาณราคาค่าก่อสร้าง อย่างไรก็ดีการดำเนินการดังกล่าวได้รับทราบจาก รฟม. ว่าต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ประกอบกับในขณะนี้ รฟม.ได้ประกาศประกวดราคาไปแล้ว ดังนั้น เพื่อมิให้การดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนเกิดปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน การปรับราคาของ รฟม. ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ สำหรับการปรับราคาค่าก่อสร้าง (ค่า K) และข้อมูลดัชนีราคาวัสดุเพื่อใช้ประกอบการคำนวณค่า K ของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยเปรียบเทียบระหว่างดัชนีราคาวัสดุที่ใช้จัดทำประมาณการราคาเดิม (เดือนพฤษภาคม 2550) และดัชนีราคาวัสดุในปัจจุบัน (เดือนกุมภาพันธ์ 2551) จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณเห็นว่าสามารถใช้ในการดำเนินการได้ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับกรอบวงเงินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงตามที่ รฟม. เสนอในกรอบวงเงิน 36,055 ล้านบาท

2.2 การขยายกรอบวงเงินค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการ

ที่ประชุมรับทราบความเห็นของสำนักงบประมาณ กรณีหลักการคำนวณเพื่อขยายกรอบวงเงินค่าจ้างที่ปรึกษาว่าไม่ควรคิดเป็นอัตราร้อยละ 4 ตามกรอบวงเงินค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นที่ รฟม.นำเสนอ แต่ควรใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาจากปริมาณงาน ขอบเขตของงาน ประกอบกับอัตราจ้าง และจำนวนคน - เดือนที่ต้องใช้ในการดำเนินงาน และเนื่องจากเดิมมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 ได้อนุมัติกรอบวงเงินตามฐานการพิจารณาที่สามารถดำเนินการได้ ณ เวลานั้น จึงควรใช้หลักเกณฑ์การปรับราคาให้เป็นปัจจุบันตามอัตราค่าปรับราคา (Price Adjustment) ที่ร้อยละ 3.8 ของกรอบวงเงินเดิม ที่ประชุมจึงเห็นด้วยกับความเห็นของสำนักงบประมาณโดยให้ปรับเพิ่มค่าจ้างที่ปรึกษาบริหารโครงการฯ จากกรอบวงเงิน 1,248 ล้านบาท เป็นกรอบวงเงิน 1,296 ล้านบาท

กระทรวงคมนาคมจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว


17. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 กันยายน 2545 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการขาดทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ (ในประเด็นที่เกี่ยวกับการรายงานฐานะทางการเงินรายไตรมาส)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้ปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 กันยายน 2545 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการขาดทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ โดยแก้ไขข้อความเฉพาะข้อ 2.2 จาก"ให้รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล กิจการของรัฐซึ่งมีกฎหมายจัดตั้งขึ้น หรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ บริษัท จำกัด หรือบริษัท (มหาชน) จำกัด ที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบจัดทำรายงานฐานะทางการเงินรายไตรมาส (ทุก ๆ 3 เดือน) ในรูปแบบเดียวกับที่บริษัทต่าง ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องจัดทำส่งให้ตลาดหลักทรัพย์แล้วส่งให้กระทรวงการคลัง 1 ชุด และให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) 1 ชุด ภายใน 45 วันทำการนับแต่วันสิ้นสุดแต่ละไตรมาส" เป็น "ให้รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล กิจการของรัฐซึ่งมีกฎหมายจัดตั้งขึ้น หรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ บริษัท จำกัด หรือบริษัท (มหาชน) จำกัด ที่หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละห้าสิบ จัดส่งข้อมูลและรายงานต่าง ๆ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนดเข้าสู่ระบบงาน GFMIS - SOE เพียงระบบเดียว" ทั้งนี้ เพื่อความประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ

โดยให้กระทรวงการคลังรับข้อสังเกตของสำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาด้วย


18. เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมัน E 85

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานผลการประชุมกับบริษัท รถยนต์ 11 บริษัท และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมัน E 85

กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประสานงานและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังนี้

1. การประชุมหารือกับบริษัทรถยนต์ 11 บริษัท เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2551 บริษัทรถยนต์ทุกรายมีความเห็นว่า รัฐบาลจะต้องมีความชัดเจนในการกำหนดทิศทางด้านพลังงานของประเทศ ทั้งในส่วนของนโยบาย NGV LPG E10 E20 E85 และ Bio-Diesel โดยในการกำหนดนโยบายดังกล่าวกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังควรพิจารณาถึงผลกระทบ ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดควรมีการประสานงานและประชุมหารือร่วมกันจนได้ข้อยุติก่อนกำหนดเป็นนโยบายไม่ใช่ต่างคนต่างทำในปัจจุบัน ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะได้นำประเด็นข้อเสนอแนะของบริษัทรถยนต์และสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานของประเทศ รวมทั้ง ผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมัน E85 ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลของไทยให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป

2. บริษัทรถยนต์ 8 ราย (Toyota Honda Isuzu Mitsubishi Nissan Suzuki Mercedes -Benz และ BMW ) มีความเห็นตรงกันว่า พอใจกับมาตรการส่งเสริมรถยนต์ E85 ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยเห็นว่าเป็นมาตรการที่มีความเหมาะสมต่อสภาพการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในภาพรวมและจะไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ปิคอัพและรถยนต์ Eco car ซึ่งเป็นสาขาอุตสาหกรรมหลักของประเทศ

3. บริษัทรถยนต์ 3 ราย (GM Ford และ Volvo) เห็นว่า มาตรการที่ภาครัฐประกาศมานั้นยังไม่จูงใจเพียงพอและร้องขอให้มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับบริษัทรถยนต์ที่จะนำเข้ารถยนต์ E85 ให้มากกว่านี้ เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้ เป็นต้น

4. การประชุมหารือกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551

4.1 การยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ E85 สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทยขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งรัดจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับรายการชิ้นส่วนที่จะได้รับสิทธิลดหย่อน และวิธีการขอใช้สิทธิลดหย่อน และวิธีการขอใช้สิทธิลดหย่อนอากรขาเข้า

4.2 การลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E85 สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทยขอให้พิจารณาทบทวนอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E85 ให้สอดคล้องกับปริมาณเอาทานอลที่นำมาผสม เนื่องจากในหลักการเดิมการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 10% ดังนั้นน้ำมัน E85 ที่มีส่วนผสมของเอทานอล 85% ซึ่งจะทำให้ภาษีสรรพสามิตที่เรียกเก็บจากน้ำมัน E85 ลดลงเหลือ 0.5528 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ 2.5795 บาทต่อลิตร ตามกระทรวงการคลังเสนอ และจะทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันเบนซิน 95 กับน้ำมัน E85 มากขึ้น อันจะเป็นการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมัน E85 มากขึ้นด้วย

4.3 มาตรการส่งเสริมการผลิตและจำหน่ายเอาทานอล สมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมเอทานอลของไทยอย่างจริงจัง ดังนี้

5. ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการประชุมหารือร่วมกันตามหลักการมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมัน E85 เพื่อจัดเตรียมร่างประกาศกระทรวงการคลังเสนอต่อคณะรัฐมนตรี โดยจะมีการกำหนดรายละเอียดใน 3 ส่วน เพื่อให้สามารถมีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม คือ ประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการยกเว้นอากรขาเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ E85 ประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ E85 และประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการลดอัตราสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท E85 รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์จะได้ดำเนินการจัดทำประกาศกำหนดคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง E85 และกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท E85 ต่อไป


19. เรื่อง ขอต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นแบบ CREDIT LINE รวม 4 ประเภท ในวงเงินรวม 9,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ภายใต้เงื่อนไขเดิม ประกอบด้วย กู้เบิกเงินเกินบัญชี ตั๋วสัญญาใช้เงิน การทำ TRUST RECEIPT (T/R) และการทำสัญญากู้เงินเมื่อทวงถาม (CALL LOAN) กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ/หรือธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ โดยจะพิจารณาทำสัญญากู้เงินตามที่ธนาคารแต่ละแห่งเสนอในรูปแบบที่มีต้นทุนที่ต่ำสุดตามอัตราดอกเบี้ยตลาด ยกเว้นการกู้เบิกเงินเกินบัญชีที่ต้องทำสัญญากู้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพียงแห่งเดียว โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยจากการกู้เงินดังกล่าว

กระทรวงพลังงานรายงานว่า

  1. กฟผ. ได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ กฟผ. 921101/23126 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 เสนอเรื่อง การขอต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นแบบ CREDIT LINE จำนวน 9,000 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ให้กระทรวงพลังงานพิจารณาให้ความเห็นชอบและนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป ตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 มาตรา 43 (4) ที่กำหนดให้ กฟผ. ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนดำเนินการกู้ยืมเงินเกิน 40 ล้านบาท
  2. กฟผ. ขอต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นเนื่องจากเงินกู้ระยะสั้นแบบ CREDIT LINE จะหมดอายุในวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 แต่ กฟผ. ยังมีความจำเป็นจะต้องใช้วงเงินกู้จำนวนดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดสภาพคล่องและช่วยให้การบริหารสภาพคล่องมีประสิทธิภาพ สำหรับเงินทุนหมุนเวียนของ กฟผ. ที่สูงมาก กล่าวคือ ในปี 2551 กฟผ. จะมีต้นทุนในการขายประมาณ 335,671.223 ล้านบาท นอกจากนี้ ช่วงเวลาการรับเงินค่ากระแสไฟฟ้าและค่าใช้จ่ายของต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกันบางรายการเป็นจำนวนเงินที่ กฟผ. ต้องจ่ายจำนวนสูงมาก ไม่สัมพันธ์กัน โดย กฟผ. ต้องจ่ายค่าก๊าซที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ทุกวันที่ 30 ของทุกเดือน ในขณะที่รายรับค่าขายกระแสไฟฟ้า กฟผ. จะได้รับในต้นเดือนถัดไป ดังนั้น การมีวงเงินกู้ระยะสั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อใช้รองรับปัญหาการขาดสภาพคล่องและเป็นการบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพ

กระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วเห็นควรให้ กฟผ. ต่ออายุสัญญาเงินกู้ระยะสั้นแบบ CREDIT LINE ตามที่เสนอ


20. เรื่อง ผลการประชุมยุทธศาสตร์ผลไม้ภาคใต้สู่ตลาดโลก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ผลการประชุมยุทธศาสตร์ผลไม้ภาคใต้สู่ตลาดโลก ดังนี้

กระทรวงพาณิชย์ได้จัดประชุม "ยุทธศาสตร์ผลไม้ภาคใต้สู่ตลาดโลก" เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) เป็นประธานและปาฐกถาพิเศษ และมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภาคใต้ 7 จังหวัด (ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ระนอง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี) กลุ่มเกษตรกร หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้แก่กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดภาคใต้ ในการเจรจาการค้ากับผู้ซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยระบายผลผลิตทุเรียน มังคุด และเงาะที่จะออกสู่ตลาดในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการขายสินค้า เป็นการยกระดับราคาสินค้า และเร่งระบายสินค้าสู่ตลาดต่างประเทศ

ผลการประชุมดังกล่าวสรุปได้ดังนี้

1. กลุ่มผู้ซื้อที่มาร่วมงาน มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 37 บริษัท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

2. กลุ่มผู้ขายรวมทั้งสิ้น 300 ราย ประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกร 55 กลุ่ม จาก 7 จังหวัดภาคใต้

3. การจัดประชุมในครั้งนี้ ก่อให้เกิดกิจกรรมการเจรจาการค้าระหว่างผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าต่างประเทศห้างค้าปลีก และผู้ส่งออกรายใหญ่ กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผลไม้มากกว่า 350 ครั้ง และคาดว่าจะมีปริมาณความต้องการซื้อทุเรียน 92,000 ตัน (มูลค่า 2,116 ล้านบาท) มังคุด 41,000 ตัน (มูลค่า 1,189 ล้านบาท) และเงาะ 15,000 ตัน (มูลค่า 247.5 ล้านบาท ) รวมมูลค่าการเจรจาการค้าทั้งสิ้น 3,552.5 ล้านบาท

4. นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน ยังได้เตรียมแผนเชื่อมโยงการตลาดภายในประเทศไว้ด้วย ซึ่งจะสามารถรองรับผลไม้จากภาคใต้ แยกเป็นทุเรียนปริมาณรวม 75,728 ตัน มังคุดปริมาณรวม 7,200 ตัน และเงาะปริมาณรวม 168,720 ตัน รวมทั้งลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ปริมาณ 30,000 ตัน โดยมีมาตรการต่าง ๆ ดังนี้

5. จากการที่กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการผลักดันด้านตลาดส่งออกและตลาดภายในประเทศตามที่กล่าวมา จะทำให้สามารถรองรับผลผลิตผลไม้จากภาคใต้ทั้งหมด โดยแบ่งเป็น

ชนิดผลไม้ ผลไม้ที่มีมาตรการรองรับ (ตัน) มูลค่าซื้อขาย (ล้าน สรอ.)
ตลาดส่งออก ห้างค้าปลีก รวม
ทุเรียน 84,000 8,000 92,000 2,116
มังคุด 32,000 9,000 41,000 1,189
เงาะ 4,000 11,000 15,000 247.5

หมายเหตุ : ราคาเฉลี่ยเกษตรกรขายได้
1) ทุเรียน 23 บาท/กก. +20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
2) มังคุด 29 บาท/กก. + 96%
3) เงาะ 16.5 บาท/กก. +47%

การจัดประชุมครั้งนี้ ทำให้เกษตรกรชาวสวนได้มีโอกาสนำเสนอสินค้าและกำหนดราคาขายสินค้าด้วยตนเอง มีการรวมกลุ่มกันเพื่อเจรจาการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะช่วยสนับสนุนในการเปิดตลาดผลไม้ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ จะได้ร่วมมือกับกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาสนามบิน 37 แห่งเพื่อขนส่งผลิตผลทางการเกษตรต่อไปอีกด้วย


21. เรื่อง รายงานการประชุมการส่งออกลำไยสู่ตลาดโลก

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการประชุมการส่งออกลำไยสู่ตลาดโลก ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้มีการประชุม "การส่งออกลำไยสู่ตลาดโลก" เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรมดิเอมเพลส จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรองรับผลผลิตลำไยที่กำลังจะออกสู่ตลาดล่วงหน้า โดยได้เชิญกลุ่มผู้ซื้อ ผู้ขายทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ กลุ่มสหกณ์ ส.ส. จังหวัดภาคเหนือ มาร่วมประชุม นั้น ผลการประชุมสรุปได้ดังนี้

  1. กลุ่มผู้ซื้อ ที่มาร่วมงานรวมทั้งสิ้น 3 กลุ่ม 38 บริษัท ได้แก่
    • 1.1 กลุ่มผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า จากต่างประเทศ จำนวน 16 บริษัท จาก 11 ประเทศ ได้แก่ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา อินเดีย ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์
    • 1.2 กลุ่ม Modern Trade และผู้ค้ารายใหญ่ในประเทศไทย จำนวน 7 บริษัท ซึ่งจะมาซื้อลำไย เพื่อขายในประเทศ และส่งออกไปยังสาขาในต่างประเทศด้วย
    • 1.3 กลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ 15 บริษัท
  2. กลุ่มผู้ขาย รวมทั้งสิ้น 100 ราย ได้แก่
    • 2.1 สหกรณ์การเกษตรและเกษตรกร 70 กลุ่ม (310 คน) โดยแต่ละกลุ่มมีผู้นำกลุ่มที่พร้อมจะเจรจาการค้า
    • 2.2 กลุ่มผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ 30 บริษัท
  3. การประเมินผลการเจรจาการค้าเบื้องต้น
    • 3.1 กิจกรรมการเจรจาการค้าระหว่างผู้ซื้อ/ผู้นำเข้าต่างประเทศ ห้างค้าปลีก และผู้ค้า/ผู้ส่งออกรายใหญ่กับกลุ่มสหกรณ์เกษตรกร และผู้ผลิตลำไย มีมากกว่า 300 ครั้ง (ผู้ซื้อถูกขอเจรจาโดยผู้ขายโดยเฉลี่ย 8 ครั้ง ต่อราย)
    • 3.2 คาดว่าจะมีปริมาณความต้องการซื้อลำไยรวม 818,000 ตัน และมีการเจรจาสั่งซื้อแล้ว 435,000 ตัน ในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่าการสั่งซื้อลำไยรวม 574 - 1,131 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินบาท 18,000 - 35,800 ล้านบาท
  4. กระทรวงพาณิชย์ จักได้เข้าไปอำนวยความสะดวกและติดตามผลการสั่งซื้อให้ได้ผลตามที่มีการเจรจาซื้อขาย และอยู่ระหว่างเตรียมการอบรมเพิ่มความรู้การส่งออกแบบ F.O.B ให้แก่ ผู้แทนกลุ่มเกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิตลำไยอบแห้งภาคเหนือ เพื่อให้สามารถดำเนินการซื้อขายและส่งมอบสินค้า ณ จุดรับ- ส่ง เช่น สนามบิน เพื่อเพิ่มราคาและมูลค่าสินค้าต่อไป

อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ได้จัดการประชุมเพื่อส่งเสริมการส่งออกผลไม้ชนิดอื่น ๆ อาทิ ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยให้ยึดแนวทางการจัดการประชุมส่งเสริมการส่งออกลำไยสู่ตลาดโลกที่เชียงใหม่และจักรายงานผลการประชุมให้ทราบต่อไป


22. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ โดยมีรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 สรุปตารางที่ 1-4 ได้ดังนี้

ตางรางที่ 1
เปรียบเทียบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 และ 2552 จำแนกตามกระทรวง

หน่วย :บาท

ส่วนราชการ งบประมาณปี 2551 งบประมาณปี 2552
จำนวน สัดส่วน จำนวน สัดส่วน
รวมทั้งประเทศ 1,660,000,000,000 100 1,835,000,000,000 100
1. 1. งบกลาง 242,774,584,800 14.6 249,565,725,500 13.6
2. สำนักนายกรัฐมนตรี 13,579,664,800 0.8 25,758,793,000 1.4
3. กระทรวงกลาโหม 143,518,901,100 8.7 169,092,000,000 9.2
4. กระทรวงการคลัง 180,496,557,800 10.8 202,523,188,300 11.0
5. กระทรวงการต่างประเทศ 7,587,338,300 0.5 8,212,145,300 0.4
6. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 3,656,931,400 0.2 4,082,204,600 0.2
7. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 9,129,797,700 0.6 9,576,465,100 0.5
8. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 65,193,277,600 3.9 69,670,262,700 3.8
9. กระทรวงคมนาคม 65,679,768,900 4.0 66,371,238,800 3.6
10. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 18,819,285,600 1.1 21,332,266,500 1.2
11. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3,845,424,800 0.2 3,962,808,000 0.2
12. กระทรวงพลังงาน 2,465,272,000 0.2 2,522,994,600 0.1
13. กระทรวงพาณิชย์ 6,152,726,000 0.4 6,504,116,900 0.4
14. กระทรวงมหาดไทย 190,930,145,300 11.5 195,574,695,400 10.7
15. กระทรวงยุติธรรม 14,451,603,400 0.9 16,550,129,000 0.9
16. กระทรวงแรงงาน 26,162,525,900 1.6 27,545,687,200 1.5
17. กระทรวงวัฒนธรรม 4,371,095,800 0.3 4,932,989,400 0.3
18. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 8,349,970,800 0.5 8,352,797,200 0.4
19. กระทรวงศึกษาธิการ 301,085,158,200 18.1 330,069,183,600 18.0
20. กระทรวงสาธารณสุข 65,434,785,300 3.9 71,041,896,000 3.9
21. กระทรวงอุตสาหกรรม 5,080,962,800 0.3 5,843,679,900 0.3
22. ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือ ทบวง 69,833,557,000 4.2 77,468,630,400 4.2
23. หน่วยงานของรัฐสภา 3,766,011,900 0.2 3,843,536,100 0.2
24. หน่วยงานของศาล 11,359,833,500 0.7 12,667,514,000 0.7
25. หน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 13,326,775,700 0.8 10,339,856,200 0.6
26. จังหวัด - - 18,000,000,000 1.0
27. รัฐวิสาหกิจ 56,209,078,700 3.4 54,937,431,900 3.0
28. สภากาชาดไทย 1,910,039,000 0.1 3,097,014,700 0.2
29. กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 124,828,925,900 7.5 128,020,572,200 7.0
30. รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง - - 27,540,177,500 1.5

ตารางที่ 2
โครงสร้างงบประมาณ
ปีงบประมาณ พ.ศ.2551 - 2552
หน่วย:ล้านบาท

โครงสร้างงบประมาณ ปีงบประมาณ 2551 ปีงบประมาณ 2552
จำนวน เพิ่ม/ลด ร้อยละ จำนวน เพิ่ม/ลด ร้อยละ
1.วงเงินงบประมาณรายจ่าย
(สัดส่วนต่อ GDP)
1,660,000.0
17.6
6.0
 
1,835,000.0
17.9
10.5
 
- รายจ่ายประจำ
(สัดส่วนต่องบประมาณ)
1,213,989.1
73.1
6.9
 
1,336,465.9
72.8
10.1
 
- รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง
(สัดส่วนต่องบประมาณ)
-
 

 
27,540.2
1.5
100.0
 
- รายจ่ายลงทุน
(สัดส่วนต่องบประมาณ)
400,483.9
24.1
6.9
 
407,317.8
22.2
1.7
 
- รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้
(สัดส่วนต่องบประมาณ)
45,527.0
2.8
-18.0
 
63,676.1
3.5
39.9
 
2.รายรับ
(สัดส่วนต่อ GDP)
1,660,000.0
17.6
6.0
 
1,835,000.0
17.9
10.5
 
- รายได้ 1,495,000.0
(1,480,000.0)
5.3
(4.2)
1,585,500.0
 
6.1
(7.1)
- เงินกู้ 165,000. 12.9 249,500.0 51.2
3.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น (GDP) 9,418,600.0 11.0 10,266,000.0 9.0

หมายเหตุ :
1.ตัวเลขรายได้ในวงเล็บปีงบประมาณ 2551 เป็นงบประมาณการปรับปรุง ตามมติ ครม. เมื่อ 18 มีนาคม 2551
2.อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น (GDP) เป็นอัตราการขยายตัว ณ ราคาประจำปี

ที่มา
1. สำนักงบประมาณ
2.กระทรวงการคลัง
3.สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ตารางที่ 3
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552
จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณและแผนงาน
หน่วย : ล้านบาท

ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ-แผนงาน งบประมาณ
รวมทั้งสิ้น 1,835,000.0
1 ยุทธศาสตร์การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศ 124,470.3
1.1 แผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย 264.0
1.2 แผนงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 21,051.1
1.3 แผนงานป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดเร่งด่วน และปราบปรามผู้มีอิทธิพล 5,353.7
1.4 แผนงานบรรเทาความเดือดร้อนด้านเศรษฐกิจของประชาชนและผู้ประกอบการ 242.6
1.5 แผนงานเพิ่มศักยภาพของหมู่บ้าน ชุมชนและประชาชน 10 ,047.8
1.6 แผนงานสร้างโอกาสการลงทุนและพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน 21,185.2
1.7 แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการตลาดของชุมชน 1,510.2
1.8 แผนงานฟื้นฟูอาชีพและพักหนี้เกษตรกร 2,604.0
1.9 แผนงานสร้างระบบประกันความเสี่ยงให้เกษตรกร 8,482.7
1.10 แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมสร้างอุปกรณ์ประกอบอาชีพชุมชน 350.0
1.11 แผนงานสวัสดิการและพัฒนาที่อยู่อาศัยของประชาชน 4,803.7
1.12 แผนงานเร่งรัดพัฒนาระบบการคมนาคมขนส่งที่สำคัญ 4,182.9
1.13 แผนงานส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานทดแทนและการประหยัดพลังงาน 275.5
1.14 แผนงานส่งเสริมปีแห่งการลงทุนและการท่องเที่ยวไทย 1,836.0
1.15 แผนงานวางระบบการถือครองและกำหนดแนวเขตการใช้ที่ดิน 3,165.5
1.16 แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน 39,068.4
1.17 แผนงานเร่งรัดมาตรการและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน 47.0
2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต 534,423.1
2.1 แผนงานขยายโอกาสและพัฒนาการศึกษา 322,382.5
2.2 แผนงานพัฒนาและยกระดับมาตรฐานแรงงาน 25,780.7
2.3 แผนงานพัฒนาสุขภาพของประชาชน 166,606.3
2.4 แผนงานส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม 8,528.8
2.5 แผนงานส่งเสริมและพัฒนาสถาบันครอบครัว เด็ก เยาวชน สตรี ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส 8,505.7
2.6 แผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสงเคราะห์ผู้สูงอายุ 427.3
2.7 แผนงานพัฒนาสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของประชาชน 2,191.8
3 ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างสมดุล 175,999.3
3.1 แผนงานการเงินการคลัง 51,893.3
3.2 แผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคเกษตร 28,805.4
3.3 แผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม 6,866.4
3.4 แผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวและบริการ 5,652.7
3.5 แผนงานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคการตลาด การค้าและการลงทุน 6,756.3
3.6 แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารจัดการขนส่งมวลชนสินค้าและบริการ 71,392.5
3.7 แผนงานสร้างความมั่นคงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทน 2,306.8
3.8 แผนงานเทคโนโลยีสารสนเทศ 2,325.9
4 ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 32,655.9
4.1 แผนงานสร้างสมดุลของการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ 26,273.1
4.2 แผนงานจัดการทรัพยากรน้ำ 4,267.2
4.3 แผนงานควบคุมมลพิษและจัดการสิ่งแวดล้อม 2,115.6
5 ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 16,193.4
5.1 แผนงานสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม 16,193.4
6 ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8,977.5
6.1 แผนงานดำเนินนโยบายการต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 8,977.5
7 ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ 187,571.4
7.1 แผนงานรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ 16,177.9
7.2 แผนงานเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ 157,216.3
7.3 แผนงานปฏิรูประบบข่าวกรองเพื่อความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศ 603.8
7.4 แผนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย และการรักษาผลประโยชน์ของทั้งทางบกและทางทะเล 10,945.7
7.5 แผนงานป้องกันแก้ไขและฟื้นฟูความเสียหายจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย 2,627.7
8 ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการที่ดี 301,585.9
8.1 แผนงานบริหารจัดการภาครัฐ 35,469.2
8.2 แผนงานส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครอง 150,589.7
8.3 แผนงานบริหารจังหวัด 18,000.0
8.4 แผนงานพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 70,526.1
8.5 แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 27,000.9
9 รายการค่าดำเนินการภาครัฐ 453,123.2
9.1 แผนงานบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 49,005.7
9.2 แผนงานบริหารบุคลากรภาครัฐ 178,760.0
9.3 แผนงานบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 197,817.3
9.4 แผนงานรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 27,540.2

ตารางที่ 4
การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ พ.ศ.2552

ลักษณะการจัดสรร ปีงบประมาณ เพิ่ม/ลด
2551 2552 จำนวน ร้อยละ
1. รายได้รวมของ อปท. 376,740.00 400,338.75 23,598.75 6.26
1.1 รายได้ที่ อปท.จัดเก็บเอง 35,223.60 38,745.96 3,522.36 10.00
1.2 รายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้ 193,676.40 211,092.79 17,416.39 8.99
1.3 เงินอุดหนุนและการถ่ายโอนงาน 147,840.00 150,500.00 2,660.0 1.80
- องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล 131,074.94 134,584.42 3,509.48 2.68
- กรุงเทพมหานคร 15,064.90 14,420.84 -644.06 -4.28
- พัทยา 1,700.16 1,494.74 -205.42 -12.08
2. รายได้สุทธิของรัฐบาล 1,495,000.00 1,585,000.00 90,500.00 6.05
3. สัดส่วนรายได้ อปท. ต่อรัฐบาล (ร้อยละ) 25.20 25.25


23. เรื่อง การแก้ไขปัญหาของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้ารายงานการแก้ไขปัญหาของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) เสนอ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 16 มกราคม 2550 เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ดังนี้

2. จากนั้นวันที่ 3 มีนาคม 2551 เครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยได้มายื่นหนังสือเรียนรองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) เพื่อแจ้งให้ทราบถึงปัญหาการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (16 มกราคม 2550) และปัญหาการบริหารงานของ กฟก.

3. วันที่ 4 มีนาคม 2551 รองนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 37/2551 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2551 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำข้อเรียกร้องของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยแจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

4. วันที่ 2 เมษายน 2551 สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อขอทราบความคืบหน้าการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อการเกษตรตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ที่ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี

5. นอกจากนี้ ในช่วงเดือนเมษายน 2551 ยังมีตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อตรวจสอบเสนอแนะการดำเนินงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรและกลุ่มพัฒนายั่งยืนพร้อมทั้งองค์กรอิสระ 15 องค์กร ได้มายื่นหนังสือติดตามการดำเนินงานและติดตามผลงานการแก้ปัญหาของ กฟก.

6. ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2551 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์) เข้าพบเจรจากับแกนนำกลุ่มเกษตรกรสมาชิกเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ซึ่งมาชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารแห่งประเทศไทยและรัฐสภา โดยผู้ชุมนุมได้ยื่นข้อเสนอให้เรียกประชุม กฟก.โดยด่วน รองนายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้นัดประชุมคณะกรรมการ กฟก. ในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในวันเดียวกันได้มีแนวร่วมเกษตรกร กฟก. มายื่นหนังสือให้รองนายกรัฐมนตรีที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรองนายกรัฐมนตรี มีบัญชาให้บรรจุในวาระการประชุมด้วย สรุปผลการประชุมดังนี้


สังคม


24. เรื่อง รายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ รายงานสถานการณ์ธรณีพิบัติภัย ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2551 สรุปได้ดังนี้

สภาพอากาศ ร่องความกดอากาศต่ำกำลังปานกลางพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เริ่มอ่อนกำลังลงมีกำลังปานกลางปกคลุมประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกและมีฝนตกหนักบางแห่ง

พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก

พื้นที่ที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภัยดินถล่มในระยะนี้ คือ

  1. จังหวัดจันทบุรี : อำเภอขลุง (เครือข่าย ฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 89 คน)
    อำเภอเขาคิชฌกูฏ (เครือข่าย ฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 155 คน)
    อำเภอมะขาม (เครือข่าย ฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 55 คน)
  2. จังหวัดชุมพร : อำเภอสวี (เครือข่าย ฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 157 คน)
    อำเภอพะโต๊ะ (เครือข่าย ฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 171 คน)
  3. จังหวัดน่าน อำเภอท่าวังผา (เครือข่าย ฯ กรมทรัพยากรธรณี จำนวน 7 คน)

และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมทรัพยากรธรณี กำลังประสานงานโดยตรงกับเครือข่าย ฯ ในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การดำเนินการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังติดตามสภาวะอากาศและสภาพการอุ้มน้ำของพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัยดังกล่าวเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ดินถล่มที่อาจจะเกิดขึ้นผ่านอาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเหตุธรณีพิบัติภัยที่ประจำอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมทรัพยากรธรณี ได้ดำเนินการจัดตั้งเครือข่ายแจ้งเหตุธรณีพิบัติภัยไปแล้ว 24 จังหวัดและกำลังดำเนินการ 2 จังหวัด คือ จังหวัดเพชรบุรี และราชบุรี

การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม ด้วยปรากฏสภาพดินคืบ บริเวณบ้านสันติคีรี หมู่ 1 ตำบลแม่สลองนอก อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ทำให้บ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบจำนวนอย่างน้อย 10 หลัง โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มซึ่งกรมทรัพยากรธรณีได้จัดตั้งเครือข่ายแจ้งเหตุธรณีพิบัติภัยแล้ว


25. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาวะอากาศสรุปได้ดังนี้

สาระสำคัญ

ลักษณะอากาศในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (9 - 15 มิถุนายน 2551)

ด้วยในช่วงวันที่ 12-15 มิถุนายน 2551 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน อ่าวไทยและประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมในทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง ความสูงของคลื่น 2 - 3 เมตร และส่งผลให้ด้านรับลมมรสุมมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากเกิดขึ้นในภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคเหนือ และมีรายงานน้ำท่วมเล็กน้อยในบางพื้นที่

ลักษณะอากาศในช่วง 7 วันข้างหน้า (16 - 22 มิถุนายน 2551)

การคาดหมายลักษณะอากาศที่สำคัญในช่วง 7 วันข้างหน้า (16 - 22 มิถุนายน 2551) คาดว่าในช่วงวันที่ 16 - 20 มิถุนายน 2551 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทยจะมีกำลังอ่อนลง ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกลดน้อยลงทั้งปริมาณและการกระจาย แต่พื้นที่ตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีฝนตกอยู่ในเกณฑ์กระจาย หรือโอกาสมีฝนตกร้อยละ 40 - 60 ของพื้นที่ กับมีฝนตกหนักได้ในบางท้องถิ่น โดยมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้นอีกครั้ง ในช่วงวันที่ 21 - 22 มิถุนายน 2551 นี้ ซึ่งจะทำให้ด้านรับลมมรสุมบริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามัน และภาคตะวันออก กลับมีฝนเพิ่มมากขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

สรุป ในสัปดาห์นี้ประเทศไทยส่วนใหญ่จะมีฝนตกน้อย โอกาสเกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องจึงมีน้อย


26. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2551)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยประสานการปฏิบัติงานกับจังหวัดที่มีสภาวะฝนตกหนัก และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สรุปการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นรวมทั้งผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน (ข้อมูลถึงวันที่ 13 มิถุนายน 2551) สรุปได้ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัย (ระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม - 13 มิถุนายน 2551)

1.1 สาเหตุการเกิด เนื่องจากร่องความกดอากาศต่ำกำลังแรงพาดผ่าน ภาคเหนือ ภาคกลาง และ ภาคตะวันออกของประเทศไทย ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาปกคลุมทะเลอันดามัน บริเวณอ่าวไทย และประเทศไทย ทำให้มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในบางจังหวัด ประชาชนประสบความเดือดร้อน และทรัพย์สินได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

1.2 พื้นที่ประสบภัย รวม 9 จังหวัด 36 อำเภอ 173 ตำบล 593 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดน่าน กำแพงเพชร อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี ชุมพร และจังหวัดพังงา

1.3 ความเสียหาย

1.4 มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 228,596,960 บาท

1.5 สถานการณ์ภัยปัจจุบัน ในขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยทุกพื้นที่ ได้คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำ ท่าจีนมีระดับสูงขึ้น ประตูระบายน้ำสองพี่น้องไม่สามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีนได้ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรเป็นบริเวณกว้าง จำนวน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภออู่ทอง อำเภอสองพี่น้อง และอำเภอบางปลาม้า พื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำท่วมประมาณ 144,050 ไร่ ระดับน้ำสูงประมาณ 0.20-1.00 ม. คาดว่าหากไม่มีฝนตกเพิ่มสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

การให้ความช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

1.6 การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด อำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2. การคาดหมายลักษณะอากาศระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2551

2.1 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายลักษณะอากาศในช่วงระหว่างวันที่ 12-18 มิถุนายน 2551 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะเริ่มมีกำลังแรงตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2551 ในขณะที่ร่องความกดอากาศต่ำจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในวันที่ 16 มิถุนายน 2551 ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่นกับมีฝนตกหนักบางแห่ง รวมทั้งคลื่นลมในทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงวันที่ 16-18 มิถุนายน 2551 ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรระมัดระวังอันตรายจากสภาวะฝนตกหนัก ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ส่วนชาวเรือในทะเลอันดามันควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

2.2 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้แจ้งเตือนให้จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ เตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มจากสภาวะฝนตกหนักที่อาจจะเกิดขึ้น โดยให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และจังหวัดที่อาจจะได้รับผลกระทบ แจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ในระยะนี้ และให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ไว้ให้พร้อมเพื่อสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นได้อย่างทันต่อเหตุการณ์


27. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 5 ช่วงวันที่ 10-16มิถุนายน 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สรุปสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 5 ช่วงวันที่ 10 -16 มิถุนายน 2551 ประกอบด้วย สถานการณ์อุทกภัย สถานการณ์น้ำ ผลกระทบด้านการเกษตร และการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์อุทกภัย

ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกเพิ่มในพื้นที่ คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 1-2 สัปดาห์

สถานการณ์น้ำ

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ (16 มิถุนายน 2551) มีปริมาณน้ำในอ่างฯทั้งหมด 41,186 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งหมด (ปริมาณน้ำใช้การได้ 17,873 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุอ่างฯ) น้อยกว่าปี 2550 (45,254 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 4,068 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 6 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯเฉลี่ยทั้งปี 38,221 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯวันนี้ 178.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ถึง วันนี้ จำนวน 8,230 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 22 ของค่าเฉลี่ยทั้งปี)

อ่างเก็บน้ำ จังหวัด ปริมาตรน้ำในอ่างฯ ปริมาตรน้ำใช้การได้ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ ปริมาณน้ำรับ ได้อีก
ปริมาตรน้ำ
ล้าน ลบ.ม.
% ความจุอ่างฯ ปริมาตรน้ำ
ล้าน ลบ.ม.
% ความจุอ่างฯ เฉลี่ยทั้งปี ล้าน ลบ.ม. วันนี้ ล้าน ลบ.ม. สะสมตั้งแต่ 1 ม.ค. 51
1) ศรีนครินทร์ กาญจนบุรี 14,386 81 4,121 23 4,339 6.30 866 3,359
2) ประแสร์ ระยอง 214 86 194 78 295 0.70 62 34
3) บางลาง ยะลา 1,208 83 948 65 1,545 1.90 741 246

2. สภาพน้ำท่า

ผลกระทบด้านการเกษตร ช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม - 10 มิถุนายน 2551

อุทกภัย พื้นที่ประสบภัยรวม 30 จังหวัดได้แก่ ภาคเหนือ 12 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 จังหวัด ภาคกลาง 5 จังหวัด ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ภาคตะวันตก 1 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด

การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร

1. การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ

กรมชลประทานได้ส่งเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลืออุทกภัยตามจังหวัดต่างๆ 9 จังหวัด รวม จำนวน 71 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 9 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร 3 เครื่อง ชัยนาท 1 เครื่อง อุทัยธานี 3 เครื่อง ลพบุรี 2 เครื่อง สิงห์บุรี 4 เครื่อง พระนครศรีอยุธยา 1 เครื่อง อ่างทอง 32 เครื่อง นครราชสีมา 4 เครื่อง (เครื่องผลักดันน้ำ 9 เครื่อง) สุพรรณบุรี 21 เครื่อง

2. การปฏิบัติการฝนหลวง

สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เริ่มตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2551 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา เพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ในภาคต่างๆ รวมทั้งช่วยลดปริมาณการใช้น้ำจากเขื่อนต่างๆ โดยมีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงได้ปฏิบัติการ จำนวน 6 ศูนย์ (6 หน่วย และ 4 ฐานเติมสารฝนหลวง) ดังนี้

ผลการปฏิบัติการฝนหลวงในรอบสัปดาห์ (ช่วงวันที่ 6-12 มิ.ย. 2551) ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 7 วัน 151 เที่ยวบิน มีฝนตก วัดปริมาณน้ำฝนได้ 285 สถานี ปริมาณน้ำฝน 0.1-75.3 มิลลิเมตร ในพื้นที่ 42 จังหวัด

ผลการปฏิบัติการฝนหลวงสะสม ตั้งแต่ตั้งหน่วยฯ (ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. - 12 มิ.ย. 2551) ขึ้นบินปฏิบัติการรวม จำนวน 124 วัน 2,778 เที่ยวบิน มีฝนตกรวม วัดปริมาณน้ำฝนได้ 803 สถานี (จากสถานีวัดฝนรวมทั้งหมด 1,149 สถานี) ปริมาณน้ำฝน 0.1-221.9 มิลลิเมตรในพื้นที่ 69 จังหวัด


การศึกษา


28. เรื่อง ขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (เรื่อง การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตีเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 เรื่องการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน ในข้อ 3 เฉพาะประเด็นการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนที่ให้ใช้สถานศึกษาที่มีอยู่เดิมและมีศักยภาพเพียงพอยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยชุมชนโดยไม่สร้างสถานศึกษาใหม่ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

กระทรวงศึกษาธิการ รายงานว่า

1.วิทยาลัยชุมชน จัดตั้งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2545 ด้านการจัดการศึกษาข้อ 4 "จัดให้มีวิทยาลัยชุมชน โดยเฉพาะในจังหวัดที่ยังขาดแคลนสถาบันอุดมศึกษา"

2. เมื่อคณะรัฐมนตรี (19 กุมภาพันธ์ 2545) มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชน พ.ศ.2546 กำหนดให้วิทยาลัยชุมชนเป็นสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาซึ่งบริหารจัดการโดยชุมชน ทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพตามหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน รวมทั้งทำหน้าที่ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลในชุมชน โดยมีหลักการดำเนินงาน 3 ประการ คือ การจัดให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการศึกษาโดยง่าย การมีหลักสูตรที่หลากหลาย และการจัดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในส่วนของสถานที่ดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วิทยาลัยชุมชน เป็นสถานที่ดำเนินการหลัก และสถานที่จัดการเรียนการสอน เป็นห้องเรียนที่ขอใช้จากสถานศึกษา หน่วยงาน และองค์กรอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ปัจจุบันมีวิทยาลัยชุมชนจำนวนทั้งสิ้น 19 จังหวัด โดยมุ่งเน้นจัดตั้งในจังหวัดที่ไม่มีสถาบันอุดมศึกษาหรือจังหวัดที่ประชากรขาดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตลอดจนจัดตั้งโดยความต้องการและเป็นการริเริ่มของชุมชน

3. การดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชน แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ

3.1 ระยะที่ 1 พ.ศ. 2545 - มีนาคม 2547 กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้ใช้สถานศึกษาของส่วนราชการอื่นที่ชุมชนเลือกมาทำหน้าที่วิทยาลัยชุมชนอีกบทบาทหนึ่งควบคู่กับภารกิจเดิม โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานกำกับดูแลวิทยาลัยชุมชน

3.2 ระยะที่ 2 พ.ศ.2547 - ปัจจุบัน มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการพ.ศ. 2546 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 และกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญารูปแบบวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2546 ใช้ในการบริหารงาน วิทยาลัยชุมชนจึงย้ายไปอยู่ในการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และได้ปรับเปลี่ยนระบบการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎกระทรวงดังกล่าว โดยแยกงานวิทยาลัยชุมชนออกมาเป็นเอกเทศจากสถานศึกษาเดิม ให้มีองค์กรการบริหารบุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ ของตนเอง ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2547

4. การให้บริการทางการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 จนถึงปัจจุบันวิทยาลัยชุมชนได้ตอบสนองแก่ผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก มีจำนวนผู้เรียนหลักสูตรอนุปริญญา ปวส. และปวช.เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2545 มีจำนวน 3,628 คน และในปี 2551 มีจำนวน 18,030 คน มีผู้เรียนหลักสูตรประกาศนียบัตร 2,277 คน และผู้เข้ารับบริการหลักสูตรระยะสั้น 110,467 คน สำหรับหลักสูตรอนุปริญญามีผู้สำเร็จการศึกษาแล้ว 8,231 คน

5. สภาพปัญหา เป็นปัญหาทางกายภาพด้านอาคารสถานที่ของวิทยาลัยที่เป็นที่ตั้งสำนักงาน ศูนย์วิทยบริการและห้องเรียนที่ยังขาดแคลน คือขาดอาคารสถานที่ที่เหมาะสมที่เป็นเอกลักษณ์ของวิทยาลัยชุมชน ไม่สามารถจัดหาครุภัณฑ์การเรียนการสอนไปติดตั้งในอาคารที่เป็นสมบัติของหน่วยงานอื่นได้ การใช้อาคารของสถานศึกษาอื่นจัดการเรียนการสอนกระทำได้เฉพาะวันหยุดราชการเนื่องจากวันจันทร์ถึงวันศุกร์อาคารไม่ว่าง บางครั้งเจ้าของสถานที่จำเป็นต้องใช้จึงต้องย้ายที่เรียนทำให้ขาดความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของผู้เรียน และอาคารที่มีอยู่ไม่มีความพร้อมและสมบูรณ์เพียงพอที่จะรองรับการจัดการเรียนการสอนและการศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะวิทยาลัยชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ซึ่งมีผู้เรียนจำนวนมากมีปัญหามากที่สุด จึงส่งผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพการเรียนการสอนต่อชุมชนและกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก ปัญหาทางด้านอาคารสถานที่ของวิทยาลัยชุมชนมีภาพรวม ดังนี้

5.1 วิทยาลัยชุมชนที่มีที่ดินและอาคารบางส่วนเป็นของตนเอง มีจำนวน 13 แห่ง คือ แม่ฮ่องสอนตาก พิจิตร หนองบัวลำภู อุทัยธานี ระนอง ตราด สระแก้ว สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพังงา

5.2 วิทยาลัยชุมชนที่มีที่ดินเป็นของตนเองแต่ไม่มีอาคาร มีจำนวน 2 แห่ง คือ บุรีรัมย์ และสมุทรสาคร

5.3 วิทยาลัยชุมชนที่ไม่มีที่ดินและไม่มีอาคารเป็นของตนเอง มีจำนวน 4 แห่ง คือ มุกดาหาร ยโสธร สงขลา และแพร่

6. การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนตามมติคณะรัฐมนตรี (19 กุมภาพันธ์ 2545) ในประเด็นที่ให้ใช้สถานศึกษาที่มีอยู่เดิมและมีศักยภาพเพียงพอยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยชุมชนโดยไม่สร้างสถานศึกษาใหม่ ประสบปัญหาตั้งแต่ระยะแรกและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากไม่สามารถยกฐานะสถานศึกษาเหล่านั้นได้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้พยายามแก้ไขปัญหา โดยการขอใช้ ขอแบ่งใช้อาคารเก่าของราชการที่ไม่ได้ใช้แล้วมาปรับปรุงเป็นที่ตั้งสำนักงานและขอใช้อาคารสถานที่ของสถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รวมทั้งวัดและชุมชน เพื่อเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยชุมชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ได้เสนอการแก้ไขปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้มีมติ (16 มีนาคม 2547) ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรับไปเร่งรัด กำกับติดตาม และดำเนินการเรื่องนี้ให้มีความคืบหน้าโดยเร็ว แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการในการช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดตามที่คาดหวังไว้ วิทยาลัยชุมชนจึงประสบปัญหาด้านอาคารสถานที่มาโดยตลอด

7.กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำแผนเสนอของบประมาณ งบลงทุน โดยเฉพาะงบที่ดินสิ่งก่อสร้างสำหรับวิทยาลัยชุมชนตามความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วน ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2552 - 2554 โดยในปีงบประมาณพ.ศ.2552 ได้เสนอของบประมาณ งบลงทุน ที่ดินสิ่งก่อสร้างสำหรับวิทยาลัยชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด (สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และวิทยาลัยชุมชนที่มีที่ดินแล้วแต่ไม่มีอาคาร จำนวน 2 แห่ง (บุรีรัมย์ และสมุทรสาคร) จำนวน 76.25 ล้านบาท (คณะรัฐมนตรีได้มีมติ 20 พฤษภาคม 2551 เห็นชอบแล้ว) และได้ของบประมาณเพิ่มเติม งบลงทุน ที่ดินสิ่งก่อสร้าง โดยผูกพันปีงบประมาณ พ.ศ.2552 อีกจำนวน 89.02 ล้านบาท (มติคณะรัฐมนตรี 3 มิถุนายน 2551) ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 และเอกสารประกอบ ในวันอังคารที่ 17 มิถุนายน 2551 ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 ตามข้อเสนอ ซึ่งหากไม่ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีในประเด็นดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหากับวิทยาลัยชุมชน คือจะไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างอาคารสถานที่ตามงบประมาณประจำปี พ.ศ.2552 ที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว


29. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง โครงการครูสหกิจ ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานผลการดำเนินการตามโครงการครูสหกิจ ครั้งที่ 2 (ตุลาคม 2550 - มีนาคม 2551) สรุปได้ดังนี้

1. ระดับความสำเร็จของการดำเนินการ

เป้าหมาย ผลดำเนินการ สัดส่วน(ร้อยละ)
1.ให้นิสิต/นักศึกษาครู ที่กำลังศึกษาไปปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาที่ขาดแคลนครู โดยมีเป้าหมายภาคการศึกษาละ 5,000 คน (ต.ค. 50 - มี.ค.51)
มีนักศึกษาครูเข้าร่วมโครงการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 3,532 คน กระจายการสอนในสถาน ศึกษาที่ขาดแคลนครู สังกัด สพฐ. และ สอศ. จำนวน 1,169 แห่ง ครอบคลุม 61 จังหวัดทั่วประเทศ
70.64
2. ใช้ระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2551 - 2553 ในวงเงิน 671.1 ล้านบาท (งบประมาณที่ได้รับจัดสรรปี 2551 จำนวน 196,100,000 บาท) (ต.ค.50 - มี.ค.51)
ใช้จ่ายงบประมาณไปแล้ว จำนวน 67,221,600 บาท
33.93

2. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข

ปัญหา/อุปสรรค แนวทางแก้ไข
1.ในช่วงเริ่มต้นดำเนินงานโครงการฯ สถาบันฝ่ายผลิตครูไม่สามารถปรับแผนการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งนักศึกษาเข้าร่วมโครงการได้ การส่งนักศึกษาไปปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาต้องเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ภาคการศึกษา ทำให้มีนักศึกษาครูเข้าร่วมโครงการไม่ครบตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1. มหาวิทยาลัยปรับการจัดการเรียนการสอนแล้ว คาดว่าในภาคการศึกษาต่อ ๆ ไป จะมีนิสิต/นักศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น
2. การนิเทศการสอนของนักศึกษาในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางมาก อาจารย์มีภาระงานมากและ ต้องรับผิดชอบนักศึกษาครูหลายคน จึงอาจจะไม่สามารถนิเทศการสอนเดือนละ 2 ครั้งตามที่กำหนดไว้ 2. การนิเทศการสอนของนักศึกษาควรจัดรูป แบบโดยสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันฝ่ายผลิต ศึกษานิเทศก์ และโรงเรียน เพื่อให้สามารถนิเทศการสอนของนักศึกษาครูที่ไปปฏิบัติการสอนในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างมีคุณภาพ
3. การบริหารงบประมาณ โครงการนี้ได้กำหนดให้มีการจ่าย ค่า ตอบแทนและค่าเดินทางโดยให้เบิกจ่ายตาม พ.ร.ฎ. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการซึ่งในทางปฏิบัติมีความยุ่งยาก ไม่คล่องตัว และล่าช้า 3. การบริหารงบประมาณ ควรเป็นระบบเหมาจ่ายเพื่อให้เกิดความคล่องตัว
4. ข้อมูลโรงเรียนที่ขาดแคลนครูในสังกัด สพฐ. ไม่ทันสมัย และ มีความเข้าใจไม่ตรงกัน ทำให้ได้ข้อมูลไม่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้ การดำเนินงานไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการ 4. ประสานกับ สพฐ. เพื่อจัดทำข้อมูลโรงเรียนที่ขาดแคลนครู ให้เป็นไปตามความต้องการครูอย่างแท้จริง

3. ผลของการดำเนินการตามโครงการ

4. คาดว่าจะดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2553


ต่างประเทศ


30. เรื่อง สรุปผลการประชุม APEC Structural Reform Deputies' Meeting

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอทั้ง 4 ข้อ ดังนี้

1. รับทราบรายงานการประชุม APEC Structural Reform Deputies'Meeting และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นผู้แทนในการประชุมระดับรัฐมนตรี APEC Structural Reform ณ กรุงเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 3-5 สิงหาคม 2551

2. เห็นชอบในหลักการของแนวทางการนำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทย และร่าง Joint Ministerial Statement ดังนี้

- แนวทางการนำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทย

  1. สร้างความเข้าใจระบบปกครองของประเทศไทยซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ความขัดแย้งทางการเมืองเป็นช่วงสั้น ๆ และแม้จะมีการปฏิวัติก็จะไม่กระทบต่อพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นระบบตลาด รวมทั้งไม่กระทบต่อธุรกิจของนักลงทุนต่างประเทศ และการปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิวัติ ครั้งล่าสุดก็ได้มีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี แสดงถึงพัฒนาการของการเมืองอย่างต่อเนื่อง และอำนาจประชาธิปไตยซึ่งกลับคืนสู่ประชาชนอยู่เสมอ
  2. บทบาทขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปโครงสร้างเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม เช่น ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาเป็นการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อการพัฒนาและมีการแนะนำการปฏิรูปโดยแหล่งเงินกู้และเงินช่วยเหลือ เช่น ธนาคารโลก เอดีบี OECF USAID และ CIDA เป็นต้น
  3. ช่วงการพัฒนาสู่การส่งออก และรัฐบาลเปลี่ยนแปลงบ่อย ระบบราชการและภาคเอกชนเป็นผู้ผลักดันการปฏิรูป อย่างไรก็ตามหลังจากการเปิดเสรีการเงิน โครงสร้างองค์กรและธรรมาภิบาลของประเทศปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่เศรษฐกิจฟองสบู่และวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540
  4. ช่วงปี 2544 ภาคราชการปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ ฝ่ายการเมืองจึงเป็นผู้นำการปฏิรูป นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2547 ได้กำหนดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา การกำกับตรวจสอบฝ่ายบริหาร และกระบวนการแก้ไขกฎหมาย
  5. ประสบการณ์ของประเทศไทยแสดงถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ความจำเป็นในการดำเนินการอย่างระมัดระวัง ประโยชน์ของการมีรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นในการปฏิรูป การมีภาคราชการที่สร้างความต่อเนื่องของการปฏิรูปและสร้างความเข้าใจแก่สาธารณชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการปฏิรูปโครงสร้าง

- ร่าง Joint Ministerial Statement ที่ประชุมได้จัดทำร่างเบื้องต้นเพื่อปรับปรุงเพิ่มเติมในการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการปฏิรูปโครงสร้าง ประกอบด้วย

  1. รับทราบประโยชน์ของการปฏิรูปโครงสร้าง
  2. บทบาทการเมืองและกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีความสำคัญในการปฏิรูป
  3. ในการหารือกับภาคเอกชน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องแนวทางและระดับความสำคัญของประเด็นด้านการปฏิรูป ทั้งนี้ เอกชนได้ให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของการปฏิรูปได้
  4. การปรับปรุงกฎระเบียบเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับโครงสร้าง ที่ประชุมให้ความเห็นชอบ Good Practice Guide on Structural Reform ซึ่งจัดเตรียมโดย EC เพื่อให้สมาชิกเอเปคนำไปใช้ประโยชน์ตามเห็นสมควร และสนับสนุนให้มีการใช้ APEC OECD Integrated Checklist for Regulatory Reform ตามความสมัครใจ
  5. เสนอให้ EC ประสานการทำงานกับกลไกของเอเปคที่สำคัญ ได้แก่ Committee on Trade and Investment (CT) Strengthening Economic Legal Infrastructure (SELI) Competition Policy and Deregulation Group (CPDG) และ Finance Ministers's Process (FMP) Committee in Trades and Investments (CT) และ Finance Minister Process (FMP) และหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นต้น

3. มอบหมายให้ สศช. เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบในการติดตามและเข้าร่วมประชุมในคณะกรรมการ EC และ APEC Structural Reform โดยประสานงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และให้ สศช. ขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

4. ให้ สศช. ปรับงบประมาณของ สศช. ประจำปีงบประมาณ 2551 ในหมวดค่าใช้สอยและดำเนินการในวงเงิน 2 ล้านบาท เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ไปทำงานกับสำนักงาน Policy Support Unit ของคณะกรรมการเศรษฐกิจ ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะเริ่มสนับสนุนงานด้านวิชาการและการผลักดันการดำเนินงานตามแผนงานปรับโครงสร้างของ APEC ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

ทั้งนี้ ให้ สศช. รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลังไปพิจารณาดำเนินการด้วย

เรื่องเดิม

1. เมื่อปี 2547 ผู้นำเศรษฐกิจเอเปคได้ให้ความเห็นชอบต่อความสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ (Leaders' Agenda to Implement Structural Reform-LAISR) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดประโยชน์จากความเชื่อมโยงด้านการค้าและการลงทุน โดยแบ่งออกเป็น 4 สาขา ได้แก่ 1) การปฏิรูปกฎระเบียบ (regulatory reform) 2) การบริหารจัดการที่ดีของภาครัฐและเอกชน (public and private sector governance) 3) นโยบายการแข่งขัน (competition policy) และ 4) การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกฎหมาย (strengthening economic and legal infrastructure) และมอบหมายให้คณะกรรมการเศรษฐกิจ (Economic Committee - EC) ศึกษาวิเคราะห์ และกำหนดแผนการปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจและความสามารถของสมาชิกในการปรับโครงสร้างดังกล่าว และประสานงานกับกลไกอื่น ๆ ของเอเปคที่เกี่ยวข้อง

2. การประชุมรัฐมนตรีเอเปคและการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปคในปี 2548 ได้รับรองแผนงานเอเปคด้านการปฏิรูปโครงสร้าง (APEC Work Plan on LAISR- LAISR 2010) ซึ่งกำหนดแผนการดำเนินการส่งเสริมการปฏิรูปโครงสร้าง ตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2553 มีกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดการหารือเชิงนโยบาย การจัดสัมมนา การดำเนินโครงการเสริมสร้างศักยภาพ และการยกร่างแนวการปฏิบัติที่เป็นเลิศในสาขาดังกล่าว เป็นต้น

3. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดูแลกรอบแผนงานของ EC และการมีส่วนร่วมของประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 5 เรื่องที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

เรื่อง กรอบการดำเนินงานของ EC หน่วยงานหลักของไทย
1. Regulatory reform: กฎระเบียบ หรือข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความประพฤติของคน และ/หรือธุรกิจ ที่รวมถึง Codes of conduct เครื่องมือในการให้คำปรึกษาต่าง ๆ Quasi- regulation

1.1 สร้างจิตสำนึกถึงความสำคัญของการปฏิรูปกฎระเบียบที่สนับสนุนให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

1.2 ปลูกฝังความรู้ความเข้าใจถึงปัจจัยและลักษณะสำคัญของขบวนการควบคุมกำกับที่ดี โดยการทบทวนการควบคุมกำกับและการประเมินผลกระทบ

1.3 เสริมสร้างขีดความสามารถให้เข้าถึงปัจจัยสำคัญในการบริหารการควบคุมกำกับที่ดี รวมทั้ง การวิเคราะห์ผลกระทบด้านต้นทุน กำไร และความเสี่ยง การทบทวน การพัฒนาการควบคุมกำกับ และแนวทางการบริหารจัดการ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (พณ.)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กค.)

2. Competition policy: กฎหมาย นโยบายของรัฐและการควบคุมกำกับที่มีเป้าหมายส่งเสริม หรือคุ้มครองการแข่งขันระหว่างธุรกิจ

2.1 สร้างจิตสำนึกถึงความสำคัญของนโยบายการแข่งขันที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

2.2 ปลูกฝังความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางการปฏิบัติของระบบการแข่งขันที่ดี รวมทั้งการบริหารจัดการองค์กร และการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขัน

2.3 เผยแพร่แนวทางการอำนวยความสะดวกของภาครัฐต่อสภาวะตลาดแข่งขัน ในสาขาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ คมนาคม ไฟฟ้า โทรคมนาคม

กรมการค้าภายใน (พณ.)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กค.)

3. Corporate governance กระบวนการ กฎหมายระบบศุลกากร นโยบายและองค์กรต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางของวิสาหกิจ

3.1 สร้างจิตสำนึกถึงสิ่งที่ท้าทาย และลำดับความสำคัญของบรรษัทภิบาล รวมถึงความโปร่งใส สิทธิของผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ ซึ่งรวมถึง รัฐวิสาหกิจด้วย

3.2 สร้างขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย และกฎระเบียบ เพื่อพัฒนาบรรษัทภิบาลในภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจ

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (พณ.)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กค.)

4. Public sector governance : กฎหมาย กฎระเบียบ การพิจารณาคดี การบริหารจัดการที่ควบคุม กำหนด และก่อให้เกิดการสนับสนุนของรัฐ ในสินค้าและบริการ 4.1 สร้างจิตสำนึกถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลภาครัฐต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความสำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้าง

4.2 ปลูกฝังความรู้ความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างความเข็มแข็งของธรรมาภิบาลภาครัฐ รวมทั้ง หลักปฏิบัติที่ดีของการบริหารจัดการ การออกแบบองค์กรภาครัฐ ความโปร่งใสทางการคลัง ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือของภาครัฐ การสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยง ความเสี่ยงทางการเมือง และความสำคัญของ ICT ที่สนับสนุนให้เกิดธรรมาภิบาลภาครัฐ

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กค.)

5. Strengthening economic legal infrastructure : ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาบังคับใช้กฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้ง พื้นฐานของการบริหารจัดการทางการตลาดให้มีประสิทธิภาพ

5.1 สร้างจิตสำนึกถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกฎหมาย ที่สนับสนุนการดำเนินการของตลาดให้มีประสิทธิภาพ

5.2 ส่งเสริมความเข้าใจอันดีถึงแนวทางการปฏิบัติในการเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกฎหมาย รวมทั้งกลไกการทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และนโยบาย ต่าง ๆ ที่มีอยู่และประกาศใหม่ ตลอดจนการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวง

5.3 เสริมสร้างขีดความสามารถในการสนับสนุนกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและกฎหมาย รวมทั้งการปฏิรูป องค์กร การควบรวมกิจการ ระบบบัญชีธุรกิจ และรัฐวิสาหกิจ

สำนักเจรจาการค้าพหุภาคี กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (พณ.)

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (กค.)

ประโยชน์และแนวทางในการปฏิรูปโครงสร้างของ APEC

  1. การปฏิรูประบบกฎระเบียบ นโยบายทางด้านการแข่งขัน และระบบธรรมาภิบาลของภาครัฐและเอกชน จะทำให้กลุ่มเศรษฐกิจสมาชิกของเอเปค มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของปัจจัยต่าง ๆ ในโลก เช่น ราคาพลังงาน การเคลื่อนย้ายเงินทุน ภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เป็นต้น
  2. การปฏิรูปนั้นจะต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมในแต่ละระบบเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความพร้อมด้านองค์กรที่รองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ การปฏิรูปจึงควรมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบถึงประโยชน์และผลกระทบของการปฏิรูป ผลเสียของการไม่ปฏิรูป และการเตรียมแผนเพื่อการปรับตัว และควรให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในวงกว้าง

การปฏิรูปโครงสร้างของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการในระยะที่ผ่านมา

  1. ประเทศไทยได้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย และภาครัฐบาลมาโดยตลอด ซึ่งหากมองย้อนหลังประเทศไทยเริ่มปฏิรูประบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-3 ที่เริ่มปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค การเพิ่มศักยภาพการผลิตด้านเกษตรกรรม การพัฒนาชนบท การขยายการศึกษา และดำเนินนโยบายประชากร
  2. ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4-7 เน้นการปฏิรูปเพื่อส่งเสริมภาคการส่งออกและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้การส่งออกและภาคอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว
  3. ในช่วงแผนฯ 8-9 เน้นการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาอย่างเป็นบูรณาการและมีคนเป็นศูนย์กลาง การมีส่วนร่วมของประชาชน การกระจายอำนาจ และส่งเสริมระบบธรรมาภิบาล
  4. การปฏิรูปของประเทศไทยในช่วงปี 2544-2551 เป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องแก้ปัญหาที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 และปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนไปสู่รากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยรัฐบาลในช่วงนี้ได้ดำเนินการปฏิรูปที่สำคัญ เช่น
    • 4.1 การปฏิรูประบบราชการ ระบบงบประมาณ และกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
    • 4.2 การปฏิรูประบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ด้านพลังงาน การเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ (value creation) รวมทั้งการกระจายอำนาจให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเอง
    • 4.3 การปฏิรูประบบด้านสังคม เช่น การปฏิรูปการศึกษา และการสร้างหลักประกันทางสุขภาพ เป็นต้น
    • 4.4 การปฏิรูประบบกฎหมาย และกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคทางด้านการค้าและการลงทุน เช่น การพัฒนากฎหมายด้านการแข่งขันที่เป็นธรรม ระบบการดูแลสิทธิทางปัญญา และกฎหมายข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น

31. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย - ลาว ครั้งที่ 16

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย - ลาว ครั้งที่ 16 และเห็นชอบให้ส่วนราชการต่าง ๆ พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ

กระทรวงกลาโหมรายงานผลการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย - ลาว ครั้งที่ 16 (GBC 16) ร่วมกับฝ่ายลาว เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2551 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของไทย และรองนายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประธานร่วม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  1. ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
  2. ความร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย - ลาว ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ทั้งสองฝ่ายอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ในส่วนของระดับจังหวัด/แขวง ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  3. ความสัมพันธ์และความร่วมมือช่วยเหลือระหว่างกองทัพและตำรวจของทั้งสองฝ่าย เห็นชอบให้มีการแลกเปลี่ยนการเยือนซึ่งกันและกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แม่ทัพภาคที่ 2 และแม่ทัพภาคที่ 3 กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ หัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว และหัวหน้ากรมใหญ่ตำรวจ กระทรวงป้องกันความสงบ ตามเงื่อนไขและความเหมาะสมของแต่ละฝ่าย
  4. การวางกำลัง และการลาดตระเวนของกองกำลังติดอาวุธของทั้งสองฝ่ายตามบริเวณชายแดน เห็นชอบให้ทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการวางกำลังตามชายแดนทางบก โดยไม่ให้กำลังทหารและตำรวจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลาดตระเวนล่วงล้ำทางบก ทางน้ำและทางอากาศของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด ยกเว้นกรณีการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุบัติภัยตามลำแม่น้ำโขงตามหลักมนุษยธรรม
  5. การเข้า - ออก บริเวณชายแดนไทย - ลาว เห็นชอบให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารใน การจัดระเบียบชายแดน เพื่อป้องกัน สกัดกั้น และปราบปรามผู้ลักลอบนำพาผู้เข้าเมืองและแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งให้ ความร่วมมือด้านแรงงานและการต่อต้านการค้ามนุษย์ตลอดจนการจัดระเบียบเรือ และการเดินเรือตามลำแม่น้ำโขง
  6. ความร่วมมือการแก้ไขปัญหาบุคคลสองสัญชาติ โดยให้พลเมืองคนหนึ่งถือเพียงสัญชาติเดียว
  7. ปัญหาบุคคลผู้ไม่หวังดีต่อความสัมพันธ์ไทย - ลาว เห็นชอบให้เพิ่มความร่วมมืออย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยฝ่ายไทยจะสกัดกั้นและปราบปรามการเคลื่อนไหวของคนที่ไม่หวังดีต่อความสัมพันธ์ไทย - ลาว ตามพื้นที่ของตนให้หมดสิ้นไป และฝ่ายลาวจะร่วมมือสกัดกั้นและปราบปรามในบริเวณชายแดนของตนอย่างเคร่งครัด
  8. การปฏิบัติงานของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง ฝ่ายไทยยังคงใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขงอย่างเข้มงวดต่อไป
  9. ความร่วมมือในการรักษาเส้นเขตแดนไทย - ลาว ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะเพิ่มความร่วมมือในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งน้ำและสภาพแวดล้อมบริเวณชายแดน โดยไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดัดแปลงธรรมชาติ หรือก่อสร้างกิจการใด ๆ ตามบริเวณชายแดนทั้งทางบกและทางน้ำ
  10. การตรวจพื้นที่ชายแดนไทย - ลาว ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะให้มีการตรวจพื้นที่ร่วมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง กรณีหากมีปัญหาเกิดขึ้นและมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปตรวจพื้นที่ร่วมกันโดยทันที
  11. ความร่วมมือในการดูแลรักษาและป้องกันตลิ่งพัง และการแก้ไขปัญหาการดูดทรายในลำแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง ทั้งสองฝ่ายรับทราบการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการเทคนิคร่วมภายใต้คณะกรรมการร่วมไทย - ลาว เพื่อดูแลการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามลำแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง
  12. ความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ทั้งสองฝ่ายให้ความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว
  13. แผนงานประกอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน ไทย - ลาว เห็นชอบให้ดำเนินงานให้มีผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
  14. การติดต่อประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทั้งสองฝ่ายได้มีการปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้ประสานงาน พร้อมระบบการติดต่อสื่อสารที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกัน
  15. ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากลระหว่างไทย - ลาว เห็นชอบให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิดในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากลภายในกรอบของอาเซียน
  16. ความร่วมมือในการป้องกันการลักลอบค้าชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายจะเพิ่ม การประสานงานและร่วมมือกันในการป้องกันการลักลอบค้าชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายตามชายแดนของทั้งสองประเทศ
  17. ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายเพื่อไม่ให้ถูกล่อลวงจากกลุ่มคนไม่หวังดี และฝ่ายไทยจะดำเนินการอบรมชาวม้งลาวที่อยู่ในประเทศไทยให้รับรู้ถึงกลอุบายหลอกลวงของพวกค้ามนุษย์ข้ามชาติและแจ้งให้ทราบว่าไม่สามารถเดินทางไปหรือดำรงชีวิตอยู่ในประเทศที่สามได้
  18. ฝ่ายลาวเห็นชอบในการค้นหาอัฐิบุคคลสัญชาติไทยผู้สูญหายจากการสู้รบในลาวช่วงสงครามอินโดจีน โดยให้ฝ่ายไทยเสนอตามขั้นตอนไปยังกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  19. ฝ่ายไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป

แต่งตั้ง


32. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ให้แต่งตั้งนายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) ประธานกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ จำนวน 2 คน ดังนี้ 1. ร้อยโท สุวิทย์ ยอดมณี 2. นายไพโรจน์ พรหมสาส์น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แต่งตั้งนายสมศักดิ์ เลิศบรรณพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง 9) จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 142 / 2551 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

ตามที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 23/2551 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 77/2551 ลงวันที่ 21 เมษายน 2551 แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร เพิ่มเติมไปแล้ว นั้น

เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา ตลอดจนการติดต่อประสานงานและเสนอข้อมูลของคณะรัฐมนตรีแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัญหาต่าง ๆ ทั้งด้านนิติบัญญัติและด้านบริหารให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการสนับสนุนการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีในการเสนอร่างกฎหมาย และดำเนินการอีกที่เกี่ยวข้องกับงานด้านนิติบัญญัติ และส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเรียบร้อย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงให้ยกเลิกความในข้อ 1.57 ของคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 23/2551 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 และแต่งตั้ง นายสามารถ แก้วมีชัย เป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2551 เป็นต้นไป

5. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งในระดับ 10 ในสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. แต่งตั้ง นายปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (นักบริหาร 10) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหาร 10) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี
  2. แต่งตั้ง นายเผชิญ ขำโพธิ์ รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมประชาสัมพันธ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (นักบริหาร 10) กรมประชาสัมพันธ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

6. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงแรงงาน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 ให้ดำรงตำแหน่งแทนกัน จำนวน 4 ราย ดังนี้

  1. ให้ นายไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน (นักบริหาร 10) ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน (นักบริหาร 10)
  2. ให้ ว่าที่ร้อยตรี มนูญ ปุญญกริยากร อธิบดีกรมการจัดหางาน (นักบริหาร 10) ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน (นักบริหาร 10)
  3. ให้ นายนคร ศิลปอาชา รองปลัดกระทรวงแรงงาน (นักบริหาร 10) ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (นักบริหาร 10)
  4. ให้ นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (นักบริหาร 10) ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงแรงงาน (นักบริหาร 10)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

7. การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบให้กำหนดจำนวนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 จำนวน 63 คน ประกอบด้วยกรรมาธิการจากพรรคการเมืองตามสัดส่วน จำนวน 48 คน และกรรมาธิการที่คณะรัฐมนตรีเสนอชื่อ จำนวน 15 คน
  2. เห็นชอบรายชื่อรัฐมนตรีและข้าราชการประจำที่จะเข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรี จำนวน 9 คน ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ส่วนที่เหลือ จำนวน 6 คน มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณนำหารือนายกรัฐมนตรี โดยให้มีผู้แทนพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรค แล้วดำเนินการต่อไปได้

ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี