สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
22 พฤษภาคม 2550

วันนี้ (วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2550) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  3. เรื่อง การพัฒนากฎหมายของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปี 2550
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออก การซื้อขาย การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน พ.ศ. .....
  9. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542
  12. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535
  13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ....
  14. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน
  2. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงรังสิต-บางซื่อ-ตลิ่งชัน
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบการใช้จ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
  4. เรื่อง การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551
  5. เรื่อง การเร่งรัดการดำเนินการมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550
  6. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

สังคม

  1. เรื่อง การจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ 7 รอบ 6 พฤษภาคม 2550
  2. เรื่อง (ร่าง) นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559
  3. เรื่อง มาตรการป้องกันความเสียหายเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีก่อสร้าง บูรณะ และบำรุงรักษาทางและสะพาน
  4. เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร
  5. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบอุทกภัยปี 2549
  6. เรื่อง ขออนุมัติโครงการจัดตั้งศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  7. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2550)
  8. เรื่อง รายงานสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศลาว ใกล้อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
  9. เรื่อง รายงานผลการติดตามงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัดในท้องที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดอุทัยธานี ครั้งที่ 1
  10. เรื่อง โครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP ขององค์การอนามัยโลก
  11. เรื่อง ผลการสำรวจตรวจสอบสภาพอาคารแฟลตดินแดง

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง โครงการฟื้นฟูสัญลักษณ์ไทยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
  2. เรื่อง ขอความเห็นชอบการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง
  3. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนชาวอินโดนีเซียที่ประสบอุทกภัย
  4. เรื่อง การสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก
  5. เรื่อง การจัดตั้งเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน
  6. เรื่อง การผ่อนผันให้ผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร และการลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (Visa) แก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมายจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชา
  7. เรื่อง ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการจัดตั้งและสถานะของศูนย์วัฒนธรรม
  8. เรื่อง ขอความเห็นชอบความตกลงการรับรองวุฒิการศึกษาไทย-จีน
  9. เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีนระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
  10. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติและสหกรณ์กับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI)
  11. เรื่อง ขอเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - มาเลเซีย
  12. เรื่อง การลงนามในสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว โครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ

การศึกษา

  1. เรื่อง ขออนุมัติหลักการการจัดการศึกษารูปแบบสหกิจสำหรับแก้ปัญหาการรองรับนักเรียนในกรุงเทพมหานคร
  2. เรื่อง โครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ (ทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย) ระยะที่ 2 พ.ศ.2551-2566
  3. เรื่อง โครงการพัฒนากำลังคนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ทุนเรียนดีมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย)
  4. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณค่าหนังสือแบบเรียน และเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน
  5. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา
  6. เรื่อง ยุทธศาสตร์การสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์ป้องกันการทุจริตและการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับทางหลวง
    2. ขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
    3. ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่า ปัจจุบันผู้ประกอบเกษตรกรรม รายย่อยยังไม่ค่อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการส่งเสริม พัฒนา และแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรมมานัก ผู้มีบทบาทมักเป็นหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบเกษตรกรรมรายใหญ่ จึงมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปพิจารณาแนวทางดำเนินการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบเกษตรกรรมรายย่อยมีบทบาทและมีส่วนร่วมมากขึ้น

ร่างพระราชบัญญัติสภาการเกษตรแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาความเห็นร่วมกับภาครัฐเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาการเกษตรให้ครบวงจรทั้งการผลิตและการตลาด รวมทั้งเป็นการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมให้มีความเข้มแข็ง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. สภาการเกษตรแห่งชาติประกอบด้วยสมาชิกจากผู้แทนภาครัฐ และผู้แทนภาคเกษตรกรรม โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน มีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเลขานุการสภาการเกษตรแห่งชาติ (ร่างมาตรา 4)
  2. สมาชิกที่เป็นผู้แทนภาคเกษตรกรรมให้มาจากการเลือกตั้งกันเองในระหว่างเกษตรกรแต่ละกลุ่มการผลิต สาขากลุ่มและวิธีการเลือกตั้งให้กำหนดโดยกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 5)
  3. ให้สมาชิกสภาการเกษตรแห่งชาติที่เป็นผู้แทนจากภาคเกษตรกรรมและผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระคราวละสี่ปีและดำรงตำแหน่งสองวาระติดต่อกันไม่ได้ (ร่างมาตรา 7)
  4. ให้ประธานสภาการเกษตรแห่งชาติจัดให้มีการประชุมสภาการเกษตรแห่งชาติสามเดือนต่อหนึ่งครั้ง แต่กรณีมีเหตุจำเป็นประธานสภาการเกษตรแห่งชาติจะเรียกประชุมเป็นวาระพิเศษเพิ่มขึ้นก็ได้ (ร่างมาตรา 10)
  5. ให้สภาการเกษตรแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    • เสนอแนะต่อรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยีการผลิตและพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความค้องการของตลาด การกำหนดมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติ กำหนดแนวทางการส่งเสริมให้ความร่วมมือกันในระหว่างเกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกรรม
    • แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อปฏิบัติตามที่สภาการเกษตรแห่งชาติมอบหมาย
    • ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสภาการเกษตรแห่งชาติหรือตามที่ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย (ร่างมาตรา 11)
  6. ให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรปฏิบัติงานธุรการของสภาการเกษตรแห่งชาติ ติดตามและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสภาการเกษตรแห่งชาติ (ร่างมาตรา 12)
  7. สภาการเกษตรแห่งชาติอาจพิจารณาให้มีการจัดตั้งสภาการเกษตรจังหวัดขึ้นก็ได้ โดยมีสมาชิกประกอบด้วยผู้แทนภาคราชการ ผู้แทนภาคเกษตรกรรม ผู้แทนผู้ประกอบธุกิจการเกษตร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเกษตร จำนวนฝ่ายละเท่ากันแต่ไม่เกินฝ่ายละสิบคน กรณีที่สภาการเกษตรแห่งชาติเห็นสมควรในการดำเนินกิจกรรมร่วมกันในระหว่างเกษตรกรที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกันและประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่ากับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ อาจพิจารณาให้จัดตั้งสภาการเกษตรจังหวัดโดยรวมหลายจังหวัดเข้าด้วยกันแทนการจัดตั้งเป็นแต่ละจังหวัดก็ได้ โดยหลักเกณฑ์ วิธีการจัดตั้งสภาการเกษตรจังหวัด คุณสมบัติ การแต่งตั้ง และเลขานุการสภาการเกษตรจังหวัดให้กำหนดโดยกฎกระทรวง (ร่างมาตรา13)
  8. ให้สภาการเกษตรจังหวัดมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะต่อสภาการเกษตรแห่งชาติเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ ร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเกษตรกรรม และปฏิบัติหน้าที่ตามที่สภาการเกษตรแห่งชาติมอบหมาย (ร่างมาตรา 14) และให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการสภาการเกษตรจังหวัด ส่วนกรณีจัดตั้งสภาการเกษตรจังหวัดสภาหนึ่งสำหรับหลายจังหวัด ให้สภาการเกษตรแห่งชาติกำหนดให้สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดใดจังหวัดหนึ่งที่เกี่ยวข้องนั้นทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการสภาการเกษตรจังหวัด (ร่างมาตรา 15)
  9. ให้ประธาน สมาชิก และคณะทำงานของสภาการเกษตรแห่งชาติ และประธานและสมาชิกสภาการเกษตรจังหวัดได้รับเบี้ยประชุม เบี้ยเลี้ยง และค่าเดินทางในการปฏิบัติงาน ตามระเบียบที่กระทรวงการคลังกำหนด (ร่างมาตรา 16)
  10. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และให้ดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาการเกษตรแห่งชาติจากผู้แทนภาคเกษตรกรรมและแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้เสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ร่างมาตรา 17 และร่างมาตรา 18))

2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีโดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา รวมกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 95) ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ ให้เป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียว แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์) เสนอว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับอายุความในการฟ้องร้องคดีที่เจ้าพนักงานกระทำการอันเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ให้มีอายุความแน่นอนและยาวขึ้น เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ได้แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติว่าจะดำเนินการเสริมสร้างมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้งในภาคการเมืองและภาคราชการ ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระทรวงยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วยมาเพื่อดำเนินการ โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้ศาลจะลดหรือบรรเทาโทษความผิดเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 เว้นแต่มาตรา 163 ลงเกินกว่า 1 ใน 5 ไม่ได้ (ร่างมาตรา 3 แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 78 วรรค 3)
  2. กำหนดให้คดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม มาตรา 147 ถึงมาตรา 166 เว้นแต่มาตรา 163 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมายอื่น มีอายุความฟ้องร้องคดี 30 ปี นับแต่วันกระทำความผิด (ร่างมาตรา 5 เพิ่มเติมเป็น มาตรา 95/1)
  3. ยกเว้นไม่ให้มีอายุความการลงโทษผู้กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 เว้นแต่มาตรา 163 ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมายอื่น ๆ (ร่างมาตรา 6 เพิ่มเติมเป็นมาตรา 98 วรรค 2)

3. เรื่อง การพัฒนากฎหมายของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปี 2550

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการพัฒนากฎหมายของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปี 2550 แล้วมีมติอนุมัติหลักการ

  1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 95) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกรณีที่ผู้กระทำความผิดที่ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกยี่สิบปี หลบหนีจากการถูกสอบสวน การฟ้อง และการพิจารณาคดี ให้อายุความสะดุดหยุดลง (แก้ไขมาตรา 95 (ร่างมาตรา 3) )
  2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 20) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยที่ได้กระทำนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบ หรือจะมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดก็ได้ และกรณีมอบหมายพนักงานอัยการ ให้ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน และมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน โดยให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวนคดีนั้น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 20 (ร่างมาตรา 3))
  3. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 66) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้กรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องหรือมีคำสั่งฟ้อง เป็นเหตุที่ศาลจะออกหมายจับได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 66 (ร่างมาตรา 3 ))
  4. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83) ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้การมี การพาและการใช้อาวุธปืนของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่จำเป็นต้องใช้ในการจับ ให้เป็นไปตามหลักที่กำหนดในกฏกระทรวง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 (ร่างมาตรา 3 ))

รวม 4 ฉบับ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รวมร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 1 กับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการและความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รองศาสตราจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์) เสนอ ให้เป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียว และให้รวมร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 2-4 เป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียว ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาด้วยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 95 เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลงในกรณีผู้กระทำความผิดหลบหนีตามร่างพระราชบัญญัติตามข้อ 1 นั้น สมควรพิจารณาเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ เช่น ประเทศเยอรมนี ว่าอายุความในการฟ้องคดีและอายุความในการลงโทษมีความจำเป็นต้องสอดคล้องกันหรือไม่ อย่างไร ประกอบด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป


4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป สำหรับความเห็นของกระทรวงยุติธรรมที่เห็นควรให้คงความในเรื่องการให้งดการประหารชีวิตและการเปลี่ยนการประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิต นั้น ให้กระทรวงยุติธรรมประสานงานกับคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาดำเนินการในชั้นการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กระทรวงยุติธรรมรายงานว่า ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 11) ตรวจพิจารณาแล้ว เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม ยกเว้นกรณีการรับรองว่าจะไม่มีการประหารชีวิตบุคคลที่ประเทศไทยร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามร่างมาตรา 29 ซึ่งมีสาระสำคัญที่แตกต่างจากหลักการของร่างที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตัดความในร่างเดิมมาตรา 29 ในเรื่องการให้งดประหารชีวิตและการเปลี่ยนการประหารชีวิตเป็นจำคุกตลอดชีวิตออก ซึ่งกระทรวงยุติธรรมเห็นควรให้คงความในเรื่องดังกล่าวไว้ เพื่อให้มีการเปลี่ยนโทษแก่บุคคลที่ถูกส่งข้ามแดนโดยผลของกฎหมาย ซึ่งจะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญาต้นแบบว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของสหประชาชาติ ค.ศ. 1990

ร่างพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนกรณีที่ต้องห้ามไม่ให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ร่างมาตรา 9)
  2. กำหนดให้ศาลใช้ดุลยพินิจให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ แต่ศาลจะต้องฟังคำคัดค้านของพนักงานอัยการก่อนพิจารณา (ร่างมาตรา 18)
  3. กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติในการจับกุมบุคคลที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 16)
  4. กำหนดหลักการให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้โดยไม่ต้องดำเนินการส่งผู้ร้ายข้ามแดนครบทุกขั้นตอนหากผู้ถูกจับยินยอมให้ส่งข้ามแดน และให้ศาลตรวจสอบว่าผู้ถูกจับกุมให้ความยินยอมโดยบริสุทธิ์ใจหรือไม่ (ร่างมาตรา 27)
  5. เพิ่มเติมหลักการในกรณีที่ประเทศไทยร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนหากผู้ร้ายข้ามแดนต้องโทษประหารชีวิต ให้รัฐบาลไทยให้คำรับรองว่าจะไม่มีการประหารชีวิต (ร่างมาตรา 29)
  6. กำหนดให้แบบ หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนและเอกสารประกอบ คำร้อง ให้ออกเป็นกฎกระทรวง (ร่างมาตรา 30)

5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป


6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พุทธศักราช 2549 ดังต่อไปนี้

  1. ขยายระยะเวลาการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบในการดำเนินการกับเรื่องที่ค้างพิจารณา และกำหนดรายละเอียดการดำเนินการกับเรื่องที่ยังไม่แล้วเสร็จเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด (แก้ไขเพิ่มเติมวรรคสองของ ข้อ 11 และเพิ่มวรรคสามของข้อ 11)
  2. กำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบ กรรมการตรวจสอบ และบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการตรวจสอบ ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและทางอาญาสำหรับบรรดาการกระทำที่ได้กระทำไปโดยสุจริตและตามอำนาจหน้าที่ (เพิ่มข้อ 11/1)

7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แยกหลักการเฉพาะสาระสำคัญในเรื่องการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง และบทกำหนดโทษ ออกจากร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขปรับปรุงคำนิยามให้ชัดเจนขึ้น เช่น คำว่า "ทำซ้ำ" และคำว่า "เผยแพร่ต่อสาธารณชน" เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล (ร่างมาตรา 3และร่างมาตรา4)
  2. ยกร่างเพิ่มเติมคำนิยามขึ้นใหม่ เช่น คำว่า "จำหน่าย" "ข้อมูลการบริหารสิทธิ" และ "มาตรการทางเทคโนโลยี" เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล (ร่างมาตรา 5)
  3. ขยายความคุ้มครองลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงให้ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยครอบคลุมถึงการเผยแพร่ต่อสาธารณชนทางสื่อดิจิตอลและอินเทอร์เน็ต รวมทั้งการจำกัดความรับผิดชอบของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider หรือ ISP) เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการสื่อสารและเผยแพร่ลิขสิทธิ์ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (ร่างมาตรา 10)
  4. ขยายการคุ้มครองสิทธิของนักแสดงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และเป็นไปมาตรฐานสากล เช่น สิทธิในการเผยแพร่การแสดงและสิ่งบันทึกเสียงการแสดงทางสื่อดิจิตอล การจำหน่ายและให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนาสิ่งบันทึกเสียงของนักแสดง (ร่างมาตรา 11-15)
  5. เพิ่มบทบัญญัติ โดยกำหนดให้ความคุ้มครองแก่ข้อมูลการบริหารสิทธิ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับ ผู้สร้างสรรค์ นักแสดง และเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่งานลิขสิทธิ์และคุ้มครองสิทธิในข้อมูลของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่ใส่ไว้ในต้นฉบับหรือสำเนางาน ไม่ให้บุคคลอื่น ลบหรือเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีสิทธิ (ร่างมาตรา 16)
  6. เพิ่มบทบัญญัติโดยขยายความคุ้มครองลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดงให้ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยครอบคลุมถึงการเผยแพร่ต่อสาธารณชนทางสื่อดิจิตอลและอินเทอร์เน็ต และคุ้มครองแก่มาตรการทางเทคโนโลยีที่เจ้าของลิขสิทธิ์ใช้เพื่อป้องกันการเข้าถึงหรือการละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อให้การคุ้มครองลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และมาตรฐานสากล (ร่างมาตรา 16)
  7. เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์และสิทธิของนักแสดง (ร่างมาตรา 17)
  8. แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการลิขสิทธิ์ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 60 ให้ครอบคลุมถึงเรื่องการกำหนดแบบสัญญามาตรฐานเกี่ยวกับลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถใช้เป็นแม่แบบในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับงานลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงได้ จะทำให้ลดปัญหาข้อพิพาทต่างๆ ทางธุรกิจ (ร่างมาตรา 19)
  9. กำหนดให้ศาลมีอำนาจริบสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธินักแสดง เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ คือ ความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (ร่างมาตรา 23)
  10. กำหนดให้คดีละเมิดลิขสิทธิ์เป็นความผิดอันยอมความได้ เว้นแต่การละเมิดลิขสิทธิ์ในเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ให้เป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ (ร่างมาตรา 24)
  11. ในส่วนของบทกำหนดโทษ กำหนดอัตราโทษตามความหนักเบาของพฤติการณ์ความร้ายแรงของการละเมิด โดยแบ่งฐานความผิดออกไป 3 ระดับ คือ ความผิดทั่วไป ความผิดเพื่อการค้าขนาดเล็ก และความผิดเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ สำหรับโทษจำคุกจะกำหนดโทษจำคุกเฉพาะการละเมิดลิขสิทธิ์ในเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่เท่านั้น ส่วนการละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วไป และการค้าขนาดเล็กมีเพียงโทษปรับเท่านั้น (ร่างมาตรา 26-28)
  12. เพิ่มเติมบทกำหนดโทษในกรณี การกระทำความผิดในการลบหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลการบริหารสิทธิ การหลีกเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี การเป็นองค์กรจัดเก็บ โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ดำเนินการบริหารการจัดเก็บค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด (ร่างมาตรา 28)

8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออก การซื้อขาย การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน พ.ศ. .....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออก การซื้อขาย การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน พ.ศ. ..... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออก การซื้อขาย การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน พ.ศ. ..... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้กระทรวงการคลังออกตราสารหนี้ได้ 3 ประเภท คือ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยจะออกในรูปแบบมีใบตราสารหรือไร้ใบตราสารก็ได้ และผู้ทรงตราสารหนี้ก็สามารถเปลี่ยนรูปแบบของตราสารหนี้จากรูปแบบมีใบตราสารเป็นไร้ใบตราสารหรือเปลี่ยนจากรูปแบบไร้ใบตราสารเป็นมีใบตราสารก็ได้ (ร่างหมวด 1)
  2. กำหนดวิธีการซื้อขายตราสารหนี้ทั้งสามประเภท (ร่างหมวด 2)
  3. กำหนดวิธีการโอนตราสารหนี้ (ร่างหมวด 3)
  4. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกันและการบังคับหลักประกัน (ร่างหมวด 4)

9. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติในการเบิกเงิน การรับเงิน การจ่ายเงิน การจ่ายเงินยืม การเก็บรักษาเงิน การนำเงินส่ง และการตรวจสอบการเงินของหน่วยงานย่อย


10. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 พ.ศ. .... ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรายงานว่า โดยที่กระทรวงยุติธรรมมีนโยบายยกเลิกการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัล ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 เนื่องจากการจ่ายเงินรางวัลตามระเบียบดังกล่าวยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ให้ค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่ในรูปแบบของการเพิ่มเงินเดือน การให้โบนัสหรือการเลื่อนขั้นเงินเดือนซึ่งมิใช่เป็นการจ่ายเงินรางวัล และเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีในเรื่องของความโปร่งใส เป็นธรรม ประหยัด และมีประสิทธิภาพ กระทรวงยุติธรรมจึงมอบหมายให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินรับไปพิจารณาดำเนินการยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว จึงเสนอร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ระเบียบฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ร่างข้อ 2)
  2. ให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2546 (ร่างข้อ 3)
  3. ให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินสินบนที่ได้ยื่นคำขอต่อเลขาธิการภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามข้อ 21 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลฯ พ.ศ. 2546 ก่อนที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ยังคงมีสิทธิได้รับเงินสินบนตามระเบียบดังกล่าวต่อไปได้ (ร่างข้อ 4)

11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขออนุญาต และออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยาง พ.ศ. .... ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยรับความเห็นของคณะเจรจาข้อตกลงการประเมินฯ คณะที่ 4 ไปประกอบการพิจารณาด้วยแล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมยางฯ รวม 2 ฉบับ มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. .... เป็นการกำหนดค่าธรรมเนียมในการขออนุญาต เกี่ยวกับยางตามพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542 ได้แก่ ใบอนุญาตค้ายาง ใบอนุญาตขยายต้นพันธุ์ยางเพื่อการค้า ใบอนุญาตเป็นผู้นำเข้ายางมาในราชอาณาจักร ใบอนุญาตตั้งโรงทำยาง ฯลฯ เป็นต้น
  2. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการขออนุญาต และออกใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยาง พ.ศ. .... เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขออนุญาตและออกใบอนุญาตเกี่ยวกับยางตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยางในเรื่องการนำเข้า ส่งออกยาง

12. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 แล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับมติคณะกรรมการกลั่นกรอง ฯ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 มีสาระสำคัญ คือ ให้ยกเว้นอากรการฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียมโรงฆ่าสัตว์ ค่าธรรมเนียมโรงพักสัตว์ และค่าธรรมเนียมการประทับตรารับรองให้จำหน่ายเนื้อสัตว์สำหรับการฆ่าไก่ เป็ดหรือห่าน ที่เรียกเก็บตามข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535


13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำงานของคนต่าง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอและใบอนุญาตทำงานให้แก่คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ได้รับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 12(2) แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2521 ซึ่งต่อมาได้พิสูจน์สัญชาติและปรับเปลี่ยนสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย และขอรับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน สำหรับช่วงเวลาที่เคยได้รับอนุญาตให้ทำงานตามใบอนุญาตทำงานฉบับเดิม


14. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราวตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ แล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีรวม 6 มติ เกี่ยวกับเรื่อง การเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว ดังนี้

2. เห็นชอบในการปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง แนวทางในการปฏิบัติการเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว ตามความเห็นของสำนักงบประมาณเพื่อให้มีความสมบูรณ์ชัดเจน ดังนี้


เศรษฐกิจ


15. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการดำเนินการของคณะกรรมการสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน
  2. เห็นชอบกับเงื่อนไขการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจของสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (สปท.) โดยเห็นชอบกับข้อเสนอแนวทางการเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และองค์ความรู้ในการพัฒนาสินทรัพย์ให้เป็นทุนที่ยั่งยืนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวทางของโครงการพระราชดำริและพระราชเสาวนีย์ และเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550 เพื่อดำเนินการถ่ายโอนภารกิจตามข้อเสนอดังกล่าว และงบประมาณเงินอุดหนุนของ สปท. ที่ยังมิได้ผูกพันรายการใช้จ่าย วงเงิน 250 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิโครงการหลวงเป็นหน่วยรับผิดชอบดำเนินการ และให้ "คณะกรรมการประสานงานและสนับสนุนงานโครงการหลวง" ซึ่งมีอยู่แล้วทำหน้าที่กำกับการดำเนินงาน
  3. เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับ ติดตาม ดูแลภารกิจที่ถ่ายโอนให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ขึ้นชุดหนึ่ง โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรี และมอบให้ สศช. รับไปดำเนินการโดยให้ถ่ายโอนงบประมาณเงินอุดหนุนของ สปท. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินการของคณะกรรมการฯ
  4. มอบหมายให้คณะกรรมการ สปท. ดำเนินการคัดเลือกบุคลากรของ สปท. ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจที่ถ่ายโอนจำนวนไม่เกิน 5 คน และที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการชำระบัญชีจำนวนไม่เกิน 3 คน เพื่อจ้างมาช่วยสนับสนุนการดำเนินการกำกับ ติดตาม ดูแลภารกิจที่ถ่ายโอน และช่วยเหลือผู้ชำระบัญชี
  5. เห็นชอบหลักเกณฑ์เงื่อนไขการจ่ายค่าช่วยเหลือ (เยียวยา) แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ สปท.
  6. เห็นชอบให้ยุติภารกิจและบอกเลิกสัญญาจ้างบุคลากร สปท. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550
  7. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกายุบเลิกสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... เพื่อส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจร่างต่อไป และเห็นชอบในหลักการร่างหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชีการโอน หรือการจำหน่ายทรัพย์สินและการจัดการเกี่ยวกับบุคลากรของ สปท. (องค์การมหาชน) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนให้มีผลบังคับใช้ต่อไป และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

16. เรื่อง ขออนุมัติดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล : โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงรังสิต-บางซื่อ-ตลิ่งชัน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ดังนี้

  1. ให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดำเนินโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงรังสิต-บางซื่อ- ตลิ่งชัน ประกอบด้วย ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร ภายใต้กรอบวงเงิน 52,220 ล้านบาท และ ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร 13,133 ล้านบาท และให้รัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งสิ้น โดย
    • ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ให้ รฟท. ดำเนินการประกวดราคางานโยธา งานวางราง งานรื้อย้าย และงานก่อสร้างถนนเลียบทางรถไฟ (รวมงานถนน งานสะพานกลับรถ และสะพานลอยคนเดินข้าม) ได้ในทันที
    • ช่วงบางซื่อ-รังสิต เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาหาแหล่งเงินกู้ต่างประเทศของกระทรวงการคลัง และอยู่ระหว่างปรับแบบรายละเอียดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับแบบรายละเอียด โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่งก่อนประกวดราคาต่อไป
  2. การลงทุนสำหรับช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสม และกระทรวงการคลังจัดหาแหล่งเงินกู้และค้ำประกันเงินกู้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ดังนี้ ค่ารื้อย้ายสิ่งกีดขวางและระบบสาธารณูปโภค 1,758 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษาจัดประกวดราคา 7 ล้านบาท ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้าง 214 ล้านบาท ค่างานโยธาและโครงสร้างทางวิ่ง 7,637 ล้านบาท ค่างานระบบราง 1,443 ล้านบาท ค่างานถนนเลียบทางรถไฟ 2,074 ล้านบาท โดยรัฐบาลรับภาระค่าใช้จ่ายโครงการทั้งหมด ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี (ปี 2550 ถึงปี 2553) โดยดำเนินการประกวดราคาตามระเบียบของ รฟท. ว่าด้วยการจ้าง พ.ศ. 2544 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549
  3. ให้เปลี่ยนแปลงงบประมาณรายการค่าก่อสร้างโครงการรถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต จำนวน 1,102 ล้านบาท ที่ รฟท. ได้รับจัดสรรงบประมาณ พ.ศ. 2549 มาดำเนินการในโครงการรถไฟสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชันต่อไป

17. เรื่อง ขอความเห็นชอบการใช้จ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 580 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกฤดูร้อน ครั้งที่ 24 (พ.ศ. 2550) ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ


18. เรื่อง การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

1. กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 จำนวน 1,635,000 ล้านบาท โดยเป็นนโยบายงบประมาณขาดดุล จำนวน 120,000 ล้านบาท รายได้จำนวน 1,515,000 ล้านบาท

2. รายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของกระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ มีดังนี้

2.1 โครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ประกอบด้วย

2.2 งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ งบประมาณ
จำนวน ร้อยละ
รวมทั้งสิ้น 1,635,000.0 100.0
1. ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี มีคุณธรรมนำความรู้และสามารถปรับตัวสู่สังคมฐานความรู้ 561,832.5 34.4
2. ยุทธศาสตร์การแก้ไขความยากจน กระจายความเจริญสู่ชนบท และลดช่องว่างของรายได้ 51,624.3 3.1
3. ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 177,685.8 10.9
4. ยุทธศาสตร์การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม 50,419.8 3.1
5. ยุทธศาสตร์การพัฒนาการเมืองและการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม 400,270.5 24.5
6. ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของสังคม 219,564.6 13.4
7. รายการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ 173,629.5 10.6

2.3 แผนงบประมาณตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 สำนักงบประมาณได้กำหนดแผนงบประมาณตามยุทธศาสตร์ จำนวน 32 แผนงบประมาณ เพื่อเป็นทิศทางโดยรวมในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล และเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการกำหนดเป้าหมายการให้บริการกระทรวง/หน่วยงาน การจัดทำผลผลิต/โครงการ และการดำเนินภารกิจของกระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ที่มุ่งเน้นให้การจัดสรรทรัพยากรบรรลุผลสำเร็จตามเป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์การพัฒนาที่รัฐบาลต้องการให้เกิดผลดีแก่ประชาชนและประเทศชาติ

2.4 การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

รัฐบาลมีนโยบายที่จะจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของภาษีและอากร เงินอุดหนุน รายได้อื่น และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นเอง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เห็นควรให้มีการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 147,840 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ที่ได้รับจากการจัดสรรเงินอุดหนุนไว้ จำนวน 139,374 ล้านบาท เป็นเงิน 8,466 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับรายได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บเองและรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บให้และแบ่งให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อีกจำนวน 233,940 ล้านบาท จะรวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น จำนวน 381,780 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 25.20 ของรายได้สุทธิของรัฐบาล ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดไว้ร้อยละ 25.17

3. การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551

3.1 การปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัดแต่ละกระทรวง ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ดังนี้

ทั้งนี้ให้กระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ส่งผลการพิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงให้สำนักงบประมาณภายในวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2550

3.2 ให้สำนักงบประมาณพิจารณาและปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2551 แล้วให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในนามคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 4 มิถุนายน 2550

3.3 ให้สำนักงบประมาณนำผลการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณไปจัดทำเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 และเอกสารประกอบ โดยให้ส่งร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน และแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงบประมาณทราบโดยตรงก่อนนำไปจัดพิมพ์และเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 และเอกสารประกอบ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบในวันอังคารที่ 19 มิถุนายน 2550 เพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

ทั้งนี้ ให้เลื่อนกำหนดเวลาที่ให้กรุงเทพมหานคร ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐส่งผลการพิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงจากเดิมภายในวันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม 2550 เป็นวันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม 2550 และให้รองนายกรัฐมนตรี (นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์) รับไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการปรับปรุงวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและความต้องการในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน แล้วให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาโดยด่วนต่อไป


19. เรื่อง การเร่งรัดการดำเนินการมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ. 2550

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเร่งรัดการดำเนินการมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ เพื่อให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้กำหนดแนวทางเร่งรัดการดำเนินการสำหรับโครงการ/รายการที่ยังไม่ได้ทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันเพื่อให้สามารถทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 ดังนี้

1. ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หัวหน้าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เร่งรัดการดำเนินการสำหรับโครงการ/รายการที่ยังไม่ได้ทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันให้สามารถทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550กรณีส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สามารถทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันโครงการ/รายการใดได้ทันภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 และเห็นสมควรปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ให้พิจารณานำเงินงบประมาณที่ได้จากการปรับแผนฯ ไปดำเนินโครงการ/รายการ ดังนี้

2. สำหรับโครงการ/รายการ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ไม่สามารถทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันได้ทันภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2550 หากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพิจารณาแล้วเห็นว่าจะสามารถทำสัญญา/ ก่อหนี้ผูกพันได้โดยเร็ว และยังไม่ควรปรับแผนฯ ไปดำเนินการโครงการ/รายการอื่น เนื่องจากเป็นโครงการ/รายการที่มี ความจำเป็นเพื่อสนองต่อเป้าหมายการให้บริการของกระทรวง และสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จรวมทั้งเบิกจ่ายงบประมาณได้ทันภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เห็นควรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจขออนุมัติต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อขยายเวลาดำเนินการได้ โดยจะต้องสามารถทำสัญญาก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2550

กรณีที่รัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายเวลาดำเนินการดังกล่าว ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจติดตามเร่งรัดการดำเนินงานให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา พร้อมทั้งประสานกับผู้รับจ้างเพื่อเตรียมการให้สามารถดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณได้โดยเร็ว

3. กรณีโครงการหรือรายการใด ที่ได้ปรับแผนฯ เพื่อนำงบประมาณไปดำเนินการโครงการ/รายการอื่นแล้ว หากโครงการ/รายการเดิม ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการและมีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ก็ให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ในขั้นการปรับปรุงรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 และส่งสำนักงบประมาณ ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2550 ทั้งนี้ การปรับปรุงรายละเอียดดังกล่าวจะต้องอยู่ในกรอบวงเงินงบประมาณของแต่ละกระทรวง โดยคำนึงถึงเป้าหมายการให้บริการของกระทรวงเป็นสำคัญด้วย

อนึ่ง เพื่อให้การดำเนินการและการเบิกจ่ายงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เห็นควรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 โดยให้เตรียมการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้สามารถทำสัญญา/ก่อหนี้ผูกพันได้ตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ

4. ให้สำนักงบประมาณติดตามผลและรายงานการปรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณให้คณะรัฐมนตรีทราบภายในเดือนสิงหาคม 2550


20. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ โดยกำหนดแนวทางในการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัสดุและการเบิกจ่ายเงินจากคลังสำหรับส่วนราชการในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจให้มีความรวดเร็วและมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และให้ส่วนราชการถือปฏิบัติต่อไป โดยให้ดำเนินการดังนี้

1. ด้านการพัสดุ เพื่อให้ส่วนราชการดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์ ให้ส่วนราชการที่จะทำการจัดซื้อในวงเงินเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 15,000,000 บาท หรือจัดจ้างในวงเงินเกิน 100,000 บาท แต่ไม่เกิน 30,000,000 บาท ให้สามารถจัดซื้อ จัดจ้าง โดยวิธีพิเศษ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้โดยอนุโลม ทั้งนี้ ให้อยู่ในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะพิจารณาได้ตามความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อทางราชการเป็นสำคัญ

สำหรับการตรวจรับงาน ให้ส่วนราชการดำเนินการโดยเร็ว และถือปฏิบัติตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร 1305/ว 5855 ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2544 เรื่อง ระยะเวลาในการตรวจการจ้างงานก่อสร้างและการตรวจรับพัสดุ

2. ด้านการเบิกจ่ายเงิน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้การใช้จ่ายเงินและการลงทุนเกิดความคล่องตัว จึงกำหนดวิธีการจ่ายเงินของส่วนราชการเพิ่มเติมขึ้นอีกวิธีหนึ่ง เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่คู่สัญญาของส่วนราชการสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างตามแนวทางข้อ 1 โดยเมื่อคู่สัญญาของส่วนราชการได้ส่งมอบงานในแต่ละงวดแล้ว และแจ้งความประสงค์ว่าจะขอรับเงินก่อนที่ส่วนราชการจะตรวจรับงานเสร็จสิ้นให้ส่วนราชการดำเนินการขอเบิกเงินจากคลังทันที โดยยังไม่ต้องดำเนินการตรวจรับงาน ทั้งในกรณีจ่ายเงินเข้าบัญชีฝากของส่วนราชการเพื่อนำไปจ่ายให้กับคู่สัญญาหรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องให้ส่วนราชการรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดระยะเวลา 3 วันนับจากวันที่รับเงินจากคลัง หรือกรณีจ่ายเงินตรงจากกรมบัญชีกลางเพื่อเข้าบัญชีเงินฝากของคู่สัญญาหรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของส่วนราชการโดยตรง โดยให้ถือปฏิบัติดังนี้

ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการถือปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัสดุและการเบิกจ่ายเงินจากคลังข้างต้น เป็นระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าว


สังคม


21. เรื่อง การจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ 7 รอบ 6 พฤษภาคม 2550

คณะรัฐมนตรีรับทราบและอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ 7 รอบ 6 พฤษภาคม 2550
  2. รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 ซึ่งประกอบด้วยแผนการดำเนินงานต่าง ๆ
  3. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญ พระชนมายุ 7 รอบ 6 พฤษภาคม 2550
  4. เห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งสถาบันดนตรีคลาสสิคกัลยาณิวัฒนา ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอเพิ่มเติม ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการของมหาวิทยาลัยศิลปากรและอาจไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในกำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ และให้กระทรวงศึกษาธิการ (มหาวิทยาลัยศิลปากร) เร่งรัดการดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานว่า

  1. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุ 7 รอบ วันที่ 6 พฤษภาคม 2550 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเจริญพระชนมายุ 7 รอบ 6 พฤษภาคม 2550 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธานกรรมการ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายแนวทางการจัดงานและดำเนินการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการและกิจกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ และแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฎิบัติงาน
  2. ในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2550 ได้รับทราบหมายกำหนดการบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา และการดำเนินโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนต่าง ๆ รวมทั้งมีมติเห็นชอบกำหนดเขตการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2550 ถึงสิ้นปี 2550 และให้นำเงินงบประมาณส่วนหนึ่งทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระกุศลเพื่อใช้ประโยชน์ในมูลนิธิที่เป็นองค์อุปถัมภ์ โดยทูลเกล้าฯ ถวายในนามรัฐบาลแทนการจัดทำสิ่งของที่ระลึกทูลเกล้าฯ ถวาย รวมทั้งให้จัดทำสื่อหรือกิจกรรมในรูปแบบอื่นเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง จำนวน 200 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการ กิจกรรม และงบประมาณงานเฉลิมพระเกียรติฯ

22. เรื่อง (ร่าง) นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ที่เห็นชอบในหลักการของนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการประสานกระทรวงต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวไปใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานการพัฒนาเด็กปฐมวัยของชาติต่อไป รวมทั้งให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาทำหน้าที่ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว พร้อมทั้งนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเป็นระยะ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับไปดำเนินการศึกษาเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development: HRD) ของประเทศไทยในภาพรวมต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ได้ดำเนินการร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559 ร่วมกับกระทรวงหลักที่ดำเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย สรุปสาระสำคัญของร่างนโยบายและยุทธศาสตร์ฯ ได้ดังนี้

  1. วิสัยทัศน์ ในปี 2559 เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับและมีการพัฒนาที่ดีและเหมาะสมอย่างรอบด้าน สมดุล เต็มศักยภาพ พร้อมทั้งเรียนรู้อย่างมีความสุข เติบโตตามวัยอย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นรากฐานอันสำคัญยิ่งในการพัฒนาเด็กในระยะต่อ ๆ ไป
  2. วัตถุประสงค์
    • เพื่อให้มีแนวคิดและแนวทางร่วมกันทั้งระดับชาติและทุกระดับในการส่งเสริมสนับสนุนเด็กปฐมวัย ทุกคนให้มีพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพของตน
    • เพื่อให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยฯ ไปดำเนินการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์/แผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ
    • เพื่อเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล ข้อสนเทศ การวิจัย การติดตามและประเมินผล
    • เพื่อให้การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นส่วนสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา
  3. นโยบาย พัฒนาเด็กปฐมวัยช่วงอายุ 0-5 ปี ทุกคนอย่างมีคุณภาพเต็มศักยภาพ มีครอบครัวเป็นแกนหลัก และผู้มีหน้าที่ดูแลเด็กและทุกภาคส่วนของสังคมได้มีส่วนร่วมในการจัดบริการและสิ่งแวดล้อมที่ดี เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นและการพัฒนาเด็ก
  4. กลุ่มเป้าหมาย
    • เด็กอายุ 0-5 ปี ทุกคน
    • พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัว ผู้เตรียมตัวเป็นพ่อแม่
    • ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กโดยตรง ได้แก่ ผู้บริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ครู ผู้ดูแลเด็ก ผู้เลี้ยงดูเด็ก พี่เลี้ยงเด็ก ผู้สูงอายุที่ดูแลเด็ก แพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ฯลฯ
    • ชุมชน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชนต่าง ๆ ผู้นำทางศาสนา อาสาสมัครในรูปแบบต่าง ๆ กลุ่มอาชีพ นักเรียน/เยาวชน ฯลฯ
    • สังคม ได้แก่ สถาบันทางสังคม สื่อมวลชน สถาบันวิจัย สถาบันการศึกษา นักวิชาชีพและองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ องค์กรของรัฐ องค์กรเอกชน องค์กรธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ ฯลฯ
  5. ยุทธศาสตร์หลัก เป็นแนวคิดและทิศทางที่จะนำไปเป็นกรอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนต่อไป ประกอบด้วย 3 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (2) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมพ่อแม่และผู้เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย (3) ยุทธศาสตร์การส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย

23. เรื่อง มาตรการป้องกันความเสียหายเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีก่อสร้าง บูรณะ และบำรุงรักษาทางและสะพาน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการป้องกันความเสียหายเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีก่อสร้าง บูรณะ และบำรุงรักษาทางและสะพาน และแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเสนอ โดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วย 9 มาตรการ ดังนี้


24. เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิรินธร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ทั้ง 2 ข้อ ดังนี้

  1. อนุมัติให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดหาและพัฒนาที่ดินให้ราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 2,299 ครอบครัว โดยการจัดสรรที่ดินทำกินให้เพียงพอแก่การประกอบเกษตรกรรม และพัฒนาในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบดำรงชีพอยู่ได้ ตามกระบวนการปฏิรูปที่ดิน จำนวนไม่เกินครอบครัวละ 15 ไร่ ราคาไร่ละไม่เกิน 32,000 บาท รวมเนื้อที่ทั้งหมดไม่เกิน 34,485 ไร่ และให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดหาที่ดิน จัดที่ดิน การสืบสิทธิในที่ดิน การพัฒนา และการใช้จ่ายเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี
  2. อนุมัติใช้เงินงบประมาณ (งบกลาง) เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าที่ดินและดำเนินการจำนวน 1,136,625,600 บาท โดยโอนเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดิน เพื่อใช้เป็นทุนในการดำเนินงานแก้ไขปัญหากรณีนี้

25. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบอุทกภัยปี 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในปี 2549 ในพื้นที่อีก 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เลย ระยอง สระแก้ว สมุทรปราการ กาญจนบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ 47 จังหวัด ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งนี้ การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบอุทกภัยในปี 2549 ทั้งสิ้นจะต้องไม่เกินวงเงินที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและอนุมัติไว้แล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 จำนวน 2,926.16 ล้านบาท

กระทรวงการคลังรายงานว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในปี 2549 ในพื้นที่อีก 11 จังหวัด ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ 47 จังหวัด ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้แก่ จังหวัดน่าน มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เลย ระยอง สระแก้ว สมุทรปราการ กาญจนบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร และประจวบคีรีขันธ์ โดยประมาณการความเสียหาย ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2549 จำนวนวงเงินที่จะต้องชดเชยให้ ธ.ก.ส. ประมาณ 215.31 ล้านบาท ซึ่งจำนวนวงเงินที่ขอชดเชยนี้ยังสามารถใช้วงเงินเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบและได้อนุมัติไปแล้ว คือ จำนวน 2,926.16 ล้านบาท โดยไม่ต้องขอเพิ่มงบประมาณแต่อย่างใด

มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบอุทกภัยปี 2549 มีรายละเอียด ดังนี้

  1. กรณีเกษตรกรลูกค้าเสียชีวิต จะจำหน่ายลูกหนี้ออกจากบัญชีเป็นหนี้สูญ โดย ธ.ก.ส. รับภาระเองโดยมีเกษตรกรลูกค้าเสียชีวิต 18 ราย จากต้นเงินกู้ 1.76 ล้านบาท
  2. กรณีเกษตรกรลูกค้าไม่เสียชีวิตและประสบภัยอย่างร้ายแรงมี 2 กรณี คือ
    1. หนี้เงินกู้เดิมที่มีอยู่ก่อนประสบภัย
      • ขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้เป็นเวลา 3 ปี
      • งดคิดดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีบัญชี 2549 - 2551 โดย ธ.ก.ส. จะขอชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลในอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดีลบ 1 (MRR -1) ซึ่งขณะนี้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี
    2. การให้เงินกู้ใหม่เพื่อฟื้นฟูการประกอบอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต
      • ให้เงินกู้รายละไม่เกิน 30,000 บาท
      • ลดดอกเบี้ยเงินกู้จากอัตราปกติที่ ธ.ก.ส. เรียกเก็บจากเกษตรกรลูกค้าร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี โดย ธ.ก.ส. จะขอชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาลในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งเป็นวงเงินที่รัฐต้องรับภาระ 242.96 ล้านบาท จากต้นเงินกู้ของ ธ.ก.ส. 4,049.40 ล้านบาท
      • กำหนดชำระหนี้เงินกู้ตามความสามารถในการชำระหนี้ของเกษตรกรลูกค้า ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะลดหย่อนหลักประกันการกู้เงินจากหลักเกณฑ์ปกติ ดังนี้
        • กรณีกู้เงินโดยจำนองอสังหาริมทรัพย์เป็นประกันให้ขยายวงเงินกู้จากที่กู้ได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของวงเงินจดทะเบียนจำนอง เป็นให้กู้ได้ไม่เกินวงเงินจดทะเบียนจำนอง
        • กรณีกู้เงินโดยใช้กลุ่มลูกค้ารับรองรับผิดชอบอย่างลูกหนี้ร่วมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ให้ขยายวงเงินในการประกันจากรายละไม่เกิน 150,000 บาท เป็นไม่เกิน 200,000 บาท

กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบอุทกภัยที่เสนอมานี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ได้ครอบคลุมและมีความเท่าเทียมกันทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย


26. เรื่อง ขออนุมัติโครงการจัดตั้งศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ที่อนุมัติในหลักการโครงการจัดตั้งศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2550-2553 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ สำหรับงบประมาณให้เป็นไปตามความเห็นของ สำนักงบประมาณ ส่วนเรื่องกรอบอัตรากำลังและการจัดหาพนักงานราชการให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงาน ก.พ. ทั้งนี้ ให้กระทรวงสาธารณสุขรับความเห็นและข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ โครงการจัดตั้งศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีวัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อให้มีศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตครอบคลุมพื้นที่ทั้งในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนใน 3 จังหวัดและ 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา

วัตถุประสงค์เฉพาะ

เป้าหมาย เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักจิตวิทยา โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาล ชุมชน มีศูนย์เยียวยาฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพยาบาลใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 37 โรงพยาบาล ครอบคลุมทุกอำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ประกอบด้วย จังหวัดยะลา จำนวน 7 แห่ง จังหวัดปัตตานี จำนวน 13 แห่ง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 12 แห่ง จังหวัดสงขลา จำนวน 5 แห่ง


27. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2550)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินถล่ม โดยประสานการปฏิบัติงานกับจังหวัดที่ประสบภัยและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน สรุปการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินถล่ม และสถานการณ์อุทกภัยและผลการปฏิบัติงานช่วยเหลือประชาชน (ข้อมูลถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2550) ดังนี้

1.สรุปสถานการณ์อุทกภัย (ระหว่างวันที่ 9 - 21 พฤษภาคม 2550)

อนึ่ง ในช่วงระหว่างวันที่ 17-21 พฤษภาคม 2550 ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณมาก ประกอบกับเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยาได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่งในช่วงน้ำขึ้นเป็นบางพื้นที่ ซึ่งทั้ง 4 จังหวัดได้จัดทำแนวกระสอบทรายป้องกันไว้แล้ว

2. การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด/อำเภอ

จังหวัด อำเภอ กิ่งอำเภอ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือในเบื้องต้น พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 (งบ 50 ล้านบาท) แล้ว

3. การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มปี 2550 ของกระทรวงมหาดไทย

สำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กำหนดให้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มปี 2550 ในวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2550 ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายบัญญัติ จันทน์เสนะ) เป็นประธาน ผู้เข้าประชุมประกอบด้วยผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน มูลนิธิและองค์กรการกุศล โดยมีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายอนุชา โมกขะเวส) เป็นกรรมการและเลขานุการฯ เพื่อติดตามสถานการณ์และบูรณาการการปฏิบัติงานการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


28. เรื่อง รายงานสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศลาว ใกล้อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น โดยประสานการปฏิบัติงานกับจังหวัดที่ประสบภัยและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง สรุปสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศลาว ใกล้อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายและการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อมูลถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2550) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์แผ่นดินไหว (ข้อมูล ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2550)

1.1 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2550 เวลาประมาณ 15.56 น. ได้เกิดแผ่นดินไหวบริเวณชายแดน ลาว-พม่า ละติจูดที่ 20.48 องศาเหนือ ลองจิจูดที่ 100.82 องศาตะวันออก ความรุนแรง 6.1 ริคเตอร์ ห่างจากอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประมาณ 61 กิโลเมตร

1.2 พื้นที่ได้รับผลกระทบ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย น่าน และรู้สึกได้ในจังหวัดเชียงใหม่ พะเยา แพร่ และกรุงเทพมหานคร โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1) จังหวัดเชียงราย ได้รับผลกระทบ 6 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ดังนี้

การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด

  1. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (นายอมรพันธุ์ นิมานันท์) พร้อมด้วยหัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย นายอำเภอเชียงแสน ได้เดินทางไปตรวจสอบยอดฉัตรพระธาตุจอมกิตติที่หักโค่นและมีรอยร้าวที่เจดีย์และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งทำการบูรณะซ่อมแซมต่อไป
  2. ได้วิทยุแจ้งเตือนให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกพื้นที่ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง
  3. เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550 ได้จัดประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติการเกิดแผ่นดินไหวที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย
  4. ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย (นายอมรพันธุ์ นิมานันท์) ได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังและให้สำรวจความเสียหายอย่างเร่งด่วน และประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทราบ

2) จังหวัดน่าน ได้เกิดดินสไลด์ปิดทับเส้นทาง น่าน-พะเยา บริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลป่าคาหลวง อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน โยธาธิการจังหวัดน่าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเจ้าหน้าที่ได้ใช้เครื่องจักรกลเข้าทำการเปิดเส้นทางจนสามารถสัญจรไป-มาได้ตามปกติแล้ว

3) จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา และจังหวัดแพร่ รู้สึกได้แต่ไม่มีรายงาน ความเสียหาย

4) กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบกับสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ปรากฏว่าประชาชนที่อยู่บนอาคารสูงรู้สึกได้แต่ไม่มีรายงานความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น

2. การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาแผ่นดินไหวของกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามตรวจสอบสถานการณ์และสภาวะอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา ตลอดจนสำนักพยากรณ์ต่างๆ ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายพื้นที่บริเวณภาคเหนือของประเทศไทย พื้นที่ส่วนใหญ่ชุ่มน้ำมากแล้ว การเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงและมีการสั่นไหวตามมาอีกหลายครั้งจะเป็นเหตุให้หินและพื้นดินที่ชุ่มน้ำบนพื้นที่สูงของพื้นที่เสี่ยงภัยถล่มลงมาทับเส้นทางและบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่ทางตอนล่างได้ ดังนั้น เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาดินสไลด์และหินถล่มสร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงได้แจ้งให้จังหวัดที่อาจจะได้รับผลกระทบคือแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต ฯ เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น จัดเจ้าหน้าที่อยู่เวรเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานกับส่วนที่เกี่ยวข้องและหากเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้นในจังหวัดใดให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขตฯ ที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนั้นจัดเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรเข้าสนับสนุนทันที


29. เรื่อง รายงานผลการติดตามงานการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัดในท้องที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดอุทัยธานี ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานผลการติดตามงาน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัดในท้องที่จังหวัดพิจิตรและจังหวัดอุทัยธานี ครั้งที่ 1 สรุปสาระสำคัญของผล การดำเนินงาน ดังนี้

1. สรุปผลการติดตามงาน

1.1 จังหวัดพิจิตร

1.2 จังหวัดอุทัยธานี

2. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ให้นโยบายแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขแก่ผู้เข้าร่วมประชุม ณ จังหวัดพิจิตรและอุทัยธานี ดังนี้

2.1 ความสำคัญของนโยบายอยู่ดีมีสุข นโยบายนี้เน้นการดำเนินงานเพื่อให้เกิดการพึ่งตนเองให้ได้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยให้ประชาชนระดับชุมชนได้พิจารณากันเองว่า สิ่งที่ตนต้องการคืออะไร หรือการวิเคราะห์ปัญหา เริ่มโดยชุมชน ทำโดยชุมชน รัฐโดยจังหวัดเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งจุดสำคัญที่สุดของชุมชน คือ ครอบครัว ทั้งนี้ นโยบายอยู่ดีมีสุขจะสำเร็จได้อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชน โดยขอให้ยึดหลักการ 3 ด้าน คือ การพัฒนาที่ยั่งยืน การบริหารจัดการที่ดี และต้องมีแผนในการทำงานที่ยั่งยืนและต่อเนื่อง นอกจากนี้ ขอให้ศึกษาต้นแบบการจัดการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากศูนย์การเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริทั่วประเทศ

2.2 ลักษณะของแผนงาน 5 ด้าน ดังนี้

  1. แผนงานด้านเศรษฐกิจพอเพียง เน้นการเริ่มจากครอบครัวไปสู่ชุมชน
  2. แผนงานพัฒนาและสร้างโอกาสให้ชุมชน มี 3 ขั้นตอน คือ
  3. แผนงานการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของชุมชน ควรมีการปลูกป่าหัวไร่ปลายนา การจัดการขยะและน้ำเสียชุมชน
  4. แผนงานการสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ จะต้องให้ความสำคัญกับผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่
  5. แผนงานการบริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และการฝึกอาชีพ

2.3 การติดตามผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรและอุทัยธานี แต่งตั้งคณะกรรมการในระดับต่างๆ เพื่อติดตามแผนงานในแต่ละด้าน และสรุปรายงานผลให้ทราบเป็นระยะ รวมทั้งจะส่งคณะกรรมการส่วนกลางมาสนับสนุนและตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง

2.4 บทบาทของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนงานตามยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด


30. เรื่อง โครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP ขององค์การอนามัยโลก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP ขององค์การอนามัยโลก (ฉบับแก้ไข) ในวงเงิน 1,411.70 ล้านบาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า โครงการจัดตั้งโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ในระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMPขององค์การอนามัยโลก (ฉบับแก้ไข) มีสาระสำคัญดังนี้

  1. วัตถุประสงค์ สร้างโครงสร้างพื้นฐานการผลิต และเครือข่ายการวิจัยพัฒนาและการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก ระบบสนับสนุน ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและจัดโครงสร้างระบบบริหารจัดการสำหรับกระบวนการผลิตวัคซีนเพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ
  2. เป้าหมาย การดำเนินงานเพื่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดใหญ่ระบาด (ไข้หวัดนก) สร้างขึ้นตามมาตรฐาน GMP โดยมีกำลังการผลิตสูงสุด 10 ล้านโด้สต่อปี สำหรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อตาย (Inactivated Influenza vaccine, IIV) กำลังการผลิตสูงสุด 60 ล้านโด๊ส/ปี (30 เท่าของ IIV) เพื่อให้ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ พร้อมทั้งผลิตวัคซีนชนิดเชื้อตายส่วนหนึ่ง สำหรับประชากรที่ไม่สามารถรับวัคซีนเชื้อเป็นได้ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนจากไข่ไก่ฟักหรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม
    • ระยะเวลาการผลิต 5-6 เดือน
    • อัตรากำลังการผลิตวัคซีน 55 คน
    • อายุวัคซีน 1 ปี
    • การคำนวณคิดจาก
      • ผลผลิตไข่ 1.5 ฟองได้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 1 โด้ส
      • ผลิต 2 ล้านโด้สภายในเวลา 5-6 เดือน (หากผลิตตลอดปี 4 ล้านโด้ส)
  3. ระยะเวลาโครงการ 5 ปี
  4. การดำเนินโครงการ การดำเนินงานเพื่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และโรคไข้หวัดนกสร้างขึ้นตามมาตรฐาน GMP มีกำลังการผลิตสูงสุด 60 ล้านโด้ส/ปี สำหรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่หากมีการระบาดของโรค และในสถานการณ์ปกติสามารถผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (seasonal influenza vaccine) ปีละไม่น้อยกว่า 2 ล้านโด้ส โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตวัคซีนจากไข่ไก่หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสม
  5. วงเงินลงทุน เงินลงทุนที่ใช้ในการก่อสร้างประมาณ 1,411.70 ล้านบาท

31. เรื่อง ผลการสำรวจตรวจสอบสภาพอาคารแฟลตดินแดง

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการสำรวจตรวจสอบสภาพอาคารแฟลตดินแดงตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ดังนี้

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานว่า อาคารแฟลตดินแดงซึ่งเป็นอาคารสงเคราะห์ประเภทแฟลตแห่งแรกของการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีอายุการใช้งานกว่า 40 ปี มีสภาพเสื่อมโทรมทั้งอาคารและสภาพแวดล้อมตามกาลเวลา และเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติได้มีการตรวจสอบสภาพความเสียหายของอาคารอย่างสม่ำเสมอและดำเนินการแก้ไข ซ่อมแซมในส่วนที่อาจเกิดความเสียหายได้ แต่ก็ยังพบว่าสภาพความเสื่อมโทรมยังคงเกิดขึ้นตามอายุการใช้ ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) โดยคณะอนุกรรมการป้องกันอุบัติภัยในเคหะสถาน อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่และสาธารณะสถาน จัดประชุมหารือเพื่อหาข้อยุติและแนวทางการแก้ไขปัญหาอาคารโครงการดินแดง และมีมติให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการซ่อมแซมโครงสร้างและเสริมกำลังโครงสร้างในส่วนที่ทรุดโทรม ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายตามที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ได้เคยสำรวจให้มีความปลอดภัยและเป็นไปตามหลักวิชาการ และทำการสำรวจตรวจสอบสภาพอาคารเพิ่มเติมว่าเป็นไปตามที่ AIT เคยสำรวจไว้หรือไม่ หากมีเพิ่มก็ให้ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดเสียหายให้กลับคืนสภาพเดิม

ในการนี้ การเคหะแห่งชาติได้ให้ AIT ดำเนินการตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างอาคารในพื้นที่บริเวณอาคารแฟลตเลขที่ 1- 8 และแฟลตที่ 21 - 32 ซึ่งมีความเสียหายรุนแรง มีห้องพักอาศัยรวม 1,312 ห้อง สามารถเข้าไปสำรวจได้ 757 ห้อง คิดเป็นร้อยละ 57.70 โดยตรวจสอบเปรียบเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2546 และนำเสนอผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2550 สรุปได้ดังนี้

  1. ลักษณะการเสื่อมสภาพหลัก คือ การแตกร้าวของผนังและเสาเอ็นของปล่องทิ้งขยะ การเสื่อมสภาพของคอนกรีตและเหล็กเสริมบริเวณพื้นซักล้าง การแตกร้าวและหลุดร่อนของผิวคอนกรีตบริเวณระเบียงหน้า คอนกรีตท้องพื้นหลุดร่อนเนื่องจากสนิมในเหล็กเสริม เหล็กเสริมในองค์อาคารเสาและคาน เป็นสนิม ผนังบริเวณห้องน้ำส่วนติดกับพื้นที่ซักล้างแตกร้าว และคอนกรีตเสื่อมสภาพ
  2. ผลการวิเคราะห์เสถียรภาพของโครงสร้างอาคาร 1-8 และ 21 -32 พบว่า ขนาดหน้าตัดเสาและเหล็กเสริมมีการเปลี่ยนขนาดที่บริเวณชั้น 2 และชั้น 4 ในส่วนโครงสร้างอาคารเมื่อพิจารณาเฉพาะบรรทุก (น้ำหนักของโครงสร้างและน้ำหนักจร) จะเกิดความเสี่ยงระดับปานกลาง (DCR > 1.00 - 1.25) แต่เมื่อพิจารณาครอบคลุมถึงผลจากแผ่นดินไหว จะมีความเสี่ยงในระดับสูง (DCR > 1.25) สำหรับองค์อาคารที่อ่อนแอสุดได้แก่ องค์อาคารเสาภายนอกชั้น 3 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดหน้าตักเสา และองค์อาคารเสาของโครงสร้างภายในชั้น 4
  3. ผลการเปรียบเทียบการเสื่อมสภาพขององค์อาคารเมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2546 มีอัตราการเพิ่มขยายของการเสื่อมสภาพที่เร็ว และการเสื่อมสภาพในองค์อาคารมีการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทั้งนี้ ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว อาคารมีความเสี่ยงต่อการวิบัติสูง
  4. การซ่อมแซมโครงสร้างหลัก สามารถนำระบบ Ferrocement Jacketing มาใช้ และโครงสร้างรองซ่อมแซมด้วยวิธีการทั่วไป

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติ เห็นว่าสภาพอาคารแฟลต 1-8 และแฟลต 21-32 มีความเสี่ยงส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย อีกทั้งการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก จึงมีมติให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการดังต่อไปนี้

  1. ขอความร่วมมือจากสภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ร่วมตรวจสอบพื้นที่และให้ความเห็นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเชิงวิชาการและวิชาชีพ
  2. จัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาอาคารแฟลต ดินแดง เมื่อรับทราบความเห็นเพิ่มเติมจากสภาวิศวกร และ วสท.
  3. ให้การเคหะแห่งชาติประสานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อเตรียมการจัดหาพื้นที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อยู่อาศัย ในกรณีมีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายประชาชนผู้อยู่อาศัยในกลุ่มอาคารดังกล่าว
  4. ให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนงานการช่วยเหลือผู้อยู่อาศัยในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ และผู้อยู่อาศัย ทั้งให้มีผู้อยู่อาศัยได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อแผนงานดังกล่าว

ต่างประเทศ


32. เรื่อง โครงการฟื้นฟูสัญลักษณ์ไทยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ผูกพันงบประมาณจากงบกลางเพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูสัญลักษณ์ไทยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในวงเงิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 210 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 35 บาท) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 ถึงปีงบประมาณ 2552 และอนุมัติให้ กต. จัดทำข้อตกลงกับฝ่ายรัสเซียเพื่อดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูพระราชวังปีเตอร์ฮอฟร่วมกัน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ สำหรับภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เพื่อสมทบในส่วนของค่าสำรวจและออกแบบ ให้กระทรวงการต่างประเทศเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ซึ่งได้จัดสรรงบประมาณรองรับเพื่อการนี้ไว้แล้วจำนวน 12,200,000 บาท ภายใต้โครงการสนับสนุนภารกิจต่างประเทศแบบบูรณาการ ส่วนวงเงินงบประมาณที่เหลือซึ่งจะต้องใช้จ่ายในปีต่อๆ ไป ให้กระทรวงการต่างประเทศเสนอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณในแต่ละปีตามขั้นตอนต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

1. ในปี 2550 เป็นปีครบรอบ 110 ปีของการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาสนี้ กต. และทางการรัสเซียเห็นพ้องที่จะจัดทำโครงการฟื้นฟูสัญลักษณ์ไทยในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก โดยการบูรณะส่วนปีกซ้ายของพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างการเสด็จประพาสรัสเซียในปี 2440 เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่เสด็จประพาสยุโรปและเป็นผู้วางวิเทโศบายที่ทำให้ประเทศไทยดำรงเอกราชมาจนถึงปัจจุบัน

2. คณะผู้แทนไทยนำโดย รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ได้เดินทางไปเยี่ยมชมและสำรวจพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ระหว่างวันที่ 4-8 พฤษภาคม 2549 เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางการเมือง เศรษฐกิจ และผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ ซึ่งมีข้อสรุปตรงกันว่าการดำเนินโครงการดังกล่าวแม้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงแต่จะให้ผลคุ้มค่าอย่างยิ่งในหลายมิติ โดยเฉพาะการทูตวัฒนธรรมในเชิงรุกเพื่อเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - รัสเซียในภาพรวม

3. ราชเลขาธิการ (นายอาสา สารสิน) ไปเยี่ยมชมพระราชวังปีเตอร์ฮอฟ ระหว่างวันที่ 9 - 15 กันยายน เพื่อพิจารณารายละเอียดและความเป็นไปได้ในการบูรณะซ่อมแซม และเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2549 ราชเลขาธิการได้หารือร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ผู้แทนกรมศิลปากร ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้แทนกรมยุโรป กต. โดยเห็นพ้องว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดีและสมควรได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง โดยเห็นควรให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายรัสเซียและแจ้ง กต. เพื่อเสนอให้รัฐบาลให้ความเห็นชอบเพื่ออนุมัติงบประมาณต่อไป

4. สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ได้หารือกับพิพิธภัณฑ์ปีเตอร์ฮอฟสถาบัน Leningrad Institute for Project Restoration กระทรวงวัฒนธรรมรัสเซีย และนาย Yuri Kovalchuk กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทยประจำนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

4.1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการอยู่ในวงเงินราว 400 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และก่อสร้างซ่อมแซม ประมาณ 3 ปี

4.2 ฝ่ายรัสเซียเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณารับภาระค่าใช้จ่ายในวงเงินไม่เกิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงวัฒนธรรมสหพันธรัฐรัสเซียร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นาย Yuri Kovalchuk กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ของไทยประจำนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก จะบริจาคทรัพย์ส่วนตัวเพิ่มเติม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพร้อมจะจัดหางบประมาณเพิ่มเติมหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมสหพันธ์รัฐรัสเซีย ขอให้ฝ่ายไทยมีหนังสือแจ้งยืนยันข้อเสนอความร่วมมือดังกล่าวเพื่อขออนุมัติงบประมาณในส่วนของรัสเซียต่อไป


33. เรื่อง ขอความเห็นชอบการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้มีการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเรือปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัย ประกอบด้วย

  1. ความปลอดภัยเกี่ยวกับตัวเรือ โดยเรือที่ใช้ในการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ควรมีผนังสองชั้น มีอุปกรณ์ประจำเรือที่ใช้ในการขนถ่ายน้ำมันที่เหมาะสม มีอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้การได้ดี มีการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard of practice) ที่ได้รับการยอมรับ มีคนประจำเรือที่ได้รับการฝึกอบรมในการขนถ่ายน้ำมันเป็นอย่างดี
  2. ความปลอดภัยที่ท่าเรือที่มีขนถ่ายน้ำมัน มีท่าเรือและอุปกรณ์ขนถ่ายน้ำมันที่เหมาะสม มีการปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน (Standard of procedure) ที่ได้รับการยอมรับ มีพนักงานประจำท่าเรือที่ได้รับการฝึกอบรมในการขนถ่ายน้ำมันเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ให้กระทรวงคมนาคมรับข้อสังเกตของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

  1. การขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมควรมีการกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติเพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันมิให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำโขง ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์น้ำสูงและบางชนิดใกล้สูญพันธุ์
  2. เพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุหรือมีการรั่วไหลจากการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง อันจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศโดยรวม ให้ดำเนินการดังนี้
    • จำแนกชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ขนส่ง เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมผลกระทบได้ตามลักษณะคุณสมบัติทางเคมีของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ตามความแตกต่างของลักษณะการแพร่กระจายของผลิตภัณฑ์และความรุนแรงของผลกระทบ
    • ควรเพิ่มมาตรการการจัดการคราบน้ำมันโดยใช้ตาข่ายดักจับน้ำมันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดหรือเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับการใช้ในแม่น้ำ แทนการใช้ทุ่นกักน้ำมันที่มีความเหมาะสมกับการใช้ในทะเล
    • ให้มีการกำหนดมาตรการประเมินความเสี่ยงอันตราย โอกาสเกิดอุบัติเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งจัดทำแผนประสานการปฏิบัติงานร่วมกันในการป้องกันและระงับเหตุร่วมกับหน่วยงานในระดับพื้นที่

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า

1. ในการประชุมคณะกรรมการประสานการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (ฝ่ายไทย) (JCCCN ฝ่ายไทย) ครั้งที่ 2/2549 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549 ที่ประชุมเห็นว่าการที่ไทยขายน้ำมันให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีนน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทย และควรดำเนินการให้มีการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและผลิตภัณฑ์น้ำมันในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ระหว่างไทย- จีน อย่างถูกต้องโดยเร็วเพื่อให้ฝ่ายไทยได้รับประโยชน์เต็มที่ มิฉะนั้น ฝ่ายจีนอาจใช้ทางเลือกอื่นในการนำเข้าและ/หรือขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและผลิตภัณฑ์น้ำมันแทน และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาพร้อมกับขอความเห็นชอบให้มีการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและผลิตภัณฑ์น้ำมันในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ทั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาร่างมาตรการความปลอดภัยสำหรับการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและผลิตภัณฑ์น้ำมันในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และเห็นชอบให้มีการจัดทำมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ มาตรการรองรับด้านความปลอดภัย และมาตรการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม

2. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีได้ปรับปรุงร่างมาตรการความปลอดภัยสำหรับการขนส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลวและผลิตภัณฑ์น้ำมันในแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ตามความเห็นของที่ประชุม JCCCN ฝ่ายไทย ครั้งที่ 2/2549 และได้กำหนดมาตรการความปลอดภัยที่เกี่ยวกับการขนถ่ายและการขจัดมลพิษที่เกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งเป็นไปตามประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 411/2543 เรื่อง มาตรการความปลอดภัยในการขนถ่ายน้ำมันและเคมีภัณฑ์ และประกาศกรมเจ้าท่า ที่ 412/2543 เรื่อง แนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการและขจัดมลพิษประจำท่าเรือสำหรับการขนถ่ายสินค้าอันตราย ในส่วนของการดำเนินการแก้ไขหรือกู้ภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีจะทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานและปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ ซึ่งจัดทำขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2547

3. สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เชิญผู้แทนไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหภาพพม่า เข้าร่วมการทดลองขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ระหว่างวันที่ 18-28 ธันวาคม 2549 จากท่าเรือ จิงหง-ท่าเรือเชียงแสน โดยเป็นการทดลองเฉพาะการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (น้ำมันดีเซล) ซึ่งกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีพิจารณาเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่มีมาตรการความปลอดภัยเพียงพอและสามารถยอมรับได้ และในการทดลองครั้งนี้ไม่มีการทดลองขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวแต่อย่างใด ประกอบกับการกำหนดมาตรการความปลอดภัยและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมทางน้ำ เป็นมาตรการเพื่อรองรับเฉพาะการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม กระทรวงคมนาคม จึงเห็นควรนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบดังกล่าว


34. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการช่วยเหลือประชาชนชาวอินโดนีเซียที่ประสบอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม เบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่เป็นค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพและประชาชนชาวอินโดนีเซียที่ประสบอุทกภัย จำนวน 4,000,000 บาท ที่ได้ทดรองจ่ายไปแล้ว โดยให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป


35. เรื่อง การสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้มีการนำข้าวสำรองฉุกเฉินของอาเซียน จำนวน 15,000 เมตริกตัน ที่ประเทศไทยประกาศสำรองไว้ภายใต้ข้อตกลงเรื่องการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2523 มาใช้ในโครงการนำร่องเพื่อระบบสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก และให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการในเรื่องการบริหารจัดการสำรองข้าว ตามแนวทางการสำรองและระบายข้าวเพื่อยามฉุกเฉินภายใต้ระบบสัญญา (Earmarked Reserve) ของโครงการนำร่องเพื่อระบบสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก

แผนการระบายข้าวฉุกเฉินภายใต้ความตกลงว่าด้วยการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียนของประเทศไทย มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. ระบบการสำรองข้าวของโครงการนำร่องฯ

ระบบการสำรองจะมีทั้งรูปแบบสัญญา (Earmarked Reserve) และรูปแบบการสำรองจริง (Physical Stock) และแบ่งระบบการสำรองออกเป็น 3 ระดับ (Tier) ดังนี้

2. การสำรองข้าวของประเทศไทย

ประเทศไทยจะสำรองข้าวตามข้อผูกพัน จำนวน 15,000 เมตริกตัน และพร้อมที่จะส่งข้าวให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ที่ต้องการข้าวในยามฉุกเฉินตลอดเวลา และหากกรณีที่รัฐบาลไทยไม่มีข้าวในสต๊อกจะซื้อข้าวจากภาคเอกชนส่งมอบให้ ชนิดข้าวที่สำรองจะเป็นข้าวที่ผลิตในประเทศไทยและใช้บริโภคกันในประเทศสมาชิก

3. ขั้นตอนการระบายข้าวของประเทศไทย


36. เรื่อง การจัดตั้งเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมเครือข่ายการบังคับใช้กฎหมายสัตว์ป่าและพืชป่าในภูมิภาคอาเซียน ครั้งที่ 1 (1st Meeting of the ASEAN Wildlife Enforcement Network : ASEAN-WEN) เมื่อวันที่ 22 -25 พฤษภาคม 2549 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร
  2. เห็นชอบในการที่ประเทศไทยจะเป็นผู้จัดตั้งสำนักงานศูนย์ประสานงานเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคอาเซียน (Programme Coordination Unit of ASEAN Wildlife Enforcement Network : ASEAN-WEN) ซึ่งดำเนินการโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

37. เรื่อง การผ่อนผันให้ผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร และการลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (Visa) แก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมายจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

1. การผ่อนผันให้ผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร

ให้ยุติการอนุญาตให้ผู้ติดตามอยู่ในราชอาณาจักร ยกเว้นเฉพาะบุตรที่เป็นผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนในปี 2547 และยังคงได้รับใบอนุญาตทำงานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันปี 2550 โดยให้กระทรวงมหาดไทยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ออกประกาศกระทรวงเพื่อให้ผู้ติดตามของแรงงานต่างด้าวที่จดทะเบียนในปี 2547 และยังคงได้รับใบอนุญาตทำงานอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันปี 2550 (เฉพาะบุตร) อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับได้เท่ากับระยะเวลาที่แรงงานต่างด้าวได้รับการผ่อนผัน

2. การลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (Visa) แก่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมายจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชา

ให้ปรับลดค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (Visa) จากอัตราปกติ 2,000 บาท เหลือ 500 บาท ให้กับแรงงานต่างด้าวที่นำเข้ามาทำงานโดยถูกกฎหมายจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 10,000 คน และจากราชอาณาจักรกัมพูชา จำนวน 10,000 คน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้


38. เรื่อง ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการจัดตั้งและสถานะของศูนย์วัฒนธรรม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ ทั้ง 3 ข้อดังนี้

  1. อนุมัติการจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการจัดตั้งและสถานะของศูนย์วัฒนธรรม
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการจัดตั้งและสถานะของศูนย์วัฒนธรรม
  3. อนุมัติให้แก้ไขในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญเพื่อความเหมาะสมต่อไปได้หากกระทรวงการต่างประเทศให้ความเห็นชอบ โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายหลังเนื่องจากเป็นกรณีเร่งด่วน

39. เรื่อง ขอความเห็นชอบความตกลงการรับรองวุฒิการศึกษาไทย-จีน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอทั้ง 3 ข้อ ดังนี้

  1. เห็นชอบความตกลงว่าด้วยการยอมรับปริญญาระดับอุดมศึกษาระหว่างกระทรวงศึกษาธิการของทั้งสองประเทศ (Agreement on Mutual Recognition of Academic Degrees in Higher Education between the Ministry of Education of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Education of Government of the People's Republic of China)
  2. อนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในความตกลงดังกล่าวเท่าที่จำเป็น ซึ่งจะไม่ทำให้สารัตถะในความตกลงเปลี่ยนแปลงไป
  3. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้แทน เป็นผู้ลงนามในความตกลงว่าด้วยการรับรองคุณวุฒิไทย-จีน ฝ่ายไทย

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในความตกลงการรับรองวุฒิการศึกษาระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ประกอบด้วย 8 หัวข้อหลัก ได้แก่


40. เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติและเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอดังนี้

  1. เห็นชอบกับแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ไทย-จีนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถปรับปรุงถ้อยคำในแผนปฏิบัติการร่วมฯ ที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการร่วมฯ หากมีความจำเป็น
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกวาจาในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
  3. ให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานเจ้าภาพและประสานงานหลักในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการร่วมฯ และให้กระทรวงอื่น ๆ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณานำแผนปฏิบัติการร่วมฯ ไปปฏิบัติเพื่อส่งเสริมความร่วมมือไทย - จีน ให้มีผลเป็นรูปธรรมต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. นายกรัฐมนตรีไทย - จีน ได้เห็นพ้องกันระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ในโอกาสครบรอบ 30 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ไทย - จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมโดยมีกรอบระยะเวลา 5 ปี
  2. กระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมฯ ดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีกรอบระยะเวลาการดำเนินการตั้งแต่ปี 2550 - 2554 และมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือไทย - จีน 15 สาขา ซึ่งจะเกื้อกูลต่อผลประโยชน์ร่วมซึ่งกันและกัน ได้แก่ ความร่วมมือด้านการเมือง ด้านการทหาร ด้านความมั่นคง การค้าและการลงทุน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม คมนาคม พลังงาน การท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษาและการอบรม สาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และความร่วมมือในระดับภูมิภาคและพหุภาคี
  3. กระทรวงการต่างประเทศไทยและกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เห็นพ้องที่จะจัดให้มีการลงนามแผนปฏิบัติการร่วมฯ ในลักษณะของการลงนามในบันทึกวาจาก (Proces-Verbal) ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่าย ซึ่งกำหนดจะจัดให้มีพิธีลงนามในวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ที่กรุงปักกิ่ง ในช่วงการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 28 - 31 พฤษภาคม 2550

กระทรวงการต่างประเทศจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


41. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติและสหกรณ์ กับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (IRRI)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอดังนี้

  1. เห็นชอบต่อ (ร่าง) บันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติและสหกรณ์ กับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ [IRRI(International Rice Research Institue)] และอนุมัติให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ
  2. อนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไข (ร่าง) บันทึกความเข้าใจฯ ในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  3. อนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือผู้แทน เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ IRRI จัดตั้งขึ้นในปี 2503 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความยากจนและความอดอยากหิวโหย โดยการพัฒนาและวิจัยข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรโลก ซึ่งประเทศไทยมีความร่วมมือกับ IRRI ตั้งแต่เริ่มแรกของการจัดตั้งสถาบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาการปลูกข้าวน้ำลึกในประเทศไทย
  2. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมวิชาการเกษตรได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding - MOU) กับ IRRI เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาข้าวให้เพิ่มมากขึ้น
  3. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาเห็นว่า เนื่องจากการดำเนินความร่วมมือกับ IRRI เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน รวมทั้งกรมการข้าวที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ดังนั้น เพื่อให้มีการดำเนินความร่วมมือมีความครอบคลุมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย จึงเห็นสมควรแก้ไขความตกลงเดิมซึ่งเป็นความตกลงระดับกรม ให้เป็นความตกลงในระดับกระทรวง ทั้งนี้ ยังคงสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฉบับเดิม ซึ่งในชั้นต้นได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้ง IRRI แล้ว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


42. เรื่อง ขอเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้เพิ่มผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือผู้แทนในองค์ประกอบคณะกรรมาธิการ (ฝ่ายไทย) ในคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - มาเลเซีย


43. เรื่อง การลงนามในสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว โครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการลงนามในสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว โครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

ตามหนังสือที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2547 เห็นชอบและอนุมัติในหลักการตามที่กระทรวงการคลังเสนอในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ จำนวน 320.00 ล้านบาท และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้ลงนามในสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว นั้น

กระทรวงการคลัง รายงานว่า สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ได้จัดให้มีพิธีลงนามในสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินฯ กับรัฐบาล สปป.ลาว แล้ว เมื่อวันอังคารที่ 24 เมษายน 2550 เวลา 14.30 น. โดยรัฐบาล สปป. ลาว ได้มอบหมายให้ ฯพณฯ นายอ้วน พรหมจักร์ เอกอัครราชทูตลาวประจำประเทศไทย เป็นผู้ลงนามในสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินโครงการปรับปรุงสนามบินปากเซร่วมกับ ร้อยโทนพดล พันธุ์กระวี ผู้อำนวยการ สพพ.

สำหรับสาระสำคัญของการให้ความช่วยเหลือทางการเงินโครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ สรุปได้ดังนี้

1. โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะปรับปรุงสนามบินปากเซให้ได้มาตรฐานสนามบินระหว่างประเทศ เพื่อให้รองรับเครื่องบินที่มีขนาดบรรจุผู้โดยสารได้จำนวน 150 ที่นั่ง โดยจะดำเนินการขยายทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดเครื่องบิน และติดตั้งอุปกรณ์การบินที่จำเป็น รวมถึงปรับปรุงหอบังคับการบินใหม่ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของสนามบิน และให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

2. เงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือ

3. ระยะเวลาการก่อสร้าง 24 เดือน (คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม 2552)

4. ประโยชน์ที่จะได้รับ ได้แก่


การศึกษา


44. เรื่อง ขออนุมัติหลักการการจัดการศึกษารูปแบบสหกิจสำหรับแก้ปัญหาการรองรับนักเรียนในกรุงเทพมหานคร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ดังนี้

  1. อนุมัติในหลักการการจัดการศึกษารูปแบบสหกิจสำหรับแก้ปัญหาการรองรับนักเรียนในกรุงเทพมหานคร ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้จำกัดเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น
  2. เห็นชอบในหลักการในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการจัดการศึกษารูปแบบสหกิจ ฯ โดยกรณีกรุงเทพมหานครจะขยายห้องเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และเพิ่มข้าราชการครูในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 รวมทั้งการสนับสนุนงบประมาณการจัดคู่สถานศึกษาเป็นโรงเรียนพี่ โรงเรียนน้องแห่งละ 20,000 บาท และให้ใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานครดำเนินการ ส่วนการก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551-2555 จำนวน 42 อาคาร เป็นเงินทั้งสิ้น 598 ล้านบาท ให้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนเป็นสัดส่วนร้อยละ 40 และกรุงเทพมหานครสมทบอีกร้อยละ 60 โดยให้จัดทำคำขอจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2551 ในสัดส่วนของเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามขั้นตอนต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ สำหรับงบประมาณในการดำเนินการในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป
  3. ให้กระทรวงศึกษาธิการรับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอโครงการจัดการศึกษารูปแบบสหกิจสำหรับแก้ปัญหาการรองรับนักเรียนใน กทม. มีสาระสำคัญโดยสรุปได้ดังนี้

1. วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินการ

2. กรอบการดำเนินการ

3. ระยะเวลาดำเนินการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550-2555


45. เรื่อง โครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ (ทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย) ระยะที่ 2 พ.ศ.2551-2566

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายก รัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ที่เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ (ทุนเรียนดีวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย) ระยะที่ 2 พ.ศ.2551-2566 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้กระทรวงศึกษาธิการปรับลดเป้าหมายการดำเนินโครงการฯ ระยะที่ 2 ดังกล่าวลงเหลือ 4 รุ่น ๆ ละ 200 คน จำนวน 800 คน รวมเป้าหมายทั้งโครงการฯ จำนวน 1,600 คน และให้กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา) เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความเหมาะสมและความจำเป็นต่อไป ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป


46. เรื่อง โครงการพัฒนากำลังคนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ทุนเรียนดีมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการโครงการพัฒนากำลังคนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ทุนเรียนดีมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และความเห็นของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงาน ก.พ. ไปพิจารณาประกอบการดำเนินการต่อไป
  2. ส่วนงบประมาณในการดำเนินงาน เห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปอย่างประหยัดและทำความตกลงกับสำนักงบประมาณในการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามความจำเป็นและความเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการประเมินผลการดำเนินโครงการทุกๆ 5 ปี

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้อภิปรายว่า โครงการพัฒนากำลังคนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นการสร้างฐานกำลังคนที่มีคุณภาพด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในสาขาวิชาที่ขาดแคลนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงและยั่งยืน แต่เนื่องจากโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่นานถึง 14 ปี และใช้วงเงินลงทุนสูง จึงสมควรที่กระทรวงศึกษาธิการจะจัดทำแผนการดำเนินงานโครงการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและเหมาะสมกับความจำเป็นของสาขาวิชาที่จัดสรรทุนต่อการพัฒนาประเทศ โดยมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนบุคลากรที่ขาดแคลนในสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ความพร้อมของสถาบันการศึกษาที่จะเข้าร่วมโครงการ จำนวนการผลิตบัณฑิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การกำหนดเงื่อนไขและข้อผูกพันในการกลับมาชดใช้ทุน การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการกำหนดหน่วยงานรองรับนักศึกษาที่จบจากโครงการฯ การสร้างระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ รวมทั้งมีการติดตามประเมินผลโครงการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินโครงการดังกล่าวมีความคุ้มค่าในการลงทุนและบรรลุวัตถุประสงค์ในการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพและสามารถประยุกต์ใช้วิชาชีพให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศได้อย่างแท้จริง


47. เรื่อง ขอรับการสนับสนุนงบประมาณค่าหนังสือแบบเรียน และเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายก รัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ดังนี้

  1. อนุมัติในหลักการให้การสนับสนุนงบประมาณในรายการค่าวัสดุการศึกษา หนังสือแบบเรียน รวม 5 วิชาหลักคือ วิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา และวิชาวิทยาศาสตร์ ให้แก่นักเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3) ยืมเรียนเป็นเวลา 1 ปีการศึกษา เฉพาะนักเรียนยากจนในปีงบประมาณ 2551 และจัดหาหนังสือทดแทนที่ชำรุดในปีต่อ ๆ ไป อีกปีละร้อยละ 30 ในระดับประถมศึกษา และร้อยละ 20 ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการขอทำความตกลงในรายละเอียดเรื่องงบประมาณกับสำนักงบประมาณต่อไป
  2. ให้นำเรื่องการขอปรับอัตราเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนกลับไปพิจารณาในคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 2 ใหม่ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

48. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นประธาน ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรอง ฯ ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป
  2. ส่วนงบประมาณในการดำเนินงาน ให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 มาดำเนินการในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างประหยัดตามความเห็นของกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ หากงบประมาณไม่เพียงพอและยังมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มเติมอีกให้ขอความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการมีโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยได้ดำเนินการมาแล้วในระดับกระทรวงหลายโครงการ ซึ่งยังไม่เคยเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู โครงการพัฒนาชีวิตครู เป็นต้น แต่การดำเนินการในแต่ละช่วงเวลายังขาดยุทธศาสตร์ความชัดเจนจริงจัง และได้รับการสนับสนุนไม่ต่อเนื่อง ขาดการระดมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันและขาดการวางมาตรการต่าง ๆ ที่ป้องกันไม่ให้ครูที่เคยมีหนี้และแก้หนี้สินได้แล้วไม่กลับมาเป็นหนี้อีก และป้องกันครูที่ไม่เป็นหนี้อย่าได้เข้าสู่วงจรหนี้สินได้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศศึกษา โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. วัตถุประสงค์

2. วิสัยทัศน์ ภายในปี 2552 ครูทุกคนจะได้รับการพัฒนาทางวิชาชีพและการบริหารจัดการเงิน ผู้มีหนี้สินสามารถปลดภาระหนี้ได้อย่างถาวรและมีความสุข ผู้ไม่มีหนี้สินจะสามารถป้องกันการก่อหนี้สิน ทำให้มีความมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีสามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน

3. พันธกิจ

4. เป้าหมาย

5. ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ

6.งบประมาณในการดำเนินการ การดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูในปีงบประมาณ 2550 จะใช้จ่ายงบประมาณตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ดังนี้

รวมทั้งสิ้น จำนวน 32,064,360 บาท


49. เรื่อง ยุทธศาสตร์การสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบ (ร่าง) ยุทธศาสตร์การสนับสนุนการศึกษาของนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ ดังนี้

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และในประเทศ
  2. เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษาต่อนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ
  3. เพื่อให้มีแนวทางการดำเนินการต่อนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศอย่างสร้างสรรค์ เป็นระบบชัดเจน
  4. เพื่อให้นักศึกษาไทยมุสลิมเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นพลเมืองไทย ลดความแปลกแยก และเป็นผู้แทนประเทศไทยที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศ และในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ยุทธศาสตร์

1. ยุทธศาสตร์การดำเนินการก่อนการเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยมีมาตรการดำเนินการ ดังนี้

2. ยุทธศาสตร์การดำเนินการขณะศึกษาในต่างประเทศ โดยมีมาตรการดำเนินการ ดังนี้

3. ยุทธศาสตร์ภายหลังกลับจากการศึกษาจากต่างประเทศ โดยมีมาตรการดำเนินการ ดังนี้

4. ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ โดยมีมาตรการดำเนินการ ดังนี้

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

  1. จัดระบบฐานข้อมูล สถานะภาพ เพื่อรองรับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งมีการติดตามประเมินผล
  2. ดำเนินการให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
  3. ให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจถึงทิศทาง และแนวทางในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยใช้การพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะจากนักศึกษาไทยมุสลิมจากต่างประเทศ
  4. รายงานผลการดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรี และสภาความมั่นคงแห่งชาติ

แต่งตั้ง


50. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์ป้องกันการทุจริตและการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับทางหลวง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารศูนย์ป้องกันการทุจริตและการละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับทางหลวง (ศป.ทล.) ประกอบด้วย อธิบดีกรมทางหลวง เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง เป็นกรรมการและเลขานุการ และกรรมการอื่นอีก 13 คน มีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแล และรับผิดชอบในการดำเนินงานของ ศป.ทล. ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2550 และอำนาจหน้าที่อื่นอีก 6 ประการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2550 เป็นต้นไป

2. ขอความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอให้แต่งตั้ง นายศักรินทร์ ภูมิรัตน เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต่ออีกวาระหนึ่ง มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นไป

3. ขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

องค์ประกอบของคณะกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รับผิดชอบ ผู้แทนศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรมการพัฒนาชุมชน ผู้แทนหอการค้าไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมการข้าว เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผู้อำนวยการองค์การสวนยาง ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร โดยมี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเขตพื้นที่ เป็น กรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้อำนวยการส่วนโครงการพิเศษ สำนักแผนและโครงการพิเศษ สป.กษ. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสานหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการโครงการและกำกับดูแลการปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการเกษตรและดำเนินการอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

แนวทางการดำเนินงาน แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการ ได้แก่ จัดการประชุม กำหนดกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศึกษารวบรวมข้อมูล สังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร จัดประชุมเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นและจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาการเกษตรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปแปลงแผนยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติต่อไป


ที่มา :สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี