สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
14 กุมภาพันธ์ 2549

วันนี้ (วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549) เมื่อเวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. สั่งมหาดไทยให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

นายกรัฐมนตรีสอบถามถึงปัญหาอุทักภัยในจังหวัดนราธิวาสและนครศรีธรรมราช จากพลอากาศเอก คงศักดิ์ วันทนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับรายงานว่า กระทรวงมหาดไทยได้เฝ้าระวังสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดูแลช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

2. เร่งติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกรัฐมนตรีเล่าให้คณะรัฐมนตรีฟังถึงการเดินทางไปตรวจราชการจังหวัดยะลาเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับฟังปัญหาของบุคลากรครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ และได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือบุคลากรครูเหล่านี้เป็นการเฉพาะ

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบเยาวชนผู้หลงผิด และจากการสอบสวนทราบว่าเยาวชนเหล่านี้เป็นคนดี เรียบร้อย ซื่อ แต่ถูกชักจูงในเรื่องของความเชื่อ จึงทำให้ไปเข้าร่วมกับขบวนการก่อความไม่สงบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวกับที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า วิธีที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้น่าที่จะผนวกเอาเรื่องของจิตวิทยาเข้าไปใช้ในการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ และสร้างความเชื่อที่ถูกต้องให้กับเยาวชนในพื้นที่

ส่วนเรื่องรักษาความปลอดภัยในพื้นที่นั้น หลังจากการได้ฟังรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วพบว่า ในพื้นที่ที่ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด หรือที่เรียกกันว่า CCTV มีประโยชน์อย่างสูงในการที่จะทราบเบาะแสคนร้าย จึงเห็นว่าควรให้มีการขยายการใช้และเร่งรัดติดตั้ง CCTV ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตถ้ามีการเพิ่มโทรทัศน์วงจรปิด จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มาก

สำหรับการพัฒนาพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่าควรมีการสร้างงานในพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น การสร้างถนนโดยจะจ้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้มีงานทำและบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อจะได้ป้องกันปัญหา โดยมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาว่าจะสามารถสร้างงานให้คนที่อยู่ในพื้นที่ได้อย่างไรบ้าง

3. การจัดซื้อจัดจ้างบ้านน็อคดาวน์ (Knock down)

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อจัดจ้างบ้านน็อคดาวน์ โดยมอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนสังคมและความ มั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ได้ร่วมกันพิจารณาถึงวิธีการในการจัดซื้อจัดจ้างบ้านแบบที่เรียกว่า "น็อคดาวน์" เพื่อให้มีทิศทางการดำเนินการที่ชัดเจนต่อไป

4. ตั้งทีมที่ปรึกษาให้บริการแก่องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่ใช้พลังงานจำนวนมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการประหยัดพลังงานว่า ควรจะมีการส่งเสริมให้มีทีมที่ปรึกษาให้บริการแก่องค์กรธุรกิจและหน่วยงานที่มีการใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก เพื่อจะได้ช่วยหน่วยงานในการที่จะวิเคราะห์หามาตรการประหยัดพลังงานที่เหมาะสมกับหน่วยธุรกิจและหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งจะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมากอีก ทางหนึ่ง เนื่องจากองค์กรเหล่านั้นจะเป็นองค์กรที่บริโภคพลังงานเป็นจำนวนมาก

สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด พ.ศ. ...
  2. เรื่อง โครงการจัดจ้างบุคลากรครูปฏิบัติการสอนและบุคลากรด้านบริการของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 โรงเรียนที่ประสบภัยธรณีพิบัติ
  3. เรื่อง การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 ครั้งที่ 2
  4. เรื่อง การจัดตั้งสำนักงาน Agence Francaise de Developpement (AFD) ในประเทศไทย
  5. เรื่อง โครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงทดแทนรถโดยสารเก่าจำนวน 2,000 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
  6. เรื่อง การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเล พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน รูปแบบศูนย์การเรียน พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่...) พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ)
  12. เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน
  13. เรื่อง ของบประมาณเพื่อการจัดสร้างห้องเรียนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ห้องเรียนปัตตานี
  14. เรื่อง มหาดไทยกับการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อขจัดความยากจน
  15. เรื่อง รายงานผลการสำรวจนำร่อง เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปการศึกษา
  16. เรื่อง รายงานผลการสำรวจประเมินการปฏิบัติการพลังแผ่นดิน ร่วมกวาดล้างยาเสพติด ครั้งที่ 4 (1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2548)
  17. เรื่อง มาตรการเกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์
  18. เรื่อง ข้อเสนอสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  19. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML)
  20. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่5)
  21. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. ขอความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    2. ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. ....
    3. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
    4. การเสนอรายชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ต่อคณะรัฐมนตรี

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด พ.ศ. ...

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดียาเสพติด พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานศาลยุติธรรมเสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ในประเด็นที่จะให้มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดียาเสพติด เป็นการเฉพาะเพื่อการพิจารณาคดียาเสพติด ไปพิจารณาด้วย แล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
  2. สำหรับการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดียาเสพติดนั้น ให้จัดตั้งขึ้นเป็นแผนกหนึ่งในศาลอุทธรณ์

2. เรื่อง โครงการจัดจ้างบุคลากรครูปฏิบัติการสอนและบุคลากรด้านบริการของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 โรงเรียนที่ประสบภัยธรณีพิบัติ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการจัดจ้างบุคลากรครูปฏิบัติการสอนและบุคลากรด้านบริการของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 โรงเรียนที่ประสบภัยธรณีพิบัติ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานขอรับการสนับสนุนเงินงบประมาณเพื่อจัดจ้างบุคลากรครูปฏิบัติการสอนและบุคลากรด้านบริการของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 โรงเรียนที่ประสบภัยธรณีพิบัติ จากคณะกรรมการอำนวยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาจากธรณีพิบัติใน 6 จังหวัดภาคใต้ ในส่วนที่เหลืออีก 50 % จนถึงเดือนกันยายน 2549 หลังจากนั้นให้กระทรวงศึกษาธิการเสนอขอตั้งงบประมาณใหม่ เพื่อขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณปี 2550 ในอัตราที่ขอเพิ่มต่อไป


3. เรื่อง การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 ครั้งที่ 2

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 ครั้งที่ 2 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติการขยายกรอบวงเงินกู้ในประเทศเพื่อลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2549 จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้ 50,000 ล้านบาท เป็น 100,000 ล้านบาท
  2. ปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2549 ครั้งที่ 2 ประกอบด้วย
    • 1) แผนการบริหารและจัดการเงินกู้ในประเทศของรัฐวิสาหกิจ จากวงเงินเดิม 139,498.26 ล้านบาท เป็น 176,870.83 ล้านบาท ประกอบด้วย
      • การปรับเพิ่มแผนเงินกู้เพื่อลงทุน จากวงเงินเดิม 39,343.05 ล้านบาท เป็น 72,229.62 ล้านบาท
      • การปรับเพิ่มแผนเงินกู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและอื่น ๆ จากวงเงินเดิม 32,355.33 ล้านบาท เป็น 36,841.33 ล้านบาท
    • 2) แผนการบริหารหนี้ต่างประเทศของรัฐบาล จำนวน 2,311 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 90,601.83 ล้านบาท
    • 3) การกู้เงินในประเทศของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการ กู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน และหรือการค้ำประกันเงินกู้ภายใต้แผนที่ปรับปรุงในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น
    • 4) ให้กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะดำเนินธุรกรรมเพื่อการบริหารความเสี่ยงหนี้ต่างประเทศของรัฐบาล

4. เรื่อง การจัดตั้งสำนักงาน Agence Francaise de Developpement (AFD) ในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดตั้งสำนักงาน Agence Francaise de Developpement (AFD) ในประเทศไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบร่างข้อตกลงระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย และสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD) ว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานเอเอฟดีในประเทศไทย
  2. อนุมัติให้ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย
  3. เห็นชอบให้มีการลงนามย่อระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และรัฐมนตรีที่กำกับ AFD ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และอุตสาหกรรม โดยมีนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีฝรั่งเศส ร่วมเป็นสักขีพยาน

กระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า การจัดตั้งสำนักงาน AFD ดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือไตรภาคีไทย-ฝรั่งเศส ภายใต้แผนปฏิบัติการร่วมไทย-ฝรั่งเศส (Plan d' Action) เพื่อให้ความร่วมมือช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านไทยเกิดผลเป็นรูปธรรมตามเจตนารมณ์ของทั้งสองประเทศ และเป็นการช่วยกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับฝรั่งเศสให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทย ด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมบทบาทของไทยในเวทีระหว่างประเทศ สำหรับการอำนวยสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่สำนักงาน AFD นั้น จะเป็นไปตามความตกลงระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะไม่เป็นพันธกรณีที่รัฐบาลไทยจะต้องรับภาระเพิ่มเติม


5. เรื่อง โครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงทดแทนรถโดยสารเก่าจำนวน 2,000 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้โครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศใหม่ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงทดแทนรถโดยสารเก่าจำนวน 2,000 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นโครงการลงทุนพิเศษของรัฐเพื่อ การพัฒนาประเทศ ตามนัยข้อ 1 หมวด 3 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการดำเนินโครงการลงทุนพิเศษของรัฐเพื่อการพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2549 ก่อนกระทรวงคมนาคมดำเนินการตามขั้นตอนการประกาศเชิญชวน การยื่น ข้อเสนอโครงการ และการพิจารณาโครงการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ต่อไป ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

กระทรวงคมนาคมชี้แจงว่า โครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศใหม่ที่ก๊าซธรรมชาติ (NGV) เป็นเชื้อเพลิงทดแทนรถโดยสารเก่าจำนวน 2,000 คัน วงเงินลงทุนรวม 23,500 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อการเพิ่มคุณภาพ การให้บริการ ลดมลภาวะทางเสียงและอากาศ และสนองตอบต่อแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐบาล ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้

  1. ผลประโยชน์โดยตรงที่เกิดแก่ ขสมก. ดังนี้ 1) ประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซมีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดการขาดทุนไปได้ระดับหนึ่ง 2) มีรถโดยสารที่มีคุณภาพดีไว้บริการประชาชนและมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม 3) สามารถตอบสนองนโยบายของรัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการป้องกันและควบคุมมลพิษให้อยู่ในระดับมาตรฐาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
  2. ผลประโยชน์โดยอ้อมทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และประชาชนผู้ใช้บริการจะได้รับ ดังนี้ 1) ประชาชน ผู้ใช้บริการมีรถโดยสารที่มีสภาพดี ที่มีความปลอดภัยในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น 2) ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประชาชน เนื่องจากการเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากมลภาวะที่เกิดจากการใช้เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซล 3) ประหยัดเงินตราต่างประเทศที่ต้องใช้ไปในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง (ดีเซล) จากต่างประเทศ โดยหันมาใช้ก๊าซธรรมชาติ (NGV) ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติของประเทศแทน

6. เรื่อง การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายตามแผนพัฒนากฎหมายกระทรวงพาณิชย์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติรวม 5 ฉบับ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักงานศาลยุติธรรมไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป โดยร่างพระราชบัญญัติรวม 5 ฉบับ ประกอบด้วย

1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 22 ว่าด้วยห้างหุ้นส่วนและบริษัทมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ลดจำนวนผู้เริ่มก่อการของบริษัทจำกัด จากเดิมที่กำหนดให้ต้องมีจำนวนเจ็ดคนขึ้นไปเหลือจำนวนสามคนขึ้นไป
  2. กำหนดให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัดสามารถกระทำได้เสร็จสิ้นในวันเดียว
  3. ลดระยะเวลาการให้เจ้าหนี้คัดค้านในกรณีการลดทุนและการควบบริษัทจำกัด เหลือ 1 เดือน
  4. แก้ไขหลักเกณฑ์วิธีการลงมติพิเศษในการประชุมของบริษัทจำกัดจากเดิมต้องประชุมผู้ถือหุ้นติดต่อกันสองครั้งให้เหลือเพียงครั้งเดียว
  5. ยกเลิกการออกหลักฐานใบสำคัญในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
  6. แก้ไขหลักเกณฑ์วิธีการถอนทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ไม่ได้ประกอบกิจการ

2. ร่างพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดความผิดและบทลงโทษสำหรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทจำกัด โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด
  2. กำหนดความผิดและบทลงโทษสำหรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด ซึ่งถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้วฝ่าฝืนประกอบกิจการค้า รวมทั้งให้หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนหรือกรรมการของบริษัทหรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทซึ่งรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดต้องรับโทษเช่นเดียวกับนิติบุคคลนั้นด้วย
  3. กำหนดให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบปรับในคดีความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนและบริษัทที่มีโทษปรับสถานเดียวได้

3. ร่างพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ปรับปรุงพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ยกเลิกการที่นายทะเบียนต้องแต่งย่อรายการจดทะเบียนและนำไปลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และแก้ไขให้รายการจดทะเบียนเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงเมื่อได้มีการจดทะเบียนแล้ว
  2. กำหนดให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายมีอำนาจ เปรียบเทียบปรับในคดีความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวได้
  3. ยกเลิกอัตราค่าธรรมเนียม (13) การออกใบสำคัญหรือใบแทนใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนท้ายพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

4. ร่างพระราชบัญญัติหอการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติหอการค้า พ.ศ. 2509 มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขคำนิยาม "หอการค้า" ให้มีความหมายรวมถึงสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจการบริการด้วย
  2. แก้ไขหลักเกณฑ์การจัดตั้งและการเข้าเป็นสมาชิกหอการค้า
  3. ยกเลิกคุณสมบัติของผู้เริ่มก่อการและผู้ที่จะเป็นกรรมการของหอการค้าที่กำหนดให้ต้องเป็น ผู้มีฐานะดี
  4. ให้คณะกรรมการของหอการค้าสามารถมอบหมายให้เจ้าหน้าที่บริหารของหอการค้าเป็นผู้ดำเนินกิจการของหอการค้าแทนได้
  5. ให้ผู้ที่บริจาคเงินให้แก่หอการค้าสามารถนำเงินที่บริจาคไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนด

5. ร่างพระราชบัญญัติสมาคมการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509 มีสาระสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขเกี่ยวกับนายทะเบียนโดยกำหนดให้นายทะเบียนกลางสมาคมการค้าและนายทะเบียนสมาคมการค้าประจำกรุงเทพมหานคร หมายถึง ผู้ที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายด้วย และกำหนดให้ นายทะเบียนสมาคมการค้าประจำจังหวัด หมายถึง ผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายด้วย
  2. ยกเลิกคุณสมบัติของผู้เริ่มก่อการและผู้ที่จะเป็นกรรมการของสมาคมการค้าที่กำหนดให้ต้องมีฐานะดี
  3. แก้ไขให้สมาคมการค้าสามารถเข้าซื้อตราสารหนี้หรือเข้าถือหุ้นในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
  4. ยกเลิกอำนาจของนายทะเบียนในการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สมาชิกโดยกำหนดให้เป็นอำนาจของศาลแทน
  5. กำหนดให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบคดีได้ และอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการขอจดทะเบียนและการรับจดทะเบียนของบริษัท พ.ศ. ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าว เป็นการปรับปรุงกฎกระทรวง (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 เพื่อยกเลิกการออกใบสำคัญแสดงการ จดทะเบียนบริษัท

7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเล พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการ ท่องเที่ยว กีฬา พุทธศาสนา แรงงานและการพัฒนาสังคม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานกรรมการฯ ที่อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเล พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณา แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้การคุ้มครองแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเลนอกจากที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้ ให้เป็นไปตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน เว้นแต่บทบัญญัติบางมาตราตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2547
  2. กำหนดยกเว้นมิให้กฎกระทรวงใช้บังคับแก่การจ้างลูกจ้างทำงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเลที่มีขนาดน้อยกว่าสองร้อยห้าสิบตันกรอส และโดยปกติใช้เวลาเดินทางไปและกลับน้อยกว่าคราวละยี่สิบสี่ชั่วโมง การจ้างงานในเรือประมงทะเลตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2551) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และ การจ้างลูกจ้างอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
  3. กำหนดให้การจ้างแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเล ต้องทำเป็นหนังสือ มีระยะเวลากำหนดไว้ในสัญญา หากไม่มีระยะเวลากำหนดไว้ให้มีผลใช้บังคับได้ 1 ปี หากสัญญาจ้างสิ้นสุดลงแล้วลูกจ้างยังทำงานอยู่ต่อ ให้ถือว่าสัญญาจ้างนั้นมีผลใช้บังคับต่อไปอีกคราวละ 1 ปี
  4. กำหนดให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติให้ลูกจ้างทราบ โดยกำหนดระยะเวลาทำงานวันหนึ่งต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง รวมเวลาแล้วสัปดาห์หนึ่งไม่เกิน 48 ชั่วโมงและในขณะเรือกำลังแล่นอยู่ในทะเล นายจ้างอาจขยายเวลาทำงานตามปกติได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง
  5. กำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา เว้นแต่ลูกจ้างยินยอมเป็นหนังสือหรือกรณีที่มีความจำเป็นอันเกิดจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุหรือเพื่อความปลอดภัย นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น
  6. กำหนดให้นายจ้างจัดวันหยุดประจำปีให้ลูกจ้างปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดล่วงหน้า
  7. กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ขอเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมเป็นการชั่วคราวได้ในระหว่างระยะเวลาหกสัปดาห์ก่อนหรือหลังคลอด และให้นายจ้างพิจารณาเปลี่ยนงานให้ตามความเหมาะสม และห้ามมิให้นายจ้างรับหญิงซึ่งอยู่ในระหว่างพักฟื้นหลังคลอดที่ยังไม่ถึง 6 สัปดาห์ เป็นลูกจ้าง
  8. กำหนดห้ามมิให้รับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เป็นลูกจ้างงานขนส่งทางเรือเดินทะเล เว้นแต่เด็กเป็นสมาชิกในครอบครัวเดียวกันที่ทำงานอยู่บนเรือเดินทะเลหรือนักเรียนฝึกหัดการเดินเรือที่ทางราชการรับรอง
  9. กำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุด หรือทำงานบางลักษณะ เช่น งานเครื่องกลขับเคลื่อนเรือ งานซ่อมแซมเครื่องกล งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่ หรืองานอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
  10. กำหนดอัตราค่าจ้างของลูกจ้างตามประเพณีการทำงานทางทะเล รวมทั้งประสบการณ์ ความสามารถ ตลอดจนความตกลงแต่ละบุคคล แต่ต้องไม่ต่ำกว่าอัตราสูงสุดของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
  11. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีบริการสื่อสาร ไปรษณีย์ วิทยุ ข่าวสาร สถานที่บนเรือพร้อมอุปกรณ์สำหรับ พักผ่อนหย่อนใจ การบันเทิง กีฬา งานอดิเรกให้แก่ลูกจ้างตามสภาพของเรือเดินทะเล และจำนานลูกจ้าง
  12. กำหนดให้นายจ้างต้องอนุญาตให้ลูกจ้างที่มิได้ทำงานมีสิทธิลาขึ้นฝั่นได้ เว้นแต่นายจ้างเห็นว่าไม่ปลอดภัยหรือมีข้อห้ามตามกฎหมายท้องถิ่น หรือข้อบังคับของท่าเรือนั้น และให้นายจ้างอำนวยความสะดวกแก่สามีหรือภรรยาหรือญาติหรือเพื่อนของลูกจ้างเข้าเยี่ยมลูกจ้างเมื่อเรือเดินทะเลเทียบท่า และอนุญาตให้สามีหรือภรรยาเดินทางพร้อมลูกจ้างในบางครั้งของการเดินเรือเท่าที่จะทำได้
  13. กำหนดให้นายจ้างจัดเสบียงอาหาร น้ำดื่ม ที่มีคุณภาพและสะอาดและเหมาะสมกับจำนวนลูกจ้างตามสภาพและระยะเวลาของการเดินทาง พร้อมทั้งจัดให้มีห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร ห้องพักผ่อน ห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องปฐมพยาบาล สภาพแวดล้อม ระบบระบายอากาศ ควบคุมเสียง อุณหภูมิ และแสงสว่างให้แก่ลูกจ้างตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
  14. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องมือหรืออุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน และกำหนดมาตรการเพื่อความปลอดภัยในการทำงานตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด
  15. กำหนดให้นายจ้างออกค่าใช้จ่ายให้ลูกจ้างในการเดินทางกลับภูมิลำเนาของลูกจ้างตามที่ตกลงกันในกรณีที่เรือเดินทะเลอับปาง หรือไม่อาจใช้การได้อย่างสิ้นเชิง ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน นายจ้างบอกเลิกสัญญาก่อนครบกำหนด หรือสัญญาจ้างครบกำหนด ณ สถานที่อื่นอันมิใช่สถานที่สำคัญจ้าง

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานชี้แจ้งว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เป็นกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองแรงงานที่มีบทบัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ้าง การใช้แรงงานและการจัดสถานที่และอุปกรณ์ในการทำงาน เพื่อให้ผู้ทำงานมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและร่างกาย และได้รับค่าตอบแทนตามสมควร ทั้งนี้ ได้ให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงานในการออกกฎกระทรวง เพื่อให้ความคุ้มครองแก่แรงงานบางประเภทเป็นพิเศษว่าการใช้แรงงานทั่วไป ซึ่งงานขนส่งทางเรือเดินทะเลก็เป็นงานประเภทหนึ่งที่มีการใช้แรงงานที่แตกต่างจากงานทั่วไป เนื่องจากสภาพของสถานที่ทำงานที่ต้องอยู่บนเรือเดินทะเลตลอดเวลา ประกอบกับมีเวลาทำงานที่ไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิอากาศ ระดับน้ำ หรือการทำงานของเรือต่าง ๆ

อีกทั้งในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างในงานขนส่งทางเรือเดินทะเลเป็นการเฉพาะ ที่อาจมีผลกระทบต่อการให้สัตยาบันของกระทรวงคมนาคมต่ออนุสัญญาขององค์การการเดินเรือระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยทางทะเล ค.ศ. 1974 และอนุสัญญาขององค์การการเดินเรือระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการฝึกอบรมและการออกประกาศนียบัตร และการเฝ้ายามของคนประจำเรือ ค.ศ. 1978 ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับอนุสัญญาขององค์การ แรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 174 ว่าด้วยกิจการเดินเรือทะเล (มาตรฐานขั้นต่ำ) ค.ศ. 1976

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเล พ.ศ. .... จะเป็นกฎหมายที่จะให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างในงานขนส่งทางเรือเดินทะเลเป็นการเฉพาะ ซึ่งยกร่างขึ้นโดยพิจารณาจากมาตรฐานแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศและมาตรฐานการเดินเรือขององค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ รวมทั้งประเพณีปฏิบัติในการจ้างงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่นายจ้าง ลูกจ้าง และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยที่จะสามารถแข่งขันกับต่างชาติ ได้ดีในยุคโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะการลดต้นทุนด้านต่าง ๆ เช่น ต้นทุนการขนส่งสินค้า (logistics) รวมถึงการที่ประเทศไทยมีมาตรฐานแรงงานเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงานในงานขนส่งทางเรือเดินทะเลที่สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศแล้ว จะเป็นมาตรการในการป้องกันการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศและการกักเรือได้อีกทางหนึ่ง


8. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนรูปแบบศูนย์การเรียน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรชุมชนและองค์กรเอกชนรูปแบบศูนย์การเรียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แล้วมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายการต่างประเทศ การศึกษา การศาสนาและวัฒนธรรม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เป็นประธานกรรมการฯ ดังนี้

  1. อนุมัติให้กระทรวงศึกษาธิการถอนร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 และอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการะงับการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวต่อไป
  2. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. .... ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขใหม่ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการ ต่อไปได้ ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ กำหนดแนวทางในการจัดระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ทั้งการประกันคุณภาพภายในและภายนอก
  3. อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การชุมชนและองค์กร เอกชนรูปแบบศูนย์การเรียน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและแก้ไขร่างกฎกระทรวงฯ ข้อ 15 ให้ชัดเจนเหมาะสมในกรณีการส่งเงินคืนเป็นรายได้แผ่นดิน ตามประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายการต่างประเทศ การศึกษา การศาสนา และวัฒนธรรม) แล้วดำเนินการต่อไปได้

9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่...) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่...) พ.ศ. ....ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ แล้วมีมติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายความมั่นคง) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์) เป็นประธาน ที่เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหาร (ฉบับที่...) พ.ศ. .... และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณา และส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภา ผู้แทนราษฎรพิจารณา

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามคำว่า พ้นราชการทหารประเภทที่ 2,อำเภอ ที่ว่าการอำเภอ,นายอำเภอ,จังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัด
  2. ให้บุคคลซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกินสามารถลงบัญชีทหารกองเกินได้ ณ ที่อำเภอ หรือเขตที่มีภูมิลำเนา
  3. การเรียกคนเข้ากองประจำการเป็นตำรวจ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำได้โดยตกลงกับกระทรวงกลาโหม
  4. ให้มีการแก้ไขทะเบียนกองประจำการในกรณีมีความจำเป็นได้ รวมทั้งแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมการออกหนังสือสำคัญประจำตัวทหารกองประจำการให้สอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน
  5. ให้บุคคลที่อยู่ในระหว่างการศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อลงบัญชีทหารกองเกินแล้วไม่เรียกมาตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ในยามปกติ
  6. ให้การลงบัญชีทหารกองเกินสามารถลงทะเบียนทหารกองเกินในวันเดียวกับวันที่ทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก ณ ที่ว่าอำเภอ หรือเขตท้องที่ที่มีภูมิลำเนา
  7. ให้บุคคลที่อยู่ในระหว่างการศึกษาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ไม่เป็นผู้ที่ได้รับการผ่อนผันการเข้ารับราชการทหาร
  8. ให้กระทรวงกลาโหมมีอำนาจเรียกทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนเพื่อเข้าปฏิบัติราชการได้

10. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  2. ให้ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2537
  3. ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เลขที่ มอก. 53 - 2548 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3391 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่องยกเลิกและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟ ลงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2548

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมชี้แจงว่า คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้พิจารณา เห็นสมควรแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟและกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไม้ขีดไฟ ขึ้นใหม่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจึงดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของตัวแทนของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องปรากฏว่าไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


11. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป และให้กระทรวงพาณิชย์รับข้อสังเกตของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

โดยร่างพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ) มีสาระสำคัญคือ ยกเลิกมาตรา 14 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2537

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้มีความเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 14 และมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2537 ที่กำหนดให้ผู้ส่งสินค้าทางเรือ ที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกตามจำนวนที่กำหนดในกฎกระทรวง (รวมกันตลอดปีตั้งแต่สิบห้าล้านบาทขึ้นไป) จะต้องเป็นสมาชิกสามัญของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มี คุณสมบัติดังกล่าว และหากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และปรับอีกวันละสองร้อยบาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เป็นบทบัญญัติที่ขัดต่อมาตรา 45 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กล่าวคือ เป็นการบังคับผู้ส่งสินค้าทางเรือต้องเป็นสมาชิกสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 45 ได้บัญญัติให้การรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การมหาชน หรือหมู่คณะอื่น เป็นเสรีภาพ อย่างหนึ่งของประชาชนที่รัฐจะละเมิดมิได้ ประกอบกับวัตถุประสงค์หลักของการตราพระราชบัญญัตินี้ก็เพื่อเป็นตัวแทนของผู้ส่งสินค้าทางเรือเท่านั้น การบังคับให้ผู้ส่งสินค้าทางเรือที่เป็นนิติบุคคลต้องสมัครเป็นสมาชิกของสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือฯ เป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีภาพอย่างเป็นธรรม ตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่ามาตรา 14 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเมื่อมาตรา 14 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 อันเป็นบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืนมาตรา 14 จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย

ซึ่งผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย คณะที่ 5 (คณะอนุกรรมการลดและเลิกกฎหมายที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็นแก่ประชาชน) เรื่อง กฎหมายที่อาจมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เห็นว่า พระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2537 มาตรา 14 จำกัดเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม คือไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ

คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมายได้เสนอร่างแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ ประจำปี 2548 โดยกำหนดให้ร่างพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... อยู่ในกรอบนโยบายการพัฒนากฎหมาย หลักการที่ 1 การพัฒนากฎหมายให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2548 เห็นชอบในหลักการร่างแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติดังกล่าวแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ตามแผนพัฒนากฎหมาย แห่งชาติ) มาเพื่อดำเนินการ


12. เรื่อง สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

ตามที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2549 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยได้เชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ปลัดกระทรวง อธิบดี เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อรับฟังความคิดเห็นและหาข้อสรุปกรอบแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยใช้ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด เป็นกรณีศึกษา นั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ ดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. การแก้ไขปัญหาความยากจน นายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความ ยากจน ดังนี้

2. ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจน ของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) เน้นแนวทางการดำเนินงานใหม่ดังนี้

3. การจัดการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน จำแนกเป็น 2 มิติ คือ (1) การศึกษาเพื่อแก้ความยากจน ซึ่งการศึกษานำไปสู่การสร้างอาชีพ และ (2) การขาดโอกาสทางการศึกษา ในพื้นที่ห่างไกล โอกาสไม่เท่าเทียมกัน ต้องส่งเสริมให้มีโอกาสเท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งในการจัดการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้ใช้ครัวเรือน/ชุมชนเป็นฐาน โดยสถานศึกษาจะมีข้อมูลนักเรียนเป็นรายพื้นที่ รายครัวเรือน และรายบุคคล นอกจากนี้ยังส่งเสริมโอกาสการทำงานระหว่างเรียน มีรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่พิเศษ และมีการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ความยากจนอย่างยั่งยืน สรุปเป็นยุทธศาสตร์การดำเนินงานดังนี้

4. การแก้ไขปัญหาความยากจน : เส้นทางการพัฒนาสู่ความพอเพียง : กรณีศึกษา อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด

5. ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ประชุม

6. ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี


13. เรื่อง ของบประมาณเพื่อการจัดสร้างห้องเรียนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ห้องเรียนปัตตานี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายการต่างประเทศ การศึกษา การศาสนาและวัฒนธรรม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เป็นประธาน ที่อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 12 ล้านบาท เพื่อจัดสร้างห้องเรียนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ห้องเรียนปัตตานี ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ โดยให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาเพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของคณะสงฆ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับพระภิกษุ สามเณร และมีสถานที่ฝึกอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชนและพุทธศาสนิกชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งต่อมาคณะสงฆ์ นักวิชาการ ข้าราชการ พ่อค้า องค์กรเอกชน นักธุรกิจ พุทธสมาคม และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมจัดทำโครงการขอขยายห้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จากวิทยาเขตนครศรีธรรมราชมาที่จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้บริจาคที่ดิน จำนวน 26 ไร่เศษ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยฯ และได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว โดยมีอาคารที่ใช้ดำเนินการเรียนการสอน จำนวน 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการโดยยังไม่มีห้องปฏิบัติการทางวิชาการ ห้องประชุม ห้องสมุด และห้องพักอาจารย์

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ห้องเรียนปัตตานี ได้เปิดทำการเรียนการสอนเพียง 1 คณะ คือ คณะพุทธศาสตร์ ในสาขาวิชาศาสนา ประกอบกับตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 ห้องเรียนปัตตานีไม่เคยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากส่วนกลางหรือจากภาครัฐ จนกระทั่งในปีงบประมาณ 2548 ได้รับการอุดหนุนงบประมาณจากวิทยาเขตนครศรีธรรมราช แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับการขยายและพัฒนาห้องเรียน

ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2548 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำรายละเอียด โครงการจัดสร้างห้องเรียนดังกล่าวเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดทำโครงการจัดสร้างห้องเรียนของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ห้องเรียนปัตตานี รายละเอียดสรุปได้ดังนี้

  1. การดำเนินการ
    • 1) ก่อสร้างอาคารเรียนรวม ลักษณะเป็นอาคารทรงไทย 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 3,657 ตารางเมตร
    • 2) ก่อสร้างอาคารธรรมบริการมหาจุฬาฯ ปัตตานี ลักษณะเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ ขนาดพื้นที่ใช้สอยไม่น้อยกว่า 672 ตารางเมตร
    • 3) ก่อสร้างกำแพงและป้ายรอบพื้นที่
    • 4) สร้างถนนและลานจอดรถ
    • 5) ถมดินปรับพื้นที่
  2. วัตถุประสงค์
    • 1) ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
    • 2) ดำเนินการจัดทำโครงการและกิจกรรมเพื่ออบรมด้านคุณธรรม จริยธรรมแก่พระภิกษุ สามเณร นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมทั้งพุทธศาสนิกชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียงให้มีความรู้ ความเข้าใจ เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาและสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมทั้งเผยแผ่แก่ผู้สนใจทั่วไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2548 - 30 กันยายน 2549

14. เรื่อง มหาดไทยกับการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อขจัดความยากจน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย รายงานสรุปการจัดการประชุมตามโครงการ "มหาดไทยกับการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อขจัดความยากจน" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2549 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือทางวิชาการพัฒนาชุมชนเขต พัฒนาการจังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการ / หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวม 1,243 คน โดยในการประชุมดังกล่าว ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยได้มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานรวมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุม สรุปได้ ดังนี้

1. แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

2. หลักการทำงานมหาดไทยกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อขจัดความยากจน ได้แก่

เศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชุมชน ชุมชนพอเพียงเลี้ยงตำบล ตำบลพอเพียงเลี้ยงอำเภอ อำเภอพอเพียงเลี้ยงจังหวัด จังหวัดพอเพียงเลี้ยงประเทศ

3. เป้าหมายการสร้างชุมชนเข้มแข็ง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2549 อำเภอละ 1 ตำบล รวม 876 ตำบล รวม 5,000 หมู่บ้าน ปี 2550 เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชนเป็นร้อยละ 50 ของหมู่บ้านทั้งหมด ปี 2551 เพิ่มความเข้มแข็งเป็นร้อยละ 100 ของหมู่บ้านทั้งหมด

4. แนวทางดำเนินการ


15. เรื่อง รายงานผลการสำรวจนำร่อง เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปการศึกษา

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ รายงานผลการสำรวจนำร่อง เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปการศึกษา สรุปสาระสำคัญดังนี้

การสำรวจความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถาม จากผู้มาในงานวันเด็ก เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2549 ได้รับแบบสอบถาม มีจำนวนทั้งสิ้น 4,229 คน และนำมาศึกษาเพื่อสรุปประเด็นความคิดเห็นและความคาดหวังของประชาชน ในข้อ/หัวเรื่องต่าง ๆ มีดังนี้

เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่า จากจำนวนผู้ตอบ 4,229 คน เห็นว่าการศึกษามีการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 3,181 คนหรือร้อยละ 75.2 โดยมีความเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นร้อยละ 55.6 และเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีขึ้น ร้อยละ 19.6 และที่เห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีจำนวน 1,048 คนหรือร้อยละ 24.8 มีรายละเอียดดังนี้

1) การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ผลของการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่เห็นว่าการพัฒนาการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้น มีถึง ร้อยละ 55.6 โดยจำแนกเป็นด้านต่าง ๆ คือ

2) การเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีขึ้น

การแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาทางการศึกษา ในช่วง 7 ปีที่ผ่านหลังจากที่มีการปฏิรูปการศึกษา ผลจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีความเห็นว่าการพัฒนาการศึกษาไม่ดีขึ้น มีร้อยละ 19.6 โดยสรุปและจัดอันดับตามความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่เห็นว่าไม่ดีขึ้นใน 5 อันดับ คือ อันดับแรก ขาดความชัดเจนในการบริหารระดับกระทรวงและหน่วยงานระดับภูมิภาค ในด้านการวางแผนพัฒนาการศึกษา เช่น

การถ่ายโอนสถานศึกษาไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีร้อยละ 20.3 อันดับที่สอง ผู้เรียนไม่มีการพัฒนาตนเองในการเรียนที่ดีขึ้น มีร้อยละ 9.9 อันดับที่สาม มีนักเรียนสนใจการเรียนน้อยลง เพราะมีสิ่งยั่วยุทางสังคมมากขึ้น มีร้อยละ 7.4 อันดับที่สี่ ระบบการเรียนการสอนที่เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ พบว่า เด็กยังไม่สามารถศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ มีร้อยละ 6.6 อันดับที่ห้า หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนยังไม่ดีขึ้น มีร้อยละ 5.5

- ความคาดหวังอยากให้กระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาให้เกิดผลอย่างไร (ทั้งด้านครู นักเรียน สถานศึกษา สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน) การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินงานในการบริหารจัดการและการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในด้านต่าง ๆ คือ ด้านที่เกี่ยวกับครู นักเรียน สถานศึกษา สื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน จากการตอบแบบสอบถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความคาดหวัง ทั้งหมด 4,229 คน ได้ผลดังนี้

สรุปโดยรวมของการดำเนินงานโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษา ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2542-2548) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและความคาดหวังของประชาชนกับการดำเนินการพัฒนาการศึกษา โดยได้นำมาทำการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบและนำเสนอความคิดที่สะท้อนให้เห็นสภาวะ การปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่เป็นจริง กับแนวคิดของประชาชนที่มีต่อการดำเนินการพัฒนาการศึกษาของประเทศภายใต้การปฏิรูปการศึกษา อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้จากการสำรวจครั้งนี้ จะเห็นว่าประชาชนที่ตอบแบบสำรวจเรื่องดังกล่าว เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพราะเป็นการสำรวจที่ได้กลุ่มประชากรที่มาในงานวันเด็กที่ผ่านมา เมื่อวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2549 เท่านั้น

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2542-2548) ภายหลังที่มีการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ มีข้อมูลที่ครอบคลุมความคิดของประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ดี สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดที่จะทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูอาจารย์ นักเรียนจากโรงเรียน/สถานที่ และชุมชนที่เลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างในทุกภาคของประเทศต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ความคิดเห็นของประชาชนต่อการพัฒนาการศึกษาที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ เพื่อการนำผลไปใช้สนับสนุนการกำหนดทิศทางของนโยบายทางการศึกษา การวางแผนการศึกษา และการติดตามประเมินผลการดำเนินงานในด้าน การพัฒนาการศึกษา และการปฏิรูปการศึกษาของประเทศให้มีประสิทธิภาพต่อไป


16. เรื่อง รายงานผลการสำรวจประเมินการปฏิบัติการพลังแผ่นดิน ร่วมกวาดล้างยาเสพติด ครั้งที่ 4 (1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2548)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงยุติธรรมรายงานผลการสำรวจประเมินการปฏิบัติการพลังแผ่นดิน ร่วมกวาดล้างยาเสพติด ครั้งที่ 4 (1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2548) ในภาพรวม โดยสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ได้ดำเนิน

การเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างวันที่ 1-15 มกราคม 2549 จากตัวอย่างประชากรที่มีอายุ 18-60 ปี จำนวน 7,699 ตัวอย่างจาก 27 จังหวัดทั่วประเทศ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.1 มีความเห็นว่าในหมู่บ้าน/ชุมชนของตนเองในปัจจุบันมีปัญหายาเสพติดน้อยถึงไม่มีปัญหาเลย
  2. ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 89.7 มีความพึงพอใจต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลในระดับปานกลางถึงมากที่สุด และร้อยละ 72.0 มีความเชื่อมั่นต่อความเอาจริงเอาจังในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล

ทั้งนี้ ผลการสำรวจประเมินการปฏิบัติการพลังแผ่นดิน ร่วมกวาดล้างยาเสพติด ครั้งที่ 4 (1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2548) ในภาพรวมสรุปได้ดังนี้

1. สถานการณ์ปัญหายาเสพติดที่มีการแพร่ระบาดในหมู่บ้าน/ชุมชน

2. แนวทางที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติด


17. เรื่อง มาตรการเกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์

คณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการเกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ดังนี้

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้จัดประชุมเพื่อหารือการกำหนดมาตรการเพื่อออกระเบียบปฏิบัติในการเผยแพร่ทางโทรทัศน์เกี่ยวกับสิ่งที่ควรเป็นข้อห้ามในการเผยแพร่ภาพและเสียง โดยมีตัวแทนนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภาคเอกชน ตัวแทนสมาคมผู้ปกครองนักเรียน ตัวแทนสื่อมวลชนและ

ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ หน่วยงานภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ และกรมประชาสัมพันธ์ โดยผลการประชุมหารือ ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องกันให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นำเสนอประเด็นที่เป็นข้อห่วงใยและมาตรการที่ควรดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ในฐานะเป็นกระทรวงทางด้านสังคม ดังนี้

1. ระยะเวลาที่เหมาะสม

2. รายการที่เหมาะสม

3. มาตรการในการควบคุมสื่อที่ไม่เหมาะสมและส่งเสริมสื่อที่เหมาะสม


18. เรื่อง ข้อเสนอสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีรายงานข้อเสนอสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดังนี้

ข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯ ข้อพิจารณาของรัฐบาล
1. ขอความร่วมมือจากรัฐบาลให้มีการจัดกิจกรรมและ เผยแพร่ผลงานสำคัญทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ ช่อง 11 ได้ตามสมควร ควรให้การสนับสนุนได้ โดยอาจใช้ช่องทางอื่นได้ด้วยตามความจำเป็น

ผู้รับผิดชอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ)

2. ขอให้เชิญผู้แทนสภาที่ปรึกษาฯ เข้าร่วมงานที่เป็นพระราชพิธีและรัฐพิธีด้วยตามความเหมาะสม ควรดำเนินการได้ เช่น งานสโมสรสันนิบาต งานสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ โดยอาจระบุจำนวนหรือโควต้าตามความเหมาะสมแต่ละคราว ส่วนงานพระราชพิธี จะประสานงานกับสำนักพระราชวังให้

ผู้รับผิดชอบ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

3. เมื่อสภาที่ปรึกษาฯ มีข้อเสนอแนะอย่างใดให้รัฐบาลหรือส่วนราชการรับไปพิจารณาควรให้ผู้แทนสภาที่ปรึกษาฯ ติดตามความก้าวหน้าได้โดยตรง ควรดำเนินการได้ ในทางปฏิบัติก็สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่ควรแจ้งเวียนขอความร่วมมือจากส่วนราชการซ้ำอีก

ผู้รับผิดชอบ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและทุกกระทรวง

4. ขอให้คณะรัฐมนตรีส่งเรื่องที่เป็นนโยบายให้สภาที่ปรึกษาฯ พิจารณาเสนอแนะมากขึ้น คณะรัฐมนตรีเคยมีมติแล้วเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 ให้ทุกกระทรวงคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ ตามมาตรา 17 ด้วย ในกรณีมีปัญหาสำคัญ กระทรวงจึงอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้ส่งเรื่องไปยังสภาที่ปรึกษาฯ เพื่อขอความเห็นแบบ outside in ให้มากขึ้น

ผู้รับผิดชอบ ทุกกระทรวง

5. สภาที่ปรึกษาฯขอประสานโดยตรงกับหน่วยงานของรัฐบาล

ควรดำเนินการได้ เพราะบทบาทของสภาที่ปรึกษาฯ เป็นเรื่องการศึกษาและให้ความเห็นชอบไม่ใช่การสอบสวน จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ทันสมัยและครบถ้วน แต่การประสานโดยตรงควรทำกับระดับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติของส่วนราชการ ไม่ใช่กับระดับนโยบายเว้นแต่เป็นเรื่องสำคัญที่ทำในนามของสภาที่ปรึกษาฯจึงให้ประสานในระดับนโยบาย

ผู้รับผิดชอบ ทุกกระทรวง

6. ขอให้รัฐบาลพิจารณาเสนอชื่อผู้แทนสภาที่ปรึกษาฯ เป็นกรรมาธิการวิสามัญร่วมพิจารณาร่างกฎหมายที่สภาที่ปรึกษาฯ มีส่วนเสนอบ้าง ควรดำเนินการได้ แม้แต่ร่างกฎหมายอื่นที่สภาที่ปรึกษาฯ ไม่ได้มีส่วนเสนอ ก็อาจพิจารณาแต่งตั้งจากสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯที่มีความรู้ โดยจะประสานกับทางสภาที่ปรึกษาฯ ต่อไป ในขณะนี้ตามระเบียบว่าด้วยโครงการ Mega Project ก็ให้มีผู้แทนสภาที่ปรึกษาฯร่วมเป็นกรรมการระดับนโยบายด้วยแล้ว

ผู้รับผิดชอบ ทุกกระทรวง และ ปสส.

7. ขอให้มีการประชุมหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสภาที่ปรึกษาฯ อย่างสม่ำเสมอ

ควรดำเนินการได้ นายกรัฐมนตรีได้เสนอแล้ว ว่ารอบหกเดือนแรกให้สภาที่ปรึกษาฯ เป็นเจ้าภาพ รอบหกเดือนต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าภาพ หัวข้อการหารือควรครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ผู้รับผิดชอบ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

8 ขอให้รัฐบาลจัดงบประมาณเพิ่มเติมให้สภาที่ปรึกษาฯ ตามความจำเป็น ควรดำเนินการได้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งแล้วว่าสภาที่ ปรึกษาฯควรมีการลงศึกษาในพื้นที่จริงให้มากขึ้น อันจะทำให้ได้ข้อมูลชัดเจนเป็นประโยชน์ต่อการเสนอความเห็นไปยังรัฐบาล จึงอาจต้องใช้งบประมาณบ้าง

ผู้รับผิดชอบ สำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี การทำงานของสภาที่ปรึกษาฯ ในฐานะผู้ให้คำปรึกษาและข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี จะบังเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 89


19. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้า การรายงานความพร้อมของ หมู่บ้าน/ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

  1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกรมการปกครองแล้ว จำนวน 76,820 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,467 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 99.16
  2. สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 7,958.50 ล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่โอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 16,958.50 ล้านบาท
  3. กระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2549 จาก 75 จังหวัด ดังนี้
    • 3.1 เงินงบประมาณที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้รับโอนแล้วมีการเบิกจ่ายจากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 87,95.74 ล้านบาท รวม 75,856 โครงการ
    • 3.2 เงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายได้นำไปใช้ในการดำเนินโครงการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมากเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 32,953 โครงการ และโครงการด้านการเกษตรน้อยที่สุด จำนวน 5,897 โครงการ
    • 3.3 โครงการที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ดำเนินการตรงตามที่ขออนุมัติโครงการ โดยไม่มีการขอเปลี่ยนแปลง จำนวน 73,286 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 96.61
    • 3.4 โครงการที่มีการเบิกจ่ายสามารถรองรับการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยตรง จำนวน 35,347 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 46.60 และโครงการที่ดำเนินการส่วนใหญ่มีความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการในระดับร้อยละ 100
    • 3.5 ประชาชนที่อาศัยอยู่จริงในหมู่บ้าน/ชุมชน ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการคิดเป็นร้อยละ 83.59 โดยได้รับผลประโยชน์ในด้านการได้รับการบริการขั้นพื้นฐานที่ดีขึ้นมากที่สุด และระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน ( SML) อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก

20. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือ (ครั้งที่ 5)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการให้ความช่วยเหลือที่ได้ดำเนินการแล้ว (จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549) ดังนี้

1. สภาพภูมิอากาศและสภาพฝนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 26 ม.ค.-9 ก.พ. 2549)

ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางปกคลุมประเทศไทยตอนบนตลอดสัปดาห์ โดยมีกำลังอ่อนลงในระยะครึ่งหลังของสัปดาห์ ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตลอดสัปดาห์ ลักษณะดังกล่าวทำให้บริเวณประเทศไทยมีอากาศเย็นเกือบทั่วไปกับอากาศหนาวโดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคใต้มีฝนในระยะครึ่งแรกของสัปดาห์ส่วนมากทาง ฝั่งตะวันออกของภาค (ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา)

2. สถานการณ์ภัยแล้งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549)

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับรายงานจากจังหวัดว่าได้เกิดสถานการณ์ภัยแล้ง (ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2549) ดังนี้

2.1 พื้นที่ประสบภัย รวม 43 จังหวัด 286 อำเภอ 32 กิ่งฯ 1,931 ตำบล 16,474 หมู่บ้าน แยกเป็น

ที่ ภาค จังหวัด พื้นที่ประสบภัย
1 ภาคเหนือ 16 พิษณุโลก นครสวรรค์ ลำพูน แพร่ อุทัยธานี เชียงราย กำแพงเพชร ตาก ลำปาง เพชรบูรณ์ น่าน พิจิตร อุตรดิตถ์ สุโขทัย แม่ฮ่องสอน และเชียงใหม่
2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 ชัยภูมิ ยโสธร มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น อุดรธานี เลย นครพนม ศรีสะเกษ อุบลราชธานี สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ อำนาจเจริญ สุรินทร์ และมุกดาหาร
3 ภาคกลาง 4 ลพบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี และพระนครศรีอยุธยา
4 ภาคตะวันออก 4 ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี
5 ภาคใต้ 1 สตูล
รวม 43 รวม 43 จังหวัด 286 อำเภอ 32 กิ่งฯ 1,931 ตำบล 16,474 หมู่บ้าน

2.2 ราษฎรเดือดร้อน จำนวน 1,481,354 ครัวเรือน 5,796,131 คน

ตารางข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง ณ ปัจจุบัน (9 กุมภาพันธ์ 2549) เปรียบเทียบกับจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้านทั้งหมด จำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งปัจจุบัน (ณ 9 ก.พ. 2549) คิดเป็นร้อยละ
(ของหมู่บ้านทั้งประเทศ)
1 ตะวันออกเฉียงเหนือ 32,576 13,147 40.35
2 เหนือ 16,306 2,709 16.61
3 ตะวันออก 4,816 385 7.99
4 กลาง 11,377 214 1.88
5 ใต้ 8,588 19 0.22
รวม 73,963 16,474 22.27

2.3 พื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้ง

ประเภทพืช พื้นที่การเกษตรที่ประสบ
ความเสียหายแล้ว (ไร่)
พื้นที่การเกษตรที่คาดว่า
จะประสบความเสียหาย (ไร่)
นาข้าว 823,024 ไร่ 1,556,625 ไร่
พืชไร่ 111,217 ไร่ 424,735 ไร่
พืชสวน 10,638 ไร่ 54,081 ไร่
รวม 944,879 ไร่ 2,035,441 ไร่
มูลค่าความเสียหาย 202,897,020 บาท 403,802,270 บาท

2.4 การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด/อำเภอ/กิ่งอำเภอ

1) การจัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร

2) การแจกจ่ายน้ำอุปโภค/บริโภค

3) งบประมาณดำเนินการใช้จ่ายไปแล้ว

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 86,554,882 บาท

3. การดำเนินการของกระทรวงมหาดไทย

เพื่อให้การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2549 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสามารถบูรณาการ ประสานการช่วยเหลือ และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประสบภัยแล้งได้อย่างรวดเร็วถูกต้อง ทั่วถึง และทันต่อเหตุการณ์ กระทรวงมหาดไทยโดยสำนักเลขาธิการป้องกันฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงจัดให้มีการประชุมชี้แจงนโยบายและแนวทางดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งปี 2549 ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ประสบภัยแล้งทั่วประเทศในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม 2549 ดังนี้


21. เรื่อง แต่งตั้ง

1. ขอความเห็นชอบการแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ให้แต่งตั้งนายสุรินทร์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ ตำแหน่ง ศาตราจารย์ ระดับ 10 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายหลังที่ได้รับอนุมัติให้ลาออกจากราชการแล้ว

2. ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ. ....ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ โดยกำหนดวันพุธที่ 19 เมษายน 2549 เป็นวันเลือกตั้ง เนื่องจากสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 มีนาคม 2549 และคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไปภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่อายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงตามมาตรา 131 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

อนึ่ง สำหรับวันรับสมัครเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 86 คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณากำหนดวันเริ่มรับสมัครเลือกตั้งในวัดถัดจากวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งฯ มีผลใช้บังคับและรับสมัครเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน

3. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ดังนี้

  1. นายแพทย์วิวัฒน์ ยถาภูธานนท์ นายแพทย์ 10 วช. ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์
  2. นางดาราวรรณ ธรรมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการสหทัยมูลนิธิ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสงเคราะห์
  3. รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
  4. นายมานิจ สุขสมจิตร บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ
  5. นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้ทรงคุณวุฒิ

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2549 เป็นต้นไป

4. การเสนอรายชื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ต่อคณะรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบว่าด้วยวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2535 แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ที่หมดวาระลง ดังนี้

1. รองศาสตราจารย์ดรุณี หิรัญรักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธนัญญา เชรษฐา คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3. นายชลิต ลิมปนะเวช คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ 4. นางยุวดี นิ่มสมบุญ อดีตประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประธานสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ 5. นางนภาศรี มณีวงศ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิ เพื่อการพัฒนาสังคม 6. นางมัทนา ถนอมพันธุ์ เลขาธิการสมาคมสร้างสรรค์ไทย 7. นายเตชาติ์ มีชัย หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและผู้ดำเนินการสถานสงเคราะห์ มูลนิธิคุ้มครองเด็ก 8. นายถาวร ชัยจักร อุปนายกสมาคมผู้บริโภคสื่อสีขาว


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี