สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
22 สิงหาคม 2549

วันนี้ (วันอังคารที่ 22 สิงหาคม 2549) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปรารภของนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. ปัญหาอุทุกภัยที่จังหวัดน่าน และพื้นที่อื่น ๆ

นายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงสถานการณ์ปัญหาอุทุกภัยที่จังหวัดน่านจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช) ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รายงานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า

ในช่วงที่ผ่านมาน้ำท่วมที่จังหวัดน่านเกิดจากร่องความกดอากาศต่ำ และมีฝนตกปริมาณมาก โดยเฉพาะที่อำเภอท่าวังผามีปริมาณระดับน้ำที่สูงขึ้นมาจากพื้นประมาณ 2 เมตร ส่วนที่บริเวณเขตอำเภอเมืองประมาณ 1 เมตรเศษ ๆ ส่วนที่เขตเทศบาลมีปริมาณน้ำสูงประมาณ 50 - 60 เซนติเมตรท่วมประมาณ 70 เปอร์เซนต์ของพื้นที่ ที่อำเภอเมืองมีผู้เสียชีวิต 1 ราย มีผู้สูญหาย 1 ราย บ้านเรือนมีเสียหายบ้าง แต่ยังไม่มีลักษณะเสียหายทั้งหลัง ขณะนี้สถานการณ์ที่ที่อำเภอท่าวังผามีระดับน้ำลดลงจาก 2 เมตรลงมา เหลือ 1 เมตร ส่วนบริเวณทั่วๆ ไปจากปริมาณ 1 เมตรเศษ ๆ เหลือ 60-70 เซนติเมตร ส่วนในเขตเทศบาลนั้นมีอัตราลดลงชั่วโมงละ 4 -5 เซนติเมตร ซึ่งถ้าลดลงในอัตรานี้ภายในเย็นนี้บริเวณเขตเทศบาลน้ำก็จะแห้ง จากการพยากรณ์อากาศในวันที่ 24-25 สิงหาคม นี้ อาจจะมีปัญหาเรื่องฝนอีกซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป ในส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ ได้เร่งดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ การช่วยเหลืออุทุกภัย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานในการรับผิดชอบแก้ปัญหาช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดน่าน และพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้ได้มีการพูดถึงปัญหาน้ำท่วมในที่อื่น ๆ เช่น บริเวณบางสะพาน ซึ่งมาตรการในระยะยาว นอกเหนือจากการติดตั้งเครื่องวัดน้ำฝน แล้วยังมีเครื่องส่งสัญญาณเป็นเสียงไซเรนโดยระบบมือหมุน เนื่องจากเมื่อถึงเวลาเกิดอุทุกภัยก็จะมีปัญหาเรื่องไฟฟ้าดับ จึงจะใช้แบบมือหมุน ซึ่งก็จะติดตั้งไปทุก ๆ หมู่บ้านแล้วก็จะมีการกำหนดผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการแจ้งเตือนภัย ซึ่งใช้คำว่า "มิสเตอร์เตือนภัย" หมู่บ้านละ 2 คน โดยได้มีการอบรมและสาธิตไปแล้ว นอกจากนั้นยังได้มีการพูดถึงเขตวัฒนธรรมเมืองเก่าของจังหวัดน่าน นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าให้ดูแลเขตที่เป็นวัฒนธรรมเมืองเก่าด้วย ส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเองก็ขอให้กระทรวงการคลังช่วยดูแลเรื่องการเบิกจ่ายในเรื่องของการฟื้นฟูสภาพของโรงเรียน ในขณะที่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมในบริเวณของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็มีปัญหาเรื่องฝนขาดช่วงจึงได้มีการพูดถึงแนวทางที่จะทำฝนหลวงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อแก้ไขปัญหาฝนทิ้งช่วงซึ่งจะมีผลกระทบกับข้าว

2. นายกรัฐมนตรีขอให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ของคนในชาติ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บริเวณศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวิลด์เมื่อวานนี้ (21 ส.ค. 49) ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้หลายประการ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ไปเป็นประธานในพิธีเปิด "Digital TK park" ซึ่งได้เปิดเป็นทางการเมื่อวานนี้ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการที่จะไม่ให้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการเผชิญหน้าซึ่งทำให้เกิดความรุนแรง นายกรัฐมนตรีได้พยายามจะใช้เส้นทางที่จะไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า โดยใช้ลิฟท์ขนของที่อยู่ทางด้านหลังของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เพื่อขึ้นไปสู่ทีเคพาร์คเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แต่ปัญหาก็ยังเกิดขึ้นในขณะที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางออกจากศูนย์การค้าไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีไม่อยากเห็นปัญหาการเผชิญหน้าที่นำไปสู่ความรุนแรงของคนในชาติ ซึ่งท่านอยากจะเห็นว่าคนที่เชียร์หรือคนที่สนับสนุนนั้นก็น่าจะไปเชียร์หรือสนับสนุนในการทำกิจกรรมของกลุ่มที่ตัวเองสนับสนุน คือไม่น่าจะมาในลักษณะที่เผชิญหน้า มาแสดงออกในกลุ่มหรือกิจกรรมที่ตัวเองไม่สนับสนุน ก็คือกองเชียร์ไม่ควรที่จะมาปะปนกับกลุ่มที่ไม่เชียร์ และก็อยากให้ทุก ๆ ฝ่ายแสดงความเห็น ซึ่งอาจจะเป็นความแตกต่างทางความเห็นผ่านกระบวนการการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าขอให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้รักษากติกาดำเนินคดีกับทุก ๆ ฝ่ายที่ทำผิดกฎหมายโดยไม่เลือกว่าเป็นฝ่ายใด ขอให้รองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์) ไปประชุมเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทำหน้าที่รักษากติกาเพื่อให้กติกาบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ สามารถทำให้เกิดผลในการที่ทุก ๆ ฝ่ายยอมรับ อยู่ภายใต้กติกาของบ้านเมือง เพราะถ้าหากกติกาของบ้านเมืองไม่ได้มีผลบังคับใช้ตามที่กำหนดไว้แล้ว ก็จะมีผลทำให้ประชาชนตัดสินความขัดแย้งด้วยตัวเองด้วยการใช้กำลัง เพราะฉะนั้นทุก ๆ ฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านกระบวนการยุติธรรมจะต้องทำงานเพื่อป้องกันที่จะไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ถ้าหากประชาชนส่วนใดที่มีความเห็นขัดแย้งกัน ก็สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่รับผิดชอบถ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ก็คงต้องมีการโยกย้าย ผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ย้ำว่าไม่ว่าเป็นฝ่ายใดที่ทำผิดกฎหมาย ผู้ที่มีหน้าที่รักษากฎหมายก็ต้องดำเนินการ

ในส่วนของทางด้านสื่อมวลชน นายกรัฐมนตรีใคร่ขอวิงวอนว่าขอให้สื่อมวลชนได้ร่วมกันเสนอข่าวเพื่อที่จะให้เกิดความสมานฉันท์ เพราะถ้ายิ่งกระพือข่าวไปให้ความสำคัญกับผู้ที่แสดงออกโดยแค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ก็จะทำให้เกิดความสนใจ และนำมาสู่พฤติกรรมอย่างนี้อีก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีใครอยากเห็น

3. นายกรัฐมนตรีให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟู

นายกรัฐมนตรีขอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟู ได้มีการให้ความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้วนั้นก็ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งรัดดำเนินการโดยจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงการคลัง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินสามารถแก้ไขปัญหาได้โดยเร็วที่สุด

4. ขอให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

จากรายงานว่ามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่มีความรุนแรงในเรื่องของอาการของโรคในบางพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้มอบให้กระทรวงสาธารณสุขไปศึกษาว่าพื้นที่ใดที่มีแนวโน้มในการระบาดมากขึ้นเป็นพิเศษและเร่งรณรงค์ประชาชนในพื้นที่มารับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นก็ให้ทางกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อที่จะนำความรู้นั้นมาพัฒนาแนวทางการป้องกัน และรักษาโรคต่อไป

5. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการได้ศึกษาถึงปัญหาโรงเรียนเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลที่ได้งบประมาณน้อย

จากการได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่ในต่างจังหวัด นายกรัฐมนตรีได้สังเกตพบว่าครูในพื้นที่โรงเรียนเล็ก ๆ ในพื้นที่ห่างไกลมีความตั้งใจดีอย่างยิ่งถึงแม้จะมีปัญหาในเรื่องฐานะเงินเดือนไม่มากเพียงพอแต่ก็พยายามจะช่วยสั่งสอนอบรมเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกลโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนเหล่านั้นมีงบประมาณที่ได้จัดสรรในจำนวนน้อย จึงเห็นสมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือโดยมอบให้กระทรวงศึกษาธิการศึกษาเกี่ยวกับปัญหานี้ว่าจะมีแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมอย่างไร อาจจะมีแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมที่จะช่วยกันพัฒนาโรงเรียนเล็ก ๆ ที่ห่างไกลแบบนี้ด้วย

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

กฎหมาย

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญ พ.ศ. ...
  2. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. ...
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. 2549) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2549 และร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2549
  5. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ พ.ศ. ...

เศรษฐกิจ

  1. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ
  2. เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ไปพลางก่อน
  3. เรื่อง ขออนุมัติการดำเนินการจำหน่ายและการส่งมอบข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ตามโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยน
  4. เรื่อง การผ่อนผันการถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์
  5. เรื่อง ขออนุมัติแก้ไขบันทึกข้อตกลงความเข้าใจโครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และระบบป้องกันการไหลย้อนกลับของไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เพื่อขยายระยะเวลาโครงการ

สังคม

  1. เรื่อง การจัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาตินเรนทร
  2. เรื่อง การเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย
  3. เรื่อง ขอความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชาติ (เสริมสร้างคนในชาติให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนและสังคมที่มีคุณภาพ ด้วยหลักธรรมทางศาสนา นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างถาวรและยั่งยืน) ให้เป็นวาระแห่งชาติ : ยกระดับคุณธรรมจริยธรรมคนในชาติตามรอยพระยุคลบาท
  4. เรื่อง โครงการสายส่ง 500 เควี เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึม 2
  5. เรื่อง ถนนขวางทางน้ำที่ทำให้เกิดน้ำท่วม
  6. เรื่อง สรุปผลความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดินถล่มภาคเหนือ 5 จังหวัด (ครั้งที่ 11) และสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 13-21 สิงหาคม 2549
  7. เรื่อง ขอสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อเครื่องฉายรังสีแบบเร่งอนุภาคสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง โครงการแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน และขอเร่งรัดจัดสรรงบประมาณโครงการจัดตั้งบ้านคุณพุ่ม
  8. เรื่อง ขออนุมัติปรับแผนโครงการน้ำบาดาลบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย ปี 2549
  9. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพรพร้อมข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข
  10. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยในช่วงวันที่ 14-21 สิงหาคม 2549
  11. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการสำคัญเพื่อป้องกันและสกัดกั้นโรคไข้หวัดนก
  12. เรื่อง ขอรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคนและผลการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรค
  13. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML)

การศึกษา

  1. เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553)
  2. เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553)
  3. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการเร่งรัดการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงพัฒนาการบริการของรัฐ
  4. เรื่อง พิจารณาคำขอจัดตั้งงบประมาณปี 2550 เพื่อจัดตั้งงบประมาณค่าตอบแทนจ้างครูทดแทนข้าราชการครูที่ขอย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ต่างประเทศ

  1. เรื่อง ขออนุมัติลงนามพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ
  2. เรื่อง การจัดทำความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์
  3. เรื่อง บันทึกความเข้าใจการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลี

แต่งตั้ง

  1. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)
    2. การจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
    3. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การจัดการน้ำเสีย

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญ พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยเพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวง การคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกระทรวงศึกษาธิการไปพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญ เป็นการกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย เพื่อใช้ในการคำนวณเงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญ พ.ศ. ... ออกตามความในพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 เพื่อกำหนดอัตราเงินเดือนอ้างอิงของพนังงานมหาวิทยาลัย สำหรับใช้ในการคำนวณเงินสะสมเงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

กระทรวงการคลังรายงานว่า โดยที่ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งมหาวิทยาลัย บัญญัติให้มหาวิทยาลัยของรัฐเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ซึ่งจะมีผลทำให้สมาชิกภาพของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดมหาวิทยาลัยดังกล่าวสิ้นสุดลง ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับสิทธิของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าว จึงได้มีการตราพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2549 ขึ้น โดยบัญญัติให้ ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยและประสงค์จะเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการต่อไป ยังคงมีสมาชิกภาพต่อไปได้ โดยมาตรา 70/8 และมาตรา 70/9 วรรคหนึ่งบัญญัติให้การคำนวณ เงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และบำเหน็จบำนาญของพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าว ให้เป็นไปตามบัญชีอัตราเงินเดือนและอัตราเงินเดือนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


2. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำ สำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ในหลักการร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยร่างระเบียบกระทรวงการคลังฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. 2545
  2. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นขอเบิกเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษของข้าราชการ หรือลูกจ้างประจำ
  3. กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการ สำหรับปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายตามระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS)

กระทรวงการคลังรายงานว่า ได้กำหนดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. 2545 ให้ส่วนราชการทราบและถือปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ พ.ศ. 2544 แต่เนื่องจากวิธีปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันรวมทั้งไม่สอดคล้องกับระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) จึงได้เสนอร่างระเบียบฯ ดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. 2549) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. 2549) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้และการกำหนดราคาศุลกากร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจเรียกให้ผู้นำของเข้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำของเข้าจัดหาคำอธิบายเพิ่มเติม รวมทั้งเอกสารหรือหลักฐานอย่างอื่น เพื่อตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อความ เอกสาร หรือการสำแดงดังกล่าว และในการกำหนดราคาตามกฎกระทรวงนี้ ให้ผู้นำของเข้ามีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือความถูกต้องของข้อความหรือเอกสารใด ๆ ที่ได้สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่

กระทรวงการคลังรายงานว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 132 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 145 (พ.ศ. 2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้ และการกำหนดราคาศุลกากร เพื่อความมุ่งหมายในการจัดเก็บอากรสำหรับของที่นำเข้าให้สอดคล้องกับมาตรา 7 ของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า 1994 แต่ยังมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยสิทธิที่จะทำให้หน่วยงานบริหารทางศุลกากรพอใจถึงความจริงหรือความถูกต้องของข้อความเอกสาร หรือการสำแดงใดๆ ที่ได้ยื่นเพื่อความมุ่งหมายในการกำหนดตราศุลกากรซึ่งมิได้นำมาบัญญัติไว้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจน จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2549 และร่างพระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2549 และร่างพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2549 รวม 2 ฉบับ โดยมอบให้สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีประสานงานกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเพื่อกำหนดวันเรียกประชุมและวันปิดประชุมที่เหมาะสมแล้วดำเนินการต่อไปได้ และนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป ทั้งนี้ ตามมาตรา 7 ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548


5. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงาน นอกเวลาราชการ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และอนุมัติเป็นหลักการให้กระทรวงการคลังมีอำนาจกำหนดและประกาศใช้ระเบียบฯ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ หรือความจำเป็นได้โดยไม่ต้องเสนอร่างระเบียบฯ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

โดยร่างระเบียบกระทรวงการคลังฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดลักษณะการปฏิบัติงานของข้าราชการที่จะสามารถเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเพิ่มเติม เพื่อให้มีความชัดเจนและลดปัญหาการตีความ โดยให้พิจารณาตามลักษณะงานที่ปฏิบัติเป็นปกติประจำของผู้ปฏิบัติงานหรือเป็นงานที่ได้รับมอบหมาย
  2. ปรับปรุงหลักเกณฑ์และปรับเพิ่มอัตราการเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
  3. ยกเลิกเอกสารประกอบการเบิกจ่ายเงิน และกำหนดให้หัวหน้าส่วนราชการใช้ดุลพินิจในการกำหนดเอกสารเพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงิน สำหรับใช้เป็นหลักฐานให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ ได้เองเพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการถือปฏิบัติ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานว่า ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ พ.ศ. 2536 ได้กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการเบิกจ่ายเงินตอบแทนให้กับข้าราชการที่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ โดยให้ได้รับเงินตอบแทนการปฏิบัติงานเท่ากันทุกระดับ คือ อัตรา 100 บาท กรณีอยู่ปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในวันทำงานปกติไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง และอัตรา 200 บาท กรณีปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในวันหยุดราชการไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาหยุดพัก) หากปฏิบัติงานไม่ครบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ให้เบิกจ่ายได้ในอัตราชั่วโมงละ 30 บาท เศษของชั่วโมงตัดทิ้ง และอัตราดังกล่าวได้ถือปฏิบัติมาเป็นเวลานาน ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประกอบกับถ้อยคำในระเบียบฯ บางประการยังไม่ชัดเจน ทำให้ส่วนราชการประสบปัญหาในทางปฏิบัติ ดังนั้นเพื่อให้การเบิกจ่ายเงินตอบแทนการปฏิบัติงานมีความเหมาะสมเป็นธรรมกับผู้ปฏิบัติงาน และเพื่อเป็นการลดภาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีและให้กระทรวงการคลังสามารถแก้ไขปรับปรุงระเบียบนี้ และประกาศใช้ระเบียบฯ ได้อย่างรวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ โดยไม่ต้องเสนอร่างระเบียบให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกตามที่ได้เสนอขออนุมัติดังกล่าว


เศรษฐกิจ


6. เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ

คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยใน พื้นที่ภาคเหนือ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือ

2. งบประมาณที่จะต้องจ่ายชดเชยให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ดังนี้

ทั้งนี้ให้รับความเห็นของกระทรวงการคลังที่ให้ตรวจสอบความเดือดร้อนที่แท้จริงของลูกหนี้แต่ละราย เพื่อให้การชดเชยของภาครัฐสอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่ซ้ำซ้อนกับการให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานภาครัฐอื่น ไปประกอบด้วย


7. เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ไปพลางก่อน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอเรื่องหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ไปพลางก่อน ดังนี้

ตามที่พระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้ง ทั่วไป พ.ศ.2549 ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่อันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2549 มีผลทำให้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550 ประกาศใช้บังคับไม่ทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2549 อันเป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 179 บัญญัติให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณก่อนนั้นไปพลางก่อน และพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 16 บัญญัติให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อนได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกำหนดโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรี นั้น

สำนักงบประมาณจึงได้เสนอหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ไปพลางก่อน โดยมีหลักการและสาระสำคัญ ดังนี้

1. ข้อบัญญัติแห่งกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อนนั้น เป็นมาตราการชั่วคราวให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพื่อให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนและประเทศชาติได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ไปพลางก่อนจึงต้องเคร่งครัดในหลักการ แต่ควรผ่อนคลายและยืดหยุ่นได้ในกรณีที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

2. การใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ไปพลางก่อนนั้น จำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายที่จะนำมาใช้จ่ายต้องเป็นส่วนหนึ่งของแผนงบประมาณและรายการตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 และค่าใช้จ่ายในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนและประเทศชาตินั้นต้องเป็นไปตามจำเป็นและเหมาะสม รวมทั้งสอดคล้องกับระยะเวลา ตั้งแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จนถึงวันประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550

3. เนื่องจากระยะเวลาและขั้นตอนในการจัดทำและอนุมัติพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ตามปฏิทินงบประมาณซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 คาดว่าจะให้ระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน โดยประมาณการว่าจะประกาศใช้บังคับได้ในเดือนมีนาคม 2550 นั้น ค่อนข้างเร่งรัดโดยเฉพาะในขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติของรัฐสภามีเวลาประมาณ 70 วัน (ตากฎหมายกำหนดให้เสร็จภายใน 125 วัน) ซึ่งการพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) มีความเป็นอิสระและสามารถใช้เวลาตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายอย่างเต็มที่ และในทางปฏิบัติอาจจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเกินกว่าที่กำหนดไว้ในปฏิทินงบประมาณ รวมทั้งปฏิทินงบประมาณดังกล่าว ยังมิได้รวมขั้นตอนการโปรดเกล้าฯ และอาจมีเหตุการณ์กรณีใดกรณีหนึ่งซึ่งทำให้การจัดทำและอนุมัติงบประมาณไม่แล้วเสร็จทันตามระยะเวลาที่กำหนด

ดังนั้น เพื่อความยืดหยุ่นและคล่องตัวพอสมควร จึงเห็นควรกำหนดสัดส่วนวงเงินเผื่อไว้ (โดยกรอบของกฎหมายสามารถกำหนดสัดส่วนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ตามความจำเป็น) เพื่อใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ไปพลางก่อนได้อย่างไม่ขาดตอน และไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม ประชาชนและประเทศชาติ โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่จะนำมาใช้จ่ายในสัดส่วนของวงเงินงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

4. เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารราชการแผ่นดินมิให้เกิดความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจ สังคม ประเทศชาติ และอำนวยความสะดวกในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยามีความจำเป็นต้องจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันเกินกว่าหรือนอกเหนือไปจากที่กำหนดไว้ตามข้อ 3 เห็นควรกำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็นเฉพาะในกรณี ดังต่อไปนี้

5. เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 มีผลใช้บังคับแล้ว เห็นควรกำหนดเงื่อนไขในการหักงบประมาณรายจ่ายที่ได้ใช้จ่ายไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ไปพลางก่อน โดยให้สามารถหักงบประมาณรายจ่ายในแต่ละรายการและแผน งบประมาณ ทั้งที่เป็นรายการและแผนงบประมาณเดิมหรือรายการและแผนงบประมาณที่มีการปรับปรุงขึ้นใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่แถลงต่อรัฐสภา หรือตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินและแผนปฏิบัติราชการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2550

6. เพื่อให้การบริหารงบประมาณไปพลางก่อนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เห็นควรมอบหมายให้สำนักงบประมาณกำหนดวิธีปฏิบัติในการบริหารงบประมาณและการหักงบประมาณรายจ่ายให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขฯ ได้ตามความจำเป็น


8. เรื่อง ขออนุมัติการดำเนินการจำหน่ายและการส่งมอบข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ตามโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติการดำเนินการจำหน่ายและการส่งมอบข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ตามโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ แล้วมีมติดังนี้

1. รับทราบการดำเนินการค้าแบบแลกเปลี่ยน

กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเจรจาร่วมกับ รฟท. และ CNR ในการแลกเปลี่ยนสินค้ากับข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล โดยจะมีการรับมอบและชำระค่าสินค้า ดังนี้

1.1 รฟท. จะรับมอบรถจักรฯ ภายใน 15 เดือน หลังจากมีการลงนามสัญญาการค้าแบบแลกเปลี่ยน โดยมีการชำระค่ารถจักร 3 งวด คือ

1.2 การรับมอบข้าวสารมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้

1.3 เนื่องจากในการดำเนินโครงการจัดหารถจักรฯ เป็นการดำเนินการสืบเนื่องมาจากบันทึกข้อตกลงในการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย - จีน ว่าด้วย ความร่วมมือทางด้านการค้าการลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างรถจักรดีเซลไฟฟ้าจากจีนกับสินค้าข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล ในการรับมอบข้าวสารดังกล่าว จะมีลักษณะที่แตกต่างไปจากการรับมอบข้าวสารที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 1.3.1 กล่าวคือ ในการรับมอบข้าวสารแต่ละครั้ง CNR จะวางหนังสือค้ำประกันของธนาคาร (Letter of Guarantee) เต็มมูลค่าข้าวสารให้กับ พณ. แทนการใช้เงินสดและเมื่อได้ส่งออกข้าวสารดังกล่าวแล้ว จะโอนเงินไปฝากไว้ยังบัญชีผู้รักษาเงิน (Escrow Account) ที่ ธสน. เพื่อใช้เป็นเงินสดค้ำประกันการรับมอบข้าวสารแทนหนังสือค้ำประกันของธนาคารดังกล่าว จนกว่า พณ. จะได้รับชำระค่าข้าวสารจาก รฟท. แล้ว จึงจะโอนเงินในบัญชี Escrow Account ให้กับ CNR เพื่อชำระค่ารถจักร ในการดำเนินการดังกล่าว จะมีรายรับและรายจ่ายเกิดขึ้น คือ ดอกเบี้ยใน Escrow Account และดอกเบี้ยเงินกู้ ธกส.

1.4 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 3/2549 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 ได้รับทราบการจำหน่ายและส่งมอบข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลตามโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยน ตามมติคณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) เห็นชอบให้นำข้าว 5% โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/49 เพื่อดำเนินการค้าแบบแลกเปลี่ยนมูลค่า 757.58 ล้านบาท โดยมีการรับมอบชำระค่าสินค้า และวิธีการปฏิบัติตามข้อ 2.1 - 2.3 ข้างต้น

2. อนุมัติการขออนุมัติการดำเนินการจำหน่ายและการส่งมอบข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาล ตามโครงการจัดหารถจักรดีเซลไฟฟ้าของการรถไฟแห่งประเทศไทยด้วยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ทั้งนี้ รายได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดำเนินการโดยวิธีการค้าแบบแลกเปลี่ยนดังกล่าว ให้นำไปประมวลไว้ ภายใต้วงเงินค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2548/49 ซึ่งคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้อนุมัติไว้แล้วตามผลการประชุมของ คชก. ครั้งที่ 13/2548 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2548 เช่นเดียวกับการระบายข้าวโดยปกติทั่วไป


9. เรื่อง การผ่อนผันการถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานเรื่อง การผ่อนผันการถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์ ดังนี้

1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ผ่อนผันให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มี GE Capital International Holdings Corporation เป็นผู้ถือหุ้นเกินร้อยละ 5 แต่ไม่เกินร้อยละ 29.5 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และหลังจากที่มีการใช้สิทธิ์แปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิ์ทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2551 ให้มีสัดส่วนการ ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 25.4 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ที่แก้ไขแล้ว ทั้งนี้ การถือหุ้นของผู้ถือหุ้นต่างชาติรวมกันจะไม่เกิน ร้อยละ 49 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ผ่อนผันไว้แล้ว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 เบญจ ตามหนังสือที่ กค 0303/14412 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 และได้ผ่อนผันในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ในการนี้ธนาคาร จีอี มันนี่ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) ต้องคืนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ และใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศต่อกระทรวงการคลังภายใน 1 ปี

2. การพิจารณาผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดในมาตรา 5 ทวิ และ5 เบญจ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาดังนี้

2.1 กรณีผ่อนผันให้บุคคลต่างชาติถือหุ้นรวมกันเกิน 1 ใน 4 ตามมาตรา 5 เบญจ

2.2 กรณีการผ่อนผันให้บุคคลถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์เกินร้อยละ 5 ตามมาตรา 5 ทวิ


10. เรื่อง ขออนุมัติแก้ไขบันทึกข้อตกลงความเข้าใจโครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และระบบป้องกันการไหลย้อนกลับของไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเพื่อขยายระยะเวลาโครงการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมสามารถลงนามแก้ไขบันทึกข้อตกลงความเข้าใจโครงการวิจัย เพื่อปรับปรุงคุณภาพพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และระบบป้องกันการไหลย้อนกลับของไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ เพื่อขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2549 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2549

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการกรีนพาทเนอร์ชิพ (Green Partnership) ในโครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงคุณภาพพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และระบบป้องกันการไหลย้อนกลับของไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ โดยมีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นองค์กรผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการร่วมกับองค์กรพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมประเทศญี่ปุ่น (NEDO) ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบป้องกันกระแสไฟฟ้าไหลย้อนกลับ ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยของระบบเซลแสงอาทิตย์ และการพัฒนาหาอัตราส่วนการผสมผสานของเซลแสงอาทิตย์ชนิดต่างๆ ที่เหมาะสมกับประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอขออนุมัติใช้บันทึกข้อตกลงความเข้าใจร่วมกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (NEDO) และขอยกเว้นภาษีทุกชนิดสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุต่าง ๆ ในส่วนที่องค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่นจัดหามาในการดำเนินการโครงการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2548 ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมและ NEDO ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าวร่วมกันแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2548 และปัจจุบันโครงการนี้ได้ดำเนินการการติดตั้งแล้วสำเร็จ อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูล และต่อมา NEDO มีหนังสือลงวันที่ 30 มีนาคม 2549 และ 26 พฤษภาคม 2549 ขอแก้ไขบันทึกข้อตกลงฯ โดยต้องการขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการ ซึ่งเดิมจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2549 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 สิงหาคม 2549 เนื่องจากการดำเนินการโครงการมีความล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ ประกอบกับมีอุปสรรคในการขออนุญาตเชื่อมต่อไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้านครหลวง


สังคม


11. เรื่อง การจัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาตินเรนทร

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดตั้งสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาตินเรนทร เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวง หรือกรมอื่นในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ


12. เรื่อง การเปลี่ยนแปลงวันกองทัพไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ให้เปลี่ยนแปลงกำหนดวันกองทัพไทยจากวันที่ 25 มกราคม ของทุกปีเป็นวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม ตามหลักการเดิม

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหม รายงานว่า

  1. เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2523 กำหนดให้วันที่ 25 มกราคมของทุกปีเป็นวันกองทัพไทย ด้วยเหตุผลเป็นวันที่ตรงกับวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา และอนุมัติให้เป็นวันหยุดราชการของกระทรวงกลาโหม
  2. ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 กำหนดให้วันที่ 18 มกราคมของทุกปีเป็นวันยุทธหัตถีและวันรัฐพิธีแทนวันที่ 25 มกราคม ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดวันกองทัพไทยสอดคล้องกับเหตุผลที่ยึดถืออยู่เดิม

13. เรื่อง ขอความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชาติ (เสริมสร้างคนในชาติให้เป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนและสังคมที่มีคุณภาพ ด้วยหลักธรรมทางศาสนา นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างถาวรและยั่งยืน) ให้เป็นวาระแห่งชาติ : ยกระดับคุณธรรมจริยธรรมคนในชาติตามรอยพระยุคลบาท

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการปลูกฝังจริยธรรมสังคมไทยตั้งแต่เด็ก โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และให้กระทรวงวัฒนธรรมไปหารือในรายละเอียดกับกระทรวงศึกษาธิการให้ได้ ข้อยุติที่เหมาะสม แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง


14. เรื่อง โครงการสายส่ง 500 เควี เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึม 2

คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการสายส่ง 500 เควี เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึม 2 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ในวงเงินลงทุนรวม 3,215 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ โดยโครงการฯ ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญของโครงการฯ สรุปได้ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึม 2

2. ระยะเวลาก่อสร้าง 4 ปี (พ.ศ.2549-2553) โดยมีขอบเขตงานก่อสร้างสายส่ง 500 เควี เชื่อมโยงระหว่างสถานีไฟฟ้าบ้านนาบองใน สปป.ลาว และระบบของ กฟผ. ที่สถานีไฟฟ้าอุดรธานี 3 ในไทย โดยระยะแรกจ่ายไฟฟ้าด้วยระบบ 230 เควี

3. วงเงินลงทุนและแหล่งเงินทุน รวมทั้งสิ้นประมาณ 3,215 ล้านบาท โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะพิจารณาจากหลายแหล่งเงินลงทุน ได้แก่ เงินรายได้ของ กฟผ. และเงินกู้จากแหล่งใดแหล่งหนึ่งหรือหลายแหล่งรวมกัน ได้แก่ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ สินเชื่อผู้ขาย ธนาคาร/สถาบันเพื่อการส่งออก-นำเข้า ธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงินเอกชน ต่างประเทศ และ/หรือในประเทศ และการออกพันธบัตรลงทุนต่างประเทศ และ/หรือในประเทศ ทั้งนี้ ในหลักการ กฟผ. จะประสานงานกับกระทรวงการคลังผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะในการพิจารณาแหล่งเงินกู้ตามภาวะตลาดการเงิน ดอกเบี้ย วิธีการและเงื่อนไขต่อไป

4. ผลตอบแทนการลงทุน อัตราผลตอบแทนการลงทุนของโครงการ (Project IRR) คิดเป็นร้อยละ 15.12 และมูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์สุทธิ (Project NPV) คิดเป็น 838.0 ล้านบาท

5. ประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการ เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นของประเทศ โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือและรักษาความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพิ่มความคล่องตัวในการควบคุมและการจ่ายไฟฟ้า ตลอดจนลดความสูญเสียของระบบไฟฟ้า (Loss Rate) และส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยโดยเฉพาะการค้าขายระหว่างชายแดนไทย-ลาว

ทั้งนี้ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามกับบริษัท SEAN เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 แล้ว ซึ่งตามสัญญาดังกล่าว กฟผ. จะต้องเร่งรัดการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าในเขตประเทศไทยเพื่อรองรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนน้ำงึม 2 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2553 เพื่อการทดสอบการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโครงการฯ ก่อนกำหนดการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ หากการก่อสร้างสายส่งล่าช้ากว่ากำหนดดังกล่าว กฟผ.จะต้องเสียค่าปรับให้กับบริษัท SEAN ประกอบกับ กฟผ.ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการในการ จัดหาเขตเดินแนวสายไฟฟ้าใหม่ในเขตประเทศไทยระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร


15. เรื่อง ถนนขวางทางน้ำที่ทำให้เกิดน้ำท่วม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการการแก้ไขปัญหาถนนขวางทางน้ำ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เคยเสนอ จำนวน 3,848 แห่ง โดยเป็นโครงการที่เร่งด่วนต้องดำเนินการในปี 2550 จำนวน 402 แห่ง โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปแผนงานและมอบหมายให้ หน่วยงานต่าง ๆ ขอตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการตามความเหมาะสมและเร่งด่วนต่อไป ตามที่กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์เสนอ

เดิม คณะทำงานสำรวจถนนขวางทางน้ำที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมและน้ำไม่ไหลลงอ่างเก็บน้ำในส่วนกลาง ได้ประชุมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2548 โดยได้รวบรวมและพิจารณาข้อมูลที่ได้รับจากคณะทำงานระดับจังหวัด จำนวน 75 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) สรุปได้ดังนี้

  1. ถนนขวางทางน้ำที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม จำนวน 3,848 แห่ง โดยเป็นถนนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมทางหลวง 712 แห่ง กรมทางหลวงชนบท 529 แห่ง กรมชลประทาน 189 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2,394 แห่ง และการรถไฟแห่งประเทศไทย 24 แห่ง
  2. ถนนขวางทางน้ำที่ทำให้น้ำไม่ไหลลงอ่างเก็บน้ำ จำนวน 12 แห่ง โดยเป็นถนนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้แก่ กรมทางหลวง 1 แห่ง กรมทางหลวงชนบท 1 แห่ง กรมชลประทาน 6 แห่ง และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4 แห่ง

โดยข้อมูลดังกล่าวนี้ เป็นข้อมูลเฉพาะจุดเบื้องต้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งข้อมูลให้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบถนนดังกล่าว เพื่อสำรวจรายละเอียดและพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไปแล้ว


16. เรื่อง สรุปผลความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดินถล่มภาคเหนือ 5 จังหวัด ครั้งที่ 11) และสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 13-21 สิงหาคม 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน รายงานสรุปผลความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่มภาคเหนือ 5 จังหวัด และสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 13-21 สิงหาคม 2549 (ข้อมูลถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2549) ดังนี้

1. สรุปผลความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยและดินถล่มภาคเหนือของกระทรวงมหาดไทย (จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2549)

1.1 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดสร้างเต็นท์พักอาศัยชั่วคราวให้แก่ผู้ประสบภัย ที่ไม่มีบ้านพักอาศัย จำนวน 272 หลัง (เต็นท์ของกรมป้องกันฯ 229 หลัง ของมูลนิธิฉือฉี้ไต้หวัน 43 หลัง ในพื้นที่ ดังนี้

ที่ อำเภอ/จังหวัด เต็นท์ของกรมป้องกันฯ กระทรวงมหาดไทย (หลัง) เต็นท์ของมูลนิธิฉือฉี้ไต้หวัน (หลัง) รวมเต็นท์
(หลัง)
1 อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ 23 5 28
2 อ.เมืองฯ จ.อุตรดิตถ์ 112 15 127
3 อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ 44 23 67
4 ต.บ้านตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย 50 - 50
  รวมเต็นท์ทั้งหมด 229 43 272

1.2 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้จัดสร้างบ้านพักชั่วคราว (บ้านน็อคดาวน์) ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ที่บ้านแม่คุ หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จำนวน 24 หลัง

1.3 ความก้าวหน้าสร้างบ้านถาวร

ที่ จังหวัด บ้านพัง
ทั้งหลัง (หลัง)
การสร้างบ้าน (หลัง) ราษฎรขอรับเงินชดเชย สร้างเอง (หลัง) ความก้าวหน้าในการสร้างบ้าน (หลัง)
ในที่ดินรัฐ ที่ราษฎรเอง มูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิไทยคม
กำลังสร้าง สร้างเสร็จ กำลังสร้าง สร้างเสร็จ
1 อุตรดิตถ์ 493 238 203 50 22 9 115 20
2 แพร่ 138 112 - 26 - - - 23
3 สุโขทัย 90 90 - - - - - 19
  รวมทั้งหมด 721 440 203 76 22 9 115 62

หมายเหตุ

1) ที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ บ้านพังทั้งหลังเสียชีวิตทั้งครอบครัว จำนวน 2 หลัง ไม่มีการสร้างบ้านใหม่
2) มูลนิธิชัยพัฒนา จะดำเนินการสร้างบ้านพักถาวรให้แก่ราษฎรที่ประสบภัยในพื้นที่ อ.เมืองฯ จ.อุตรดิตถ์ ทั้งหมด จำนวน 161 หลัง และสร้างบ้านให้แก่ราษฎรในที่ดินของตนเองที่ไม่ต้องการอพยพมาอยู่ในพื้นที่รองรับที่ทางราชการจัดให้ ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.ลับแล จำนวน 37 หลัง อ.ท่าปลา จำนวน 52 หลัง รวมยอดดำเนินการ 250 หลัง
3) มูลนิธิไทยคม จะดำเนินการสร้างบ้านถาวรให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 350 หลัง สุโขทัย จำนวน 90 หลัง และแพร่ จำนวน 94 หลัง รวมยอดดำเนินการ 534 หลัง
4) พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ จะสร้างบ้านถาวรที่ อ.เมืองฯ จ.แพร่ จำนวน 18 หลัง

1.4 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย

1.4.1) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 (ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2549 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

(1) ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 92,533,785 บาท แยกได้ดังนี้

(2) ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเงิน 16,487,090 บาท

(3) ด้านการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 32,125,953 บาท

สรุปให้ความช่วยเหลือไปแล้ว 244,530 คน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 141,146,828 บาท

1.4.2) การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ประเภทผู้ประกอบการรายย่อย (ข้อมูล ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2549 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)

รวมจ่ายเงินช่วยเหลือแล้ว จำนวน 4,567 ราย ( คิดเป็น 99.21 %) เป็นเงิน 55,104,270 บาท คงค้างจ่าย จำนวน 36 ราย เนื่องจากไปทำงานนอกพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นติดตามตัวเพื่อจ่ายเงินให้ต่อไป

1.5 การติดตามความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดินถล่ม 5 จังหวัด ภาคเหนือที่จังหวัดอุตรดิตถ์ของนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 นายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายยงยุทธ ติยะไพรัช) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวราเทพ รัตนากร) อธิบดีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย (นายอนุชา โมกขะเวส) หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปประชุมติดตามความก้าวหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดอุตรดิตถ์ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย และผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ณ โรงแรมสีหราช อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ จากนั้นได้เดินทางไปตรวจติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ดังนี้

2. สรุปสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (ระหว่างวันที่ 13-18 สิงหาคม 2549)

2.1 สาเหตุการเกิด ในระหว่างวันที่ 13 - 18 สิงหาคม 2549 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัด ปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้มีฝนตกหนักมากต่อเนื่องบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และมีฝนตกหนักที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเหตุเกิดอุทกภัยประชาชนได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์และทรัพย์สินของประชาชนตลอดจนสถานที่ราชการได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

2.2 พื้นที่ประสบอุทกภัย 4 จังหวัด คือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง อุบลราชธานี รวม 10 อำเภอ 42 ตำบล 126 หมู่บ้าน ( โดยมีอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองฯ และอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร)

2.3 ความเสียหาย

2.4 สถานการณ์อุทกภัยเข้าสู่สภาวะปกติตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2549

2.5 สิ่งของพระราชทาน

2.6 การตรวจเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ประสบอุทกภัยของรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลอากาศเอกคงศักดิ์ วันทนา) กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย (นายโกสินทร์ เกษทอง) อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (นายอนุชา โมกขะเวส) พร้อมคณะฯ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์อุทกภัยที่จังหวัดชุมพร และตรวจเยี่ยมราษฎรผู้ประสบภัยที่โรงเรียนบ้านหนองส้ม หมู่ที่ 2 ตำบลบางลึก อำเภอเมืองฯ และที่หมู่ที่ 5 ตำบลตากแดด อำเภอเมืองฯ พร้อมกับได้สั่งการให้จังหวัดชุมพรเร่งแก้ไขปัญหาถนนสายหาดทรายแก้ว-บ้านหนองทองคำ ตำบลตากแดด (ถนนทางหลวงชนบท) ที่กีดขวางทางน้ำ โดยก่อสร้างท่อเหลี่ยม จำนวน 7 จุด ในทันทีเมื่อระดับน้ำลดลง

3.สรุปสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลร่องความกดอากาศต่ำ (ระหว่างวันที่ 19-21 สิงหาคม 2549)

3.1 สาเหตุการเกิด ระหว่างวันที่ 19 - 21 สิงหาคม 2549 ร่องความกดอากาศต่ำหรือร่องฝนกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีฝนตกหนักมากในพื้นที่ตอนบนของจังหวัดน่าน ปริมาณฝนสูงสุดวัดได้ที่อำเภอทุ่งช้าง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549 วัดได้ 259 มม. เกิดน้ำป่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำน่าน โดยมีระดับน้ำสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในพื้นที่อำเภอท่าวังผา ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2549 สูงประมาณ 2-3 เมตร อำเภอเมืองฯและกิ่งอำเภอภูเพียง ระดับน้ำสูง 1.00-1.50 เมตร เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งสาธารณประโยชน์และทรัพย์สินของประชาชนเสียหายเป็นจำนวนมาก

3.2 พื้นที่ประสบภัย รวม 2 จังหวัด 12 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ 39 ตำบล 115 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดน่าน (10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ รุนแรงที่อำเภอท่าวังผา เมืองฯ และกิ่งอำเภอภูเพียง) และเชียงราย (2 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ)

3.3 ความเสียหาย

1) มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (จังหวัดน่าน คือ นายนพ ปันอิน อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อเกลือ อำเภอบ่อเกลือ สาเหตุเนื่องจากถูกกระแสน้ำพัด)

2) ด้านสิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน คอสะพาน ท่อระบายน้ำ เหมือง ฝาย ถูกกระแสน้ำพัดพัง และพื้นที่การเกษตร ปศุสัตว์เสียหายเป็นจำนวนมาก

3.4 สถานการณ์อุทกภัยปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2549 เวลา 17.00 น.)

1. จังหวัดน่าน ระดับน้ำในแม่น้ำน่านยังคงล้นตลิ่ง ไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มริมน้ำในพื้นที่ 10 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ได้แก่

1) อำเภอท่าวังผา น้ำจากอำเภอปัวได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ 8 ตำบล ได้แก่ ตำบลท่าวังผา (หมู่ที่ 1-,7) ตำบลศรีภูมิ (หมู่ที่ 1-12) ตำบลริม หมู่ที่ (1-6) ตำบลแสนทอง (หมู่ที่ 1-8) ตำบลผาทอง (หมู่ที่ 1,3,8) ตำบลตาลชุม (หมู่ที่ 1) ตำบลผาตอ (หมู่ที่ 2,3,7,) และตำบลป่าคา (หมู่ที่ 1-7) ระดับน้ำสูงประมาณ 1.00-1.50 เมตร ระดับน้ำเริ่มลดลง

2) อำเภอเมืองฯ น้ำได้ไหลเอ่อเข้าท่วมในพื้นที่เทศบาลเมืองน่านบริเวณชุมชนท่าลี่ ชุมชนบ้านพวงพยอม ชุมชนพญาภู ชุมชนบ้านดอนสีเสริม ชุมชนบ้านสวนตาลล่าง ชุมชนบ้านพระเนตร ชุมชนบ้านภูมินทร์ ชุมชนบ้านดอนแก้ว ชุมชนบ้านเมืองเล็น ชุมชนบ้านท่าช้าง บ้านดอนมูล บ้านวังหมอ บ้านหาดปลาแห้ง และบ้านผาขวาง ระดับน้ำสูงประมาณ 1.50-2.00 เมตร เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ

3) กิ่งอำเภอภูเพียง เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลฝายแก้ว (หมู่ที่ 1,7) ตำบลม่วงตึ๊ด ตำบล เมืองจัง ตำบลท่าน้าว (หมู่ที่ 1,2,4,7) ตำบลนาปัง (หมู่ที่ 1) ตำบลน้ำเกี๋ยน และตำบลน้ำแก่ง ระดับน้ำสูงประมาณ 1.00-1.70 เมตร เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

4) อำเภอเวียงสา น้ำในแม่น้ำน่านจากอำเภอเมือง ได้ไหลไปที่อำเภอเวียงสา และได้เอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่บริเวณริมน้ำ จำนวน 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลกลางเวียง (หมู่ที่ 2,3,4,5,7,13,14) ตำบลน้ำปั้ว (หมู่ที่ 2-6) ตำบลไหล่น่าน (หมู่ที่ 1,2,8) และตำบลนาเหลือง (หมู่ที่ 5,6) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.20-0.50 เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

5) อำเภอปัว น้ำได้ล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ตำบลเจดีย์ชัย (หมู่ที่ 2-8) ตำบลแงง หมู่ที่ (3-5, 7) โดยน้ำในลำน้ำปัวได้ไหลเข้ามาสมทบกับลำน้ำน่านบริเวณหมู่ที่ 5 ตำบลปัว และล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ดังกล่าวระดับน้ำสูงประมาณ 0.10-0.30 เมตร ระดับน้ำเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง

6) อำเภอทุ่งช้าง เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลและ ตำบลปอน ตำบลงอบ และตำบลทุ่งช้าง (ที่บ้านน้ำพิ ตำบลทุ่งช้าง มีบ้านเรือนราษฎรเสียหายทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.50-1.00 เมตร แนวโน้มลดลง

7) อำเภอเชียงกลาง เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ตำบลพระพุทธบาท (หมู่ที่ 5,8,10) และในพื้นที่เทศบาลเมืองเชียงกลาง ถนนถูกน้ำท่วมหลายสาย ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ ระดับน้ำสูงประมาณ 1.00-1.20 เมตรตำบลเชียงกลาง (หมู่ที่ 13) ตำบลปือ (หมู่ที่ 2) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.60-1.00 เมตร แนวโน้มลดลงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนข้าวสารอาหารแห้ง 1,500 ชุด

8) อำเภอบ่อเกลือ เกิดน้ำเข้าท่วมในพื้นที่ ตำบลบ่อเกลือเหนือ (หมู่ที่ 1) ตำบลคงพยา (หมู่ที่ 2 ) ตำบลบ่อเกลือใต้ (หมู่ที่ 1) ตำบลภูฟ้า (หมู่ที่ 1) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.20-0.30 เมตร แนวโน้มลดลง และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย คือ นายนพ ปันอิน อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 1 ตำบลบ่อเกลือ อำเภอบ่อเกลือ สาเหตุเนื่องจากถูกกระแสน้ำพัด

9) อำเภอสองแคว ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ตำบลนาไร่หลวง (หมู่ที่ 2-9) ตำบลชนแดน (หมู่ที่ 1-9) ตำบลยอด (หมู่ที่ 1-6) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.10-0.20 เมตร ระดับน้ำใกล้เข้าสู่ภาวะปกติเนื่องจากเป็นที่สูง

10) อำเภอเฉลิมพระเกียรติ น้ำได้ไหลเข้าท่วมในพื้นที่ ตำบลบ้านด่าน (หมู่ที่ 2,3) ระดับน้ำประมาณ 0.50-1.00 เมตร ส่วนดินที่สไลด์ บริเวณถนนสาย เฉลิมพระเกียรติ-บ่อเกลือ 1081 บริเวณบ้านน้ำเล และบ้านกิ่งจันทร์ ตำบลขุนน่าน แขวงการทางเข้าดำเนินการเปิดเส้นทางสามารถสัญจรไปมาได้ตามปกติ

11) อำเภอบ้านหลวง น้ำได้เริ่มไหลเข้าท่วมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลป่าคาหลวง (หมู่ที่ 5) ตำบลบ้านพี้ (หมู่ที่ 4) และบ้านฟ้า ระดับน้ำสูงประมาณ 1.00-1.50 เมตร แนวโน้มลดลง

เส้นทางที่ได้รับความเสียหาย และรถไม่สามารถสัญจรผ่านได้ จำนวน 7 สาย

3.5 สภาพน้ำในแม่น้ำน่าน (เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 21 สิงหาคม 2549 )

การให้ความช่วยเหลือ

สรุปการให้ความช่วยเหลือ

2. จังหวัดเชียงราย ได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง บริเวณเขารอยต่อระหว่างอำเภอเชียงแสนและกิ่งอำเภอดอยหลวง เมื่อคืนวันที่ 19 สิงหาคม 2549 ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ดังนี้

1) กิ่งอำเภอดอยหลวง น้ำแม่บงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมใน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลปงน้อย ตำบลหนองป่ากอ (หมู่ที่ 6,8) ตำบลโชคชัย (หมู่ที่ 1,4,5,6,7,8,9,11,12) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.30-0.50 เมตร ระดับน้ำลดลง คาดว่าใน 1-2 วันจะเข้าสู่ภาวะปกติ

2) อำเภอเชียงแสน ได้เกิดน้ำไหลบ่าจากลำน้ำแม่แอบ เข้าท่วมในพื้นที่ ตำบลบ้านแซว (หมู่ที่ 11,12,13) ระดับน้ำสูงประมาณ 0.20-0.40 เมตร มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

3) อำเภอแม่สาย น้ำได้เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่หมู่บ้าน ตำบลเวียงผาคำ (หมู่ที่ 7) จำนวน 150 หลังคาเรือน ระดับน้ำสูง 0.30-0.50 เมตร คาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันที่ 22 สิงหาคม 2549

การให้ความช่วยเหลือ


17. เรื่อง ขอสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อเครื่องฉายรังสีแบบเร่งอนุภาคสำหรับผู้ป่วยมะเร็งโครงการแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน และขอเร่งรัดจัดสรรงบประมาณโครงการจัดตั้งบ้านคุณพุ่ม

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอสนับสนุนงบประมาณจัดซื้อเครื่องฉายรังสีแบบเร่งอนุภาคสำหรับผู้ป่วยมะเร็งโครงการแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน และขอเร่งรัดจัดสรรงบประมาณ โครงการจัดตั้งบ้านคุณพุ่ม แล้วมีมติดังนี้

  1. การจัดซื้อเครื่องฉายรังสีแบบเร่งอนุภาคสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง ให้กระทรวงสาธารณสุขรับไปปรับแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ของกระทรวงสาธารณสุขก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ ขอตั้งงบประมาณปี 2550
  2. โครงการแก้ปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน ให้กระทรวงสาธารณสุขรับไปปรับแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ของกระทรวงสาธารณสุขก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวราเทพ รัตนากร) รับไปประสานในรายละเอียดเพื่อขอใช้เงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในการเร่งรัดจัดสรรงบประมาณโครงการบ้านคุณพุ่ม ในส่วนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นเงิน 326,361,380 บาท ต่อไป


18. เรื่อง ขออนุมัติปรับแผนโครงการน้ำบาดาลบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย ปี 2549

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติปรับแผนโครงการน้ำบาดาลบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย ปี 2549 ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วมีมติอนุมัติดังนี้

  1. อนุมัติให้ขยายเวลาการปฏิบัติงานตามแผนการปฏิบัติงานและขยายเวลาการเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการน้ำบาดาลบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยปี 2549 จากที่ได้รับอนุมัติไว้เดิมไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549
  2. อนุมัติให้ปรับพื้นที่การดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติเป็นกรณีเร่งด่วนตามหลักการแผนและขั้นตอนการดำเนินงานโครงการน้ำบาดาลบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยปี 2549 ให้ครอบคลุมพื้นที่ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย โดยใช้วงเงินงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากสภาวะฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2549 ทำให้ระดับน้ำใน แม่น้ำน่าน แม่น้ำยม แม่น้ำปิง มีระดับสูงขึ้นและไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในเขตพื้นที่จังหวัดน่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย ทำให้บ้านเรือน ทรัพย์สินต่าง ๆ ได้รับความเสียหาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำอุปโภคบริโภค จากการตรวจสอบความเสียหายที่เกิดกับทรัพย์สินของทาง ราชการในพื้นที่ประสบอุทกภัย ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำบาดาล เช่น บ่อน้ำบาดาล ระบบประปาบาดาล และแหล่งน้ำบาดาล พบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ่อน้ำบาดาล ระบบประปาบาดาล จำเป็นต้องได้รับการบูรณะฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดังเดิม และแหล่งน้ำบาดาลจำเป็นต้องได้รับการบำบัดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นการแก้ไขปัญหาควบคู่ไปกับการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเพื่อสนองตอบนโยบายของรัฐบาล และให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภคจากเหตุการณ์อุทกภัยอย่างทั่วถึงและทันท่วงที ในพื้นที่ประสบอุทกภัยเดิมและพื้นที่ประสบภัยเพิ่มเติม ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย


19. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพรพร้อมข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และชุมพร พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ดังนี้

1. สถานการณ์อุทกภัย

1.1 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในวันที่ 14-15 สิงหาคม 2549 บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี โดยมีปริมาณฝน(14 ส.ค.2549) ที่บ้านดงไม้งาม อ.บางสะพาน วัดได้ 93.8 มม. ที่บ้านในล็อค อ.บางสะพาน วัดได้ 99.6 มม. และปริมาณฝน(15 ส.ค.2549)ที่บ้านดงไม้งาม อ.บางสะพาน วัดได้ 74.6 มม. ที่บ้านในล็อค อ.บางสะพาน วัดได้ 69.2 มม. ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ในเขต อ.บางสะพาน ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. ของ วันที่ 15 สิงหาคม 2549 ระดับน้ำในแม่น้ำบางสะพานเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในเขตเทศบาลตำบลกำเนิดนพคุณ น้ำท่วม โรงพยาบาลบางสะพาน ระดับน้ำสูง 0.70 ม. และท่วมในเขต ต.พงศ์ประศาสน์(หมู่ที่ 1,4,5,6,7) ต.แม่รำพึง(หมู่ที่ 6,7,8) ต.ร่อนทอง(หมู่ที่5,8) ต.ทองมงคล ต.ชัยเกษม ต.ธงชัย สถานการณ์น้ำท่วมได้เข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 16 สิงหาคม 2549

จากสภาพน้ำท่วมในครั้งนี้ กรมชลประทานได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายอำเภอบางสะพาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตำบลบางสะพาน พงศ์ประศาสน์ แม่รำพึง ร่อนทอง ทองมงคล ชัยเกษม และธงชัย ในวันที่ 17 สิงหาคม 2549 พอสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไขได้ ดังนี้

ปัญหาที่เกิดขึ้น ปัจจุบันคลองระบายน้ำในเขตอำเภอบางสะพานสามสาย ได้แก่ คลองบางสะพาน คลองห้วยม้าร้อง(ปากปิด) คลองแม่รำพึง ได้ดำเนินการขุดลอกไปแล้วทั้งสามสาย โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา แต่พบว่ายังมีอุปสรรคในการระบายน้ำไหลลงสู่ทะเล กล่าวคือ บริเวณช่วงปากคลองที่ออกสู่ทะเล เกิดปัญหาการตกตะกอนทรายของร่องน้ำทะเลบริเวณปากคลอง ทำให้เกิดลักษณะเป็นสันดอนปิดร่องน้ำ ส่งผลให้ การระบายน้ำในคลองที่จะไหลลงทะเลมีการชะลอตัวและเอ่อล้นท่วมตลิ่งในบริเวณที่ลุ่ม

1.1.2 แนวทางการแก้ไข แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ

1) ระยะเร่งด่วน

2) ระยะกลาง

ซึ่งได้ศึกษาสำรวจออกแบบ และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วทั้งสองอ่าง

1.2 จังหวัดชุมพร ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในวันที่14-15 สิงหาคม 2549 โดยปริมาณฝนตกวันที่ 14 ส.ค.2549 ที่ อ.เมือง 153.5 มม. อ.สวี 122.3 มม. อ.ท่าแซะ 115.5 มม. อ.หลังสวน 68.0 มม. อ.พะโต๊ะ 120.8 อ.ละแม 62.0 มม. อ.ปะทิว 112.0 มม. อ.ทุ่งตะโก 58.8 มม. ปริมาณฝนตกวันที่ 15 ส.ค.2549 ที่ อ.ท่าแซะ 55.7 มม. อ.พะโต๊ะ 60.2 มม. อ.ละแม 74.0 มม. อ.สวี 35.0 มม. อ.ปะทิว 43.4 มม. เกิดน้ำท่วมในอำเภอต่างๆ ดังนี้

สำหรับในเขตเทศบาลเมืองชุมพร ปริมาณน้ำในคลองท่าตะเภาที่บ้านวังครก อ.ท่าแซะ มีระดับน้ำสูงสุด 12.15 ม. ปริมาณน้ำสูงสุด 1,095 ลบ.ม./วินาที (เวลา 19.00 น.ของวันที่ 15 ส.ค.49) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเทศบาลเมืองชุมพรในเวลาต่อมา(เริ่มมีผลกระทบเมื่อระดับน้ำที่บ้านครกมีระดับเกิน 12.00 ม.) ปริมาณน้ำจากบ้านวังครกได้ไหลลงสู่เทศบาลเมืองชุมพร น้ำเริ่มท่วมเเมืองชุมพรบริเวณที่ลุ่มรอบนอกตั้งแต่เวลา 16.00 น.(16 ส.ค.49)ในเขตชุมชนหนองทองคำ ชุมชนวัดสุบรรณ ชุมชนรังนกออก ชุมชนดอนหลวง โดยทำให้บริเวณสะพานเทศบาล2 อ.เมือง มีระดับน้ำสูงสุด 4.00 ม. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 285 ลบ.ม./วินาทีในวันที่ 17 ส.ค.2549 เวลา 05.00 น.(ระดับเริ่มท่วม 3.80 ม. ปริมาณน้ำ 260 ลบ.ม./วินาที) ทำให้เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชุมพรเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง ทั้งนี้ เนื่องจากกรมชลประทานได้ผันน้ำส่วนหนึ่งที่ไหลมาจากบ้านวังครก อ.ท่าแซะ เข้าคลองหัววัง-พนังตัก(ปริมาณน้ำไหลผ่าน ปตร.หัววัง จำนวน 580 ลบ.ม./วินาที) และคลองสามแก้ว(ปริมาณน้ำไหลผ่าน ปตร.สามแก้ว จำนวน 230 ลบ.ม./วินาที) ซึ่งเป็น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้น้ำไหลออกสู่ทะเลโดยไม่ไหลผ่านเข้าตัวเมืองชุมพร นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เร่งสูบน้ำ ที่ ปตร.พนังตัก จำนวน 3 เครื่อง เทศบาลเมืองชุมพร จำนวน 6 เครื่อง สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชุมพรได้เริ่มเข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 18 สิงหาคม 2549 แต่ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายตำบลรอบนอกเขตเทศบาลเมืองชุมพร กรมชลประทานได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 10 เครื่อง เข้า ช่วยเหลือพื้นที่รอบนอก รวมเป็นครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือทั้งหมด 19 เครื่อง

สรุปความเสียหายเนื่องจากอุทกภัยจังหวัดชุมพร (14-16 สิงหาคม 2549)

  1. พื้นที่ประสบอุทกภัย 4 อำเภอ 28 ตำบล 135 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประมาณ 3,434 ครัวเรือน
  2. พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย ประมาณ 8,000 ไร่
  3. อาคารชลประทานในเขตโครงการชลประทานชุมพร ได้รับความเสียหาย ดังนี้
    • อาคารระบายน้ำท่อลอดถนนบริเวณปากคลองน้อย มีหินเรียงพร้อมเอ็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ชำรุดเสียหาย 1 แห่ง
    • ผิวราดยางถนนของอาคารท่อลอดถนนสายวัดประเดิม ชำรุดเสียหาย 1 แห่ง
    • อาคารบ้านพัก/ที่ทำการ ของโครงการก่อสร้าง 2ฝ14 ถูกน้ำท่วมชำรุดเสียหาย 1 แห่ง
    • คันกั้นน้ำคลองสามแก้วและคลองบางโหลง น้ำกัดเซาะพังเสียหาย รวม 2 สายคลอง ประมาณ 300 เมตร

แนวทางการแก้ไข

  1. ปรับปรุงคลองสามแก้ว และอาคารประกอบแทนขุดลอกคลองพนังตัก-หูรอ เป็นงานขุดขยายคลองเพื่อผันน้ำส่วนเกินจากคลองหัววัง-พนังตัก และคลองสามแก้ว ออกสู่ทะเลเพิ่มขึ้นเป็น จำนวน 800 ลบ.ม./วินาที ขนาดคลองระบายน้ำก้นคลองกว้าง 90 เมตร ยาว 5,000 เมตร พร้อมอาคารประกอบ งบประมาณ 80,000,000 บาท
  2. ปรับปรุงประตูระบายน้ำพนังตักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจาก 400 ลบ.ม./วินาที เป็น 580 ลบ.ม./วินาที ลักษณะงานเป็นการปรับปรุงเพิ่มช่องประตูระบายน้ำขนาด 6.00 X 6.50 เมตร จากเดิม 5 ช่อง เป็น 8 ช่อง งบประมาณ 130,000,000 บาท

20. เรื่อง สรุปสถานการณ์อุทกภัยในช่วงวันที่ 14-21 สิงหาคม 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานสถานการณ์อุทกภัยในช่วงวันที่ 14-21 สิงหาคม 2549 ดังนี้

1. สถานการณ์น้ำท่วม

1.1 จังหวัดอุบลราชธานี ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในวันที่ 14-15 สิงหาคม 2549 โดยมีปริมาณฝน (14 ส.ค.49) ที่ อ.เมือง 37.2 มม. อ.ศรีเมืองใหม่ 40.2 มม. อ.พิบูลมังสาหาร 88.3 มม. อ.เขมราฐ 45.3 มม. อ.ตาลสุม 88.4 มม. และปริมาณฝน (15 ส.ค.49) ที่ อ.สว่างวีระวงศ์ 51.9 มม. อ.ศรีเมืองใหม่ 38.0 มม. อ.ตระการพืชผล 45.5 มม. อ.โขงเจียม 77.2 มม. อ.พิบูลมังสาหาร 55.2 มม. อ.เขมราฐ 52.4 มม. อ.ตาลสุม 62.6 มม. เกิดน้ำท่วมในวันที่ 14 สิงหาคม 2549 ในเขตอำเภอต่างๆ ดังนี้

สถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 14 สิงหาคม 2549

1.2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในวันที่ 14-15 สิงหาคม 2549 บริเวณเทือกเขาตะนาวศรี โดยมีปริมาณฝน(14 ส.ค.2549) ที่บ้านดงไม้งาม อ.บางสะพาน วัดได้ 93.8 มม. ที่บ้านในล็อค อ.บางสะพาน วัดได้ 99.6 มม. และปริมาณฝน(15 ส.ค.2549)ที่บ้านดงไม้งาม อ.บางสะพาน วัดได้ 74.6 มม. ที่บ้านใน ล็อค อ.บางสะพาน วัดได้ 69.2 มม. ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ในเขต อ.บางสะพาน ตั้งแต่ เวลา 09.00 น. ของวันที่ 15 สิงหาคม 2549 ระดับน้ำในแม่น้ำบางสะพานเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมในเขตเทศบาลตำบลกำเนิดนพคุณ น้ำท่วมโรงพยาบาลบางสะพาน ระดับน้ำสูง 0.70 ม. และท่วมในเขต ต.พงศ์ประศาสน์(หมู่ที่ 1,4,5,6,7) ต.แม่รำพึง(หมู่ที่ 6,7,8) ต.ร่อนทอง(หมู่ที่5,8) ต.ทองมงคล ต.ชัยเกษม ต.ธงชัย สถานการณ์น้ำท่วมได้เข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 16 สิงหาคม 2549

1.3 จังหวัดชุมพร ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันในวันที่14-15 สิงหาคม 2549 โดยปริมาณฝนตกวันที่ 14 ส.ค.2549 ที่ อ.เมือง 153.5 มม. อ.สวี 122.3 มม. อ.ท่าแซะ 115.5 มม. อ.หลังสวน 68.0 มม. อ.พะโต๊ะ 120.8 อ.ละแม 62.0 มม. อ.ปะทิว 112.0 มม. อ.ทุ่งตะโก 58.8 มม. ปริมาณฝนตกวันที่ 15 ส.ค.2549 ที่ อ.ท่าแซะ 55.7 มม. อ.พะโ 60.2 มม. อ.ละแม 74.0 มม. อ.สวี 35.0 มม. อ.ปะทิว 43.4 มม. เกิดน้ำท่วมในอำเภอต่างๆ ดังนี้

สำหรับในเขตเทศบาลเมืองชุมพร ปริมาณน้ำในคลองท่าตะเภาที่บ้านวังครก อ.ท่าแซะ มีระดับน้ำสูงสุด 12.15 ม. ปริมาณน้ำสูงสุด 1,095 ลบ.ม./วินาที (เวลา 19.00 น.ของวันที่ 15 ส.ค.49) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเทศบาลเมืองชุมพรในเวลาต่อมา(เริ่มมีผลกระทบเมื่อระดับน้ำที่บ้านครกมีระดับเกิน 12.00 ม.) ปริมาณน้ำจากบ้าน วังครกได้ไหลลงสู่เทศบาลเมืองชุมพร น้ำเริ่มท่วมเมืองชุมพรบริเวณที่ลุ่มรอบนอกตั้งแต่เวลา 16.00 น. (16 ส.ค.49) ในเขตชุมชนหนองทองคำ ชุมชนวัดสุบรรณ ชุมชนรังนกออก ชุมชนดอนหลวง โดยทำให้บริเวณสะพานเทศบาล 2 อ.เมือง มีระดับน้ำสูงสุด 4.00 ม. ปริมาณน้ำไหลผ่าน 285 ลบ.ม./วินาทีในวันที่ 17 ส.ค.2549 เวลา 05.00 น.(ระดับเริ่มท่วม 3.80 ม. ปริมาณน้ำ 260 ลบ.ม./วินาที) ทำให้เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชุมพรเพียงเล็กน้อย ไม่รุนแรง ทั้งนี้ เนื่องจาก กรมชลประทานได้ผันน้ำส่วนหนึ่งที่ไหลมาจากบ้านวังครก อ.ท่าแซะ เข้าคลองหัววัง-พนังตัก(ปริมาณน้ำไหลผ่าน ปตร.หัววัง จำนวน 580 ลบ.ม./วินาที) และคลองพนังตัก(ปริมาณน้ำไหลผ่าน ปตร.สามแก้ว จำนวน 230 ลบ.ม./วินาที) ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้น้ำไหลออกสู่ทะเลโดยไม่ไหลผ่านเข้าตัวเมืองชุมพร นอกจากนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่เร่งสูบน้ำ ที่ ปตร.พนังตัก จำนวน 3 เครื่อง เทศบาลเมืองชุมพร จำนวน 6 เครื่อง สถานการณ์น้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชุมพรได้เข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 18 สิงหาคม 2549 แต่ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำในหลายตำบลรอบนอกเขตเทศบาลเมืองชุมพร กรมชลประทานได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 10 เครื่อง เข้าช่วยเหลือพื้นที่รอบนอก รวมเป็นครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือทั้งหมด 19 เครื่อง

1.4 จังหวัดระนอง ได้เกิดฝนตกหนักเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2549 น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ในเขต อ.กระบุรี ในพื้นที่ ต.น้ำจืด (หมู่ที่1-3) ต.ปากจั่น (หมู่ที่2-8,10,11) ต.ลำเลียง (หมู่ที่4,7,8,10) ต.จ.ป.ร. (หมู่ที่ 7,9,11) สถานการณ์น้ำท่วมได้เข้าสู่สภาวะปกติในวันที่ 18 สิงหาคม 2549

1.5 จังหวัดน่าน ได้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากติดต่อกันตั้งแต่วันที่ 18-19 ส.ค. 49 โดยมีปริมาณฝน วันที่ 18 ส.ค.2549 ที่ อ.ท่าวังผา 37.0 มม. อ.ทุ่งช้าง 43.9 มม. อ.ปัว 48.5 มม. อ.บ้านหลวง 90.0 มม. อ.บ่อเกลือ 61.9 มม. และปริมาณฝนวันที่ 19 ส.ค.2549 ที่ อ.เมือง 65.6 มม. อ.ท่าวังผา 81.1 มม. อ.ทุ่งช้าง 259.0 มม. อ.ปัว 103.5 มม. อ.เชียงกลาง 148.5 มม. อ.บ้านหลวง 55.2 มม. อ.บ่อเกลือ 177.9 มม. กิ่ง อ.ภูเพียง 50.8 มม. อ.สันติสุข 60.0 มม. ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านเริ่มล้นตลิ่ง ไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มริมน้ำในพื้นที่ 9 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ ได้แก่ อ.บ่อเกลือ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง อ. ท่าวังผา อ.สองแคว อ.ปัว อ.เมือง อ.บ้านหลวง และ กิ่ง อ.ภูเพียง ระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่บ้านผาขวาง อ.เมือง จ.น่าน(N.64) เริ่มล้นตลิ่ง เวลา 13.00 น.ของวันที่ 20 ส.ค.2549 โดยมีระดับน้ำ 13.21 ม (ระดับตลิ่ง 13.20 ม.) สถานการณ์น้ำที่บ้านผาขวาง (N.64) อ.ท่าวังผา ระดับน้ำเริ่มลดลง เมื่อเวลา 14.00 น.ของวันที่ 21 ส.ค.2549

ส่วนในเขตเทศบาลเมืองน่าน บริเวณสำนักงานป่าไม้เขต อ.เมืองน่าน (N.1) ระดับน้ำเริ่มล้นตลิ่งฝั่งซ้าย เมื่อเวลา 12.00 น.ของวันที่ 20 ส.ค.2549 ระดับน้ำสูง 7.12 ม. (ระดับตลิ่งฝั่งซ้าย 7.00 ม.) และเริ่มล้นตลิ่งฝั่งขวา เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 20 ส.ค.2549 ระดับน้ำสูง 7.39 ม. (ระดับตลิ่งฝั่งขวา 7.30 ม.) โดยมีระดับน้ำสูงสุดที่ 8.42 ม.(เวลา 14.00 น. ของวันที่ 21 ส.ค.49) และระดับน้ำเริ่มลดลง เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 21 ส.ค.2549 และเมื่อเวลา 07.00น. ของวันที่ 22 ส.ค.49 ระดับน้ำอยู่ที่ 8.10 ม. ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องชั่วโมงละ 0.05 ม. ปริมาณน้ำจำนวนน้ำจะไหลลงไปที่ อ.เวียงสา เริ่มท่วมบริเวณริมตลิ่งลำน้ำน่านใน อ.เวียงสาเช้าวันที่ 22 ส.ค.49 คาดว่าในเย็นวันที่ 22 ส.ค.49 ระดับน้ำที่ อ.เวียงสา จะสูงประมาณ 1.00 ม. และไหลไปลงเขื่อนสิริกิติ์ ต่อไป (เขื่อนสิริกิติ์ยังรับน้ำได้อีกประมาณ 3,000 ล้าน ลบ.ม.)โดยไม่มีผลกระทบต่อ อ.นาน้อย และ อ.นาหมื่น หากไม่มีฝนตกมาเพิ่มอีก คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติในเย็นวันที่ 23 ส.ค.2549

กรมชลประทานได้แจ้งเตือนจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แจ้งเตือนประชาชนได้ทราบล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วมแล้ว และนำเครื่องสูบน้ำเข้าไปติดตั้งระบายน้ำ 1 เครื่อง รถยก 1 คัน และเตรียมพร้อมไว้คอยช่วยเหลืออีก 14 เครื่อง

1.6 จังหวัดเชียงราย ได้เกิดฝนตกหนักเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2549 ปริมาณฝนที่ อ.เมือง 40.7 มม. อ.เชียงของ 66.0 มม. อ.แม่สาย 63.1 มม. อ.เชียงแสน 65.0 มม. กิ่ง อ.ดอยหลวง 50.9 มม. กิ่ง อ.เวียงเชียงรุ้ง 66.0 มม. และเกิดน้ำท่วมในวันที่ 20 ส.ค.49 ในพื้นที่ 2 อำเภอ ดังนี้

คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันที่ 22 ส.ค.49

1.7 จังหวัดพะเยา ได้เกิดฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค.49 ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตร 3 อำเภอ 20 ตำบล บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำในพื้นที่ อ.เชียงคำ อ.ปง และ อ.เชียงม่วน ทางจังหวัดพะเยาและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้เข้าพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแล้ว คาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติในวันที่ 22 ส.ค.49


21. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการสำคัญเพื่อป้องกันและสกัดกั้นโรคไข้หวัดนก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานผลการดำเนินงานโครงการสำคัญ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นโรคไข้หวัดนก ดังนี้

1.มาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการดำเนินมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนก โดยยึดหลักการรู้โรคเร็ว ควบคุมโรคเร็ว เน้นความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักควบคู่ไปกับการควบคุมป้องกันโรคในสัตว์ปีก และมีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติมได้แก่

1. โครงการรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (x-ray) ครั้งที่ 2/2549 (1 มิถุนายน - 31 กรกฎาคม 2549)

วิธีดำเนินการ เป็นการระดมเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกจากหลายๆ หน่วยงาน ดำเนินการสำรวจจำนวนประชากรสัตว์ปีก ค้นหาสัตว์ปีกป่วยตาย พร้อมกันทั่วประเทศ รวมทั้งสุ่มตรวจหาเชื้อไข้หวัดนกในไก่พื้นเมืองและเป็ด ซึ่งเป็นสัตว์ปีกที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคและเป็นพาหะของโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งได้แก่พื้นที่ที่เคยพบโรคไข้หวัดนกและพื้นที่ที่มีนกอพยพ หรือนกประจำถิ่นอาศัยอยู่ และให้ดำเนินการตามมาตรการทุกมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกที่ได้กำหนดไว้แล้ว

ผลการดำเนินงาน

2.โครงการเนื้อไก่ปลอดภัยฉลองสาร์ทจีน ( 5 - 8 สิงหาคม 2549 )

วิธีดำเนินการ สุ่มตรวจหาเชื้อโรคไข้หวัดนก จากเนื้อสัตว์ปีกที่วางจำหน่ายในตลาดสดทั่วไปใน พื้นที่ 29 จังหวัดซึ่งเคยมีการพบเชื้อโรคไข้หวัดนก โดยดำเนินการในช่วงเทศกาลสาร์ทจีน ระหว่างวันที่ 5 - 8 สิงหาคม 2549 อันเป็นการสร้างความมั่นใจในการบริโภคเนื้อสัตว์ปีกของประชาชน และเป็นการเสริมมาตรการตรวจสอบเชื้อโรคก่อนการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

ผลการดำเนินงาน มีจำนวนตัวอย่างที่ส่งตรวจทั้งสิ้น 525 ตัวอย่าง ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้ผลลบต่อเชื้อไข้หวัดนก ซึ่งแสดงว่าเนื้อสัตว์ปีกที่วางจำหน่ายตามตลาดสดต่างๆ ช่วงเทศกาลสาร์ทจีน มีความ ปลอดภัยต่อโรคไข้หวัดนก อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะวางระบบในการควบคุมตรวจสอบ ตั้งแต่สถานที่ เลี้ยงสัตว์ปีก สถานที่ชำแหละหรือโรงฆ่าสัตว์ปีก รวมทั้งสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ปีก เพื่อให้เกิดความมั่นใจถึงความปลอดภัยต่อผู้ผลิต ผู้บริโภคทุกๆ ขั้นตอนต่อไป

3.โครงการรณรงค์สกัดกั้นโรคไข้หวัดนก ( 7 - 13 สิงหาคม 2549 )

วิธีดำเนินการ เป็นโครงการที่ปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุข และอาสาสมัครเกษตร ปศุสัตว์ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสนธิกำลังทุกหน่วยเข้าพบเกษตรกรและประชาชนทุกบ้าน เพื่อค้นหาผู้ป่วยในระบบทางเดินหาย ขึ้นทะเบียนสัตว์ปีก พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่เลี้ยงสัตว์ปีก ประชาสัมพันธ์ให้รู้ถึงวิธีปฏิบัติตนและวิธีเลี้ยงสัตว์ปีกที่ถูกต้อง และวิธีดำเนินการเมื่อพบสัตว์ปีกป่วยตาย เป็นต้น ดำเนินการพร้อมกัน 29 จังหวัด ที่เคยพบโรค ไข้หวัดนกในปีที่ ผ่านมา เน้นพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางระหว่างวันที่ 7 - 13 สิงหาคม 2549 ทั้งนี้ ให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในโครงการประกาศเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติของโรคไข้หวัดนกไว้ก่อน หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติให้ทำลายสัตว์ปีกในรัศมี 1 กิโลเมตร ยกเว้นฟาร์มมาตรฐาน โดยไม่ต้องรอผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ

ผลการดำเนินงาน

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้สถานการณ์ที่มีสัตว์ปีกป่วยตายในแต่ละพื้นที่เบาบางลง เป็นการลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังคงให้แต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงได้เฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดน

4.โครงการรณรงค์ทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรค (1 - 14 สิงหาคม 2549) ดำเนินการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคพร้อมกันทุกจังหวัด โดยให้เน้นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคไข้หวัดนก ได้แก่ สถานที่เลี้ยงสัตว์ปีก ฟาร์มสัตว์ปีก สถานที่ฆ่าสัตว์ปีก และบริเวณที่พักอาศัยของนกธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับสถานที่เลี้ยงสัตว์ปีกของเกษตรกร

2. ผลการถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อไวรัสไข้หวัดนก

กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเก็บตัวอย่างเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจาก พื้นที่ที่พบโรคตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันกว่า 200 ตัวอย่าง ส่งพิสูจน์สายพันธุ์ของเชื้อโดยได้รับความร่วมมือจากคณะแพทยศาสตร์ (ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ) คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะสัตว-แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งจากการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกจากจังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครพนม พบว่าสายพันธุ์เชื้อที่จังหวัดพิจิตรเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่เคยมีการระบาดในประเทศไทย เมื่อปี 2547 และ ปี 2548 ที่ผ่านมา ส่วนสายพันธุ์เชื้อที่จังหวัดนครพนมมีลักษณะเหมือนและคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ที่เคยมีรายงานไว้ในประเทศจีน ทางตะวันออกเฉียงใต้ (จังหวัดเจ๋อเจียง ฟูเจี้ยน กวางสี และอันฮุย) แสดงว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 สายพันธุ์ที่พบที่จังหวัดนครพนมมีแหล่งกำเนิดเดียวกันกับที่พบทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน และเป็นคนละกลุ่มกับที่พบที่จังหวัดพิจิตร หรือที่พบในปี 2547 และ ปี 2548 ทั้งนี้เชื้อ ไวรัสทั้ง 2 กลุ่ม ยังคงมีความรุนแรงในการก่อโรค แต่ยังไม่พบการกลายพันธุ์ของเชื้อ การติดเชื้อจากคนสู่คน หรือการดื้อต่อยา Oseltamivir (TimifluR) แต่อย่างใด

สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิด H5N1 ในปัจจุบันที่พบทั่วโลก มีทั้งสิ้น 4 สายพันธุ์ ดังนี้

จากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศแถบยุโรป และแอฟริกา พบว่า สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสนั้น จากการถอดรหัสทางพันธุกรรมพบว่าเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับสายพันธุ์ที่พบในมลฑลชิงไห่ ประเทศจีน ดังนั้น จึงสันนิษฐานได้ว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อมาจากประเทศจีน ไม่ได้แพร่ระบาดมาจากประเทศไทยแต่อย่างใด

3. สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกในประเทศไทย

3.1 สถานการณ์ในประเทศไทย

มีรายงานพบโรคไข้หวัดนก ชนิด H5N1 ในสัตว์ปีก 2 จุด ดังนี้

3.2 สถานการณ์ต่างประเทศ

ในเดือนสิงหาคม 2549 พบเชื้อไข้หวัดนกใน 5 ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ พบเชื้อชนิด H7 ในฟาร์มสัตว์ปีก ประเทศอินโดนีเซีย พบเชื้อชนิด H5N1 ในสัตว์ปีกพื้นเมือง ประเทศเวียดนาม พบเชื้อชนิด H5N1 ในเป็ด ประเทศจีน พบเชื้อชนิด H5N1 ในเป็ด และ ประเทศเยอรมัน พบเชื้อชนิด H5N1 ในหงส์ แสดงว่าในหลายประเทศยังคงมีการระบาดของโรคไข้หวัดนกซ้ำ โดยเฉพาะประเทศจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งประเทศไทยยังคงต้องป้องกันและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องต่อไป

นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีมาตรการเข้มงวดการตรวจสอบและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจากยานพาหนะที่บรรทุก สัตว์ปีก ไข่ไก่ อาหารสัตว์ ที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านในพื้นที่ 30 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ตามจุดผ่อนปรน จุดผ่านแดนเข้าออก หรือช่องทางนำเข้าด่านศุลกากรทุกแห่ง


22. เรื่อง ขอรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคนและผลการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคนและผลการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก ดังนี้

1. สถานการณ์โรคในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ในวันที่ 20 สิงหาคม 2549 ได้รับรายงาน รวม 16 ราย จาก 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย 9 ราย จังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดอุทัยธานี จังหวัดละ 3 ราย และจังหวัดพิจิตร 1 ราย ส่วนผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกใน พ.ศ. 2549 มีจำนวน 2 ราย เสียชีวิตทั้ง 2 ราย ดังนี้ รายที่ 1 จังหวัดพิจิตร เสียชีวิตวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 รายที่ 2 จังหวัดอุทัยธานี เสียชีวิตวันที่ 3 สิงหาคม 2549

2. ความก้าวหน้าของการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมประชุม เรื่อง "การป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกและการเตรียมความพร้อมรองรับการระบาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย" ซึ่งเป็นการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จาก 14 ประเทศ ณ กรุงนิวเดลี ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย จัดโดยองค์การอนามัยโลก ร่วมกับรัฐบาลอินเดียและองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนกและการเตรียมความพร้อมรองรับการระบาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชีย และเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2549 กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกรุงเทพมหานครได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ "รวมพลังสาธารณสุขและกรุงเทพมหานคร" มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธาน โดยได้เชิญผู้แทนโรงพยาบาลเอกชน ร้านขายยา โรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานครประชุมและได้ร่วมประกาศมาตรการการป้องกันโรคไข้หวัดนก เพื่อกำหนดมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกจากเขตปริมณฑล เข้าเขตกรุงเทพมหานคร การหลีกเลี่ยงและไม่สัมผัสสัตว์ปีกที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุโดยตรง การส่งเสริมให้บริโภคสัตว์ปีกที่ปรุงสุกและถูกวิธี เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2549 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ประชุมวิชาการผู้ประกอบการร้านค้าขายยา ในจังหวัดนครราชสีมา ร่วมทั้งเภสัชกรและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขทุกอำเภอ จำนวน 500 คน เพื่อเสริมองค์ความรู้ใหม่ ๆ ด้านยา และขอความร่วมมือร้านขายยาให้เป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกด้วย

3. สถานการณ์การระบาดโรคไข้หวัดในต่างประเทศ

ตั้งแต่ 1 มกราคม 2549 ถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วย 92 ราย ตาย 61 ราย รายละเอียดดังนี้


23. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของ หมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2549 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกรมการปกครองแล้ว จำนวน 77,349 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,472 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 99.84

2. สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 8,930.85 ล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่โอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 17,930.85 ล้านบาท

3. กระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) ณ วันที่ 18 สิงหาคม 2549 จาก 75 จังหวัด ดังนี้


การศึกษา


24. เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553) ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงใหม่แล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ สำหรับงบประมาณให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2543) มีสาระสำคัญโดยสรุปดังนี้

1. เป้าหมายการพัฒนา

2. ยุทธศาสตร์ประกอบด้วย


25. เรื่อง แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553) ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงใหม่แล้ว ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ สำหรับงบประมาณให้ขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (พ.ศ. 2549-2553) มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. เป้าหมาย

2. ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน


เรื่อง งานความคืบหน้าการเร่งรัดการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงพัฒนาการบริการของรัฐ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรายงานความคืบหน้าการเร่งรัดการใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงพัฒนาการบริการของรัฐ ดังนี้

1. โครงการจัดหาคอมพิวเตอร์จำนวน 250,000 เครื่อง คณะกรรมการฯ ได้เสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการใช้งบประมาณปกติปี พ.ศ. 2549 จำนวน 543,605,500 บาท เร่งดำเนินการจัดซื้อจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์โดยให้เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วในการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่นักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ

2. โครงการ Government Virtual Private Network (G-VPN) พบว่า การดำเนินงาน โครงการนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าเนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิเคราะห์ ออกแบบรายละเอียดโครงข่าย และการเริ่มโครงการในระยะแรกซึ่งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เสนอเรื่องขออนุมัติใช้งบกลาง จำนวน 10,000,000 บาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

3. โครงการบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์อเนกประสงค์ (Smart Card) พบว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ร่วมกันดำเนินโครงการคืบหน้าอย่างมาก ประชาชนให้ความสนใจ และได้รับความสะดวกในการรับบริการ ด้านการจัดทำบัตรให้กับนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษา ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี นั้น ยังไม่มีความคืบหน้า คณะกรรมการฯ จึงมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการ

4. โครงการกฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พบว่า การดำเนินการออกกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างล่างช้า เนื่องจากประสบปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารคณะกรรมการฯ จึงมอบหมายให้ NECTEC ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติประสานงานกับทั้งสองหน่วยงาน ซึ่งขณะนี้ ได้ร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 3 ฉบับ คือ 1) ร่าง พ.ร.ก. ว่าด้วยการกำกับดูแลธุรกิจบริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ 2) ร่าง พ.ร.ก. กำกับดูแลผู้ให้บริการออกใบรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ร่าง พ.ร.ก. ว่าด้วยวิธีการรักษาความปลอดภัย เสร็จเรียบร้อยแล้ว และ จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

5. โครงการบริการประชาชนด้านสาธารณสุขโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Tele-Medicine) พบว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เตรียมดำเนินโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศสาธารณสุข (e-Health) โครงการสาธารณสุขโทรคมสู่ถิ่นกันดาร และโครงการพัฒนาระบบเครือข่าย เพื่อใช้บัตรประชาชน อเนกประสงค์ (Smart Card) แทนบัตรทองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้การขออนุมัติใช้งบกลาง จำนวน 10,000,000 บาท เพื่อดำเนินโครงการ Government Virtual Private Network (G-VPN) ตามข้อ 2 นั้น นายกรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณ ดังกล่าวให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย NECTEC เป็นหน่วยดำเนินการแล้ว อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการใช้งบประมาณปกติปี พ.ศ. 2549 จำนวน 543,605,500 บาท จัดซื้อคอมพิวเตอร์ตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ


27. เรื่อง พิจารณาคำขอจัดตั้งงบประมาณปี 2550 เพื่อจัดตั้งงบประมาณค่าตอบแทนจ้างครูทดแทนข้าราชการครูที่ขอย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่อนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จ้างครูรายเดือนทดแทนข้าราชการครูที่ขอย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2549 เป็นต้นไป สำหรับงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการจ้างครูรายเดือนดังกล่าว ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ให้ สพฐ. จัดทำเป็นแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อขออนุมัติได้ตามความจำเป็น โดยให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามนัยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ไปพลางก่อน ซึ่งจะประกาศใช้บังคับต่อไป และให้ สพฐ. นำเอารายการค่าใช้จ่าย ดังกล่าวบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ที่สอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน 4 ปีของรัฐบาล และ จัดทำเป็นแผนปฏิบัติราชการประจำปีของ สพฐ. เพื่อขอตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดในปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550


ต่างประเทศ


28. เรื่อง ขออนุมัติลงนามพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการลงนามร่างพิธีสารแก้ไขบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขข้อความในร่างพิธีสารฯ ที่มิใช่สาระสำคัญและการแก้ไขนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็ให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้ โดยประสานงานกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และอนุมัติให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งอาเซียน หรืออธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ออกหนังสือมอบอำนาจเต็ม (Full Powers) ให้แก่ผู้แทนไทยสำหรับการลงนามดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ หลักการและสาระสำคัญของพิธีสารฯ ดังกล่าวมีดังนี้

1. พิธีสารฯ จะแก้ไขความในข้อ 2 (ว่าด้วยน้ำหนักบรรทุก) และ 3 (ว่าด้วยจุดในเส้นทางบิน) ของบันทึกความเข้าใจอาเซียนว่าด้วยบริการขนส่งทางอากาศ พ.ศ. 2545 และจะเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ ฯ ดังกล่าว พิธีสารฯ นี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อภาคีผู้ทำความตกลงทุกฝ่ายยื่นหนังสือทางการทูตต่อเลขาธิการอาเซียน

2. สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินบริการขนส่งเฉพาะสินค้า ได้เพิ่มขึ้นจาก 100 ตันต่อสัปดาห์ เป็นได้ถึง 250 ตันต่อสัปดาห์ ในแต่ละทิศทางโดยไม่มีข้อจำกัดด้านความถี่และแบบอากาศยานจากอาณาเขตของตนไปยังอาณาเขตของภาคีผู้ทำความตกลงอื่นแต่ละฝ่าย และกลับกัน

3. สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละฝ่ายจะได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิรับขนทางจราจรเสรีภาพที่สามและสี่ในการดำเนินบริการที่ตกลงระหว่างจุดต่างๆ ที่ระบุเพิ่มขึ้น ดังนี้

(ตัวหนา คือ จุดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับบันทึกความเข้าใจฉบับปัจจุบัน)


29. เรื่อง การจัดทำความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐมาดากัสการ์ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ โดยอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถปรับปรุงถ้อยคำในร่างความตกลงฯ ที่จะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของร่างความตกลงดังกล่าวได้ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศเป็นผู้ลงนาม และอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการเพื่อให้ความตกลงฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า General Marcel RANJEVA รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาดากัสการ์ มีกำหนดเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 21-26 สิงหาคม 2549

จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองประเทศจะลงนามความตกลงฯ ฉบับนี้ ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในด้านการคุ้มครองผู้ลงทุนและการลงทุนไทยในมาดากัสการ์ ซึ่งตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบัน ที่จะส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศ โดยผู้ลงทุนจะได้รับการประติบัติที่เป็นธรรม และการคุ้มครองอย่างเต็มที่


30. เรื่อง บันทึกความเข้าใจการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบบันทึกความเข้าใจการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่สาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้ หากมีการแก้ไขในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ขอให้คณะผู้แทนไทยสามารถดำเนินการได้ และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ในนามผู้แทนฝ่ายไทย ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. กำหนดให้กรมการจัดหางานเป็นหน่วยงานผู้ส่ง มีหน้าที่ในการรับสมัคร คัดเลือก และจัดส่งคนหางานไปทำงานในสาธารณรัฐเกาหลี

2. บันทึกความเข้าใจฯ มีผลใช้บังคับเมื่อมีการลงนามร่วมของสองฝ่าย มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี และสามารถแก้ไขหรือขยายได้โดยความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรของทั้งสองฝ่าย

ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานอยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีประมาณ 29,200 คน เป็นแรงงานผิดกฎหมายประมาณ 11,000 คน เป็นแรงงานที่กระทรวงแรงงานโดยกรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่งไปทำงานตามบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับเดิม 11,809 คน ซึ่งได้รับค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดือนละ 700,600 วอน (ประมาณ 28,000 บาท) ประมาณการรายได้ส่งกลับประเทศในแต่ละเดือนไม่ต่ำกว่าคนละ 20,000 บาท ดังนั้นรายได้ส่งกลับประเทศจากแรงงานที่จัดส่งไปทำงานตามนัยบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับเดิม ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 236.18 ล้านบาท


แต่งตั้ง


31. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงสาธารณสุข)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้ง นางปานิตา ปทีปวณิช นายแพทย์ 9 วช (ด้านเวชกรรม สาขาอายุรกรรม) โรงพยาบาลลำปาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ดำรงตำแหน่งนายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรมสาขาอายุรกรรม) ส่วนราชการเดิม ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไปด้วย และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็นชอบและนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

2. การจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รายงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยขอความร่วมมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทุกกระทรวงพิจารณาจัดทำโครงการและกิจกรรมร่วมเฉลิมพระเกียรติฯ ดังกล่าวต่อไป โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2550 สำนักราชเลขาธิการแจ้งว่า ได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพระราชพิธีและชื่อการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ ดังนี้

2. นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 142/2549 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1. องค์ประกอบ

คณะที่ปรึกษา
1.1 ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
1.2 ประธานรัฐสภา
1.3 ประธานศาลฎีกา
1.4 ประธานวุฒิสภา
1.5 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานมูลนิธิโครงการหลวง
1.6 องคมนตรี (นายอำพล เสนาณรงค์)
1.7 องค์มนตรี (นายสวัสดิ์ วัฒนายากร)
คณะกรรมการ มีดังนี้
1.8 นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
1.9 รองนายกรัฐมนตรีทุกท่าน เป็นรองประธานกรรมการ
กรรมการประกอบด้วย
1.10 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทุกท่าน
1.11 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
1.12 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
1.13 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
1.14 สมุหราชองครักษ์
1.15 เลขาธิการพระราชวัง
1.16 ราชเลขาธิการ
1.17 เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
1.18 เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
1.19 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
1.20 เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
1.21 ปลัดกระทรวงกลาโหม
1.22 ปลัดกระทรวงการคลัง
1.23 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
1.24 ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
1.25 ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
1.26 ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
1.27 ปลัดกระทรวงคมนาคม
1.28 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1.29 ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
1.30 ปลัดกระทรวงพลังงาน
1.31 ปลัดกระทรวงพาณิชย์
1.32 ปลัดกระทรวงมหาดไทย
1.33 ปลัดกระทรวงยุติธรรม
1.34 ปลัดกระทรวงแรงงาน
1.35 ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
1.36 ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.37 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
1.38 ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
1.39 ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
1.40 ปลัดกรุงเทพมหานคร
1.41 รองเลขาธิการพระราชวัง (นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา)
1.42 เลขาธิการคณะองคมนตรี
1.43 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
1.44 ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
1.45 ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
1.46 ผู้บัญชาการทหารบก
1.47 ผู้บัญชาการทหารเรือ
1.48 ผู้บัญชาการทหารอากาศ
1.49 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
1.50 อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
1.51 อธิบดีกรมการศาสนา
1.52 อธิบดีกรมศิลปากร
1.53 รองราชเลขาธิการ (นายวุฒิ สุมิตร)
1.54 รองราชเลขาธิการ (ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ)
1.55 กรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
1.56 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอักษรศาสตร์ 10 สำนักราชเลขาธิการ (นางสาวสมลักษณ์ วงศ์งามขำ)
1.57 ที่ปรึกษาเลขาธิการพระราชวัง (นางสายไหม จบกลศึก)
1.58 ที่ปรึกษาสำนักพระราชวังฝ่ายพระราชพิธี (นายเครือ กัณหานนท์)
1.59 ที่ปรึกษาสำนักพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ (นายรัตนาวุธ วัชโรทัย)
1.60 ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวังฝ่ายพระราชพิธี (นายสรรชัย เทียมทวีสิน)
1.61 พนักงานพิเศษ สำนักพระราชวัง (นางสาวเพลินพิศ กำราญ)
โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ
กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ประกอบด้วย
1.62 รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ที่ได้รับมอบหมาย)
1.63 ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ที่ได้รับมอบหมาย)
1.64 ผู้อำนวยการสำนักแผนงานและกิจการพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
1.65 ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
1.66 ผู้อำนวยการกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง
1.67 ผู้อำนวยการกองพิธีการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

2. อำนาจหน้าที่

2.1 กำหนดนโยบายและแนวทางการจัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ให้สมพระเกียรติและถูกต้องตามราชประเพณี
2.2 พิจารณาและให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการและกิจกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ
2.3 แต่งตั้ง คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร
2.4 ดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การจัดการน้ำเสีย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การจัดการน้ำเสีย จำนวน 5 คน แทนชุดเดิมที่ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนด 3 ปี ตามวาระเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2549 โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2549 เป็นต้นไปดังนี้ นายเรียบ นราดิศร เป็นประธานกรรมการ โดยกรรมการประกอบด้วย นายจรัญ วิวัฒน์เจษฎาวุฒิ นายชาญวิทย์ มุนิกานนท์ นายบรรเจิด อริยานุกิจจา และนางพัชริน สุขสมิทธิ์


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี