สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
20 มิถุนายน 2549

วันนี้ (วันอังคารที่ 20 มิภุนายน 2549) เมื่อเวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปรารภของนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. การประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

กรณีที่มีปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงมีเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง นรม. แจ้งต่อที่ประชุมว่าได้มีการประชุมร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ แล้ว และได้มีการประชุมพูดคุยกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็เห็นว่าต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงาน โดยให้คณะกรรมการบริหารการดำเนินการยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีบทบาทในแง่การดำเนินงานปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ทั้งต้องมีการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการทำงานกับประชาชนในพื้นที่ และรวมทั้งในส่วนของการพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เพื่อสามารถติดตามในเรื่องของการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนให้อย่างจริงจัง

2. การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 29 กรกฎาคม 2549

การเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ ได้มีการกำหนดแล้วว่าจะมีเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิในเชิงพาณิชย์ ในวันที่ 28 กันยายน 2549 ส่วนในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการของสนามบินสุวรรณภูมิ จะต้องได้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงทำพิธีเปิดสนามบินสุวรรณภูมิอย่างเป็นทางการต่อไป อย่างไรก็ตามวันที่ 29 กรกฎาคม 2549 ที่จะถึงนี้ จะมีการทดลองให้เครื่องบินพาณิชย์ใช้สนามบินสุวรรณภูมิอย่างเต็มระบบ ทั้งในส่วนของมีเครื่องบินจริง ผู้โดยสารจริง ซึ่งทางการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยก็ได้มีการประสานงานกับเครื่องบินหลายสายการบินแล้ว อาทิ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ นกแอร์ แอร์เอเชีย โอเรียลไทย พีบีแอร์ ที่จะได้มีการลงสู่สนามบินในวันดังกล่าว

3. นายกรัฐมนตรีมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน

ในส่วนของเรื่องการดำเนินการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียง นายกรัฐมนตรีมอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนโดยที่มีเป้าหมายให้สามารถขยายไปได้ในทุกหมู่บ้าน โดยในช่วงแรกให้ดำเนินการในระดับตำบลก่อน และขยายไปสู่ระดับหมู่บ้านต่อไป โดยที่เน้นว่าให้มีปัจจัยสำคัญคือให้คัดเลือกชาวบ้านเพื่อที่จะได้เป็นต้นแบบในเรื่องของการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนนั้น จะต้องมีความรู้ ความสามารถในเชิงที่จะสามารถเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง และถ่ายทอดความรู้ให้เพื่อนบ้านในชุมชนได้ ในเบื้องต้นให้มีการดำเนินการร่วมกันกับทางปราชญ์ชาวบ้านเพื่อค้นหาบุคลากรหรือผู้ที่มีความเหมาะสมในชุมชนนั้น ๆ นอกจากนั้นอาจจะมีการประสานกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือในส่วนของผู้นำชุมชนในหมู่บ้านต่อไป

4. นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้งบประมาณสนับสนุนกระทรวงกลาโหมในการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร

ความเดือดร้อนของนักเรียนและผู้ปกครองที่สมัครเข้าเรียนต่อวิชาทหาร (รด.) ในขณะที่เรียนในชั้นมัธยมศึกษาซึ่งวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็ได้ทำเรื่องขอรับการสนับสุนนงบประมาณการฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 เพิ่มเติม จำนวน 15 ล้านบาทเศษเพื่อสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกนักศึกษาวิชาทหารประจำปีการศึกษา 2549 เพราะฉะนั้นปัญหาในเรื่องงบประมาณในการฝึกนักศึกษาวิชาทหารเพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัย และป้องกันปัญหายาเสพติดนั้น ขณะนี้ก็จะไม่มีข้อจำกัดแล้ว เพราะในงบประมาณดังกล่าวจะทำให้รับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพิ่มได้อีกประมาณ 30,000 คน

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสุวรรณภูมิมหานคร พ.ศ. ...
  2. เรื่อง การวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่งด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  3. เรื่อง การแปลงสภาพ กองโรงพิมพ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit :SDU)
  4. เรื่อง การเปิดตลาดสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง ภายใต้ข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2549-2551
  5. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณเพื่อรองรับแผนการเร่งรัดจัดทำบัตรประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2551
  6. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ.2554
  7. เรื่อง มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 และการเตรียมความพร้อมในการจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550
  8. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายพัฒนาสังคม
  9. เรื่อง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549
  10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22)
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทาน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ... จำนวน 4 ฉบับ
  12. เรื่อง การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย"
  13. เรื่อง รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการตามยุทธศาสตร์การขจัดความยากจน และยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ช่วงที่ 1
  14. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ....
  15. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  16. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (โอนภารกิจเกี่ยวกับโครงการโขง ชี มูล ของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมให้แก่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
  17. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (โอนอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจากนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)
  18. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรสำหรับผู้ประสบภัยธรรมชาติ
  19. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการเบิกจ่ายของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Megaprojects) ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2549 (มกราคม - มีนาคม 2549)
  20. เรื่อง การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อศึกษาเส้นทางของน้ำ
  21. เรื่อง รายงานภาวะสังคมไตรมาสหนึ่งปี 2549\
  22. เรื่อง มาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรผ่านระบบ ธ.ก.ส.
  23. เรื่อง รายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปี 2549 สำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2549
  24. เรื่อง สรุปความเสียหายจากอุทกภัยโคลนถล่มภาคเหนือและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 3)
  25. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / (ชุมชน SML)
  26. เรื่อง แนวทางการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน
  27. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน และลำปาง ครั้งที่ 3
  28. เรื่อง ติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2548 - 2549
  29. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา เพิ่มเติม
    2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)
    3. การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
    4. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
    5. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
    6. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย
    7. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม
    8. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งนักการข่าว 10 ชช
    9. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 ( กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)
    10. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
    11. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสุวรรณภูมิมหานคร พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสุวรรณภูมิมหานคร พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของส่วนราชการ และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาด้วย แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่า รัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่และก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในท้องที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นเมืองศูนย์กลางการบิน การขนส่ง การประกอบธุรกิจการจ้างงานและการประชุม ซึ่งตามแผนการพัฒนาจะมีการก่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการระบบขนส่ง การคมนาคม ทำให้มีโรงงานอุตสาหกรรม ธุรกิจ การพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นในรัศมี 10 กิโลเมตร บริเวณโดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการจ้างงานในธุรกิจเกี่ยวกับกิจการการบินและมีการเคลื่อนย้ายของประชากรตามมา จึงมีความจำเป็นต้องมีการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบการจราจรขนส่ง การระบายน้ำ การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ให้เป็นระบบเดียวกันทั้งพื้นที่ มีการวางมาตรการการควบคุมความปลอดภัยทางการบินที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่บริเวณโดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีหลายแห่งและเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก มีข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและบุคลากร ไม่สามารถที่จะรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าวได้ รวมทั้งไม่สามารถสนับสนุนให้บริเวณโดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นเมืองศูนย์กลางการบินตามวัตถุประสงค์ได้ จึงเห็นควรให้มีการจัดตั้งสุวรรณภูมิมหานครเป็นนิติบุคคลที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีฐานะเป็นจังหวัด เพื่อบริหารจัดการและพัฒนาพื้นที่ในเขตสุวรรณภูมิมหานคร ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสุวรรณภูมิมหานคร พ.ศ. ... มาเพื่อดำเนินการ


2. เรื่อง การวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่งด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งและอัตราเพื่อรองรับภารกิจของด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในสังกัดกองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวนรวม 380 อัตรา ทั้งนี้ โดยให้เกลี่ยจากอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการ และ/หรืออัตราว่างในกรณีอื่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามความจำเป็นเหมาะสม

รองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์) ชี้แจงว่า

1. รัฐบาลได้กำหนดวาระแห่งชาติให้ก่อตั้งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของประเทศในอนาคต และกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นที่ตั้งด่านตรวจคนเข้าเมืองและช่องทางให้บุคคลเข้ามาในหรือนอกราชอาณาจักร

2. ลักษณะงานภายในกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานแห่งชาติตามภาคกิจสามารถจัดได้ 4 ด้านหลัก ๆ ดังนี้

2.1 ด้านอำนวยการ รับผิดชอบเกี่ยวกับงานธุรการ งานกำลังพล งานวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่ง งานยุทธศาสตร์และแผน งานงบประมาณ งานศึกษาอบรม งานประชาสัมพันธ์ งานการเงิน งานพัสดุ งานวินัย และงานตรวจหนังสือเดินทางและโทรทัศน์วงจรปิด

2.2 ด้านตรวจคนเข้าเมือง รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจบุคคลและพาหนะที่เดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักร งานพิธีการเข้าเมือง งานตรวจลงตราให้กับคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร งานขออยู่ต่อ ซึ่งต้องปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง

2.3 ด้านสืบสวนปราบปราม รับผิดชอบเกี่ยวกับการสืบสวนปราบปรามผู้กระทำผิด ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก และความผิดอาญาอื่น ที่เกี่ยวเนื่องในหน้าที่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานแห่งชาติ

2.4 ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ รับผิดชอบเกี่ยวกับการเตรียมและการบันทึกข้อมูล งานทะเบียนสถิติและประมวลผลงานเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง จากลักษณะงาน 4 ด้านหลักของกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานแห่งชาติ โดยเฉพาะด้านตรวจคนเข้าเมืองถือเป็นภารกิจสำคัญของด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานกรุงเทพ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับลักษณะงานหลักด้านอื่น ๆ เพื่อการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก และกฎหมายอื่นให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลตามความคาดหวังของรัฐบาล

3. เมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดทำการ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปรียบเสมือนเป็นประตูสำคัญด่านแรกในการต้อนรับผู้ที่เดินทางเข้าออกราชอาณาจักร ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งมีผู้เดินทางเข้าออก ณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีทั้งคนต่างด้าวที่เป็นคนดีและคนร้ายข้ามชาติ ที่แฝงมาในรูปของนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว เข้ามาหลบซ่อนหรือใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งทำมาหากิน ซึ่งเป็นปัญหาในการสืบสวนปราบปราม รวมตลอดทั้งขบวนการลักลอบหลบหนีเข้าเมืองที่ใช้ด่านตรวคนเข้าเมืองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นทางผ่าน จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์และกำหนดตำแหน่งเพื่อให้มีจำนวนข้าราชการตำรวจให้เหมาะสมกับปริมาณงานและคุณภาพ


3. เรื่อง การแปลงสภาพ กองโรงพิมพ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (Service Delivery Unit :SDU)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแปลงสภาพกองโรงพิมพ์เป็นสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา และอนุมัติให้สำนักงาน ก.พ.ร. แปลงสภาพสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2548 และให้กระทรวงการคลังดำเนินการแก้ไขกฎ ระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความสอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. 2548 ด้วย ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้รับความเห็นของสำนักงบประมาณไปพิจารณาด้วย

สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า

1. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. 2548 ข้อ 4 และ 5 กำหนดให้ส่วนราชการใดประสงค์จะแปลงสภาพหน่วยงานเดิมเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ให้เสนอเรื่องต่อ ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบและเมื่อ ก.พ.ร. ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ ก.พ.ร. นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ

2. ก.พ.ร. ได้มีประกาศให้แปลงสภาพสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เป็นหน่วยงานพิเศษ ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2547 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2548 เป็นต้นไป ซึ่งบทบาทหน้าที่และผลการดำเนินงานของสถาบัน ฯ สรุปได้ ดังนี้

2.1 บทบาทหน้าที่

1) ให้การแนะนำปรึกษาแก่หน่วยงานของรัฐในการยกระดับมาตรฐานการทำงานให้มีความเป็นเลิศ และสอดรับกับหลักการของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

2) ปรับเปลี่ยนทัศนคติ กระบวนทัศน์และวัฒนธรรมตลอดจนเสริมสร้างองค์ความรู้ของบุคลากรภาครัฐ ให้มีความพร้อมต่อการบริหารราชการแผ่นดินแนวใหม่

2.2 การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ตามประกาศสำนักงาน ก.พ.ร. ลงวันที่ 8 มีนาคม 2548 โดยมีเลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ ธงทอง จันทรางศุ นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา นายวิสิฐ ตันติสุนทร และศาสตราจารย์ ดร.ชาติชาย ณ เชียงใหม่ เป็นกรรมการและเลขานุการ และแต่งตั้งให้ ศาสตราจารย์ ดร. ชาติชาย ณ เชียงใหม่ เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

2.3 ผลการดำเนินการที่สำคัญของสถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ โครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้นำการเปลี่ยนแปลง (CCO) และโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ CEO Retreat II ของสำนักงาน ก.พ.ร. โครงการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงของกองทัพอากาศ โครงการอบรมหลักสูตรการบริหารการเปลี่ยนแปลงของสำนักงานจังหวัดระยอง โครงการอบรมหลักสูตร "นักปกครองระดับสูงสุด" รุ่นที่ 49 และรุ่นที่ 50 ของกระทรวงมหาดไทย โครงการวิจัยและที่ปรึกษา ประกอบด้วยโครงการพัฒนาระบบการตรวจราชการแบบบูรณาการสู่การปฏิบัติของสำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และโครงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และฝึกอบรมของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย

3. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้ ก.พ.ร. พิจารณาแปลงสภาพกองโรงพิมพ์ เป็น "สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา" มีสถานะเป็นหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ (SDU) โดยมีแผนการดำเนินงานพัฒนาเป็น 2 ระยะ กล่าวคือ ช่วยระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Period) ภายในเวลา 2 ปี และช่วงบูรณาการ (Integration Period) ปีที่ 3 ขึ้นไป สำหรับการเตรียมการในระยะเปลี่ยนผ่าน สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการ ดังนี้

3.1 การกำหนดกรอบและทิศทางในการบริหารงานและอำนาจหน้าที่ โดยมีวัตถุประสงค์ให้สำนักพิมพ์เป็นหน่วยบริการสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งปวงที่เกี่ยวกับการจัดทำราชกิจจานุเบกษา ประกาศนียบัตรกำกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สัญญาบัตรยศ สัญญาบัตร สมณศักดิ์ และสื่อสิ่งพิมพ์ หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของส่วนราชการเจ้าสังกัด รวมทั้งอำนวยบริการที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ของสำนักพิมพ์

3.2 แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 203/ 2547 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2547 เพื่อเตรียมการแปลงสภาพและทำหน้าที่ในการวางนโยบายและอำนวยการ

3.3 การพัฒนากระบวนการบริหารจัดการ ได้แก่ จัดทำแผนกลยุทธ์ ทิศทางการดำเนินงานและระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน จัดทำแผนธุรกิจ วิเคราะห์และปรับปรุงโครงสร้างอัตรากำลังให้เหมาะสม โครงการเปลี่ยนเส้นทางชีวิต : เกษียณอายุก่อนกำหนดของลูกจ้างประจำเงินทุนหมุนเวียนโรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จัดทำระบบบัญชีต้นทุน รวมทั้งปรับปรุงแผนการตลาดและการขาย

3.4 การปรับปรุงกระบวนการผลิต ได้แก่ การพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001 :2000 ในกระบวนการผลิต จนได้รับใบรับรองจากสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ปรับเปลี่ยนรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น พัฒนาธุรกิจงานพิมพ์ด่วน พัฒนาธุรกิจศูนย์หนังสือ เน้นการเผยแพร่สิ่งพิมพ์ของทางราชการ รวมทั้งพัฒนาเครื่องจักรและครุภัณฑ์

3.5 ปรับปรุงสถานที่ปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ

3.6 การจัดเตรียมร่างกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และคำสั่งต่าง ๆ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อการแปลงสภาพไปสู่การบริหารงานรูปแบบพิเศษ

3.7 ผลการดำเนินงานของสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษาในช่วงที่ผ่านมาสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีฯ ได้รับงบประมาณในการดำเนินการผลิตลดลงมา โดยลดงบประมาณในการจัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการราชกิจจานุเบกษาอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังคงมีสภาพทางการเงินที่ไม่ขาดทุน

ทั้งนี้ หากสำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีฯ ได้รับเงินประเดิมที่เพียงพอ จะทำให้มีศักยภาพในการผลิต การบริการที่มีคุณภาพพอเพียงกับการแข่งขันในตลาดธุรกิจประเภทเดียวกัน ประกอบกับการดำเนินการเชิงรุกในด้านการตลาดก็จะทำให้มีผลกำไรมากขึ้นและสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคงต่อไป


4. เรื่อง การเปิดตลาดสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง ภายใต้ข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2549-2551

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเปิดตลาดสินค้าเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง ภายใต้ข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2549-2551 ตามมติคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

1. เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ต้องนำเข้ามาเพาะปลูกทุกปี และการไม่เก็บภาษีจะช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตร จึงควรเปิดตลาดตั้งแต่ปี 2549-2551อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 ปริมาณในโควตาและอัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพัน WTO สำหรับปี 2549 ปริมาณ 3.15 ตัน (6,944 ปอนด์) อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 218

2. มันฝรั่ง

2.1 หัวพันธุ์มันฝรั่ง เนื่องจากขาดแคลนพันธุ์ การผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการนำเข้ามาปลูกทุกปี การไม่เก็บภาษีนำเข้าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ซึ่งจะส่งผลให้มีการขยายการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงควรให้เปิดตลาดไม่จำกัดจำนวน ตั้งแต่ปี 2549-2551 อัตราภาษีร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพัน WTO ในปี 2549-2551 ภายใต้เงื่อนไขที่คณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่และมันฝรั่ง กำหนดและกำกับดูแลปริมาณนำเข้าที่เหมาะสม

2.2 หัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป เนื่องจากการผลิตมันฝรั่งภายในประเทศไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และเพื่อให้มีการวางแผนการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการในการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์มันฝรั่ง ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างแรงงานและสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น จึงควรเปิดตลาดหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ตั้งแต่ปี 2549-2551 โดยในปี 2549 ปริมาณในโควตา 30,000 ตัน และในปี 2550-2551 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 ต่อปี อัตราภาษีในโควตาและนอกโควตาเป็นไปตามข้อผูกพัน WTO ปี 2549-2551 สำหรับปี 2549 อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 และอัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125 ภายใต้เงื่อนไขที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนด ดังนี้

(1) ให้นิติบุคลเป็นผู้นำเข้า

(2) ทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดจากเกษตรกร โดยกำหนดราคารับซื้อขั้นต่ำในช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) กิโลกรัมละ 14.00 บาท ในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.) กิโลกรัมละ 7.00 บาท ส่วนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตกับหน่วยงานรัฐ กิโลกรัมละ 7.50 บาท

(3) ให้นำเข้าในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม


5. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณเพื่อรองรับแผนการเร่งรัดจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ให้แล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2551

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อการดำเนินการตามแผนการจัดทำบัตรประจำตัว ประชาชนแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ในวงเงินไม่เกิน 1,154,095 ล้านบาท แยกเป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 วงเงิน 443.917 ล้านบาท ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 วงเงิน 436.968 ล้านบาท ปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 วงเงิน 216.968 ล้านบาท และปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 วงเงิน 56.242 ล้านบาท ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2549 ให้เหมาะสมสอดคล้องกับที่จะปฏิบัติงานได้จริง และสอดคล้องกับวงเงินงบประมาณที่ได้รับข้างต้น และขอตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป โดยให้เร่งรัดการดำเนินการจัดทำบัตรประชาชนแบบอเนกประสงค์ ในส่วนของ 12 ล้านบัตรให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2549 และสำหรับการจัดหาบัตร Smart Card ในส่วนที่เหลือให้กระทรวงมหาดไทยประสานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดหาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยจะต้องใช้บัตรดังกล่าวต่อไปด้วย


6. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ.2554

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการที่ประเทศไทยจะเสนอชื่อเพื่อรับเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศประจำปี 2549 ณ ประเทศเม็กซิโก ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการช่วยกันสร้างศักยภาพของเด็กไทย เพื่อเตรียมตัวที่จะเข้าร่วม การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศต่อไป

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า จากการที่ประเทศไทยได้จัดส่งผู้แทนประเทศไทยไปเข้าร่วมแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศมาแล้ว 15 ครั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534-2548 ซึ่งในการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ. 2548 ณ ประเทศโปแลนด์ คณะกรรมการกลางจัดการแข่งขันฯ (International Informatics Olympiad Committee) ได้เสนอให้ประเทศไทยรับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 ในปี พ.ศ. 2554 รวมทั้งประเทศผู้เข้าการแข่งขันหลายประเทศเห็นสมควรให้ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นหนึ่งในผู้จัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกฯ ครั้งที่ 23 ด้วยเช่นกัน และในการประชุมคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 380/1/2549 วันที่ 24 มกราคม 2549 มีมติให้ความเห็นชอบให้ประเทศไทยเสนอชื่อเพื่อเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 23 พ.ศ. 2554 เนื่องจากคณะกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพและความสามารถที่จะรับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศได้ รวมทั้งเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีศักยภาพสูงในด้านปัญญา ได้มีโอกาสแสดงออกและพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ อันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป และยังช่วยให้ครูและนักเรียนมีโอกาสได้รับประสบการณ์ตรงจากการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น เสริมสร้างสัมพันธภาพ ความเข้าใจอันดีกับครูและเยาวชนจากนานาประเทศอันจะยังประโยชน์และคุณค่านานัปการ

นอกจากนั้นคณะกรรมการฯ ยังมีมติเห็นชอบให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการแข่งขันฯ และร่วมรับผิดชอบโครงการ รวมทั้งให้ประสานขอความร่วมมือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดงานประชุม และการจัดนิทรรศการ ธุรกิจการแสดง สินค้าในประเทศไทย เพื่อของบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมดังกล่าว


7. เรื่อง มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 และการเตรียมความพร้อมในการจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ทั้ง 3 ข้อ ดังนี้ 1. มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2. การทบทวนประมาณการรายได้ 3. การจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 และการจัดทำกรอบแผนการลงทุนภาครัฐล่วงหน้าระยะ 3 ปี โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. มาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

1.1 งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ

(1) ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพิจารณาทบทวนแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 โครงการ/รายการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยเหตุใด ๆ ให้พิจารณาปรับแผนการปฎิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณจากโครงการ/รายการเดิมที่ได้ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์และมีเงินงบประมาณเหลือจ่าย หรือที่ได้รับจัดสรรไว้แล้วหมดความจำเป็น หรือที่มีลำดับความสำคัญลดลง หรือคาดว่าไม่สามารถดำเนินการก่อหนี้ผูกพันได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2549 หรือคาดว่าไม่สามารถใช้จ่ายงบประมาณได้ตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนภายในวันที่ 30 กันยายน 2549 เพื่อนำไปชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภค หรือชดเชยค่างานสิ่ง ก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) หรือดำเนินโครงการ/รายการที่มีข้อผูกพันตามกฎหมาย หรือตามสัญญาหรือตามข้อตกลง หรือโครงการ/รายการที่สามารถดำเนินการได้เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากผลกระทบจากการปรับราคาน้ำมันสูงขึ้น

ทั้งนี้ การปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวให้ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจถือปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548

(2) หากได้ปฏิบัติตามนัยข้อ (1) แล้วมีเงินงบประมาณเหลือ ให้ส่วนราชการและ รัฐวิสาหกิจพิจารณานำไปใช้จ่ายในโครงการ/รายการใด ๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ตามนโยบายรัฐบาลที่มีความพร้อม ที่จะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยสามารถก่อหนี้ผูกพันได้ภายในเดือนสิงหาคม 2549

การดำเนินดังกล่าวข้างต้น ให้ถือปฏิบัติตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 เรื่องแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร โดยให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพิจารณาดำเนินการเฉพาะเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหรือเรื่องต่อเนื่อง แล้วนำเสนอรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอสำนักงบประมาณภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 เพื่อสำนักงบประมาณจะได้รวบรวมนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ภายในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ต่อไป

1.2 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง

งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการใดที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้รับการจัดสรรงบประมาณไปใช้จ่ายบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว ให้นำส่งคืนคลังตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548 หากมีความจำเป็นจะต้องนำไปใช้จ่ายในรายการอื่นๆ ให้พิจารณาดำเนินการตามข้อ 1.1 ได้โดยอนุโลม ยกเว้น งบกลางรายการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดและจังหวัดให้ดำเนินการตามข้อ 1.3

1.3 งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดและจังหวัด

ให้รองนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมกันพิจารณาดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ งบกลางรายการดังกล่าวที่จัดสรรให้แก่กลุ่มจังหวัด/จังหวัดต่าง ๆ ในโครงการ/รายการที่ได้ดำเนินการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วมีเงินงบประมาณเหลือจ่าย หรือที่ได้รับจัดสรรไว้แล้วหมดความจำเป็น หรือที่มีลำดับความสำคัญลดลง หรือคาดว่าไม่สามารถดำเนินการก่อหนี้ผูกพัน ได้ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2549 หรือคาดว่าไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนภายในวันที่ 30 กันยายน 2549 ให้นำไปดำเนินโครงการรายการฉุกเฉินหรือที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ หรือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วน ซึ่งหากไม่ดำเนินการจะมีผลเสียหายต่อทางราชการ หรือประชาชนผู้รับบริการ

1.4 งบประมาณรายจ่ายที่ได้รับอนุมัติให้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี หรืออยู่ระหว่างการขออนุมัติขยายระยะเวลาเบิกจ่ายเงินดังกล่าวออกไปอีก

ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจนำมาตรการ ข้อ 1.1 และ ข้อ 1.2 ข้างต้น มาใช้โดยอนุโลม

1.5 กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการในข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และ ข้อ 1.3 ให้พิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีเป็นกรณี ๆ ไป

1.6 ให้สำนักงบประมาณร่วมกับส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ พิจารณาดำเนินการทบทวนแผนการปฏิบัติงาน และแผนกการใช้จ่ายงบประมาณในรอบครึ่งปีงบประมาณ เพื่อทบทวน/ชะลอ/ยกเลิกโครงการ/รายการ ต่าง ๆ และปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ของปีงบประมาณต่อ ๆ ไปให้สอดคล้องกับ สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานตามมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

2 การทบทวนประมาณการรายได้

เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงการคลังจะต้องพิจารณาทบทวนประมาณการรายได้ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 และประมาณการรายได้ล่วงหน้า 3 ปี ให้สอดคล้องกับ สภาวการณ์ในปัจจุบันและแนวโน้มที่คาดว่าจะเป็นในอนาคต เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนการบริหารราชการ แผ่นดิน และนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำปี

3. การเตรียมความพร้อมในการจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550

3.1 การจัดการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550

(1) การกำหนดกรอบปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550

สำนักงบประมาณได้จัดทำข้อเสนอการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการจัดทำงบประมาณภายใต้เงื่อนไขกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในเดือนตุลาคม 2549 โดยมีเป้าหมายการดำเนินงาน ดังนี้

ช่วงเวลา ขั้นตอนสำคัญ
ตุลาคม 2549 การเลือกตั้งทั่วไป
มกราคม 2550
(สัปดาห์ที่สอง)
คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ต่อรัฐสภา
มีนาคม 2550
(สัปดาห์ที่สาม)
ฝ่ายนิติบัญญัติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฯ
มีนาคม 2550
(สัปดาห์ที่สี่)
ทูลเกล้าถวายร่างพระราชบัญญัติฯ

เป้าหมายข้างต้นเป็นกรอบระยะเวลาที่จำกัดมากในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีภายใต้กรณีที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งบริหารประเทศ และมีผลให้ต้องใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อนประมาณ 6 เดือน

เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายกรอบระยะเวลาข้างต้นได้ และลดระยะเวลาการใช้งบประมาณไปพลางก่อนให้น้อยที่สุด ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจะต้องให้ความร่วมมือเพื่อให้การบริหารกรอบเวลาการจัดทำงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้

1) ลดระยะเวลาในการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี และ แผนปฏิบัติราชการประจำปี โดยให้หน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในการทำแผนประสานข้อมูลในเชิงรุกเพื่อจัดทำแผน ร่วมกับส่วนราชการที่เป็นหน่วยปฏิบัติ รวมทั้งให้ใช้คำของบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นแผนปฏิบัติราชการประจำปีของส่วนราชการ เช่นเดียวกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

2) ให้ส่วนราชการจัดเตรียมข้อมูลงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 (เบื้องต้น) ในส่วนที่เป็นรายจ่ายประจำขั้นต่ำที่จำเป็น รายจ่ายตามข้อผูกพันที่ต้องจัดสรรและรายจ่ายตามภารกิจพื้นฐาน เพื่อใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบายงบประมาณ

3) จำกัดกรอบระยะเวลาการจัดทำงบประมาณของฝ่ายบริหาร เหลือประมาณ 36 วัน จากเดิมที่มีกรอบเวลาเฉลี่ยประมาณ 70 วัน โดยรัฐมนตรีเจ้าสังกัดจะต้องกำกับ และให้นโยบายการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณของส่วนราชการควบคู่กันไปกับการพิจารณาของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณจะนำแนวทางการบริหารกรอบเวลาการจัดทำงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ไปประกอบการกำหนดแผนและขั้นตอนการปฏิบัติงานในปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ต่อไป

(2) การเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจจากการใช้ งบประมาณไปพลางก่อนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 179 บัญญัติให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนนั้นไปพลางก่อน ถ้าพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ และพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 16 บัญญัติให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อนได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการกำหนดโดยอนุมัตินายกรัฐมนตรี

1) เดือนตุลาคม 2549 ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ สามารถใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้งบประมาณไปพลางก่อน โดยคาดว่าในไตรมาสที่ 1 จะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 273,400 ล้านบาท ไตรมาสที่ 2 จะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ประมาณ 283,300 ล้านบาท

2) เพื่อชดเชยการใช้จ่ายภาครัฐในช่วง 2 ไตรมาส ที่ลดลงจากการใช้งบประมาณจริง จึงเห็นควรให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหามาตรการอื่นมาดำเนินการ เช่น การปรับแผนการลงทุนและแผนการใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นใน

ไตรมาสที่ 1-2 และกำหนดมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายและการลงทุนภาคเอกชน เป็นต้น

(3) การวางแผนเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ควบคู่กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551

เนื่องจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 มีช่วงเวลาเหลื่อมซ้อนกันกับกรอบปฏิทินการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 โดยจะดำเนินการ

1) สำนักงบประมาณจะเตรียมการวางแผนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ควบคู่กันไปกับกระทรวง ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ภายใต้กรอบระยะเวลาอันจำกัด

2) นำเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อฝ่ายนิติบัญญัติแยกฉบับของแต่ละปีงบประมาณ เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

3.2 การจัดทำกรอบแผนการลงทุนภาครัฐล่วงหน้าระยะ 3 ปี

สภาวการณ์และระบบเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบันเผชิญกับความผันผวนอันเนื่องจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำกรอบแผนการลงทุนภาครัฐล่วงหน้าระยะ 3 ปี ที่กำหนดทิศทางในการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุนได้ต่อเนื่องอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการจัดทำกรอบแผนการลงทุนภาครัฐล่วงหน้าระยะ 3 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550-2552) จะดำเนินการโดย

(1) ยึดร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เป็นยุทธศาสตร์ 3 ปี ที่ดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก

(2) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และ สำนักงบประมาณ จัดลำดับความสำคัญของกรอบแผนการลงทุนภาครัฐล่วงหน้าไว้อย่างชัดเจนในแต่ละปีงบประมาณ เพื่อให้กระทรวงใช้เป็นหลักในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปี

(3) โครงการภายใต้แผนการลงทุนดังกล่าวต้องมีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้

(4) กรอบแผนการลงทุนภาครัฐล่วงหน้าระยะ 3 ปี คาดว่าจะจัดทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2549


8. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายพัฒนาสังคม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประกันสุขภาพแก่บิดามารดา) และ ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประกันสุขภาพแก่ลูกจ้างและครอบครัว) รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประกันสุขภาพแก่บิดามารดา) มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่ผู้มีเงินได้ได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันสุขภาพให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร เพื่อเอาประกันภัยสำหรับบิดามารดาของผู้มีเงินได้หรือบิดามารดาของคู่สมรส ที่มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาท

ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ... ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการประกันสุขภาพแก่ลูกจ้างและครอบครัว) มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่นายจ้างได้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มเฉพาะใน ส่วนที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ให้แก่บริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ประกอบกิจการในราชอาณาจักร เพื่อเอาประกันภัยสำหรับ

1. ลูกจ้าง สามี ภริยา บุพการีหรือผู้สืบสันดาน ซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของลูกจ้าง

2. ลูกจ้าง ในกรณีที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศในขณะที่ปฎิบัติการตามหน้าที่ในต่างประเทศเป็นครั้งคราว

ทั้งนี้ กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี


9. เรื่อง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปและดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ สรุปได้ดังนี้

จากการสำรวจราคาสินค้าและบริการทั่วประเทศจำนวน 373 รายการ ครอบคลุมหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม เคหสถาน การตรวจรักษา บริการส่วนบุคคล ยานพาหนะ การขนส่ง การสื่อสาร การบันเทิง การอ่าน การศึกษา ฯลฯ เพื่อนำมาคำนวณดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปได้ผลดังนี้

1. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549

ในปี 2545 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ เท่ากับ 100 และเดือนพฤษภาคม 2549 เท่ากับ 115.1 สำหรับเดือนเมษายน 2549 เท่ากับ 114.3

2. การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549 เมื่อเทียบกับ

2.1 เดือนเมษายน 2549 สูงขึ้นร้อยละ 0.7

2.2 เดือนพฤษภาคม 2548 สูงขึ้นร้อยละ 6.2

3. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549 เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2549 สูงขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง คือร้อยละ 0.7 (เมษายน 2549 สูงขึ้นร้อยละ 1.2) ซึ่งเป็นแนวโน้มที่แสดงว่าแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ในระยะสั้นเริ่มอ่อนตัวลง ปัจจัยสำคัญมาจากดัชนีหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นร้อยละ 0.9 สาเหตุหลักยังคงเป็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าโดยสารสาธารณะสูงขึ้นร้อยละ 5.0 สำหรับหมวดอาหารและเครื่องดื่มในเดือนนี้สูงขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.3

ดัชนีราคาหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นร้อยละ 0.9 สาเหตุหลักมาจากการขึ้นของดัชนีราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.8 ส่งผลให้มีการปรับค่าธรรมเนียมรถไฟทำให้ดัชนีรายการนี้สูงขึ้นร้อยละ 40.0 นอกจากนี้ ค่าโดยสารประเภทอื่นมีการปรับขึ้นด้วย เช่น รถเมล์เล็กในท้องถิ่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง เป็นต้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาในเดือนนี้สูงขึ้นร้อยละ 0.6 รวมทั้งหมวดค่าใช้จ่ายของใช้ส่วนบุคคลสูงขึ้นร้อยละ 0.5 จากการสูงขึ้นของราคา ครีมนวดผม สบู่ถูตัว ครีมบำรุงผิว และผ้าอนามัย

ดัชนีราคาหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นร้อยละ 0.3 เป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากเดือนเมษายน 2549 ค่อนข้างมาก (เมษายน 2549 สูงขึ้นร้อยละ 2.0) สาเหตุสำคัญมาจากราคาผักสดลดลงร้อยละ 1.7 เนื่องจากฝนตก อากาศเริ่มเย็นทำให้ผลผลิตผักต่าง ๆ มีมากขึ้น แต่สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น ได้แก่ ผลไม้สด น้ำอัดลม ปลาและสัตว์น้ำ ข้าวสารเหนียว และขนมปังปอนด์

4. ถ้าพิจารณาเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2548 ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 6.2 (เมษายน 2549 สูงขึ้นร้อยละ 6.0)

ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการสูงขึ้นของสินค้าบางตัวที่สูงกว่าปกติคือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สูงขึ้นร้อยละ 32.0 นอกจากนี้ยังมีสินค้าและบริการอื่นที่ราคาสูงขึ้นได้แก่ ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา น้ำตาลทราย น้ำอัดลมและผักสด

5. ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ (คำนวณจากรายการสินค้าและบริการ 266 รายการ) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสดและสินค้ากลุ่มพลังงานจำนวน 107 รายการ ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 24 ของสัดส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนพฤษภาคม 2549 เท่ากับ 104.7 เมื่อเทียบกับ

5.1 เดือนเมษายน 2549 สูงขึ้นร้อยละ 0.6

5.2 เดือนพฤษภาคม 2548 สูงขึ้นร้อยละ 2.7


10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการกฎกระทรวงว่าด้วยคุณสมบัติหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขของบุคคลที่จะได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติราชการแทน พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ

ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการบังคับคดีเอกชน วิธีการประชุมและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ รวมทั้งให้มีสำนักงานคณะกรรมการบังคับคดีเอกชน
  2. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกชน
  3. กำหนดวิธีการดำเนินงานและอัตราค่าตอบแทนของเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกชน
  4. กำหนดมรรยาทและการขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกชน
  5. กำหนดวิธีการอุทธรณ์กรณีคณะกรรมการไม่อนุญาตให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีเอกชน

11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทาน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ... จำนวน 4 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการ ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทาน เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ... จำนวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงาน

คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวได้แก่

1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำลำคันฉู เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำลำคันฉู ให้ท้องที่ตำบลโคกเพชรพัฒนา อำเภอบำเหน็จณรงค์ และตำบลห้วยยายจิ๋ว อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำคันฉูเป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานลำคันฉูจากกิโลเมตรที่ 0.000 ในท้องที่ตำบลโคกเพชรพัฒนา อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิถึงกิโลเมตร 30.000 ในท้องที่ตำบลเกาะมะนาว อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยโพธิ์ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยโพธิ์ ในท้องที่ตำบลโนนโพธิ์ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้ว เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกค่าชลประทาน พ.ศ. ... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ทางน้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำคลองท่างิ้ว ในท้องที่ตำบลท่างิ้ว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เป็นทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า ร่างกฎกระทรวงทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าว มีการใช้น้ำจากทางน้ำ ชลประทานนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกิจการโรงงาน และการประปา ในการนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์จากการใช้น้ำจากทางน้ำชลประทานอย่างเต็มที่ และเพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปอย่างประหยัดและถูกวิธี อีกทั้งทำให้ทราบถึงปริมาณของน้ำที่ขาดหายไปจากระบบการชลประทาน และเป็นการรองรับการใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การประปา และภาคธุรกิจอื่นที่จะมีขึ้นในอนาคต สมควรกำหนดทางน้ำชลประทาน ซึ่งได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานแล้ว ดังนี้

1. ร่างกฎกระทรวงข้อ 1 และข้อ 2 ได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เป็นทางน้ำ ชลประทานแล้ว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542

2. ร่างกฎกระทรวงข้อ 3 ได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เป็นทางชลประทานแล้ว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2505

3. ร่างกฎกระทรวงข้อ 4 ได้มีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้เป็นทางน้ำชลประทานแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2547


12. เรื่อง การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย"

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและมูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกันดำเนินโครงการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้

1. เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย" จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "แกล้งดิน" ในเขตจังหวัดนราธิวาส

2. ให้วันที่ 5 ตุลาคม ของทุกปี เป็น "วันนวัตกรรมแห่งชาติ"

ทั้งนี้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชี้แจงว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้มีพันธกิจด้านการส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อสร้างความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศ โดยได้ดำเนินงานทั้งด้านการยกระดับนวัตกรรม การส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรม การสร้างความใฝ่รู้ด้านนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างองค์กรและระบบนวัตกรรม ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแห่งชาติของประเทศ

เนื่องในศุภวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 60 ปี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขอเสนอโครงการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น "พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย" จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "แกล้งดิน" ในเขตจังหวัดนราธิวาส ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นวิธีการแก้ไขพื้นที่ที่มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำการเพาะปลูกไม่ได้ เนื่องจากมีกรดกำมะถันอันเป็นสาเหตุของดินเปรี้ยวอยู่เป็นอันมาก การแก้ไขดินเปรี้ยวตามแนวพระราชดำริก็คือการใช้กรรมวิธี "แกล้งดิน" คือ การทำดินให้เปรี้ยวด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินให้มีความเป็นกรดจัดมากขึ้นจนถึงที่สุด จากนั้นจึงมีการทดลองปรับปรุงดินเปรี้ยวโดยวิธีการต่าง ๆ กัน เช่น โดยการควบคุมระบบน้ำใต้ดินเพื่อป้องกันการเกิดกรดกำมะถัน การใช้วัสดุปูนผสมประมาณ 1 - 4 ตันต่อไร่ การใช้น้ำชะล้างจนถึงการเลือกใช้พืชที่จะเพาะปลูกในบริเวณนั้น การ "แกล้งดิน" ตามแนวพระราชดำริสามารถทำให้พื้นดินที่เปล่าประโยชน์และไม่สามารถทำอะไรได้กลับฟื้นคืนสภาพที่สามารถทำการเพาะปลูกได้อีกครั้งหนึ่ง

จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "แกล้งดิน" กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพิจารณาเห็นว่า ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางด้านนวัตกรรมและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรไทย ซึ่งจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับโครงการนี้ ดังนี้

1. วันที่ 24 สิงหาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับพื้นที่ในจังหวัดนราธิวาสเป็นพื้นดินมีคุณภาพต่ำ สมควรที่จะมีการปรับปรุงพัฒนา โดยให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการศึกษาและพัฒนาพื้นที่พรุร่วมกันแบบผสมผสานและนำผลสำเร็จของโครงการไปเป็นแบบอย่างในการที่จะพัฒนาพื้นที่ดินพรุในโอกาสต่อไป

2. วันที่ 16 กันยายน 2547 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ " โครงการแกล้งดิน" โดยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการศึกษา ทดลอง เพื่อปรับปรุงดินเปรี้ยวให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้

3. วันที่ 5 ตุลาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินโครงการของศูนย์พิกุลทองฯ และทรงมีพระราชดำรัสแสดงถึงความเป็นนวัตกรรมของ "โครงการแกล้งดิน" ที่ไม่มีใครทำมาก่อน และพระราชทานพระราชดำริให้ทำเป็นตำรา คือ "คู่มือปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อการเกษตร" สำหรับที่จะใช้พัฒนาที่ดินเปรี้ยวอื่น ๆ ต่อไป

เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงแนวพระราชดำริในด้านการพัฒนา และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอด 60 ปี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว


13. เรื่อง รายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการตามยุทธศาสตร์การขจัดความยากจน และยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ช่วงที่ 1

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการตรวจราชการแบบบูรณาการตามยุทธศาสตร์การขจัดความยากจน และยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ช่วงที่ 1 ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ สรุปได้ดังนี้

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีโดยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ได้อนุวัตนัยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 39/2549 เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2549 ดำเนินการตรวจราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ช่วงที่ 1 (ตุลาคม 2548 - มีนาคม 2549) ใน 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นการตรวจติดตามโครงการในเชิงพื้นที่ (Area) ตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัด และส่วนที่ 2 เป็นการตรวจติดตามและ/หรือประสานงานกับผู้ตรวจราชการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ผลการตรวจราชการแบบบูรณาการตามประเด็นยุทธศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การขจัดความยากจน และยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ โดยมีผลการตรวจ/ติดตามสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ยุทธศาสตร์การขจัดความยากจน

1.1 สภาพปัญหาและสถานการณ์ความยากจน จากข้อมูลการจดทะเบียนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ ณ วันที่ 21 เมษายน 2549 มีผู้มาจดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจน(สย.) ทุกจังหวัดทั่วประเทศทั้งสิ้น12,836,374 ราย และจากผลการกลั่นกรอง (Verify) มีผู้ไม่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือ (Want) จำนวน 6,612,453 ราย และผู้ต้องการความช่วยเหลือ (Need) จำนวน 6,223,921 ราย ซึ่งได้รับความช่วยเหลือเสร็จสมบูรณ์แล้ว 2,042,622 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลือจำนวน 2,206,829 ราย และยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ 1,974,470 ราย ทั้งนี้ ได้กำหนดปัญหาในภาพกว้างครอบคลุมเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดความยากจนไว้หลายด้าน เพื่อจะได้ช่วยเหลือและแก้ไขให้ตรงกับสภาพปัญหาเหล่านั้น ได้แก่ ที่ดินทำกิน คนเร่ร่อน ประกอบอาชีพผิดกฎหมาย นักเรียน นักศึกษา มีรายได้อาชีพเหมาะสม การถูกหลอกลวง หนี้สินภาคประชาชน ที่อยู่อาศัย และด้านอื่น ๆ

สำหรับ ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของคนในครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า คนละ 20,000 บาทต่อปี (ครัวเรือน) และเป้าหมายการให้ความช่วยเหลือ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีจะได้ไปกระตุ้นเร่งรัดให้ การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายในการตรวจ/ติดตามช่วงที่ 2 ระหว่างเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2549 ต่อไป

1.2 แผนงาน/งาน/โครงการและงบประมาณที่ใช้เครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน

ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นแผนงาน/โครงการและงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จำนวน 1,075 แผนงาน/งาน/โครงการ งบประมาณจำนวน 5,555.96 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เป็นแผนงาน/งาน/โครงการ/งบประมาณจากส่วนกลางที่จัดสรรลงสู่จังหวัดต่าง ๆ จำนวนทั้งสิ้น 113 โครงการ งบประมาณจำนวน 69,981.25 ล้านบาท

1.3 ปัจจัยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความยากจน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สนับสนุนโดยจัดสรรงบประมาณตั้งจ่ายจากเงินรายได้ของ อปท. เอง เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่รู้ปัญหา และความต้องการของประชาชนมากที่สุด มีการจัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเองพร้อมที่จะแปลงไปสู่การปฏิบัติได้ การจัดทำและพัฒนาระบบ GIS (Geographic Information System) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความความเดือดร้อนและความยากจน

1.4 ปัญหาอุปสรรคและข้อสังเกต/ข้อเสนอแนะ

1.4.1 ในการสำรวจและใช้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความยากจนมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ กรมการปกครอง (ข้อมูลผู้จดทะเบียน สย.) กรมการพัฒนาชุมชน (ข้อมูล จปฐ.) และสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ข้อมูลผู้มีรายได้เฉลี่ยใต้เส้นความยากจน) ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาความยากจนให้ได้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น กระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์อำนวยการต่อสู่เพื่อเอาชนะความยากจนกรมการปกครอง (ศตจ.ปค.) ควรมีการบูรณาการข้อมูลและการดำเนินการในพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจดทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาสังคมและสังคมยากจนเชิงบูรณาการ ควรต้องครอบคลุมผู้ที่จดทะเบียนคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ. ในจังหวัดทั้งหมด และครอบคลุมผู้ที่เป็นคนจนจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติไว้ด้วย และที่สำคัญต้องมีข้อมูลคนจนหรือครัวเรือนยากจนที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การติดตามตามมาตรการช่วยเหลือสอดคล้องกับความต้องการของคนจนและตรงกับพื้นที่เป้าหมาย รวมทั้ง ควรมีการวางกรอบและแนวทางการเก็บข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ตลอดจนมีการส่งถ่ายข้อมูลระหว่างส่วนภูมิภาคกับส่วนกลางผ่านระบบ IT อย่างเป็นรูปธรรม

1.4.2. ในส่วนของโครงการที่แก้ปัญหาความยากจนไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย และมีความซ้ำซ้อน ในการให้ความช่วยเหลือ เป็นเพราะบางอำเภอในบางจังหวัดไม่ได้มีการคัดกรองและตัดยอดผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้วออกจากกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศูนย์อำนวยต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.ชาติ) ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน กระทรวงมหาดไทย (ศตจ.มท.) และศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน กรมการปกครอง (ศตจ.ปค.) และกรมการพัฒนาชุมชน ควรกำหนดแผนงาน/งาน/โครงการที่จะแก้ปัญหาความยากจน โดยพิจารณาจากกลุ่มเป้าหมายที่มีการจดทะเบียน การแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ หรือที่มีการสำรวจครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จปฐ. ไว้ โดยเลือกกิจกรรมที่ช่วยเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และหน่วยงานต่าง ๆที่รับผิดชอบและที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การขจัดความยากจนควรร่วมกันกำหนดเป้าหมาย บูรณาการแผนงาน/งาน/โครงการและแลกเปลี่ยนทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งน่าจะมีผลโดยตรงที่จะลดจำนวนผู้ต้องการความช่วยเหลือหรือผู้ยากจนจากทะเบียนหรือข้อมูลที่สำรวจไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.4.3 การจัดทำโครงการของกลุ่มจังหวัด/จังหวัดจะมุ่งเน้นการตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัดเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่จังหวัดพิจารณาความเชื่อมโยงโครงการเข้ากับประเด็นยุทธศาสตร์การขจัดความยากจนจึงมีความเข้าใจที่แตกต่างและมีความหลากหลาย ซึ่งวิธีการพิจารณาควร Matching เป้าประสงค์ของโครงการกับเป้าประสงค์ของประเด็นยุทธศาสตร์การขจัดความยากจนและอยู่ในกรอบของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส และกลุ่มเป้าหมายของโครงการที่เป็นผู้ที่ได้จดทะเบียนหรือผู้ที่ทางราชการได้ทำการสำรวจเป็นผู้ยากจนไว้ และเห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่กระทรวงมหาดไทย และคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) รับไปพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป

1.4.3 ปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความยากจน

(1) การสนับสนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่ได้ตั้งงบประมาณสนับสนุน แก้ปัญหาความยากจนในด้านที่อยู่อาศัย ด้านที่ดิน และด้านการประกอบอาชีพ ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่ได้จดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจน (สย.)ไว้ใน 3 เรื่องดังกล่าว พร้อมกับเก็บข้อมูลไว้เพื่อใช้ติดตามและประเมินผลการให้ความช่วยเหลือต่อไป

(2) การจัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง มีวิวัฒนาการและมาตรฐานที่แตกต่างกัน กรอบและรูปแบบการจัดทำแผนส่วนใหญ่มีลักษณะที่เป็นแผนของทางราชการมากกว่าแผนชุมชนดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ศูนย์อำนวยต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.ชาติ) และกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ควรมีการจัดตั้งคณะทำงานประสานการจัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเองระดับจังหวัด อำเภอ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงในการสนับสนุน การจัดทำแผนชุมชน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพของแผนชุมชนให้เป็นแผนของชุมชนอย่างแท้จริง

(3) ระบบข้อมูลสารสนเทศโดยเฉพาะระบบ GIS (Geographic Information System) บางจังหวัดไม่ให้ความสำคัญกับการนำระบบข้อมูลสารสนเทศ GIS มาใช้กับการแก้ไขปัญหาความยากจนเท่าที่ควร และในแต่ละจังหวัดมีการจัดทำและพัฒนาระบบ GIS แตกต่างกันค่อนข้างมาก ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย จึงควรสนับสนุนให้จังหวัดเพิ่มขีดความสามารถด้านข้อมูลสารสนเทศให้มีมาตรฐานทัดเทียมกันโดยเร็ว

2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ

2.1 แผนงาน/งาน/โครงการและงบประมาณที่สนับสนุนประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่ แผนงาน/งาน/โครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานในสังกัด กระทรวง/กรุงเทพมหานคร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จำนวน 184 โครงการ งบประมาณรวม 31,403.66 ล้านบาท และแผนงาน/งาน/โครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จำนวน 1,063 โครงการ งบประมาณ รวม 4,457.91 ล้านบาท

2.2 ผลการตรวจติดตามการดำเนินงานของกระทรวงและของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี จากแผนงาน/งาน/โครงการของกระทรวง/กรุงเทพมหานคร (Function) และจากการตรวจติดตามแผนงาน/งาน/โครงการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัด (Area) ของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สนับสนุนประเด็น ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ สรุปโดยรวมได้ว่า หน่วยงานส่วนใหญ่ได้มีการดำเนินงานตามแผนงาน/งาน/โครงการ สอดคล้องกับเป้าประสงค์ของประเด็นยุทธศาสตร์ดังกล่าว และได้จัดทำแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงให้สอดรับกับประเด็นยุทธศาสตร์ฯเพื่อการติดตามผลตามภารกิจที่กำหนดไว้ในแผนการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผลจากการตรวจติดตามแผนงานฯ ในช่วงที่ 1 ของผู้ตรวจราชการกระทรวงนั้น มีแนวโน้มว่าแผนงาน/งาน/โครงการของหน่วยงานที่รับการตรวจเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในการพัฒนาคนและสังคมให้รองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของโลกในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการตรวจติดตามแผนงาน/งาน/โครงการภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัด(Area) ของ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พบว่าจังหวัด ได้ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพเป็นลำดับต้นด้วยเช่นเดียวกัน

2.3 ข้อสังเกตจากการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี

2.3.1 การพิจารณางบประมาณโครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ที่ตอบสนองประเด็นยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องการพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพได้แก่ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การอนุรักษ์ สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามและพัฒนาภูมิปัญญาให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การเสริมสร้างสุขภาวะของประชาชนอย่างครบวงจรและมีคุณภาพมาตรฐาน การเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม (ข้อ ก ข ค และ ง ) กระทรวงมหาดไทยควรจะได้มอบหมายให้กลุ่มจังหวัด/จังหวัดติดตามสถานการณ์ในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อพิจารณาผลของการเปลี่ยนแปลงและจัดทำแผนงาน/งาน/โครงการ ให้สามารถตอบสนองความต้องการ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งจะต้องมีการขยายผลการดำเนินงานในการพัฒนาคนและสังคม ให้มีคุณภาพเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในทุกเรื่องได้ต่อไปในอนาคต

2.3.2 ในเรื่องของเมืองไทยแข็งแรง (Healthy Thailand) เป็นเรื่องที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิต เป็นการพัฒนาคนและสังคมที่เน้นลงไปถึงระดับหมู่บ้าน โดยเน้นใน 3 ส่วนหลักคือ สุขภาพอนามัย การศึกษา และชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งปี พ.ศ. 2549 เป็นปีเริ่มต้น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ จึงควรให้ความสำคัญและติดตามการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งแม้ว่าจะมีหมู่บ้านเป้าหมายที่จะสนับสนุนไม่มากนักในแต่ละจังหวัด แต่ในเรื่องเมืองไทยแข็งแรงก็ได้ถูกกำหนดไว้เป็นตัวชี้วัดในคำรับรองการปฏิบัติราชการของจังหวัดและจะต้องมีการขยายผลต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ จากรายงานผลการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พบว่าบางจังหวัดยังค่อนข้างมีปัญหาในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเป้าประสงค์หนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาคนฯ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงและสนับสนุนยุทธศาสตร์ ในการดำเนินงานของกระทรวงและการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ 2 (เมษายน - กันยายน 2549) เห็นควรนำข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวง (Function) และการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงมาวิเคราะห์ พิจารณาจัดทำรายงานผลการตรวจติดตามภาพรวม ร่วมกับของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในเชิงพื้นที่ (Area) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ปัญหาอุปสรรค ข้อสังเกตข้อเสนอแนะ ระบบงานที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนชุมชน ความร่วมมือของ อปท. และระบบสารสนเทศ พร้อมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงที่ 1 เพื่อให้ได้ผลการดำเนินงาน และผลลัพธ์เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป


14. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมาย) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี(นายวิษณุ เครืองาม)เป็นประธาน เพื่อจะได้ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และเมื่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จแล้ว จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการการกลั่นกรองฯ มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และความเห็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และผ่อนคลายความเข้มงวดในการควบคุมก่อนอนุมัติโครงการ มาเป็นการควบคุมภายหลังอนุมัติโครงการเพื่อให้เกิดความคล่องตัว


15. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และหากส่วนราชการใดมีภาระงบประมาณของเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 เห็นควรให้ปรับแผนการใช้จ่ายภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาชีพเฉพาะและประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะในสายงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้น 30 ด้านได้แก่ ด้านการเจ้าหน้าที่ ด้านคดีพิเศษ ด้านคุมประพฤติ ด้านจัดการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ด้านจิตวิทยา ด้านเดินเรือระหว่างประเทศ ด้านทำแผนที่ภาพถ่าย ด้านตรวจสอบภายใน ด้านตรวจสอบศุลกากร ด้านนิติวิทยาศาสตร์ ด้านพัฒนาการกีฬา ด้านพัฒนาการท่องเที่ยว ด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล ด้านพัฒนาระบบราชการ ด้านพัฒนาสังคม ด้านภูมิสถาปัตยกรรม ด้านวิชาการเงินและบัญชี ด้านวิชาการที่ดิน ด้านวิชาการทรัพยากรธรณี ด้านวิชาการยุติธรรม ด้านวิชาการวัฒนธรรม ด้านวิชาการศาสนา ด้านวิชาการศึกษาพิเศษ ด้านวิชาการส่งเสริมการเกษตร ด้านวิชาการสรรพากร ด้านวิชาการสรรพสามิต ด้านวิชาการอุทกวิทยา ด้านวิศวกรรมสำรวจ ด้านสอบสวนคดีพิเศษและด้านอาลักษณ์


16. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (โอนภารกิจเกี่ยวกับโครงการโขง ชี มูล ของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมให้แก่ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (โอนภารกิจ เกี่ยวกับโครงการโขง ชี มูล ของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ให้แก่กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้

1. ให้พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

2. เพิ่มความ " โครงการโขง ชี มูล ยกเว้นส่วนที่โอนไปเป็นของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน " เป็น (ค) ของมาตรา 42 แห่งพระราช-กฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545


17. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (โอนอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากนายกรัฐมนตรีไปเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (โอนอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากนายกรัฐมนตรีไปเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ปรับปรุงแก้ไขมาตรา 160 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหาร และอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545
  2. แก้ไขมาตรา 85 และมาตรา 86 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ชี้แจงว่า

1. พระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 160 กำหนดให้โอนอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการไปเป็นของนายกรัฐมนตรี

2. พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 มาตรา 85 บัญญัติให้ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 ให้แก้ไขคำว่า "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" เป็น "นายกรัฐมนตรี" และมาตรา 86 บัญญัติให้ในพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 ให้แก้ไขคำว่า "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" เป็น "นายกรัฐมนตรี"

3. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้ง 2 แห่งนั้น มีสถานะเป็นสถาบันการศึกษาที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 มีฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการ จึงควรอยู่ในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีหน้าที่จัดการศึกษา ทั้งนี้ เพื่อให้สถาบันการศึกษาทั้ง 2 แห่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการเช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขมาตรา 160 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 และมาตรา 85 และมาตรา 86 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 เพื่อให้โอนอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากนายกรัฐมนตรีกลับไปเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการดังเดิม

4. คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการในการประชุมครั้งที่ 11 / 2548 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงแก้ไขมาตรา 160 แห่งพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 และแก้ไขมาตรา 85 และมาตรา 86 แห่งพระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติ ให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 พ.ศ. 2545 ทั้งนี้ เพื่อให้โอนอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากนายกรัฐมนตรีกลับไปเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการดังเดิม


18. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรสำหรับ ผู้ประสบภัยธรรมชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ ให้ขยายกำหนดเวลาการต้องมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรแก่ผู้ถือบัตร ซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในท้องที่ประสบภัยธรรมชาติ ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดลำปาง จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยให้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน (วันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2549)

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า เนื่องด้วยวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ได้เกิดภัยธรรมชาติในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดน่าน จังหวัดแพร่ จังหวัดลำปาง จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการดำเนินการให้ความช่วยเหลือประชาชนและบูรณะฟื้นฟูให้พื้นที่ประสบภัยกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ เกี่ยวกับการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนในท้องที่ที่เกิดภัยธรรมชาติ โดยให้ขยายกำหนดเวลาการมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร และยกเว้นค่าธรรมเนียมการออกบัตรใหม่ กรณีบัตรหาย หรือถูกทำลาย หรือบัตรชำรุดในสาระสำคัญ แก่ผู้ถือบัตรซึ่งมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในท้องที่ประสบภัย 5 จังหวัด 23 อำเภอ ได้แก่

  1. จังหวัดน่าน (เฉพาะอำเภอเมืองน่าน อำเภอนาหมื่น อำเภอนาน้อย อำเภอเวียงสา และอำเภอบ้านหลวง)
  2. จังหวัดแพร่ (เฉพาะอำเภอเมืองแพร่ อำเภอเด่นชัย อำเภอสูงเม่น อำเภอวังชิ้น อำเภอลอง อำเภอสอง อำเภอร้องกวาง และอำเภอหนองม่วงไข่)
  3. จังหวัดลำปาง (เฉพาะอำเภอเถิน)
  4. จังหวัดสุโขทัย (เฉพาะอำเภอเมืองสุโขทัย อำเภอทุ่งเสลี่ยม อำเภอสวรรค์โลก อำเภอด่านลานหอย อำเภอศรีสัชนาลัย และอำเภอศรีสำโรง)
  5. จังหวัดอุตรดิตถ์ (เฉพาะอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ อำเภอลับแล และอำเภอท่าปลา) ที่ได้ยื่นคำขอภายในกำหนดเวลา 90 วัน ในระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2549 ถึงวันที่ 19 สิงหาคทม 2549 จึงบได้เสนอร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

19. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการเบิกจ่ายของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Megaprojects) ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2549 (มกราคม - มีนาคม 2549)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการเบิกจ่ายของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Megaprojects) ไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2549 (มกราคม - มีนาคม 2549) สรุปได้ดังนี้

1. กรอบวงเงินลงทุนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548

จากแผนการลงทุนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐสำหรับปีงบประมาณ 2549-2552 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 มีรายละเอียดของแผนการลงทุนในแต่ละสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ 7 สาขา แยกเป็นรายปี ดังนี้

ตารางที่ 1 แผนการลงทุนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ สำหรับปีงบประมาณ 254- 2552

หน่วย: ล้านบาท

สาขา ปี 2548
(เบิกจ่ายจริง)
แผนการลงทุน
ปี 2549 ปี 2550 ปี 2551 ปี 2552 รวมรายสาขา
Mass Transit 126 47,613 98,058 143,643 133,990 423,430
คมนาคม 33,243 48,954 88,278 83,995 91,133 345,603
ที่อยู่อาศัย 2,325 55,467 123,936 107,611 41,021 330,360
ทรัพยากรน้ำ - 69,717 59,903 41,884 31,580 203,084
การศึกษา - 19,601 40,677 24,238 11,829 96,345
สาธารณสุข - 12,124 29,210 27,310 26,146 94,790
อื่น ๆ 7,030 36,451 66,094 85,843 115,212 310,630
รายรายปี 42,724 289,927 506,156 514,524 450,911 1,804,242

2. ผลการเบิกจ่ายเงินลงทุนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ในไตรมาสที่ 2 (มกราคม - มีนาคม 2549) ปีงบประมาณ 2549

ในปีงบประมาณ 2549 มีแผนการเบิกจ่ายเงินลงทุนจากทุกแหล่งเงิน (งบประมาณ เงินกู้ รายได้ของหน่วยงาน และอื่น ๆ) ตามโครงการทั้ง 7 สาขาหลัก รวม 65 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 289,927 ล้านบาท โดยในไตรมาสที่ 2 ปีงบประมาณ 2549 มีแผนการเบิกจ่ายเงินลงทุน 26,954 ล้านบาท ซึ่งมีโครงการที่เบิกจ่ายแล้วจำนวน 22 โครงการ เป็นเงิน 18,602 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของแผนการลงทุนไตรมาสที่ 2 และมีผลการเบิกจ่ายสะสมไตรมาสที่ 1 และ 2 เป็นเงิน 44,910 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของแผนการลงทุนในไตรมาสที่ 1 และ 2 ดังนี้

ตารางที่ 2 ผลการเบิกจ่ายเงินลงทุนของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ
ในไตรมาสที่ 2 และผลการเบิกจ่ายสะสมไตรมาสที่ 1 และ 2 ปีงบประมาณ 2549

หน่วย: ล้านบาท

สาขา แผน ไตรมาสที่ 2 ผลไตรมาสที่ 2 สัดส่วน (%) แผนไตรมาสที่ 1+2 ผลไตรมาสที่ 1+2 สัดส่วน (%)
Mass Transit 6,996 103 1 10,181 103 1
คมนาคม 2,496 3,181 127 23,866 23,421 98
ที่อยู่อาศัย 2,459 8,651 352 5,067 10,915 215
ทรัพยากรน้ำ 7,633 5,494 72 12,172 6,313 52
การศึกษา 0 0 0 0 0 0
สาธารณสุข 0 0 0 0 0 0
อื่น ๆ 7,370 1,172 16 11,730 4,158 5
- พลังงาน 4,416 972 22 6,751 3,770 56
- สื่อสาร 254 92 36 2,198 235 11
- อุตสาหกรรม 2,700 108 4 2,781 153 6
รวม 26,954 18,601 69 63,016 44,910 71

ทั้งนี้ โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายเป็นรายสาขา ดังนี้

1) สาขา Mass Transit ในส่วนของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยและการรถไฟฟ้า แห่งประเทศไทยยังไม่มีการเบิกจ่าย เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงแผนการดำเนินงาน และอยู่ระหว่างการดำเนินการตามนโยบายการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนาประเทศ (Thailand : Partnership for Development (Modernization) ในส่วนที่ได้มีการเบิกจ่ายแล้ว คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงอ่อนนุช -สำโรง ของกรุงเทพมหานคร

2) สาขาคมนาคม เป็นการเบิกจ่ายสำหรับโครงการจัดหาเครื่องบิน ของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โครงการก่อสร้างถนน และสะพาน ของกรมทางหลวงชนบท และโครงการก่อสร้างทางพิเศษ ของ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามนโยบาย Modernization ของกรมทางหลวง กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี การรถไฟแห่งประเทศ และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมอยู่ด้วย 5 โครงการ วงเงิน 61,943 ล้านบาท

3) สาขาที่อยู่อาศัย เป็นการเบิกจ่ายสำหรับโครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 4 ของการเคหะแห่งชาติ และโครงการบ้านมั่งคง ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) โดยโครงการบ้านเอื้ออาทรมีการปรับแผนการดำเนินโครงการทำให้เบิกจ่ายได้เร็วกว่าเป้าหมายเดิม โดยเป็นการเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณ เงินกู้ในประเทศ และ เงินรายได้ของการเคหะแห่งชาติ

4) สาขาทรัพยากรน้ำ เป็นการเบิกจ่ายสำหรับค่าตามแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ได้แก่ โครงการจัดหาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ ของกรมชลประทาน และโครงการปรับปรุงขยายระบบประปาของการประปาส่วนภูมิภาค สำหรับสาเหตุของการเบิกจ่ายต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากโครงการของกรมชลประทานอยู่ระหว่างการขอเพิ่มวงเงิน เนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ในส่วนโครงการของกรมทรัพยากรน้ำและการประปาส่วนภูมิภาคอยู่ระหว่างการขออนุมัติเงินงบประมาณเพิ่มเติมจากสำนักงบประมาณ

5) สาขาการศึกษา โครงการจัดหาคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนจำนวน 250,000 เครื่อง อยู่ระหว่างการดำเนินการ จึงยังไม่มีการเบิกจ่ายจริง

6) สาขาสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขออนุมัติดำเนินโครงการภายใต้แผนการลงทุนเสริมสร้างโครงสร้างสาธารณสุขแห่งชาติ จึงยังไม่มีการเบิกจ่ายจริง

7) สาขาอื่น ๆ เบิกจ่ายจากเงินรายได้ของหน่วยงานทั้งหมด ดังนี้


20. เรื่อง การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อศึกษาเส้นทางของน้ำ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายงานการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อศึกษาเส้นทางของน้ำ สรุปได้ดังนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22-25 พฤษภาคม 2549 ได้เกิดอุทกภัยครอบคลุมพื้นที่ในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดสุโขทัย จังหวัดแพร่ จังหวัดลำปาง และจังหวัดน่าน มีผู้เสียชีวิตประมาณ 77 คน สูญหายราว 39 คน บ้านเรือนราษฎรและพื้นที่เกษตรกรรมเสียหายเป็นจำนวนมาก อุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าวได้เกิดขึ้นและทำให้เกิดความเสียหายเป็นประจำทุกปี ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ภาพถ่ายดาวเทียมสำรวจพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยเพื่อศึกษาเส้นทางของน้ำ

การดำเนินการที่ผ่านมา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) : สทอภ. ซึ่งรับผิดชอบงานด้านการรับสัญญาณ จัดหาและแจกจ่ายข้อมูลดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ตลอดจนการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศในสาขาต่าง ๆ ได้ดำเนินการรับสัญญาณข้อมูลจากดาวเทียม LANDRSAT-5, RADARSAT , SPOT และ ALOS เพื่อสำรวจและติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น โดยได้ริเริ่มโปรแกรมรับสัญญาณภาพจากดาวเทียม ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2549 และได้บันทึกภาพบริเวณที่เกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ และสุโขทัย ในช่วงระหว่างวันที่ 26-27 พฤษภาคม 2549 ไว้นอกจากนั้น ยังได้นำข้อมูลจากดาวเทียมมาวิเคราะห์หาพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย และส่งมอบให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์เพื่อติดตามและวางแผนการฟื้นฟูพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย

การใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเส้นทางน้ำ ข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายดาวเทียมแสดงพื้นที่ประสบอุทกภัย จ.อุตรดิตถ์ แพร่ สุโขทัย และพิษณุโลก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมก่อนเกิดอุทกภัยและแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000 สามารถแสดงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและเส้นทางน้ำได้เป็นอย่างดี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ให้ สทอภ. กำหนดแผนการรับสัญญาณภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อใช้ในการตรวจสอบและติดตามอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากในปัจจุบันได้มีหลายหน่วยงานร่วมกันศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่และเส้นทางน้ำในลักษณะการบริหารจัดการแบบบูรณาการ โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลัก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงพร้อมจะให้การสนับสนุนภาพจากดาวเทียมอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการศึกษาดังกล่าวต่อไป


21. เรื่อง รายงานภาวะสังคมไตรมาสหนึ่งปี 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานภาวะสังคมไตรมาสหนึ่งปี 2549 สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

1. ภาวะสังคมไตรมาสหนึ่งปี 2549 มีจุดเด่นหลายประการคือ ภาวะการจ้างงานอยู่ในระดับเต็มที่ ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม และถึงแม้รายได้ประชาชาติภาคเกษตรจะมีสัดส่วนลดลง แต่ยังรองรับแรงงานได้เพิ่มขึ้น อัตราการว่างงานโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี และผู้มีงานทำมีระดับการศึกษาดีขึ้นทั้งระดับอาชีวะและอุดมศึกษา สุขภาพของประชาชนอยู่ในเกณฑ์ดีเพราะอัตราการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ลดลงทุกโรค ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตดีขึ้นมาก โดยลูกจ้างในสถานประกอบการมีอัตราการเจ็บป่วยจากการทำงานลดลงทุกไตรมาสและมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุใน ช่วงสงกรานต์ลดลงจากปีก่อนมากกว่าครึ่ง ส่วนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชาชนโดยทั่วไปมีทิศทางที่ดีขึ้นมาก เพราะทุกภาคส่วนได้ช่วยกันรณรงค์ลดการสูบบุหรี่อย่างจริงจัง

2. ประเด็นที่จะต้องให้ความสนใจ ได้แก่


22. เรื่อง มาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรผ่านระบบ ธ.ก.ส.

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรผ่านระบบ ธ.ก.ส. ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2549 มอบหมายให้รัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการความช่วยเหลือของ กลุ่มคนต่าง ๆ เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการสำรวจและประเมินผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. แล้ว พบว่าค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม และกระทรวงการคลังได้นำข้อมูลจากการสำรวจดังกล่าว เสนอนายกรัฐมนตรีในคราวประชุมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจและสังคมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางในการลดต้นทุนทางการเงินให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพ นั้น

กระทรวงการคลังได้มอบหมาย ธ.ก.ส. พิจารณาแนวทางในการลดต้นทุนทางการเงินให้แก่เกษตรกร ลูกค้า ธ.ก.ส. เพื่อลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกร ซึ่งคณะกรรมการ ธ.ก.ส. ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ได้มีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ดังนี้

1. ลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ลงจากเดิมร้อยละ 1 ต่อปีให้แก่เกษตรกรรายย่อยลูกค้า ธ.ก.ส. ทุกรายที่มีหนี้เงินกู้ไม่เกิน 100,000 บาท

2. ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2549 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2549

มาตรการลดดอกเบี้ยเงินกู้แก่เกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส. ดังกล่าว นอกจากจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการประกอบอาชีพ ให้กับเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส. จำนวน 2.2 ล้านครัวเรือนแล้ว ยังเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้โดยทันที และเกษตรกรได้รับผลประโยชน์โดยตรง

โดยการดำเนินการตามมาตรการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรในครั้งนี้ส่งผลให้ ธ.ก.ส. ขาด รายได้ดอกเบี้ยประมาณ 530 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กำไรของ ธ.ก.ส. ในปีบัญชี 2549 ลดลงจากเดิมที่ประมาณการกำไรไว้ 1,697 ล้านบาท ก็จะลดลงเหลือ 1,167 ล้านบาท

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะได้สนับสนุนการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวของ ธ.ก.ส. ตามความเหมาะสมต่อไป


23. เรื่อง รายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปี 2549 สำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำ ปี 2549 สำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2549 ดังนี้

1. รัฐวิสาหกิจที่เสนอขออนุมัติงบลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) มีจำนวนทั้งสิ้น 48 แห่ง (ประกอบด้วย รัฐวิสาหกิจที่มีรอบปีบัญชีตามปีงบประมาณจำนวน 39 แห่ง และ รัฐวิสาหกิจที่มีรอบปีบัญชีตามปีปฏิทิน จำนวน 9 แห่ง) มีวงเงินงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปีจำนวนทั้งสิ้น 324,293 .79 ล้านบาท

2. ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2549 รัฐวิสาหกิจแห่งใหญ่ ๆ จำนวน 17 แห่ง ซึ่งมีงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายปีรวมจำนวน 316,763.92 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 97.68 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งหมด มีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นดังนี้

ล้านบาท

รัฐวิสาหกิจ จำนวนเงินที่อนุมัติต้นปี การเบิกจ่ายตั้งแต่ต้นปีถึงพฤษภาคม %เทียบกับยอดอนุมัติทั้งปี ยอดคงเหลือ
ตามแผนตอนต้นปี เบิกจ่ายจริง %เทียบกับแผน ณ เม.ย. 2549 ณ พ.ค. 2549
1. รัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีงบประมาณ 165,182.59
151,581.33
104,101.36
53,418.68
73,979.481/
34,825.19/2
71.06
65.19
41.66
13.56
44.79
22.97
91,203.12
116,756.14
รวมทั้งสิ้น 316,763.92 157,520.05 108,804.66 69.07 28.21 34.35 207,959.26

หมายเหตุ 1/ รัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีงบประมาณ ยอดเบิกจ่ายจริง 8 เดือน

2/ รัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน ยอดเบิกจ่ายจริง 5 เดือน

2.1 รัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีงบประมาณ จำนวน 11 แห่ง สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ทั้งสิ้น 73,979.48 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 44.79 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี โดยเพิ่มขึ้นจากยอดสะสมของเดือนก่อนจำนวน 5,159.02 ล้านบาท

2.2 รัฐวิสาหกิจที่ใช้ปฏิทิน จำนวน 6 แห่ง สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ทั้งสิ้น 34,825.19 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 22.97 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี โดยเพิ่มขึ้นจากยอดสะสมของเดือนก่อน จำนวน 14,276.11 ล้านบาท

3. กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เห็นสมควรให้มีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจแห่ง ใหญ่ ๆ ดังนี้

3.1 สาขาขนส่ง สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ร้อยละ 41.31 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี โดยรัฐวิสาหกิจที่ควรเร่งปรับแผนเบิกจ่าย ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และการท่าเรือแห่งประเทศไทย

3.2 สาขาสาธารณูปการ สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ร้อยละ 56.33 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี รัฐวิสาหกิจในสาขานี้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนค่อนข้างสูงและใกล้เคียงกับแผนที่รัฐวิสาหกิจได้กำหนดไว้

3.3 สาขาอุตสาหกรรม มีเพียงโรงงานยาสูบแห่งเดียวที่เป็นรัฐวิสาหกิจแห่งใหญ่ที่อยู่ใน สาขานี้ และเห็นควรเร่งปรับแผนเบิกจ่าย เนื่องจากสามารถเบิกจ่ายได้เพียงร้อยละ 2.03 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปีเท่านั้น

3.4 สาขาพลังงาน สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ร้อยละ 24.64 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี โดยรัฐวิสาหกิจที่ควรเร่งปรับแผนเบิกจ่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง

3.5 สาขาสื่อสาร สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ร้อยละ 14.77 ของงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี โดยรัฐวิสาหกิจที่ควรเร่งปรับแผนเบิกจ่าย ได้แก่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในขณะที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ใกล้เคียงกับแผนที่รัฐวิสาหกิจกำหนดไว้


24. เรื่อง สรุปความเสียหายจากอุทกภัยโคลนถล่มภาคเหนือและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 3)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปความเสียหายจากอุทกภัยโคลนถล่มภาคเหนือและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 3) ดังนี้

1. สรุปสถานการณ์อุทกภัย 5 จังหวัดภาคเหนือ (ระหว่างวันที่ 22 พ.ค. - 19 มิ.ย. 2549)

1.1 พื้นที่ประสบภัย รวม 5 จังหวัด 26 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอ 171 ตำบล 1,200 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ลำปาง และน่าน

1.2 ความเสียหาย

1) ผู้เสียชีวิต 87 คน จังหวัดอุตรดิตถ์ 75 คน (ลับแล 23 คน ท่าปลา 29 คน เมือง 23 คน) จังหวัดสุโขทัย 7 คน (ศรีสัชนาลัย 6 คน ศรีสำโรง 1 คน) และจังหวัดแพร่ 5 คน (เมือง) สูญหาย 29 คน จังหวัดอุตรดิตถ์ 28 คน (ลับแล 4 คน ท่าปลา 24 คน) และจังหวัดสุโขทัย 1 คน (ศรีสัชนาลัย) ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 352,016 คน 108,542 ครัวเรือน อพยพ 10,601 คน

2) บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 708 หลัง (จ.อุตรดิตถ์ 483 หลัง จ.แพร่ 135 หลัง จ.สุโขทัย 89 หลัง และ จ.น่าน 1 หลัง) บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 3,979 หลัง (จ.อุตรดิตถ์ 3,478 หลัง จ.สุโขทัย 156 หลัง และจ.แพร่ 345 หลัง )

3) ด้านทรัพย์สิน ถนน 1,028 สาย สะพาน 176 แห่ง พื้นที่การเกษตร 714,793 ไร่ วัด/โรงเรียน/สถานที่ราชการ 226 แห่ง พนังกั้นน้ำ 15 แห่ง ท่อระบายน้ำ 314 แห่ง ทำนบ/ฝาย/เหมือง 245 แห่ง บ่อปลา/กุ้ง/ตะพาบ 5,345 บ่อ ปศุสัตว์ 76,610 ตัว สัตว์ปีก 260,148 ตัว

4) มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 308,615,331.- บาท

(ไม่รวมความเสียหายบ้านเรือนและทรัพย์สินของราษฎร)

2. สถานการณ์ปัจจุบัน

2.1 พื้นที่ที่สถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ ลำปาง น่าน และอุตรดิตถ์

2.2 พื้นที่ที่ยังคงมีสถานการณ์ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย ในพื้นที่อำเภอกงไกรลาศ ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตรใน 6 ตำบล 34 หมู่บ้าน ระดับน้ำสูงประมาณ 0.50-1.00 เมตร ตำบลกง(หมู่ที่ 1-13) ตำบลไกรนอก (หมู่ที่ 7,8) ตำบลบ้านใหม่สุขเกษม(หมู่ที่ 8) ตำบลท่าฉนวน(หมู่ที่ 1-12) ตำบลกกแรด(หมู่ที่ 6,12) ตำบลหนองตูม (หมู่ที่ 2,3,4,5) น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่การเกษตรยังคงเน่าเสีย ส่วนบ้านเรือนประชาชนในเขตชุมชนเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

3. สรุปการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

3.1 ได้จัดสร้างเต็นท์พักอาศัยชั่วคราวเสร็จแล้ว จำนวน 130 หลัง ให้แก่ผู้ประสบภัยที่

3.2 การเตรียมพื้นที่รองรับการสร้างบ้านพักถาวรใน 3 จังหวัด

การก่อสร้างบ้านประกอบสำเร็จรูป (บ้านน็อคดาวน์) มูลนิธิไทยคมจะเริ่มดำเนินการ ในพื้นที่ที่มีความพร้อมแล้ว โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรมที่ดินจัดวางผังหมู่บ้าน/ชุมชนให้มีความเหมาะสมและมีพื้นที่ใช้สอยส่วนกลาง ดังนี้

นอกจากนี้ให้การประปาส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการวางระบบสาธารณูปการในพื้นที่ที่มีความพร้อมเพื่อให้พร้อมรองรับเมื่อการสร้างบ้านแล้วเสร็จ สามารถอพยพผู้ประสบภัยเข้าอยู่อาศัย ในชุมชน/หมู่บ้านใหม่ได้ทันที

3.3 การจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546

(1) ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 52,673,523 บาท แยกได้ดังนี้

(2) ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเงิน 16,487,090 บาท

(3) ด้านการปฏิบัติงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 6,184,999 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 75,345,612 บาท

3.4 ผลการปฏิบัติงานในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ดังนี้

(1) จังหวัดอุตรดิตถ์

(2) จังหวัดแพร่

(3) จังหวัดสุโขทัย

4. สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก

เนื่องจากน้ำในแม่น้ำยมไหลจากจังหวัดสุโขทัยลงมา ทำให้น้ำในแม่น้ำยมสูงขึ้นนั้น ขณะนี้น้ำยังคงท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่ทางการเกษตรในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอบางระกำ และอำเภอพรหมพิราม

4.1 อำเภอบางระกำ ยังคงมีน้ำท่วมขังพื้นที่การเกษตร จำนวน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลชุมแสงสงคราม ตำบลคุยม่วง ตำบลท่านางงาม ตำบลบางระกำ และตำบลบึงกอก ระดับน้ำสูงประมาณ 0.20 เมตร ระดับน้ำทรงตัว ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 6,862 คน 2,288 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 97,611 ไร่ ในขณะนี้น้ำที่ท่วมขังยังคงเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็น

4.2 อำเภอพรหมพิราม น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่การเกษตร 7 ตำบล 21 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลศรีภิรมย์ ตำบลวังวน ตำบลท่าช้าง ตำบลตลุกเทียม ตำบลพรหมพิราม ตำบลหนองแขม และตำบลวงฆ้อง ระดับน้ำสูงประมาณ 0.10 เมตร ระดับน้ำลดลงเล็กน้อย ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,109 ราย พื้นที่ทางการเกษตรเสียหาย 27,740 ไร่

สรุปจังหวัดพิษณุโลก บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวม 3 อำเภอ 20 ตำบล 89 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 8,480 คน 2,388 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตร 137,730 ไร่ ถนน 46 สาย บ่อปลา 730 บ่อ ปลากระชัง 158 กระชัง สัตว์เลี้ยง 654 ตัว (เป็ด 257 ตัว, ไก่ 382 ตัว, หมู 15 ตัว)

การให้ความช่วยเหลือ

1. ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 9 พิษณุโลก สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพิษณุโลก กรมชลประทาน และ อบจ. ได้จัดส่งเรือท้องแบน รวม 8 ลำ รถขุดไฮโดรลิค 4 คัน เครื่องสูบน้ำ 18 เครื่อง พร้อมกระสอบทราย 5,000 ถุง ให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย

2. กรมชลประทาน ได้ส่งเครื่องสูบน้ำ จำนวน 26 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพาะปลูกแล้ว

5. สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

น้ำในแม่น้ำยมได้ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรและพื้นที่ทางการเกษตร ริมฝั่งขวาแม่น้ำยมในพื้นที่ อำเภอสามง่าม ที่ตำบลรังนก ตำบลสามง่าม ตำบลกำแพงดิน ซึ่งอยู่ในเขตพนังกั้นน้ำ และอำเภอโพธิ์ประทับช้างที่ตำบลวังจิก น้ำได้ท่วมขังบริเวณชุมชนไม่สามารถสัญจรไป-มาได้ในบางพื้นที่ และบางพื้นที่ได้อพยพสัตว์เลี้ยงไปไว้ในที่สูงแล้ว มีพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหาย จำนวนประมาณ 30,000 ไร่ น้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ทางการเกษตรยังคงเน่าเสียเพราะไหลมาจากจังหวัดพิษณุโลก ระดับน้ำเริ่มลดลงเนื่องจากสามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำน่านได้สะดวกขึ้น

การให้ความช่วยเหลือ

1) โครงการชลประทานจังหวัดพิจิตรได้เร่งระดมสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง โดยนำเครื่องสูบน้ำ 24 เครื่อง เร่งระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับประสานโครงการชลประทานจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อลดปริมาณน้ำในคลองธรรมชาติที่จะไหลมาสู่พื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยขอให้ผันน้ำลงแม่น้ำปิงที่ไหลลงสู่จังหวัดนครสวรรค์

2) ศบภ.บก.ทหารสูงสุด จัดเรือท้องแบน จำนวน 3 ลำ เรือยาง 2 ลำ รถขุดตัก จำนวน 2 คัน และ รถประปาเคลื่อนที่ผลิตน้ำอุปโภคและบริโภค จำนวน 45,000 ลิตร ให้ความช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่อำเภอสามง่าม และอำเภอโพธิ์ประทับช้าง

6. ปัญหาน้ำเน่าเสียในลำน้ำน่านและลำน้ำยม

น้ำเน่าเสียและมีกลิ่นเหม็นในเขตอำเภอบางระกำบางส่วน และอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ไหลลงสู่ลำน้ำน่านและลำน้ำยม ผ่านจังหวัดนครสวรรค์และได้ไหลถึงเขื่อนเจ้าพระยาแล้ว ทำให้คุณภาพน้ำลดลงเล็กน้อย ไม่มีปัญหาน้ำเน่ารุนแรง ขณะนี้ค่า DO (หน่วย มก./ลิตร) ที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.2549 มีค่า 3.17 และท้ายเขื่อนเจ้าพระยา มีค่า 6.25 (ค่า DO ที่ 3.0 น้ำเริ่มเน่าเสีย ปลาได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอเริ่มลอยตัว ค่า DO ต่ำกว่า 2.0 เน่าเสียรุนแรงมากมีผลกระทบต่อสัตว์และพืช) กรมชลประทานได้เพิ่มการระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ จาก 50 ลบ.ม./วินาที เป็น 150 ลบ.ม./วินาที ทั้งสองเขื่อนเพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย


25. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / (ชุมชน SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของ หมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกรมการปกครองแล้ว จำนวน 77,125 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,472 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 99.55

2. สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 8,816.05 ล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่โอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 17,816.05 ล้านบาท

3. กระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2549 จาก 75 จังหวัด ดังนี้

3.1 เงินงบประมาณที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้รับโอนแล้วมีการเบิกจ่ายจากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 13,333.31 ล้านบาท รวม 105,878 โครงการ

3.2 เงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายได้นำไปใช้ในการดำเนินโครงการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมากเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 46,412 โครงการ และโครงการด้านการเกษตรน้อยที่สุด จำนวน 8,208 โครงการ

3.3 โครงการที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ดำเนินการตรงตามที่ขออนุมัติโครงการ โดยไม่มีการขอเปลี่ยนแปลง จำนวน 101,177 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 95.56

3.4 โครงการที่มีการเบิกจ่ายสามารถรองรับการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยตรง จำนวน 50,846 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 48.02 และโครงการที่ดำเนินการส่วนใหญ่มีความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการในระดับร้อยละ 100

3.5 ประชาชนที่อาศัยอยู่จริงในหมู่บ้าน/ชุมชน ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการคิดเป็นร้อยละ 86.04 โดยได้รับผลประโยชน์ในด้านการได้รับการบริการขั้นพื้นฐานที่ดีขึ้นมากที่สุด และระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก


26. เรื่อง แนวทางการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแนวทางการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชนตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวได้แล้วเสร็จจนสามารถออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎรได้ ดังนี้

1. ขั้นตอนในการดำเนินการ

1.1 ทำแผนที่ของทุกส่วนราชการให้เป็นมาตราส่วนเดียวกัน (1 : 4000)

1.2 ปรับปรุงแนวเขตที่อยู่ในความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานให้เป็นเส้นแนวเขตเดียว

1.3 ตรวจสอบแนวเขตในภูมิประเทศจริง (Ground Check)

1.4 ปรับปรุงแก้ไขแผนที่ท้ายกฎกระทรวง พระราชกฤษฎีกา ให้ตรงกับเส้นแนวเขตที่กำหนดขึ้นใหม่

1.5 ดำเนินการออกเอกสารสิทธิประเภทต่าง ๆ ตามกฎหมายนั้น

1.6 การมอบเอกสารสิทธิ

2. แนวทางการออกเอกสารสิทธิให้ประชาชน มีข้อพิจารณาและการจัดลำดับความสำคัญ ดังนี้

2.1 พื้นที่ที่ไม่มีความขัดแย้งเรื่องแนวเขตหรือแก้ไขข้อขัดแย้งจบสิ้นแล้วให้พิจารณาออกเอกสารสิทธิได้ ส่วนที่มีปัญหาเรื่องแนวเขตให้คณะอนุกรรมการระดับอำเภอพิจารณาปรับปรุงแนวเขตร่วมกันกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

2.2 พิจารณาการออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎรที่จดทะเบียนปัญหาสังคมและความยากจน ในประเภทปัญหาเรื่องที่ดินทำกินเป็นลำดับแรกโดยเฉพาะผู้ไม่มีที่ดินทำกิน

2.3 การจัดพื้นที่ให้ราษฎรต้องคำนึงถึง

2.3.1 อาชีพของราษฎรผู้นั้นที่ทำกินในปัจจุบันและประสบการณ์การประกอบอาชีพ

2.3.2 จำนวนสมาชิกในครัวเรือนที่เป็นกำลังการผลิต

2.3.3 สถานที่ตั้งของที่ดินตามลักษณะภูมิประเทศ

2.4 เจ้าของที่ดินที่ครอบครองที่ดินไว้จำนวนมากแต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มพื้นที่จะต้องให้มีการเจรจาเพื่อให้ราษฎรอื่นเช่าใช้ประโยชน์

2.5 กรณีที่ดินเป็นเขตป่าต้นน้ำ พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง พื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดประชุมเพื่อลดผลกระทบและแก้ปัญหาให้มีข้อยุติ แล้วจึงพิจารณาออกเอกสารสิทธิให้ราษฎร

2.6 หากการครอบครองที่ดินประกอบด้วยส่วนที่ถูกกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ยังไม่มีเอกสารสิทธิก็ให้เจรจาในส่วนที่ไม่ถูกต้องคืนกับรัฐ และออกเอกสารสิทธิในส่วนที่ถูกต้องภายหลังการพิสูจน์สิทธิแล้ว

2.7 รูปแบบเอกสารสิทธิ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะใช้ชื่อเดียวกันแต่มีรายละเอียดของการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว

3. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการ ดังนี้

3.1 ทุกส่วนราชการต้องให้ความร่วมมืออำนวยความสะดวกประสานงานหากมีส่วนที่เกี่ยวข้อง แม้ไม่มีหน้าที่โดยตรง

3.2 คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหา กรณีระดับพื้นที่หาข้อยุติไม่ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

3.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำเขตการใช้ที่ดินเพื่อเป็นแนวทางการใช้ที่ดิน อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการแจกเอกสารสิทธิ

3.4 แต่งตั้งคณะกรรมการ โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้

3.4.1 ระดับชาติ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ

3.4.2 ระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการโดยมีรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้กำกับดูแลให้เกิดผลสัมฤทธิ์

3.4.3 ระดับอำเภอ นายอำเภอเป็นประธานคณะทำงาน


27. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน และลำปาง ครั้งที่ 3

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานผลการปฏิบัติงานเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน และลำปาง ครั้งที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม -15 มิถุนายน 2549 ดังนี้ คือ

1. การสนับสนุนความช่วยเหลือ

(1) การแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค 3,032,700 ลิตร (2) เป่าล้างบ่อบาดาล 604 บ่อ (3) ซ่อมระบบประปา 96 แห่ง (4) ซ่อมเครื่องสูบน้ำ 166 เครื่อง (5) ทำความสะอาดบ่อน้ำตื้น 270 บ่อ (6) ชักลากไม้ 842 ท่อน

2. การจัดทำแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคเหนือในระยะเร่งด่วน ดังนี้

ด้านทรัพยากรน้ำ

1) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 อนุมัติให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ดำเนินการโครงการน้ำบาดาลเฉพาะพื้นที่ประสบภัย 5 จังหวัด โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 186,030,000 บาท

2) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 อนุมัติในหลักการให้กรมทรัพยากรน้ำดำเนินการก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธาร เพื่อชะลอความเร็วของการไหลของน้ำ และปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบประปาที่ได้รับความเสียหาย โดยขอตกลงรายละเอียดกับสำนักงบประมาณเพื่อใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 122,710,000 บาท

ด้านทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม

การจัดทำแผนฟื้นฟูด้านทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อมได้เสนอผ่านคณะอนุกรรมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานกรรมการ


28. เรื่อง ติดตามการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2548 - 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2548 - 2549 ดังนี้

1. การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยปี 2548 - 2549 ที่ดำเนินการแล้ว

1) จากเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ.2546 (งบ 50 ล้านบาท) ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นเงินทั้งสิ้น 2,724,057,273.48 บาท แยกเป็น

(1.1) ด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเงิน 1,600,701,211.42 บาท (ค่ากระสอบทราย ซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่เสียหาย)

(1.2) ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 128,257,288.- บาท (ค่าจัดการศพ ค่ารักษาพยาบาล บ้านเรือนเสียหาย เครื่องครัว ฯลฯ)

(1.3) ด้านพืชและการเกษตร เป็นเงิน 465,738,114.- บาท (ค่าชดเชยนาข้าว พืชไร่ สวนผลไม้)

(1.4) ด้านปศุสัตว์ เป็นเงิน 15,289,980.60 บาท (โค กระบือ สุกร แพะ แกะ เป็ด ไก่)

(1.5) ด้านประมง เป็นเงิน 49,768,314.- บาท (บ่อปลา นากุ้ง กระชังปลา ฯลฯ)

(1.6) ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข เป็นเงิน 1,615,530.- บาท (วัสดุการแพทย์ เป่าล้างบ่อบาดาล ฯลฯ)

(1.7) ด้านสังคมสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบภัย เป็นเงิน 22,425,096.- บาท (ค่าฝึกอบรมฟื้นฟูอาชีพ อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ คนชรา เด็กกำพร้า)

(1.8) ด้านการปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นเงิน 10,000.- บาท (ค่าเบี้ยเลี้ยง พาหนะเจ้าหน้าที่)

2) โครงการซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ชำรุดเสียหายจากอุทกภัย

คณะอนุกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย ได้พิจารณาโครงการฟื้นฟูบูรณะสิ่งสาธารณประโยชน์ที่เสียหายจากอุทกภัย ปี 2548 ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่สามารถใช้จ่ายจากเงินทดรองราชการของจังหวัดได้ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยมีจังหวัดเสนอขอความช่วยเหลือ 29 จังหวัด 3,906 โครงการ เป็นเงิน 2,741.43 ล้านบาท ไปแล้ว ดังนี้

3) การช่วยเหลือเกษตรกรที่พืชผลการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ได้รับความเสียหาย ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

(3.1) จากเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ในอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (งบ 50 ล้านบาท) เป็นเงิน 40,309,639.75 บาท

(3.2) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขออนุมัติงบกลางฯ ปี 2549 ไปยังสำนักงบประมาณ รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 220,132,479.85 บาท

(3.3) คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 อนุมัติงบกลางปี 2549 ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย พื้นที่การเกษตรเสียหาย ด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ จำนวนเกษตรกร 207,104 ราย เป็นเงิน 559,033,405.51 บาท

(3.4) รวมการช่วยเหลือของกระทรวงเกษตรฯ ตามข้อ (3.1) + (3.2) + (3.3) เป็นเงินทั้งสิ้น 819,475,525.11 บาท

4. การฟื้นฟูแหล่งน้ำ ระบบประปาหมู่บ้าน และบ่อบาดาล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับอนุมัติงบกลางฯ ปี 2549 ตามมติ

คณะรัฐมนตรี รวม 2 ครั้ง เพื่อช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบอุทกภัย ปี 2548 - 49 ดังนี้

1) มติ ครม. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 อนุมัติงบกลางฯ ปี 2549 วงเงิน 186.03 ล้านบาท เร่งฟื้นฟูบ่อบาดาล ซ่อมเครื่องสูบน้ำ ระบบประปาหมู่บ้าน เป่าล้างบ่อ และเจาะบ่อบาดาลใหม่

2) มติ ครม. เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2549 อนุมัติงบกลางฯ ปี 2549 วงเงิน 122.71 ล้านบาท ปรับปรุงซ่อมแซมทรัพยากรน้ำที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ได้แก่ ซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำ ฝายที่เสียหาย และปรับปรุงฟื้นฟูแหล่งน้ำ ก่อสร้างฝายต้นน้ำในพื้นที่เหมาะสมเพิ่มเติม

5. การซ่อมแซมถนน/สะพาน

5.1 ในปี 2548 และ 2549 มีถนนและสะพานในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย รวม 275 สายทาง โดยขอใช้งบประมาณในการฟื้นฟู จำนวน 957,997,000 บาท

5.2 การดำเนินการบูรณะฟื้นฟู

1) กรมทางหลวงชนบท ได้ดำเนินการซ่อมแซมแก้ไขเบื้องต้น ถนนและสะพานที่ได้รับความเสียหาย จากอุทกภัย ในปี 2548 และ 2549 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนแล้วเสร็จทุกสายแล้ว

2) กรมทางหลวงชนบท ได้จัดทำแบบแปลนและประมาณการราคาเพื่อซ่อมแซม ความเสียหายเนื่องจากอุทกภัยปี 2548 จำนวน 254 โครงการ เป็นเงิน 880,554,000 บาท ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

3) สำหรับการซ่อมแซมถนนและสะพานที่เสียหายจากอุทกภัย ในปี 2549 กรมทางหลวงชนบท ได้จัดทำรายละเอียดความเสียหายและงบประมาณเสนอต่อคณะอนุกรรมการบูรณะฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการโยธาฯ แล้ว จำนวน 21 โครงการ เป็นเงิน 77,443,000 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังกล่าว

4) ถนนทางหลวงแผ่นดินที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากอุทกภัย ปี 2549 ของกรมทางหลวงได้ขอรับการสนับสนุนงบกลางเพื่อซ่อมแซมสายทางที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี 2549 ในพื้นที่จังหวัดลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และเพชรบูรณ์ รวม 124 แห่ง งบประมาณ 223,777,213 บาท โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ

สำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดไข้หวัดนกในสัตว์ปีก จังหวัดได้ดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาล ทั้งในด้านการเฝ้าระวัง การป้องกันและควบคุมโรค อย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานสามารถใช้งบทดรองราชการ (งบ 50 ล้านบาท) ในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรให้ข้อสังเกตว่า ปัจจุบันมีการลักลอบนำเป็ดไล่ทุ่งบรรทุกใส่รถตู้จากจังหวัดภาคกลาง มาเลี้ยงในพื้นที่จังหวัดพิจิตรทำให้จังหวัดต้องจัดชุดปฏิบัติการตรวจสอบในพื้นที่ จึงขอให้กรมปศุสัตว์สอดส่องดูแลและป้องกันขบวนการดังกล่าวจากจังหวัดต้นทางด้วย

2. การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2548 - 2549 ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ (ยังไม่แล้วเสร็จ) ของบประมาณเพิ่มเติม

2.1 ด้านพืช (โดยกรมส่งเสริมการเกษตร)

ใน 4 จังหวัด คือ พะเยา กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช นราธิวาส จำนวนเกษตรกร 29,707 ราย พื้นที่การเกษตร 186,362.75 ไร่ ขอรับการสนับสนุนงบกลางฯ ปี 2549 วงเงิน 49,090,362.75 บาท จากสำนักงบประมาณ (เพิ่มเติม)

2.2 ด้านการซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ที่ชำรุดเสียหาย (โดยกรมป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย) เป็นโครงการที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับจังหวัด รวม 15 จังหวัด คือ เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นราธิวาส สตูล ยะลา และสงขลา จำนวน 110 โครงการ (แยกเป็นสะพาน คสล. 47 แห่ง ท่อเหลี่ยม คสล. 22 แห่ง ถนนลูกรัง 18 สาย ฝาย 6 แห่ง พนังกั้นน้ำ 17 แห่ง) วงเงิน 117,687,216 บาท ขอรับการสนับสนุนงบกลางฯ ปี 2549 จากสำนักงบประมาณเพิ่มเติม

2.3 ด้านการช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ประสบภัย (โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล) เงินสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ จำนวน 5,138 ครัวเรือน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องครัว และเครื่องเรือนที่เสียหายจากอุทกภัย เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2548 วงเงิน 53,113,417 บาท ขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล


29. แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติเสนอให้แต่งตั้งกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา เพิ่มเติม จำนวน 3 ราย ดังนี้ 1. รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพร สิริกาญจน 2. รองศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ และ 3. นายวีระพันธุ์ ชินวัตร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2549

2. แต่งตั้งข้าราชการ (กระทรวงมหาดไทย)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แต่งตั้งนายสุรพล พงษ์ไทยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนัก (วิศวกรวิชาชีพ 9 (วิศวกรรมโยธา)) สำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำรงตำแหน่งวิศวกรใหญ่ (วิศวกรวิชาชีพ 10 วช (วิศวกรรมโยธา)) กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งเลขที่ 6

ซึ่งรักษาการในตำแหน่งอยู่ โดยมีผลย้อนหลัง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป

3. การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอให้แต่งตั้งนายชวลิต ทิสยากร เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์จากภาคเอกชน ในคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป

4. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แต่งตั้งนายวรวุฒิ บุปผาเจริญสุข เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แทนนายชัยยงค์ ยงใจยุทธ ตามนัยมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2503 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2535 และ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2542 ทั้งนี้ ตั้งแต่

วันที่ 20 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป

5. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้ง นายธวัชชัย สวัสดิ์สาลี ผู้อำนวยการสำนัก (อาลักษณ์ 9) สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ ก.พ. ได้รับคำขอประเมินพร้อมด้วยเอกสารประกอบการขอประเมินครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็นชอบ และนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

6. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้ง คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย แทน นายชาติศิริ โสภณพนิช ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป

7. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้แต่งตั้งนายสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมแทนกรรมการที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2549 เป็นต้นไป

8. แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งนักการข่าว 10 ชช

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอให้แต่งตั้ง นางสุชาดา สุขวิบูลย์ (นักการข่าว 9 ชช ระดับ 9) เลขที่ 6 ส่วนกลาง สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ (นักการข่าว 10 ชช ระดับ 10) เลขที่และส่วนราชการเดิม ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นวันที่สำนักงาน ก.พ. ได้รับคำขอประเมินพร้อมด้วยเอกสารประกอบการขอประเมินครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

9. แต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญซึ่งเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและผ่านการคัดเลือกตามนัยมติ ก.พ. ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 ดังนี้

1. นายละเอียด สายน้ำเขียว รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมชลประทาน ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

2. นายเรวัตย์ ฤทธาภรณ์ รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมส่งเสริมการเกษตร ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เป็นต้นไป

10. แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอรับโอน นายไพศาล กุวลัยรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหาร 10) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

11. แต่งตั้งกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบคุณสมบัติของบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 9 ราย ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้ นายชาติชาย พุคยาภรณ์ พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ นายจรัล ตฤณวุฒิพงศ์ นายสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง นายคณวัฒน์ วศินสังวร นายไพจิตร เทียนไพฑูรย์ นายโกสินทร์ เกษทอง นายนพดล ปัทมะ

ทั้งนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีลงนามในคำสั่งแต่งตั้งและมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงใดกระทรหวงหนึ่งเป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งลาออกจากตำแหน่งอื่น ๆ ที่เป็นลักษณะต้องห้ามได้ดำเนินการให้เรียบร้อย

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า โดยที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2549 เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติม กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. ... โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจึงต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอีกเป็นระยะเวลาประมาณ 7 เดือน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีการขับเคลื่อนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ในการนี้เพื่อให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้แทนของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ในการประสานงานระหว่างสำนักนายกรัฐมนตรีตลอดจนกระทรวงต่าง ๆ ในเรื่องที่มอบหมาย รวมทั้งการเสนอแนะมาตรการอันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิจของคณะรัฐมนตรีหรือของรัฐมนตรี จึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาคุณสมบัติของบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีดังกล่าว


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี