สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
16 ตุลาคม 2550

วันนี้ (วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความปลอดภัยเอกชน พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ....
  6. เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้
  7. เรื่อง การยกร่างกฎหมายลำดับรองตามที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 บัญญัติให้ดำเนินการ
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 รวม 3 ฉบับ (ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำรายงานงบการเงินราย ไตรมาสงบประมาณประจำปีขององค์กรร่วม และการชำระเงินรายได้จากการผลิต ปิโตรเลียมให้แก่รัฐบาล
  9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลัง ของส่วนราชการ พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  12. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการกำหนดให้ของได้รับยกเว้นจากบทบังคับ ตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนด พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..)

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549
  2. เรื่อง การขออนุญาตย้ายสถานที่ตั้งและขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาล
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบการใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นเงินวิทยฐานะ
  4. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จังหวัดเชียงราย
  5. เรื่อง การขออนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมืองและการขอให้รัฐบาลรับภาระ โครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย
  6. เรื่อง การเลิกบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด
  7. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล : โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต
  8. เรื่อง ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีปรับโครงสร้างหนี้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรตามโครงการ บริหารจัดการลำไย ปี 2548
  9. เรื่อง ขออนุมัติกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  10. เรื่อง การเตรียมการจัดทำงบประมาณและการกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2552
  11. เรื่อง การแก้ไขปัญหาธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง
  12. เรื่อง การเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
  13. เรื่อง นโยบายสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม โครงการ "นักศึกษาอาสาสมัคร ประชาธิปไตย"
  14. เรื่อง การจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์กู้ภัย ให้แก่อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา
  15. เรื่อง สรุปเหตุการณ์นักท่องเที่ยวเสียชีวิตที่ถ้ำน้ำทะลุอุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  16. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการตรวจติดตามการให้ความช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ)
  17. เรื่อง สรุปมติคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข ครั้งที่ 4/2550
  18. เรื่อง คณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อ สิทธิขายเสียง
  19. เรื่อง รายงานสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากบริเวณถ้ำน้ำทะลุ

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง การลงนามในร่างปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS
  2. เรื่อง ขออนุมัติลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง ราชอาณาจักรกัมพูชาสำหรับการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (ACMECS Single Visa)
  3. เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่ง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยโครงการก่อสร้างถนนสาย 13 เหนือ - ถนนสังคโลก (เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)
  4. เรื่อง ขออนุมัติลงนามข้อตกลงในการดำเนินการขนส่งทางถนนเพื่อการท่องเที่ยวระหว่างลาว -ไทย-เวียดนาม
  5. เรื่อง การรับรองสถานะสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงเป็นองค์การ ระหว่างประเทศ
  6. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2554

การศึกษา

  1. เรื่อง การปรับสถานภาพวิทยากรสอนศาสนาอิสลามเป็นพนักงานราชการ

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ
    2. อนุมัติเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงการ ท่องเที่ยวและกีฬา)
    3. การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
    4. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร
    5. แต่งตั้งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
    6. แต่งตั้งคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย
    7. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก
    8. การแต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
    9. การมอบหมายให้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
    10. การรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    11. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอว่า โดยที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ได้แก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ซึ่งนำความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับจะต้องมีการแก้ไขบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง เพื่อให้เป็นไปตามหลักการเดียวกันกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยไม่มีการจับ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลได้ (เพิ่มเติมมาตรา 7 วรรคสอง (ร่างมาตรา 3))
  2. กำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวและพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขัง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับการขอให้ศาลออกหมายขัง (แก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตรา 8 (ร่างมาตรา 4))
  3. กำหนดให้กรณีที่ผู้ต้องหาซึ่งมิได้ถูกควบคุมตัวให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยไม่ต้องทำการสอบสวนได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 20 (ร่างมาตรา 5))
  4. กำหนดให้ประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รักษาการตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 รวมทั้งให้มีอำนาจออกข้อบังคับหรือกฎกระทรวงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 23 (ร่างมาตรา 6))

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความปลอดภัยเอกชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการรักษาความปลอดภัยเอกชน พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีที่เห็นว่าการกำหนดให้การประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต้องขอรับใบอนุญาต รวมทั้งต่ออายุใบอนุญาตทุก 3 ปี อาจไม่คล่องตัวและเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจ จึงสมควรพิจารณาแนวทางกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เช่น การขึ้นทะเบียนและกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบที่เหมาะสมแทนการขอรับใบอนุญาต รวมทั้งรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอว่า

1. เมื่อปี 2544 ได้นำร่างพระราชบัญญัติการรักษาความปลอดภัยเอกชน พ.ศ. .... เสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสังเกตว่า การจัดสัมมนาหาความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ในการแก้ไขปัญหาการประทุษร้ายต่อทรัพย์ฯ ไม่มีการเชิญองค์กรอิสระที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ ซึ่งไม่เป็นไปตามเหตุผลในการร่างพระราชบัญญัติและไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนด นอกจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผู้แทนจากองค์กรอิสระที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมเป็นคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยเอกชน และยังไม่มีบทบัญญัติเรื่องสิทธิของผู้บริโภคและบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือร่างกาย ซึ่งควรได้รับการพิจารณาชดใช้ในเบื้องต้น

2. ได้ดำเนินการจัดประชุมสัมมนาผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมกับนำข้อสังเกตของนายกรัฐมนตรี ตามข้อ 1 มาพิจารณาเป็นหลักการในการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติรักษาความปลอดภัยเอกชน พ.ศ. .... แล้ว

3. ปัจจุบันได้มีธุรกิจให้บริการการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลทั่วประเทศ จำนวนกว่า 3,000 บริษัท มีบุคคลที่รับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยประมาณ 200,000 คน สามารถให้ความช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง โดยที่ธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัยมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่และผลประโยชน์ของประชาชน แต่ธุรกิจดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในด้านนี้มีความชัดเจนและเป็นไปในทิศทางและมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เป็นที่ยอมรับและเป็นผลดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั้งที่เป็นผู้บริโภคและประชาชน โดยทั่วไปเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่มีกฎหมายรองรับธุรกิจในเรื่องนี้ จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญของร่างกฎหมาย ดังนี้

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการรักษาความปลอดภัยเอกชน เรียกโดยย่อว่า "ครปอ." ประกอบด้วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนจากสมาคมเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพการรักษาความปลอดภัยสามคนเป็นรองประธานกรรมการและกรรมการแล้วแต่จะตกลงกัน กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนหกคน โดยให้แต่งตั้งจากผู้แทนองค์กรอิสระที่เป็นตัวแทนผู้บริโภคสองคน และผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยอย่างน้อยสองคน โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 6 และร่างมาตรา 10 ถึงร่างมาตรา 12)
  2. กำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 13)
  3. กำหนดให้มีคณะกรรมการทะเบียนธุรกิจรักษาความปลอดภัยกรุงเทพมหานคร และคณะกรรมการทะเบียนธุรกิจรักษาความปลอดภัยเอกชนจังหวัด โดยมีองค์ประกอบตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 14)
  4. กำหนดให้การประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต้องได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และกำหนดคุณสมบัติของผู้ขอรับใบอนุญาต (ร่างมาตรา 17 และร่างมาตรา 18)
  5. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยต้องรับประกันความเสียหายให้กับบุคคลที่ได้รับความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย (ร่างมาตรา 20 และร่างมาตรา 22)
  6. กำหนดอายุใบอนุญาตการประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้ หลักเกณฑ์และวิธีการขอต่ออายุใบอนุญาต และการอุทธรณ์ขอต่ออายุใบอนุญาต (ร่างมาตรา 23 ถึงร่างมาตรา 27)
  7. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพิกถอนใบอนุญาต การอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 28 ถึงร่างมาตรา 30)
  8. กำหนดให้การเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการทะเบียน และกำหนดคุณสมบัติของพนักงานรักษาความปลอดภัย (ร่างมาตรา 33 และร่างมาตรา 34)
  9. กำหนดให้เครื่องหมายแสดงการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยต้องเป็นไปตามแบบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 35)
  10. กำหนดอายุใบอนุญาตการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย และกำหนดให้การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาตต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 37)
  11. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการอุทธรณ์คำสั่งไม่ต่ออายุใบอนุญาต และคำสั่งลงโทษพนักงานรักษาความปลอดภัย และการเพิกถอนใบอนุญาต (ร่างมาตรา 38 และร่างมาตรา 39 ถึงร่างมาตรา 41)
  12. กำหนดให้พนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมาย โดยมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 43)
  13. ให้มีกองทุนสวัสดิการผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัยและผู้มีวิชาชีพรักษาความปลอดภัย ประกอบด้วยเงินที่ "ครปอ." จัดสรรให้ประจำปี เงินสนับสนุนจากรัฐและทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค และให้คณะกรรมการจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้ สำหรับการฝึกอบรมแก่พนักงานรักษาความปลอดภัย (ร่างมาตรา 48 และร่างมาตรา 49)
  14. บทกำหนดโทษกรณีมีการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 50 ถึงร่างมาตรา 57)
  15. กำหนดบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัยและการเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 58 ถึงร่างมาตรา 61)

3. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งว่า

1. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. .... เสร็จแล้ว เห็นว่าหลักการอันเป็นสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้สมควรได้รับการพิจารณาโดยรอบคอบ กล่าวคือ หลักการตามร่างของกระทรวงพาณิชย์เป็นการจัดระบบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งทุกประเภท ทั้งที่เจตนารมณ์ในการให้มีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เพื่อแก้ไขปัญหาการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งสมัยใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งแบบดั้งเดิม ทั้งยังกำหนดมาตรการบางอย่างซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน และได้กำหนดให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการตามร่างพระราชบัญญัติเกินขอบเขตความจำเป็น ซึ่งเป็นการที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้มอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารมาดำเนินการเอง โดยไม่มีขอบเขตอันผิดหลักการมอบอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติที่ให้แก่ฝ่ายบริหาร รวมทั้งไม่ได้กำหนดกลไกที่จะสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งแบบดั้งเดิมอย่างเป็นรูปธรรมและเหมาะสม

2. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) จึงได้ปรับแก้หลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสียใหม่ทั้งฉบับ สรุปได้ดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "ธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง" หมายความว่า กิจการค้าปลีกหรือกิจการค้าส่งซึ่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ส่วนบุคคลหรือใช้ในครัวเรือน ในชีวิตประจำวัน เป็นส่วนใหญ่ (ร่างมาตรา 3)
  2. พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น และธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งเกี่ยวกับสินค้าบางประเภท (ร่างมาตรา 4 และร่างมาตรา 5)
  3. ให้มีคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการค้าภายในเป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย มาตรการและแผนการจัดระบบการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง รวมทั้งเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายสนับสนุนส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งรายย่อยดั้งเดิมให้มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายธุรกิจเพื่อลดต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง ให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเข้มแข็ง (ร่างมาตรา 7 และร่างมาตรา 12)
  4. ให้จัดตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งในกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่ปฏิบัติงานธุรการของคณะกรรมการ (ร่างมาตรา 15)
  5. ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดให้การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เป็นธุรกิจที่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจ (ร่างมาตรา 20)
  6. กำหนดโทษทางอาญา และความผิดในบางกรณีให้คณะกรรมการมีอำนาจเปรียบเทียบได้ และเมื่อได้มีการชำระค่าปรับตามที่คณะกรรมการได้เปรียบเทียบแล้วให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ร่างมาตรา 34 ถึงร่างมาตรา 42)

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. .... พร้อมกับความเห็นและข้อสังเกตของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับได้พิจารณาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 205/2549 เรื่อง การจัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2549 แล้ว เห็นสมควรปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสียใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนเหมาะสม และสอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในที่มีอยู่ในปัจจุบัน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 205/2549 รวมทั้งมุ่งเน้นการอำนวยการและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรให้เกิดประสิทธิภาพและกระทบสิทธิและเสรีภาพของบุคคลเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้ โดยได้ตัดอำนาจพิเศษที่กำหนดตามร่างเดิมออกทั้งหมด เพราะอำนาจพิเศษเหล่านั้นเป็นมาตรการเดียวกับพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉะนั้น เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนในการใช้อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ จึงปรับปรุงร่างใหม่ทั้งหมด โดยให้ กอ.รมน. มีหน้าที่ในการป้องกันและระวังเหตุเบื้องต้น แต่หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นก็ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่ในการระงับเหตุโดยมิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.

ร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ให้จัดตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เรียกโดยย่อว่า "กอ.รมน." ขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ร่างมาตรา 5)
  2. ให้ กอ.รมน. มีฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีวิธีการปฏิบัติราชการ การบริหารงาน การจัดโครงสร้างการแบ่งส่วนงาน และอำนาจหน้าที่ของส่วนงานภายใน กอ.รมน. ตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ร่างมาตรา 5 วรรคสอง) โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ผู้บัญชาการทหารบกเป็นรองผู้อำนวยการ และเสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการฯ (ร่างมาตรา 5 วรรคสาม และวรรคหก)
  3. กำหนดให้ กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด และถ้ามีความจำเป็นต้องใช้อำนาจหรือหน้าที่ตามกฎหมายใดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่หรือความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐใด ให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ใน กอ.รมน. เป็นเจ้าพนักงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนั้น หรือมีมติให้หน่วยงานของรัฐนั้นมอบอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบตามกฎหมายในเรื่องดังกล่าวให้ กอ.รมน. ดำเนินการแทนหรือมีอำนาจดำเนินการด้วยภายในพื้นที่และภายในระยะเวลาที่กำหนด (ร่างมาตรา 6)
  4. ให้ผู้อำนวยการมอบอำนาจให้ ผอ.รมน.ภาค ผอ.รมน. จังหวัด หรือผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติแทนได้ (ร่างมาตรา 7)
  5. ให้หน่วยงานของรัฐจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน. ตามที่ผู้อำนวยการร้องขอ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. (ร่างมาตรา 8)
  6. ให้มีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง และให้เลขาธิการ กอ.รมน. เป็นกรรมการ และเลขานุการ และให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด (ร่างมาตรา 9)
  7. กำหนดให้ในกรณีที่จำเป็น คณะกรรมการโดยข้อเสนอแนะของผู้อำนวยการจะมีมติให้กองทัพภาคจัดให้มีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เรียกโดยย่อว่า "กอ.รมน.ภาค" ก็ได้ โดยให้ กอ.รมน.ภาค เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กอ.รมน. โดยมีแม่ทัพภาคเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค และให้มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค (ร่างมาตรา 10 และร่างมาตรา 11)
  8. กำหนดให้ ผอ.กอ.รมน.ภาค โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการจะตั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด เรียกโดยย่อว่า "กอ.รมน.จังหวัด" ขึ้นในจังหวัดที่อยู่ในเขตกองทัพภาคเป็นหน่วยขึ้นตรงต่อ กอ.รมน.ภาค มีหน้าที่ตามที่กำหนด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.รมน. จังหวัด และให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา กอ.รมน.จังหวัด (ร่างมาตรา 12 และร่างมาตรา 13)
  9. ในกรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบในการป้องกันปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรนั้นภายในพื้นที่ที่กำหนดได้ โดยให้ กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด โดยคณะรัฐมนตรีมีอำนาจออกข้อกำหนดเพื่อให้ใช้อำนาจพิเศษบางประการเกี่ยวกับการควบคุมดูแลพื้นที่ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ (ร่างมาตรา 14 ถึงร่างมาตรา 17)
  10. ในกรณีที่มีการกระทำความผิดภายในเขตพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ กอ.รมน. ดำเนินการ และปรากฏว่าผู้ต้องหาคนใดได้กระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนดเพราะหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้กำหนดมาตรการเพื่อการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหานั้นกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร โดยให้มีการ อบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด (ร่างมาตรา 19)
  11. กำหนดมาตรการคุ้มครองความเสียหายให้แก่ประชาชนผู้สุจริตและกำหนดสิทธิประโยชน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่ภายในพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ กอ.รมน.ดำเนินการ โดยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต ทุพพลภาพพิการ หรือสูญเสียอวัยวะ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่นอกจากนั้นยังคุ้มครองพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ถ้าได้กระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นคำสั่ง ที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ และให้นำไปใช้บังคับกับผู้ที่ช่วยเหลือพนักงานเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พระราชบัญญัตินี้ด้วยโดยอนุโลม (ร่างมาตรา 20 ถึงร่างมาตรา 23)
  12. บทกำหนดโทษเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 17 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ร่างมาตรา 24)
  13. กำหนดบทเฉพาะกาลให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และอัตรากำลัง กอ.รมน. ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 205/2549 ฯ มาเป็นของ กอ.รมน. ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่จัดตั้งตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 207/2549 ฯ เป็นศูนย์อำนวยการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 25 และร่างมาตรา 26)

5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. .... ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอว่า โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 296 บัญญัติให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวัน ทั้งนี้ นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 295 มีผลใช้บังคับ ซึ่งขณะนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2550 แล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญของร่างกฎหมายดังนี้

  1. กำหนดให้พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (ร่างมาตรา 2)
  2. กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 (ร่างมาตรา 3)

6. เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ดังนี้

1. ประกาศ เรื่องการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา มีสาระสำคัญ ให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ทุกอำเภอของจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ออกไปอีกเป็นเวลาสามเดือน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป

2. ประกาศ เรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ มีสาระสำคัญดังนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข หรือระงับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 45 และมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้บรรดาประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 และตามประกาศ เรื่อง การจัดตั้งหน่วยงานพิเศษ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2550 ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป

3. ประกาศ เรื่อง การให้ประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ มีสาระสำคัญดังนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติการป้องกัน แก้ไข หรือระงับสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 และมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 45 และมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย นายกรัฐมนตรีจึงมีมติให้บรรดาประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดขึ้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา ลงวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 1/2550 เรื่อง การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2550 และตามประกาศขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ดังกล่าวเท่าที่ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ในวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป จนกว่านายกรัฐมนตรีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป


7. เรื่อง การยกร่างกฎหมายลำดับรองตามที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 บัญญัติให้ดำเนินการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกา ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. ....
  2. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนพัฒนาและงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พ.ศ. ....
  3. เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. .... และ
  4. เห็นชอบแนวทางในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาและงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยในปีงบประมาณ 2551 ให้ดำเนินโครงการทดลองนำร่องในพื้นที่ครึ่งหนึ่งของจำนวนจังหวัดทั้งหมด และดำเนินการให้ครบทุกจังหวัดในปีงบประมาณ 2552 เป็นต้นไป

สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอว่า ได้ดำเนินการยกร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีตามข้อ 1-3 ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 วรรคหนึ่ง มาตรา 40/1 วรรคหนึ่งมาตรา 52 วรรคสาม มาตรา 53/1 วรรคสามและมาตรา 53/2 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 และได้นำเสนอ ก.พ.ร. พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบด้วยกับร่างกฎหมายลำดับรองทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว และโดยที่มาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ได้บัญญัติระยะเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการมอบอำนาจไว้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาไม่เกิน 60 วัน (14 พฤศจิกายน 2550) นับแต่วันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ประกอบกับเพื่อให้การจัดทำและแปลงแผนพัฒนาและงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามร่างพระราชกฤษฎีกาในข้อ 2 รวมทั้งเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของจังหวัดในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดและงบประมาณจังหวัด จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกา และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี มีดังนี้

1. ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

2. ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนพัฒนาและงบประมาณของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

3. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้


8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 รวม 3 ฉบับ (ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำรายงานงบการเงินรายไตรมาส งบประมาณประจำปีขององค์กรร่วม และการชำระเงินรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมให้แก่รัฐบาลทั้งสอง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำรายงานงบการเงินรายไตรมาส) , ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวการเสนองบประมาณ) และ ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 (กำหนดหลักเกณฑ์การชำระเงินรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมให้แก่รัฐบาลทั้งสอง) รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงพลังงานเสนอว่า

  1. รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีความตกลงร่วมกับรัฐบาลแห่งมาเลเซียว่าด้วยธรรมนูญและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรร่วมไทย - มาเลเซียฉบับลงนามเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2533 และตามพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 องค์กรร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคล สรวมสิทธิและรับผิดชอบแทนรัฐบาลทั้งสองในการสำรวจและแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตในพื้นที่พัฒนาร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปิโตรเลียม
  2. คณะอนุกรรมการพิจารณาทบทวนและปรับปรุงกฎกระทรวงภายใต้พระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 ซึ่งฝ่ายไทยนำโดยอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (กระทรวงพลังงาน) และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ฝ่ายมาเลเซียนำโดย Solicitor General, Attorney - General's Chambers และผู้แทนจาก Tax Analysis Division of Ministry of Finance, Economic Planning Unit of Prime Minister's Department และบริษัท Petroliam Nasional Berhad (Petronas) ได้ร่วมกันพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎกระทรวงจำนวน 3 ฉบับ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2536) กฎกระทรวงฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2536) และกฎกระทรวงว่าด้วยการชำระค่าภาคหลวงและรายได้อื่น ๆ จากการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ พ.ศ. 2547 ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 ที่ฝ่ายบริหารองค์กรร่วมจัดทำขึ้นแล้ว และเห็นควรให้เสนอต่อคณะกรรมการองค์กรร่วมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
  3. ในการประชุมองค์กรร่วม ครั้งที่ 72 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2550 คณะกรรมการองค์กรร่วมได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างกฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับ และได้จัดส่งร่างฉบับภาษาอังกฤษมายังกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาและดำเนินการนำเสนอต่อรัฐบาลไทย เพื่อออกเป็นกฎกระทรวงบังคับใช้ต่อไป
  4. กระทรวงพลังงานพิจารณาแล้ว เห็นว่าร่างกฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับที่จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง 3 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำรายงานงบการเงินรายไตรมาส งบประมาณประจำปีขององค์กรร่วม และการชำระเงินรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมให้แก่รัฐบาลทั้งสอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะช่วยให้องค์กรร่วมสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม ประหยัด คล่องตัวและเป็นไปอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้การบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ ให้แก่รัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมควรดำเนินการออกเป็นกฎกระทรวงเพื่อใช้บังคับต่อไป

จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำรายงานงบการเงินรายไตรมาส) มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้เมื่อสิ้นสุดไตรมาส ให้องค์กรร่วมจัดทำงบการเงินเสนอต่อรัฐบาลแต่ละฝ่ายภายในไตรมาสถัดไป (ร่างข้อ 5 (1))
  2. ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวการเสนองบประมาณ) มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ ในการเสนองบประมาณนั้น ให้เสนอไปพร้อมกับรายละเอียดของแต่ละรายการในงบประมาณ โดยไม่ต้องมีหรือจัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านการเงินและบัญชีเพื่อให้ข้อเสนอแทน (ร่างข้อ 2)
  3. ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติองค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย พ.ศ. 2533 (กำหนดหลักเกณฑ์การชำระเงินรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมให้แก่รัฐบาลทั้งสอง) มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ในกรณีที่องค์กรร่วมได้รับรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมเป็นเงินริงกิตหรือเงินบาท หากได้รับการร้องขอจาก Economic Planning Unit of the Prime Minister's Department ในกรณีของมาเลเซีย หรือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในกรณีของราชอาณาจักรไทย องค์กรร่วมอาจชำระเงินจากรายได้ดังกล่าวแก่รัฐบาลแห่งมาเลเซีย หรือรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นเงินริงกิต หรือเงินบาท แล้วแต่กรณี (เพิ่มความเป็นร่างข้อ 10/1)

9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2550 และวันที่ 28 สิงหาคม 2550 ให้ส่วนราชการดำเนินการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานโดยรวมของส่วนราชการและมีงบประมาณรองรับ รวมทั้งมีมาตรการจูงใจให้ข้าราชการซึ่งลาออกจากราชการได้รับเงินช่วยจากทางราชการ กระทรวงการคลังจึงได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว โดยยกร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว และเสนอมาเพื่อดำเนินการ

ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดลักษณะของส่วนราชการที่จะเข้าร่วมมาตรการปรับปรุงอัตรากำลังของส่วนราชการ (โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด) ดังนี้
    • เป็นส่วนราชการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ส่วนราชการปรับเปลี่ยนสถานภาพโดยออกจากระบบราชการ
    • เป็นส่วนราชการที่ประสงค์จะยุบเลิกบางภารกิจ
    • เป็นส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเกิน
    • เป็นส่วนราชการที่มีจำนวนข้าราชการอายุตั้งแต่ห้าสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปมากกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนข้าราชการทั้งหมดของส่วนราชการ
  2. กำหนดคุณสมบัติของข้าราชการที่จะเข้าร่วมมาตรการฯ โดยต้องมีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือมีเวลาราชการตั้งแต่ยี่สิบห้าปีขึ้นไป และไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการ ไม่เป็นผู้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการประเภทนั้น ๆ ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญาในการไปศึกษา ฝึกอบรม ไม่เป็นข้าราชการผู้รับผิดชอบงานโครงการสำคัญของส่วนราชการเข้าร่วมมาตรการ ไม่เป็นข้าราชการผู้มีผลงานดีเด่นและได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนปีละสองขั้นไม่น้อยกว่าสองครั้งภายในระยะเวลาห้าปีจนถึงวันเข้าร่วมมาตรการ เป็นต้น
  3. กำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือข้าราชการที่เข้าร่วมมาตรการ = (จำนวนปีของเวลาราชการที่เหลือ + 8) X (เงินเดือนเดือนสุดท้าย + เงินประจำตำแหน่ง (ถ้ามี)) ทั้งนี้ เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินสิบห้าเท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้าย
  4. กำหนดให้ข้าราชการซึ่งจะเข้าร่วมมาตรการต้องมีอายุตั้งแต่ห้าสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือมีเวลาราชการตั้งแต่ยี่สิบห้าปีขึ้นไป ทั้งนี้ ให้นับถึงวันที่ได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการตามมาตรการและมีเวลาราชการที่เหลือไม่น้อยกว่าหนึ่งปี
  5. กำหนดให้พระราชกฤษฎีกานี้ผลใช้บังคับตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ถึง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2556

10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยกเลิกการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

1. ตัดหลักการเรื่องการขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินบางส่วนออกไป ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่มิได้กำหนดให้มีการขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินบางส่วนได้ หากแต่มุ่งประสงค์ให้การยกเลิกการจัดสรรที่ดินต้องเป็นการยกเลิกการจัดสรรที่ดินทั้งหมดทุกแปลง

2. แก้ไขรายการเอกสารหลักฐานที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องยื่นประกอบคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินในกรณีที่ยังไม่ได้จำหน่ายที่ดินจัดสรร เป็นให้ยื่นแผนผังแสดงที่ดินแปลงบริการสาธารณะ และแผนผังแสดงส่วนสาธารณูปโภค เพื่อให้ได้แผนผังแสดงที่ดินแปลงบริการสาธารณะและที่ดินแปลงสาธารณูปโภคทุกแปลงที่จะต้องพ้นจากการจัดสรรที่ดิน และเพื่อให้สอดคล้องกับการตัดหลักการการขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินบางส่วนออกไป (ร่างข้อ 2)

3. ส่วนกรณีที่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรรแล้ว ได้แก้ไขรายการเอกสารหลักฐานที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องยื่นประกอบคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน โดยตัดรายการหนังสือแสดงความยินยอมให้ยกเลิกการจัดสรรที่ดินของผู้ซื้อที่ดินจัดสรรทุกราย เพราะการกำหนดเช่นว่านี้เป็นภาระแก่ผู้จัดสรรที่ดินและมีผลให้การขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เลย เป็นให้ยื่นแผนผังแสดงจำนวนที่ดินแปลงย่อยที่จำหน่ายแล้วและยังไม่ได้จำหน่ายและเนื้อที่ของแต่ละแปลง และรายการแผนผังแสดงที่ดินแปลงบริการสาธารณะและแผนผังแสดงส่วนสาธารณูปโภค เพื่อให้สอดคล้องกับการตัดหลักการการยกเลิกฯ ดังกล่าว(ร่างข้อ 8)

4. เพิ่มรายละเอียดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ต้องปิดประกาศพร้อมกับคำขอยกเลิกจัดสรรที่ดินทั้งในกรณีที่ยังไม่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรรและในกรณีที่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรรแล้ว โดยกำหนดให้ต้องปิดประกาศวิธีการ และระยะเวลาการยื่นคำคัดค้านคำขอยกเลิกจัดสรรที่ดิน เพื่อคุ้มครองให้ผู้มีส่วนได้เสียและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ทราบถึงวิธีการและระยะเวลาการยื่นคำคัดค้านคำขอยกเลิกจัดสรรที่ดินและแก้ไขสถานที่ปิดประกาศ (ร่างข้อ 3 และร่างข้อ 9)

5. ในขั้นตอนที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องประกาศการขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินในหนังสือพิมพ์และแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบ

5.1 กรณีที่ยังไม่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรรนั้น ได้ตัดการกำหนดให้ต้องแนบแผนผังแสดงที่ดินแปลงย่อยและเนื้อที่ของแต่ละแปลง และที่ดินแปลงสาธารณะที่ประสงค์จะให้พ้นจากการจัดสรรที่ดิน และแผนผังส่วนสาธารณูปโภคที่พ้นจากภาระจำยอมออกไป และตัดการกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องแจ้งการแสดงเจตนาในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินจัดสรรเมื่อยกเลิกการจัดสรรที่ดิน รวมทั้งได้เพิ่มรายละเอียดที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องประกาศในหนังสือพิมพ์ และแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบด้วย และเพิ่มข้อกำหนดในการแจ้งเป็นหนังสือว่าให้กระทำโดยส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังภูมิลำเนาของผู้มีส่วนได้เสียหรือตามที่อยู่ที่ปรากฏในสารบบของที่ดินแปลงนั้น (ร่างข้อ 4)

5.2 ส่วนกรณีที่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรร ได้ตัดการกำหนดให้ต้องแนบแผนผังแสดงที่ดินแปลงย่อยและเนื้อที่ของแต่ละแปลง และที่ดินแปลงสาธารณะที่ประสงค์จะให้พ้นจากการจัดสรรที่ดิน และแผนผังส่วนสาธารณูปโภคที่พ้นจากภาระจำยอมออกไป และตัดการกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดินต้องแจ้งการแสดงเจตนาในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินจัดสรรเมื่อยกเลิกการจัดสรรที่ดิน รวมทั้งได้เพิ่มรายละเอียดที่ผู้จัดสรรที่ดินต้องประกาศในหนังสือพิมพ์ และแจ้งให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรและผู้มีส่วนได้เสียทราบด้วย และได้กำหนดให้ต้องระบุวิธีการและระยะเวลาการยื่นคำคัดค้านคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน และเพิ่มข้อกำหนดในการแจ้งเป็นหนังสือว่าให้กระทำโดยส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังภูมิลำเนาของผู้มีส่วนได้เสียหรือตามที่อยู่ที่ปรากฏในสารบบของที่ดินแปลงนั้น (ร่างข้อ 10)

6. เพิ่มขั้นตอนให้ผู้จัดสรรที่ดินนำหลักฐานการประกาศในหนังสือพิมพ์และการแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และผู้มีส่วนได้เสียมายื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา ภายในสามสิบวันนับแต่วันยื่นคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน และกำหนดให้อำนาจเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาสั่งยกเลิกเรื่องขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน หากผู้จัดสรรที่ดินไม่นำหลักฐานมายื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา ส่วนในกรณีที่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรรนั้น ได้เพิ่มเติมข้อกำหนดให้ผู้จัดสรรที่ดิน ต้องยื่นหลักฐานการทำข้อตกลงเกี่ยวกับสาธารณูปโภคระหว่างผู้จัดสรรที่ดินและผู้ซื้อที่ดินจัดสรรคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน (ร่างข้อ 5 และร่างข้อ 11)

7. ตัดกำหนดเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัด และตัดกำหนดเวลาในการพิจารณาคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินในกรณีที่มีคำคัดค้านของผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินซึ่งมิใช่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร

8. แก้ไขหมวด 3 การดำเนินการเมื่อยกเลิกการจัดสรรที่ดิน โดยได้แยกกำหนดการจดแจ้งในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในกรณีที่ยังไม่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรร ก็ให้จดแจ้งว่า "ที่ดินแปลงนี้ได้ยกเลิกการจัดสรรที่ดินแล้ว" ส่วนกรณีที่มีการจำหน่ายที่ดินจัดสรรแล้ว ได้แยกการจดแจ้งเป็นสามกรณี คือ (1) ที่ดินแปลงที่ไม่ใช่แปลงสาธารณูปโภค ให้จดแจ้งว่า "ที่ดินแปลงนี้ได้ยกเลิกการจัดสรรที่ดินแล้ว" (2) ที่ดินแปลงที่เป็นแปลงสาธารณูปโภคที่มีข้อตกลงให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรยังใช้ประโยชน์ต่อไป ให้จดแจ้งว่า "ที่ดินแปลงนี้ได้ยกเลิกการจัดสรรที่ดินแล้วแต่ยังคงมีภาระ จำยอมอยู่ตามข้อตกลง" (3) ที่ดินแปลงที่เป็นแปลงสาธารณูปโภคที่ไม่มีข้อตกลงให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรได้ใช้ประโยชน์ต่อไป ให้จดแจ้งว่า "ที่ดินแปลงนี้ได้ยกเลิกการจัดสรรที่ดินแล้วและพ้นจากภาระจำยอม"


11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด -(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงยุติธรรมรายงานว่า เนื่องจากสารระเหยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหยเป็น ยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและเป็นยาเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดด้วย จึงสมควรให้ผู้เสพหรือผู้ติดสารระเหยได้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดเช่นเดียวกับผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ แต่โดยที่กฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด พ.ศ. 2546 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ยังมิได้กำหนดให้ครอบคลุมถึงสารระเหย ดังนั้น เพื่อให้สามารถนำผู้เสพหรือผู้ติดสารระเหยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามหลักการเดิมที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และกระทรวงยุติธรรมได้แก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเรียบร้อยแล้ว มาเพื่อดำเนินการ

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และปริมาณของยาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้เพิ่ม "(4) สารระเหยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย" ในข้อ 1 แห่งกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภทและปริมาณของยาเสพติด พ.ศ. 2546


12. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับยกเว้นจากบทบังคับ ตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับยกเว้นจากบทบังคับ ตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติ ที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังรายงานว่า การขอให้สิทธิยกเว้นอากรขาเข้าตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 10 ในพิธีสารจะต้องมีข้อผูกพันในเรื่องการยกเว้นอากรนำเข้าด้วย แต่กรณีของกรมโรงงานอุตสาหกรรมในพิธีสารมอนทรีออลที่ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก มิได้มีข้อผูกพันดังกล่าว จึงไม่อาจยกเว้นอากรตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 10 เห็นควรออกเป็นประกาศเพื่อให้การยกเว้นอากรมีผลในทางปฏิบัติ จึงได้เสนอร่างประกาศดังกล่าวรวม 2 ฉบับ มาเพื่อดำเนินการ

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้เครื่องมือและอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นของตามพิกัดประเภทใดซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม นำเข้ามาหรือสั่งให้นำเข้ามาเพื่อใช้ภายใต้โครงการเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Thailand National CFCs Phaseout Plan) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2547 และวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2549 ทั้งนี้ สำหรับการนำเข้าตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2547 ได้รับการยกเว้นอากรขาเข้า
  2. กำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการขอยกเว้นอากร

ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้ของได้รับยกเว้นจากบทบังคับ ตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) มีสาระสำคัญ ดังนี้

กำหนดให้ของที่ได้รับการยกเว้นอากร ตามร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) ได้รับการยกเว้นจากบทบังคับตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 หากได้โอนของนั้นไปเป็นของส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจเฉพาะที่เป็นองค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล หรือกิจการของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งกิจการนั้น ในลักษณะให้โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือค่าภาระติดพัน สำหรับการโอนตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


เศรษฐกิจ


13. เรื่อง การเพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ผ่อนผันการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในสังกัดการบังคับบัญชา หรือการกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าว ดังนี้

  1. การแต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference :TOR) และร่างเอกสารประกวดราคาก่อนเริ่มการจัดหาพัสดุตามระเบียบฯ ข้อ 8 (1) เห็นควรผ่อนผันให้การจัดหาพัสดุในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท หรืองานก่อสร้างในโครงการที่มีแบบและข้อกำหนดในการก่อสร้างที่เป็นมาตรฐานไว้แล้ว ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงานที่จัดหาพัสดุจะแต่งตั้งคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference :TOR) และร่างเอกสารประกวดราคาหรือไม่ก็ได้ แต่ต้องนำร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference :TOR) และร่างเอกสารประกวดราคาดังกล่าวเผยแพร่ทาง Website ของหน่วยงานหรือของกรมบัญชีกลางเพื่อให้สาธารณชนเสนอแนะหรือวิจารณ์
  2. การแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา ตามระเบียบฯ ข้อ 8 (3) เห็นควรผ่อนผันให้การจัดหาพัสดุในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท ให้มีคณะกรรมการไม่น้อยกว่า 3 คน แต่ไม่เกิน 7 คน จะมีคณะกรรมการบุคคลภายนอกหรือไม่ก็ได้ โดยให้บุคลากรของหน่วยงานที่จะจัดหาพัสดุเป็นเลขานุการ กรณีการจัดหาในวงเงินเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป ให้เจ้าหน้าที่พัสดุหรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นในหน่วยงานนั้นเป็นกรรมการและเลขานุการ และจะแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการด้วยหรือไม่ก็ได้
  3. การแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา การคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง และการกำหนดวัน เวลา สถานที่เสนอราคา ผ่อนผันให้เป็นอำนาจของหัวหน้าหน่วยงานในการแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา การคัดเลือกผู้ให้บริการตลาดกลาง และกำหนดวัน เวลา สถานที่เสนอราคา
  4. ผ่อนผันให้กรณีการจัดหาพัสดุในวงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาท หน่วยงานได้ดำเนินการจัดหาตามระเบียบฯ ข้อ 9(1) (2) (3) และ (4) แล้ว กรณีไม่มีผู้เข้าเสนอราคา มีผู้มีสิทธิเสนอราคารายเดียว หรือมีผู้มีสิทธิเสนอราคาเพียงรายเดียวเมื่อถึงเวลาเริ่มการเสนอราคาตามระเบียบฯ ข้อ 10(1) และคณะกรรมการประกวดราคาได้ดำเนินการต่อรองราคากับผู้มีสิทธิเสนอราคารายนั้นแล้วไม่ได้ผล ให้หน่วยงานดำเนินการจัดหาด้วยวิธีการอื่น ตามระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการพัสดุของหน่วยงานนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจาก กวพ.อ.

ทั้งนี้ ให้มาตรการผ่อนคลายตามข้อ 1 - 4 ดังกล่าวรวมถึงมาตรการผ่อนคลายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 เรื่อง แนวทางเร่งรัดการดำเนินงานและการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2549 เรื่อง การเพิ่มความคล่องตัวและแนวทางในการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 มีผลจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2551

กระทรวงการคลังเสนอว่า การผ่อนผันการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ดังกล่าว ทำให้การปฏิบัติงานในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ยังคงถือแนวปฏิบัติเช่นเดียวกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม


14. เรื่อง การขออนุญาตย้ายสถานที่ตั้งและขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาล

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการการขยายกำลังการผลิตและย้ายสถานที่ตั้งโรงงานน้ำตาล 5 โรงงานตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ดังนี้

  1. ให้บริษัท โรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด บริษัท น้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด บริษัท น้ำตาลบ้านโป่ง จำกัด ย้ายสถานที่ตั้งและขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาลตามที่บริษัทเสนอ
  2. ให้บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก จำกัด และบริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลกาญจนบุรี จำกัด ขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาล ตามที่บริษัทเสนอ

ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีในเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาด้วย

กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า

  1. ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเกี่ยวกับการห้ามไม่ให้มีการเพิ่มกำลังการผลิต การย้าย และขยายโรงงานน้ำตาล นั้น ในปัจจุบันมีโรงงานน้ำตาลได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขออนุญาตย้ายสถานที่ตั้งโรงงานและขอขยายกำลังการผลิต จำนวน 5 โรงงานดังนี้
    • 1.1 การขอย้ายสถานที่ตั้งและขยายกำลังการผลิต จำนวน 3 โรงงาน
      • บริษัท โรงงานน้ำตาลนิวกรุงไทย จำกัด ขอย้ายสถานที่ตั้งโรงงานจากอำเภอ ท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ไปตั้งใหม่ที่ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี และขอขยายกำลังการผลิตจาก 8,385 ตันอ้อยต่อวัน เป็น 20,400 ตันอ้อยต่อวัน
      • บริษัท น้ำตาลนิวกว้างสุ้นหลี จำกัด ขอย้ายสถานที่ตั้งโรงงานจากอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ไปตั้งใหม่ที่ อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และขอขยายกำลังการผลิตจาก 6,479 ตันอ้อยต่อวัน เป็น 20,400 ตันอ้อยต่อวัน
      • บริษัท น้ำตาลบ้านโป่ง จำกัด ขอย้ายสถานที่ตั้งโรงงานจากที่ตั้งเดิม ตำบลท่าผา อำเภอ บ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปตั้งใหม่ที่บนทางหลวงชนบท สท 4018 หมู่ที่ 7 บ้านหนองน้ำขุ่น ตำบลบ้านด่าน อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย และขอขยายกำลังการผลิตจาก 9,131 ตันอ้อยต่อวัน เป็น 18,000 ตันอ้อยต่อวัน
    • 1.2 การขอขยายกำลังการผลิต จำนวน 2 โรงงาน
      • บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก จำกัด ขอขยายกำลังการผลิตจาก 12,000 ตันอ้อยต่อวัน เป็น 22,000 ตันอ้อยต่อวัน
      • บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลกาญจนบุรี จำกัด ขอขยายกำลังการผลิตจาก 12,000 ตันอ้อยต่อวัน เป็น 22,000 ตันอ้อยต่อวัน
  2. กระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดหลักเกณฑ์การย้ายสถานที่ตั้งโรงงานน้ำตาล ดังนี้
    • 2.1 ระยะห่างระหว่างโรงงานแห่งใหม่กับโรงงานเดิมในเส้นทางที่ใกล้ที่สุดไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร
    • 2.2 ให้โรงงานที่จะย้ายมีการเตรียมอ้อยเข้าสู่โรงงานในปีแรกไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตของฤดูหีบนั้น ๆ โดยจำนวนวันหีบอ้อยเฉลี่ย 120 วัน ต่อปี และต้องไม่ใช่อ้อยของเกษตรกรที่เป็นคู่สัญญากับโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดิม
  3. ผลกระทบจากการขอย้ายสถานที่ตั้งและหรือขยายกำลังการผลิตของโรงงานทั้ง 5 โรงงานสรุปได้ดังนี้
    • 3.1 การขอย้ายสถานที่ตั้งโรงงาน
      • มีข้อจำกัดในเขตพื้นที่เดิมมีปริมาณอ้อยไม่เพียงพอจึงขอย้ายไปยังแหล่งที่มีอ้อยมากเพียงพอหรือไปสู่เขตพื้นที่ใหม่ที่มีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมการปลูกอ้อย
      • ลดต้นทุนค่าขนส่งของชาวไร่อ้อยโดยเฉพาะชาวไร่อ้อยในเขตที่ไม่มีโรงงานน้ำตาลตั้งอยู่ก่อน
    • 3.2 การขอขยายกำลังการผลิต
      • เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการผลิตและเพื่อความคุ้มค่าในการลงทุน
      • เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการผลิตน้ำตาลทรายดังนี้
        • (1) ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลจากกากอ้อยเพื่อนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
        • (2) ผลิตแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน
        • (3) ผลิตปุ๋ยชีวภาพจากกากตะกอน (ผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาล) และผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากกากของโรงงาน Biogas สามารถทดแทนการนำเข้าปุ๋ยเคมี
      • ลดต้นทุนการผลิต ก่อให้เกิดจากการจ้างแรงงาน เพิ่มขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาล ตลอดจนความมั่นคงด้านพลังงานทดแทน พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
  4. กระทรวงอุตสาหกรรมได้พิจารณาแล้วมีความเห็นดังนี้
    • 4.1 เนื่องจากบริษัทน้ำตาลทั้ง 5 บริษัทดังกล่าว ได้ประสบปัญหาปริมาณอ้อยในพื้นที่ที่ตั้งอยู่เดิมไม่เพียงพอกับกำลังการผลิตและขอย้ายสถานที่ตั้งและขยายกำลังการผลิตไปยังพื้นที่ที่มีปริมาณอ้อยเพียงพอของแต่ละโรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2532 และโรงงานได้เสนอแผนและวิธีการดำเนินการส่งเสริมการปลูกอ้อยในพื้นที่ที่จะไปขอตั้งใหม่ เตรียมอ้อยเข้าสู่โรงงานโดยการส่งเสริมชาวไร่อ้อยในพื้นที่ที่ขอย้าย เพื่อให้สามารถมีอ้อยเข้าโรงงานได้เพียงพอกับกำลังการผลิต และในบางพื้นที่ที่ไปขอตั้งใหม่ยังไม่มีโรงงานน้ำตาลตั้งอยู่ก่อน และจะไม่ก่อให้เกิดการแย่งอ้อยของโรงงานที่ตั้งอยู่เดิม
    • 4.2 กำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาลในภาพรวม
กำลังการผลิต ปริมาณ
(ตันอ้อย/วัน)
ที่ได้รับอนุญาตในปัจจุบัน 731,207
ขออนุญาตเพิ่มเติมครั้งนี้ (5 โรงงาน) 54,805
รวม 786,012

ขณะเดียวกันคาดว่าปริมาณอ้อยในฤดูการผลิตปี 2550/2551 จะเพิ่มขึ้นเป็น 68.15 ล้านตัน (เทียบกับปี 2549/2550 มีอ้อยจำนวน 63.80 ล้านตัน) ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่นเปลี่ยนมาปลูกอ้อยแทนเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรสนับสนุนให้โรงงานน้ำตาลย้ายหรือขยายกำลังการผลิตตามความเหมาะสมกับปริมาณอ้อยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต ผลิตพลังงานทดแทน ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการขอขยายกำลังการผลิตหรือย้ายสถานที่ตั้งของโรงงานน้ำตาลตามที่เสนอดังกล่าว


15. เรื่อง ขอความเห็นชอบการใช้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นเงินวิทยฐานะ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นเงินวิทยฐานะ จำนวน 1,500,000,000 บาท สำหรับเงินวิทยฐานะที่ยังขาด จำนวน 2,325,042,393.20 บาท ให้ขอใช้จ่ายจากเงินคงคลังต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ


16. เรื่อง ขอความเห็นชอบโครงการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จังหวัดเชียงราย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีดำเนินการก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จังหวัดเชียงราย ในกรอบวงเงินงบประมาณ 1,546.400 ล้านบาท และให้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2522 และปีต่อ ๆ ไปในส่วนที่ต้องใช้จ่ายจากเงินงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสม ตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีรายงานว่า ปัจจุบันท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 1 ไม่สามารถรองรับปริมาณการค้าและการขนส่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่การขยายท่าเรือเชียงแสนไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากอยู่ในเขตโบราณสถานที่สมควรอนุรักษ์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และกรม ธนารักษ์อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์โลก ซึ่งจะมีการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต่อไป กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีจึงดำเนินการศึกษาและสำรวจออกแบบเพื่อก่อสร้างท่าเทียบเรือเชียงแสน แห่งที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์ใช้ทดแทนท่าเรือปัจจุบันและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายการคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการคมนาคมขนส่งของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบนและจีนตอนใต้

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้วเห็นสมควรเร่งผลักดันโครงการให้ได้รับการอนุมัติเพื่อจะได้ดำเนินการตามที่เกี่ยวข้องให้สามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ 2552 ด้วยเหตุผล ดังนี้

  1. ความเหมาะสมทางการเงินและเศรษฐศาสตร์
  2. โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550-2554 ยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ. 2550-2554) และแผนโลจิสติกส์ ระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2550 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาคแล้ว รวมทั้งแผนการส่งเสริมการลดการใช้พลังงานของประเทศ ซึ่งการขนส่งทางน้ำเป็นการขนส่งคราวละมาก ๆ สามารถประหยัดพลังงานของประเทศได้ จึงมีความสำคัญค่อนข้างสูงในการเร่งรัดผลักดันให้เกิดโครงการดังกล่าวโดยเร็ว
  3. ผลกระทบต่องบประมาณของรัฐ
  4. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

การก่อสร้างท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จะรักษาให้การขนส่งทางน้ำยังคงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการขนส่งระหว่างไทย-จีน และเมื่อมีการพัฒนาการขนส่งทางถนนเชื่อมโยงจีน-ลาว-ไทย ผ่านสะพานแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของในอนาคตทั้งสองเส้นทางจะสนับสนุนซึ่งกันและกัน และจะทำให้จังหวัดเชียงรายเป็นประตูการค้าที่สำคัญระหว่างไทยกับจีนตอนใต้ ซึ่งจะก่อให้เกิดการลงทุนและจ้างงานตลอดทั้งบริเวณในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน นอกจากนั้น ประตูการค้าดังกล่าวจะเป็นปัจจัยดึงดูดให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น ถ้าหากมีการพัฒนาระบบการขนส่งทางรถไฟสู่ประตูดังกล่าว และมีการพัฒนาท่าเรือในฝั่งทะเลอันดามัน ประเทศไทยจะสามารถให้บริการ Multimodal Transport Corridor และเปิดช่องทางการค้าแห่งใหม่ (New Trade Lane) ที่สำคัญที่เชื่อมระหว่างจีนตอนใต้กับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป


17. เรื่อง การขออนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมืองและการขอให้รัฐบาลรับภาระโครงสร้างพื้นฐานของการรถไฟแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กู้เงินจำนวน 18,987,282,700 บาท โดยกระทรวงการคลัง (กค.) ค้ำประกันเพื่อชำระคืนให้กับผู้รับจ้างตามสัญญาก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง
  2. อนุมัติให้ รฟท. กู้เงินในวงเงิน 9,940,322,000 บาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำมาดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ จนแล้วเสร็จ
  3. ให้รัฐรับภาระในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและงานอุโมงค์ และให้ รฟท. รับภาระในส่วนของสินทรัพย์ดำเนินการ

ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาด้วย

กระทรวงคมนาคมเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้ รฟท. กู้เงินโดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ จำนวน 18,987,282,700 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างโครงการตามสัญญา และกู้เงินจำนวน 9,940,322,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างส่วนที่เหลือจนกว่างานจะแล้วเสร็จ เนื่องจากเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบให้ รฟท. ดำเนินการโครงการก่อสร้างระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารด้วยวิธีจ้างเอกชนดำเนินการและจัดหาแหล่งเงินกู้ โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายทางการเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนทั้งหมดเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 990 วัน ตามสัญญาก่อสร้าง


18. เรื่อง การเลิกบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ดังนี้

  1. ให้เลิกบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด เพื่อมิให้เกิดภาระต่องบประมาณของภาครัฐเพิ่มมากขึ้น
  2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายชำระภาระผูกพันด้านการเงินของบริษัทฯ วงเงิน 19,000,000 บาท ประกอบด้วยมูลหนี้การค้าบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) จำนวน 15,900,000 บาท (ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2549) ค่าใช้จ่ายผูกพันอื่น เช่น ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายและค่าใช้จ่ายชำระบัญชี

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ผลการดำเนินงานของบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด สามารถช่วยเหลือให้แก่ผู้ค้าปลีกรายย่อยได้ในระดับหนึ่ง แต่การสร้างกลไกใหม่เข้าไปแทรกในระบบตลาดที่มีการแข่งขันสูง เป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ บริษัทฯ จำเป็นต้องจัดสรรค่าใช้จ่ายชดเชย การจัดส่งสินค้า การพัฒนาภาพลักษณ์ การพัฒนาการบริหารจัดการ และสินเชื่อเพื่อการค้าให้แก่ร้านค้าปลีก ส่งผลให้ประสบภาวะขาดทุนแต่ยังคงดำเนินงานมาได้เป็นเวลา 5 ปี (คณะรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารจัดการเป็นเวลา 3 ปี) แม้ว่าคณะกรรมการบริษัทฯ จะได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ปัจจุบันสถานะการเงินของบริษัทฯ ขาดสภาพคล่องมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ และแนวโน้มยังคงต้องชดเชยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ในส่วนของการช่วยเหลือธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไทย กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการดังนี้

  1. เร่งดำเนินการออกกฎหมายค้าส่งค้าปลีกเพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกให้เป็นธรรม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการยกร่างกฎหมายค้าส่งค้าปลีกของกระทรวงพาณิชย์แล้วเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2550
  2. สร้างความเข้มแข็งในการประกอบธุรกิจให้ผู้ค้าส่งค้าปลีกดั้งเดิม
    • การพัฒนาภาพลักษณ์และการบริหารจัดการที่ดีมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้มีการจัดการร้านค้าให้มีความสะดวก สะอาด สว่างและให้ความรู้และสร้างทักษะ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการสมัยใหม่ และการใช้ กลยุทธ์การตลาด
    • การรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีก เป็นการดำเนินงานเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของกลไกตลาดให้มีความเกื้อกูลและเป็นพันธมิตรที่จะสร้างความแข็งแกร่งในการประกอบธุรกิจ

19. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินการก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

  1. อนุมัติให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ - รังสิต ภายใต้กรอบวงเงิน 59,888 ล้านบาท รวมระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี พ.ศ. 2551-2555) โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งสิ้น ให้ รฟท. ดำเนินการประกวดราคาได้ทันทีเมื่อแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมกรณีการเพิ่มสถานีรายทางได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  2. อนุมัติให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสม และกระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้และค้ำประกันเงินกู้ เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย หรือใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามมติคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ โดยดำเนินการประกวดราคาตามระเบียบของการรถไฟฯ ว่าด้วยการจ้าง พ.ศ. 2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 หรือดำเนินการประกวดราคาตามเงื่อนไขของแหล่งเงินทุน
  3. และหากมีวงเงินงบประมาณเหลือจากการประกวดราคาตามข้อ1. หรือการจัดทำราคากลางอนุมัติให้ต่อขยายโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 10 กิโลเมตร ภายใต้กรอบวงเงิน 3,886 ล้านบาท เป็นลำดับแรก และดำเนินการก่อสร้างสถานีวัดเสมียนนารี และสถานีหลักหก ในโครงการข่ายระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ต่อไปได้ เมื่อรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
  4. มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจัดทำแนวทางและแผนการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนเมืองมหาวิทยาลัยบริเวณรังสิต ให้สอดคล้องกับการดำเนินการต่อขยายระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
  5. มอบหมายให้ กฟน. เร่งรัดการดำเนินการต่อขยายสายเมนจากสถานีไฟฟ้าย่อยลาดพร้าวเข้าสู่บริเวณบางซื่อให้ทันต่อแผนการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมือง ของ รฟท.

ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ไปประกอบการพิจารณาด้วย

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินการร่วมกับ รฟท. ศึกษาทบทวนความเหมาะสมโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต ภายใต้โครงการปรับแบบรายละเอียดระบบรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ - รังสิต รวมสถานีรถไฟบางซื่อ โดยเริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 และขณะนี้ได้รายงานผลการศึกษาทบทวนความเหมาะสมฯ ดังกล่าวให้ รฟท. และกระทรวงคมนาคมพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้ รฟท. ดำเนินการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 เห็นชอบให้นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อใช้ในการก่อสร้างระบบขนส่งทางราง โดยในลำดับแรก จะเป็นการก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมือง สายสีแดง ช่วงบางซื่อ - รังสิต รวมสถานีรถไฟบางซื่อ ซึ่งทำให้โครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในทันทีที่มีความพร้อมของแบบรายละเอียด โดยไม่ต้องรอเงินกู้จากธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation - JBIC)

การรถไฟแห่งประเทศไทยประมาณการผู้โดยสารทั้งโครงข่ายระบบรถไฟสายสีแดงทั้งโครงข่าย ณ ปี 2555 เมื่อแรกเปิดดำเนินการพบว่า จะมีปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการของ รฟท. ประมาณ 661,700 คน/วัน (รวมสายรถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน ประมาณ 179,000 คน/วัน แนวตะวันตก (ตลิ่งชัน) - ตะวันออก (สุวรรณภูมิ) ประมาณ 257,100 คน/วัน แนวเหนือ (รังสิต) ใต้ (หัวลำโพง) 224,700 คน/วัน) และมีผู้โดยสารรถไฟทางไกลขึ้นที่สถานีบางซื่อประมาณ 32,700 คน/วัน และกรณีเดียวกันหากขยายระยะทางการดำเนินงานโครงข่ายระบบรถไฟสายสีแดงไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเมืองมหาวิทยาลัย โดยมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และสถาบันเทคโนโลยี แห่งเอเชีย ตั้งอยู่บริเวณพื้นที่เดียวกัน และเป็นแหล่งที่มีประชากรพักอาศัยอยู่จำนวนมาก ทำให้ประมาณการของผู้โดยสารสาย สีแดง ทั้งโครงข่ายเพิ่มขึ้นกล่าวคือ ในปี 2555 จะมีปริมาณผู้โดยสารที่ใช้บริการของ รฟท. ประมาณ 706,800 คน/วัน (รวมสายรถไฟเชื่อมท่าอากาศยาน ประมาณ 157,200 คน/วัน แนวตะวันตก (ตลิ่งชัน) - ตะวันออก (สุวรรณภูมิ) ประมาณ 261,000 คน/วัน แนวเหนือ (รังสิต) - ใต้ หัวลำโพง 288,600 คน/วัน) และมีผู้โดยสารรถไฟทางไกลขึ้นที่สถานีบางซื่อประมาณ 32,700 คน/วัน


20. เรื่อง ขออนุมัติคณะรัฐมนตรีปรับโครงสร้างหนี้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรตามโครงการบริหารจัดการลำไย ปี 2548

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการปรับโครงสร้างหนี้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรตามโครงการบริหารจัดการลำไย ปี 2548 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะกรรมการสงเคราะห์เกษตร ครั้งที่ 5/2550 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2550 ดังนี้

  1. ให้ขยายเวลาการชำระหนี้ให้กับสถาบันเกษตรกรที่ประสบปัญหาการขาดทุนเป็นเงิน 673,080,041.23 บาท ออกไปจนกว่าสำนักงบประมาณ (สงป.) จะจัดสรรเงินงบประมาณค่าชดเชยภาระการขาดทุนให้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์และงดคิดดอกเบี้ยและค่าปรับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550
  2. ให้ขยายเวลาการชำระหนี้ให้สถาบันเกษตรกรที่ยังค้างกับกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเป็นเงิน 12,751,392.55 บาท ออกไปเป็นระยะเวลา 3 ปี และงดคิดดอกเบี้ยและค่าปรับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550
  3. ให้ขยายเวลาการชำระหนี้ให้กับสถาบันเกษตรกรที่ปฏิบัติผิดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการบริหารจัดการลำไย ปี 2548 เป็นเงิน 204,227,477.21 บาท จนกว่าจะเสร็จสิ้นการบังคับคดีตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 และวันที่ 2 สิงหาคม 2548 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เบิกเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร จำนวน 1,930 ล้านบาท ส่งชำระคืนแล้ว 1,039.94 ล้านบาท ค้างชำระจำนวน 890.06 ล้านบาท สาเหตุที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่สามารถชำระคืนเงินกองทุนสงเคราะห์สหกรณ์ได้เนื่องจากสถาบันเกษตรกรประสบการขาดทุนจากการดำเนินงาน และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2550 ให้ชะลอการชำระคืนเงินให้กับกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรในส่วนที่ขาดทุนตามโครงการบริหารจัดการลำไย ปี 2548 จำนวน 675,654,764.40 บาท ออกไปก่อน โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เสนอตั้งงบประมาณค่าชดเชยภาระขาดทุนจำนวนดังกล่าว เพื่อนำไปจ่ายคืนกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรในปีงบประมาณต่อไป


21. เรื่อง ขออนุมัติกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในเบื้องต้น จำนวน 700,000,000 บาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 และวันที่ 1 สิงหาคม 2550 รวมทั้งระเบียบ ข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัด และหากมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการใช้จ่ายจากเงินทดรองราชการก่อน และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป


22. เรื่อง การเตรียมการจัดทำงบประมาณและการกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

คณะรัฐมนตรีรับทราบการเตรียมการจัดทำงบประมาณและการกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ และแจ้งกระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐสำหรับใช้เป็นแนวทางประกอบการวางแผนเตรียมการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ต่อไป

แนวทางในการเตรียมความพร้อมและกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เป็นการเบื้องต้น ดังนี้

1. การเตรียมความพร้อมในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552

เพื่อให้การจัดทำข้อมูลพื้นฐานงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ถูกต้อง ครบถ้วน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องขอให้กระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐดำเนินการ ดังนี้

2. การกำหนดปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 เป็นการกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิบัติงานในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ตามระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 กำหนดไว้ โดยสรุปสาระและลำดับขั้นตอนที่สำคัญของปฏิทินงบประมาณได้ ดังนี้

สำหรับการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ของวุฒิสภาประมาณวันที่ 15 - 16 กันยายน 2551และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 ขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ในวันที่ 23 กันยายน 2551


23. เรื่อง การแก้ไขปัญหาธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาธุรกิจค้าปลีกส่ง ดังนี้

1. ปัจจุบันการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ยังคงดำรงอยู่ โดยยังมีการก่อสร้างอาคารค้าปลีกค้าส่งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และร้านค้าปลีกดั้งเดิมยังคงมีการยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ระงับการก่อสร้างอาคารค้าปลีกค้าส่งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ร้องเรียนทุกกลุ่มและประสานกับกรมโยธาธิการและ ผังเมือง กระทรวงมหาดไทย รวมทั้งจังหวัดที่มีการร้องเรียนเพื่อบรรเทาปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับร้านค้าปลีกดั้งเดิม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยกับกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งคนไทยได้มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้มีคณะทำงานเพื่อตรวจสอบการก่อสร้างและการอนุญาตก่อสร้างอาคารประกอบกิจการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ หากตรวจสอบพบว่ามีการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างทันทีตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว พร้อมทั้งให้กรมโยธิการและผังเมืองเร่งรีบออกกฎกระทรวงกำหนดให้อาคารประเภทพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งเป็นอาคารประเภทควบคุมการใช้

2. ส่วนความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหานี้นั้น กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเร่งรัดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง พ.ศ. .... การพัฒนาและช่วยเหลือโชวห่วย การตรวจสอบการก่อสร้างอาคารค้าส่ง และเห็นว่าแนวโน้มสถานการณ์การร้องเรียนและชุมชนประท้วงของร้านค้าปลีกดั้งเดิมยังคงมีอย่างต่อเนื่องและจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นเดินขบวนประท้วงในหลายจังหวัด ทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ หากยังไม่มีมาตรการหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน


สังคม


24. เรื่อง การเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ที่อนุมัติในหลักการโครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยในเบื้องต้นให้ดำเนินการในลักษณะนำร่องก่อน 3 รุ่น ๆ ละ 1,000 คน รวม 3,000 คน ในวงเงิน 198,800,000 บาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณให้กระทรวง มหาดไทยร่วมกับสำนักงบประมาณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณากำหนดสัดส่วนของค่าใช้จ่ายระหว่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้เข้าร่วมโครงการกับเงินงบประมาณสนับสนุน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณโครงการตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ความเห็นของกระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาในการดำเนินโครงการด้วย

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติได้กราบเรียนนายกรัฐมนตรีเสนอแนวคิดในการเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้านได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีหลักสูตรเฉพาะทาง เน้นการปฏิบัติของกำนันและผู้ใหญ่บ้านตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตามข้อเสนอของผู้ช่วยศาสตราจารย์ทวี สุรฤทธิกุล ประธานกรรมการประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ และนายกรัฐมนตรีมีบัญชาให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาดำเนินการส่งเสริมการศึกษาให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านโดยนำแนวคิดของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไปประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรม

กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรการเพิ่มพูนคุณวุฒิแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนจาก คมช. เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนส่งเสริม กำหนดรายละเอียดของโครงการเพิ่มพูนคุณวุฒิให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

ทั้งนี้ หลักสูตรของโครงการฯ ควรเป็นแบบสหวิทยาการที่มีเนื้อหาทั้งด้านนิติศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ โดยวิชาต่าง ๆ ควรเน้นความรู้ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ ทั้งนี้ ให้กรมการปกครองประสานงานในเรื่องดังกล่าวกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชในการกำหนดเนื้อหาวิชาที่ต้องการและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการปฏิบัติหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน


25. เรื่อง นโยบายสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใส เป็นธรรม โครงการ "นักศึกษาอาสาสมัครประชาธิปไตย"

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โครงการ "นักศึกษาอาสาสมัครประชาธิปไตย" (นศ.ปต.) ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. หลักการและเหตุผล โดยที่ประเทศไทยจะมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นในระยะอันใกล้นี้ นายกรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และให้ประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งมากที่สุด นายกรัฐมนตรีจึงได้เห็นชอบในหลักการให้มีโครงการ นศ.ปต. ขึ้น โดยให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ดำเนินการโครงการข้างต้น

2. วัตถุประสงค์

3. เป้าหมาย

4. ขั้นตอนการดำเนินการ

5. การจัดระบบบริหารโครงการ โดยจัดตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้ คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการประสานงานเครือข่าย (เครือข่ายเพื่อการพัฒนาอุดมศึกษา 9 เครือข่าย สถาบันอุดมศึกษาแต่ละพื้นที่) คณะกรรมการในระดับปฏิบัติการ ได้แก่ การปฏิบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาในกลุ่มเครือข่าย

6. กรอบเนื้อหาการดำเนินงาน

7. จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน ของ นศ.ปต.

8. กำหนดการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่ 26 กันยายน ถึง 23 ธันวาคม 2550

9. พื้นที่ดำเนินการ นศ.ปต. ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ หน่วยละ 2 คน

10. ผลที่คาดว่าจะได้รับ

11. หน่วยดำเนินงาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและกำกับ สถาบันการศึกษาและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง


26. เรื่อง การจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์กู้ภัย ให้แก่อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์กู้ภัยให้แก่อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า ได้ดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 สิงหาคม 2550 ดังนี้

1. จัดการประชุมบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) และสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาทบทวนจำนวนและราคาเพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อน รวมทั้งประสานการดำเนินงานให้เกิดความรอบคอบ ประหยัด และมีประสิทธิภาพตามความจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยในหลักการตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

2. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี พ.ศ. 2551 - 2552 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จาก กอ.รมน. เพื่อเป็นค่าจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์กู้ภัยฯ ในวงเงินทั้งสิ้น 508,750,000 บาท ดังนี้

3. กอ.รมน. แจ้งว่า ไม่สามารถให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์ กู้ภัยฯ ได้ เนื่องจากได้จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามแผนงานแล้ว โดยขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณ เพื่อดำเนินการจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์กู้ภัยฯ ต่อไป

4. ศอ.บต.ได้จัดให้มีการประชุมพิจารณาแนวทางบูรณาการการจัดหารถยนต์เก็บกวาดตะปูเรือใบพร้อมอุปกรณ์กู้ภัยและระบบไฟฟ้าส่องสว่างร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาถึงความเหมาะสมของจำนวนรถยนต์เก็บกวาดตะปูเรือใบพร้อมอุปกรณ์กู้ภัยและระบบไฟฟ้าส่องสว่าง โดยเห็นว่าการจัดหารถยนต์เก็บกวาดตะปูเรือใบฯ รถยนต์ดับเพลิงฯ และรถยนต์บรรทุกน้ำฯ สนับสนุนให้แก่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา รวม 37 อำเภอ จะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือประชาชน และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นการเสริมภารกิจทางยุทธการของฝ่ายทหารและตำรวจด้วย ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบตามที่กรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจะดำเนินการจัดหาทั้งประเภทของอุปกรณ์ จำนวนและราคาตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้แล้ว

5. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะดำเนินการจัดหารถยนต์ดับเพลิงและอุปกรณ์กู้ภัยให้แก่อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลาโดยเร็วต่อไป


27. เรื่อง สรุปเหตุการณ์นักท่องเที่ยวเสียชีวิตที่ถ้ำน้ำทะลุอุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอบ้านตาขุน จังหวัด สุราษฎร์ธานี

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากบริเวณถ้ำน้ำทะลุ หมู่ที่ 3 ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานีและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยของหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. มีผู้เสียชีวิต 8 คน (คนต่างชาติ 6 คน แยกเป็น สวิตเซอร์แลนด์ 4 คน อังกฤษ 1 คน เยอรมัน 1 คน และคนไทย 2 คน) มีผู้รอดชีวิต 1 คน คือ Mrs.Carroll Helena Chistina ชาวอังกฤษ ทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวของ BAMBOO HOUSE และบังกะโลบ้านเอียด เข้าไปเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าว และมีผู้รอดชีวิต อีก 1 คน คือ Mrs.Campe Inness ชาวเยอรมัน พักอยู่ที่แพ โดยมิได้ร่วมเดินทางไปด้วย

2. การให้ความช่วยเหลือของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

3. การตรวจพื้นที่เกิดเหตุและการติดตามการช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2550 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายบัญญัติ จันทน์เสนะ) พร้อมด้วยรองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายฉัตรชัย พรหมเลิศ) ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่เกิดเหตุ ณ อุทยานแห่งชาติเขาสก และอำนวยการประสานการให้ความช่วยเหลือร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

4. มาตรการป้องกันเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในเขตอุทยานแห่งชาติที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

ระทรวงมหาดไทย พิจารณาแล้วเห็นว่า สภาวะอากาศในปัจจุบันมีลักษณะแปรปรวนมาก การคาดการณ์ลักษณะอากาศกระทำได้โดยยาก หลายพื้นที่อาจเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากโดยที่มิได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะบริเวณอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ที่มีเทือกเขาสลับซับซ้อน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในหลายจังหวัด มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำป่าไหลหลากฉับพลัน และเป็นอันตรายต่อนักท่องเที่ยว ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่ม ในบริเวณที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อาจจะเกิดขึ้นอีก จึงได้แจ้งให้จังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวดังกล่าวดำเนินการตามมาตรการ ดังนี้


28. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการตรวจติดตามการให้ความช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสถานการณ์ความเสียหายอุทกภัยจากอิทธิพลของพายุ "เลกีมา" และหย่อมความกดอากาศต่ำและการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย ได้จัดทำสรุปสถานการณ์อุทกภัย และการตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ระหว่างวันที่ 4-15 ตุลาคม 2550)

1.1 พื้นที่ประสบภัย จำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก พิจิตร ขอนแก่น ชัยภูมิ หนองคาย มุกดาหาร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู มหาสารคาม ลำปาง เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ เลย เชียงราย อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุโขทัย ตาก พะเยา ลำพูน นครราชสีมา นครสวรรค์ และอุทัยธานี ใน 102 อำเภอ 356 ตำบล 1,953 หมู่บ้าน

1.2 ความเสียหายเบื้องต้น

1.3 สถานการณ์ปัจจุบัน

1. จังหวัดพิษณุโลก มีน้ำท่วมขังบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอวังทอง อำเภอชาติตระการ อำเภอบางกระทุ่ม อำเภอวัดโบสถ์ และอำเภอบางระกำ ปัจจุบันยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยังคงมีน้ำท่วมขังบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร 4 ตำบล (ตำบลอรัญญิก ตำบลบ้านกร่าง ตำบลสมอแข และตำบลบึงพระ) อำเภอบางกระทุ่ม ยังคงมีน้ำท่วมขังบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตร บริเวณริมคลองเนินกุ่ม- วัดตายม จำนวน 3 ตำบล (ตำบลวัดตายม ตำบลเนินกุ่ม และตำบลนครป่าหมาก) อำเภอวัดโบสถ์ ยังคงมีน้ำท่วมขังบริเวณที่ลุ่มริมคลองแควน้อยของตำบลบ้านยาง ตำบลหินลาด และตำบลคันโซ้ง อำเภอบางระกำ น้ำในลำน้ำยมได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรในที่ลุ่มริมตลิ่ง จำนวน 7 ตำบล 24 หมู่บ้าน (ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลนิคมพัฒนา ตำบลพันเสา ตำบลหนองกุลา ตำบลคุยม่วง ตำบลบางระกำ และตำบลบึงกอก ) พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วม 236,852 ไร่

2. จังหวัดพิจิตร ระดับน้ำในแม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร จำนวน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอตะพานหิน น้ำไหลเข้าท่วมในพื้นที่ 4 ตำบล (ตำบลทุ่งโพธิ์ ตำบลดงตะขบ ตำบลวังหลุม และตำบลหนองพะยอม) อำเภอเมือง น้ำไหลเข้าท่วมในพื้นที่ 4 ตำบล (ตำบลท่าหลวง ตำบลบ้านบุ่ง ตำบลหัวดง และตำบลฆะมัง) อำเภอโพธิ์ทะเล น้ำยมล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมในพื้นที่ จำนวน 3 ตำบล (ตำบลท่าบัว ตำบลท่านั่ง และตำบลท่าเสา) อำเภอบึงนาราง น้ำไหลเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลบางลาย อำเภอบางมูลนาก น้ำยมล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมในพื้นที่ตำบลลำประดา ราษฎรเดือดร้อน 18,161 คน 8,117 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วม 97,351 ไร่

3. จังหวัดขอนแก่น น้ำในแม่น้ำชีมีระดับสูงขึ้นได้เอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตรในที่ลุ่ม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแวงใหญ่ (ตำบลโนนทอง ตำบลโนนสะอาด) อำเภอชนบท (ตำบลศรีบุญเรือง) อำเภอบ้านแฮด (ตำบลโนนสมบูรณ์) และอำเภอบ้านไผ่ (ตำบลเมืองเพีย)

4. จังหวัดอุบลราชธานี ระดับน้ำในลุ่มน้ำชี และน้ำมูลมีระดับสูงขึ้นทำให้เอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ระดับน้ำในแม่น้ำมูลมีระดับสูงขึ้นและได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมถนน และบ้านเรือนราษฎรในเขตเทศบาลเมืองอุบลราชธานี จำนวน 20 ชุมชน ราษฎรได้รับความเดือนร้อน 256 ครัวเรือน อำเภอวารินชำราบ ระดับน้ำมูลเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 4 ชุมชนในเขตเทศบาลเมืองวารินชำราบ (ชุมชนท่าบ้งมั่ง ชุมชนเกตุแก้ว ชุมชนกอไผ่ และชุมชนหาดสวนยา) ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 637 ครัวเรือน อำเภอเขื่องใน ระดับน้ำชีได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร 52,790 ไร่

5. จังหวัดกาฬสินธุ์ น้ำจากอ่างเก็บน้ำลำปาวได้ล้นสปริลเวย์ และน้ำในลุ่มชีมีระดับสูงขึ้น ได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่การเกษตร ใน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ยังคงมีน้ำท่วมขังใน 2 ตำบล (ตำบลลำพาน ) อำเภอฆ้องชัย ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลโนนศิลาเลิง อำเภอสามชัย ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลสำราญใต้ อำเภอหนองกุงศรี ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลเสาเล้า อำเภอสหัสขันธ์ ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลโนนศิลา อำเภอยางตลาด ยังคงมีน้ำท่วมขังใน 4 ตำบล (ตำบลบัวบาน ตำบลอุ่มเม่า ตำบลนาดี และตำบลดอนสมบูรณ์ )

รวมพื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำท่วมจำนวน 100,556 ไร่ คาดว่าเสียหายประมาณ 6,211 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกับลำน้ำปาว และจะเกิดน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี และจากการติดตามสถานการณ์น้ำ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2550 มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำลำน้ำปาว 25.77 ล้าน ลบ.ม. มีแนวโน้มลดลง แต่ยังคงมีน้ำท่วมขังต่อไปอีกระยะหนึ่ง หากไม่มีฝนตกเพิ่มคาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 2 สัปดาห์

สำหรับอ่างเก็บน้ำลำปาว มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 1,678 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 117 ของความจุอ่างฯ (ข้อมูล ณ 15 ต.ค.50)

6. จังหวัดร้อยเอ็ด ยังคงมีน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎรริมน้ำชีและน้ำยังและพื้นที่การเกษตรประมาณ 80,895 ไร่ ใน 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเชียงขวัญ อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอทุ่งเขาหลวง อำเภอเสลภูมิ และอำเภอจังหาร ราษฎรผู้ประสบภัย 4,650 ครัวเรือน

7. จังหวัดมหาสารคาม การระบายน้ำลงแม่น้ำชียังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากระดับน้ำยังมีระดับสูง จึงยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุดรวม 111,896 ไร่ ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอโกสุมพิสัย อำเภอกันทรวิชัย และอำเภอเชียงยืน ระดับน้ำสูงประมาณ 0.30-0.45 ม. ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

8. จังหวัดนครราชสีมา ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 13 อำเภอ 45 ตำบล 170 หมู่บ้าน ได้แก่ อำเภอเมืองฯ อำเภอบัวลาย อำเภอพระทองคำ อำเภอวังน้ำเขียว อำเภอสีดา อำเภอสูงเนิน อำเภอสีคิ้ว อำเภอครบุรี อำเภอโนนสูง อำเภอด่านขุนทด อำเภอเมืองยาง อำเภอโชคชัย อำเภอปักธงชัย ความเสียหาย ราษฎรเดือดร้อน 16,640 คน 6,539 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 295 หลัง พื้นที่การเกษตร 18,574 ไร่ บ่อปลา 560 บ่อ บ่อกุ้ง 49 บ่อ ถนน 107 สาย สะพาน 4 แห่ง ฝาย 10 แห่งยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มการเกษตร

9. จังหวัดชัยภูมิ ได้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ อำเภอหนองบัวแดง อำเภอเนินสง่า อำเภอจัตุรัส อำเภอบ้านเขว้า อำเภอเทพสถิตย์ อำเภอคอนสาร อำเภอคอนสวรรค์ และอำเภอบำเหน็จณรงค์

10. จังหวัดนครสวรรค์ ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ในพื้นที่อำเภอชุมตาบง จำนวน 2 ตำบล (ตำบลชุมตาบง และตำบลปางสวรรค์ ) อำเภอแม่เปิน จำนวน 1 ตำบล (ตำบลแม่เปิน) อำเภอแม่วงศ์ จำนวน 2 ตำบล (ตำบลแม่เล่ย์ และตำบลแม่วงศ์ ) อำเภอลาดยาว มีน้ำไหลเข้าท่วมถนนสายลาดยาว-นครสวรรค์ จำนวน 4 แห่ง อำเภอโกรกพระ มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ 2 ตำบล (ตำบลเนินศิลา และตำบลหาดสูง)อำเภอบรรพตพิสัย มีปริมาณน้ำที่ไหลจากจังหวัดกำแพงเพชรเข้าท่วมในพื้นที่ 4 ตำบล (ตำบลด่านช้าง ตำบลหนองกรด ตำบลหนองตางู และตำบลบึงปลาทู)

11. จังหวัดอุทัยธานี ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอสว่างอารมณ์ อำเภอ ทัพทัน อำเภอเมืองฯ อำเภอลานสัก และอำเภอห้วยคต ความเสียหายอยู่ระหว่างการสำรวจ

2. การตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

2.1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2550 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ) พร้อมคณะ ประกอบด้วย พลตำรวจโท ณพัฒน์ ศรีหิรัญ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกิตติพงษ์ สุนานันท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายพงศ์เผ่า เกษทอง รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เดินทางไปตรวจติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และขอนแก่น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 4 จังหวัดดังกล่าว หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องบรรยายสรุปสถานการณ์ความเสียหายและการให้ความช่วยเหลือ สรุปผลการตรวจติดตามฯ ได้ดังนี้

1. จังหวัดกาฬสินธุ์ สถานการณ์น้ำในเขื่อนลำปาว เนื่องจากมีฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อนในเขตจังหวัดอุดรธานี และบริเวณเทือกเขาภูพาน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 1,697 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 118.69 ของความจุอ่าง ทำให้น้ำล้นอาคารระบายน้ำเฉลี่ยวันละ 30.50 ล้าน ลบ.ม. เป็นเหตุให้พื้นที่ริมฝั่งลำน้ำปาวและลำน้ำพานถูกน้ำท่วมมีพื้นที่ประสบภัยทั้งหมด 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ ฆ้องชัย สามชัย หนองกรุงศรี สหัสขันธ์ และอำเภอยางตลาด ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 490 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรนาข้าวถูกน้ำท่วม 100,556 ไร่ (เสียหายแล้ว 6,211 ไร่) บ่อปลา 976 บ่อ บ่อกุ้ง 105 บ่อ สิ่งสาธารณประโยชน์ได้รับความเสียหาย ถนน 791 สาย คอสะพาน 6 แห่ง ฝาย คสล. 8 แห่ง ท่อระบายน้ำ 4 แห่ง

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือของจังหวัด

ปัญหาอุปสรรค เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน พื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ประสบอุทกภัย 59,141.75 ไร่ เกษตรกรเดือดร้อน 7,846 ราย จังหวัดได้เสนอขอรับเงินช่วยเหลือด้านการเกษตรในวงเงิน 24,643,744.50 บาท ไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือ

การเยี่ยมผู้ประสบภัย ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัย ณ พนังคลองส่งน้ำ บ้านท่าสีดา หมู่ที่ 9 ตำบลลำพาน อำเภอเมืองฯ พร้อมกับมอบถุงยังชีพ จำนวน 300 ชุด

2. จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ประสบภัยที่อยู่ริมแม่น้ำชีและลำน้ำยังที่น้ำล้นท่วมในขณะนี้ (13 ตุลาคม 2550) 66 หมู่บ้าน 14 ตำบล 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจังหาร โพธิ์ชัย เชียงขวัญ เสลภูมิ และอำเภอทุ่งเขาหลวง ผู้ประสบภัย 4,650 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วม 80,895 ไร่

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือของจังหวัด

ปัญหาอุปสรรค ราษฎรผู้ประสบภัยในครั้งนี้ ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีฝนทิ้งช่วงปี 2549 จำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตต์ อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอเสลภูมิ เป็นจำนวนเงิน 123,321,492 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางให้ความช่วยเหลือ

การเยี่ยมผู้ประสบภัย ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัย ณ โรงเรียนบ้านโพธิ์ตาก หมู่ที่ 6 ตำบลนางาม อำเภอเสลภูมิ พร้อมกับมอบถุงยังชีพ จำนวน 300 ชุด

3. จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ประสบภัยจากแม่น้ำชีเอ่อล้นตลิ่งใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองฯ โกสุมพิสัย เชียงยืน และอำเภอกันทรวิชัยใน 40 ตำบล 365 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วม 111,896 ไร่

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือของจังหวัด

ปัญหาอุปสรรค ราษฎรผู้ประสบภัยในครั้งนี้ ยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือในกรณีฝนทิ้งช่วงปี 2549 เป็นจำนวนเงิน 86 ล้านบาทเศษ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลางให้ความช่วยเหลือ

การเยี่ยมผู้ประสบภัย ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัย ณ พนังกั้นน้ำ บ้านกุดเวียง หมู่ที่ 2 ตำบลท่าตูม อำเภอเมือง พร้อมกับมอบถุงยังชีพ จำนวน 300 ชุด

4. จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ประสบภัย 20 อำเภอ ใน 146 ตำบล 997 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 121,350 ครัวเรือน 476,660 คน พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วม 46,651 ไร่ บ่อปลา 1,516 ไร่

การดำเนินการให้ความช่วยเหลือของจังหวัด จังหวัดได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรในพื้นที่ประสบภัยแล้ว สถานการณ์ทั่วไป ยังอยู่ในขีดความสามารถของจังหวัดที่จะดูแลให้ความช่วยเหลือได้

ปัญหาอุปสรรค เนื่องจากน้ำชีมีระดับน้ำสูงส่งผลกระทบต่อบ้านชีกกค้อ ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ ทำให้น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่นา 5,000 ไร่ ราษฎรเดือดร้อน 255 ครัวเรือน ราษฎร ได้เรียกร้องขอให้ทางกรมชลประทานขุดเจาะคันดินกั้นน้ำ เพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งละว้า ซึ่งจังหวัดได้ดำเนินการไปประชุมชี้แจงและให้ดำเนินการขุดเจาะเปิดช่องทางน้ำกว้าง 4 เมตร ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2550 เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าให้แก่ราษฎรและมอบให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 6 ขอนแก่น นำสะพานเหล็กชั่วคราวไปติดตั้งเพื่อให้ราษฎรสัญจรไปมาได้ สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะยาว ได้มอบหมายให้ กรมชลประทานพิจารณาออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป

2.2 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ) ได้มอบนโยบายและข้อสั่งการให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ไปตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ โดยแจ้งถึงความห่วงใยของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยสรุปได้ ดังนี้


29. เรื่อง สรุปมติคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข ครั้งที่ 4/2550

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปมติคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข ครั้งที่ 4/2550 ตามที่สำนักพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิต เสนอเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม 2550 ณ ห้อง 301 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ดังนี้

1. ผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ในปี 2550 ว่า ได้อนุมัติโครงการแล้ว 101,449 โครงการ วงเงิน 6,900 ล้านบาทและได้โอนเงินลงพื้นที่แล้วทุกโครงการ ปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน พบว่า 1) เนื่องจากเวลาจำกัดการเตรียมความพร้อมชุมชมให้มีส่วนร่วมตามกระบวนการแผนชุมชนยังไม่กว้างขวาง 2) แผนงานมีลักษณะกว้าง ความเข้าใจในหลักการ แผนงานยังไม่ชัดเจน จึงมีโครงการซ้ำซ้อน 3) ยังมีการเชื่อมโยงความคิดของชุมชนกับองค์ความรู้ภายนอกและไปเชื่อมต่อกับงบประมาณของหน่วยงานอื่น ๆ น้อย 4) การบริหารจัดการไม่คล่องตัว โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง

2. การดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการปี 2551 จากปัญหาดังกล่าวได้ดำเนินการ ดังนี้

2.1 ทบทวนแผนชุมชนให้มีการกำหนดตำแหน่งทางการตลาด โดยประเมินศักยภาพของชุมชน และเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชนกับองค์ความรู้ภายนอกชุมชน

2.2 ยึดกรอบแผนงาน 5 ด้าน โดยปรับปรุงให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้สามารถกำหนดโครงการได้ชัดเจนขึ้น ดังนี้

2.3 ให้ทุกจังหวัดจัดทำวิสัยทัศน์การบริหารจัดการยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขให้เกิดผลในเชิงประสิทธิภาพของการพัฒนาชุมชน ซึ่งจังหวัดต้องทบทวนบทเรียนที่ดำเนินการไปในปี 2550 และแสดงแนวทาง ขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ชัดเจน

2.4 ปรับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้คล่องตัวและเอื้อต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนมากขึ้น

3. เกณฑ์การจัดสรรเงินลงจังหวัดในปี 2551 จำนวน 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

ทั้งนี้ ให้โอนเงินลงจังหวัดเป็น 2 รอบ รอบแรกจำนวน 10,000 ล้านบาท ภายในเดือนตุลาคม 2550 และส่วนที่เหลือภายในเดือนมีนาคม 2551 เป็นรอบที่ 2

4. มติที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข ดังนี้

4.1 เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการในปี 2551 กรอบแผนงานทั้ง 5 ด้าน และการให้จังหวัดจัดทำวิสัยทัศน์ รวมทั้งการปรับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างตามข้อ 2

4.2 เห็นชอบการจัดสรรเงินลงจังหวัดในปี 2551 พร้อมทั้งการโอนเงินลงจังหวัดเป็น 2 รอบ รอบแรกจำนวน 10,000 ล้านบาท ภายในเดือนตุลาคม 2550 และส่วนที่เหลือภายในเดือนมีนาคม 2551 ตามข้อ 3

4.3 เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยกำกับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ให้ความสำคัญกับแผนงานที่ 1 การสร้างการเรียนรู้และความสามารถในการจัดการของชุมชน รวมทั้งให้เชื่อมโยงกับบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วย


30. เรื่อง คณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 264/2550 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน) เป็น ประธานกรรมการ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์) และ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็น รองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงมหาดไทย หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือผู้แทน ปลัดกรุงเทพมหานคร หรือผู้แทน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้แทนรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (พลโท บันเทิง พูนขำ) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน อธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้แทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือผู้แทน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือผู้แทน ประธานโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือผู้แทน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรูวิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกองทัพบกช่อง 5 หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อสมท. หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี หรือผู้แทน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน นายกสมาคมอาสาสมัครสาธารณสุขไทย หรือผู้แทน นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย หรือผู้แทน นายกสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน นายกสมาคมนักข่าวบันเทิง หรือผู้แทน นายกสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือผู้แทน นายกสมาคม นักวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือผู้แทน นายทวี สุรฤทธิกุล นายธนภน วัฒนกุล รองศาสตราจารย์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ นายศิวะ แสงมณี ศาสตราจารย์ สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ และนายสมภพ เจริญกุล โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลตรี มารุต ปัชโชตะสิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนายุทธศาสตร์และติดตามนโยบายพิเศษ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและประสานงานคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักประสานงานการเมือง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการกองคลัง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและ ผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและวางแผนการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง
  2. ส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยให้กับประชาชนทุกภาคส่วน และรณรงค์ให้การเลือกตั้งปราศจากการซื้อสิทธิขายเสียง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและเที่ยงธรรม และความสมานฉันท์
  3. สร้างความรู้ความเข้าใจ ค่านิยมและจิตสำนึกที่ดี ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงผลกระทบอันจะเกิดจากการซื้อสิทธิขายเสียง และมีส่วนร่วมในการรณรงค์แก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง
  4. ส่งเสริมให้ข้าราชการและพนักงานของรัฐวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง
  5. ประเมินผลและติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และให้รายงานปัญหาและอุปสรรคต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบเป็นระยะ ๆ
  6. ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการอย่างเต็มความสามารถและรวดเร็ว เพื่อให้การดำเนินงานดังกล่าวบรรลุเป้าหมาย
  7. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร
  8. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุม ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตามระเบียบของทางราชการ

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการยุติบทบาทภายใน 15 วันทำการ นับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองและประกาศผลการเลือกตั้งทุกเขตแล้วเสร็จอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป


31. เรื่อง รายงานสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากบริเวณถ้ำน้ำทะลุ-

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากบริเวณถ้ำน้ำทะลุ อุทยานแห่งชาติ เขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอดังนี้

1. วันที่ 13 ตุลาคม 2550 เวลา 13.30 น. ได้มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ จำนวน 8 คน และไกด์ชาวไทย จำนวน 2 คน รวมจำนวน 10 คน เดินทางเข้าไปเที่ยวเขื่อนรัชชประภา บริเวณถ้ำน้ำทะลุ หมู่ที่ 3 ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาสก เส้นทางดังกล่าวต้องผ่านหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาสก ที่ ขส.4 (คลองแปะ) หรือ แพโตนเตย คณะนักท่องเที่ยวได้พบกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสก และ ร.ต.อ. ทรงฤทธิ์ สุขสุวรรณ ผู้บังคับการกองร้อย ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 416 คณะเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้ไกด์ทราบว่า ไม่ควรเข้าไปเที่ยวที่ถ้าน้ำทะลุ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนตกมากและเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ซึ่งไกด์นำเที่ยวได้แจ้งว่าจะนำนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวบริเวณใกล้เคียง โดยในขณะนั้นมีนักท่องเที่ยว จำนวน 1 คน คือ Mrs.Gampe Ines ชาวเยอรมัน ไม่ได้เข้าไปด้วย เนื่องจากไม่สบาย จึงรออยู่ที่แพโตนเตย ดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวที่เดินทาง จำนวน 7 คน และไกด์ชาวไทย จำนวน 2 คน จำนวนรวม 9 คน ต่อมาระหว่างเวลา 14.00 น. - 15.00 น. มีฝนตกหนักมากและนักท่องเที่ยวทั้งหมดยังไม่เดินทางกลับมา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาสกจึงได้เดินทางติดตามเข้าไปดูในพื้นที่ และพบผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ศพ จึงได้รีบประสานงานส่วนกลาง เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่เข้าสนับสนุนและช่วยเหลือนักท่องเที่ยวทันที

2. ในระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคม 2550 คณะเจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัยจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชและหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง รวมจำนวน 120 นาย ได้ร่วมกันเข้าช่วยเหลือและค้นหา โดยสรุปผลการดำเนินงานพบผู้รอดชีวิต 1 ราย คือ Ms. Helena Carroll ชาวอังกฤษ และพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม อีกจำนวน 5 ศพ รวมมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น จำนวน 8 ราย เป็นชาวต่างประเทศ จำนวน 6 ราย และเป็นไกด์ชาวไทย จำนวน 2 ราย ดังมีรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. Mr.Benno Urban Fisher ชาวสวิสฯ 2. Mrs. Rose-Marie Schmidt-Stalder ชาวสวิสฯ 3. Ms. Andrea Isabelle Fischer ชาวสวิสฯ 4. Ms. Sarah Miriam Fischer ชาวสวิสฯ 5. Mr.John Cullen ชาวอังกฤษ 6. Gampe Eckly ชาวเยอรมัน 7. นายกิติศักดิ์ ประทุม ไกด์ 8. นายสหัสชัย บุญคงมาก ผู้ช่วยไกด์

ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีการเตรียมความพร้อมและการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในพื้นที่ท่องเที่ยวเสี่ยงภัยทั่วประเทศ ดังนี้

1. มาตรการเตรียมความพร้อมและการเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ

2. การพิจารณาปิดจุดท่องเที่ยวเสี่ยงภัย พิจารณาดำเนินการ ดังนี้


ต่างประเทศ


32. เรื่อง การลงนามในร่างปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบร่างปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy)
  2. อนุมัติให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศ ACMECS ครั้งที่ 3 ณ ประเทศเวียดนาม ลงนามในร่างปฏิญญาดังกล่าว

ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขถ้อยคำที่มิใช่สาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในร่างปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS ขอให้คณะรัฐมนตรีมอบให้ผู้ลงนามใช้ดุลยพินิจในเรื่องนั้น ๆ แทนคณะรัฐมนตรี

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า

  1. จากการประชุมทบทวนกลางปีอย่างไม่เป็นทางการ (Midterm Review Retreat) ของผู้นำกลุ่ม ACMECS [Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนามและไทย)] เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2550 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ที่ประชุมเห็นชอบตามข้อเสนอของสมเด็จฮุน เซน (Samdech Hun Sen) นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งสมาคมผู้ผลิตข้าวในกลุ่ม ACMECS และนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาดำเนินการในรายละเอียด
  2. ได้จัดประชุมความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS มาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่ การหารืออย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับความร่วมมือในกลุ่มประเทศ ACMECS เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2550 และการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสว่าด้วยร่วมมือข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 ณ กรุงเทพมหานคร
  3. กัมพูชาได้จัดประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 22-25 กันยายน 2550 ณ เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา โดยมีผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
    • 3.1 ให้มีการจัดตั้งความร่วมมือเรื่องข้าวในกลุ่มประเทศ ACMECS โดยรัฐมนตรีการค้าของแต่ละประเทศเวียนกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งความร่วมมือทั้งในระดับผู้ผลิตและผู้ส่งออกระหว่างประเทศสมาชิกโดยใช้แนวทางความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามที่มีการดำเนินการและมีผลเป็นที่น่าพอใจอยู่แล้ว เป็นพื้นฐานในการจะขยายความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงประเทศสมาชิกอื่นของ ACMECS โดยใช้หลักการ 2 + X (ไทยและเวียดนาม + อีกหนึ่งประเทศ กัมพูชา ลาว หรือพม่า)
    • 3.2 ความร่วมมือเริ่มในลักษณะไม่เป็นทางการและเมื่อมีความคืบหน้าในระดับหนึ่งแล้วจึงจะพิจารณาปรับให้เป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการต่อไป
    • 3.3 เห็นชอบแผนงานความร่วมมือ โดยในเบื้องต้นรูปแบบความร่วมมือจะประกอบด้วย
      • การแลกเปลี่ยนข้อมูล การผลิต ส่งออก ราคา สต๊อก นโยบาย การวิเคราะห์ตลาด ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ และอื่น ๆ
      • การแลกเปลี่ยนคณะผู้แทน ทั้งระดับรัฐบาลและเอกชนเพื่อกระชับความสัมพันธ์ และสร้างกลไกความร่วมมือ ระหว่างองค์กร/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งออกข้าว โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นให้ประเทศที่ยังไม่มีองค์กรภาคเอกชน เร่งดำเนินการจัดตั้งเพื่อให้เป็นกลไกสำคัญของความร่วมมือนี้
      • ความร่วมมือด้านวิชาการ โดยการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพด้านการผลิตและการส่งออกให้แก่ประเทศสมาชิกที่สนใจ ในเบื้องต้นมีโครงการที่จะดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 8 โครงการ โดยจะเริ่มดำเนินการในปี 2551 จำนวน 3-4 โครงการ
    • 3.4 ที่ประชุมได้ตกลงให้ผู้แทนของแต่ละประเทศนำร่างปฏิญญาดังกล่าวขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีของประเทศตน ทั้งนี้ กัมพูชาในฐานะประเทศเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีจะรายงานผลการประชุมครั้งนี้ต่อที่ประชุมผู้นำ และเสนอให้ผู้ลงนามในร่างปฏิญญาเพื่อจัดตั้งความร่วมมือดังกล่าวในการประชุมระดับผู้นำของประเทศ ACMECS ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

33. เรื่อง ขออนุมัติลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สำหรับการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (ACMECS Single Visa)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศลงนามในความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาสำหรับการอนุวัติการตรวจลงตราเดียวในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง และหากมีการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่กระทบสาระสำคัญ ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ประสานกับฝ่ายกัมพูชาและสามารถดำเนินการต่อไปได้ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ


34. เรื่อง ขออนุมัติลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยโครงการก่อสร้างถนนสาย 13 เหนือ - ถนนสังคโลก (เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคเสนอพิจารณาดังนี้

  1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยโครงการก่อสร้างถนนสาย 13 เหนือ -ถนนสังคโลก (เมืองหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างบันทึกความเข้าใจที่มิใช่สาระสำคัญก่อนการลงนามและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็ให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ โดยประสานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย

35. เรื่อง ขออนุมัติลงนามข้อตกลงในการดำเนินการขนส่งทางถนน เพื่อการท่องเที่ยวระหว่าง ลาว -ไทย - เวียดนาม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติลงนามข้อตกลงในการดำเนินการขนส่งทางถนนเพื่อการท่องเที่ยวระหว่างลาว-ไทย-เวียดนาม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงข้อตกลงดังกล่าวที่มิใช่สาระสำคัญก่อนการลงนามและเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็ให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้โดยประสานงานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ซึ่งจะมีการลงนามในการประชุมผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 3 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม

ทั้งนี้ ข้อตกลงในการดำเนินการขนส่งทางถนนเพื่อการท่องเที่ยวระหว่าง ลาว -ไทย-เวียดนามมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ภาคีคู่สัญญาจะให้สิทธิการจราจรและยอมรับรถที่จดทะเบียน รวมถึงการยอมรับรถท่องเที่ยวเข้าในดินแดนของภาคีคู่สัญญาผ่านทางจุดตรวจเข้า-ออกของทั้งสองฝ่าย และตามเส้นทางขนส่งที่กำหนดไว้ การปฏิบัติตามกฎระเบียบเกี่ยวกับการจราจรและความปลอดภัยของประเทศที่นำรถวิ่งเข้าไป การยอมรับหนังสือรับรองการตรวจสภาพรถ การประกันภัยความเสียหายที่เกิดจากรถต่อบุคคลที่สาม การนำรถเข้าชั่วคราว รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมและคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามข้อตกลง ฯ อีกทั้งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม โดยทางถนนให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเดินทางของประชาชนทั้งสามประเทศ และเป็นการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน


36. เรื่อง การรับรองสถานะสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เป็นองค์การระหว่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอดังนี้

  1. เห็นชอบให้นำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เสนอขอรับความเห็นชอบต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
  2. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบความตกลงฯ ตามข้อ 1 แล้ว
  3. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศแจ้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับต่อไป เมื่อได้มีการตราพระราชบัญญัติตามข้อ 2 เสร็จเรียบร้อยแล้ว
  4. ให้กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียดของความตกลงฯ ต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศเสนอว่า

  1. ได้จัดให้มีการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทย และสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550
  2. โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 190 วรรคสอง บัญญัติให้หนังสือสัญญาใดจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญาต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว และวรรคสี่ บัญญัติให้เมื่อลงนามในหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศแล้ว ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญานั้น ประกอบกับความตกลงฯ ข้อ 11 ระบุว่า ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ในวันที่รัฐบาลได้แจ้งต่อสถาบันว่า ข้อกำหนดภายในประเทศทั้งหมดเพื่อการมีผลใช้บังคับดังกล่าวได้รับการปฏิบัติตามแล้ว จึงได้เสนอเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ลุ่มน้ำโขง มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้รัฐบาลไทยยอมรับนับถือสถานะนิติบุคคลระหว่างประเทศ ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตร และความสามารถของสถาบันฯ ในการทำสัญญา การได้มาและจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ และการเป็นคู่ความในคดี (ข้อ 1)
  2. กำหนดให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันต่อข้อผูกพันต่าง ๆ และประกันว่าสถาบันจะได้รับการอำนวยความสะดวกด้านสาธารณูปโภค และการสื่อสารตามที่กำหนด (ข้อ 2 และข้อ 3)
  3. กำหนดให้สถาบันฯ ได้รับการยกเว้นภาษีอากรและภาษีศุลกากรตามที่กำหนด ตลอดจนอาจรับ ถือครอง และโอนเงินและแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและมีบัญชีเงินตราได้ทุกสกุล (ข้อ 4 และข้อ 5)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการตรวจลงตราสำหรับการเข้ามาในราชอาณาจักรไทย (ข้อ 6)
  5. กำหนดให้พนักงานของสถาบันฯ เว้นแต่ผู้มีสัญชาติไทย หรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรในประเทศไทย พนักงานชาวต่างชาติของสถาบัน ได้รับยกเว้นภาษีอากรและภาษีศุลกากร ตามที่กำหนด รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านการส่งกลับประเทศ (ข้อ 7)
  6. กำหนดให้การแก้ไขความตกลงฯ จะทำได้เป็นครั้งคราวเมื่อได้รับความยินยอมร่วมกันทั้งสองฝ่าย (ข้อ 10)
  7. กำหนดให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับในวันที่รัฐบาลไทยได้แจ้งต่อสถาบันฯ ว่า ข้อกำหนดภายในประเทศทั้งหมดเพื่อการมีผลใช้บังคับดังกล่าวได้รับการปฏิบัติตามแล้ว (ข้อ 11)

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้ยอมรับนับถือว่าสถาบันฯ เป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย (ร่างมาตรา 4 (1))
  2. กำหนดให้สถาบันฯ ทรัพย์สินและสินทรัพย์ของสถาบัน พนักงานและเจ้าหน้าที่ของสถาบัน ได้รับ เอกสิทธิ์ตามที่ระบุไว้ในความตกลงดังกล่าว (ร่างมาตรา 4 (2))

37. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2554

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติคณะกรรมการกลางจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ (International Informatics Olympiad Committee) ที่เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2554 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2549 คณะผู้แทนประเทศไทยที่เดินทางไปแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 19 ณ ประเทศโครเอเชีย ระหว่างวันที่ 15-22 สิงหาคม 2550 ได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงในการเสนอชื่อขอเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิกปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2554 ในประเทศไทยต่อคณะกรรมการกลางจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก (International Informatics Olympiad Committee) ซึ่งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวได้มีมติเห็นชอบและกระทรวงศึกษาธิการจะได้ดำเนินงานตามโครงการและแผนปฏิบัติงานที่ได้กำหนดขั้นตอนรายละเอียดการดำเนินงานต่อไป

การจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิกปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2554 ครั้งนี้คาดว่าจะมีเยาวชนตัวแทนจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมแข่งขันประมาณ 80 ประเทศ แต่ละประเทศจะส่งเยาวชนเข้าแข่งขันจำนวน 4 คน และอาจารย์ผู้ควบคุมดูแล 2 คน นอกจากนี้ยังมีประเทศต่าง ๆ ขอเข้าร่วมสังเกตการณ์อีกประมาณ 10 ประเทศ รวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ประมาณ 600 คน โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศด้านวิชาการ และทำให้การเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์เป็นที่น่าสนใจของเยาวชนและนักวิชาการทั่ว ๆ ไป ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรระบบการเรียนการสอน และการวิจัยที่จะช่วยในการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการของประเทศต่อไป
  2. เพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้แสดงความสามารถด้านปัญญาและพัฒนาศักยภาพของตนเองให้สูงขึ้นทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ
  3. เพื่อส่งเสริมให้เยาวชน อาจารย์ผู้สอน นักคอมพิวเตอร์ได้มีประสบการณ์ และมีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นกับผู้แทนเยาวชน อาจารย์ผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์และนักคอมพิวเตอร์ของนานาชาติ
  4. เพื่อส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความเข้าใจอันดีระหว่างเยาวชน อาจารย์ผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์ และนักคอมพิวเตอร์ของไทยกับนานาชาติ รวมทั้งการเผยแพร่ชื่อเสียง และเกียรติคุณของประเทศไทยให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

การศึกษา


38. เรื่อง การปรับสถานภาพวิทยากรสอนศาสนาอิสลามเป็นพนักงานราชการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอนศาสนาอิสลามเป็นพิเศษเฉพาะกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 882 อัตรา (เพิ่มเติมจากกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่เดิม จำนวน 20,343 อัตรา) ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า

1. หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2550 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เสนอคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) กำหนดกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ กลุ่มงานบริหารทั่วไป ตำแหน่งครูผู้สอนศาสนาอิสลาม คุณวุฒิปริญญาตรี ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด จำนวน 882 อัตรา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เป็นต้นไป ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ แต่ได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการ คพร. ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยใช้กรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของกระทรวงศึกษาธิการที่มีอยู่เดิม จึงเห็นควรที่ สพฐ. จะได้พิจารณากรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548-2551 จำนวน 20,343 ตำแหน่ง สำหรับการจัดสรรเป็นพนักงานราชการ "ตำแหน่งครูผู้สอนศาสนาอิสลาม" จำนวน 882 อัตราต่อไป จึงเป็นเหตุให้ สพฐ. ไม่สามารถให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่เกี่ยวข้องดำเนินการสรรหาและเลือกสรรพนักงานราชการเพื่อเปลี่ยนสถานภาพวิทยากรสอนศาสนาอิสลามเป็นพนักงานราชการได้ตามแนวทางที่ คพร.กำหนด

2. กรณี คพร. อนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548-2551 นั้น เป็นกรณีของอัตราตำแหน่งทดแทนลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราวที่ว่างลง จัดเป็นบัญชี 2 กลุ่ม ดังนี้

2.1 บัญชีกลุ่มที่ 1 จำนวน 20,343 ตำแหน่ง (ในจำนวนนี้รวมรองรับลูกจ้างชั่วคราวที่มีคุณสมบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547)

2.2 บัญชีกลุ่มที่ 2 มี 228 อัตรา รองรับลูกจ้างชั่วคราว "งบบุคลากร" ลักษณะงานจ้างเหมารายที่มีคุณสมบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 (จ้างต่อเนื่อง 5 ปี นับถึงวันที่ 30 กันยายน 2547 และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ต้องจ้างด้วยงบบุคลากรด้วย) คพร.กำหนดให้เป็นกรอบพิเศษว่างลงให้ยุบเลิกทุกกรณี

2.3 อัตรากรอบอัตรากำลังพนักงานราชการตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 กระจายอยู่ในสถานศึกษาที่ขาดครูใน สพท.ทุกเขต และได้ดำเนินการจ้างมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

ดังนั้น กรอบอัตรากำลังพนักงานราชการกรณีนี้ จึงไม่สามารถนำมาใช้สำหรับการจัดสรรเป็นพนักงานราชการ "ตำแหน่งครูผู้สอนศาสนาอิสลาม" ได้

3. การขออนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอนศาสนาอิสลาม คุณวุฒิปริญญาตรี ตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด สำหรับสถานศึกษาใน 5 สพท. ชายแดนภาคใต้ เป็นกรณีขอเพิ่มใหม่ โดยปรับการใช้งบประมาณจากการจ้างรายชั่วโมงนั้น หากพิจารณาในด้านการใช้งบประมาณการจ้างโดยให้ค่าตอบแทนรายชั่วโมงจากผลการดำเนินการที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาจำนวนห้องเรียนที่เปิดสอนอิสลามศึกษา 7,059 ห้อง ปีหนึ่ง ๆ ใช้วิทยากรสอนศาสนาอิสลามประมาณ 882 คน ทุกคนต้องสอนให้ได้ 16 ชั่วโมง/สัปดาห์ ใช้งบประมาณต่อปีงบประมาณ (882 คน x 40 สัปดาห์ x 16 ชั่วโมง x 200บาท) จำนวน112,896,000 บาท จ้างเป็นพนักงานราชการ ใช้งบประมาณ ค่าตอบแทนรายเดือน+ค่าครองชีพ (9,160 บาท+1,000 บาท x 882 คน x 12) จำนวน 107,533,440 บาท สรุปใช้งบประมาณลดลงจำนวน 5,362,560 บาท

4. จำนวนวิทยากรสอนศาสนาอิสลามจากการรายงานของ สพท. 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้จ้างโดยงบค่าตอบแทนรายชั่วโมง ๆ ละ 200 บาท มีอยู่รวม 1,096 คน จำแนกเป็นรายที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษาตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด (มีใบประกอบวิชาชีพครูแล้ว) จำนวน 586 คน อยู่ระหว่างการศึกษาให้ได้รับคุณวุฒิตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด 219 คน ไม่ได้ศึกษาต่อ 291 คน กรณีนี้ถ้าได้รับอนุมัติกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการตำแหน่งครูผู้สอนศาสนาอิสลามเพิ่มใหม่ จำนวน 882 อัตรา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป รายที่มีคุณวุฒิตาม ก.ค.ศ. กำหนด และรายที่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ก็จะได้มีโอกาสปรับสถานภาพบรรจุเป็นพนักงานราชการ นอกจากการสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรดังกล่าวปฏิบัติการสอนได้อย่างเต็มศักยภาพแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับการเรียนการสอนในโรงเรียนของครูให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีที่ใกล้ชิดกับชุมชน ทั้งยังเป็นการประหยัดงบประมาณได้ส่วนหนึ่งด้วย อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้วิทยากรสอนศาสนาอิสลามได้พัฒนาตนเองศึกษาให้ได้คุณวุฒิปริญญาตรีทางการศึกษา ตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาด้านการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรวมด้วยต่อไป


แต่งตั้ง


39. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ รวมทั้งองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ในปี 2551 จะให้เบิกจ่ายจาก สศช. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้แทน ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาหรือผู้แทน ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณหรือผู้แทน ผู้แทนมหาวิทยาลัย 4 ภาค (4 คน) ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ผู้แทนสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ผู้แทนมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ผู้แทนมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ นายชนวน รัตนวราหะ นายคำเดื่อง ภาษี นายประยงค์ รณรงค์ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม นายชูศักดิ์ หาดพรม โดยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ได้รับมอบหมาย และ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมาย เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ
  2. ดำเนินการบูรณาการแนวทาง มาตรการ แผนงานและงบประมาณกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อการพัฒนาเกษตรอินทรีย์
  3. จัดระบบการประสานงานและดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อกำกับ ดูแล และเร่งรัดการดำเนินงานของส่วนราชการและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เพื่อให้ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พร้อมทั้งกำหนดกรอบการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงแผนยุทธศาสตร์ให้มีความเหมาะสม
  4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือบุคคลเพื่อมอบหมายให้ดำเนินการใดตามที่คณะกรรมการกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามความเหมาะสม
  5. ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

2. อนุมัติเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายเสกสรร นาควงศ์ รองผู้อำนวยการ (นักบริหาร 9) สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายปรีดี โชติช่วง ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 ดังนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

4. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรแทนกรรมการที่ลาออก จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน ผู้แทนสถาบันเกษตรกร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป 2. นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ

5. แต่งตั้งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้แต่งตั้ง นายวันเสด็จ ถาวรสุข ผู้อำนวยการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (นักบริหาร 9) ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (นักบริหาร 10) โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราตามบัญชีกำหนดตำแหน่งและอัตราเงินเดือนของพนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป

6. แต่งตั้งคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอดังนี้

  1. อนุมัติแต่งตั้งกรรมการบุคคลในคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย แทนกรรมการที่ออกจากตำแหน่ง ดังนี้ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นายสงขลา วิชัยขัทคะ นายชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์ นางสาวศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง
  2. อนุมัติให้คณะกรรมการที่เคยแต่งตั้งไว้เดิม 6 คน ได้แก่ เรืออากาศโท ชาญฤทธิ์ วงษ์ประเสริฐ นายพิมล ศรีวิกรม์ นายสันติภาพ เตชะวณิช นายรัฐกรณ์ นิ่มวัฒนา นายวิชิต คนึงสุขเกษม นายประดิษฐ์ นิธิยานันท์ พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
  3. อนุมัติให้การกีฬาแห่งประเทศไทยมีกรรมการจำนวนสิบห้าคนได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2550 เป็นต้นไป

7. การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรา 15 ของพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2550 ดังนี้ 1.นายสันทัด สมชีวิตา เป็นประธานกรรมการ 2.นายศุภชัย วัฒนางกูร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารธุรกิจ 3.คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน 4.นายดำรงค์ ศรีพระราม เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านป่าไม้ 5.นายปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 6.นายรัชดา สิงคาลวณิช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการอุตสาหกรรม

8. การแต่งตั้งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้แต่งตั้ง นายสมบัติ ศานติจารี รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตามนัยมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511

9. การมอบหมายให้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอในการตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ ดังนี้ 1. นายบัญญัติ จันทน์เสนะ 2. พลตำรวจโท ธีรวุฒิ บุตรศรีภูมิ

10. การรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอในการมอบหมายให้รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามลำดับ ดังนี้ 1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน) 2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอก บุญรอด สมทัศน์) 3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายสุวิทย์ ยอดมณี)

11. ขออนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอรับโอน นายชัยวัฒน์ ต่อสกุลแก้ว ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งศาสตราจารย์ ระดับ 10 รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาแต่งตั้งเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง


ที่มา :สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี