สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
13 มีนาคม 2550

วันนี้ (วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2550) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปรารภของ นายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม

นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยถึงสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งเรื่องปัญหาความแห้งแล้ง มลภาวะทางอากาศเรื่องหมอกควัน และปัญหาน้ำที่เป็นพิษบริเวณเขตรอยต่อระหว่างจังหวัดอ่างทองกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยากให้กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) จะเดินทางไปตรวจสถานการณ์หมอกควันที่ภาคเหนือ นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังได้เน้นย้ำให้ทุกส่วนราชการคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของป่าไม้ เรื่องของน้ำ โดยในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้กระทรวงพลังงานได้เสนอเรื่องของการประหยัดพลังงาน นายกรัฐมนตรีจึงได้แจ้งกับคณะรัฐมนตรีว่าจะทำอย่างไรในการที่จะประหยัดในส่วนต่าง ๆ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและน้ำ รวมทั้งการเตรียมการในเรื่องของความต้องการน้ำในระยะยาว และการวิจัยค้นคว้าหาแนวทางที่เหมาะสมในการที่จะประหยัดพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติกันต่อไป

ในส่วนของปัญหาเกี่ยวกับปลาที่ตายเป็นจำนวนมากที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม จะลงไปดูแล เพื่อสืบหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดจากอะไร และจะมีแนวทางการแก้ไขอย่างไรบ้าง ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้นยังได้มีการพูดถึงสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงในเรื่องของความหนาแน่นของฝุ่นละอองที่มีระดับเกินมาตรฐานซึ่งอาจจะพิจารณาใช้ฝนเทียมเพื่อลดปัญหานี้ลง ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงว่าเรื่องทำฝนเทียมอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะว่าสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ขาดความชื้น ทางด้านกระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่าจะมีมาตรการในเรื่องของการป้องกันไม่ให้มีการเผาป่าเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีการเฝ้าระวังกันทุกวัน

สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และ ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ....
  2. เรื่อง การจัดตั้งศาลชั้นต้น
  3. เรื่อง การกำหนดกลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และกลุ่มงานด้านวิชาการ ไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. ....

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง การขอรับเงินชดเชยค่าดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)
  2. เรื่อง ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษตามโครงการประเมินผลการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549
  3. เรื่อง มาตรการประหยัดพลังงาน
  4. เรื่อง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ครั้งที่ 2 ระหว่างกลุ่มผู้ขายและกลุ่มผู้ซื้อสำหรับก๊าซธรรมชาติจากแปลง A-18 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย
  5. เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการงบประมาณขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด
  6. เรื่อง กรอบแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

สังคม

  1. เรื่อง ผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน
  2. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2550)
  3. เรื่อง รายงานสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งปี 2550 ครั้งที่ 3
  4. เรื่อง รายงานผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งปี 2550 ของกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 1
  5. เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมไทยเพื่อชีวิตมั่นคง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมไทย (พ.ศ. 2550-2554)
  6. เรื่อง แนวทางการดำเนินงานและการบริหารงบประมาณตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้
  7. เรื่อง การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนกรณีสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยใน การใช้รถใช้ถนน
    2. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร)
    3. ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานกิจการยุติธรรม (กระทรวงยุติธรรม)
    4. ขออนุมัติแต่งตั้งเพิ่มเติมรองประธานกรรมการในคณะกรรมการเสริมสร้างคุณธรรมในระบบการศึกษาไทย
    5. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหาร สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
    6. ขอเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-ฟิลิปปินส์
    7. แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    8. แต่งตั้งกรรมการสภาสถาปนิก (กระทรวงมหาดไทย)
    9. แต่งตั้งเลขานุการรัฐมนตรีและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    10. การขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 (กระทรวงวัฒนธรรม)
    11. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)
    12. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)
    13. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 69 70 และ 71 /2550

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงคมนาคมเสนอ ตามรายงานของกรมทางหลวงว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่มีประชาชนเดินทางไปกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก เป็นผลให้การจราจรติดขัดในทุกสายทางที่ออกและเข้ากรุงเทพมหานครและปริมณฑล มาตรการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในระหว่างเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาดังกล่าว มีส่วนสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเดินทางด้วยความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทำให้การจราจร เกิดความคล่องตัว รวมทั้งเป็นการลดการใช้พลังงานตามนโยบายของรัฐและเป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาจราจรบนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเทศกาลปีใหม่ เป็นประจำทุกปี โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 10 เมษายน ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 16 เมษายน และตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 3 มกราคม เป็นประจำทุกปี จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 10 เมษายน ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 16 เมษายน (6 วัน 8 ชั่วโมง) และตั้งแต่เวลา 16.00 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันที่ 3 มกราคม (7 วัน 8 ชั่วโมง) เป็นประจำทุกปี


2. เรื่อง การจัดตั้งศาลชั้นต้น

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลชั้นต้น ทั้ง 4 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

โดยร่างพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับประกอบด้วย

  1. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็น การจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น โดยมีเขตศาลตลอดท้องที่อำเภอชุมแพ อำเภอภูผาม่าน อำเภอ ภูเวียง อำเภอสีชมพู อำเภอหนองเรือ และกิ่งอำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น
  2. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งศาลตลอดท้องที่อำเภอเชียงคำ อำเภอจุน และกิ่งอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา
  3. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีเขตศาลตลอดท้องที่อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอบึงสามพัน อำเภอศรีเทพ และอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์

  4. ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งศาลจังหวัดที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีโดยมีเขตศาลตลอดท้องที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอเคียนซา อำเภอชัยบุรี อำเภอบ้านนาสาร และอำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี


3. เรื่อง การกำหนดกลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และกลุ่มงานด้านวิชาการไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการการกำหนดกลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และกลุ่มงานด้านวิชาการไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของทุกส่วนราชการ หากมีการปรับปรุงกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการใด ๆ ต่อไป ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจสอบข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความรอบคอบอีกครั้งหนึ่ง

สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า ได้นำเรื่องการกำหนดหน่วยงานตรวจสอบภายในและหน่วยงานพัฒนาระบบบริหารไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการต่างๆ ในภาพรวม เสนอ ก.พ.ร. ในการประชุมเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า หน่วยงานตรวจสอบภายในและหน่วยงานพัฒนาระบบบริหารเป็นกลไกสำคัญที่ตอบสนองต่อการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาคราชการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรให้ปรากฏอยู่ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ประกอบกับการกำหนดให้มีหน่วยงานใน ลักษณะนี้ เช่น กลุ่มงานวิชาการด้านต่าง ๆ ไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ก็ได้เคยมีการกำหนดไปแล้วในหลายส่วนราชการ และไม่ขัดต่อประเด็นข้อกฎหมายตามความเห็นของ อ.ก.พ.ร. เกี่ยวกับการตีความและวินิจฉัยปัญหากฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดินที่เห็นว่า ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 บัญญัติให้กรมอาจมีส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ กรม หรือกอง และยังอาจกำหนดให้มีส่วนราชการอื่นได้อีกด้วย การออกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงมิใช่ข้อจำกัดให้กำหนดได้เฉพาะส่วนราชการระดับกอง หากแต่ยังสามารถกำหนดส่วนราชการอื่นที่มีความจำเป็นตามลักษณะงานที่จะต้องแสดงไว้ด้วยเพื่อให้ทราบว่าภารกิจนั้นของกรมจะมีส่วนราชการใดเป็นผู้ปฏิบัติงาน ก.พ.ร. จึงมีมติเห็นชอบให้มีการกำหนด กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร และกลุ่มงานด้านวิชาการ ไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการของทุกส่วนราชการ เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน


4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี (นายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์) เป็นประธาน ที่อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ไปพิจารณาด้วยแล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป และให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ที่ยังมีความ คาบเกี่ยวซ้ำซ้อนกับกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก จนทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพในการปฏิบัติงานบางส่วน ไปประสานงานกับกระทรวงคมนาคมต่อไป

กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการของพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ 2535 ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เช่น ปรับปรุงอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการวัตถุอันตรายลดการออกประกาศซ้ำซ้อนระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในการระบุวัตถุใดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เพิ่มอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการแก้ไขปรับปรุงก่อนที่เหตุการณ์อันตรายจะเกิดขึ้น ยกเลิกอำนาจการจับกุมของพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นต้น จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

ร่างพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ดังต่อไปนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ วัตถุอันตราย
  2. เพิ่มเติมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้สถานประกอบการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ เพื่อให้ภาครัฐสามารถควบคุมกำกับดูแลได้อย่างทั่วถึง
  3. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอายุของใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย ซึ่งเดิมนั้นไม่มีการกำหนดอายุไว้ทำให้มีใบสำคัญการขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมากที่ไม่มีการประกอบการและข้อมูลไม่ทันสมัย
  4. ยกเลิกอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการจับกุมผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หรือมีเหตุอันสมควรสงสัยว่ากระทำเช่นนั้นส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่เคยใช้อำนาจนั้น
  5. แก้ไขการออกประกาศซ้ำซ้อนระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบในการระบุวัตถุใดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแก้ไขแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ดังต่อไปนี้

  1. กำหนดเรื่องตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับโดยอนุโลม
  2. กำหนดให้สิ่งพิมพ์ออกของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐาน และเมื่อมีการรับรองสิ่งพิมพ์ออกนั้นแล้วอาจให้แทนต้นฉบับได้
  3. แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการกำหนดเบี้ยประชุมของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ
  4. แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการดังกล่าวแทนศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งใช้บังคับมานานบทบัญญัติบางประการการไม่สอดคล้องกับภาวะการณ์ปัจจุบัน โดยขยายขอบเขตให้มีการอนุรักษ์พลังงานเพิ่มเติม ครอบคลุมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในภาคการขนส่ง ที่อยู่อาศัยและการเกษตร และปรับเปลี่ยนโครงการอนุรักษ์พลังงานไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย

ร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานขึ้น เพื่อกำกับดูแลกิจการพลังงานซึ่งครอบคลุมทั้งกิจการไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติ โดยป้องกันการใช้อำนาจผูกขาดโดยมิชอบ คุ้มครองผู้ใช้พลังงานและผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงานและจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพื่อทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ


7. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแก้ไขแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป สำหรับพระราชบัญญัติของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นควรส่งคืนภายในกำหนดเวลา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 10) ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .... เสร็จแล้ว โดยได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. .... ในสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  1. ร่างมาตรา 3 ได้แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า "เครื่องดื่มแอลกอฮอล์" ให้ " หมายความว่าสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ทั้งนี้ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น" เพื่อให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับกฎหมายว่าสุราและได้แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติและคำปรารภเพื่อให้ถูกต้องและเหมาะสมยิ่งขึ้น
  2. ประเด็นเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร่างมาตรา 23 นั้น ผู้แทนสำนักงบประมาณเห็นว่า ไม่สมควรกำหนดเรื่องการจัดตั้งหน่วยงานไว้ในร่างพระราชบัญญัติ แต่ควรไปกำหนดไว้ในร่างพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ
  3. ได้พิจารณาความเห็นของคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ดังนี้
    • การเพิ่มเติมข้อยกเว้นในร่างมาตรา 31 วรรคสอง มิให้ใช้บังคับกับการโฆษณาที่ปรากฏในการถ่ายทอดสดรายการสดในประเทศไปต่างประเทศด้วยนั้น เห็นว่าการเพิ่มข้อยกเว้นดังกล่าวจะส่งผลให้มีการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮฮล์เพิ่มมากขึ้น โดยอ้างการถ่ายทอดสดรายการสดในประเทศ เช่น ดนตรีหรือกีฬา ไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงกับประเทศไทย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนเป็นอย่างมาก
    • การกำหนดระยะเวลาให้ผู้ประกอบการเดิมสามารถปรับตัวได้ทันกับการห้ามโฆษณาหรือนำเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปแสดงบนผลิตภัณฑ์อื่นตามร่างมาตรา 33 นั้น เห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งผู้ประกอบการได้ทราบล่วงหน้าด้วยแล้ว อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องในทางนโยบายที่อาจจะกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการบังคับใช้บทบัญญัติดังกล่าวไว้ในร่างมาตรา 2 ได้
  4. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) มีข้อสังเกตดังนี้
    • การกำหนดเรื่องบรรจุภัณฑ์ ฉลาก และข้อความคำเตือนสำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร่างมาตรา 25 มีความซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยสุรา และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร แต่ทางผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข (กรมควบคุมโรค) ยืนยันให้คงร่างมาตราดังกล่าวไว้ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองเด็กและเยาวชนเนื่องจากปัจจุบันมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบรรจุภัณฑ์ขนาดเล็ก ซึ่งมีลักษณะและรูปแบบคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์
    • การกำหนดวัน เวลา ในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีประกาศกำหนดตามร่างมาตรา 27 นั้น ปัจจุบันมีกฎหมายที่กำหนดในเรื่องนี้อยู่แล้ว คือ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 และกฎกระทรวงกำหนดเวลาขายสุราสำหรับผู้ได้รับอนุญาตขายสุราประเภทที่ 3 และประเภทที่ 4 พ.ศ. 2548

จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. ....ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนนำเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป สำหรับพระราชบัญญัติของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นควรส่งคืนภายในกำหนดเวลา

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... เสร็จแล้ว โดยจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากสภาวิชาชีพต่าง ๆ ได้แก่ ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพ 7 สภาวิชาชีพ (แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา สภากายภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ สัตวแพทยสภา) และเครือข่ายหมออนามัยแห่งชาติและพันธมิตรภาคประชาชน เครือข่ายองค์กรสาธารณสุข และ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุข พ.ศ. .... ในสาระสำคัญดังต่อไปนี้

  1. างมาตรา 3 ได้แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า "วิชาชีพการสาธารณสุข" เป็น "วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน" โดยให้ความหมายของคำนิยามดังกล่าวมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับวิชาชีพในการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ หรือ การประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ ดังนั้น จึงได้แก้ไขชื่อร่างพระราชบัญญัติเป็น "พระราชบัญญัติวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. ...." เพื่อให้สอดคล้องกับคำนิยามด้วย
  2. กรณีสภาสาธารณสุขชุมชน
    • แก้ไขชื่อสภาวิชาชีพจากเดิม "สภาวิชาชีพการสาธารณสุข" เป็น "สภาสาธารณสุขชุมชน" เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขนิยามคำว่า "วิชาชีพสาธารณสุขชุมชน"
    • แก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของสภาสาธารณสุขชุมชน โดยให้สภาสาธารณสุขชุมชนมีอำนาจในการควบคุม กำกับ ดูแลและกำหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน และควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน
    • แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของสภาสาธารณสุขชุมชน โดยตัดร่างมาตรา 7 (1) เดิม ออก เนื่องจากเห็นว่าสภาสาธารณสุขชุมชนไม่มีหน้าที่พัฒนาศักยภาพของสมาชิก หรือให้ความรู้กับสมาชิก และร่างมาตรา 7 (4) และ (5)ให้สภาสาธารณสุขชุมชนทำหน้าที่รับรองหลักสูตรต่าง ๆ ในระดับประกาศนียบัตร และหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ ของวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน
    • เนื่องจากคณะกรรมการสภาสาธารณสุขชุมชนสามารถดำเนินการจัดตั้งสำนักงาน สภาสาธารณสุขชุมชนและสำนักงานสาขาได้โดยไม่ต้องบัญญัติไว้ในกฎหมาย จึงตัดร่างมาตรา 10 เดิม ออก
    • แก้ไขเพิ่มเติมโดยให้สภาสาธารณสุขชุมชนประกอบด้วยสมาชิกสองประเภท คือ สมาชิกสามัญและสมาชิกกิตติมศักดิ์ โดยสมาชิกสามัญมีสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดในร่างมาตรา 11 และกำหนดการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกไว้ 4 กรณี
  3. แก้ไของค์ประกอบคณะกรรมการสภาสาธารณสุขชุมชน
  4. ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการซึ่งมาจากสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตด้านสาธารณสุขว่างลงก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการดำเนินการให้ผู้มีคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการเลือกกันเองแทน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งกรรมการนั้นว่างลง
  5. แก้ไขระยะเวลาในการเลือกตั้งสมาชิกสามัญขึ้นเป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างลง จากเดิมสามสิบวัน เป็นเก้าสิบวัน
  6. แก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
  7. เพิ่มบัญชีอัตราค่าธรรมเนียมวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนไว้ท้ายพระราชบัญญัติ โดยกำหนดให้อัตราค่าธรรมเนียม เท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติเทคนิคการแพทย์ พ.ศ. 2547
  8. ได้แก้ไขเหตุผลให้ตรงตามความมุ่งหมายและกรอบการทำงานของวิชาชีพสาธารณสุขชุมชน และ ร่างพระราชบัญญัติให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพอื่น ๆ เช่น พระราชบัญญัติวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติวิชาชีพการภาพบำบัด พ.ศ. 2547
  9. สำหรับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรี สำนักงานฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ดังนี้
    • แก้ไขประเภทและจำนวนของสมาชิกสภาสาธารณสุขชุมชน โดยกำหนดให้สภาสาธารณสุขชุมชนประกอบด้วย สมาชิกสองประเภท คือ สมาชิกสามัญและสมาชิกกิตติมศักดิ์ และได้แก้ไขวุฒิการศึกษาของสมาชิกสามัญ โดยต้องเป็นผู้ได้รับปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงด้านสาธารณสุข ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนจากสถาบันการศึกษาที่สภาสาธารณสุขชุมชนรับรองเท่านั้น
    • ตัดที่มาของคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ซึ่งเป็นผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่มาจาก "เครือข่ายสถาบันการศึกษาสาธารณสุขศาสตร์และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง" ออก (มาตรา 14 (1.3) เดิม) โดยกำหนดให้มีกรรมการซึ่งมาจากสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะเท่านั้น

จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


เศรษฐกิจ


9. เรื่อง การขอรับเงินชดเชยค่าดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมของการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการการจ่ายเงินชดเชยค่าดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ในปี 2548 จำนวน 609.585 ล้านบาท และสำหรับปี 2549 เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รับรองงบการเงินแล้ว ให้ กปภ. ทำความตกลงวงเงินที่จะขอชดเชยกับสำนักงบประมาณ (สงป.) ทั้งนี้ ให้อยู่ในกรอบวงเงิน จำนวน 963.687 ล้านบาท ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ สำหรับค่าชดเชยการดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมของ กปภ. ปีงบประมาณ 2550 เป็นต้นไป ให้ดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบริการสาธารณะ ของรัฐวิสาหกิจตามนโยบายพิเศษของรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างกระทรวงการคลัง (กค.) นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ กปภ. ชี้แจงว่า ยังไม่มีการเพิ่มอัตราค่าน้ำมาตั้งแต่ปี 2541 และใช้อัตราเดียวทั่วประเทศ ซึ่งไม่สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานของ กปภ. ทำให้มีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง กปภ. จึงจำเป็นต้องควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การปรับโครงสร้างบุคลากร และการกำหนดอัตราค่าตอบแทนในเกณฑ์ที่ต่ำกว่ารัฐวิสาหกิจอื่น ทำให้การดำเนินงานของ กปภ. ได้ผลกำไรในช่วงปีหลัง ๆ อย่างไรก็ตาม ในปี 2549 กปภ. ขาดทุนประมาณ 190 ล้านบาท และตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 เป็นต้นไป กปภ. จะต้องชำระคืนเงินกู้พันธบัตร กปภ. ปีละประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท หาก กปภ. ไม่ได้รับการชดเชยค่าดำเนินการเชิงสังคมควบคู่ไปกับการปรับราคาค่าน้ำ จะทำให้ กปภ. ไม่มีเงินรายได้เพียงพอสำหรับการไถ่ถอนเงินกู้พันธบัตร และจะต้องรับภาระดอกเบี้ยพันธบัตรที่จะเกิดจากการ Refinance พันธบัตรไปตลอด ดังนั้น ในการจ่ายเงินชดเชยค่าดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมของ กปภ. ในปี 2548 และ ปี 2549 ควรให้ใช้ต้นทุนจริงเฉลี่ยในการจ่ายชดเชยค่าดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมของกลุ่มผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัยเพื่อการดำรงชีพ เฉพาะช่วงการใช้น้ำไม่เกิน 30 ลูกบาศก์เมตรต่อรายต่อเดือน เนื่องจากเป็นหลักเกณฑ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ในการจ่ายชดเชยค่าดำเนินการเชิงสังคมประจำปีงบประมาณ 2547 (โดยคิดเงินชดเชยจากราคาส่วนต่างของราคาขายจริงในปี 2547 กับราคาต้นทุนจริงเฉลี่ยที่ 11.750 บาทต่อลูกบาศก์เมตร) สำหรับต้นทุนจริงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณเงินชดเชยค่าดำเนินการในการให้บริการเชิงสังคมในปี 2548 และ 2549 นั้น ได้มีการปรับเป็น 12.455 บาทต่อลูกบาศก์เมตร และ 13.680 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ โดยต้นทุนจริงเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเกิดจากปัจจัยหลักคือ ค่าใช้จ่ายเงินเดือนและค่าจ้างประจำ ค่าวัสดุการผลิตและค่ากระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น


10. เรื่อง ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษตามโครงการประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษสำหรับข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ตามโครงการประเมินผลการปฏิบัติราชการ พ.ศ. 2549 จำนวน 22,526,400 บาท โดยแยกเป็นสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 13,100,300 บาท และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จำนวน 9,426,100 บาท ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีข้อสังเกตว่า การเพิ่มจำนวนข้าราชการและลูกจ้างประจำของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาควรพิจารณาดำเนินการเท่าที่จำเป็น เพื่อมิให้เป็นภาระด้านงบประมาณของรัฐ


11. เรื่อง มาตรการประหยัดพลังงาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 6/2549 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2549 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ดังนี้

  1. ให้นำ "ค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงานในส่วนราชการ" มาใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินผลด้านการประหยัดพลังงานของส่วนราชการตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นไป โดยมอบหมาย สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกันพิจารณากำหนดปัจจัยต่างๆ ที่เป็นตัวแปรให้เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการ และให้สำนักงบประมาณนำ "ค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงานในส่วนราชการ" ไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในส่วนค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แต่ละส่วนราชการ โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552 เป็นต้นไป
  2. ในปีงบประมาณ 2550 ให้คงกำหนดเป้าหมายลดใช้พลังงานของส่วนราชการจาก "ร้อยละ 10-15 เมื่อเทียบกับการใช้พลังงานในปีงบประมาณ 2546" ไปก่อน และขณะเดียวกันให้ สนพ. ทำความเข้าใจกับส่วนราชการเรื่องเกณฑ์ใหม่ "ค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงานในส่วนราชการ" เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการใช้งานต่อไป
  3. ให้กระทรวงการคลังกำหนดให้ทุกส่วนราชการจัดซื้ออุปกรณ์และครุภัณฑ์โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงานระดับดีมาก (ฉลากเบอร์ 5) ตลอดจนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีในส่วนค่าบำรุงดูแลรักษาเครื่องปรับอากาศและรถยนต์ที่เป็นครุภัณฑ์ของส่วนราชการให้แต่ละส่วนราชการด้วย

ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของสำนักงบประมาณและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปประกอบการพิจารณาด้วย


12. เรื่อง องค์กรร่วมไทย-มาเลเซียขอความเห็นชอบในร่างแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ครั้งที่ 2 ระหว่างกลุ่มผู้ขายและกลุ่มผู้ซื้อสำหรับก๊าซธรรมชาติจากแปลง A-18 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง A-18 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ระหว่างองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และผู้ได้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (บริษัท PC JDA LIMITED บริษัท Hess Oil of Company Thailand Ltd.Co. และบริษัท Hess Oil Company of Thailand (JDA) Limited) ในฐานะ กลุ่มผู้ขายกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัทปิโตรนาส ในฐานะกลุ่มผู้ซื้อ และเห็นชอบให้องค์กรร่วมไทย - มาเลเซีย ทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ จากแปลง A-18 กับกลุ่มผู้ซื้อขายก๊าซธรรมชาติได้ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ดำเนินการลงนามในสัญญาได้เมื่อผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

กระทรวงพลังงานรายงานว่า สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2547 กลุ่มผู้ซื้อต้องการนำก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียเข้าสู่ประเทศไทยทางท่อก๊าซเส้นที่ 3 ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อสนองความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ทำให้ต้องรับซื้อก๊าซธรรมชาติก่อนกำหนดเดิมตามสัญญาซื้อขาย กลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มผู้ขายจึงได้ร่วมกันปรับปรุงข้อสัญญาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

  1. เปลี่ยนกำหนดวันเริ่มรับซื้อก๊าซฯ ตามสัญญาใหม่ เป็นวันที่ 1 เมษายน 2550 (เดิมวันที่ 1 มกราคม 2551)
  2. กลุ่มผู้ซื้อตกลงรับซื้อก๊าซฯ เร็วขึ้นจากเดิม (วันที่ 1 มกราคม 2551) ที่กำหนดไว้ในอัตราวันละ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต และจะเพิ่มเป็นอัตราวันละ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต ตามระยะเวลาที่สองของสัญญาเดิม ณ วันที่ 1 มกราคม 2551 ต่อไปอีกเป็นเวลา 20 ปี

กระทรวงพลังงานได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมการซื้อขายก๊าซธรรมชาติแปลง A-18 ครั้งที่ 2 ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งคณะกรรมการองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้วนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนานำก๊าซธรรมชาติจากพื้นที่พัฒนาร่วมฯ มาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย โดยเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนานำก๊าซธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ต่อประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นตามความต้องการ จึงเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ


13. เรื่อง แนวทางการบริหารจัดการงบประมาณขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอทั้ง 3 ข้อ ทั้งนี้ โดยให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. จัดสรรเงินงบประมาณในส่วนของยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด จำนวน 5,000 ล้านบาท ที่ตั้งเบิกจ่าย ณ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปตั้งเบิกจ่าย ณ กระทรวงมหาดไทย ภายใต้การบริหารจัดการของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข
  2. ขยายวัตถุประสงค์การใช้เงินงบประมาณให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 ที่เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ที่มุ่งให้ประชาชนและครอบครัวสามารถพึ่งตนเอง โดยใช้กลไกชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนและส่วนกลางปรับระบบ
  3. มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุข จัดทำระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการบริหารจัดการวงเงินงบประมาณดังกล่าวข้างต้นต่อไป

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รายงานว่า

  1. โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) กำหนดวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการไว้ตั้งแต่แรกเริ่มว่า "ต้องการให้มีการจัดสรรงบประมาณโดยตรง เพื่อประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนจะได้นำไปแก้ไขปัญหาของส่วนรวม เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนโดยประชาชนเป็นผู้บริหารจัดการเอง (ร่วมคิด-ร่วมทำ) และถือเป็นอีกขั้นหนึ่งของการพัฒนาประชาธิปไตย"
  2. รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2549 ข้อ 2 นโยบายเศรษฐกิจ จะปรับปรุงบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานภูมิภาค โดยปรับปรุงระบบความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคมอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมกันรับผิดชอบดูแลผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนรักษาและดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ
  3. คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 ที่เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ที่มุ่งให้ประชาชนและครอบครัวสามารถพึ่งตนเอง โดยใช้กลไกชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนและส่วนกลางปรับระบบ เพื่อเอื้อให้จังหวัดสามารถสะท้อนความต้องการของชุมชนมายังกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีจุดเน้นและกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่กิจกรรมและโครงการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบริหารจัดการได้โดยการมีส่วนของชุมชน ท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ ในการวางแผนและกำหนดโครงการ พร้อมทั้งให้มีคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อทำหน้าที่อำนวยการในการขับเคลื่อน
  4. สำนักงบประมาณได้เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 เรื่อง การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ว่า วงเงินงบประมาณจำนวน 5,000 ล้านบาท ควรให้ใช้จ่ายจากงบประมาณปี พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน ที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้เบิกจ่ายและฝากธนาคารไว้ โดยให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกับกระทรวงมหาดไทยพิจารณานำเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประชาชนอยู่ดีมีสุขต่อไป
  5. คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 อนุมัติให้เพิ่มวงเงินงบประมาณสำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ที่จะใช้วงเงินร่วมกันจากเดิมที่มีอยู่จำนวน 9,728,135,800 บาท (รวมดอกเบี้ย) เป็นจำนวน 10,000,000,000 บาท โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนที่ขาด จำนวน 271,864,200 บาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น

14. เรื่อง กรอบแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามมติคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) เสนอ และให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย โดยมีสาระสำคัญดังนี้

สำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) รายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 พิจารณาเห็นว่าเพื่อให้การจัดสรรเงินอุดหนุนแก่ อปท. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของ กกถ. มีกรอบและทิศทางการดำเนินการที่ชัดเจนสอดคล้องกับความจำเป็นของ อปท. และเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการประมาณการรายได้ของ อปท. จึงมีมติเห็นชอบกรอบแนวทางการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ดังนี้

  1. ให้ใช้กรอบวงเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่ อปท. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 เป็นฐานในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2551
  2. การจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่ อปท. แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ
  3. หากภายหลังจากที่ กกถ. ให้ความเห็นชอบแล้ว มีการปรับลดงบประมาณเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้แก่ อปท. เมื่อมีการแปรญัตติเพิ่มเติมก็ให้แปรญัตติเพิ่มเติมเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปเท่านั้น

สังคม


15. เรื่อง ผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกระทรวงแรงงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงแรงงาน รายงานผลการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 46 จังหวัด ดังนี้

  1. โครงการจ้างงานเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2549 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลางปี 2549 ที่เหลือคืนจากการดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 22,575,541 บาท และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 กระทรวงแรงงานได้รับอนุมัติงบกลางปี 2549 จำนวน 24,708,000 บาท และงบกลางปี 2550 จำนวน 68,266,000 บาท เพิ่มเติม ดำเนินโครงการจ้างงานเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 46 จังหวัด รวมงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจำนวน 115,549,541 บาท มีราษฎรต้องการความช่วยเหลือ รวมจำนวน 39,844 คน การดำเนินการช่วยเหลือเป็นการจ้างงานในลักษณะทำความสะอาด บูรณะอาคารสถานที่ สิ่งสาธารณประโยชน์ที่เสียหาย ช่วยปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เข้าให้การช่วยเหลือ มีเกณฑ์การจ้างในอัตราวันละ 145 บาท ต่อคน ระยะเวลาการจ้างคนละ 20 วัน
  2. โครงการพัฒนาฝีมือและศักยภาพแรงงาน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ งบกลางปี 2550 จำนวน 35,588,300 บาท ให้กระทรวงแรงงานดำเนินการฝึกอาชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 2,579 คน (162 รุ่น)
  3. การดำเนินโครงการจ้างงานเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เมื่อสิ้นสุดโครงการ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 มีผลการจ้างงานผู้ประสบภัยรวมจำนวน 45,600 คน คิดเป็นร้อยละ 114.45 ของเป้าหมาย ซึ่งการดำเนินงานมีผลการจ้างงานเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด และได้เบิกจ่ายงบประมาณเป็นค่าจ้างให้ผู้ประสบภัยแล้วจำนวน 95,198,875 บาท คิดเป็นร้อยละ 78.13 ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งการเบิกจ่ายในส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างดำเนินการเบิกจ่าย
  4. สำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือและศักยภาพแรงงาน ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้น ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 มีผลการฝึกอาชีพให้ผู้ประสบภัย จำนวน 291 รุ่น รวม 3,586 คน คิดเป็นร้อยละ 139.05 ของเป้าหมาย การดำเนินการฝึกอาชีพมีผลการฝึกเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนด และได้เบิกจ่ายงบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายแล้วจำนวน 15,564,630.53 บาท คิดเป็นร้อยละ 43.74 ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งการเบิกจ่ายในส่วนที่เหลือยังอยู่ระหว่างดำเนินการเบิกจ่าย
  5. การให้ความช่วยเหลือหลังน้ำลดด้วยการฝึกอาชีพและบริการซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร ได้ดำเนินการควบคู่กับการดำเนินโครงการจ้างงานเร่งด่วน โดยใช้งบปกติของหน่วยงาน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง อุตรดิตถ์ พะเยา กำแพงเพชร ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ ตาก พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย นครปฐม ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา สุรินทร์ หนองบัวลำภู ชุมพร นครศรีธรรมราช และ กรุงเทพมหานคร มีผลการช่วยเหลือ ดังนี้
    • 1) ฝึกและเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพหลังน้ำลด จำนวน 1,826 คน
    • 2) บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 2,122 ชิ้น
    • 3) บริการซ่อมรถจักรยานยนต์ จำนวน 1,018 คัน
    • 4) บริการซ่อมรถยนต์ จำนวน 13 คัน รถสามล้อเครื่อง จำนวน 22 คัน
    • 5) บริการซ่อมเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตร จำนวน 172 เครื่อง

16. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2550)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รายงานสรุปสถานการณ์ภัยแล้งตลอดจนการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2550 ดังนี้

1.สถานการณ์ภัยแล้ง (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2550)

1.1 พื้นที่ประสบภัย รวม 52 จังหวัด 454 อำเภอ 48 กิ่งฯ 2,994 ตำบล 23,129 หมู่บ้าน (คิดเป็นร้อยละ 38.63 ของหมู่บ้าน 59,875 หมู่บ้าน ใน 52 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง และคิดเป็นร้อยละ 31.40 ของหมู่บ้านทั้งหมดของประเทศ) แยกเป็น

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำเภอ กิ่ง ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด ครัวเรือน คน
1 เหนือ 16 121 12 712 4,792 กำแพงเพชร สุโขทัย ลำปาง แพร่ ตาก เพชรบูรณ์ น่าน ลำพูน พิจิตร เชียงใหม่ เชียงราย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พะเยา แม่ฮ่องสอน และนครสวรรค์ 395,093 1,349,978
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 19 249 30 1,885 15,914 กาฬสินธุ์ ขอนแก่น หนองคาย มุกดาหาร ยโสธร ชัยภูมิ อำนาจเจริญ หนองบัวลำภู บุรีรัมย์ สกลนคร นครพนม อุดรธานี ศรีสะเกษ นครราชสีมา อุบลราชธานี มหาสารคาม เลย สุรินทร์ และร้อยเอ็ด 1,454,616 5,964,516
3 กลาง 6 32 1 126 886 สุพรรณบุรี อ่างทอง ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรปราการ และกาญจนบุรี 70,749 282,885
4 ตะวันออก 6 32 5 163 902 จันทบุรี สระแก้ว ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครนายก 88,824 281,377
5 ใต้ 5 20 0 108 635 ตรัง ระนอง นครศรีธรรมราช ชุมพร และภูเก็ต 31,292 107,595
รวมทั้งประเทศ 52 454 48 2,994 23,129   2,040,574 7,986,351

ตารางข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง ณ ปัจจุบัน (วันที่ 12 มีนาคม 2550) เปรียบเทียบกับจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด จำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปัจจุบัน (ณ 12 มี.ค. 2550) คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)
1 ตะวันออกเฉียงเหนือ 32,576 15,914 48.85
2 เหนือ 16,306 4,792 29.39
3 ตะวันออก 4,816 902 18.73
4 กลาง 11,377 886 7.79
5 ใต้ 8,588 635 7.39
  รวม 73,663 23,129 31.40

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ภัยแล้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2550 (รวม 46 จังหวัด 372 อำเภอ 38 กิ่งฯ 2,348 ตำบล 17,688 หมู่บ้าน) ปรากฏว่ามีจังหวัดประสบภัยแล้งเพิ่มขึ้น จำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ เลย สุรินทร์ ร้อยเอ็ด นครนายก และภูเก็ต และจำนวนหมู่บ้านที่เพิ่มขึ้นของจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง รวม 5,441 หมู่บ้าน

ตารางเปรียบเทียบข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปี 2550 กับปี 2549 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ที่ ภาค ข้อมูลปี 2550
(ณ วันที่ 12 มี.ค. 2550)
ข้อมูลปี 2549
(ณ วันที่ 12 มี.ค. 2549)
เปรียบเทียบข้อมูลภัยแล้ง
ปี 2550 กับปี 2549
หมู่บ้าน ที่ประสบภัยแล้ง คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้านทั้งประเทศ) หมู่บ้าน ที่ประสบภัยแล้ง คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้านทั้งประเทศ จำนวนหมู่บ้าน + เพิ่ม - ลด คิดเป็น
ร้อยละ
1 ตะวันออกเฉียงเหนือ 15,914 48.85 18,567 57.00 - 2,653 - 14.29
2 เหนือ 4,792 29.39 4,423 27.12 + 369 + 8.34
3 ตะวันออก 902 18.73 903 18.75 - 1 - 0.11
4 กลาง 886 7.79 836 7.35 + 50 + 5.98
5 ใต้ 635 7.39 205 2.39 + 430 + 209.75
  รวม 23,129 31.40 24,934 33.85 - 1,805 - 7.24

เปรียบเทียบหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งเมื่อปี 2549 ในช่วงเวลาเดียวกัน (วันที่ 12 มี.ค. 2549) รวม 54 จังหวัด 403 อำเภอ 43 กิ่งฯ 2,915 ตำบล 24,934 หมู่บ้าน (ร้อยละ 33.85 ของหมู่บ้านทั้งหมด) โดยปี 2550 (รวม 52 จังหวัด 454 อำเภอ 48 กิ่งฯ 2,994 ตำบล 23,129 หมู่บ้าน) มีหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งน้อยกว่า 1,805 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 7.24

1.2 ราษฎรเดือดร้อน จำนวน 2,040,574 ครัวเรือน 7,986,351 คน (คิดเป็นร้อยละ 16.64 ของครัวเรือนทั้งหมด 12,266,622 ครัวเรือน ใน 52 จังหวัดที่ประสบภัยแล้ง)

1.3 พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ จำนวน 713,756 ไร่

2. การให้ความช่วยเหลือ

2.1 การจัดหาน้ำเพื่อการเกษตร

  1. การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ รวม 1,243 เครื่อง แยกเป็น
    • จังหวัด/อำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ รวม 499 เครื่อง
    • กรมชลประทาน ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ รวม 744 เครื่อง แยกเป็น เพื่อการเพาะปลูก 697 เครื่อง เพื่อการอุปโภคบริโภค 47 เครื่อง
  2. จังหวัด อำเภอ/กิ่งอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการดังนี้
    • จัดทำทำนบ/ฝายเก็บกักน้ำ (ชั่วคราว) 8,658 แห่ง
    • ขุดลอกแหล่งน้ำ 967 แห่ง

2.2 การปรับปรุง ซ่อมและทำความสะอาดภาชนะเก็บน้ำ ดังนี้

การสร้างภาชนะเก็บน้ำ ดังนี้

2.3 การแจกจ่ายน้ำอุปโภค/บริโภคของจังหวัดที่ประสบภัย

ใช้รถบรรทุกน้ำ 858 คัน แจกจ่ายน้ำ 26,414 เที่ยว จำนวน 205,008,165 ลิตร

2.4 งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว จำนวน 327,559,377 บาท แยกเป็น

3. การสนับสนุนน้ำประปาช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้ง

4. การปฏิบัติการฝนหลวง ของสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร (ระหว่างวันที่ 12 กุมภาพันธ์ - 8 มีนาคม 2550)

สำนักฝนหลวงและการบินการเกษตรได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง รวม 135 เที่ยวบินชั่วโมงบิน รวม 184.55 ชั่วโมง มีฝนตก 33 วัน ในพื้นที่ 22 จังหวัด ดังนี้

ที่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง (จังหวัด) จำนวนเที่ยวบิน(เที่ยว) จำนวน
วันฝนตก
จังหวัดที่มีฝนตก (จังหวัด) ปริมาณน้ำฝน (มม.)
1 พิษณุโลก 5 1 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ 9.2
2 นครสวรรค์ 28 5 5 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สุพรรณบุรี นครสวรรค์ กรุงเทพฯ และอุทัยธานี 0.1-3.5
3 ระยอง 27 11 6 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว 0.1-40.0
4 หัวหิน 65 3 2 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 0.3-1.8
5 สุราษฎร์ธานี 10 13 8 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ตรัง กระบี่ และสตูล 0.1-51.8
  รวม 135 33 22 จังหวัด  

 


17. เรื่อง รายงานสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งปี 2550 ครั้งที่ 3

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานสถานการณ์ภัยธรรมชาติในช่วงฤดูแล้งปี 2550 ณ วันที่ 9 มีนาคม 2550 ประกอบด้วย สถานการณ์น้ำ ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พื้นที่การเกษตรคาดว่า จะได้รับผลกระทบ และการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ครั้งที่ 3 ดังนี้

สถานการณ์น้ำ

1. สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 9 มีนาคม 2550 มีปริมาตรน้ำในอ่างฯทั้งหมด 53,258 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯทั้งหมด มากกว่าปี 2549 (49,333 ล้านลูกบาศก์เมตร) จำนวน 3,925 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของความจุอ่างฯทั้งหมด

อ่างเก็บน้ำภูมิพลและอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯทั้งหมด 10,500 และ 7,069 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 78 และ 74 ของความจุอ่างฯทั้งหมด ตามลำดับ โดยมีปริมาตรน้ำทั้งสองอ่าง ฯ รวมกัน จำนวน 17,569 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ มีทั้งหมด 2 อ่างฯ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ และอ่างเก็บน้ำเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาตรน้ำ ในอ่าง 36 และ 52 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 30 และ 32 ของความจุอ่างฯตามลำดับ ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวเพียงพอสำหรับในช่วงฤดูแล้งนี้ และไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำแต่อย่างใด

2. สภาพน้ำท่า

3. คุณภาพน้ำ

สภาพความเค็มในแม่น้ำสายหลัก ณ จุดเฝ้าระวังของแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำ แม่กลอง และแม่น้ำนครนายก อยู่ในเกณฑ์ปกติ ณ วันที่ 3 มีนาคม 2550 (เกณฑ์ค่าความเค็ม น้ำเพื่อการเกษตร ไม่เกิน 2.0 กรัม/ลิตร)

การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง (วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 - 30 เมษายน 2550) ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ วันที่ 6 มีนาคม 2550 มีพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ จำนวน 11.87 ล้านไร่ แยกเป็น ข้าวนาปรัง 9.65 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 98 ของเป้าหมาย (ในเขตชลประทาน 7.44 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 2.21 ล้านไร่) และพืชไร่-พืชผัก จำนวน 2.22 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 79 ของเป้าหมาย (ในเขตชลประทาน 0.62 ล้านไร่ นอกเขตชลประทาน 1.60 ล้านไร่)

พื้นที่การเกษตรประสบภัยแล้ง ณ วันที่ 9 มีนาคม 2550

ด้านพืช ช่วงภัยระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2549 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2550 ด้รับรายงานพื้นที่ประสบภัยแล้ง จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย ตาก แพร่ ลำปาง อุทัยธานี พิจิตร อุตรดิตถ์หนองคาย หนองบัวลำภู นครราชสีมา และบุรีรัมย์ เกษตรกร 14,101 ราย พื้นที่การเกษตรประสบภัย 129,621 ไร่

ด้านปศุสัตว์ ช่วงภัยระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2549 ถึง มีนาคม 2550 ได้รับรายงานพื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 จังหวัด คือ จังหวัดปราจีนบุรี น่าน ลำพูนและหนองบัวลำภู เกษตรกร 5,638 ราย

การให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร

1. การจัดสรรน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง กำหนดแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ (31 อ่างฯ) ในช่วงฤดูแล้งปี 2549/2550 (1 พ.ย. 2549 ถึง 30 เม.ย. 2550) จำนวน 19,266 ล้านลูกบาศก์เมตร ณ วันที่ 9 มีนาคม 2550 ได้ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว 12,468 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในเขตชลประทาน เกษตรกรได้ปลูกข้าวนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 7.41 ล้านไร่ (95% ของเป้าหมาย) เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังแล้ว 0.22 ล้านไร่ และปลูกข้าวนาปรังครั้งที่ 2 แล้ว 0.03 ล้านไร่ สำหรับพืชไร่-พืชผัก ปลูกแล้ว 0.62 ล้านไร่ (72% ของเป้าหมาย) เก็บเกี่ยวพืชไร่-พืชผักแล้ว 0.03 ล้านไร่

2. การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำและรถบรรทุกน้ำ

3. การปฏิบัติการฝนหลวง

4. การสนับสนุนเสบียงสัตว์ สนับสนุนพืชอาหารสัตว์ 128,150 กิโลกรัม แร่ธาตุ 126 ก้อน และดูแลสุขภาพสัตว์ 4,255 ตัว


18. เรื่อง รายงานผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งปี 2550 ของกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงแรงงานรายงานผลการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งปี 2550 ของกระทรวงแรงงาน ครั้งที่ 1 โดยหน่วยงานในสังกัดทุกหน่วยงาน ได้เข้าดำเนินการให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ประสบ ภัยแล้งโดยใช้งบประมาณปี 2550 ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งผลการช่วยเหลือ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 มีแรงงานที่ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือแล้ว รวมทั้งสิ้น 15,903 คน ดังนี้

1) การตรึงประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและไม่สามารถประกอบอาชีพได้ให้มีอาชีพเสริม หรือได้รับการทำงานระยะสั้นในพื้นที่ของตนเองเป็นอันดับแรก โดยนำบริการของทุกหน่วยงานในสังกัด อาทิ การฝึกอาชีพแรงงานในชนบท สร้างอาชีพใหม่ให้แก่ผู้ว่างงานแนะแนวอาชีพอิสระแก่ประชาชนให้บริการทางการแพทย์และความรู้ด้านประกันสังคมในหมู่บ้านที่ประสบภัย มีประชาชนที่ประสบภัยได้รับบริการการช่วยเหลือ จำนวน 4,943 คน

2) การเตรียมการสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพ โดยอำนวยความสะดวกในการหางานทำให้แก่ผู้ประสบภัย ที่ต้องการหางานทำนอกพื้นที่ ให้สามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานในจังหวัดที่มีตำแหน่งงานว่าง และได้รับการจ้างงานตามที่ต้องการ โดยไม่ถูกหลอกลวงจากกลุ่มมิจฉาชีพ ได้แก่ การจัดหาตำแหน่งงานว่าง พร้อมอำนวยความสะดวกการจัดส่งแรงงาน จัดงานนัดพบแรงงานและให้ความรู้ด้านสิทธิประโยชน์แรงงาน มีประชาชนที่ประสบภัยได้รับบริการการช่วยเหลือจำนวน 4,674 คน

3) เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ปลายทางการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงาน โดยเฉพาะที่สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีรถยนต์โดยสารประจำทางกรุงเทพ (ตลาดหมอชิต 2) เพื่อเฝ้าระวังการหลอกลวงตลอดเวลา 24 ชั่วโมง รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประสบภัยทราบ และได้รับความรู้ด้านการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ ตามกฎหมายแรงงาน และสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคม เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง มีประชาชนที่ประสบภัยได้รับบริการการช่วยเหลือ จำนวน 6,286 คน


19. เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมไทยเพื่อชีวิตมั่นคง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมไทย (พ.ศ. 2550-2554)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 ซึ่งมีนายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ ดังนี้

  1. เห็นชอบรายละเอียดและการบูรณาการการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมไทย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2550-2554) และแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมไทยเพื่อชีวิตมั่นคง ตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี สร้างสวัสดิการสังคมไทย (พ.ศ. 2550-2554) ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่เห็นว่า การบูรณาการการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่และการมีส่วนร่วมของประชาชน ย่อมสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความพยายามแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โดยควรคำนึงถึงการต้องร่วมปรึกษาหารือและประสานการดำเนินงานระหว่างกันในทุกเรื่องที่มีการดำเนินการในพื้นที่เป็นสำคัญอยู่เสมอ เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนทั้งการดำเนินการและการของบประมาณ ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย
  2. สำหรับงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมตามแผนปฏิบัติการฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณ เพื่อขออนุมัติงบกลาง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นต่อไป

20. เรื่อง แนวทางการดำเนินงานและการบริหารงบประมาณตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานและการบริหารงบประมาณตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2550 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณกำหนดเป็นระเบียบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปอย่างเร่งด่วน

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า

1. ตามที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2550 ได้มีมติเห็นชอบโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รับไปอำนวยการและประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด การบริหารจัดการในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาตามโครงการควรเน้นความฉับไวและทันเวลา ซึ่งอาจต้องจัดระบบงบประมาณให้คล่องตัวและรวดเร็ว รวมทั้งอาจให้ชุดทำงานสามารถมีงบประมาณจำนวนหนึ่งสำหรับแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ตามความเหมาะสม

2. กระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานจาก ศอ.บต. ว่าได้พิจารณาเห็นว่า งบประมาณตามโครงการนี้ ในการตัดสินใจว่าจะดำเนินกิจกรรมหรือโครงการอะไรจะต้องเป็นการตัดสินใจของราษฎรในหมู่บ้านนั้น โดยราชการจะเป็นเพียง ผู้ให้คำปรึกษารวมทั้งการตัดสินใจที่จะเลือกซื้อพัสดุครุภัณฑ์จะต้องเป็นการตัดสินใจของราษฎรในหมู่บ้านนั้น โดยหลีกเลี่ยงการที่ภาคราชการอนุมัติอนุญาตในการจัดซื้อจัดหา ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องวางแนวทางในการบริหารงบประมาณโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับตำบลจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปี 2550 ขึ้นใหม่ ดังนี้

2.1 ผู้นำพลังประชาชนจัดให้มีการประชุมเวทีประชาคมหมู่บ้าน โดยให้มีผู้เข้าร่วมประชุมอย่างน้อยครัวเรือนละ 1 คน และไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของครัวเรือนทั้งหมดที่มีอยู่ในหมู่บ้านเพื่อร่วมกันคิดค้นปัญหา เสนอความต้องการ ร่วมกันตัดสินใจ จัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหา พร้อมกับคัดเลือก "คณะกรรมการโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับหมู่บ้าน" จำนวน 12 - 15 คน โดยให้ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด ไม่น้อยกว่า 7 คน ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อรับผิดชอบในการกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและจัดทำโครงการในรายละเอียด รวมทั้งการบริหารจัดการโครงการของหมู่บ้าน ทั้งนี้ให้คณะกรรมการฯ คัดเลือกกันเองให้มีประธาน 1 คน เลขานุการ 1 คน และเหรัญญิก 1 คน โดยให้นายอำเภอเป็นผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ดังกล่าว

2.2 ทีมพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับตำบล ซึ่งประกอบด้วยปลัดอำเภอ ผู้เป็นหัวหน้าประจำตำบล พัฒนากรผู้ประสานงานประจำตำบล เกษตรตำบล สาธารณสุขตำบล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล และครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียนจะเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการประชุมประชาคม ตามข้อ 2.1 และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดทำโครงการแก่คณะกรรมการฯ รวมทั้งการให้คำแนะนำทางวิชาการในเรื่องรูปแบบรายการ ประมาณการราคา และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

2.3 คณะกรรมการฯ ต้องเสนอโครงการดังกล่าวต่อนายอำเภอซึ่งเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หากนายอำเภอไม่ให้ความเห็นชอบโครงการใดจะต้องชี้แจงเหตุผลต่อผู้ว่าราชการจังหวัด หากผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติโครงการได้ แต่หากผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ให้เสนอผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) เป็นผู้พิจารณาวินิจฉัย

2.4 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งผลการอนุมัติโครงการและวงเงินดำเนินโครงการให้ ผอ.ศอ.บต. ทราบเพื่อพิจารณาอนุมัติวงเงินให้กับคณะกรรมการฯ

2.5 ให้คณะกรรมการฯ เปิดบัญชีกับธนาคารกรุงไทย ในชื่อบัญชีว่า "โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับหมู่บ้าน..... ตำบล......อำเภอ....... จังหวัด......." โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่าย 2 ใน 3 จากประธาน คณะกรรมการฯ เลขานุการ และเหรัญญิก โดยให้ทีมพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นผู้รวบรวมสำเนาบัญชีธนาคารฯ นำส่ง นายอำเภอ เพื่อรายงานให้ ศอ.บต. ทราบ

2.6 การจ่ายเงินของ ศอ.บต. จะจ่ายเป็นเช็คหรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ตามข้อ 2.5 โดยเก็บหลักฐานการโอนเงินจากธนาคารฯ และใบสำคัญรับเงินที่ประธานคณะกรรมการฯ เป็นผู้เซ็นรับเงิน ประกอบการเบิกจ่ายเก็บไว้ที่ ศอ.บต. เพื่อรอการตรวจสอบ

2.7 ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้คณะกรรมการฯ อย่างน้อย 5 คนร่วมกันสำรวจความต้องการวัสดุอุปกรณ์ ราคา และร้านค้าที่จะต้องจัดซื้อ/จ้างตามโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับอนุมัติจากนายอำเภอหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เสนอขอความเห็นชอบต่อประธานคณะกรรมการ เมื่อประธานคณะกรรมการฯ เห็นชอบก็อนุมัติเบิกจ่ายเงิน ให้เหรัญญิกดำเนินการเบิกจ่ายเงิน ให้กับคณะกรรมการฯ ตามข้อ 2.7 ดำเนินการจัดซื้อ/จ้าง ต่อไป

2.8 ให้คณะกรรมการฯ อย่างน้อย 3 คน ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกับคณะกรรมการฯ ในข้อ 2.7 เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ

2.9 ให้คณะกรรมการฯ ตรวจสอบหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างและเมื่อเห็นว่าถูกต้อง ให้ลงนามรับรอง การจัดซื้อ/จ้างดังกล่าว และให้รายงานผลการดำเนินโครงการและผลการเบิกจ่ายให้นายอำเภอทราบ

สำหรับหลักฐานใบสำคัญการจัดซื้อจัดจ้างและหลักฐานการเบิกจ่ายเงินให้เก็บไว้ที่หมู่บ้านหรือตำบล และสำเนาเก็บไว้ที่อำเภอ 1 ชุด ซึ่งต้องประกอบด้วย

ทั้งนี้ ให้นายอำเภอมอบหมายให้มีผู้รับผิดชอบตามความเหมาะสม

2.10 ให้ทีมพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าไปตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานและผลการเบิกจ่ายเงิน ให้เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ และรายงานให้นายอำเภอทราบ เพื่อรวบรวมข้อมูลรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และ ผอ.ศอ.บต. ทราบต่อไป


21. เรื่อง การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนกรณีสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนกรณีสถานการณ์หมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระดมกำลังพนักงานดับไฟป่าจากพื้นที่อื่น ๆ ที่มีปัญหาการเกิดไฟป่าน้อยไปสนับสนุนการปฏิบัติงานควบคุมไฟป่าในพื้นที่ที่มีปัญหาการเกิดไฟป่ามากกว่าโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด และจัดทำประกาศแจ้งเตือนประชาชนให้งดเว้น การใช้ไฟในการทำกิจกรรมในพื้นที่ป่าโดยเด็ดขาด รวมทั้งลดปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่า
  2. ให้กองทัพภาคที่ 3 ดำเนินการสนธิกำลังในการดำเนินการลาดตระเวนป้องปราม และเข้าดำเนินการ ดับไฟในพื้นที่นอกเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากอยู่ในช่วงการถ่ายโอนอำนาจเพื่อให้องค์การปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ
  3. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการควบคุมการเผาในที่พื้นที่เกษตรกรรมอย่างเข้มงวด และส่งเสริมให้เกษตรใช้ประโยชน์จากเศษสิ่งเหลือทางการเกษตรทดแทนการจุดไฟเผา
  4. ให้กระทรวงคมนาคมกำชับหน่วยงานที่รับผิดชอบเส้นทางหลวงทุกสายห้ามมิให้กำจัดวัชพืชโดยวิธีจุดไฟเผา และตั้งทีมเฉพาะกิจในการระงับไฟในเขตทางหลวงที่รับผิดชอบ
  5. ให้กระทรวงสาธารณสุขโดยสาธารณสุขจังหวัดจัดเตรียมคลินิกพิเศษ เพื่อให้บริการแก่ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษหมอกควัน
  6. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในท้องที่ภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด เป็นผู้มีอำนาจในสั่งการให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการกำกับดูแล การบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้
    • ดำเนินการตามประกาศเขตควบคุมไฟป่าอย่างเคร่งครัด
    • เร่งรัดประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือประชาชนในการงดการจุดไฟเผาป่า ระมัดระวังการใช้ไฟใน พื้นที่ป่า ทำแนวกันไฟและควบคุมการเผาเศษวัสดุเพื่อป้องกันมิให้ไฟลุกลามเข้าป่า
    • ให้จังหวัดจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุร้องเรียนด้านการเผาในที่โล่ง โดยมีหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ระดับอำเภอ ตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาร้องเรียนและดำเนินการติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
    • พิจารณาใช้งบฉุกเฉินเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากหมอกควัน หากมีความจำเป็นให้จังหวัดพิจารณาขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากกองทุนสิ่งแวดล้อม
  7. หากการดำเนินมาตรการดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ อาจใช้อำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ประกาศเหตุฉุกเฉินหรือเหตุภยันตรายต่อสาธารณชนอันเนื่องจากภัยธรรมชาติหรือภาวะมลพิษ เพื่อให้อำนาจ ผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำหนดมาตรการป้องกันและจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ทั้งนี้ให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ติดตามประเมินสถานการณ์ในช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน 2550 เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการประกาศเหตุฉุกเฉินตามมาตรา 9 ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า สืบเนื่องจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2550 โดยใช้สถานีติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษในจังหวัดเชียงใหม่ 2 สถานี และจังหวัดลำปาง 4 สถานี พบว่าในพื้นที่ภาคเหนือมีแนวโน้มการเกิดสถานการณ์มลพิษหมอกควัน เพิ่มสูงขึ้น โดยตรวจพบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง อยู่ในระดับเกินเกณฑ์มาตรฐาน(มาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงต้องไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา ดังนี้

  1. จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจพบปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 เป็นต้นมา สถานีโรงเรียนยุพราช ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด มีค่าเท่ากับ 231 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 6 มีนาคม 2550 และสถานีศูนย์ราชการรวม ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด มีค่า 240 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 มีนาคม 2550 (ข้อมูลถึงวันที่ 12 มีนาคม 2550)
  2. จังหวัดลำปาง ตรวจพบปริมาณฝุ่นขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2550 ตรวจพบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุด ณ สถานีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง มีค่าเท่ากับ 255 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 4 มีนาคม 2550 (ข้อมูลถึงวันที่ 12 มีนาคม 2550)
  3. สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ปี 2550 พบว่าในหลายจังหวัดมีความรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมา พบควันไฟปกคลุมตลอดทั้งวันในพื้นที่หลายจังหวัด ทัศนวิสัยไม่เกิน 1 กิโลเมตร ซึ่งควันไฟที่เกิดจากไฟป่า มีสาเหตุหลักมาจากการเก็บหาของป่าคิดเป็นร้อยละ 41 รองลงมาได้แก่ การล่าสัตว์และการเผาไร่ คิดเป็นร้อยละ 17 และ 14 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังเกิดจากการเผาในที่ดินเพื่อทำการเกษตร การบุกรุกเผาป่าเพื่อทำพื้นที่การเกษตร การทำไร่หมุนเวียนของชาวเขา การเผาเศษกิ่งไม้ใบหญ้าในบ้านเรือน การเผาตอซังและเศษวัชพืชในสวนผลไม้ จากสถิติจำนวนไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 - 11 มีนาคม 2550 เกิดไฟป่าจำนวน 2,859 ครั้ง พื้นที่ถูกไฟไหม้ 28,834 ไร่
  4. จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) แสดงตำแหน่งการเกิดไฟจำนวนมากในพื้นที่ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยพบแนวโน้มการเพิ่มสูงขึ้นของจำนวน Hotspot ในภูมิภาค อินโดจีนและประเทศพม่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 และพบการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ถึงปัจจุบัน โดยพบค่าสูงสุดในประเทศพม่าจำนวน 1,282 จุด ในวันที่ 8 มีนาคม 2550 และในภูมิภาคอินโดจีนที่ 1,023 จุด ในวันที่ 9 มีนาคม 2550 ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองในบรรยากาศพื้นที่ภาคเหนือเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าวมวลอากาศเย็นเริ่มปกคลุมพื้นที่ภาคเหนืออีกครั้ง สภาพอากาศนิ่งฝุ่นละอองสามารถแขวนลอยอยู่ในบรรยากาศได้นาน ไม่สามารถแพร่กระจายออกไปได้และไม่ตกสู่พื้นก่อให้เกิดสภาพฟ้าหลัว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
  5. แนวโน้มสถานการณ์มลพิษหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือปี 2550 มีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา และอาจมีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม - มิถุนายน 2550 เนื่องจากสภาพภูมิอากาศและการสะสมเชื้อเพลิงในพื้นที่ที่มีจำนวนมากขึ้น รวมทั้งข้อมูลจากอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปี 2550 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ เอลนิญโญ่ ก่อให้เกิดสภาพความแห้งแล้งในประเทศไทยยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน 2550
  6. ผลกระทบของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกินค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ หรือดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ที่เกิน 100 จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ อาจทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น มีอาการระคายเคือง แสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมลง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หืดหอบ หรือภูมิแพ้

แต่งตั้ง


22. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้แต่งตั้ง นายครรชิต ผิวนวล เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน แทนนายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอให้แต่งตั้ง นางอัญชลาภรณ์ ศิริวรรณ ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช.) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขอให้สำนักราชเลขาธิการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

3. ขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานกิจการยุติธรรม (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอการขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของนายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานกิจการยุติธรรม ที่ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม 2550 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2550 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2551

4. ขออนุมัติแต่งตั้งเพิ่มเติมรองประธานกรรมการในคณะกรรมการเสริมสร้างคุณธรรมในระบบการศึกษาไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอการแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองประธานกรรมการ เพิ่มเติมในคณะกรรมการเสริมสร้างคุณธรรมในระบบการศึกษาไทย

5. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติชุดใหม่ จำนวน 7 ราย แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชุดเดิมที่ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระ ดังนี้ 1. นายพีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ เป็นประธานกรรมการ 2. นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและอุตสาหกรรม 3. นายวิชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 4. นายสุทธิพร ปทุมเทวาภิบาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและอุตสาหกรรม 5. นายวิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและอุตสาหกรรม 6. นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและการจัดการ และ 7. นายมานพ ธรรมสิริอนันต์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไป

6. เรื่อง ขอเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคึไทย-ฟิลิปปินส์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้แต่งตั้งผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4 หน่วยงานคือ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหรือผู้แทน ปลัดกระทรวงพลังงานหรือผู้แทนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือผู้แทน และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติหรือผู้แทน เป็นกรรมาธิการ (ฝ่ายไทย) เพิ่มเติมในคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย - ฟิลิปปินส์ เพื่อให้ครอบคลุมความร่วมมือทุกสาขาที่บรรจุไว้ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมฯ

7. แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม) เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีภารกิจต้องเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2550

8. แต่งตั้งกรรมการสภาสถาปนิก (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการสภาสถาปนิกชุดใหม่ แทนคณะกรรมการชุดเดิมที่จะครบวาระ ในวันที่ 24 มีนาคม 2550 จำนวน 5 ราย ดังนี้

  1. นางดวงขวัญ จารุดุล สถาปนิกใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง
  2. นายสุวิทย์ ดิษยวงศ์ ข้าราชการบำนาญ กรมโยธาธิการและผังเมือง
  3. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุจิโรจน์ อนามบุตร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 8 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  4. นางสินีนาฏ โสดสถิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์อริยา อรุณินท์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ 8 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป

9. แต่งตั้งเลขานุการรัฐมนตรีและผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 221 / 2550 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง รวม 2 ราย ดังนี้ 1. นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 2. นายธนญ ตันติสุนทร เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปฏิบัติราชการในหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายสมหมาย ภาษี) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป

10. การขอต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญผู้ดำรงตำแหน่ง นักบริหาร 10 (กระทรวงวัฒนธรรม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอการต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายอภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ออกไปอีกเป็นครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2550

11. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ 144 / 2550 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง รวม 2 ราย ดังนี้ 1. นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2. นายปกรณ์ สุวรรณประภา เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป

12. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงสาธารณสุขที่ 212 / 2550 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง รวม 2 ราย ดังนี้ 1. นายปัญญา สอนคม ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 2. นางมยุรา กุสุมภ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2550 เป็นต้นไป

13. คำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนกัน คำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี และคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 69 70 และ 71 /2550 ดังนี้

1. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 69/2550 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน

อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 10 มาตรา 15 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 48 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 190/2549 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2549 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 254/2549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง ปรับปรุงคำสั่งมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน และมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ดังนี้

2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้น จะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ ต้องได้รับความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

ส่วนที่ 2 นายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการ แทนนายกรัฐมนตรี

ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่ รองนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี
ที่ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ
1. นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม
2. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์

ส่วนที่ 3 นายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

ในกรณีที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ
1. คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ 1. นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์
2. นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล
2. นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ 1. นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล
2. คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์
3. นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล 1. คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์
2. นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2550

2. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 71/2550 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 15 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้าย โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2549 ลงวันที่ 5 มกราคม 2549 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 204/2549 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 253/2549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ และมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1

1. รองนายกรัฐมนตรี (นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์)

1.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

1.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้

ส่วนที่ 2

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม)

2.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานหรือประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

2.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้

ส่วนที่ 3

3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์)

3.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

3.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้

ส่วนที่ 4

4. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์)

4.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

4.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้

ส่วนที่ 5

5. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล)

5.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ดังนี้

5.2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้

ส่วนที่ 6

1. ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนราชการใดเป็นประธาน อ.ก.พ. ทำหน้าที่ อ.ก.พ.กระทรวงของส่วนราชการนั้นด้วย ยกเว้น อ.ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์) เป็นประธาน

2. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามสิบวัน

3. ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในคำสั่งนี้ พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการยุบเลิกคณะกรรมการดังกล่าวหากเห็นว่าหมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น หรืออาจยุบรวมคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว โดยการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่ โดยยึดหลักการมีผู้รับผิดชอบภารกิจอย่างชัดแจ้ง การไม่ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน และการบูรณาการภารกิจให้เกิดการประสานและสอดคล้องรองรับกัน แล้วเสนอผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำขึ้นใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่เห็นควรให้คงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ไว้ตามเดิมให้รายงานเหตุผลและความจำเป็นด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2550

3. คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 70/2550 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 15 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 นายกรัฐมนตรี จึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 191/2549 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2549 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 252/2549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี (ฉบับที่ 2) และมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี และให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 นิยาม

ในคำสั่งนี้

"กำกับการบริหารราชการ" หมายความว่า กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินของส่วนราชการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจสั่งให้ส่วนราชการชี้แจงแสดงความคิดเห็นหรือรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการ หรือการปฏิบัติงาน สั่งสอบสวนข้อเท็จจริง หรือสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และคณะกรรมการอื่นแทนนายกรัฐมนตรี ตลอดจนอนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี และอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2520 เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี อนุญาตหรืออนุมัติเรื่องต่าง ๆ ของส่วนราชการในกำกับการบริหารราชการไปก่อนได้ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ

"สั่งและปฏิบัติราชการ" หมายความว่า สั่ง อนุญาต หรืออนุมัติให้ส่วนราชการหรือข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ ปฏิบัติราชการหรือดำเนินการใด ๆ ได้ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

"กำกับดูแล" หมายความว่า กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสั่งให้รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐชี้แจงแสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการ

ส่วนที่ 2

1. รองนายกรัฐมนตรี (นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์)

1.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการ และสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

1.1.1 กำกับการบริหารราชการของส่วนราชการ ดังนี้

1.1.2 กำกับการบริหารราชการ และสั่งและปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ดังนี้

1.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

1.3 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

1.4 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 1.1 - 1.3 ยกเว้น

ส่วนที่ 3

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม)

2.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการ และสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

2.1.1 กำกับการบริหารราชการของส่วนราชการ ดังนี้

2.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

2.3 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู ซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมายและการดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรีในการสั่งการตามกฎหมายดังกล่าว

2.4 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยราชบัณฑิตยสถาน

2.5 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

2.6 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

2.7 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

2.8 การมอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนในเรื่องที่เป็นงานประจำปกติของสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่จำเป็นต้องเสนอนายกรัฐมนตรีสั่งการตามกฎหมายหรือที่ต้องนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาตามกฎหมาย

2.9 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 2.1 - 2.8 เว้นแต่กรณีที่ระบุยกเว้นในข้อ 1.4

ส่วนที่ 4

3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์)

3.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

3.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้

ส่วนที่ 5

4. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์)

4.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

4.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

ส่วนที่ 6

5. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล)

5.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

5.2 การสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง

ส่วนที่ 7

1. รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ ย่อมมีอำนาจให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หรือประกาศเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงานนั้น ๆ ดังนี้

2. ราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้หาก รองนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม หรือต้องสั่งการแก่หลายส่วนราชการหรือหลายรัฐวิสาหกิจ แต่บางส่วนมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่กำกับการบริหารราชการของรองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ

3. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามสิบวัน

5. ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรียึดหลักการปฏิบัติงานในระบบการบริหารงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การประสานการปฏิบัติราชการเพื่อให้มีประสิทธิภาพและบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน โดยมีกรอบแนวทางในการปฏิบัติราชการใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การทำงานด้วยความโปร่งใส มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพและประหยัด รวมทั้งการส่งเสริมในเรื่องคุณธรรมนำความรู้ และการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพประชากรในทางสังคมและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทางการเมืองการปกครอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2550


ที่มา :สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี