สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
22 ตุลาคม 2550

วันนี้ (วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2550) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปรารภของนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สรุปได้ ดังนี้

แนวทางปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีหลังมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ส.ส.

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติของคณะรัฐมนตรี อันเนื่องมาจากการมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่ากรณีที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะพึงปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอความเห็นต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสรุปว่า โดยที่มาตรา 180 ของรัฐธรรมนูญ เป็นการบัญญัติเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งคณะ และมาตรา 181 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์การปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 ว่าให้คงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ โดยในกรณีที่การพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นเพราะอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้เงื่อนไขที่มาตรา 181 นี้บัญญัติไว้ ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 180 และมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญ จึงจะนำมาใช้บังคับเมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุตามที่กำหนดไว้และอยู่ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนเท่านั้น ส่วนคณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันนั้น มาตรา 298 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีนี้ ยังคงเป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป และจะพ้นจากตำแหน่งต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่เข้ารับ หน้าที่ ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน จึงเป็นคณะรัฐมนตรีตามผลของมาตรา 298 ของรัฐธรรมนูญ และยังมิได้พ้นจากตำแหน่งคณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน นอกจากจะไม่อยู่ในบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการใช้อำนาจหน้าที่ตามมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องมีหน้าที่ที่จะต้องบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายใน 2 เรื่องคือ 1. คณะรัฐมนตรีจะไม่พิจารณาโครงการหรือกำหนดนโยบายที่มีผลผูกพันรัฐบาลหน้า และ 2. ถ้าเป็นเรื่องต่อเนื่องที่จะดำเนินการต่อไปก็สามารถดำเนินการได้ รวมทั้งจะไม่มีการอนุมัติการใช้งบกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวกับความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวกับการปราบปราม

การประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความลับทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างกฎหมายเพื่อพัฒนาระบบงานตำรวจ
  9. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
  10. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากร ลด และเพิ่มอัตราอากรศุลกากร ตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..) (นโยบายและ มาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2551)
  11. เรื่อง การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์ (ร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติ กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....)

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง ขอยกเลิกหนี้สินเงินทุนหมุนเวียนสมาชิกนิคม
  2. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 เกี่ยวกับการจำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพให้เหลือ 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี
  3. เรื่อง โครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ
  4. เรื่อง การบริหารโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ และทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ตอนบางพลี-บางขุนเทียน ช่วงสุขสวัสดิ์-บางขุนเทียน)
  5. เรื่อง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนศูนย์เฉพาะทางด้านวิศวกรรมกระบวนการ ผลิตทางชีวภาพและโรงงานต้นแบบ
  6. เรื่อง แผนงานโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่
  7. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ปีละ 10,000 ล้านบาท
  8. เรื่อง การปรับเพิ่มราคากลางการจำหน่ายนมพร้อมดื่มในโครงการอาหารเสริม (นม)
  9. เรื่อง การให้สัมปทานปิโตรเลียมตามประกาศเชิญชวนให้ยื่นคำขอสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 20
  10. เรื่อง การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ปี 2551

สังคม

  1. เรื่อง การกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของลูกจ้างประจำ
  2. เรื่อง การรณรงค์สนับสนุนการเลือกตั้ง
  3. เรื่อง ขออนุมัติยุบเลิกองค์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่และจัดตั้งเป็นหน่วยงานในกระทรวงกลาโหม
  4. เรื่อง แผนแม่บทโครงการ "รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน"
  5. เรื่อง มาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม
  6. เรื่อง รายงานสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 7
  7. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการตรวจติดตามการให้ความช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย
  8. เรื่อง รายงานผลการจัดสัมมนา "รัฐบาลพบสื่อท้องถิ่น" ครั้งที่ 4

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  2. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน (ATM) ครั้งที่ 13
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนโอลิมปิคฤดูร้อน ครั้งที่ 1 ปี 2010 (พ.ศ.2553)
  4. เรื่อง การลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน
  5. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย ครั้งที่ 10 ในประเทศไทย พ.ศ. 2552
  6. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างอาเซียนกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก
  7. เรื่อง ร่างกรอบความตกลงทั่วไประหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน
  8. เรื่อง การลงนามกฎบัตรอาเซียน

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)
    2. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา
    3. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการทางการพิเศษแห่งประเทศไทย
    4. ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของอธิบดี (นักบริหาร 10) (กระทรวงอุตสาหกรรม)
    5. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    6. แต่งตั้งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ
    7. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย
    8. การแต่งตั้งรองประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
    9. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงพาณิชย์)

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน

โดยให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีว่า ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความตกลงระหว่างประเทศ จึงสมควรพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการตามที่ มาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้ประการใดหรือไม่ รวมทั้งรับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

กระทรวงคมนาคมเสนอว่า

  1. ในการประชุมคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (CBTA) ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนมีนาคม 2550 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศสมาชิก GMS ได้แจ้งความคืบหน้าในการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับการเริ่มใช้ความตกลง CBTA (ด้านศุลกากร สุขอนามัย และตรวจคนเข้าเมือง) ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจุดผ่านแดนมุกดาหาร - สะหวันนะเขต ที่ประชุมรับทราบว่า ไทยยังไม่มีกฎหมายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อตรวจสินค้าขาเข้าในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งในพื้นที่ควบคุม (common control area : CCA) ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่าหากเรื่องใดที่ฝ่ายใดยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฯ ก็จะยังไม่นำเรื่องนั้นมาใช้บังคับจนกว่าคู่ภาคีจะมีความพร้อม และไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขบันทึกความเข้าใจฯ
  2. กระทรวงคมนาคมได้จัดประชุมร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำร่างกฎหมายในการอนุวัติความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อตรวจสินค้าขาเข้าในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่ง ตามระบบ single - stop inspection (SSI) และเพื่อเป็นกฎหมายกลางในการรองรับการออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกเหนืออาณาเขตของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของไทยในเขตพื้นที่ CCA

จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังนี้

  1. กำหนดนิยามคำว่า "การขนส่งข้ามพรมแดน" "พิธีการ" "เจ้าหน้าที่" "พื้นที่ควบคุมร่วมกัน" และ "หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" (ร่างมาตรา 3)
  2. กำหนดให้บทบัญญัติของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับอื่น ๆ ซึ่งมีการบัญญัติไว้แล้วหรือขัดแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยความในพระราชบัญญัตินี้จะไม่กระทบกับกฎหมายซึ่งบังคับใช้เพื่อการควบคุมการขนส่งเพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ (ร่างมาตรา 4 - 5)
  3. กำหนดให้มีหน่วยงานในการจัดให้มีการดำเนินพิธีการอย่างเบ็ดเสร็จในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน เพื่อให้สามารถให้บริการ ณ จุดเดียว (ร่างมาตรา 6)
  4. กำหนดให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปและดำเนินพิธีการในพื้นที่ควบคุมร่วมกันซึ่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในความตกลงระหว่างประเทศ โดยให้ถือว่าเป็นการดำเนินการในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 7 - 8 )
  5. กำหนดให้การฝ่าฝืนใด ๆ ซึ่งเจ้าพนักงานตรวจพบในพื้นที่ควบคุมร่วมกันซึ่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักร และเป็นความผิดตามกฎหมายไทย เป็นความผิดในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 9)
  6. กำหนดวิธีการดำเนินการหากพบการฝ่าฝืนในระหว่างการดำเนินพิธีการร่วมกันซึ่งตั้งอยู่ในราชอาณาจักร ไว้ 3 กรณี
    • 6.1 หากตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศ และพนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของไทยส่งบุคคล สัตว์ พืช ของ พาหนะ และคนประจำพาหนะที่ใช้ขนสิ่งของนั้นกลับประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศนั้น เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
    • 6.2 หากตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมายไทย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของไทยกักบุคคล สัตว์ พืช ของ พาหนะ และคนประจำพาหนะที่ใช้ขนสิ่งของดังกล่าวไว้ดำเนินการตามกฎหมายไทย
    • 6.3 หากตรวจพบการฝ่าฝืนทั้งกฎหมายของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายไทย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของไทยกักบุคคล สัตว์ พืช ของ พาหนะ และคนประจำพาหนะที่ใช้ขนสิ่งของดังกล่าวไว้ดำเนินการตามกฎหมายไทย และรายงานผลการดำเนินคดีให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศนั้นทราบ หากมีการร้องขอ ก็ให้ส่งสิ่งที่ได้กักไว้กลับประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศนั้น
  7. กำหนดวิธีการดำเนินการหากพบการฝ่าฝืนในระหว่างการดำเนินพิธีการร่วมกันซึ่งตั้งอยู่นอกราชอาณาจักร ไว้ 3 กรณี
    • 7.1 หากตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมายไทย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศส่งบุคคล สัตว์ พืช ของ พาหนะ และคนประจำพาหนะที่ใช้ขนสิ่งของนั้นกลับประเทศไทย เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย
    • 7.2 หากตรวจพบการฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศกักบุคคล สัตว์ พืช ของ พาหนะ และคนประจำพาหนะที่ใช้ขนสิ่งของดังกล่าวไว้ดำเนินการตามกฎหมายของตน
    • 7.3 หากตรวจพบการฝ่าฝืนทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของประเทศภาคีความตกลงระหว่างประเทศกักบุคคล สัตว์ พืช ของพาหนะ และคนประจำพาหนะที่ใช้ขนสิ่งของดังกล่าวไว้ดำเนินการตามกฎหมายของตน และรายงานผลการดำเนินคดีให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของประเทศไทยทราบ หากมีการร้องขอ ก็ให้ส่งสิ่งที่ได้กักไว้กลับประเทศไทย (ร่างมาตรา 11)
  8. กำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เช่นการกำหนด ปรับปรุง แก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งของหน่วยงานหรือการดำเนินการอื่นเพื่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ นำระบบงาน เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานสากลมาใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการดำเนินพิธีการและเชื่อมโยงกระบวนการระหว่างหน่วยงาน รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ร่างมาตรา 12)
  9. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้มีอำนาจในการออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดน รวมทั้งกำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามความตกลงระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยทำขึ้น (ร่างมาตรา 13 วรรคแรก)
  10. กำหนดให้ในกรณีที่รัฐบาลไทยจัดทำความตกลงระหว่างประเทศในการกำหนดมาตรการ วิธีการ หรือขั้นตอนการอำนวยความสะดวกซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าจะเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนได้ดีกว่าพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับมาตรการ วิธีการ หรือขั้นตอนการอำนวยความสะดวกตามความตกลงดังกล่าวตามที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินพิธีการของตน (ร่างมาตรา 13 วรรคสาม)

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาด้วยแล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้ถอนร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. .... ออกจากการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอด้วย

กระทรวงการคลังเสนอว่า

1. การยกร่างกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นพระราชบัญญัติตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเร่งรัด เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2548 และวันที่ 24 เมษายน 2550 จะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ในชั้นนี้ จึงเห็นควรยกร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. .... เพื่อใช้บังคับกับส่วนราชการทั้งหมดก่อน และในโอกาสต่อไป หากเห็นสมควรจะมีการปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติก็จะสามารถกระทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีทั้งหลักการของการจัดซื้อจัดจ้างและหลักเกณฑ์วิธีการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานโดยละเอียดทุกขั้นตอน ซึ่งรัฐบาลหรือส่วนราชการสามารถขอยกเว้นผ่อนผันการไม่ปฏิบัติตามระเบียบฯ ได้โดยมติคณะรัฐมนตรี ดังนั้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยลดการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมา เพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังนี้

  1. กำหนดให้ส่วนราชการจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีและให้ประกาศไว้โดยเปิดเผย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ทราบล่วงหน้าว่าในแต่ละปีส่วนราชการจะมีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุใด ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมวางแผนการดำเนินการไว้ล่วงหน้าที่จะเข้าร่วมกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างกับส่วนราชการได้
  2. กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุ เพื่อให้ส่วนราชการนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น อันจะทำให้ส่วนราชการสามารถจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีราคาสมเหตุสมผล และเหมาะสม
  3. กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการ และจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเป็นประจำทุกปี เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  4. กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีอำนาจหน้าที่ในการเข้าตรวจสอบ สอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง ในกรณีที่มีข้อสงสัยหรือร้องเรียนว่าส่วนราชการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกานี้ เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  5. กำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลจำนวน 3 คณะ ได้แก่คณะกรรมการ นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และคณะกรรมการกำกับราคากลางและทะเบียนผู้รับเหมาสำหรับงานก่อสร้าง ซึ่งคณะกรรมการแต่ละคณะจะมีหน้าที่แยกจากกันอย่างชัดเจน อันจะทำให้การปฏิบัติงานมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  6. กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมางานก่อสร้างที่จะเข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างงานก่อสร้างของส่วนราชการ โดยให้กรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานกลางในการขึ้นทะเบียนผู้รับเหมา ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาจัดชั้นผู้รับเหมาเป็นมาตรฐานเดียวกัน
  7. กำหนดวิธีจัดซื้อจัดจ้างขึ้นใหม่เป็น 3 วิธีได้แก่ วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป วิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง โดยกำหนดให้ส่วนราชการต้องใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปก่อน หากไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอหรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก หรือการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเข้าเงื่อนไขของวิธีอื่นก็ให้กระทำได้แต่ต้องชี้แจงเหตุผลไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกันได้มากที่สุด
  8. กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างขอบเขตของงานหรือรายละเอียดของพัสดุที่จะจัดซื้อจัดจ้างและร่างเอกสารเชิญชวนก่อนดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมในเบื้องต้นก่อน เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันการร้องเรียนในภายหลังได้
  9. กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาข้อเสนอและการจัดเรียงลำดับตามคะแนน โดยการพิจารณาข้อเสนอไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงราคาต่ำสุดเสมอไป สามารถนำเกณฑ์อื่นมาประกอบการพิจารณาให้คะแนนได้ และให้พิจารณาข้อเสนอที่ได้คะแนนสูงสุด เพื่อประโยชน์ของทางราชการอันจะทำให้ได้พัสดุที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม คุ้มค่ากับเงินงบประมาณที่ได้ใช้ไปในการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น
  10. กำหนดวิธีจ้างที่ปรึกษาขึ้นใหม่เป็น 3 วิธี ได้แก่ วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป วิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง โดยกำหนดให้สอดคล้องกับวิธีจัดซื้อจัดจ้าง และได้รวมการจ้างที่ปรึกษาทั่วไปและที่ปรึกษาออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างอาคารไว้ด้วยกัน เพื่อให้การจ้างที่ปรึกษามีความชัดเจนและไม่ยุ่งยากซับซ้อน
  11. กำหนดให้คณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีหน้าที่บริหารสัญญาด้วย เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบในการกำกับ ติดตาม เร่งรัด และตรวจสอบผลการปฏิบัติงานของคู่สัญญา และหากตรวจพบความผิดปกติให้รีบรายงานหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมิให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานตามสัญญา ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อส่วนราชการและคู่สัญญา
  12. กำหนดให้ผู้ประกอบการมีสิทธิร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในกรณีที่เห็นว่าส่วนราชการมิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด และหากผู้ร้องเรียนไม่พอใจผลการวินิจฉัยของส่วนราชการมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยต่อไปได้อีก ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความเที่ยงธรรม และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  13. ได้ยกเลิกเรื่องการซื้อหรือจ้างโดยวิธีกรณีพิเศษจากส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันแบบเสรี และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากภาครัฐ
  14. ได้ยกเลิกเรื่องการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่มิใช่ยาขององค์การเภสัชกรรม และโรงงานเภสัชกรรมทหาร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้าภาคเอกชนได้เข้าร่วมการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด ซึ่งจะทำให้ทางราชการได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาด้วยว่า การกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงยื่นคำขอเพื่อรับการจดทะเบียนอาจเป็นการสร้างความไม่สะดวกและสร้างภาระให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโดยไม่จำเป็น สมควรพิจารณาว่าหากจะปรับเปลี่ยนโดยกำหนดหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องไว้ และให้ผู้ประกอบธุรกิจมาจดแจ้งและประกอบธุรกิจภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะเหมาะสมหรือไม่ แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอว่า โดยที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้จัดทำแผนการพัฒนากฎหมายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 โดยกำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งที่จะดำเนินการพัฒนา ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยื่นคำขอประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง และกำหนดหน้าที่ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าว รวมทั้งเพิ่มเติมเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนของนายทะเบียน อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้จำหน่ายอิสระและผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการยื่นคำขอประกอบธุรกิจขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรง ซึ่งผู้ยื่นคำขอต้องเป็นนิติบุคคลเท่านั้น (ร่างมาตรา 3 เพิ่มเป็นมาตรา 20/1 และร่างมาตรา 4 เพิ่มเป็นมาตรา 27/1)
  2. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรงมีหน้าที่จัดทำเอกสารการซื้อขายสินค้าหรือบริการให้ผู้จำหน่ายอิสระหรือตัวแทนขายตรง และให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงมีหน้าที่ส่งมอบเอกสารการซื้อขายสินค้าหรือบริการแก่ผู้บริโภคในวันรับสินค้า (ร่างมาตรา 5 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 30)
  3. เพิ่มเติมเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรงของนายทะเบียน (ร่างมาตรา 6 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 42)

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติความลับทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติความลับทางการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า พระราชบัญญัติความลับทางการค้า พ.ศ. 2545 มีบทบัญญัติบางประการที่สมควรแก้ไข เช่น องค์ประกอบของคณะกรรมการ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง เหตุในการพ้นจากตำแหน่ง และบทกำหนดโทษ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ประกอบกับคณะกรรมการประเมินผลการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ได้มีมติรับร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ในแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2550 และเป็นตัวชี้วัดตามคำรับรองการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2550 จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการความลับทางการค้าเสียใหม่ โดยกำหนดให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรหรือผู้แทน และเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้แทน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสิบคนเป็นกรรมการ (ร่างมาตรา 3)
  2. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง กรรมการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง (ร่างมาตรา 4)
  3. แก้ไขให้ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และวาระการดำรงตำแหน่งเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการแทนก็ได้ (ร่างมาตรา 5)
  4. ปรับปรุงบทกำหนดโทษ โดยยกเลิกอัตราโทษขั้นต่ำ เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษได้ตามความหนักเบาของลักษณะของการกระทำความผิด (ร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 8)

5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ตัดบทบัญญัติร่างมาตรา 7 ว่าด้วยโทษจำคุก ออกจากร่างพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ประสานภายในกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการเสนอว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. .... แล้วมีข้อสังเกตว่า ควรแก้ไขตัดบทบัญญัติในมาตรา 7 ว่าด้วยโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ออกจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว (เดิมพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พุทธศักราช 2482 ได้มีการกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท สำหรับผู้ไม่มีสิทธิแต่งเครื่องแบบนักเรียน หรือแต่งเลียนแบบเครื่องแบบนักเรียน) และจะนำเสนอต่อคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็น ต่อคณะรัฐมนตรีประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้วเห็นพ้องด้วย จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีมาเพื่อพิจารณา


6. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอว่า ได้จัดทำร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชน พ.ศ. .... เรียบร้อยแล้ว จึงได้เสนอร่างระเบียบดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดบทนิยาม (ร่างข้อ 4)
  2. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรชุมชน ตลอดจนดำเนินการรับจดแจ้งการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนแล้วรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ทราบ (ร่างข้อ 6)
  3. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนให้สภาองค์กรชุมชนมีภารกิจที่เอื้อต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ (ร่างข้อ 8)
  4. กำหนดเรื่องที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของสภาองค์กรชุมชน โดยต้องสนับสนุนให้มีการจัดประชุมสภาองค์กรชุมชนในระดับจังหวัด (ร่างข้อ 9)
  5. กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนและกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (ร่างข้อ 11 - ร่างข้อ 12)
  6. กำหนดให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากิจการของสภาองค์กรชุมชน (ร่างข้อ 14)

7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้เพิ่มบทนิยามคำว่า "องค์กรภาคประชาสังคม" โดยให้หมายถึง องค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องโดยไม่แสวงหากำไร และมีรูปแบบของการบริหารงานในลักษณะที่เปิดโอกาสให้สมาชิกขององค์กรได้มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจขององค์กร (ร่างมาตรา 3) และได้ตัดบทบัญญัติที่เกี่ยวกับคำว่าเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมออกทั้งหมด
  2. กำหนดให้สภาพัฒนาการเมืองมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการเมือง ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชนมีความเข้มแข็งทางการเมือง นอกจากนี้ได้ปรับปรุงวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ในส่วนอื่น ๆ ของสภาพัฒนาการเมืองให้เหมาะสมยิ่งขึ้น (ร่างมาตรา 5-ร่างมาตรา 7)
  3. กำหนดให้สภาพัฒนาการเมืองประกอบด้วยสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งกำหนดวิธีการได้มาซึ่งสมาชิก คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิก และได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองด้วย (ร่างมาตรา 8-ร่างมาตรา 12)
  4. กำหนดให้มีสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน โดยมีเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานให้เป็นไปตามนโยบายและระเบียบที่ออกโดยสภาพัฒนาการเมือง นอกจากนี้ ได้กำหนดให้สภาพัฒนาการเมืองแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสภาพัฒนาการเมือง โดยมีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล รวมทั้งจัดทำรายงานประเมินผลงานเสนอต่อประธานสภาเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วย (ร่างมาตรา 25 ร่างมาตรา 26 ร่างมาตรา 28 ร่างมาตรา 32 และร่างมาตรา 37)
  5. ให้จัดตั้ง "กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง" โดยกำหนดให้เงินและทรัพย์สินที่ส่งเข้ากองทุน ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และทรัพย์สินของกองทุนไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (ร่างมาตรา 38 และร่างมาตรา 40)
  6. กำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมืองในวาระเริ่มแรกเพื่อดำเนินการออกระเบียบที่จำเป็นและดำเนินการให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองและเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเมืองภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 45)

8. เรื่อง ร่างกฎหมายเพื่อพัฒนาระบบงานตำรวจ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป สำหรับผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับตำรวจ พ.ศ. .... ให้กระทรวงยุติธรรมรับไปพิจารณาทบทวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการและผู้บังคับการ (แก้ไขมาตรา 11 มาตรา 14 และมาตรา 15 (ร่างมาตรา 6 ถึงมาตรา 8))
  2. ปรับปรุงองค์ประกอบ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การได้มา และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (แก้ไขมาตรา 16 ถึงมาตรา 23 มาตรา 30 มาตรา 31 และมาตรา 33 ถึงมาตรา 41 (ร่างมาตรา 9 ร่างมาตรา 14 ถึงมาตรา 16))
  3. กำหนดให้มีคณะกรรมการติดตามและสนับสนุนการปฏิบัติราชการของกองบัญชาการ (เพิ่มเติมหมวด 2 คณะกรรมการติดตามและสนับสนุนการปฏิบัติราชการของกองบัญชาการ มาตรา 23/1 ถึงมาตรา 23/3 (ร่างมาตรา 9))
  4. แก้ไขเพิ่มเติมยศและตำแหน่งข้าราชการตำรวจชั้นประทวน รวมทั้งการสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นประทวน (แก้ไขมาตรา 24 มาตรา 27 และมาตรา 44 (ร่างมาตรา 10 ร่างมาตรา 13 และร่างมาตรา 18))
  5. กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจในกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคแต่ละภาค (แก้ไขมาตรา 43/1 ถึงมาตรา 43/5 (ร่างมาตรา 17))
  6. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการตำรวจ (แก้ไขมาตรา 26 มาตรา 47 มาตรา 49 และมาตรา 51 ถึงมาตรา 55 เพิ่มเติมมาตรา 55/1 แก้ไขมาตรา 64 และมาตรา 68 (ร่างมาตรา 12 ร่างมาตรา 21 ร่างมาตรา 23 ร่างมาตรา 24 ถึงมาตรา 32))
  7. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการร้องทุกข์ของข้าราชการตำรวจ (แก้ไขมาตรา 106 (ร่างมาตรา 34))
  8. กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับตำรวจ (เพิ่มเติมมาตรา 117/1 (ร่างมาตรา 36))

9. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสถาบันครอบครัวแห่งชาติ พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการร่างกฎหมายและคณะกรรมการร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีและดำเนินการต่อไปได้ โดยให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีเรื่องการใช้ถ้อยคำ "ทบวง" ว่าจะเหมาะสมหรือไม่

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้ ได้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสตรีและสถาบันครอบครัวแห่งชาติ พ.ศ. 2546 โดยกำหนดรายละเอียดในนิยามความหมายเพิ่มขึ้น แบ่งแยกเป็นหมวดตามความสำคัญของเนื้อหา แก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้มีที่มาจากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ในหลายสาขา และต้องเป็นสตรีไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด แก้ไขวาระอยู่ในตำแหน่งจากคราวละสองปีเป็นคราวละสี่ปี กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยสามเดือนต่อครั้ง แก้ไขอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยแยกออกจากเรื่องครอบครัว เพิ่มเติมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสตรีเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานตามแนวนโยบายของคณะกรรมการ โดยกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการชุดนี้อย่างน้อยสองเดือนต่อครั้ง และกำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการ และอำนาจหน้าที่ของสำนักส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชายในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสตรีให้สอดคล้องเหมาะสมกับภารกิจและความรับผิดชอบ

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสถาบันครอบครัวแห่งชาติ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้ ได้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมและประสานงานสตรีและสถาบันครอบครัวแห่งชาติ พ.ศ. 2546 โดยกำหนดรายละเอียดเป็นเรื่องใหม่แยกจากเรื่องสตรี แบ่งแยกเป็นหมวดตามความสำคัญของเนื้อหา กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการให้มีความเหมาะสมด้วยการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้มีที่มาจากบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีผลงานและประสบการณ์ในหลายสาขา และต้องเป็นสตรีไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมด กำหนดวาระอยู่ในตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากคราวละสองปีเป็นคราวละสี่ปี กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยสามเดือนต่อครั้ง กำหนดอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการให้มีความเหมาะสม โดยแยกออกจากเรื่องสตรี กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสถาบันครอบครัวเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานตามแนวนโยบายของคณะกรรมการ โดยกำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการ ชุดนี้อย่างน้อยสองเดือนต่อครั้ง และกำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวในฐานะเลขานุการของคณะกรรมการ และอำนาจหน้าที่ของสำนักส่งเสริมสถาบันครอบครัวในฐานะเลขานุการ ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสตรีให้สอดคล้องเหมาะสมกับภารกิจและความรับผิดชอบ


10. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากร ลด และเพิ่มอัตราอากรศุลกากร ตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..) (นโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2551)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การยกเว้นอากร ลด และเพิ่มอัตราอากรศุลกากร ตามข้อผูกพันในความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (ฉบับที่ ..) (นโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2551) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา และให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 กันยายน 2550 กระทรวงการคลังได้ดำเนินการร่างประกาศกระทรวงการคลังเพื่อลดอัตราอากรในโควตาสำหรับกากถั่วเหลืองที่นำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 เพื่อให้การลดอากรมีผลในทางปฏิบัติ จึงได้เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ลดอัตราอากรในโควตาสำหรับกากถั่วเหลืองที่นำเข้าภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ลงเหลือร้อยละ 4


11. เรื่อง การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์ (ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า คณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน บริษัท และองค์กรทางธุรกิจ ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวเสร็จแล้ว โดยได้ขยายวันใช้บังคับจากตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2) และได้แก้ไขในสาระสำคัญบางประการ จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

กระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับแล้วยืนยันให้ดำเนินการต่อไปได้ และเนื่องจากร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับเป็นประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจการค้าในด้านการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ จึงให้เสนอร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาโดยถือเป็นเรื่องเร่งด่วน

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  1. กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิขอให้นายทะเบียนทำใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1020)
  2. ยกเลิกการแต่งย่อรายการและลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา และยกเลิกการส่งหนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับฉบับตีพิมพ์ต่อนายทะเบียน (ยกเลิกมาตรา 1021 มาตรา 1111 วรรคห้า และมาตรา 1147)
  3. ลดจำนวนผู้เริ่มก่อการของบริษัทจำกัด โดยกำหนดให้ต้องมีจำนวนอย่างน้อยสามคน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1097 และมาตรา 1237 (4))
  4. เพิ่มกรณีการขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดที่อาจดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว (เพิ่มมาตรา 1111/1)
  5. เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด (เพิ่มส่วนที่ 12 การแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด)

ร่างพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2549 ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดความผิดและบทลงโทษเกี่ยวกับการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด (เพิ่มมาตรา 31/1 มาตรา 31/2 และมาตรา 31/3)
  2. กำหนดความผิดและบทลงโทษสำหรับผู้ที่ใช้ชื่อของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ที่ถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วในการประกอบกิจการค้า (เพิ่มมาตรา 38/1)
  3. กำหนดการเปรียบเทียบในความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด (เพิ่มมาตรา 48/1)
  4. กำหนดผู้รักษาการตามบทบัญญัติหมวด 1 ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด (เพิ่มมาตรา 48/2)

เศรษฐกิจ


12. เรื่อง ขอยกเลิกหนี้สินเงินทุนหมุนเวียนสมาชิกนิคม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามความเห็นของกระทรวงการคลังที่เห็นควรให้ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอเรื่องการขอยกเลิกหนี้สินเงินทุนหมุนเวียนสมาชิกนิคมให้คณะกรรมการบริหารสินเชื่อแห่งชาติ (กบส.) พิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกนิคม ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ค้างชำระเงินกู้กับเงินทุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีความรอบคอบและเป็นการกลั่นกรองในชั้นหนึ่งก่อน


13. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 เกี่ยวกับการจำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพให้เหลือ 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จากเดิม ที่กำหนดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย จำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพไม่เกิน 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี เป็น ให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย จำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพไม่เกิน 1.34 ล้าน ทีอียู ต่อปี ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า

  1. การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพไม่ให้เกิน 1.0 ล้าน ทีอียู เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537 และวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 ทำให้ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2542-2544 มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพเฉลี่ยประมาณ 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี แต่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพเพิ่มขึ้นเกินกว่า 1.0 ล้าน ทีอียู อย่างต่อเนื่อง จาก 1.11 ล้าน ทีอียู ในปี 2545 เพิ่มเป็น 1.45 ล้าน ทีอียู (ประกอบด้วยตู้สินค้า 1.34 ล้าน ทีอียู และตู้เปล่า 0.11 ล้าน ทีอียู) ในปี 2549 เนื่องจากเป็นไปตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
  2. จากการที่ กทท. ได้ควบคุมปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพ ไม่ให้เกิน 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี ทำให้ ที่ผ่านมา กทท. ต้องตอบปฏิเสธเรือตู้สินค้าเป็นจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อขอนำเรือเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพ อันนำไปสู่ผลกระทบต่อหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้นำเข้า-ส่งออกรายย่อย เนื่องจากจะมีต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันกับต่างชาติ ดังนั้น บริษัทหรือบริษัทตัวแทนเรือทั้งที่ใช้บริการที่ท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง ต่างต้องการเห็นความชัดเจนในประเด็นของการจำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพดังกล่าว เพื่อจะได้สามารถกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมและทันกับสถานการณ์
  3. เหตุผลหลัก 2 ประการของการมีมติคณะรัฐมนตรีในการจำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพที่ 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี ในขณะนั้น คือ การผลักดันให้ผู้ใช้บริการไปใช้ท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้น และการแก้ไขปัญหาการจราจรแออัดบริเวณท่าเรือกรุงเทพ แต่ปัจจุบันพบว่าสถานการณ์ที่เป็นสาเหตุให้เกิดนโยบายดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมไปในทิศทางที่ดีขึ้น คือ
    • 3.1 ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเริ่มประสบปัญหาปริมาณ ตู้สินค้าเกินขีดความสามารถที่รองรับได้ และโครงการขยายทางรถไฟรางคู่ที่เข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบังเกิดความล่าช้า ทำให้เกิดการจราจรติดขัดและถนนชำรุดเสียหาย
    • 3.2 การจราจรบริเวณท่าเรือกรุงเทพและพื้นที่ใกล้เคียงมีความคล่องตัวมากขึ้น
    • 3.3 ท่าเรือกรุงเทพยังคงมีความจำเป็นและสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  4. การเพิ่มการจำกัดปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพ จาก 1.0 ล้าน ทีอียู ต่อปี เป็น 1.34 ล้าน ทีอียู ต่อปี นั้น กทท. ไม่ต้องลงทุนใด ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ แต่เป็นการลงทุนเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเท่านั้น เนื่องจากสอดคล้องกับวิสัยสามารถของท่าเรือกรุงเทพอันเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

14. เรื่อง โครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบการพัฒนาตามแผนงาน/โครงการ/มาตรการที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนโครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งรัดการดำเนินการให้ได้ตามระยะเวลาการดำเนินการที่กำหนด และมอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเพื่อนำเสนอรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป

กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ (Logistics) จะเป็นการพัฒนาระบบการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ทางรถไฟในเส้นทางที่มีอุปสงค์ของการขนส่งทางรถไฟที่สูงที่สุด และเป็นเส้นทางที่มีศักยภาพสูงสุดในการทำให้นโยบายการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งให้ผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม การสนับสนุนให้เกิดการขนส่งทางรถไฟระหว่างย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมากับท่าเรือแหลมฉบัง และระหว่างจังหวัดนครสวรรค์ กับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ที่ลาดกระบังและท่าเรือแหลมฉบัง จะสามารถลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ได้โดยการขนส่งในปริมาณคราวละมาก ๆ (Mass Transportation) รวมทั้ง ยังเป็นการประหยัดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ลดปัญหาจราจรและสนับสนุนด้านความปลอดภัย ในการขนส่ง

ทั้งนี้แผนงาน/โครงการ/มาตรการที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนโครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าทางรถไฟ 2 เส้นทาง ซึ่งประกอบด้วย โครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งข้าวสาร แป้งมันสำปะหลัง และน้ำตาลทราย ทางรถไฟ ระหว่าง จ.ขอนแก่น-จ.นครราชสีมา-ท่าเรือแหลมฉบัง และโครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งข้าวสารทางรถไฟ ระหว่าง จ.นครสวรรค์-สถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ที่ลาดกระบัง-ท่าเรือแหลมฉบัง มีดังนี้

  1. แผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย
    • โครงการที่ได้รับงบประมาณแล้วอยู่ระหว่างดำเนินการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ระยะทาง 78 กม.วงเงิน 5,850 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2550-2553
    • โครงการที่จะดำเนินการต่อไปได้แก่
      • (1) โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. พร้อม Chord Line ที่ชุมทางบ้านภาชี ชุมทางแก่งคอย และชุมทางฉะเชิงเทรา ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2551-2555 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาทบทวน ผลการศึกษาความเหมาะสมของโครงการ ปรับปรุงแบบรายละเอียดเอกสารประกวดราคาและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
      • (2) โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางมาบกะเบา-ปากช่อง-นครราชสีมา ระยะทาง 126 กม. พร้อมปรับแก้แนว (Realignment) เพื่อลดระยะเวลาการขนส่ง เพิ่มรอบหมุนเวียนรถสินค้า รวมทั้งแก้ไขข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในเส้นทางภูเขาลาดชัน ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2552-2557 ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างจัดทำขอบเขตการศึกษาโครงการ (Term of Reference : TOR) เพื่อดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการและประเมินผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2551
      • (3) โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางนครราชสีมา-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม. เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางรถไฟในอนาคต
      • (4) โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางลพบุรี-นครสวรรค์ ระยะทาง 113 กม. เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางรถไฟในอนาคต
      • (5) โครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้า 5 คัน พร้อมแคร่บรรทุกสินค้า 125 คัน โดยเป็นการดำเนินการในระยะเร่งด่วนเพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางรถไฟในเส้นทางตามโครงการนำร่องทั้งสองเส้นทางที่จะมีปริมาณสินค้าเพิ่มมากขึ้นเกินกว่าจำนวนรถจักรดีเซลไฟฟ้าและแคร่บรรทุกตู้สินค้าที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถให้บริการได้ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยอาจจัดหารถจักรและแคร่บรรทุกสินค้าเองหรือเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนจัดหาหัวรถจักรและแคร่บรรทุกตู้สินค้ามาวิ่งให้บริการและจ่ายค่าตอบแทนการใช้ระบบต่างๆ ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย
  2. การลงทุนพัฒนาลานขนถ่ายตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ทางรถไฟในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระหว่างท่าเทียบเรือ ชุด B และชุด C ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2551-2553 ขณะนี้การท่าเรือแห่งประเทศไทยอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรมโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง และประเมินราคาค่าก่อสร้าง
  3. ปรับปรุงขยายถนนเทศบาลทางเข้าย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) ได้แก่ การปรับปรุงขยายถนนเทศบาลทางเข้าย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY) สถานีรถไฟท่าพระ จ.ขอนแก่น สถานีรถไฟกุดจิก สถานีรถไฟบ้านเกาะ และสถานีชุมทางถนนจิระ จ.นครราชสีมา โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ เทศบาลตำบลท่าพระ จ.ขอนแก่น เทศบาลตำบลกุดจิก จ.นครราชสีมา องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเกาะ จ.นครราชสีมา และเทศบาลนคร จ.นครราชสีมา
  4. จัดตั้งโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวบริเวณพื้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อรวบรวมปริมาณข้าวสารส่งออกโดยตรงจากศูนย์กลางการส่งออกข้าว ท่าข้าวกำนันทรง จ.นครสวรรค์ ไปยังสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ที่ลาดกระบัง และท่าเรือแหลมฉบังให้มีปริมาณมากพอสำหรับการขนส่งทางรถไฟโดยขบวนรถสินค้าเป็นเที่ยวประจำ โดยกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนครสวรรค์ และภาคเอกชน ร่วมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
  5. มาตรการอื่น ๆ ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยจะเร่งดำเนินการ ได้แก่
    • (1) การเพิ่มประสิทธิภาพของรางรถไฟ โดยการเปลี่ยนรางและหมอนรองราง (Track Rehabilitation) ช่วงชุมทางถนนจิระ-ชุมทางบัวใหญ่ ระยะทาง 79 กม. และช่วงชุมทางบัวใหญ่-สถานีขอนแก่น ระยะทาง 104 กม.
    • (2) พัฒนาพื้นที่ย่านกองเก็บตู้สินค้า (CY)
    • (3) เร่งซ่อมรถจักรและรถบรรทุกสินค้าให้สามารถใช้การได้เพิ่มขึ้น
    • (4) บริหารจัดการเดินขบวนรถและปรับตารางเวลาเดินรถให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการขนส่งภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด
    • (5) ปรับปรุงวิธีการบรรทุกสินค้าให้สามารถบรรทุกได้เต็มพิกัดบรรทุกของรถ (Pre-Sling)
    • (6) สร้างความเชื่อมั่นในบริการขนส่งสินค้าให้มีความตรงต่อเวลาและปลอดภัย
    • (7) รับพนักงานด้านปฏิบัติการเดินรถเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับหัวรถจักรและแคร่บรรทุกตู้สินค้าที่จัดหาเพิ่มเติม
    • (8) เพิ่มและพัฒนาทักษะบุคลากรด้านปฏิบัติการเดินรถโดยเฉพาะพนักงานเดินขบวนรถเพื่อรองรับขบวนรถที่จะจัดเดินเพิ่มเติม
    • (9) พัฒนาระบบการฝึกอบรมพนักงานด้านปฏิบัติการและการซ่อมบำรุงของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อรองรับการดำเนินการเดินรถและการซ่อมบำรุงรถจักรของเอกชน
    • (10) การส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนจัดหารถจักรและแคร่บรรทุกตู้สินค้า พร้อมจัดหาอุปกรณ์ยกขนตู้สินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการเดินรถโดยจ่ายค่าตอบแทนการใช้ทางรถไฟให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทยในคราวประชุมเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2549 ได้อนุมัติการกำหนดเกณฑ์เบื้องต้นในการให้ส่วนลดค่าระวางกรณีเอกชนจัดหาล้อเลื่อนมาใช้ในการขนส่งเป็นส่วนลดร้อยละ 15 สำหรับรถพ่วง และร้อยละ 27 สำหรับรถจักร จากอัตราค่าระวางในกรณีที่เอกชนลงทุนจัดหารถพ่วงหรือรถจักรมาใช้ในการขนส่งเอง เป็นต้น

15. เรื่อง การบริหารโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ และทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ตอนบางพลี-บางขุนเทียน ช่วงสุขสวัสดิ์-บางขุนเทียน)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ยกเลิกการหาเอกชนร่วมลงทุนโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ และทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ตอนบางพลี-บางขุนเทียน ช่วงสุขสวัสดิ์-บางขุนเทียน) ตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546
  2. อนุมัติให้ กทพ.เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงานและบริหารโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ และทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ตอนบางพลี-บางขุนเทียน ช่วงสุขสวัสดิ์-บางขุนเทียน) โดย กทพ. เป็นผู้รับภาระค่าก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายบางพลี- สุขสวัสดิ์ จำนวน 18,397.00 ล้านบาท รวมทั้งภาระค่าก่อสร้างระบบเก็บค่าผ่านทางและระบบควบคุมความปลอดภัยด้านการจราจรของทางพิเศษสายบางพลี- สุขสวัสดิ์ และทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ตอนบางพลี-บางขุนเทียน ช่วงสุขสวัสดิ์-บางขุนเทียน) และทางเชื่อมต่อโครงการฯ กับถนนวงแหวนอุตสาหกรรมและทางเชื่อมต่อโครงการฯ กับ ทางพิเศษบูรพาวิถี วงเงินจำนวน 8,394.45 ล้านบาท
  3. เห็นชอบในหลักการให้ กทพ. ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง ซึ่งควรเป็นภาระต่องบประมาณน้อยที่สุด ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ กทพ. ร่วมกันพิจารณากำหนดวงเงินและรายละเอียดของเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่จะให้แก่โครงการนี้ แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

16. เรื่อง โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนศูนย์เฉพาะทางด้านวิศวกรรมกระบวนการผลิตทางชีวภาพและโรงงานต้นแบบ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานกรรมการ ที่เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนศูนย์เฉพาะทางด้านวิศวกรรมกระบวนการผลิตทางชีวภาพและโรงงานต้นแบบของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยแยกเป็นงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลงบประมาณจำนวนไม่เกิน 200,000,000 บาท และให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีหาแหล่งเงินทุนอื่นสนับสนุนอีกจำนวนไม่ต่ำกว่า 200,000,000 บาท ส่วนรายละเอียดเรื่องงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีได้เสนอโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนศูนย์เฉพาะทางด้านวิศวกรรมกระบวนการผลิตทางชีวภาพและโรงงานต้นแบบ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโรงงานต้นแบบในกระบวนการผลิตทางชีวภาพแบบอเนกประสงค์ที่ได้มาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) และระบบ Clean Room เพื่อใช้สำหรับกระบวนการผลิตที่ใช้จุลินทรีย์และมีกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ในระดับโรงงานต้นแบบ
  2. ใช้เป็นโครงการสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นให้กับอุตสาหกรรม
  3. เพื่อวิจัยพัฒนากระบวนการผลิตทางชีวภาพระดับโรงงานต้นแบบโดยมุ่งเป้าในตลาดหลัก 4 ด้านได้แก่ อาหารสัตว์ อาหาร เชื้อเพลิง และสารออกฤทธิ์ทางการแพทย์หรือยา
  4. เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการขยายงานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ

เป้าหมาย : ในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2551-2555) เพื่อพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ โดยประยุกต์ใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านโรงงานต้นแบบในกระบวนการผลิตทางชีวภาพอย่างครบวงจร มุ่งเป้านำผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปใช้ประโยชน์ในตลาดหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านอาหารสัตว์ ด้านอาหาร ด้านเชื้อเพลิง และด้านสารออกฤทธิ์ ในทางการแพทย์หรือยาโดยพัฒนาแบบมุ่งเป้าผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและประเทศ อีกทั้งมีการพัฒนาและสร้างบุคลากรเฉพาะทางเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต


17. เรื่อง แผนงานโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติหลักการให้โรงงานยาสูบดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรม ห่างจากกรุงเทพมหานครในรัศมีไม่เกิน 200 กิโลเมตร ภายในวงเงินลงทุนของโครงการฯ ประมาณ 16,200 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปี (ปี 2551-2555) ทั้งนี้ สำหรับเงินลงทุนค่าสินค้าและบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศ อนุมัติในหลักการให้โรงงานยาสูบเบิกจ่ายเงินในวงเงินลงทุนที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เกิดขึ้นจริง และจัดหาผู้รับดำเนินการโดยวิธีประกวดราคา
  2. อนุมัติในหลักการให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาให้โรงงานยาสูบกันเงินนำส่งรายได้แผ่นดินภายใต้กรอบภาระของสัญญา โดยพิจารณาความเหมาะสมเป็นปี ๆ เริ่มจากผลกำไรของปีงบประมาณ 2551 เป็นต้นไป ภายในกรอบวงเงินลงทุนโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ทั้งนี้ การกันเงินดังกล่าวควรพิจารณาให้สอดคล้องกับภาระที่โรงงานยาสูบจะต้องจ่ายจริงและสถานการณ์การเงินของโรงงานยาสูบ ทั้งนี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

18. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ปีละ 10,000 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักดำเนินงานโครงการผลักดันการส่งออกกล้วยไม้ปีละ 10,000 ล้านบาท ร่วมกับหน่วยงานราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
  2. อนุมัติวงเงินงบประมาณ จำนวน 605.85 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการตั้งแต่ปี 2551-2553 โดยงบประมาณในปี 2551 ให้ใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนงบประมาณในปี 2552 - 2553 ให้ประสานกับสำนักงบประมาณ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า ได้ปรับปรุงโครงการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรอง เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2550 และมติที่ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2550 และให้สอดคล้องกับผลการศึกษาวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการ ซึ่งสรุปสาระที่ได้ปรับปรุง ดังนี้

  1. เพิ่มเติมรายละเอียดการดำเนินโครงการและระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ชัดเจนและให้องค์กรเกษตรกรและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม
  2. ปรับรายการคำของบประมาณปี 2550 ออกจากโครงการ
  3. ปรับลดวงเงินในคำของบประมาณในโครงการปี 2551 ลง 19.62 ล้านบาท เนื่องจาก กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับจัดสรรงบประมาณในปี 2551 แล้ว
  4. ปรับรายการคำของบประมาณการจัดตั้งตลาดกลาง ซึ่งเป็นเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แก่ผู้ประกอบการออก และเพิ่มเติมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตลาด โดยการส่งเสริมการใช้ตราสินค้ากล้วยไม้คุณภาพ การนำเกษตรกรดูงานการผลิตและการตลาดกล้วยไม้ของต่างประเทศ และการบริการข้อมูลด้านการตลาดที่ทันสมัยแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง
  5. ปรับรายการคำของบประมาณในส่วนการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบการออก โดยเปลี่ยนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนเงินกู้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน
  6. เปลี่ยนเป้าหมายการส่งออกกล้วยไม้ให้ได้ปีละ 10,000 ล้านบาท ในปี 2553 เป็นปี 2555 เนื่องจากโครงการเริ่มช้ากว่ากำหนดและผลการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะบรรลุเป้าหมายส่งออกได้ปีละ 10,000 ล้านบาท ในปี 2555 เมื่อพิจารณาระยะเวลาเริ่มโครงการและอัตราการเติบโตเฉลี่ย

19. เรื่อง การปรับเพิ่มราคากลางการจำหน่ายนมพร้อมดื่มในโครงการอาหารเสริม (นม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับเพิ่มราคากลางการจำหน่ายนมพร้อมดื่มในโครงการอาหารเสริม (นม)ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2550 ปีงบประมาณ 2551 เพิ่มขึ้น สำหรับนมพาสเจอร์ไรส์ถุงละ 45 สตางค์ และนมยู เอช.ที. กล่อง/ซองละ 58 สตางค์ ดังนี้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้หารือร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย แล้ว มีข้อชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ดังนี้

  1. อำนาจในการกำหนดราคากลางการจำหน่ายนมพร้อมดื่มในโครงการอาหารเสริม (นม) พิจารณาแล้วเห็นว่าในอดีตที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาเห็นชอบการปรับราคากลางฯ โดยคณะรัฐมนตรีไว้แล้ว (26 พฤศจิกายน 2545, 24 เมษายน 2550) ดังนั้น การพิจารณาปรับราคากลางฯ ในครั้งนี้ จึงจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบเพื่อมิให้ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีในครั้งที่ผ่านมา
  2. งบประมาณที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนเพื่อจัดซื้อนมให้นักเรียนดื่มได้ครบตามเป้าหมายนั้น พิจารณาแล้วเห็นว่างบประมาณปี 2551 ได้รับอนุมัติและจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้ว หากงบประมาณมีไม่เพียงพอคงจะพิจารณาขอความร่วมมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดสรรรายได้หรือรายจ่ายส่วนอื่นสมทบจัดซื้อตามฐานะการคลังของแต่ละท้องถิ่น โดยคณะอนุกรรมการบริหารโครงการอาหารเสริม (นม) ในคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมเป็นคณะอนุกรรมการอยู่แล้ว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเสนอคณะรัฐมนตรีมาเพื่อพิจารณา


20. เรื่อง การให้สัมปทานปิโตรเลียมตามประกาศเชิญชวนให้ยื่นคำขอสัมปทานปิโตรเลียม ครั้งที่ 20

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ออกสัมปทานปิโตรเลียมตามมาตรา 22 (1) แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก่ผู้ยื่นขอสัมปทานปิโตรเลียม 4 ราย ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้

  1. ให้สัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G5/50 แก่บริษัทนิวคอสตอล (ประเทศไทย) จำกัด
  2. ให้สัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G6/50 และสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) แก่บริษัท เชฟรอน ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ปตท.สผ. โครงการไทย จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยส์ เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด
  3. ให้สัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G7/50 และสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) แก่บริษัท เชฟรอน ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ปตท.สผ. โครงการไทย จำกัด บริษัท เฮลส์ เอ็กซ์โพลเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยส์ เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด
  4. ให้สัมปทานปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G8/50 และสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) แก่บริษัท ปตท.สผ. โครงการไทย จำกัด บริษัท เชฟรอน ปิโตรเลียม (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท มิตซุย ออยส์ เอ็กซ์พลอเรชั่น จำกัด

21. เรื่อง การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ปี 2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติแนวทางปฏิบัติการบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ปี 2551 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2550 เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข ในการจัดสรรงบประมาณปี 2551 จำนวน 15,000 ล้านบาท เป็น 3 ส่วนคือ ร้อยละ 90 จัดสรรให้จังหวัด ร้อยละ 9 จัดสรรตามวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขในปี 2551 และร้อยละ 1 จัดสรรเพื่อการบริหารจัดการและติดตามประเมินผล และให้จังหวัดจัดทำวิสัยทัศน์การบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัดในปี 2551 นั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงเสนอแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

  1. กำหนดกลไกการบริหารงบประมาณทั้ง 3 ส่วน ดังนี้
    • 1.1 ให้กระทรวงมหาดไทยโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นกลไกการบริหารงบประมาณในส่วนร้อยละ 90 ของงบประมาณทั้งหมด (13,500 ล้านบาท) โดยนำไปสนับสนุนชุมชน ภายใต้กรอบแผนงาน 5 ด้าน ที่ให้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการหลัก โดยคณะกรรมการระดับจังหวัดและคณะกรรมการระดับอำเภอเป็นผู้อนุมัติโครงการตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุขกำหนดให้ พร้อมทั้งให้เน้นการกำกับคุณภาพและประสิทธิภาพของโครงการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ภายใต้กลไกที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งนี้ ให้มีการติดตามผลการดำเนินงานและรายงานต่อคณะกรรมการฯ ทุก 3 เดือน
    • 1.2 ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติบริหารงบประมาณในส่วนร้อยละ 9 ของงบประมาณทั้งหมด (1,350 ล้านบาท) โดยให้จังหวัดพิจารณาทบทวนวิสัยทัศน์การบริหารจัดการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของแต่ละจังหวัดในปี 2551 และให้เน้นแนวทางการพิจารณาด้านคุณภาพของแผนชุมชนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ในปี 2551 ทั้งนี้ จังหวัดจะต้องแสดงถึงวิธีดำเนินการและแผนงานที่จะขอรับการจัดสรรงบประมาณต่อคณะอนุกรรมการพิจารณาวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขของจังหวัด ตามคำสั่งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข ที่ 1/2550 เพื่อดำเนินการพิจารณาต่อไป
    • 1.3 ให้สำนักงบประมาณเป็นผู้บริหารงบประมาณในส่วนร้อยละ 1 ของงบประมาณทั้งหมด (150 ล้านบาท) ที่จัดสรรสำหรับการติดตามประเมินผล การประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการทั้งส่วนกลางและระดับจังหวัด ตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับภารกิจดังกล่าว
  2. ขยายเวลาให้จังหวัดปรับปรุงวิสัยทัศน์การบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ในปี 2551 และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550

สังคม


22. เรื่อง การกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของลูกจ้างประจำ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ลูกจ้างประจำในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และอนุมัติเป็นหลักการให้ลูกจ้างประจำในสังกัดส่วนราชการต่าง ๆ อาจได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ โดยให้กระทรวงการคลัง พิจารณาตามหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการประเภทต่าง ๆ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549

กระทรวงการคลังรายงานว่า

1. ลูกจ้างประจำส่วนหนึ่งในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้แก่ หัวหน้าพนักงานพินิจ พนักงานพินิจ ช่างตัดผม ครูสอนดนตรี ครูช่างพิมพ์และคนครัว ได้ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันกับข้าราชการและพนักงานราชการหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษและค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2549 และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง ค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของพนักงานราชการ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2550 คือ ปฏิบัติงานด้านอภิบาล การศึกษา การฝึกและอบรม การปลูกฝังศีลธรรม จริยธรรม การฝึกระเบียบวินัย ดูแลอบรมสั่งสอนบำบัดแก้ไขฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ตรวจและรักษาพยาบาลสุขภาพกายและจิตของเด็กและเยาวชนสืบเสาะและพินิจข้อเท็จจริงและสิ่งแวดล้อมทั้งปวง รวมทั้งสาเหตุแห่งการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนซึ่งลูกจ้างประจำกลุ่มที่ปฏิบัติงานดังกล่าวกลับไม่ได้รับเงินเพิ่มพิเศษแต่อย่างใด ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่าง ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างประจำ

2. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นขวัญกำลังใจของลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันกับข้าราชการและพนักงานราชการดังกล่าว จึงเห็นควรกำหนดให้ลูกจ้างประจำในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้รับเงินเพิ่มพิเศษตามหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 โดยมีหลักเกณฑ์และอัตรา ดังนี้

2.1 ผู้ปฏิบัติงานด้านการอภิบาล การศึกษา การฝึกและอบรมการปลูกฝังศีลธรรม จริยธรรม การฝึกระเบียบวินัย ดูแลและอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและ อบรมเด็กและเยาวชน ให้ได้รับในอัตราเดือนละ 1,500 บาท

2.2 ผู้ปฏิบัติงานด้านการสงเคราะห์และบำบัด แก้ไข หรือการตรวจสุขภาพกายและจิตเด็กและเยาวชนที่ถูกควบคุม หรือการตรวจรักษาและพยาบาลเด็กและเยาวชน ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ให้ได้รับในอัตราเดือนละ 1,500 บาท

2.3 ผู้ปฏิบัติงานด้านสืบเสาะและพินิจข้อเท็จจริงและสิ่งแวดล้อมทั้งปวงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน รวมทั้งสาเหตุแห่งการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน ให้ได้รับในอัตราเดือนละ 750 บาท

ส่วนลูกจ้างประจำผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติงานตามข้อ 2.1,2.2,และ 2.3 อยู่เป็นปกติ แต่ได้รับคำสั่ง มอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติงานตามข้อ 2.1 หรือ 2.2 บางเวลา ให้ได้รับในอัตรา ดังนี้

ทั้งนี้ งบประมาณที่ใช้ในการกำหนดเงินเพิ่มดังกล่าวเป็นเงินทั้งสิ้นประมาณปีละ 16,308,000 บาท

3. โดยที่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือระเบียบกำหนดให้ลูกจ้างประจำของส่วนราชการมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษและเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกันกับข้าราชการและพนักงานราชการ กระทรวงการคลังจึงขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา


23. เรื่อง การรณรงค์สนับสนุนการเลือกตั้ง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการโครงการรณรงค์ส่งเสริมประชาธิปไตยในสถานศึกษาและอาสาสมัครส่งเสริมประชาธิปไตยของกระทรวงศึกษาธิการ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้กระทรวงศึกษาธิการปรับลดโครงการให้เหมาะสมกับวงเงินที่มีอยู่

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2550 ได้จัดทำโครงการรณรงค์ส่งเสริมประชาธิปไตยในสถานศึกษาและอาสาสมัครส่งเสริมประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ประชาธิปไตยและการเลือกตั้งของนักเรียน นิสิต นักศึกษา รณรงค์เผยแพร่การไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่ซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อให้ข้าราชการในสังกัดไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยพร้อมเพรียง และวางตัวเป็นกลางทางการเมือง พร้อมทั้งสร้างกระบวนการเฝ้าระวัง สังเกตการณ์ แจ้งเหตุ รายงานการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และสร้างจิตสำนึกอาสาสมัครการมีส่วนร่วมและรับใช้สังคมให้เกิดขึ้นในตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยตั้งเป้าหมายในการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 70

ภารกิจหลักในการส่งเสริมประชาธิปไตยและสนับสนุนการเลือกตั้งตามโครงการได้กำหนดไว้ 3 ประการ คือ 1) รณรงค์เผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง 2) เฝ้าระวัง สังเกตการณ์ แจ้งเหตุและรายงานเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3) การศึกษาวิจัยประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการเลือกตั้งของประเทศไทย


24. เรื่อง ขออนุมัติยุบเลิกองค์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่ และจัดตั้งเป็นหน่วยงานในกระทรวงกลาโหม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์) เป็นประธานกรรมการ ดังนี้

1. ให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการให้มีการผลิตรองเท้า เครื่องหนัง และแบตเตอรี่ แต่ไม่ต้องจัดตั้งเป็น ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ โดยใช้เงินทุนหมุนเวียนที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณแล้วมาใช้ดำเนินการและใช้บุคลากรที่มีอยู่เดิมในหน่วยงาน ดำเนินการบริหารจัดการเงินลงทุนและจัดให้มีการผลิตโดยวิธีการจ้างลูกจ้าง ซึ่งอาจเป็นแรงงานที่มาจากการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจสองแห่ง และให้จัดทำระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเป็นการผลิตรองเท้า เครื่องหนัง และแบตเตอรี่ และขอความเห็นชอบจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังต่อไป

2. อนุมัติค่าใช้จ่ายในการยุบเลิกกิจการขององค์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่ รวมทั้งเงินชดเชยพนักงาน ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ที่เห็นควรให้อนุมัติค่าใช้จ่ายวงเงินจำนวน 1,396.84 ล้านบาท (องค์การฟอกหนัง 1,084.88 ล้านบาท และองค์การแบตเตอรี่ 311.96 ล้านบาท) สำหรับเงินชดเชยพนักงานสมควรเห็นอนุมัติตามอัตราที่กฎหมายแรงงานกำหนด ส่วนเงินค่าชดเชยพิเศษเห็นควรอนุมัติให้พนักงานที่ได้รับการคัดเลือกให้ทำงานในโรงงานผลิตรองเท้าและเครื่องหนัง และโรงงานแบตเตอรี่ทหาร ได้รับในอัตราคนละ 2 เท่า ของเงินเดือนค่าจ้าง พนักงานที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับในอัตราคนละ 6 เท่า ของเงินเดือนค่าจ้าง รวมทั้งให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบกลางเท่าที่จ่ายจริงภายในวงเงินตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ทั้งนี้ หากสำนักงบประมาณไม่สามารถจัดสรรเงินงบกลางได้ เห็นควรให้องค์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่กู้เงินจากสถาบันการเงินของรัฐ โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงิน และพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ ของการกู้ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อชำระคืนเงินต้น ดอกเบี้ย รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางการเงินให้เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ และเมื่อชำระบัญชีเสร็จสิ้น

3. ให้กระทรวงกลาโหมจัดจ้างพนักงานหรือลูกจ้างจากพนักงานขององค์การฟอกหนังและองค์การแบตเตอรี่ และหากเป็นผู้ที่มีอายุเกินเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด ก็ให้พิจารณาบรรจุหรือจ้างได้ และหากเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิไม่ตรงตามตำแหน่งหน้าที่ ให้พิจารณาเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนในอัตราชั้นต้นของบัญชีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทน


25. เรื่อง แผนแม่บทโครงการ "รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน"

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานกรรมการ ที่เห็นชอบในหลักการแผนแม่บทโครงการ "รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน" ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการด้วย โดยให้สถาบันสารสนเทศน้ำและทรัพยากรการเกษตรมีส่วนร่วมด้วย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

1. ได้จัดทำโครงการ "รักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน" เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่จะให้พสกนิกรที่อยู่อาศัยในพื้นที่สูงของภาคเหนือตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ น้ำ และดิน เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า ต้นน้ำลำธาร และดำรงชีพอยู่กับป่าได้อย่างเหมาะสมอย่างยั่งยืน มีลักษณะเป็นโครงการที่ดำเนินการแบบบูรณาการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่โครงการ และหน่วยงานเกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งในระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ในการสนับสนุนและร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย

2. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการรวม 2 คณะ เพื่อเป็นกลไกในการให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการอำนวยการโครงการฯ และคณะกรรมการบริหารและกำกับดูแลโครงการฯ โดยภารกิจในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 และปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเบื้องต้นเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ มาตามลำดับ ในขณะเดียวกันได้จัดทำแผนแม่บทโครงการฯ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานและสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อให้การดำเนินงานด้านต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จตามแนวทางที่ทรงพระราชทานไว้

3. โครงการนี้เป็นการขยายผลการดำเนินงานของโครงการส่วนพระองค์หรือโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ไปยังชุมชนหรือหมู่บ้านใกล้เคียงในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยมีเป้าหมายที่จะให้ประชาชนและชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้มีความยั่งยืน และเพื่อให้การดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมภารกิจที่สำคัญ ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

3.1 วัตถุประสงค์

3.2 เป้าหมาย

3.3 พื้นที่ดำเนินงานและประชากร

พื้นที่ดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงของภาคเหนือ ประกอบด้วยพื้นที่ 10 แห่ง มีหมู่บ้านเป้าหมายรวม 109 หมู่บ้าน ตั้งอยู่ใน 9 อำเภอของ 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ มีสภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นภูเขาสูง ประชากรที่อาศัยบนพื้นที่สูงส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา โดยแบ่งเป็น 9 ชนเผ่า คือ กะเหรี่ยง ลัวะ ลีซอ อาข่า (อีกอ) มูเซอ ม้ง ปะโอ ไทยใหญ่ ไทยพวน และไทยพื้นราบ มีประชากรรวมทั้งสิ้น 7,993 ครัวเรือน

3.4 ยุทธศาสตร์และแนวทางดำเนินงาน ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 13 แนวทาง ดังนี้

3.5 ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (พ.ศ. 2551-2554)


26. เรื่อง มาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเรื่อง มาตรการภาษีที่เอื้อต่อการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ และมอบให้กระทรวงการคลังรับไปดำเนินการต่อไป ดังนี้

  1. การให้องค์การเอกชนได้รับการประกาศเป็นองค์การ สถานสาธารณกุศล เพื่อยกเว้นภาษีเพิ่มมากขึ้น โดยทบทวนประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดองค์การ สถานสาธารณกุศลฯ เช่น การกำหนดรายละเอียดรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะให้ชัดเจน การปรับลดระยะเวลาการตรวจหลักฐานงบดุลและบัญชีรายได้รายจ่ายจาก 3 ปี ลดลงให้เหลือ 1-2 ปี โดยให้กระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาการยกเว้นภาษีให้แก่องค์การเอกชนที่มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายร่วมเป็นกรรมการ
  2. การยกเว้นภาษีเงินได้ กรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่องค์การเอกชนที่ได้รับการประกาศเป็นองค์การ สถานสาธารณกุศล
  3. การลดอัตราภาษีแก่มูลนิธิ สมาคม จากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 5
  4. การกำหนดรายชื่อสถานพักฟื้น บำบัด และฟื้นฟูเด็ก คนชรา ผู้พิการของเอกชนและของราชการเป็นองค์การ สถานสาธารณกุศล สถานพยาบาล และสถานศึกษาตามมาตรา 47 (7) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี
  5. การเพิ่มรายการลดหย่อนเงินบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะแก่บริษัท ห้างร้าน หรือนิติบุคคลเพื่อให้มีการรายการบริจาคเพิ่มมากขึ้น โดยเพิ่มรายจ่ายในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 รายจ่ายในการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 รายจ่ายในการช่วยเหลือผู้สูงอายุตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 รายจ่ายในการช่วยเหลือคนพิการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 และรายจ่ายที่บริจาคให้ศูนย์รับบริจาค ของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ทั้งนี้ รายจ่ายดังกล่าวต้องเป็นรายจ่ายให้แก่กิจการของทางราชการหรือองค์การของรัฐบาล หรือองค์กรสาธารณประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546
  6. การยกเว้นภาษีเงินได้ของรายได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัท ห้างร้าน อนุญาตให้ลูกจ้างลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นจำนวนร้อยละ 50 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายในการอนุญาตให้ลูกจ้างลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัคร โดยการอนุญาตให้ลูกจ้างลาไปปฏิบัติงานอาสาสมัครให้ยึดตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรีที่อนุญาตให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานอาสาสมัครโดยไม่ถือเป็นวันลาได้ไม่เกิน 5 วันทำการต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
  7. การขยายร้อยละของการนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากร้อยละ 10 เป็น ร้อยละ 20
  8. การลดหย่อนภาษีแก่ผู้เลี้ยงดูคนพิการ กำหนดรายการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับบุคคลธรรมดาที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูคนพิการคนละสามหมื่นบาท โดยคนพิการต้องเป็นผู้ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ มีรายได้ไม่เพียงพอ ต่อการยังชีพ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

27. เรื่อง รายงานสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้งที่ 7

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูฝนปี 2550 ณ วันที่ 26 กันยายน 2550 ประกอบด้วย สถานการณ์ภัยธรรมชาติและผลกระทบด้านการเกษตร สถานการณ์น้ำ

ผลการเพาะปลูกพืช และการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ดังนี้

1. สถานการณ์ภัยธรรมชาติและผลกระทบด้านการเกษตร

1.1 อุทกภัย (ช่วงเกิดภัยระหว่างวันที่ 21 กรกฎาคม ถึง 26 กันยายน 2550)

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน "โทราจิ" และหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกชุกหนาแน่นเป็นระยะๆ โดยเฉพาะตอนล่างของภาคกลางและภาคตะวันออก รวมทั้งภาคใต้ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ยังคงได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชันและร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยมีกำลังแรงเป็นช่วงๆ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ ดังนี้

พื้นที่ประสบภัย 40 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ยโสธร มุกดาหาร มหาสารคาม นครพนม เลย ศรีสะเกษ สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี ตราด ระยอง ราชบุรี กาญจนบุรี กระบี่ นครศรีธรรมราช พังงา ระนอง และสุราษฎร์ธานี

ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขัง 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิจิตร สุโขทัย พิษณุโลก อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด

ผลกระทบด้านการเกษตร

1.2 ฝนทิ้งช่วง (ช่วงเกิดภัยระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม - 15 กันยายน 2550)

ด้านพืช เกษตรกร 87,601 ราย พื้นที่ประสบภัย 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก เพชรบูรณ์ น่าน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครสวรรค์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ ลพบุรี และปราจีนบุรี จำนวน 3.55 ล้านไร่ คาดว่าจะเสียหาย 2.67 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 2.17 ล้านไร่ พืชไร่-พืชสวน 0.50 ล้านไร่

2. สถานการณ์น้ำ

2.1 สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 26 กันยายน 2550 มีปริมาตร น้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 52,533 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯทั้งหมด น้อยกว่าปี 2549 (58,925 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 6,392 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 9 ของความจุอ่างฯทั้งหมด

2.2 สภาพน้ำท่า

3. ผลการเพาะปลูกพืชฤดูฝน

ผลการเพาะปลูกข้าวและพืชฤดูฝนในเขตชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลาง 23.15 ล้านไร่ เริ่มเพาะปลูก วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 14 กันยายน 2550 ปลูกแล้ว 17.32 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปี 13.27 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.33 ล้านไร่ พืชอื่นๆ บ่อปลา-บ่อกุ้ง 3.72 ล้านไร่

4. การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร

4.1 การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 136 เครื่อง ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 45 เครื่อง ลำพูน 10 เครื่อง เชียงราย 2 เครื่อง พิจิตร 3 เครื่อง พิษณุโลก 2 เครื่อง มหาสารคาม 4 เครื่อง กาฬสินธุ์ 2 เครื่อง ชัยภูมิ 5 เครื่อง นครราชสีมา 2 เครื่อง นนทบุรี 10 เครื่อง ปทุมธานี 2 เครื่อง สุพรรณบุรี 20 เครื่อง สมุทรสาคร 2 เครื่อง นครปฐม 2 เครื่อง สิงห์บุรี 2 เครื่อง ชัยนาท 15 เครื่อง อ่างทอง 5 เครื่อง นครศรีธรรมราช 3 เครื่อง

4.2 การปฏิบัติการฝนหลวง

มีหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 9 หน่วยปฏิบัติการและ 4 ฐานเติมสารฝนหลวง ได้แก่ หน่วยฯเชียงใหม่ หน่วยฯพิษณุโลก หน่วยฯลพบุรี หน่วยฯกำแพงแสน หน่วยฯขอนแก่น หน่วยฯร้อยเอ็ด หน่วยฯนครราชสีมา หน่วยฯสระแก้ว และหน่วยฯหัวหิน และฐานเติมสารฝนหลวง จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดระยอง และจังหวัดราชบุรี

ผลการปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 14 - 20 กันยายน 2550 ขึ้นปฏิบัติการ 175 เที่ยวบิน มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ถึงหนัก ถึงหนักมาก ในพื้นที่ 51 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ตาก ลำปาง ลำพูน พะเยา แม่ฮ่องสอน เชียงราย กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ น่าน อุตรดิตถ์ พิจิตร แพร่ สุโขทัย อุดรธานี ขอนแก่น นครพนม สกลนคร ร้อยเอ็ด มุกดาหาร มหาสารคาม เลย กาฬสินธุ์ หนองคาย ยโสธร นครราชสีมา ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี สุรินทร์ ชัยภูมิ อำนาจเจริญ ลพบุรี นครสวรรค์ กาญจนบุรี ปทุมธานี กรุงเทพ สุพรรณบุรี นครปฐม ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี ตราด ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี


28. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการตรวจติดตามการให้ความช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์ความเสียหายอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ "เลกีมา" และหย่อมความกดอากาศต่ำและการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยได้จัดทำสรุปสถานการณ์อุทกภัย และการตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ เพิ่มเติม ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 4-21 ตุลาคม 2550)

1.1 พื้นที่ประสบภัย จำนวน 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา ลำพูน อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองคาย มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู มหาสารคาม เลย อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ นครราชสีมา และยโสธร ใน 222 อำเภอ 1,243 ตำบล 9,394 หมู่บ้าน

1.2 ความเสียหายเบื้องต้น

1.3 สถานการณ์ปัจจุบัน

2. การตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

2.1 เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 2550 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายบัญญัติ จันทน์เสนะ) พร้อมคณะ ประกอบด้วย นายสมัชชา โพธิ์ถาวร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 3 และเขต 4 นายพงศ์เผ่า เกษทอง รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เดินทางไปตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดอุทัยธานี สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท และอ่างทอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 5 จังหวัดดังกล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์ความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือ สรุปผลการตรวจติดตามฯ ได้ดังนี้

2.2 เมื่อวันที่ 20-21 ตุลาคม 2550 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ) พร้อมคณะ ประกอบด้วย พลตำรวจโท ณพัฒน์ ศรีหิรัญ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขต 2 หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เดินทางไปตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และพิจิตร โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดดังกล่าวบรรยายสรุปสถานการณ์ความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือ สรุปผลการตรวจติดตามฯ ได้ดังนี้

3. สภาพน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแนวโน้มสถานการณ์น้ำ (ข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2550 โดยกรมชลประทาน)

ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 2,461 ลบ.ม./วินาที (วันก่อน 2,503 ลบ.ม./วินาที) ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท 2,627 ลบ.ม./วินาที (วันก่อน 2,619 ลบ.ม./วินาที) แนวโน้มปริมาณน้ำผ่านจังหวัดนครสวรรค์ และเขื่อนเจ้าพระยาเริ่มทรงตัวแล้วและจะลดลงตามลำดับต่อไป (กรณีปริมาณน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที จะมีผลกระทบทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง หากเกิน 2,500 ลบ.ม./วินาที จะทำให้น้ำท่วม อ.สรรพยา จ.ชัยนาท สองฝั่งเจ้าพระยา ของ จ.สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล)


29. เรื่อง รายงานผลการจัดสัมมนา "รัฐบาลพบสื่อท้องถิ่น" ครั้งที่ 4

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปรายงานผลการจัดสัมมนา "รัฐบาลพบสื่อท้องถิ่น" ครั้งที่ 4 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นปัญหาที่สื่อท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างได้นำเสนอในการสัมมนาไปพิจารณาดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมแจ้งผลการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบด้วย รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานของรัฐบาลให้สื่อมวลชนและประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้องชัดเจนและทั่วถึงต่อไป ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรายงานว่า สำนักโฆษกและกรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมกันจัดสัมมนา "รัฐบาลพบสื่อท้องถิ่น" ครั้งที่ 4 เมื่อวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2550 ณ โรงแรมอุบลบุรี รีสอร์ท จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สื่อมวลชนท้องถิ่นได้รับทราบการดำเนินการตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจนโยบายการบริหารงานของรัฐบาลในด้านต่างๆ โดยผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยสื่อมวลชนในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ มุกดาหารและนครพนม โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานการสัมมนา

สรุปผลการจัดสัมมนา นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชี้แจงแนวทางการดำเนินงานยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขว่าการดำเนินของโครงการในรอบแรกได้เสร็จสิ้นไปแล้ว โดยใช้งบฯ ในการดำเนินการ 5,000 ล้านบาท ส่วนรอบสองรัฐบาลจะจัดสรรเงินงบประมาณอีก 2,000 ล้านบาท และในปี 2551 รัฐบาลได้เตรียมงบประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ไว้รองรับการดำเนินการให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของโครงการอยู่ดีมีสุขว่า เป็นการสร้างชุมชนให้เจริญอยู่บนพื้นฐานของตนเองโดยการริเริ่มโครงการของประชาชนในท้องถิ่น/ชุมชน เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนบนพื้นฐานการพึ่งตนเอง สร้างคุณประโยชน์ สร้างงาน และสร้างรายได้แก่ชุมชน

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการอยู่ดีมีสุขในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดบุรีรัมย์ ว่าในช่วงแรกประสบปัญหาเล็กน้อย เนื่องจากข้อจำกัดด้านระยะเวลาในการดำเนินการ แต่คาดว่าในปี 2551 ซึ่งงบประมาณของยุทธศาสตร์ ฯ เพิ่มขึ้นและมีระยะเวลาดำเนินงานมากขึ้นจะทำให้การเตรียมความพร้อมและการดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขมากขึ้น

นายวรากรณ์ สามโกเศศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึง งบประมาณโครงการอยู่ดีมีสุขว่า ไม่ได้เป็นเพียงเงินงบประมาณโครงการเดียวที่เข้าถึงชุมชน เพราะมีงบประมาณปกติของจังหวัดที่สนับสนุนโครงการต่าง ๆ เพื่อทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขอยู่เดิมด้วย ดังนั้นงบประมาณโครงการอยู่ดีมีสุขของรัฐบาลจึงเป็นโครงการเสริมเพิ่มเติมจากโครงการประจำที่จังหวัดต่าง ๆ ได้ดำเนินการอยู่แล้ว

นายอุทิศ ขาวเธียร รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงการคัดเลือกโครงการอยู่ดีมีสุขว่าในปี 2551 ทิศทางการคัดเลือกโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขจะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งบทบาทของท้องถิ่นในการตัดสินใจคัดเลือกโครงการต่าง ๆ จะมีมากขึ้น

นอกจากนี้สื่อมวลชนท้องถิ่นได้แสดงความคิดเห็นและซักถามปัญหาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข รวมทั้งปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งคำถามส่วนใหญ่รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการชี้แจงสร้างความเข้าใจแก่สื่อมวลชนในเบื้องต้นแล้ว มีเพียงประเด็นข้อเสนอที่จะให้จังหวัดและส่วนราชการในจังหวัดเพิ่มตัวชี้วัดด้านการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์) ระบุจะรับเรื่องไว้เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป


ต่างประเทศ


30. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ด้านแรงงานระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในนามผู้แทนฝ่ายไทย

กระทรวงแรงงานรายงานว่า ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาของการทำงานที่ต้องกำหนดระยะเวลาของสัญญาจ้าง และกลับประเทศเมื่อหมดสัญญาจ้าง โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

  1. การสรรหาแรงงานและการเดินทางเข้าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะต้องเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบและขั้นตอนของทั้ง 2 ประเทศ
  2. การบรรจุงานจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและระเบียบข้อบังคับที่ใช้ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  3. เอกสารการรับสมัครงานจะต้องระบุคุณลักษณะ คุณสมบัติและประสบการณ์ที่จำเป็นของงานและประเภทของงานที่ต้องการและจะต้องรวมถึงเงื่อนไขการจ้างงาน โดยเฉพาะเงินเดือน ที่พักอาศัย การเดินทางและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  4. เงื่อนไขการจ้างงาน สัญญาจ้างงานจะต้องระบุสิทธิและหน้าที่ของทั้ง 2 ฝ่ายที่ชัดเจนตามกฎหมายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และจะต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงแรงงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  5. สัญญาจ้างงานใช้ภาษาอารบิค ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย ที่ได้รับการรับรองโดยกระทรวงแรงงานทั้ง 2 ประเทศและกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นสาเหตุที่จะนำไปสู่ศาล ภาษาที่ใช้อ้างอิงจะต้องขึ้นอยู่กับประเทศที่จะนำคดีไปฟ้องร้อง
  6. การส่งรายได้กลับประเทศ ลูกจ้างมีสิทธิที่จะส่งรายได้กลับประเทศบ้านเกิดของตนเอง ตามกฎระเบียบด้านการเงินในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และไม่กำหนดเพดานการส่งเงิน
  7. ข้อพิพาทแรงงาน กรณีเกิดข้อพิพาทแรงงานระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง สามารถร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของกระทรวงแรงงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเพื่อระงับข้อพิพาทอย่างฉันท์มิตร ในกรณีที่ไม่สามารถระงับข้อพิพาทอย่างฉันท์มิตรได้ ให้ร้องทุกข์ไปยังหน่วยงานทางตุลาการที่รับผิดชอบเพื่อระงับข้อพิพาท
  8. การติดตามผลการดำเนินงาน จะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อดูแลการติดตามการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ โดยแต่งตั้งผู้แทนของทั้ง 2 ประเทศ อย่างน้อยฝ่ายละ 3 คนเข้าร่วมในคณะกรรมการฯ ซึ่งจะจัดประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกปีหรือเมื่อเห็นว่าจำเป็น โดยจะจัดประชุมสลับกันในประเทศไทยหรือประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
  9. การบังคับใช้ บันทึกความเข้าใจจะมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่มีการลงนามเป็นระยะเวลา 4 ปี และจะขยายระยะเวลาต่อไปอีก 4 ปี หากไม่มีการบอกเลิกสัญญาล่วงหน้า 3 เดือนจากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  10. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว รวมทั้งพร้อมที่จะเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม- 3 พฤศจิกายน 2550 เพื่อลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ด้านแรงงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน
  11. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญา ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรค 2

กระทรวงแรงงานจึงเสนอคณะรัฐมนตรีมาเพื่อพิจารณา


31. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน (ATM) ครั้งที่ 13

คณะรัฐมนตรีรับทราบ เห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบการให้การรับรองแผนปฏิบัติการว่าด้วยการขนส่งทางทะเลที่มีการรวมตัวและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน และกรอบความร่วมมือที่เกี่ยวข้องด้านการบินระหว่างอาเซียน-จีน
  2. เห็นชอบการเข้าร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเลระหว่างอาเซียน-จีน และบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงความตกลง และ/หรือบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็ให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ โดยประสานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
  3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และให้กระทรวงการต่างประเทศออกหนังสือมอบอำนาจ (Full Powers) ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้แทน สำหรับการลงนามดังกล่าว

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า การให้การรับรองและการลงนามเอกสาร/ความตกลง/บันทึกความเข้าใจดังกล่าวข้างต้น ไม่อยู่ในข่ายมาตรา 190 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการให้การรับรองและการลงนามเอกสารดังกล่าว

แผนปฏิบัติการว่าด้วยการขนส่งทางทะเลที่มีการรวมตัวและมีขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียน (Roadmap Towards an Integrated and Competitive Maritime Transpot in ASEAN) มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แผนปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเตรียมความพร้อม ให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียน ในการเปิดตลาดบริการขนส่งทางทะเล ในภูมิภาคอาเซียนเป็นลำดับ เพื่อสนับสนุนข้อผูกพันของผู้นำอาเซียนในการรวมภูมิภาคอาเซียน เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวในปี 2558
  2. การกำหนดมาตรการทางยุทธศาสตร์ด้านความร่วมมือ และการเปิดตลาด พร้อมกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการ

ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

  1. มีพลังการต่อรองในระดับภูมิภาค ในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นโดยรวม
  2. เป็นช่องทางในการแสวงหาความช่วยเหลือในการพัฒนาท่าเรือของไทย โดยเฉพาะท่าเรือที่อยู่ในโครงข่ายอาเซียน ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง
  3. สามารถติดตามการพัฒนาท่าเรือของประเทศสมาชิกอาเซียน ที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค โดยผ่านระบบฐานข้อมูลท่าเรือโครงข่ายอาเซียน
  4. การประสานวิธีปฏิบัติในการจดทะเบียนเรือ จะเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยพัฒนาระบบการจดทะเบียนเรือไทย ให้ได้มาตรฐานสากล

กรอบความร่วมมือที่เกี่ยวข้องด้านการบินระหว่างอาเซียน-จีน (ASEAN-China Aviation Cooperation Framework) มีสาระสำคัญประกอบด้วยความร่วมมือใน 2 ด้าน ดังนี้

  1. ข้อตกลงด้านการบริการเดินอากาศ ซึ่งกำหนดให้เป็นกิจกรรมเร่งด่วนที่จะให้เริ่มเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศระหว่างอาเซียน-จีน ให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 โดยมี ข้อบทที่จะให้มีการเปิดเสรีตามลำดับ ทั้งในเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารและเที่ยวบินขนส่งเฉพาะสินค้า
  2.  ความร่วมมือด้านการบิน ได้แก่ ความร่วมมือระหว่างสายการบิน การก่อสร้างสนามบิน ความปลอดภัย/มาตรฐานการบิน การรักษาความปลอดภัยการบิน การพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนข้อมูล

ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

  1. สายการบินของไทยสามารถทำการบินไปยังจีนได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องความจุความถี่ และแบบอากาศยาน
  2. การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสายการบินของไทยและจีนในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการบริหารจัดการ
  3. การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความปลอดภัยการบิน การให้ความช่วยเหลือในการใช้เครื่องมือในการสอบสวนอุบัติเหตุร่วมกัน

ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางทะเลอาเซียน-จีน (ASEAN-China Maritime Transpot Agreement) มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ความตกลงฯ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้มีการอำนวยความสะดวกและความร่วมมือเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาการประกอบการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทางทะเล ระหว่างท่าเรือของประเทศสมาชิกอาเซียน และระหว่างท่าเรือของประเทศสมาชิกอาเซียนและจีน
  2. ความตกลงฯ จะครอบคลุมการอำนวยความสะดวกแก่เรือของประเทศภาคีคู่สัญญาประเทศหนึ่งที่มาเข้าเทียบท่าและใช้บริการที่ท่าเรือของประเทศภาคีคู่สัญญาอีกประเทศหนึ่ง
  3. การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเล การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบด้านการขนส่งทางทะเล รวมทั้งการส่งเสริมความปลอดภัยทางทะเลและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางทะเล

ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

  1. สามารถใช้ความตกลงฯ เป็นกรอบปฏิบัติในการอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน และระหว่างไทยกับจีน เพื่อให้มีความสะดวกรวดเร็วไม่ล่าช้า
  2. ประเทศไทยจะมีโอกาสได้รับทราบข้อมูลและเรียนรู้ประสบการณ์และวิธีปฏิบัติงานจากประเทศภาคีคู่สัญญาอื่น เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาการขนส่งทางทะเลของไทย

บันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน (ASEAN Memorandum of Understanding on Cooperation Relating to Aircraft Accident and Incident Investigation) มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. บันทึกความเข้าใจฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาความร่วมมือเพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการบิน
  2. การร่วมมือกันในการสอบสวนอุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของอากาศยาน การฝึกอบรมด้านการสอบสวน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความเชี่ยวชาญ

ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ

  1. การพัฒนาบุคลากรทางด้านการสอบสวนของประเทศไทยให้มีทักษะและความรู้ในวิชาชีพเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการเข้าสังเกตการณ์สอบสวนและ/หรือเข้าร่วมในการให้ความช่วยเหลือในการดำเนินการสอบสวน
  2. การเข้าร่วมการฝึกอบรม และสามารถร่วมใช้อุปกรณ์เครื่องมือ เช่น เครื่องอ่านบันทึกข้อมูล การบิน ซึ่งประเทศสมาชิกนั้นมีใช้อยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

32. เรื่อง ขอความเห็นชอบสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนโอลิมปิคฤดูร้อน ครั้งที่ 1 ปี 2010 (พ.ศ.2553)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนโอลิมปิคฤดูร้อน ครั้งที่ 1 ปี 2010 (พ.ศ.2553) ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานว่า เนื่องจากการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาเยาวชน โอลิมปิคฤดูร้อน ครั้งที่ 1 ปี 2010 (พ.ศ.2553) มีระยะเวลากระชั้นชิดมาก และการจัดทำเอกสารเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องมีหนังสือรับรองยืนยันตามที่คณะกรรมการโอลิมปิคสากลกำหนด ดังนั้น การจัดทำเอกสารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง อันจะแสดงให้เห็นถึงความพร้อม ความร่วมมือจากทุก ภาคส่วน ประกอบด้วย รัฐบาล หน่วยงานภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ซึ่งเป็นการยืนยันให้ความมั่นใจว่า หากกรุงเทพมหานครได้รับการคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพฯ ในปี 2010 (พ.ศ. 2553) และในระหว่าง 2 ปี ก่อนการแข่งขัน รัฐบาลและทุกภาคส่วนจะให้การสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนด


33. เรื่อง การลงนามพิธีสารแก้ไขความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างพิธีสารฉบับแก้ไขความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งกองทุนสุขภาพสัตว์อาเซียน (Protocol to amend the Agreement for the establishment of the ASEAN Animal Health Trust Fund)
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในพิธีสารฉบับแก้ไขความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งกองทุน ฯ และอนุมัติในหลักการว่าก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขในร่างพิธีสารฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญขอให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทน
  3. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ จัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในพิธีสารฯ ดังกล่าวข้างต้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า รัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียนได้ลงนามความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งกองทุน ขภาพสัตว์อาเซียนเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2549 ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 28 (28th AMAF) ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมความตกลงฯ ตามข้อเสนอของประเทศมาเลเซียและต่อมาในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 28 สมัยพิเศษ (Special SOM-28th AMAF) ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม 2550 ณ ประเทศสิงคโปร์ ที่ประชุมดังกล่าวได้เห็นชอบร่างพิธีสารแก้ไขความตกลงว่าด้วยการก่อตั้งกองทุนฯ โดยมีการปรับปรุงถ้อยคำให้มีความเหมาะสมและขอให้ประเทศสมาชิกขออนุมัติจากรัฐบาลเพื่อให้สามารถลงนามในร่างพิธีสารฯ ได้ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 29 (29thAMAF) ซึ่งกำหนดการประชุมระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2550 ณ กรุงเทพมหานคร

ร่างพิธีสารฯ มีสาระสำคัญคือ

  1. เพิ่มข้อความในมาตรา 2 ข้อ 4 ของความตกลงฯ คือ การบริจาคสมทบโดยประเทศสมาชิกหรือองค์กรระหว่างประเทศผู้ให้หรือจากแหล่งเงินอื่น ๆ ที่ไม่ระบุว่าให้ใช้สำหรับสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมใด ให้นำเงินนั้นเข้าบัญชีกองทุนเพื่อก่อให้เกิดรายได้ (Seed Fund Account)
  2. แก้ไข AnnexB ภายใต้ "III Procedures for Accessing the Fund" คือ จะจัดตั้งคณะกรรมการประเมินโครงการเพื่อประเมินโครงการในระดับการดำเนินงาน ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญเฉพาะในเรื่องปศุสัตว์จากประเทศสมาชิกอาเซียน

34. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย ครั้งที่ 10 ในประเทศไทย พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย ครั้งที่ 10 ในประเทศไทย พ.ศ. 2552ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ตอบรับเชิญ International Board of Asian Physisc Olympiad (APhO) ในการเป็นตัวแทนของประเทศในกลุ่มเอเชียในการรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย ครั้งที่ 10 ในประเทศไทย พ.ศ. 2552 ทั้งนี้ มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมฟิสิกส์ไทยและสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย ครั้งที่ 10 ปี พ.ศ. 2552


35. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างอาเซียนกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการระหว่างอาเซียนกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)
  2. เห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทน เป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจร่วมมือทางวิชาการระหว่างอาเซียนกับองค์การสุขภาพสัตว์โลก และอนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนามหากมีการแก้ไขในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่สาระสำคัญขอให้อยู่ในดุลยพินิจของเลขาธิการอาเซียน หรือผู้แทน
  3. เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทน เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าวข้างต้น

สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ มีดังนี้

  1. องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) จะสนับสนุนอาเซียนตามความเหมาะสมในเรื่อง การพัฒนามาตรการที่จะสนับสนุนการควบคุมป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ การวางแผนและจัดตั้งการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา การรายงานโรค ระบบข้อมูลสุขภาพสัตว์ และมาตรการเร่งด่วนรองรับการเกิดโรคระบาด การพัฒนามาตรฐานของการค้าปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ และสนับสนุนให้มีการจัดการฝึกอบรมทางด้านสัตวแพทย์เพื่อเป็นการพัฒนาหน่วยงานสัตว์แพทย์ รวมทั้งการซื้อสิ่งตีพิมพ์จาก OIEในราคาพิเศษ
  2. ประเทศสมาชิกอาเซียนและสำนักเลขาธิการอาเซียนจะให้การสนับสนุนบุคลากรที่จำเป็นแก่องค์การสุขภาพสัตว์โลกในการดำเนินกิจกรรมเท่าที่จะสามารถทำได้
  3. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และเอกสารที่อยู่ในความสนใจระหว่างกัน รวมทั้งการเชิญให้ส่งผู้แทนในฐานะผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมประ ชุม

ร่างบันทึกความเข้าใจฯ เป็นความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อช่วยเหลือการควบคุมโรคระบาดสัตว์ในระดับภูมิภาค ซึ่งไม่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องดำเนินตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทั้งนี้ ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้มีกำหนดจะลงนามในการประชุม 29 th AMAF ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม - 4 พฤศจิกายน 2550 ณ กรุงเทพมหานคร


36. เรื่อง ร่างกรอบความตกลงทั่วไประหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบในร่างกรอบความตกลงทั่วไประหว่างกระทรวงการคลัง กับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน
  2. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ ทำความตกลงกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน ตามกรอบความตกลงทั่วไป
  3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมาย ลงนามในกรอบความตกลงทั่วไปดังกล่าวกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศจีน

37. เรื่อง การลงนามกฎบัตรอาเซียน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

  1. เห็นชอบต่อร่างกฎบัตรอาเซียนซึ่งเป็นร่างล่าสุด อย่างไรก็ดี ร่างดังกล่าวอาจได้รับการปรับแก้ไขถ้อยคำบางส่วนโดยไม่กระทบต่อสาระสำคัญของกฎบัตรโดยคณะทำงานระดับสูงฯ
  2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 ที่ประเทศสิงคโปร์ ร่วมลงนามในร่างกฎบัตรอาเซียนในช่วงการประชุมสุดยอดดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎบัตรอาเซียนในเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ขอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ผู้ลงนามเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก
  3. ให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างกฎบัตรอาเซียนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติก่อนการลงนามของนายกรัฐมนตรีตามข้อ 2

สาระสำคัญของร่างกฎบัตรอาเซียน

  1. เป็นเครื่องมือในการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี ค.ศ. 2015 (พ.ศ. 2558) ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้
  2. ร่างกฎบัตรอาเซียนมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ด้าน ได้แก่
    • 2.1 ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่เคารพกฎกติกาในการดำเนินงาน โดย (ก) กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกที่ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในความตกลงต่าง ๆ ของอาเซียน (ข) สร้างกลไกสอดส่องดูแลการปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงต่าง ๆ ของอาเซียนโดยประเทศสมาชิก (ค) จัดให้มีกลไกระงับข้อพิพาทสำหรับทั้ง 3 เสาหลักของประชาคมอาเซียน และ (ง) ให้ผู้นำมีอำนาจตัดสินใจดำเนินมาตรการใด ๆ ในกรณีที่มีการละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรอย่างร้ายแรง เป็นต้น
    • 2.2 ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดย (ก) สร้างค่านิยมร่วมกัน เช่น การส่งเสริมประชาธิปไตย ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน การให้ประชาชนเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและการลดความยากจน (ข) จัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และ (ค) เปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงสมัชชารัฐสภาอาเซียน องค์กรภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรต่าง ๆ ของอาเซียนมากขึ้น
    • 2.3 ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการ (ก) กำหนดให้การตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของหลักฉันทามติต่อไปแต่เพิ่มความยืดหยุ่นโดยผู้นำสามารถตัดสินใจโดยวิธีการอื่นได้ในกรณีที่ไม่สามารถมี ฉันทามติ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตร หรือการกระทำใดที่ก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงต่ออาเซียน (ข) ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียน การจัดตั้งคณะมนตรีแห่งประชาคมความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม การเพิ่มอำนาจและความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการอาเซียนและเลขาธิการอาเซียน และการจัดตั้งสำนักผู้แทนถาวรของประเทศสมาชิกประจำอาเซียน (ค) การสร้างความยืดหยุ่นในการตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายใน (ง) ทำให้อาเซียนมีงบประมาณที่เพียงพอในการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน และ (จ) ให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียน ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีสถานะทางกฎหมาย มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสามารถกระทำการในนามของประเทศสมาชิกตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น

แต่งตั้ง


38. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้แต่งตั้ง นางสาวศรีสมร พุ่มสะอาด ผู้อำนวยการสำนัก (นักวิชาการศึกษา 9) สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่มีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ และต้องพ้นจากราชการเมื้อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (นักวิชาการศึกษา 10 ชช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2550 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 41 คน ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

1. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรเอกชน

1.1 นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์
1.2 นายวัชรินทร์ ศรีบุรินทร์

2. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

2.1 นายนุชากร มาศฉมาดล
2.2 นายนภดล ทองนพเก้า

3. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรวิชาชีพ

3.1 นายแพทย์อำนาจ กุสลานันท์
3.2 นางสาวพรจันทร์ สุวรรณชาต

4. กรรมการที่เป็นพระภิกษุซึ่งเป็นผู้แทนคณะสงฆ์

4.1 พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมมจิตโต)
4.2 พระเทพปริยัติวิมล (แสวง ธมเมสโก)

5. กรรมการที่เป็นผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

- นายสุริยา ปันจอร์

6. กรรมการที่เป็นผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น

6.1 ศาสตราจารย์มาโนช แจ้งมุข
6.2 นายสุเทพ สุริยาอมฤทธิ์

7. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 30 รายดังนี้ 1) ผู้ช่วยศาสตราจารย์เลขา ปิยะอัจฉริยะ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาปฐมวัย 2) ศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3) ศาสตราจารย์ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอุดมศึกษา 4) รองศาสตราจารย์ชนะ กสิภาร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอาชีวศึกษา 5) นายเจต ประภามนตรีพงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาเอกชน 6) นายอำพล จินดาวัฒนะ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาเฉพาะทาง 7) ศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาพิเศษ 8) นายทองอยู่ แก้วไทรฮะ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย 9) รองศาสตราจารย์พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา 10) นายสุวัฒน์ เงินฉ่ำ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารเขตพื้นที่การศึกษา 11) นายพนม พงษ์ไพบูลย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศาสนา 12) ศาสตราจารย์วิรุณ ตั้งเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวัฒนธรรม 13) นายสุทธินันท์ ปรัชญาพฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภูมิปัญญา 14) รองศาสตราจารย์ทองอินทร์ วงศ์โสธร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนโยบายและแผน 15) นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานและการประกันคุณภาพ 16) ศาสตราจารย์ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย 17) ศาสตราจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ การเงิน และงบประมาณ 18) ศาสตราจารย์ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 19) นายมานิจ สุขสมจิตร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสาร 20) นายประทีป วีระพัฒนนิรันดร์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 21) ศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตรและสหกรณ์ 22) นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาสังคม 23) นายประพล วิระพรสวรรค์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอุตสาหกรรม 24) รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเมืองการปกครอง 25) นายสมหมาย ปาริจฉัตต์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน 26) ศาสตราจารย์ธีรวุฒิ บุญยโสภณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 27) นายนิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านธุรกิจ 28) นายอมเรศ ศิลาอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร 29) นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านองค์กรเอกชน และ 30) นายไพฑูรย์ จัยสิน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬา กิจการเยาวชน ลูกเสือ ยุวกาชาด และเนตรนารี

3. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการทางการพิเศษแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้ แต่งตั้งนายนิกร บุญศรี เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแทนกรรมการที่ลาออก

4. ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของอธิบดี (นักบริหาร 10) (กระทรวงอุตสาหกรรม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายอนุสรณ์ เนื่องผลมาก อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมอุตสาหกรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 2) ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ

5. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้มอบหมายเป็นหลักการให้รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

6. แต่งตั้งผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอให้แต่งตั้ง นายสุชาติ ศิริโยธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2550 โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่เดือนละ 250,000 บาท และค่าตอบแทนผันแปรไม่เกิน ร้อยละ 30 ของค่าผลตอบแทนรวม

7. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรงการคลังเสนอให้แต่งตั้งนายอำพน กิตติอำพน และ นายนนทพล นิ่มสมบุญ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

8. การแต่งตั้งรองประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งนายจรัลธาดา กรรณสูต ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แทนนายบรรพต หงษ์ทอง และให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระที่ยังเหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป

9. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงพาณิชย์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้แต่งตั้งนายกรณรงค์ ฤทธิ์ฤาชัย รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมการค้าภายใน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป


ที่มา :สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี