สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี
25 เมษายน 2549

วันนี้ (วันอังคารที่ 25 เมษายน 2549) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ. ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี

คำปรารภของ รองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์) ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น

รองนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ที่ประชุมอภิปรายเรื่องสถานการณ์ของราคาน้ำมันที่ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายวิเศษ จูภิบาล) ได้แจ้งต่อต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าราคาน้ำมันยังมีการปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาตลอด โดยขณะนี้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 88 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบที่ ดูไบราคา 68 เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าเปรียบเทียบกับปีที่แล้วอยู่ที่ 49 เหรียญต่อบาร์เรล จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันขึ้นมาร้อยละ 40 ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้มีการประชุมร่วมกับบริษัทน้ำมัน และผู้ประกอบการต่าง ๆ และได้พูดคุยกันว่าจะมีการสนับสนุนเรื่องราคาน้ำมันที่ต่ำกว่าท้องตลาดให้กับทางบริษัทที่ประกอบการรถขนส่งมวลชน โดยจะใช้รูปแบบของการใช้ smart card มาเป็นตัวกำหนดว่า บริษัทใดเป็นบริษัทผู้ประกอบการในการขนส่งคนตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพลังงาน ก็จะได้รับสิทธิ์ในการที่จะซื้อน้ำมันต่ำกว่าราคาท้องตลาด 1 บาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ smart card คาดว่าประมาณสิ้นเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแจ้งว่า ในช่วง 10 วันที่ผ่านมาราคาน้ำมันได้มีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 10 เหรียญต่อบาร์เรล หรือถ้าคิดเป็นลิตรประมาณ 3 บาทต่อลิตร ซึ่งจริง ๆ ราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับขึ้นไปแค่ประมาณ 1 บาทต่อลิตร ส่วนเรื่องผลกระทบจากราคาน้ำมันนั้น นอกเหนือจากเรื่องมาตรการประหยัดพลังงาน การหาพลังงานทดแทน NGV แล้วกระทรวงพลังงานจะดูแลเกี่ยวกับการขอความร่วมมือเรื่องการนำเข้าน้ำมันด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้แสดงความกังวลในเรื่องภาวะเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2549 ว่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อมั่น ในแง่การบริโภค การลงทุน ซึ่งจะมีผลทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจปีนี้ได้รับผลกระทบ แต่ขณะนี้เรื่องเสถียรภาพสำคัญยิ่งกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

  1. เรื่อง มาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น 8 เดือนหลังของปี 2549
  2. เรื่อง โครงการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนพลังงาน
  3. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพร่วมและสนับสนุนการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล
  4. เรื่อง คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2549 ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม
  5. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... และร่างประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...
  6. เรื่อง การเปิดทำการศาลยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549
  7. เรื่อง รายงานสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ด้านการเกษตร (ช่วงวันที่ 7-13 เมษายน 2549)
  8. เรื่อง ร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม พ.ศ. ...
  9. เรื่อง การรายงานผลการปฏิบัติงานในช่วงปฏิบัติการรวมพลังไทยทั้งชาติขจัดยาเสพติด (วันที่ 1-7 เมษายน 2549)
  10. เรื่อง รายงานการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
  11. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน
  12. เรื่อง สรุปผลการประชุมเรื่องไข้หวัดนกระหว่างฝ่ายไทยกับ Dr.David Nabarro, UN System Influenza Coordinator
  13. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 15)
  14. เรื่อง รายงานสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ด้านการเกษตร (ช่วงวันที่ 14-20 เมษายน 2549)
  15. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML)
  16. เรื่อง การลงนามในร่างแถลงการณ์การแก้ไขหลักการสำคัญของความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้กรอบมาตรการริเริ่มเชียงใหม่
  17. เรื่อง รายงานผลการก่อสร้างหอเตือนภัยสึนามิ
  18. เรื่อง การจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก
  19. เรื่อง รายงานการประชุมการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่
  20. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข
  21. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. ารแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย
    3. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์
    4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)
    5. แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมจัดกิจกรรมในโอกาสที่เลขาธิการสหประชาชาติเยือนไทย เพื่อถวายรางวัลเกียรติยศด้านการพัฒนาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

1. เรื่อง มาตรการเศรษฐกิจระยะสั้น 8 เดือนหลังของปี 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกรอบมาตรฐานเศรษฐกิจระยะสั้น 8 เดือนหลังของปี 2549 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์น้ำมันเร่งดวน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินำเรื่องนี้ไปเป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่อจัดการประชุมหารือ ผู้เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน ในวันพุธที่ 26 เมษายน 2549 เวลา 14.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางและมาตรการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากน้ำมันมีราคาสูง รวมทั้งการกำหนดเจ้าภาพรับผิดชอบในแต่ละมาตรการให้ชัดเจน ทั้งนี้ ให้เชิญรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย

ตามที่ได้รับมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติติดตามและประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2549 ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนแรก แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2549 และข้อเสนอมาตรการที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพื่อสร้างเสถียรภาพและรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นั้น สำนักงานฯ ได้รายงานสรุปดังนี้

1. สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสแรก เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกขยายตัวได้ดีจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเป็นผลจากการขยายตัวของการส่งออก ในขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นการขยายตัวจากฐานที่ต่ำในไตรมาสแรกปี 2548 (Low Base Effect) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปี 2548 จะเห็นว่า เศรษฐกิจยังอยู่ในช่วงชะลอตัว และในช่วงที่เหลือของปีเศรษฐกิจยังเผชิญกับความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นตาม และดอกเบี้ยขาขึ้น

1.1 ข้อสนับสนุน

1.1.1 มูลค่าการส่งออกขยายตัวมากร้อยละ 18.8 ใน 3 เดือนแรก แต่การนำเข้าชะลอตัวโดยขยายตัวเพียงร้อยละ 5.8 และดุลการค้าขาดดุล 87 ล้านดอลลาร์ สรอ. ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจำนวน 1,496 ล้านดอลลาร์ สรอ. อย่างไรก็ดี การส่งออกสุทธิที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงมากส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานการส่งออกที่ต่ำและฐานการนำเข้าที่สูงมากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2548

1.1.2 การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ในไตรมาสแรก และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ดุลบริการเกินดุล 1,582 ล้านดอลลาร์ สรอ. ใน 2 เดือนแรกปี 2549 เทียบกับที่เกินดุล 4,864 ล้านดอลลาร์ สรอ. ทั้งปี 2548

1.1.3 อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเฉลี่ยร้อยละ 72.3 ในปี 2548 มาอยู่ที่ระดับร้อยละ 72.9 ใน 2 เดือนแรกปี 2549 และนับว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตทรงตัวอยู่ในระดับใกล้ช่วงก่อนวิกฤต

1.1.4 ปริมาณผลผลิตพืชผลหลักเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8 เนื่องจากปริมาณน้ำมีมากขึ้น โดยที่สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2549 โดยรวมมีปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้ (หักปริมาณน้ำที่สำรองไว้กันเขื่อนพัง) ประมาณ 23,490 ล้านลูกบาศก์เมตร สูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2548 ประมาณ 7,510 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 ราคาพืชผลสูงขึ้นมากร้อยละ 27.9 เกษตรกรจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 35.3

1.1.5 เสถียรภาพเศรษฐกิจยังมั่นคง

1.2 ข้อจำกัด

1.2.1 ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสแรกของปี ราคาน้ำมันในตลาดดูไบเฉลี่ยเท่ากับ 58.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาเรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.7 จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว และ 4 เดือนแรกของ ปี 2549 เฉลี่ย 59.07 ดอลลาร์ สรอ. ต่อ บาร์เรล เทียบกับ 42.68 ดอลลาร์ สรอ. ต่อ บาร์เรล ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา หากแนวโน้มน้ำมันยังทรงตัวอยู่ประมาณ 70 ดอลลาร์ สรอ. ต่อ บาร์เรล ในช่วง 8 เดือนต่อไป ราคาเฉลี่ยทั้งปีจะเท่ากับ 66 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล เทียบกับค่าเฉลี่ย 49.20 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลในปี 2548 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 17 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรล

1.2.2 อัตราเงินเฟ้อยังสูง ในไตรมาสแรกอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 5.7 อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 2.6 สูงกว่าค่ากลางของเป้าหมายเงินเฟ้อร้อยละ 0-3.5 ชัดเจน และแรงกดดันจากราคาสินค้าในหมวดการขนส่งที่เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 15.1 ในไตรมาสแรกจะยังถูกส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในระยะต่อไป แต่อย่างไรก็ตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 2548 จะช่วยลดแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อได้บางส่วน

  2548 2549
2547 Q1 Q2 Q3 Q4 ม.ค. ก.พ. มี.ค. Q1
เงินเฟ้อทั่วไป
- อาหาร
- มิใช่อาหาร
ขนส่ง
4.5
5.0
4.3
9.9
2.8
4.0
2.0
4.1
3.7
3.7
3.6
8.8
5.6
5.4
5.7
13.6
6.0
6.5
5.7
12.5
5.9
4.2
6.9
16.0
5.6
3.2
7.1
15.7
5.7
4.7
6.3
13.8
5.7
4.1
6.8
15.1
เงินเฟ้อพื้นฐาน 1.6 0.7 1.1 2.2 2.4 2.5 2.7 2.6 2.6

ที่มา : กระทรวงพาณิชย์

1.2.3 อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ธนาคารพาณิชย์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยส่งสัญญาณมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2547 ว่านโยบายการเงินมีความจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นตามลำดับ และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2549 คณะกรรมการนโยบายการเงินได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืน 14 วัน อีกร้อยละ 0.25 เป็นร้อยละ 4.75 เท่ากับธนาคารกลางสหรัฐ ฯ ทีได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 bps. เป็นร้อยละ 4.75 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2549

ในช่วงไตรมาสแรกนี้ธนาคารพาณิชย์เริ่มแข่งขันกันมากขึ้นในการเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมาก สำหรับเงินฝากประจำระยะเวลาพิเศษ และเงินฝากธนาคารพาณิชย์โดยรวมอยู่ในแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องช่วงไตรมาสสามของปี 2548 โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 และ 12 เดือนของธนาคารพาณิชย์ใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.5 และ 3.88 ตามลำดับ

1.2.4 การใช้จ่ายครัวเรือนชะลอตัว ในไตรมาสแรกการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.5-4.0 ชะลอตัวจากร้อยละ 4.4 ในปี 2548 (ดัชนีเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ใน 2 เดือนแรก) เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่ยังเพิ่มสูงขึ้นและมีการปรับราคาขายปลีกภายในประเทศขึ้นตามการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักธุรกิจที่ลดลง

1.2.5 การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว โดยใน 2 เดือนแรกดัชนีการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ชะลอตัวจากร้อยละ 8.4 ในปี 2548 (คาดว่าขยายตัวร้อยละ 8 ในไตรมาสแรกปี 2549 เทียบกับร้อยละ 11.3 ในปี 2548 ตามระบบบัญชีประชาชาติ) โดยที่

1.2.6 ภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวต่อเนื่อง ในเดือนมกราคมพื้นที่ขออนุญาตก่อสร้าง ลดลงร้อยละ 18.2 และการจดทะเบียนบ้านใหม่ลดลงร้อยละ 7.6 โดยที่บ้านในโครงการบ้านจัดสรรลดลงร้อยละ 19.2 อพาตเมนต์และคอนโดมีเนียม ลดลงร้อยละ 92.6 แต่บ้านที่ก่อสร้างเองเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.5 นอกจากนี้ใน 2 เดือนแรกปริมาณการจำหน่ายซีเมนต์ลดลงร้อยละ 6.5 ซึ่งเป็นการชะลอตัวจากภาวะตลาดที่มีการขยายตัวมากขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี 2544

1.3 โอกาสทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2549

1.3.1 เศรษฐกิจโลกในปีนี้ยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในอัตราใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ ประมาณร้อยละ 4.5 โดยที่วัฎจักรอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น จึงคาดว่าการส่งออกยังมีแนวโน้มที่ดี ทั้งปีขยายตัวได้ร้อยละ 15-16 สินค้าหลักที่มีโอกาสส่งออกได้ดี ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยางยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพารา และมันสำปะหลัง

1.3.2 การท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวในเกณฑ์ดี และผลจากการฟื้นฟู 6 จังหวัดภาคใต้ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2549 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าประเทศ 2.2 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1 และคาดว่าทั้งปีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะมีจำนวนประมาณ 13 -13.5 ล้านคน

1.3.3 ภาคเกษตรมีแนวโน้มดีขึ้นทั้งด้านราคาและปริมาณโดยที่น้ำในเขื่อนมีปริมาณสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรยังเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะยางพาราที่ราคายังเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคายางสังเคราะห์และราคา น้ำมัน ราคาอ้อย ราคาข้าว ราคามันสำปะหลัง และราคาปาล์มน้ำมัน นอกจากนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนที่เพิ่มขึ้นจะเอื้ออำนวยให้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้มากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา

1.3.4 การออมเริ่มเพิ่มขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยยังมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารแห่งประเทศจะปรับตัวขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครึ่งปีหลัง และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับขึ้นอย่างชัดเจน การออมภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจะเป็นแหล่งเงินทุนภายในประเทศเพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อเมื่อการลงทุนฟื้นตัว โดยไม่เกิดผลกระทบด้านลบต่อเสถียรภาพของประเทศ

ด้านอุปสงค์ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม _F Q1/2549_e
ดัชนีการใช้จ่ายอุปโภคบริโภค (%) 0.9 -0.1 0.0 0.3
(3.5%-4.0%)
ใน GDP basis
ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (%) 4.8 5.4 5.0 5.1
(6%-7%)
ใน GDP basis
มูลค่าการส่งออก (%)
มูลค่าการนำเข้าสินค้า (%)
14.5
0.4
23.3
15.3
15.9
1.3
18.8
5.8
ดุลการค้า (ล้านดอลลาร์)
ดุลบริการ (ล้านดอลลาร์)
ดุลบัญชีเดินสะพัด (ล้านดอลลาร์)
-388
892
504
-24
690
666
325
300
625
-87
1,582
1,496
ดัชนีผลผลิตพืชผล
ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (%)
4.5
6.1
33.9
7.0
12.8
18.7
6.0
7.0
15.0
5.8
8.6
11.2
อัตราเงินเฟ้อ
อัตราเงินเฟ้อทั่วไป
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน


5.9
2.5


5.6
2.7


5.7
2.6


5.7
2.6

2. ประเด็นเศรษฐกิจในช่วง 8 เดือนหลังของปี 2549

แม้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรกเนื่องจากฐานที่ต่ำในไตรมาสแรกของปี 2548 แต่ผลกระทบของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจจะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจตลอดทั้งปีต่ำกว่าร้อยละ 4.5- 5.0 ตามที่คาดการณ์ไว้ของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน โดยที่ยังไม่รวมปัจจัยด้านอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านบวกและลบ และอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในอัตราสูงร้อยละ 5 นอกจากนั้นราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้มูลค่าการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2548 ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยคิดเป็นร้อยละ 17.9 ของ GDP แสดงถึงความรุนแรงของผลจากราคาน้ำมันที่จะมีมากขึ้นหากไม่มีการปรับตัวของการใช้พลังงาน โดยสรุปในช่วงที่เหลือของปีมีประเด็นการบริหารเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนี้

2.1 การบริหารต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและการดูแลการปรับราคาสินค้าและบริการอย่างเป็นธรรม ภาวะราคาน้ำมันแพงและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และกำลังซื้อของประชาชนและการใช้จ่าย ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย และบรรยากาศการลงทุน

2.2 การบริหารจัดการเพื่อให้สามารถใช้กำลังการผลิตได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

2.3 การบริหารการนำเข้าและการส่งเสริมการส่งออกเพื่อรักษาฐานะดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ให้ขาดดุลเกินร้อยละ 2.0 ของ GDP โดยที่ในช่วงที่เหลือของปี ราคาน้ำมันยังสูงอยู่ และการส่งออกยังมีความเสี่ยง หากเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งการแข่งขันที่มากขึ้น

3. มาตรการเศรษฐกิจระยะสั้นที่ต้องเร่งรัดดำเนินการในช่วง 8 เดือนหลังของปี 2549

3.1 มาตรการพลังงาน ต้องเร่งรัดมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วในเรื่องหลัก ดังนี้

3.1.1 สนับสนุนการใช้ NGV โดยเร่งรัดสถานีบริการ และการอำนวยความสะดวกในการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ ซึ่งยังมีต้นทุนสูง และขาดการรับรองมาตรฐาน

3.1.2 กำกับและควบคุมการใช้ LPG ปัจจุบันมีการใช้เพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ซึ่งติดตั้งได้ง่าย ราคาถูก แต่ไม่ได้มาตรฐานและขาดความปลอดภัย จึงต้องมีการควบคุมและรับรองมาตรฐานในการติดตั้งอย่างเคร่งครัดทั่วประเทศ

3.1.3 ลดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ค่า Ft เพิ่มสูงขึ้น โดยการเร่งการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 (เดิมกำหนดแล้วเสร็จกลางปี 2549) ซึ่งจะท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทรน้อย - โรงไฟฟ้าพระนครใต้ (เดิมกำหนดแล้วเสร็จ ตุลาคม 2549) และท่อส่งก๊าซธรรมชาติภูฮ่อม - โรงไฟฟ้าน้ำพอง (เดิมกำหนดแล้วเสร็จปลายปี 2549) ให้แล้วเสร็จก่อนกำหนด ท่อส่งก๊าซภูฮ่อมจะช่วยลดค่าเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าได้วันละ 26 ล้านบาท ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 3 ช่วยลดค่าเชื้อเพลิงวันละ 17 ล้านบาท และถ้าสามารถเจรจากับ ปตท. ในการเพิ่มก๊าซจากแหล่ง JDA และแหล่งอาทิตย์ จะช่วยลดค่าเชื้อเพลิงได้อีกวันละ 24 และ 79 ล้านบาทตามลำดับ

3.1.4 เร่งรัดแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2549 คือมีการใช้แก๊สโซฮอล์ประมาณ 8 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีการผลิตเอทานอลในประเทศในปริมาณ 0.8 ล้านลิตรต่อวัน และมีการใช้ไบโอดีเซลประมาณ 5.2 ล้านลิตรต่อวัน โดยผสมน้ำมันจากพืชร้อยละ 5 ในน้ำมันดีเซล ซึ่งทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันจากพืชในปริมาณ 100 ล้านลิตรต่อปี

3.1.5 ดำเนินมาตรการประหยัดการใช้พลังงานในภาครัฐให้ได้ตามเป้าหมายปี 2549 ที่จะลดการใช้พลังงานในภาครัฐลงร้อยละ 10 - 15 จากปี 2546 เนื่องจากข้อมูลของหน่วยราชการที่ได้มีการรายงานใน ปี 2547 - 2548 จำนวน 9,836 หน่วยงานพบว่า ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

3.1.6 ดำเนินการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ภายใต้ร่างแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2549 - 2553 ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โดยโครงการสำคัญที่มีความจำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการขนถ่ายสินค้า ได้แก่ การปรับปรุงระบบรางและบริการขนส่งทางรถไฟเพื่อให้เกิด Rail Motorway เชื่อมโยงเส้นทางหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือกับท่าเรือแหลมฉบัง (ขอนแก่น - แหลมฉบัง และนครสวรรค์ - แหลมฉบัง) และการปรับปรุงทางช่วงสถานีชุมทางแก่งคอย - แก่งเสือเต้น ช่วงสถานีสุระนารายณ์ - ชุมทางบัวใหญ่ และช่วงสถานีชุมทางถนนจิระ - ชุมทางบัวใหญ่ (หน่วยงานรับผิดชอบ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้บรรจุโครงการในงบประมาณปี 2550)

ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามมาตรการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติแล้ว

(1) คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 ได้มีมติรับทราบเรื่องการบริหารนโยบายเศรษฐกิจปี 2549 ตามผลการประชุมหารือเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 โดยกำหนดมาตรการด้านพลังงาน ได้แก่ มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือกและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปัจจัยการผลิตและลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยประมาณว่า หากมีการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะมีมูลค่าการทดแทนการนำเข้าในปี 2549 รวมประมาณ 33,800 ล้านบาท (จากการส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ประมาณ 5,600 ล้านบาท การส่งเสริมการใช้ NGV ประมาณ 26,000 ล้านบาท และไบโอดีเซลประมาณ 2,200 ล้านบาท โดยประมาณการราคานำเข้า (CIF) ณ 29 ก.ย. 2548 : เบนซิน 19.4 บาท / ลิตร, ดีเซล 20.3 บาท / ลิตร, ต้นทุน NGV ไม่รวมภาษี 5.1 บาท / กก.) และหากปรับราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินเพิ่มเป็นเท่ากับ 26.69 และ 28.34 บาทต่อลิตร การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้มีมูลค่าการทดแทนการนำเข้าเพิ่มเป็นประมาณ 45,759 ล้านบาท

(2) ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนมาใช้รถโดยสารปรับอากาศใหม่ที่ใช้ NGV ปริมาณการสิ้นเปลืองสำหรับรถโดยสารปรับอากาศใหม่ 1 คันต่อ 1 กิโลเมตร หากใช้น้ำมันดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 0.6 ลิตรต่อกิโลเมตร และหากใช้ NGV จะอยู่ที่ประมาณ 0.37 กิโลกรัมต่อกิโลเมตร ดังนั้นหากราคาน้ำมันดีเซลเท่ากับ 26.69 บาทต่อลิตร และราคา NGV เท่ากับ 8.5 บาทต่อกิโลกรัม การวิ่งรถโดยสารปรับอากาศใหม่ 1 คันทุก 1 กิโลเมตร ด้วยรถ NGV จะช่วยให้ประหยัด 12.87 บาท

3.2 มาตรการเพิ่มรายได้ ต้องเร่งรัดมาตรการ แผนงานและโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ในทุกระดับ

3.2.1 เร่งรัดส่งเสริมการส่งออก โดยการส่งเสริมการส่งออกให้ได้ตามเป้าหมายการขยายตัวร้อยละ 17 ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรมประเภทเครื่องใช้ในบ้าน

3.2.2 ส่งเสริมรายได้จากการท่องเที่ยว เร่งรัดส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยควบคู่ไปกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดย

3.2.3 เร่งรัดโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ให้สามารถเปิดให้บริการได้ภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ที่อยู่อาศัย และธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่อยู่บริเวณรอบสนามบิน

3.2.4 เพิ่มรายได้จากสินค้าเกษตร ได้แก่ ขยายตลาดต่างประเทศและส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร และการเฝ้าระวังไข้หวัดนก ส่งเสริมการปลูกพืชเกษตรที่มีโอกาสใหม่ ได้แก่ พืชพลังงาน พืชเส้นใย และพืชที่ใช้ทำวัสดุ และส่งเสริม OTOP ทั้งด้านการผลิตและการตลาดผ่านกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ

3.2.5 เร่งรัดโครงการเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ที่สำคัญได้แก่ โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการ SML โครงการศูนย์ซ่อมสร้างประจำตำบล (Fix - it Center) โครงการคาราวานแก้จน

3.3 มาตรการลดภาระรายจ่ายของภาคประชาชนและภาคธุรกิจ

3.3.1 ดูแลการปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งต้นทางและปลายทาง ให้มีความเป็นธรรม และดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้กระทบต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชน และจัดให้มีมหกรรมส่งเสริมการขายสินค้าราคาถูกทั่วประเทศ

3.3.2 บริหารการนำเข้าและดูแลระดับการเก็บสต็อกสินค้า โดยจัดระบบการรายงานสินค้าที่เก็บในสต็อกให้เหมาะสมกับระดับการผลิตและการบริโภค และภาครัฐโดยความร่วมมือของภาคเอกชนในการบริหารการนำเข้าไม่ให้ผันผวน

3.4 มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายตามแผนการใช้จ่ายการลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้ว

การเบิกจ่ายตามระบบ GF-MIS ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ ส่วนราชการเบิกจ่ายร้อยละ 43 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 61 และรัฐวิสาหกิจร้อยละ 49 ของงบประมาณทั้งปี ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่ยังต่ำกว่าแผนการเบิกจ่ายเล็กน้อย นอกจากนี้ระดับเงินคงคลังในปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินสด เงินฝาก และบัตรภาษี ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้ 14 วันทำการ ซึ่งสูงกว่าระดับที่ควรจะดำรงไว้ที่ 10 วันทำการ

3.4.1 เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเร่งรัดการเบิกจ่าย งบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้ผูกพันไว้กับรัฐบาล และเบิกจ่ายเงินงบประมาณตามเป้าหมายการเบิกจ่าย ร้อยละ 93 ทั้งที่เป็นงบลงทุนตามปกติ และงบโครงการลงทุนขนาดใหญ่

3.4.2 เร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติแล้ว ได้แก่ (1) โครงการทางพิเศษบางพลี - สุขสวัสดิ์ (2) โครงการพัฒนาท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ 2 จ. เชียงราย (3) โครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วง ศรีราชา - แหลมฉบัง (4) โครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 4 และ (5) โครงการจัดหาคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนทั่วประเทศในปี 2549 จำนวน 250,000 เครื่อง (ใช้เงินงบกลาง)

3.5 มาตรการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดี โดยการพบปะและการสร้างความเข้าใจแก่นักลงทุน ให้เข้าใจถึงเงื่อนไขและสถานการณ์ที่แท้จริงของตลาดโดยไม่เกิดความตื่นตระหนกต่อข่าวสารที่ไม่มีผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของตลาด รวมทั้งทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะปานกลาง


2. เรื่อง โครงการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนพลังงาน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนพลังงาน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการการดำเนินงานตามโครงการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทนพลังงาน สำหรับงบประมาณที่ใช้ดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 - 2552 เห็นสมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนงาน / โครงการ บรรจุในแผนปฏิบัติราชการประจำปี เพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 และเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2548 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องประชุม โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำผลการประชุมมาปรับปรุงโครงการ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์

1.1 เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อผลิตน้ำมันปาล์มดิบให้เพียงพอกับการบริโภคและนำมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซล เพื่อลดการนำเข้าพลังงานน้ำมันลงให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 10 ในปี พ.ศ. 2555

1.2 เพื่อสร้างพืชทางเลือกใหม่ที่สามารถทำรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร

2. เป้าหมาย

แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกปี 2549-2552 และระยะที่สองปี 2553-2555 โดยในระยะแรกมีเป้าหมายรวม 6 ล้านไร่ ดังนี้ 2.1 ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มเติมจำนวน 5 ล้านไร่ 2.2 ปรับเปลี่ยนพื้นที่ปาล์มเดิมที่มีอายุมาก ที่ใช้พันธุ์ไม่ดีจำนวน 1 ล้านไร่

3. แนวทางการดำเนินงาน

3.1 การกำหนดพื้นที่เป้าหมาย

3.2 การขึ้นทะเบียนเกษตรกรปี 2549

เพื่อให้การปลูกปาล์มโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใหม่ ดำเนินการในพื้นที่ที่เหมาะสม จึงกำหนดให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการ - เกษตร และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ร่วมกันพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และเกษตรกรต่อไป โดยกำหนดให้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2549

3.3 การจัดหากล้าปาล์ม

เนื่องจากกล้าปาล์มเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จของการปลูกปาล์ม มีเกษตรกรจำนวนมากที่มีปัญหาได้กล้าปาล์มที่ไม่มีคุณภาพ จึงกำหนดแนวทางการบริหารกล้าปาล์ม ดังนี้

3.4 การประชาสัมพันธ์

เนื่องจากเป็นโครงการที่จะเร่งรัดการขยายพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ในเรื่องการจัดหา จัดซื้อกล้าปาล์ม ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก โดยจะทำการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสารมวลชน และดำเนินการในแต่ละพื้นที่ที่เป็นโครงการปลูกปี 2549

4. ระยะเวลาดำเนินการ

เดือนตุลาคม 2548-กันยายน 2555

5. การติดตามและประเมินผลโครงการ


3. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพร่วมและสนับสนุนการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง การเป็นเจ้าภาพร่วมและสนับสนุนการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบโครงการประชุมวิชาการนานาชาติ ประจำปี รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Annual Prince Mahidol Award International Conference) และให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมดังกล่าว โดยให้กระทรวงสาธารณสุขขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ตามความจำเป็นและเหมาะสมเป็นปี ๆ ไป ทั้งนี้ ให้ประสานกับหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเข้าร่วมเป็นเจ้าภาพและร่วมสนับสนุนงบประมาณอีกทางหนึ่งด้วย ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล (Annual Prince Mahidol Award International Conference) ในโอกาสครบรอบ 15 ปี ของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลและครบรอบ 115 ปี แห่งการพระราชสมภพของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษาในปี 2550 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้มีมติให้จัดการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นประจำทุกปีในเดือนมกราคม เริ่มตั้งแต่มกราคม พ.ศ. 2550

หลักการและเหตุผล

1. เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อการพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก "บิดาแห่งการแพทย์ไทย" รัฐบาลไทยจึงได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น ได้มีการมอบรางวัลนี้แก่นักวิชาการและผู้นำทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทำประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมให้แก่ประชากรทั่วโลก โดยเริ่มมอบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 ถึงปัจจุบัน และจะครบรอบ 15 ปี ในปี 2550

2. คณะกรรมการมูลนิธิฯ มีความเห็นว่า เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการพัฒนาศักยภาพด้านวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย และศักยภาพในการบริหารจัดการการประชุมระหว่างประเทศ ตลอดจนเพื่อเป็นการเผยแผ่เกียรติคุณของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จึงควรจัดให้เป็นการประชุมวิชาการนานาชาติด้านสุขภาพประจำปี โดยใช้ชื่อว่า การประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล หรือ Prince Mahidol Award International Conference

วัตถุประสงค์ของการจัดประชุม

เพื่อให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับเป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งหนึ่งของโลก เพื่อให้ผลการประชุมเกิดผลกระทบในการพัฒนาและแก้ปัญหาสุขภาพระดับโลก และเพื่อเป็นการเผยแผ่เกียรติคุณของ "รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล" ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

แนวทางในการดำเนินการ เจ้าภาพในการจัดประชุม เพื่อให้การประชุมมีประเด็นด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่กำลังเป็นที่สนใจระดับโลก และเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพของนักวิชาการและนักการสาธารณสุขของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ จึงควรให้มีองค์กรต่าง ๆ เป็นเจ้าภาพร่วมกัน ดังนี้

  1. รัฐบาลไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
  2. องค์การอนามัยโลก สำนักงานใหญ่และสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งองค์กรภายใต้องค์การอนามัยโลก และองค์กรภายใต้องค์การสหประชาชาติ เช่น UNAIDS UNICEF และ UNESCAP
  3. มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในพระบรมราชูปถัมภ์และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะแพทย์ - ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ

การบริหารจัดการ

กลไกการจัดการ ตั้งคณะกรรมการจัดการประชุมโดยให้ประธานคณะกรรมการวิชาการนานาชาติของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลเป็นประธานโดยตำแหน่ง มีองค์ประกอบจากเจ้าภาพร่วมทุกฝ่าย เพื่อกำหนดประเด็นการประชุม วิทยากร วาระและแนวทางการประชุม ระยะเวลาการประชุม ผู้เข้าร่วมการประชุม การจัดประชุมย่อยล่วงหน้าและรายละเอียดอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพควรให้มีการกำหนดประเด็นการประชุมล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมให้เป็นการประชุมแบบเปิด ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมประชุมได้ และมีการเชิญนักวิชาการ นักการสาธารณสุขชั้นนำในระดับโลกและระดับภูมิภาคเข้าร่วมในการประชุมด้วย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมครั้งละไม่ต่ำกว่า 500 คน ระยะเวลาในการประชุม ให้มีการจัดปีละ 1 ครั้ง คือ จัดก่อนหรือต่อเนื่องจากพระราชพิธีพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลทุกปี (ประมาณสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม) ระยะเวลาในการจัดประชุมประมาณ 3-5 วัน

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

นักวิชาการและผู้นำด้านสาธารณสุขของไทยมีโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับองค์กรและนักวิชาการและผู้นำด้านสาธารณสุขในระดับโลก รวมถึงการส่งผลบวกต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศ


4. เรื่อง คณะกรรมการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติปี 2549 ขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เรื่องการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติม เป็นกรณีพิเศษ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2549 อีกจำนวน 1,400,000 บาท ทั้งนี้ ให้เบิกจ่ายจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยให้กระทรวงแรงงาน (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) ประสานกับสำนักงบประมาณต่อไป


5. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... และร่างประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายความมั่นคง) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายชิดชัย วรรณสถิตย์) เป็นประธานกรรมการฯ ที่เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... และร่างประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่องกำหนดอัตราจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ตามที่สำนักงาน ป.ป.ส. เสนอ โดยให้รับความเห็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและของที่ประชุมไปประกอบการพิจารณาและส่งคณะกรรมการตรวจ ร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ และร่างประกาศฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... มีสาระสำคัญ ดังนี้

2. ร่างประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง กำหนดอัตราการจ่ายเงินสินบนเงินรางวัลคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... มีสาระสำคัญ ดังนี้


6. เรื่อง การเปิดทำการศาลยุติธรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายความมั่นคง) ซึ่ง มีรองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอกชิดชัย วรรณสถิตย์) เป็นประธานกรรมการฯ ที่เห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา จำนวน 3 ฉบับ ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรม เสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ให้สำนักงานอัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ รวมทั้ง กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนรับไปพิจารณาเตรียมความพร้อมและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

โดยร่างพระราชกฤษฎีกา จำนวน 3 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการศาลจังหวัดเกาะสมุย พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้ศาลจังหวัดเกาะสมุยเปิดทำการตั้งแต่ 3 เมษายน 2549 โดยให้มีเขตอำนาจในท้องที่อำเภอเกาะสมุย และอำเภอเกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเปิดทำการแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดกระบี่ ศาลจังหวัดชัยนาท ศาลจังหวัดชุมพร ศาลจังหวัดตาก ศาลจังหวัดนครนายก ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ศาลจังหวัดพังงา ศาลจังหวัดพะเยา ศาลจังหวัดพิจิตร ศาลจังหวัดมหาสารคาม ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศาลจังหวัดยโสธร และศาลจังหวัดระนอง พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ในศาลจังหวัดกระบี่ ศาลจังหวัดชัยนาท ศาลจังหวัดชุมพร ศาลจังหวัดตาก ศาลจังหวัดนครนายก ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศาลจังหวัดปราจีนบุรี ศาลจังหวัดพังงา ศาลจังหวัดพะเยา ศาลจังหวัดพิจิตร ศาลจังหวัดมหาสารคาม ศาลจังหวัดแม่ฮ่องสอน ศาลจังหวัดยโสธร และศาลจังหวัดระนอง เปิดทำการตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2549
  3. ร่างพระราชกฤษฎีกาให้ใช้บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญา ในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 บังคับสำหรับคดีที่เกิดขึ้นในบางท้องที่ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้ในศาลจังหวัด สำหรับคดีอาญาที่อยู่ในเขตอำนาจศาลแขวง ซึ่งเกิดขึ้นในเขตศาลจังหวัดเกาะสมุย

7. เรื่อง รายงานสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ด้านการเกษตร (ช่วงวันที่ 7-13 เมษายน 2549)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ด้านการเกษตร (ช่วงวันที่ 7-13 เมษายน 2549) ประกอบด้วย สถานการณ์น้ำ ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบ ผลและแผนปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อยของพื้นที่คาดว่าจะประสบภัย ดังนี้

1. สถานการณ์

1.1 ปริมาณน้ำฝน (กรมอุตุนิยมวิทยา) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกเล็กน้อย - ปานกลาง ถึงหนัก ใน 55 จังหวัด โดยมีปริมาณฝนสูงสุดตามภาคต่าง ๆ คือ ภาคเหนือที่จังหวัดลำพูน วัดได้ 35.8 ม.ม. (8 เม.ย. 49) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดอุดรธานี วัดได้ 80 ม.ม. (8 เม.ย. 49) ภาคกลางที่จังหวัดลพบุรี วัดได้ 85 ม.ม. (7 เม.ย. 49) ภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่จังหวัดสงขลา วัดได้ 108 ม.ม. (11 เม.ย. 49) และภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่จังหวัดตรัง วัดได้ 64.8 ม.ม. (9 เม.ย. 49)

1.2 สถานการณ์น้ำ

1.3 การปลูกพืชฤดูแล้ง ณ วันที่ 7 เมษายน 2549

หน่วย : ล้านไร่

พื้นที่ ชนิดพืช เป้าหมาย ปลูกแล้ว เก็บเกี่ยว พื้นที่ยังไม่เก็บเกี่ยว
ในเขต ชลประทาน ข้าว
พืชไร่ - พืชผัก
5.84
0.87
7.72
0.75
2.74
0.13
4.98
0.62
รวม 6.71 8.47 2.87 5.60
นอกเขต ชลประทาน ข้าว
พืชไร่ - พืชผัก
1.94
1.79
2.59
1.66
0.23
0.29
2.36
1.37
รวม 3.73 4.25 0.52 3.73
รวม ข้าว
พืชไร่ - พืชผัก
7.78
2.66
10.31
2.41
2.97
0.42
7.34
1.99
รวม 10.44 12.72 3.39 9.33

กรมชลประทานได้ออกประกาศขอความร่วมมือให้เกษตรกรงดปลูกข้าวนาปรับครั้งที่ 2 และให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อเป็นการประหยัดน้ำ

2. ผลกระทบด้านการเกษตร

2.1 พื้นที่การเกษตรอาจได้รับผลกระทบ จำนวน 20 จังหวัด แบ่งเป็น ด้านพืช 17 จังหวัด ด้านประมง 3 จังหวัด และด้านปศุสัตว์ 3 จังหวัด (เพิ่มจากสัปดาห์ก่อน 1 จังหวัด คือ ลำปาง) หากไม่ได้รับการช่วยเหลือด้านพืช (475,647 ไร่) จะเกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 190,560,944 บาท (ที่ระดับความเสียหายร้อยละ 10)

2.2 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและให้ความช่วยเหลือพื้นที่อาจได้รับผลกระทบ โดยการปฏิบัติการฝนหลวง การจัดสรรน้ำ การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำและรถยนต์บรรทุกน้ำ ประกอบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตก ทำให้พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบลดลงอีก 30,925 ไร่ รวมพื้นที่ลดลง 307,386.50 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ช่วยเหลือได้ 104,061,720 บาท คงเหลือพื้นที่ที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออีก 168,260.50 ไร่

3. การให้ความช่วยเหลือเกษตรกร

กิจกรรม ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินการแล้ว (สะสม) ช่วงวันที่ 7-13 เม.ย. 49
1. การปฏิบัติการฝนหลวง

โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 9 หน่วย (เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี ระยอง จันทบุรี หัวหิน สุราษฎร์ธานี) และ 2 ฐานเติมสารฝนหลวง (นครราชสีมา และ ภูเก็ต)

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2549

 
  • ขึ้นปฏิบัติการ 1,452 เที่ยวบิน
  • มีปริมาณฝนตกเล็กน้อย -ปานกลางถึงหนัก ใน 58 จังหวัด
  • มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป้าหมาย 11 อ่าง รวม 173.62 ล้าน ลบ.ม.
 
  • ขึ้นปฏิบัติการ 154 เที่ยวบิน
  • มีปริมาณฝนตกเล็กน้อย - ปานกลางถึงหนัก ใน 38 จังหวัด
  • มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป้าหมาย 11 อ่าง รวม 24.40 ล้าน ลบ.ม.
2. ด้านชลประทาน

2.1 การจัดสรรน้ำ เพื่อการเกษตร การประปา การเดินเรือและ ผลักดันน้ำเค็ม

2.2 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำและรถยนต์บรรทุกน้ำ

 

ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 48 - 12 เม.ย. 49

ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 15,624 ล้าน ลบ.ม.

  • เครื่องสูบน้ำ 921 เครื่อง ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 589,907 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 538,118 ไร่ พืชไร่ - พืชผัก 52,789 ไร่
  • รถยนต์บรรทุกน้ำ 64 คัน ช่วยเหลือได้ 750 ครัวเรือน ปริมาณน้ำ 6.61 ล้านลิตร
 

ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 623.30 ล้าน ลบ.ม.

  • เครื่องสูบน้ำ 921 เครื่อง
  • รถยนต์บรรทุกน้ำ 64 คัน
3. ด้านปศุสัตว์ สนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ 52,000 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ 2,442 ซอง แร่ธาตุ 926 ก้อน สนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ 6,000 กิโลกรัม
4. ด้านการส่งเสริมอาชีพ เช่น การผลิตปุ๋ยหมัก การทอผ้า การตัดเย็บเสื้อผ้า การแปรรูปผลผลิต และ อื่น ๆ ให้กับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 1,504 กลุ่ม เกษตร 29,604 ราย  
5. ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน

เป้าหมาย ใน 75 จังหวัด พื้นที่ 921,025 ไร่ แบ่งเป็น ในเขต 154,443 ไร่ นอกเขต 766,582 ไร่

ดำเนินการรวมพื้นที่ 158,725 ไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน 25,220 ไร่

นอกเขตชลประทาน 133,505 ไร่

ดำเนินการในพื้นที่ 76,122 ไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน 20,961 ไร่

นอกเขตประทาน 55,161 ไร่

4. แผนการช่วยเหลือระหว่างวันที่ 14-20 เมษายน 2549

กิจกรรม แผนการดำเนินการ
1. การปฏิบัติการฝนหลวง

โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 9 หน่วย (เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี ระยอง จันทบุรี หัวหิน สุราษฎร์ธานี) และ 2 ฐานเติมสารฝนหลวง (นครราชสีมา และภูเก็ต)

1. เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกใน 39 จังหวัด

2. เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้เพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า

3. เพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป้าหมาย 11 อ่าง ได้แก่ ทับเสลา กระเสียว อุบลรัตน์ มูลบน ลำแซะ ลำตะคอง ลำนางรอง บางพระ ดอกกราย หนองปลาไหล และบางวาด

2. ด้านปศุสัตว์

2.1 การผลิตเสบียงอาหารสัตว์สำรองไว้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากเนื่องจากภัยแล้ง

2.2 การสนับสนุนให้เกษตรผลิตเสบียงสัตว์สำรอง

สำรองเสบียงอาหารสัตว์ไว้ 6,737,149 กิโลกรัม ตามศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ และสถานีพัฒนาอาหารสัตว์ จำนวน 29 หน่วยงาน

โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์/สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ จะนำเครื่องจักรกลเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ เครื่องอัดหญ้าแห้ง เป็นต้น ออกไปสนับสนุน มีเป้าหมายสนับสนุนเกษตร 3,630 ราย คิดเป็นเสบียงสัตว์ทั้งสิ้น 1,815,000 กิโลกรัม

 


8. เรื่อง ร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการฯ มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้มของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา

ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ได้ดำเนินการหารือกับสำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. เรียบร้อยแล้ว และได้แก้ไขปรับปรุงร่างกฎ ก.ค.ศ. เดิมให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงาน ก.พ. แล้ว จึงได้เสนอร่างกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ การเตรียมความพร้อมและพัฒนาอย่างเข้ม พ.ศ. ... ที่ได้ปรับปรุงใหม่มาเพื่อดำเนินการ


9. เรื่อง รายงานการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานการดำเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 สรุปได้ดังนี้

1. กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายที่จะเร่งรัดพัฒนาการศึกษา โดยให้ความสำคัญแก่การยกระดับคุณภาพของครูเพื่อเข้าสู่มาตรฐานวิชาชีพ และหามาตรการจูงใจให้คนเก่งคนดีเข้ามาประกอบอาชีพครูและรักษาไว้ให้ได้ในระบบ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เสนอพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปฏิรูปครูอย่างครบวงจร ซึ่งมีการประกาศใช้ไปแล้ว 4 ฉบับ ได้แก่ 1. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 2. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 3. พระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 4. พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2547

2. กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์และยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ ทั้ง 4 ฉบับแล้ว มีผลการดำเนินการ ดังนี้

2.1 การพัฒนาระบบกระบวนการผลิตครูให้มีคุณภาพและมาตรฐานเหมาะสมที่จะเป็นวิชาชีพระดับสูง ได้ปรับหลักสูตรครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ 5 ปี เพื่อให้มีการปฏิบัติจริงอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนสำเร็จการศึกษา ในขณะเดียวกันได้สนับสนุนให้ผู้สำเร็จปริญญาอื่นให้เข้าสู่อาชีพครูด้วยระบบเทียบโอนรับรองความรู้และการอบรมเพิ่มเติม

2.2 การแต่งตั้งคณะกรรมการคุรุสภาและคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พร้อมวางระบบกำกับออก และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพข้าราชการครูที่เป็นครูก่อนพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มีผลใช้บังคับ จะได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แต่จะต้องได้รับการประเมินเพื่อต่ออายุทุก 5 ปี

2.3 การกำหนดตำแหน่งและวิทยฐานะ เพื่อจูงใจให้ครูที่มีคุณภาพดำรงอยู่ในวิชาชีพครูและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูได้กำหนดแนวทางให้ครูสามารถรับการประเมินวิทยฐานะเพื่อเลื่อนจากครูสู่ครูชำนาญการ ครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญและครูเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสได้รับ เงินวิทยฐานะเพิ่มเติมจากเงินเดือน คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จึงได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งและวิทยฐานะให้สัมพันธ์กับสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนและผลที่เกิดขึ้นจริง นับตั้งแต่การประกาศพระราชบัญญัติฯ ในปี 2547 ก.ค.ศ. ได้พัฒนาหลักเกณฑ์และเริ่มประเมินเฉพาะผู้เกษียณอายุ 1,532 คน ในปี 2548 ต่อมาในปี 2549 จึงได้เริ่มประเมินครูที่มีคุณสมบัติครบองค์ประกอบตามเกณฑ์ 3 ประการ คือ ประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่ง เงินเดือนไม่ต่ำกว่าขั้นต่ำของอันดับที่กำหนดในแต่ละวิทยฐานะ และผลการปฏิบัติงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบในตำแหน่งนั้นย้อนหลัง 2 ปี ติดต่อกัน โดยให้ยื่นขอรับการประเมินระหว่างเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งมีครูที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดเข้ารับการประเมิน จำนวน 329,669 คน หรือร้อยละ 72.28 ของครูทั้งหมด ส่วนครูที่ไม่ผ่านการประเมินจะได้รับการพัฒนาอบรมเพื่อให้มีสมรรถนะตามเกณฑ์ที่กำหนดต่อไป

2.4 การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้ปรับระบบให้การพัฒนาครู มีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาสู่มาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานตำแหน่งวิทยฐานะ โดยมีการกำหนดสมรรถนะหลักในการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกันได้จัดให้มีสถาบันพัฒนาข้าราชการครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเป็นองค์กรกลางในการพัฒนาคุณภาพ มีการประเมินสมรรถนะครูเพื่อจัดทำแผนพัฒนาเป็นรายบุคคล ตลอดจนการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์พัฒนาครูในสาขาที่ขาดแคลน แม้จะยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดสถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการอบรมไปสู่สถานศึกษามากขึ้นส่งผลให้มีข้าราชการครูได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวาง ซึ่งในระหว่างปี 2547-2548 มีครูได้รับการอบรมในกลุ่มสาระที่สำคัญ ดังนี้

2.5 การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อรับผิดชอบการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครู และได้เร่งรัดดูแลเรื่องปัญหาหนี้สิน เป็นกรณีพิเศษ เริ่มจากการเชิญชวนให้ครูผู้มีหนี้สินให้มาลงทะเบียน ซึ่งมีผู้มาลงทะเบียนแล้วจำนวน 106,144 คน จำนวนหนี้สินรวม 116,700,433,565 บาท ร่วมมือกับสถาบันการเงินปรับปรุงและขยายโครงการที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่งผลให้มีครูได้รับการดูแลไปแล้วจำนวน 206,480 คน เป็นเงิน 69,249,758,118 บาท และได้เสนอแผนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อคณะรัฐมนตรี

2.6 การพัฒนาระบบบริหารบุคลากร และการกระจายอำนาจไปสู่องค์คณะบุคคลในระดับเขตพื้นที่ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษาและในส่วนราชการ ที่ไม่ได้สังกัดเขตพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 181 คณะ การดำเนินงานในช่วงแรกยังมีปัญหาข้อจำกัดบางประการที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ดำเนินการกำกับตรวจสอบ ติดตาม ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรดังกล่าวเพื่อให้มีมาตรฐานการบริหารงานบุคคลเป็นแนวทางเดียวกัน

2.7 เพื่อให้การบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก.ค.ศ. จึงได้ดำเนินการออกกฎ ก.ค.ศ. ระเบียบหลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งขณะนี้กฎ ก.ค.ศ. ที่ประกาศใช้บังคับแล้ว จำนวน 2 ฉบับ เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว จำนวน 10 ฉบับ อยู่ในระหว่างการดำเนินการของ ก.ค.ศ. จำนวน 7 ฉบับ รวมทั้งระเบียบที่ประกาศใช้บังคับแล้วรวมจำนวน 4 ระเบียบ


10. เรื่อง สรุปผลการประชุมเรื่องไข้หวัดนกระหว่างฝ่ายไทยกับ Dr.David Nabarro, UN System Influenza Coordinator

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานสรุปผลการประชุมเรื่องไข้หวัดนกระหว่างฝ่ายไทยกับ Dr.David Nabarro, UN System Influenza Coordinator ซึ่งเดินทางมาเยือนประเทศในวันที่ 10 เมษายน 2549 เพื่อร่วมประชุมกับคณะกรรมการการควบคุมโรคไข้หวัดนกของประเทศไทย และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งเรียนรู้จากผลสำเร็จของประเทศไทยในการควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก และการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานงานดำเนินการจัดประชุมในวันจันทร์ที่ 10 เมษายน 2549 ซึ่งมีรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการประชุม ซึ่งสรุปผลการประชุมได้ดังนี้

Dr.David Nabarro ได้กล่าวขอบคุณประเทศไทยในการต้อนรับ และได้กล่าวถึงการเดินทางไปดูงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน 2549 ณ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี โดยได้กล่าวยกย่องประเทศไทยในการดูแลและควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก รวมทั้งมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ในการควบคุมโรคไข้หวัดนกและเตรียมพร้อมต่อการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งจากการดูงาน Dr.Nabarro กล่าวถึงเหตุผลที่ทำให้ประเทศไทยประสบผลสำเร็จต่อการควบคุมโรคไข้หวัดนก ดังนี้

  1. การใช้หลักระบาดวิทยาในการควบคุมโรค
  2. การมีรัฐบาลและผู้นำระดับประเทศให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก
  3. การมีส่วนร่วมของชุมชนในด้านการป้องกันโรค
  4. การกระจายอำนาจการตัดสินใจไปยังจังหวัดและพื้นที่ รวมทั้งการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุขและปศุสัตว์
  5. การมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการป้องกันและการแก้ไขปัญหา อาทิเช่น การปรับปรุงโรงเลี้ยงสัตว์ปีก
  6. การมีระบบการเฝ้าระวังโรคที่มีประสิทธิภาพที่ประกอบด้วย Surveillance Response Rapid Team (SRRT) ในทุกอำเภอทุกจังหวัด
  7. ความโปร่งใสในด้านข้อมูลสถานการณ์โรค

เพื่อให้การแก้ปัญหาโรคไข้หวัดนกตามแผนยุทธศาสตร์ของประเทศประสบความสำเร็จ Dr.Nabarro และคณะ เห็นว่าประเทศไทยควรดำเนินการในอีก 5 ประเด็นคือ

  1. รัฐบาลควรติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่มีการระบาดในสัตว์ปีกหรือมีผู้ป่วย ควรมีการประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาไข้หวัดนกระดับประเทศและในระดับจังหวัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง
  2. สนับสนุนส่งเสริมการศึกษาหาความรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นโรคใหม่และมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
  3. ขยายการประสานงานในระดับประเทศและในภูมิภาค เพราะหลายประเทศในภูมิภาคยังมีการระบาดของโรค และประเทศไทยอยู่ในสถานะที่จะให้ความช่วยเหลือทั้งทางวิชาการและด้านอื่น ๆ
  4. เร่งรัดการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่ (Influenza Pandemic) โดยควรมีการซ้อมทั้งในระดับประเทศ และระดับจังหวัด เนื่องจากจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสังคมในทุกด้าน
  5. ส่งเสริมเรื่อง Biosecurity ในด้านปศุสัตว์

11. เรื่อง การรายงานผลการปฏิบัติงานในช่วงปฏิบัติการรวมพลังไทยทั้งชาติขจัดยาเสพติด

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศตส.) รายงานสรุปผลการดำเนินงานตามปฏิบัติการรวมพลังไทยทั้งชาติขจัดยาเสพติด ระหว่างวันที่ 1-7 เมษายน 2549 สรุปได้ดังนี้

ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศตส.) ได้กำหนดห้วงเวลาการรายงานผลการปฏิบัติการฯ ทุก 7 วัน เพื่อสามารถรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรี และ ศตส. ให้ทันวงรอบการประชุมในแต่ละสัปดาห์ รายงานฉบับนี้ เป็นครั้งที่ 1 โดยทุกจังหวัดรายงานอย่างครบถ้วน และสามารถจำแนกเป็นผลการดำเนินงานรายมาตรการ ดังนี้

สรุปผลการดำเนินการใน แต่ละมาตรการ

ด้าน Supply เป้าหมายการดำเนินงานด้าน supply แบ่งเป็น 2 ลักษณะ

ด้าน Demand ในห้วงที่ 1 จำนวน 25 จังหวัด มีการ Re-x- ray ผู้เสพยาเสพติด สามารถค้นพบผู้เสพยาเสพติดประมาณ 1,206 ราย ขณะเดียวกันการบำบัดรักษาในระบบบังคับ ฯ มีจำนวน 830 ราย มากกว่าระบบสมัครใจที่มีประมาณ 159 ราย คิดเป็นผลการดำเนินงาน ร้อยละ 6.69 และ ร้อยละ 2.79 ของเป้าหมายทั้งหมดตามลำดับ

ด้าน Potential Demand ในห้วงที่ 1 มีการดำเนินการในสถานบันเทิง 52 จังหวัด ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติด 770 ราย หอพักดำเนินการใน 36 จังหวัด แหล่งมั่วสุมดำเนินการใน 42 จังหวัด และร้านเกมส์ / อินเตอร์เน็ต 42 จังหวัด หน่วยงานในระดับพื้นที่ยังคงให้ความสำคัญต่อการจัดระเบียบสังคม และหากรักษาอัตราการดำเนินการต่อไปจะเป็นการป้องปรามและขจัดปัญหายาเสพติดตามแหล่งมั่วสุมได้ สำหรับการดำเนินการในสถานศึกษาดำเนินการได้ 29 จังหวัด นอกสถานศึกษา 9 จังหวัด

ด้านบริหารจัดการ

การประชุมคณะทำงานเฝ้าระวังดำเนินการใน 32 จังหวัด และการประชุม ศตส.จ./ กทม. ดำเนินการใน 22 จังหวัด หากจังหวัดดำเนินการประชุมได้อย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดการบูรณาการทางความคิดและกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการด้านยาเสพติดอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ด้านการแก้ไขปัญหาพื้นที่ / กลุ่มเป้าหมายพิเศษ

พื้นที่ปัญหาสารระเหยดำเนินการได้ 6 จังหวัด จากเป้าหมาย 13 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 46.15 พื้นที่บุคคล 3 สัญชาติดำเนินการได้ 2 จังหวัด จาก 7 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 28.57 พื้นที่ท่องเที่ยว 5 จังหวัด ยังไม่มีการรายงานผลการดำเนินงาน


12. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการ หนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน ประจำปี 2548 สรุปได้ดังนี้

1. โรงเรียนในฝันที่ได้รับการรับรองคุณภาพว่าสามารถเป็นต้นแบบได้ จำนวน 552 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 59.9 ของโรงเรียนในโครงการทั้งหมด (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2549)

2. ผลการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนในโครงการ หนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน และโรงเรียนทั่วประเทศ ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ตามหนังสือที่ มศ 0003/472 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2549 พบว่า โรงเรียนในฝันมีผลการประเมินอยู่ในระดับดี (ค่าเฉลี่ยมากกว่า 2.51 จากคะแนนเต็ม 3.0)ร้อยละ 64.24 ซึ่งสูงกว่าผลการประเมินภาพรวมโรงเรียนทั่วประเทศ ที่มีโรงเรียนเพียงร้อยละ 41.91 ซึ่งแสดงว่าสัดส่วนของโรงเรียนในฝันที่มีคุณภาพสูงกว่าโรงเรียนปกติ

3. โรงเรียนในฝันเป็นโรงเรียนที่ทำให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้และเข้าใจจริง โดยเน้นการปฏิบัติจริงและค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง ดังนั้น คุณภาพนักเรียนโรงเรียนในฝันที่ปรากฏคือ นักเรียนมีนิสัยใฝ่รู้ รักการอ่าน การค้นคว้า สามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นคนดี มีคุณธรรม รู้จักคิดวิเคราะห์ มีทักษะการดำรงชีวิตในสังคมยุคใหม่ สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ สร้างงาน สร้างอาชีพ สามารถนำเสนอผลงาน ได้อย่างสร้างสรรค์ สืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างมั่นใจในตนเอง

4. โรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการในทุกมิติ เน้นการบริหารจัดการที่คำนึงถึงประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง มีการระดมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ศิษย์เก่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความตระหนักร่วมกันว่า การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม โรงเรียนมีระบบบริหารจัดการที่ดี มีบรรยากาศและวัฒนธรรมการปฏิบัติงานแบบกัลยาณมิตร ผนึกพลังสร้างสรรค์และร่วมรับผิดชอบ และมีเอกลักษณ์โดดเด่น โรงเรียนให้บริการการศึกษาได้อย่างทั่วถึงกลุ่มเป้าหมาย และมีระบบแนะแนวให้คำปรึกษาการดำเนินชีวิต ให้คำปรึกษาทางวิชาการตามกลุ่มสาระต่าง ๆ โรงเรียนในฝันได้พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นเน้นการบูรณาการการเรียนรู้และการดำเนินชีวิต มีกิจกรรมที่สะท้อนการจัดการเรียนรู้ แบบบูรณาการ กิจกรรมการหารายได้ระหว่างเรียน กิจกรรมการประกวดหรือแข่งขันผลงานการเรียนรู้ของผู้เรียน

5. ครูปรับเปลี่ยนวิธีการสอนไปสู่การจัดการเรียนรู้ที่มีชีวิต สนุก ท้าทาย ตื่นเต้น ไม่ใช่เรียนจากตำราเพียงอย่างเดียว ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียน ป้อนคำถามให้นักเรียนชวนคิด ชวนวิเคราะห์ สามารถสอนจากสื่อการสอนและโปรแกรมการสอนที่ทันสมัย มีการปรับปรุงแผนการสอนให้นักเรียนเรียนได้ทัน มีระบบการซ่อมเสริม ช่วยเหลือแก้ไขเรื่องการเรียนและพฤติกรรม

6. โรงเรียนมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการเพื่อให้มีความรวดเร็ว คล่องตัวในการปฏิบัติงาน มีการเพิ่มศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ โดยได้พัฒนาห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และห้องสืบค้นเพื่อการเรียนรู้ ให้มีสื่อการเรียนรู้ ทั้งที่เป็น Software และ Hardware เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ได้ดีขึ้น ทำความเข้าใจเรื่องที่ยากต่อการเรียนรู้ ให้เข้าใจง่าย

นอกจากนั้นได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ภายในห้องสมุด เป็นระบบ e-library เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้สะดวก รวดเร็วขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการในการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ

7. โรงเรียนมีระบบภาคีเครือข่าย ผู้เชี่ยวชาญ พี่เลี้ยง ศึกษานิเทศก์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีสมาคมผู้ปกครอง ศิษย์เก่า อบต. หรือ อบจ. สนับสนุนโรงเรียนมีทรัพยากรที่เหมาะสมใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ได้แก่ ครูสอนตรงตามวุฒิหรือตามความรู้ความสามารถครูใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ดูแลเครื่องมือ / อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน รวมทั้งเปิดให้บริการห้องสมุดเต็มเวลาและนอกเวลาเรียน

8. โรงเรียนได้พัฒนาสิ่งแวดล้อม และใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า อาคารสถานที่เป็นระเบียบ ร่มรื่น สะอาด ปลอดภัย สะดวก ทันสมัย บรรยากาศอบอุ่น ส่งเสริมให้นักเรียนอยากมาโรงเรียนกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และใช้แหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียนในการศึกษาหาความรู้ หรือฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีการสร้างแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน ให้นักเรียนได้ฝึกพัฒนาศักยภาพขอตนเอง เช่น การบริหารจัดการร้านสหกรณ์ ธนาคารโรงเรียน ห้องพยาบาล การเป็นเว ็บมาสเตอร์ การบริหารคลินิกแก้ไขการเรียนไม่ทันของเพื่อนและนักเรียนรุ่นน้อง การจัดทำหนังสือพิมพ์ของนักเรียน การดูแลสวนหย่อมและการทำแปลงเกษตรกร รวมทั้งการช่วยเหลือชุมชน โดยกลุ่ม อ.ย.น้อย หรือการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้กับเกษตรกร เป็นต้น

9. ผู้ปกครอง ชุมชน กรรมการสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องมีความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานของโรงเรียนร่วมสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนแสดงออกถึงความรักศรัทธาโรงเรียน ร่วมระดมสรรพกำลังเพื่อการพัฒนาโรงเรียน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมิน ร่วมชื่นชม และเป็นเจ้าของโรงเรียนร่วมกับครูและผู้บริหารตระหนักว่า การศึกษาเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องร่วมกันพัฒนา

10. ผู้ปกครองนักเรียนในชุมชนโดยรอบโรงเรียนในฝันมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของโรงเรียนมากขึ้น โดยในปีการศึกษา 2549 มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนโรงเรียนในฝันเป็นจำนวนมาก จนไม่สามารถรับเข้าเรียนได้หมดทุกคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนในฝันมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของชุมชน สามารถทำหน้าที่เป็นโรงเรียนดีมีคุณภาพ สกัดการเข้าเรียนโรงเรียนดังในเมืองได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการสอบเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาของนักเรียนโรงเรียนในฝันได้คณะที่ดี สถาบันที่มีชื่อเสียงมากขึ้น รวมทั้งสอบได้ทุนรัฐบาลในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนมากขึ้น

11. แนวทางการพัฒนาโรงเรียนในฝันระยะต่อไป เพื่อมุ่งสร้างความเข้มแข็งด้านวิชาการสู่คุณภาพ การจัดการศึกษาที่ยั่งยืนของโรงเรียน โดยจะส่งเสริมการจัดตั้งและความร่วมมือของเครือข่ายผู้ปกครอง ส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียนชั้นนำของประเทศ สนับสนุนเป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนในฝัน และโรงเรียนขนาดเล็ก ลดภาระงานที่นอกเหนืองานสอนครู ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนในท้องถิ่น พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสารของโรงเรียน จัดการแข่งขันและประกวดผลงานของนักเรียน จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้บริหารและครูโรงเรียนในฝัน กระตุ้นในรองผู้อำนวยการสถานศึกษาฝ่ายวิชาการ ให้เน้นความเข้มข้นของการเรียนการสอนของโรงเรียน บริหารจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management) ในห้องเรียนและแหล่งเรียนรู้ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ของครูเกี่ยวกับการแก้ปัญหา (Problem Solving) การตั้งคำถาม (Inquiry-base) การทำโครงงานและการวิจัย (Project and Research base) และการปรับปรุงแก้ไขใบงานของครูให้เน้นกระบวนการคิดของผู้เรียนมากขึ้น การใช้โปรแกรมและการใช้สื่อการเรียน การสอน มอบหมายหน้าที่ให้สภานักเรียนร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาโรงเรียน ส่งเสริมด้านความเป็นผู้นำของผู้บริหารในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และส่งเสริมกิจกรรมความคิด


13.. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 15)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกัน และ บรรเทาสาธารณภัย สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการแล้ว จนถึงวันที่ 21 เมษายน 2549) ดังนี้

1. สถานการณ์ภัยแล้งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2549) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับ รายงานจากจังหวัดว่าได้เกิดสถานการณ์ภัยแล้ง (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 21 เมษายน 2549) ดังนี้ พื้นที่ประสบภัย รวม 61 จังหวัด 462 อำเภอ 46 กิ่งฯ 3,039 ตำบล 22,528 หมู่บ้าน แยกเป็น ราษฎรเดือดร้อน 2,374,422 ครัวเรือน 9,587,852 คน

พื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง

ประเภทพืช พื้นที่การเกษตรที่ประสบความเสียหายแล้ว (ไร่) พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะประสบความเสียหาย (ไร่)
นาข้าว 959,145 817,551
พืชไร่ 268,471 540,354
พืชสวน 37,574 257,127
รวมพืชเกษตร ** 1,265,190 ***1,615,032
มูลค่าความเสียหาย (บาท) 168,158,831 บาท 165,748,013 บาท

หมายเหตุ ** ข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายแล้วเป็นข้อมูลที่รวมพื้นที่ประสบภัยจากสภาวะฝนทิ้งช่วงระหว่างตุลาคม - พฤศจิกายน 2548 ของ จ.นครราชสีมา 274,207 ไร่ จ.ขอนแก่น 271,163 ไร่ จ.ศรีสะเกษ 165,224 ไร่ จ.สุรินทร์ 185,271 ไร่ด้วย

*** พื้นที่การเกษตรที่คาดว่าจะเสียหายลดลง 1,355,166 ไร่ (จากเดิม 2,970,198 ไร่ คงเหลือ 1,615,032 ไร่ เนื่องจากมีการเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังและพืชไร่แล้วเป็นบางส่วน)

การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด / อำเภอ / กิ่งอำเภอ

1) การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร

2) การแจกจ่ายน้ำอุปโภค / บริโภค

3) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 437,070,334 บาท

2. การเกิดพายุฤดูร้อนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่ 11-20 เมษายน 2549) ในระหว่างวันที่ 11 - 20 เมษายน 2549 ได้เกิดพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรงและมีพายุฝน / ลูกเห็บตกบางแห่ง สรุปได้ ดังนี้

2.1 พื้นที่ประสบภัย รวม 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น สกลนคร อุบลราชธานี หนองคาย เชียงราย ตาก แพร่ ชัยนาท สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ตราด และนราธิวาส รวม 30 อำเภอ 45 ตำบล 85 หมู่บ้าน

2.2 ความเสียหาย

2.3 การให้ความช่วยเหลือ จังหวัดที่ประสบภัยได้ให้ความช่วยเหลือจากงบฉุกเฉิน (50 ล้านบาท) ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้เหล่ากาชาดจังหวัดและมูลนิธิได้ร่วมให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยด้วย


14. เรื่อง รายงานสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ด้านการเกษตร (ช่วงวันที่ 14-20 เมษายน 2549)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้งปี 2549 ด้านการเกษตร (ช่วงวันที่ 14-20 เมษายน 2549) ประกอบด้วย พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบ สถานการณ์น้ำ

ผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และแผนปฏิบัติการฝนหลวง ดังนี้

1. ผลกระทบด้านการเกษตร รายงานพื้นที่การเกษตรอาจได้รับผลกระทบ ณ วันที่ 20 เมษายน 2549 ดังนี้

1.1 ด้านพืช พื้นที่ทำการเกษตรอาจได้รับผลกระทบ จำนวน 18 จังหวัด คือ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำปาง สุโขทัย นครพนม ยโสธร เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุบลราชธานี สิงห์บุรี จันทบุรีประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี และพังงา (เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 1 จังหวัด คือ อุบลราชธานี) พื้นที่ 476,915.50 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 201,424 ไร่ พืชไร่ - พืชผัก 143,615.50 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 131,885.50 ไร่

1.2 ด้านประมง ได้รับผลกระทบ จำนวน 3 จังหวัด คือ จังหวัดเลย มหาสารคาม และอุบลราชธานี พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 252 กระชัง คิดเป็นพื้นที่ 3,416 ตารางเมตร

1.3 ด้านปศุสัตว์ สัตว์ได้รับผลกระทบ จำนวน 3 จังหวัด คือ จังหวัดพิษณุโลก ลำปาง และชัยนาท จำนวน 22,709 ตัว แบ่งเป็น โค - กระบือ 7,631 ตัว สุกร - แพะ - แกะ 485 ตัว สัตว์ปีก 14,593 ตัวจำนวน 20 จังหวัด

พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจะเกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 190,560,944 บาท (ที่ระดับความเสียหายร้อยละ 10) แยกตามรายภาคได้ดังนี้

ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ผลกระทบด้านการเกษตร
พืช ประมง ปศุสัตว์
จังหวัด เกษตรกร พื้นที่ (ไร่) จังหวัด เกษตรกร จังหวัด เกษตรกร
เหนือ 7 18 81 501 7 33,567 242,157.50 - - 2 1,235
ตะวันออกเฉียงเหนือ 7 11 47 288 6 5,148 30,198.50 3 58 - -
กลาง 2 1 1 3 1 108 2,748.00 -   1 50
ตะวันออก 1 1 2 12 1 190 765.00 -   -
ตะวันตก 2 5 19 202 2 36,818 169,497.00 -   - -
ใต้ 1 8     1

 

30,925.00

-   -

-

รวม 20 44 150 1,006 18 75,831 476,291.00 3 58 3 1,285

1.4 การเปรียบเทียบ ปี 2548 พื้นที่การเกษตรด้านพืชที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,043,439 ไร่ ในปี 2549 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 476,291 ไร่ น้อยกว่า 567,148 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 54 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือพื้นที่อาจได้รับผลกระทบ โดยการปฏิบัติการฝนหลวง การจัดสรรน้ำ การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำและรถยนต์บรรทุกน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบลดลงในสัปดาห์นี้อีก จำนวน 132,529 ไร่ รวมพื้นที่ลดลง จำนวน 439,915.50 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ช่วยเหลือได้ 158,901,510 บาท คงเหลือพื้นที่ที่ต้องได้รับความช่วยเหลืออีก 36,375.50 ไร่

2. การให้ความช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเกษตรกร

ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวง การจัดสรรน้ำ การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ การสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ และการส่งเสริมอาชีพ ดังนี้

กิจกรรม ผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินการแล้ว (สะสม) ช่วงวันที่ 14-20 เม.ย. 49
1. การปฏิบัติการฝนหลวง
โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 9 หน่วย (เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี ระยอง จันทบุรี หัวหิน สุราษฎร์ธานี) และ 2 ฐานเติมสารฝนหลวง (นครราชสีมา และภูเก็ต) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2549
  • ขึ้นปฏิบัติการ 1,583 เที่ยวบิน
  • มีปริมาณฝนตกเล็กน้อย - ปานกลางถึงหนัก ใน 62 จังหวัด
  • มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป้าหมาย 11 อ่าง รวม 302.53 ล้าน ลบ.ม.
  • ขึ้นปฏิบัติการ 130 เที่ยวบิน
  • มีปริมาณฝนตกเล็กน้อย - ปานกลางถึงหนัก ใน 44 จังหวัด
  • มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป้าหมาย 11 อ่าง รวม 43.01 ล้าน ลบ.ม.
2. ด้านชลประทาน ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 48 - 20 เม.ย. 49  
2.1 การจัดสรรน้ำ เพื่อการเกษตร การประปา การเดินเรือและผลักดันน้ำเค็ม
  • ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 16,561 ล้าน ลบ.ม.
  • ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 937 ล้าน ลบ.ม.
2.2 สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ และรถยนต์บรรทุกน้ำ
  • เครื่องสูบน้ำ 803 เครื่อง ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้ 589,907 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 533,118 ไร่ พืชไร่ - พืชผัก 52,789 ไร่
  • รถยนต์บรรทุกน้ำ 57 คัน ช่วยเหลือได้ 1,072 ครัวเรือน ปริมาณน้ำ 6.61 ล้านลิตร
  • เครื่องสูบน้ำ 803 เครื่อง
  • รถยนต์บรรทุกน้ำ 57 คัน
3. ด้านปศุสัตว์ สนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ 52,000 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ 2,442 ซอง แร่ธาตุ 926 ก้อน -
4. ด้านการส่งเสริมอาชีพ เช่น การผลิตปุ๋ยหมัก การทอผ้า การตัดเย็บเสื้อผ้า การแปรรูปผลผลิต และอื่นๆ ให้กับ สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 1,504 กลุ่ม เกษตรกร 29,624 ราย -
5. ด้านการปรับปรุงบำรุงดิน
เป้าหมาย ใน 75 จังหวัด พื้นที่ 921,025 ไร่ แบ่งเป็น ในเขต 154,443 ไร่ นอกเขต 766,582 ไร่
ดำเนินการรวมพื้นที่ 167,761 ไร่ แบ่งเป็นในเขตชลประทาน 28,167 ไร่
นอกเขตชลประทาน 139,564 ไร่
ดำเนินการในพื้นที่ 9,036 ไร่ แบ่งเป็น
ในเขตชลประทาน 2,977 ไร่
นอกเขตชลประทาน 6,059 ไร่

3. สถานการณ์น้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง

3.1 สถานการณ์น้ำ

3.2 การปลูกพืชฤดูแล้ง ณ วันที่ 20 เมษายน 2549

หน่วย : ล้านไร่

พื้นที่ ในเขตชลประทาน นอกเขตชลประทาน รวม
ชนิดพืช ข้าว พืชไร่-พืชผัก รวม ข้าว พืชไร่-พืชผัก รวม ข้าว พืชไร่-พืชผัก รวม
เป้าหมาย 5.84 0.87 6.71 1.94 1.79 3.73 7.78 2.66 10.44
ปลูกแล้ว 8.31 0.75 9.06 2.79 1.80 4.59 11.10 2.55 13.65
เก็บเกี่ยว 2.74 0.13 2.87 0.55 0.48 1.03 3.29 0.61 3.90
พื้นที่ยังไม่เก็บเกี่ยว 5.57 0.62 6.19 2.24 1.32 3.56 7.81 1.94 9.75

4. แผนการช่วยเหลือระหว่างวันที่ 21-27 เมษายน 2549

กิจกรรม แผนการดำเนินการ
1. การปฏิบัติการฝนหลวง

โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจำนวน 9 หน่วย (เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี ระยอง จันทบุรี หัวหิน สุราษฎร์ธานี) และ 2 ฐานเติมสารฝนหลวง (นครราชสีมา และภูเก็ต)

  • เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกใน 41 จังหวัด
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าไม้เพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า
  • เพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำเป้าหมาย 11 อ่าง ได้แก่ ทับเสลา กระเสียว อุบลรัตน์ มูลบน ลำแซะ ลำตะคอง ลำนางรอง บางพระ ดอกกราย หนองปลาไหล และบางวาด
2. ด้านปศุสัตว์  
2.1 การผลิตเสบียงอาหารสัตว์สำรองไว้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาจากเนื่องจากภัยแล้ง
  • สำรองเสบียงอาหารสัตว์ไว้ 6,737,149 กิโลกรัม ตามศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ และสถานีพัฒนาอาหารสัตว์ จำนวน 29 แห่ง
2.2 การสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเสบียงสัตว์สำรอง
  • ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ / สถานีพัฒนาอาหารสัตว์ จะนำเครื่องจักรกลเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ เครื่องอัดหญ้าแห้ง เป็นต้น ออกไปสนับสนุน มีเป้าหมายสนับสนุนเกษตรกร 3,630 ราย คิดเป็นเสบียงสัตว์ทั้งสิ้น 1,815,000 กิโลกรัม
  • สนับสนุนท่อนพันธุ์และกล้าหญ้าฟรี รายละไม่เกิน 250 กิโลกรัม
  • สนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อจำหน่าย ภายใต้การส่งเสริมของกรมปศุสัตว์ จำนวน 4,903 ราย ผลผลิตรวมสะสมตั้งแต่ ต.ค. 48 ถึง ก.พ. 49 จำนวน 37,026.73 กิโลกรัม
2.3 การดูแลสุขภาพสัตว์
  • ฉีดวัคซีนป้องกันปากและเท้าเปื่อยในโคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ
    ปีละ 2 ครั้ง เป้าหมาย 6,500,000 ตัว
  • ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนม ปีละ 4 ครั้ง
    เป้าหมาย 400,000 ตัว
  • การเตรียมเวชภัณฑ์รักษาสัตว์ที่ป่วย จำนวน 612,775 ตัว

 


15. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้า การรายงานความพร้อมของ หมู่บ้าน / ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน /ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

1. หมู่บ้าน / ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน / ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ / ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ /นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกรมการปกครองแล้ว จำนวน 76,881 หมู่บ้าน / ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,472 หมู่บ้าน / ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 99.24

2. สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้ หมู่บ้าน / ชุมชนแล้ว จำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน / ชุมชน จำนวน 8,152.80 ล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่โอนให้แก่หมู่บ้าน /ชุมชนแล้ว จำนวน 17,152.80 ล้านบาท

3. กระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน /ชุมชน (SML) ณ วันที่ 21 เมษายน 2549 จาก 75 จังหวัด ดังนี้


16. เรื่อง การลงนามในร่างแถลงการณ์การแก้ไขหลักการสำคัญ ของความตกลงทวิภาคี ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้กรอบมาตรการริเริ่มเชียงใหม่

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการลงนามในร่างแถลงการณ์การแก้ไขหลักการสำคัญของความตกลงทวิภาคี ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้กรอบมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมอบหมายเป็นผู้แทนรัฐบาลไทย ลงนามในร่างแถลงการณ์การแก้ไขหลักการสำคัญของความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราภายใต้กรอบมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiang Mai Initiative : CMI) โดยหากมีการปรับปรุงแก้ไขร่างแถลงการณ์ฯ ดังกล่าว ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ ให้กระทรวงการคลังแก้ไขและดำเนินการต่อไปได้โดยมิต้องขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง

ทั้งนี้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า CMI นั้นเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความร่วมมือในภูมิภาค ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างประเทศต่อความแข็งแกร่งของภาวะเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ที่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสำรองให้เบิกจ่ายกรณีฉุกเฉิน การลงนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน+3 ในร่างแถลงการณ์การแก้ไขหลักการสำคัญของความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตรา (Bilateral Swap Arrangements : BSAs) ภายใต้กรอบ CMI (Draft Cover Note for the Main Principles)

ในการประชุม AFMM+3 วันที่ 4 พฤษภาคม 2549 ณ เมือง Hyderabad ประเทศอินเดีย จะเป็นการแสดงให้ภูมิภาคอื่นได้ประจักษ์ถึงการยกระดับความร่วมมือทางการเงิน และการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ของประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ที่มีความชัดเจน มั่นคง และใกล้ชิดกันมากขึ้น จึงเห็นควรให้ประเทศไทยลงนามร่วมกับประเทศ อาเซียน+3 ในร่างแถลงการณ์ดังกล่าว


17. เรื่อง รายงานผลการก่อสร้างหอเตือนภัยสึนามิ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีรายงานผลการก่อสร้างหอเตือนภัยสึนามิ สรุปได้ดังนี้

สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548 มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบเกี่ยวกับการดำเนินการมาตรการป้องกันและระบบเตือนภัยธรรมชาติ และให้มีการจัดสร้างหอเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้แถบชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ซึ่งได้ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองได้รับมอบหมาย ให้ก่อสร้างหอเตือนภัยสึนามิ ทั้งสิ้น รวม 55 แห่ง ใน 5 จังหวัด

จนถึงขณะนี้ปรากฏว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ทำการก่อสร้างหอเตือนภัยสึนามิเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว จำนวน 51 แห่ง ได้แก่ จังหวัดพังงา 13 แห่ง จังหวัดกระบี่ 12 แห่ง จังหวัดตรัง 9 แห่ง จังหวัดสตูล 13 แห่ง และจังหวัดระนอง 4 แห่ง สำหรับส่วนที่เหลืออีก 4 แห่ง ได้แก่ จังหวัดพังงา 3 แห่ง และจังหวัดระนอง 1 แห่ง กรมโยธาธิการฯ กำลังเร่งดำเนินการอยู่


18. เรื่อง การจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงเจริญพระชันษา 1 ปี พ.ศ. ... ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี โรงเรียนนายเรือ พ.ศ. ... และ ร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินที่ให้เหรียญกษาปณ์ราคาห้าสิบบาทเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย พ.ศ. ... รวม 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

โดยร่างกฎกระทรวงฯ จำนวน 3 ฉบับ มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงเจริญพระชันษา 1 ปี พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เนื่องในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงเจริญพระชันษา 1 ปี ชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ลวดลายและลักษณะอื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์ (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาห้าสิบบาท หนึ่งชนิด (จำนวนผลิตไม่เกิน 500,000 เหรียญ)
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี โรงเรียนนายเรือ พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี โรงเรียนนายเรือ ชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ลวดลาย และลักษณะอื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์ (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาห้าสิบบาท หนึ่งชนิด (จำนวนผลิตไม่เกิน 200,000 เหรียญ)
  3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินที่ให้เหรียญกษาปณ์ราคาห้าสิบบาทเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้เหรียญกษาปณ์ราคาห้าสิบบาท เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายคราวละไม่เกินจำนวนหนึ่งพันบาท

ทั้งนี้กระทรวงการคลังรายงานว่า สมควร

  1. จัดทำเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาห้าสิบบาท ออกใช้เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงเจริญพระชันษา 1 ปี ในวันที่ 29 เมษายน 2549 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ
  2. จัดทำเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคาห้าสิบบาท ออกใช้เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบ 100 ปี โรงเรียนนายเรือ ในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เพื่อเป็นการเผยแพร่เกียรติประวัติของโรงเรียนนายเรือ
  3. กำหนดให้เหรียญกษาปณ์ราคาห้าสิบบาทเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายได้

19. เรื่อง รายงานการประชุมการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานการประชุมการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนกและการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งนอกและในกระทรวงสาธารณสุข โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานในการประชุม เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยสรุปผลการประชุมได้ ดังนี้

สถานการณ์โรคไข้หวัดนกและความเสี่ยงของการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ สรุปได้ดังนี้

ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันมีรายงานผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกแล้วใน 9 ประเทศ รวม 196 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 110 ราย เฉพาะ 3 เดือนแรกของปีนี้มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่จาก 7 ประเทศ รวม 52 ราย คาดว่าจะมีรายงานผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้นตลอดปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มการพบเชื้อในนกอพยพและสัตว์ปีกพื้นบ้านเพิ่มมากขึ้นมากกว่า 40 ประเทศในสามทวีป (เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา)

สำหรับประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยรวม 22 ราย เสียชีวิต 14 ราย ผู้ป่วยรายสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2548 ตั้งแต่ต้นปีนี้มีการรายงานผู้ป่วยปอดบวมหรือไข้หวัดใหญ่ที่ทำการสอบสวนรวม 904 รายจาก 63 จังหวัด จนถึงขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนกรายใหม่ แต่ยังไม่สามารถวางใจได้ เพราะโดยประสบการณ์มักจะพบผู้ป่วยเมื่อมีความตระหนักลดลง ส่วนความเสี่ยงของการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่นั้น อยู่ในระดับ 3 คือคนติดเชื้อไข้หวัดนกจากสัตว์ปีก และอาจมีการติดเชื้อจากคนสู่คนแต่ยังไม่สามารถแพร่ได้อย่างง่าย และองค์การอนามัยโลกเตือนให้ทุกประเทศระวังการแพร่ระบาดในระดับ 4 ดังนั้นควรเร่งการเตรียมพร้อมสำหรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ต่อไป

ความก้าวหน้าในการดำเนินงานป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดนก และการเตรียมพร้อมรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ที่ประชุมได้รับทราบกิจกรรมหลักที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติใน 6 ด้าน คือ การเฝ้าระวังควบคุมโรค การบริการทางการแพทย์ การช่วยเหลือชุมชน การจัดหาเวชภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์ การให้สุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ การบูรณาการด้านบริหารจัดการ รวมทั้งการเตรียมซ้อมความพร้อมรับการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ ในระดับจังหวัด ระดับส่วนกลางและระดับชาติ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำเสนอสรุปมาตรการสำคัญ 7 ด้านคือ การประชาสัมพันธ์ แจ้งสัตว์ป่วยตาย การทำลายสัตว์ที่สงสัยเป็นโรคไข้หวัดนก (โดยไม่ต้องรอผล Lab) การชดเชยเกษตรกรเมื่อมีการทำลายสัตว์ปีก การปศุสัตว์ปลอดภัย โดยเฉพาะไก่ชนและเป็ดไล่ทุ่งให้เข้าที่ การเฝ้าระวังโรคเชิงรุก (X-ray) พื้นที่อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง การพัฒนาบุคลากร และพัฒนาศักยภาพด้านชันสูตรโรคในภูมิภาค และการพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัคร

ปัญหาอุปสรรคสำคัญ

ประธานสั่งการให้ดำเนินการต่อไป มีดังนี้


20. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานผลการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข สรุปได้ดังนี้

1) สรุปข้อมูลปฏิบัติการระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS)

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้แบ่งหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินเป็น 3 ระดับ คือ 1) หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง (Advanced Lifert : ALS) 2) หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินระดับพื้นฐาน (Basic Life Support : BLS) 3) หน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินระดับตำบล (First Responder : FR) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมูลนิธิภาคเอกชนต่าง ๆ

โดยปัจจุบันมีหน่วย FR 1,500 หน่วยทั่วประเทศ สำหรับหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง (ALS) และระดับพื้นฐาน (BLS) มีอยู่ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด

เทศกาลสงกรานต์ 2549 นี้ มีการให้บริการ EMS (เฉพาะอุบัติเหตุจราจรอย่างเดียว) ในระดับต่าง ๆ ดังนี้

ข้อมูลผู้บาดเจ็บรุนแรงในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (ระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บระดับชาติ Injury Surveillance - IS)

1) ข้อมูลการบาดเจ็บรุนแรงในทุกกลุ่มอายุ

ผู้บาดเจ็บรุนแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (จากการรักษาเบื้องต้น ณ ห้องฉุกเฉิน) พบว่า ตายประมาณ 2.7% (นับเฉพาะผู้ป่วยที่รอดชีวิตเมื่อมาถึงโรงพยาบาล) ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่งที่ต้องเข้ารับการรักษาต่อในหอผู้ป่วย ซึ่งยังไม่ทราบผลการรักษา

2) ข้อมูลการบาดเจ็บรุนแรงในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

ข้อเสนอ

1. ควรมีการเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายร่วมกับการรณรงค์ ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพบว่าจำนวนเด็กบาดเจ็บรุนแรงในภาพรวม มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งต่างจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีแนวโน้มลดลง นอกจากนั้นยังพบว่าพฤติกรรมเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ 1) การไม่สวมหมวกนิรภัยในเด็กที่บาดเจ็บรุนแรง และรับไว้รักษาในโรงพยาบาลมีสัดส่วนสูงขึ้น ทั้งที่ในช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์การสวมหมวกนิรภัยในเด็กจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง รวมทั้งมีการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมทางด้านการผลิตหมวกนิรภัยเด็กในประเทศเพื่อให้มีการจำหน่ายในราคาถูก และ 2) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กที่บาดเจ็บรุนแรง และเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตามกฎหมายไม่อนุญาตให้มีใบขับขี่และห้ามจำหน่ายสุราในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการ ดังนี้

2. ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมกันหามาตรการหรือควบคุมกำกับเพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ เช่น การติดฉลากคำเตือนบนรถจักรยานยนต์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2549

3. ควรมีการติดตามประเมินประสิทธิภาพการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินระดับตำบล (FR) เนื่องจากเป็นปีแรกที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเริ่มมีผลงานการออกปฏิบัติการ อย่างเห็นได้ชัดเจน เพื่อนำผลการประเมินมาพัฒนาในการขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมทุกตำบลในปี 2553 ตามเป้าที่ตั้งไว้

4. ควรมีการบูรณาการการแจ้งเหตุฉุกเฉินทุกประเภททางหมายเลขโทรศัพท์กลาง ในกรณีที่พบผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือพบเห็นผู้บาดเจ็บหรือเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ เพื่อประชาชนจะได้ไม่สับสนจดจำหมายเลขของหน่วยราชการจำนวน มากกว่า 20 หน่วยงานยามฉุกเฉิน


21. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้แต่งตั้ง นายธงชัย ชิวปรีชา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แทน นายสุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2549 เป็นต้นไป

2. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวัตถุอันตราย จำนวน 7 คน แทนกรรมการชุดเดิม ดังนี้ 1. นายภักดี โพธิศิริ 2. นายทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต 3. นางนวลศรี ทยาพัชร 4. นายปรีชา ออประเสริฐ 5. นายธีระศักดิ์ พงศ์พนาไกร 6. นายสุมิดา บุรณศิริ และ 7. นางสาวสุมล ปวิตรานนท์

ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2549 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารอาคาร สงเคราะห์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่น ในคณะกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 8 ราย ดังนี้ นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ นายชัยเกษม นิติสิริ นายฉัตรชัย วีระเมธีกุล นายรังสิน สืบแสง นายชัยพัฒน์ สหัสกุล พลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ และนาย ช.นันท์ เพ็ชญไพศิษฏ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2549 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีนายชัยเกษม นิติสิริ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ แต่ไม่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ และให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรี ณ วันที่ได้มีคำสั่ง

4. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้ง นายสมชาย ชิโนดม รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมธนารักษ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) กรมธนารักษ์ ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นวันที่ ก.พ. ได้รับคำขอประเมินพร้อมด้วยเอกสารประกอบการขอประเมินครบถ้วนสมบูรณ์

5. แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมจัดกิจกรรมในโอกาสที่เลขาธิการสหประชาชาติเยือนไทย เพื่อถวายรางวัลเกียรติยศด้านการพัฒนาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 79/2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมจัดกิจกรรมในโอกาสที่เลขาธิการสหประชาชาติเยือนไทย เพื่อถวายรางวัลเกียรติยศด้านการพัฒนาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้

องค์ประกอบ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ อธิบดีกรมพิธีการทูต อธิบดีกรมสารนิเทศ อธิบดีกรมศิลปากร เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวร ณ นครนิวยอร์ก ผู้แทนสำนักราชเลขาธิการ ผู้แทนสำนักพระราชวัง ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสรจักร เกษมสุวรรณ นายเตช บุนนาค โดยมีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร (นายอภินันท์ ปวนะฤทธิ์) เป็นกรรมการและเลขานุการ และ ผู้อำนวยการกองพิธีการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. พิจารณากำหนดแนวทางในการจัดกิจกรรมในโอกาสที่เลขาธิการสหประชาชาติเดินทางมาเยือนไทย เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายรางวัลเกียรติยศด้านการพัฒนาของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นไปโดยเรียบร้อย สมพระเกียรติในด้านการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
  2. ประสานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และสอดคล้องกับแนวทางที่คณะกรรมการกำหนด
  3. กำกับ ดูแลและติดตามการดำเนินการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเป็นไปโดยเรียบร้อย และสอดคล้องกับแนวทางในการต้อนรับตามที่คณะกรรมการกำหนด
  4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
  5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2549 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี