สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
17 มกราคม 2549

วันนี้ (วันอังคารที่ 17 มกราคม 2549) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ศาลาวัดบ้านกลอย ตำบลหน่อม อำเภออาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ผ่านระบบ Video สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง โครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ระยะที่ 2 (Fix It Center Phase 2)
  2. เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสวีเดน
  3. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่อง การส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียกรสำหรับไปรษณีย์ภัณฑ์ภายในประเทศที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนประกันสังคม และแบบหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมและบัตรประกันสังคม พ.ศ. ....
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้น พระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา)
  10. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ประกาศใช้กฎอัยการศึก
  12. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ....
  13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพัก พ.ศ. ....
  14. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 1/2549
  15. เรื่อง การขยายระยะเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกไปอีก 1 ปี
  16. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการในการขอรับใบอนุญาตทำงาน และการออกใบอนุญาตทำงานสำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ พ.ศ. ....
  17. เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
  18. เรื่อง ขอยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่จะมอบให้แก่หน่วยราชการเพิ่มเติมตามโครงการเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Thailand National CFCs Phaseout Plan)
  19. เรื่อง ผลการดำเนินงานตามโครงการ "กรมประชาสัมพันธ์เสริมพลังศูนย์อาชีวศึกษา ร่วมด้วยช่วยประชาชน"
  20. เรื่อง รายงานการส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างไทย-จีน (1ต.ค.46 - 30 พ.ย.48) ไทย-อินเดีย (1 ก.ย.47 - 30 พ.ย.48) และไทย - ออสเตรเลีย (1 ม.ค.48 - 30 พ.ย.48)
  21. เรื่อง รายงานผลการจัดงานเมืองแห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP CITY) ครั้งที่ 3
  22. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML)
  23. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ
    2. มอบหมายผู้ช่วยรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ เพิ่มเติม
    3. การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง
    4. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง
    5. แต่งตั้งกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค
    6. เลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)
    7. แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
    8. แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม
    9. แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานภายใต้นโยบายสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา
    10. การจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง โครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ระยะที่ 2 (Fix It Center Phase 2)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ระยะที่ 2 (Fix IT Center Phase 2) ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) ระยะที่ 2
  2. อนุมัติในหลักการให้สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษาใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กายในวงเงิน จำนวน 581,033,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ปรับแผนการใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ที่ได้รับหรือใช้งบประมาณเหลือจ่ายของหน่วยงานนั้น ๆ มาดำเนินการและให้ขอทำความตกลงในรายละเอียดด้านการเงินกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง
  3. เห็นชอบปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 289/2548 ลงวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2548 โดยขอปรับปรุงองค์ประกอบฯ ดังนี้
    1. ให้นายนิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน แทนนายชัยสิทธิ์ โหตระกิตย์ เนื่องจากเกษียณอายุราชการ
    2. ให้นางสาวภารณี วัฒนา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาสังคาและคุณภาพชีวิต สศช. เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ แทนนางสุวรรณี คำมั่น เนื่องจากโยกย้ายไปรับตำแหน่งอื่น
    3. ให้เพิ่มนายธีรพงษ์ ตั้งธีระสุนันท์ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เป็นกรรมการ

ทั้งนี้ ประธานที่ปรึกษานโยบายของรัฐมนตรี รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักร่วมกับ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณและสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินการโครงการศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนระยะที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2548 สิ้นสุดวันที่ 14 ตุลาคม 2548 ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อให้เกิดการลดรายจ่ายแก่ประชาชนทั้งในและนอกภาคเกษตร โดยการยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร เครื่องยนต์และเครื่องมือในการประกอบอาชีพและอุปกรณ์เครื่องใช้ครัวเรือน และจากการประเมินผลการดำเนินงานดังกล่าวโดยคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าได้ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ทั้งจากประชาชน นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงหน่วยงานราชการในพื้นที่ต่าง ๆ และเพื่อให้การดำเนินการโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นอย่างทั่วถึง และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบหลักและหน่วยงานรับผิดชอบร่วมอีก 5 หน่วยงาน ข้างต้น จึงได้ร่วมกันจัดทำรายละเอียดโครงการฯ ในระยะที่ 2 โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 ถึงเดือนเมษายน 2549 ขยายจำนวนศูนย์เพิ่มอีก 8,000 ศูนย์ให้เป็น 10,000 ศูนย์ ตามหลักการของมาตรการโครงการฯ และได้ปรับกิจกรรมของโครงการ ฯ ให้ครอบคลุมกิจกรรมตามมาตรการโครงการ ฯ และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการติดตามประเมินผล (สศช.) ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ ประสานงานกับหน่วยงานภาคีร่วม จัดทำโครงการฯ เรียบร้อยแล้ว


2. เรื่อง การจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสวีเดน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสวีเดน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการร่วมระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรสวีเดน และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลงนามในบันทึกวาจาข้างต้นในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ หากมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำที่ ไม่ใช่สาระสำคัญให้รัฐมนตรีที่ลงนามพิจารณาดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23-24 กันยายน 2547 นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้เห็นพ้องให้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม ไทย-สวีเดน เพื่อให้เป็นกรอบและแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ ต่อมากระทรวงการต่างประเทศได้ประชุมหารือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและบรรลุการจัดทำแผนฯ ดังกล่าว ซึ่งมีกรอบระยะเวลาระหว่าง ปี 2548-2552 ซึ่งมีสาระสำคัญแบ่งเป็น 7 หมวด คือ

  1. เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่มีอยู่โดยผ่านทางเจรจาหารือทวิภาคีในระดับที่สูงขึ้น ระหว่างสมาชิกของรัฐบาล สมาชิกของรัฐสภา ข้าราชการและตัวแทนระดับอื่น ๆ
  2. เสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมทั้งเพิ่มพูนการติดต่อระดับประชาชนเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
  3. ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
  4. ขยายความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน คือ (1) ด้านเกษตรกรรมและป่าไม้ (2) ด้านการทหารและความมั่นคง (3) ด้านการออกแบบ (4) ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (5) ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (6) ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (7) ด้านการท่องเที่ยวและบริการ ด้านสุขภาพ
  5. การฟื้นฟู/บูรณะหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติคลื่นยักษ์ โดยไทยและสวีเดนตัดสินใจที่จะร่วมกันฟื้นฟูสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายในภาคใต้ของไทย และจะนำระบบต่าง ๆ มาป้องกันผลกระทบในลักษณะเดียวกันที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต
  6. เสริมสร้างความร่วมมือในโครงการพัฒนาในระดับภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจและปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ไทยและสวีเดนสามารถร่วมกันทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง โครงการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคอื่น ๆ
  7. แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นระดับโลก โดยไทยและสวีเดนมีท่าทีร่วมกันในการส่งเสริมบทบาทขององค์การสหประชาชาติ และหลักการต่าง ๆ ของกฎบัตรสหประชาชาติ ประเทศทั้งสองสนับสนุนการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ เพื่อเสริมสร้างความสามารถขององค์การในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและการตอบรับภัยใหม่ ๆ นอกจากนี้ไทยและสวีเดนถือว่าองค์การการค้าโลกเป็นผู้เล่นหลักในการสร้างกฎเกณฑ์ทางการค้าเพื่อเป็นหลักประกันการค้าที่เสรีและมีความยุติธรรม

ทั้งนี้ รวมทั้งภาคผนวก ซึ่งมีสาระสำคัญคือการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือไทย-สวีเดน โดยปลัดกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานและกำกับดูแลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องที่จะจัดให้มีการลงนามแผนฯ ในลักษณะของการจัดทำบันทึกวาจา (Proces Verbal) ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายในโอกาสที่จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันต่อไป


3. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่อง การส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 เรื่อง การส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โอนเฮลิคอปเตอร์จำนวนทั้งหมดพร้อมด้วยนักบิน เจ้าหน้าที่และพัสดุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมด และโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ จำนวน 13 ไร่ อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบตามภารกิจการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
  2. เห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจสั่งใช้เครื่องปีกหมุน (Helicopter) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอำนาจสั่งใช้เครื่องบินปีกตรึง (Fix Wing) ข้ามกระทรวงกันได้ในทำนองเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของทางราชการอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด

4. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภทธุรกรรมในทางแพ่งและพาณิชย์ที่ยกเว้นมิให้นำกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

ร่างกฎกระทรวง ฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ เป็นการกำหนดมิให้นำบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้บังคับแก่ธุรกรรมเกี่ยวกับครอบครัวและมรดก


5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียกรสำหรับไปรษณีย์ภัณฑ์ภายในประเทศที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่กำหนด พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราไปรษณียกรสำหรับไปรษณีย์ภัณฑ์ภายในประเทศที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดไปรษณีย์ภัณฑ์ชนิดจดหมายและของตีพิมพ์ที่จัดส่งภายในประเทศ โดยให้เสียไปรษณียากรตามอัตราที่กำหนดไว้
  2. กำหนดอัตราไปรษณียากรสำหรับจดหมาย สำหรับของตีพิมพ์และสำหรับของตีพิมพ์ประเภทหนังสือหรือนิตยสาร

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนประกันสังคม และแบบหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมและบัตรประกันสังคม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนประกันสังคม และแบบหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมและบัตรประกันสังคม พ.ศ. ..... ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนประกันสังคม และแบบหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมและบัตรประกันสังคม พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
  2. กำหนดให้ผู้ประกันตนที่มีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน ให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นบัตรประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนที่เป็นคนต่างด้าว ให้ใช้บัตรประกันสังคมตามแบบที่กำหนด
  3. กำหนดให้บัตรประกันสังคมที่ได้ออกก่อนกฎกระทรวงใช้บังคับให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าบัตรประกันสังคมจะหมดอายุ

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานชี้แจงว่า ได้พิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการขึ้นทะเบียนประกันสังคม และแบบหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนประกันสังคมและบัตรประกันสังคม พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย โดยเห็นว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญที่จะอำนวยความสะดวก ลดภาระแก่ผู้ประกันตนและประหยัดงบประมาณในการจัดทำบัตรประกันสังคม โดยกำหนดให้ใช้บัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชนแทนบัตรประกันสังคม จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ


7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เห็นควรจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก พระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2548 เพื่อเป็นที่ระลึกและเฉลิมพระเกียรติพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งดังกล่าว จำนวน 2 ชนิดราคา คือ เหรียญกษาปณ์เงิน ชนิดราคา 600 บาท ประเภทขัดเงา จำนวนผลิตไม่เกิน 5,000 เหรียญ และประเภทธรรมดา จำนวนผลิตไม่เกิน 10,000 เหรียญ และเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ชนิดราคา 10 บาท ประเภทธรรมดา จำนวนผลิตไม่เกิน 3,000,000 เหรียญ ซึ่งใน การดำเนินการจัดทำเหรียญกษาปณ์ดังกล่าว ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการจัดทำเหรียญกษาปณ์เงิน ราคา 600 บาท ประเภทขัดเงา และประเภทธรรมดา และเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ชนิด 10 บาท ประเภทธรรมดา ออกใช้เพื่อเป็นที่ระลึกพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ในวันที่ 17 มิถุนายน 2548


8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมความในช่องรายการของประเภท 11 ในภาค 4 ของที่ได้รับการยกเว้นอากร เพื่อยกเว้นอากรขาเข้าให้แก่ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือของที่กฎหมายให้ถือว่านำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งนำไปช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ
  2. เพิ่มเติมความในช่องรายการของประเภท 19 ในภาค 4 ของที่ได้รับการยกเว้นอากร เพื่อให้ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศมีสิทธิซื้อของที่ร้านค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยาน หรือด่านพรมแดน ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร โดยยกเว้น อากรขาเข้าให้แก่ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรหรือของที่กฎหมายให้ถือว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งนำไปช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ และกำหนดให้ผู้เดินทางมาจากต่างประเทศมีสิทธิซื้อของที่ร้านค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยาน หรือด่านพรมแดน ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนด ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งหลักการดังกล่าวได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ ประจำปี 2548 และกระทรวงการคลังได้ยกร่างกฎหมายตามหลักการที่เสนอในแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติเสร็จแล้ว จึงเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


9. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อน เป็นจำนวน 1.5 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการกีฬาตามโครงการในแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี สร้างกีฬาชาติ (พ.ศ.2548-2551) แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549-2551
  2. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายจ่ายเพื่อสนับสนุนการกีฬาให้แก่กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติเป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าของทรัพย์สิน จำนวน 1.5 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนการกีฬาตามโครงการในแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี สร้างกีฬาชาติ (พ.ศ. 2548-2551) แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์และเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549-2551
  3. ยกเว้นภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บุคคลธรรมดา หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน หรือการขายสินค้าอันเนื่องมาจากการดำเนินการสนับสนุนการกีฬา โดยผู้โอนจะต้อง ไม่นำต้นทุนของทรัพย์สินหรือสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือภาษีเงินได้นิติบุคคล

โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ทั้งนี้กระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ควรกำหนดมาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลด้านการส่งเสริมการเล่นกีฬาเพื่อยกระดับมาตรฐานการกีฬาของไทยมุ่งสู่ความเป็นเลิศในการ แข่งขันและส่งเสริมสุขภาพพลานามัยของประชาชนไทยตามแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี สร้างกีฬาชาติ (พ.ศ. 2548-2551) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐจากการจัดเก็บภาษีเพียงเล็กน้อย แต่จะมีผลทำให้ช่วยลดภาระการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในด้านกีฬา จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


10. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยระบบการบริหารงานจังหวัดแบบ บูรณาการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการสนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการโดยเพิ่ม คำว่า "และรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย"
  2. กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการทางยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด โดยเพิ่มคำว่า "หรือรัฐมนตรี"

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งเรื่องมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค โดยมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) กำกับติดตามฯ จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช และพัทลุง ดังนั้นเพื่อให้การกำกับติดตามการปฏิบัติราชการภูมิภาคและการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการสอดคล้องกัน จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2546 ข้อ 9 และ ข้อ 13 ให้ครอบคลุมถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาและพิจารณาการบริหารจัดการของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


11. เรื่อง ประกาศใช้กฎอัยการศึก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงกลาโหมส่งประกาศกองทัพภาคที่ 4 เรื่องการใช้กฎอัยการศึก ในบางเขตพื้นที่มาเพื่อรับทราบ ดังนี้

ตามที่ปรากฏการก่อความไม่สงบในเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส นั้น ขณะนี้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้อาศัยพื้นที่ซ่อนเก็บรักษาอาวุธและสิ่งซึ่งใช้เป็นประโยชน์ในการก่อเหตุความไม่สงบกับทั้งได้ขยายการก่อเหตุความรุนแรงเข้ามาในเขตพื้นที่อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารได้รักษาความสงบเรียบร้อยปราศจากภัยร้ายแรงและเพื่อเป็นการระงับปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มดังกล่าวมิให้ก่อความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก เพิ่มเติมจากที่ได้มีการประกาศไว้แล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 แม่ทัพภาคที่ 4 จึงประกาศใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ อำเภอจะนะ และอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2548 เวลา 1000 นาฬิกา เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2548 เวลา 1000 นาฬิกา


12. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการท่องเที่ยว กีฬา พุทธศาสนา แรงงานและการพัฒนาสังคม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานฯ ที่เห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงมหาดไทย สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ.ร. และข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไปพิจารณาดำเนินการด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดแนวทางและปรับปรุงวิธีการว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534
  2. กำหนดคำนิยาม "คนพิการ" "ผู้ปกครองคนพิการ" "การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ" "กองทุน" "การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต"
  3. กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติและอำนาจหน้าที่ โดยให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 22 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คน และผู้อำนวยการส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ เป็นเลขานุการ
  4. กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ ให้มีหน้าที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ รับผิดชอบงาน ธุรการ และงานวิชาการของคณะกรรมการฯ
  5. กำหนดให้สำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ เป็นสำนักงานทะเบียนกลาง สำหรับคนพิการในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น โดยมีผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการเป็นนายทะเบียนกลาง สำหรับในจังหวัดอื่น ให้พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เป็นนายทะเบียนจังหวัด
  6. กำหนดให้คนพิการที่ได้จดทะเบียนแล้ว มีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ และความช่วยเหลืออื่นจากรัฐ ดังต่อไปนี้
    • 1) บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยวิธีทางการแพทย์ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลค่าอุปกรณ์ เพื่อปรับสภาพ หรือเสริมสร้างสมรรถภาพให้ดีขึ้น
    • 2) การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับหรือสายอาชีพหรืออุดมศึกษาตามความเหมาะสม
    • 3) คำแนะนำ ปรึกษา เกี่ยวกับการประกอบอาชีพและการฝึกอาชีพที่เหมาะสม
    • 4) การยอมรับและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และสิ่งอำนวยความสะดวก และบริการที่ จำเป็นสำหรับคนพิการ
    • 5) ได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐ รวมทั้งความช่วยเหลือทางกฎหมาย การจัดทนายความว่าต่าง แก้ต่างคดี
    • 6) การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกจากหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่ได้รับงบประมาณจากรัฐ
    • 7) ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกและเสรีภาพในการเดินทาง มีสิทธินำสัตว์นำทาง เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือเครื่องช่วยความพิการใด ๆ ติดตัวไป โดยได้รับยกเว้นค่าบริการ หรือค่าธรรมเนียม
    • 8) คนพิการที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้และมีฐานะยากจน มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพช่วยเหลือคนพิการ
    • 9) ผู้ปกครองที่ดูแลคนพิการที่มีสภาพความพิการมาก ให้ได้รับสิทธิการลดหย่อนภาษี
  7. กำหนดให้จัดตั้ง "กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" ประกอบด้วย เงินอุดหนุนจาก รัฐบาล เงินบริจาค เงินรายได้จากการออกสลาก เงินสมทบจากนายจ้างที่ไม่ได้จ้างงานคนพิการ สำหรับผู้บริจาคเงินสามารถนำหลักฐานไปขอลดหย่อนภาษีเงินได้
  8. กำหนดให้มี "คณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ" มีอำนาจหน้าที่บริหารกองทุน จัดหาผลประโยชน์ และจัดการกองทุนโดยมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ เป็นเลขานุการ โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี
  9. กำหนดให้มีคณะกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินการของกองทุนจำนวน 7 คน โดยมีผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมฯ เป็นเลขานุการ
  10. กรณีหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน ไม่รับคนพิการเข้าทำงานและไม่ประสงค์ส่งเงินเข้ากองทุน จะให้สัมปทานหรือให้สถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการแก่คนพิการก็ได้ กรณีส่งเงินเข้ากองทุนล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน ต้องเสียเงินเพิ่ม และเมื่อมีการทวงถามต้องเสียค่าปรับ
  11. กำหนดให้เจ้าของอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ หรือบริการสาธารณะอื่น ๆ ซึ่งได้อำนวยความสะดวกแก่คนพิการ และสถานประกอบการซึ่งรับคนพิการเข้าทำงาน มีสิทธินำเงินค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ ตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร
  12. กำหนดให้สถานประกอบการที่รับคนพิการเข้าทำงานมากกว่าร้อยละแปดสิบ ของคนงานมีสิทธิได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากผลกำไรเป็นระยะเวลา 5 ปี
  13. กำหนดให้จัดตั้งสถาบันพัฒนาอาชีพคนพิการ อยู่ในกำกับของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และเป็นการสนับสนุนการรวมกลุ่มของคนพิการในการพัฒนาอาชีพ
  14. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
  15. กำหนดให้คนพิการที่จดทะเบียน และเงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ ตามพระราชบัญญัติ การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 เป็นคนพิการและเงินกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้
  16. กำหนดให้คณะกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการซึ่งได้รับแต่งตั้งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าคณะกรรมการที่ได้แต่งตั้งขึ้นใหม่จะรับหน้าที่

13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพัก พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการ ท่องเที่ยว กีฬา พุทธศาสนา แรงงานและการพัฒนาสังคม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานฯ ที่เห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพัก พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว โดยให้แก้ไขข้อความในแบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้อง และแก้ไขประเด็นอายุของผู้พักในข้อ 3 วรรคสอง ของพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507 จาก "ยี่สิบสามปี" เป็น "ยี่สิบห้าปี" ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ชี้แจงว่า ได้พิจารณาร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประกอบกิจการหอพัก พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว แต่ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎกระทรวงในร่างข้อ 3 ซึ่งกำหนดอายุในบทนิยามคำว่า "ผู้พัก" ตามมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507 ซึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งมีอายุเกิน 23 ปีบริบูรณ์ จึงไม่ลงนามในร่างกฎกระทรวงดังกล่าวโดยมีเหตุผลดังนี้

  1. พระราชบัญญัติหอพัก พ.ศ. 2507 มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนที่อยู่ระหว่างการศึกษาและพักอยู่ในหอพักของเอกชน และในปัจจุบันมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2521 เป็นกฎหมายหลักที่ใช้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเยาวชน ซึ่งมาตรา 3 ได้ให้ความหมายของ "เยาวชน" ว่า หมายความถึง "บุคคลซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี" โดยกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในมิติทางสังคมของประเทศมาโดยตลอดว่า "เยาวชน" คือบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี
  2. การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนของชาติ ตลอดจนนโยบายด้านสังคมจะไม่บริบูรณ์อย่างเป็นระบบ หากการปฏิบัติเรื่องอายุของเยาวชนไม่เป็นไปตามกรอบทิศทางเดียวกัน และหากพิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ที่ประสงค์ดำเนินกิจการหอพัก ในการกำหนดอายุผู้พัก 25 ปี นั้น ก็ไม่ก่อให้เกิดภาระหรือข้อปฏิบัติเพิ่มขึ้นแต่ประการใด อีกทั้งการใช้อายุ 25 ปี แทน 23 ปี อันเป็นการขยายฐานเพื่อให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพและสุขลักษณะให้แก่เยาวชนที่มีอายุ 25 ปี ได้อย่างเสมอภาคเมื่ออยู่ในระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงควรกำหนดในกฎกระทรวงนี้ในเรื่องอายุของผู้พักเป็น 25 ปี ตามร่างเดิมที่กระทรวงฯ เสนอ โดยจะขอรับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาด้วย

14. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 1/2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบประกาศ เรื่อง การให้ประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ และเห็นชอบประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา และประกาศ เรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังมีผลใช้บังคับ ตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 1/2549 เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2549 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ

ทั้งนี้ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 1/2549 ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายหลังมีการขยายระยะเวลาประกาศสถาณการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา และผลการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดที่ผ่านมา สรุปได้ดังนี้

1. การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ภายหลังมีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งแรก เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในครั้งแรกกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ได้ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจถึง แนวทางในการปฏิบัติงานตามพระราชกำหนดกับเจ้าหน้าที่และประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของพระราชกำหนด เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจจนเกินส่วนและประชาชนเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการกำหนดยุทธศาสตร์ รวมทั้งการวางกำลังในการปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิภาพ ต่อมาเมื่อได้มีการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในครั้งแรก กอ.สสส.จชต.ได้นำมาตรการต่าง ๆ ตามพระราชกำหนดมาใช้ในการปฏิบัติภารกิจ โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินการในเชิงรุก ทั้งงานด้านการข่าว การสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน ดังนี้

1.1 การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดในการปิดล้อมและตรวจค้นกลุ่มผู้ต้องสงสัย โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในพื้นที่ 8 อำเภอ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลัก ได้แก่ อำเภอรามัน และอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา อำเภอยะหริ่ง อำเภอยะรัง และอำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี อำเภอสุไหงปาดี อำเภอเจาะไอร้อง และอำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส โดยผลการปฏิบัติงานในห้วงเดือนสิงหาคม 2548 จนถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวและควบคุมตัวกลุ่มแกนนำผู้ก่อความไม่สงบได้จำนวน 53 คน รวมทั้งสามารถรวบรวมหลักฐานที่เกิดจากการก่อความไม่สงบได้อีกจำนวนมาก

1.2 การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดในการออกหมายจับและหมายเรียก การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปฏิบัติการต่อกลุ่มเป้หมายที่เป็นแกนนำหรือกลุ่มปฏิบัติการ เพื่อนำออกจากพื้นที่เป้าหมายจากนั้นจึงจัดตั้งผู้นำชุมชนขึ้นใหม่และนำการพัฒนาเข้าพื้นที่อันเป็นยุทธศาสตร์ในการสลายกลุ่มแกนนำผู้ก่อความไม่สงบ ผลการปฏิบัติการจนถึงปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้จำนวน 163 คน มีผู้มารายงานตัวเพื่อเข้าร่วมกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหา จำนวน 423 คน โดยเจ้าหน้าที่ได้นำคนกลุ่มดังกล่าวบางส่วนเข้ารับการฝึกอบรมในโรงเรียนเสริมสร้างสันติสุขก่อนส่งกลับภูมิลำเนาของตนและปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามพฤติกรรมมีจำนวนทั้งสิ้น 111 คน และยังอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนเสริมสร้างสันติสุข จำนวนรวมทั้งสิ้น 52 คน

1.3 การสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดและ การทำความเข้าใจกับประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ กอ.สสส.จชต. ได้ให้ความสำคัญกับการชี้แจงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้เข้าใจถึงการปฏิบัติงาน โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดอย่างถูกต้อง โดยได้พัฒนาคู่มือการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ให้มีประสิทธิภาพด้วยการประสานงานกับหัวหน้าศาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้นำมาปรับหลักเกณฑ์การขอใช้อำนาจจากศาลตามพระราชกำหนดให้เหมาะสมยิ่งขึ้น มีการจัดทำกฎการใช้กำลัง (Rules of Engagement) ของเจ้าหน้าที่เพื่อยกระดับวิธีปฏิบัติในการใช้กำลังให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่องค์การสหประชาชาติรับรอง นอกจากนี้ กอ.สสส.จชต. ยังให้ความสำคัญกับการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนถึงขั้นตอนการใช้อำนาจพระราชกำหนดของเจ้าหน้าที่ และประโยชน์ที่ได้รับจากการนำพระราชกำหนดมาบังคับใช้ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันจะเป็นการสร้างความเข้าใจกับประชาชนและป้องกันการแสวงประโยชน์จากฝ่ายผู้ไม่หวังดีที่นำพระราชกำหนดไปขยายผลอย่างไม่ถูกต้องอีกด้วย

2. ผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่โดยอาศัยอำนาจของพระราชกำหนด การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นการสร้างความคล่องตัวให้กับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาในทุกด้านอย่างเป็นเอกภาพ และมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนส่งผลให้กลุ่มบุคคลที่เป็นระดับแกนนำและผู้ปฏิบัติการหรือกองกำลังเริ่มหยุดการปฏิบัติการ เนื่องจากเกรงกลัวว่าฝ่ายราชการจะเปิดเผยพฤติกรรมและตนจะได้รับการกดดันจากพระราชกำหนด นอกจากนี้การที่เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นยังส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความมั่นใจในอำนาจของภาครัฐและหันมาให้ความร่วมมือในการแจ้งข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งยังส่งผลให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบบางส่วนที่ถูกหลอกลวงหรือถูกบีบบังคับให้เข้าร่วมปฏิบัติการทยอยเข้ามอบตัวและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่อีกด้วย

3. การประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ที่ผ่านมา สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปในแนวทางที่ภาครัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังมีการก่อเหตุการณ์ร้ายแรงเพื่อสร้างสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อันเป็น ผลสืบเนื่องมาจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบยังมีศักยภาพในการปฏิบัติการ และยังมีความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความเกรงกลัวอันเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยของประชาชนจนไม่อาจดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข ประกอบกับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ยังมีผลแต่เพียงบางพื้นที่แต่ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด และที่ผ่านมาการจับกุมตัวผู้ก่อความไม่สงบยังไม่สามารถดำเนินการกับแกนนำของกระบวนการได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันฝ่ายผู้ไม่หวังดีและเอื้อประโยชน์ใน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะฝ่ายทหาร ซึ่งต้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดในการปฏิบัติภารกิจภายหลังมีการยกเลิกการประกาศใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและสามารถขยายผลการปฏิบัติงานได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายทั้งหมด


15. เรื่อง การขยายระยะเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกไปอีก 1 ปี

คณะรัฐมนตรีรับทราบมติคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาใน การตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกไปอีก 1 ปี (ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 ถึงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2549) ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข ประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอ และให้กระทรวงสาธารณสุขจัดให้มีการเผยแพร่ รายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อสาธารณชนต่อไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายพินิจ จารุสมบัติ) ประธานคณะกรรมการหลักประกัน สุขภาพแห่งชาติ ชี้แจงว่า

  1. นับตั้งแต่เริ่มใช้บังคับพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ได้มีการขอขยายระยะเวลาใน การตราพระราชกฤษฎีกามาแล้ว 2 ครั้งคือ ในปี 2546 และปี 2547 สำหรับปี 2548 เหตุที่ยังไม่อาจตราพระราชกฤษฎีกาได้อีก เนื่องจากผู้รับผิดชอบกองทุนทั้ง 3 กองทุน ซึ่งได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ยังต้องเตรียมความพร้อมในการพัฒนาระบบ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าประชาชน คนไทยทุกคนจะมีหลักประกันในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยระบบที่อยู่ระหว่างการพัฒนาได้แก่ ระบบฐานข้อมูล ระบบตรวจสอบคุณภาพบริการทางการแพทย์ ระบบบริหารการจ่ายชดเชย ค่าบริการและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ซึ่งทั้งหมดยังต้องการการพัฒนาอีกระยะหนึ่ง
  2. กรณีผู้มีสิทธิตามมาตรา 9 ขณะนี้กรมบัญชีกลางและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ ร่วมมือกันดำเนินโครงการให้ผู้มีสิทธิกลุ่มผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ ให้ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น ซึ่ง โครงการนี้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 โดยกรมบัญชีกลางยังคงเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำหน้าที่ปรับปรุงระบบบริหารการเบิกจ่ายและพัฒนาคุณภาพบริการ โดยโครงการนี้จะ ขยายต่อไปเป็นระยะ ๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถขยายผลครอบคลุมข้าราชการทั้งหมด และรวมทั้งครอบครัวผู้มีสิทธิภายในเดือนตุลาคม 2549
  3. สำหรับผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมตามมาตรา 10 ยังไม่สามารถดำเนินการได้มาก เนื่องจากเป็นกองทุนที่ผู้มีสิทธิมีส่วนร่วมสมทบในเงินกองทุนด้วย การดำเนินการจึงต้องค่อยเป็นค่อยไปและพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามภารกิจกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
  4. คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 12/2548 เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ให้ขยายระยะเวลาในการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา 9 และมาตรา 10 ออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปี และให้ รายงานคณะรัฐมนตรีทราบ จึงเสนอเรื่องดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

16. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการในการขอรับใบอนุญาตทำงานและการออกใบอนุญาตทำงานสำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วย คนเข้าเมืองและข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการท่องเที่ยว กีฬา พุทธศาสนา แรงงานและการพัฒนาสังคม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานฯ ที่อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการในการขอรับใบอนุญาตทำงาน และการออกใบอญาตทำงานสำหรับคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลต่างประเทศ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการฯ ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดแบบคำขอ ตท.15 เพื่อใช้ในกรณีการขอรับใบอนุญาตทำงาน การขอต่ออายุใบอนุญาตการขอรับใบแทนใบอนุญาตและการขออนุญาตเปลี่ยนการทำงาน โดยขอทำงานอื่นนอกจากระบุไว้ในใบอนุญาตหรือเปลี่ยนสถานที่หรือท้องที่ในการทำงานสำหรับคนต่างด้าว ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล และนายจ้างซึ่งยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานแทน
  2. กำหนดสถานที่ยื่นคำขอ โดยกรุงเทพมหานคร ยื่น ณ กรมการจัดหางานหรือตามที่อธิบดีประกาศกำหนด จังหวัดอื่น ยื่น ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัดหรือตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนด
  3. กำหนดแบบใบอนุญาตทำงาน (ตท.16)

ทั้งนี้กระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่า รัฐบาลได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงานกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา ที่จะร่วมกันดำเนินการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมือง โดยในระยะที่สองกำหนดให้มีการปรับเปลี่ยนสถานะ คนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ทำงานในประเทศให้เป็นผู้เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและให้ ดำเนินการขอรับใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป และรับคนต่างด้าวเข้ามาทำงานใช้แรงงานระดับล่างในราชอาณาจักร และเพื่อให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ดำเนินการสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ที่ต้องกำหนดรายละเอียดของการขอรับใบอนุญาตทำงาน ให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว หลบหนีเข้าเมืองของกระทรวงแรงงาน กล่าวคือ คนต่างด้าวต้องทำงานกับนายจ้าง ที่ได้รับการจัดสรรจำนวนคนต่างด้าวเข้าทำงานเท่านั้น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างไปจากคนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมายจำพวกอื่น ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงเพื่อใช้กับกรณีนี้เป็นการเฉพาะ จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


17. เรื่อง การเปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเปิดจุดผ่านแดนถาวร ณ สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการออกประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวร ภายหลังคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรแล้ว

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า รัฐบาลไทย-พม่าได้เห็นชอบให้มีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสาย แห่งที่ 2 บริเวณบ้านสันผักอี้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ตรงข้ามกับบ้านแม่ขาว จังหวัดท่าขี้เหล็กของประเทศพม่า และคณะอนุกรรมการพิจารณาการเปิดจุดผ่านแดนได้มีมติเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2547 เห็นชอบให้เปิดจุดผ่านแดนถาวรดังกล่าวได้

ด้านสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศของไทยและกระทรวงการ ต่างประเทศของพม่าได้เห็นชอบร่วมกันให้จัดพิธีเปิดสะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ใน วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2549 และให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้ทันการเปิดใช้สะพาน ทั้งนี้ การเปิดจุดผ่านแดนถาวรต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลทั้งสองประเทศ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเปิดจุดผ่านแดนถาวรแล้ว กระทรวงมหาดไทยจึงจะ ดำเนินการออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ตามมาตรา 11 และมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้บุคคลและยานพาหนะเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรตามช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองเขตท่า สถานีหรือท้องที่ และตามกำหนดเวลาดังกล่าว


18. เรื่อง ขอยกเว้นอากรนำเข้าสำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่จะมอบให้แก่หน่วยราชการเพิ่มเติม ตามโครงการเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Thailand National CFCs Phaseout Plan)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบต่อการยกเว้นอากรนำเข้าตามหลักเกณฑ์ในการยกเว้นภาษีอากร ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 4 ประเภทที่ 10 สำหรับเครื่องมือ/อุปกรณ์ที่จะต้องจัดซื้อและมอบให้แก่ หน่วยงานราชการต่าง ๆ เพิ่มเติมตามโครงการเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Thailand National CFCs Phaseout Plan)

ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า จากการใช้เครื่องตรวจสอบสารทำความเย็นที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดซื้อและมอบให้แก่กรมการขนส่งทางบกพบว่า มีรถยนต์เป็นจำนวนมากที่ใช้สารทำความเย็นปลอมปน กล่าวคือ มีสารชนิดอื่นซึ่งไม่ใช่สารที่ผู้ผลิตกำหนดให้ใช้เจือปนอยู่ เช่น สาร HCFC-22 หรือสารไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียหายต่อระบบเครื่องปรับอากาศรถยนต์ทำให้หมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด และอาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อเจ้าของรถยนต์และช่างซ่อมบำรุงได้ (โดยเฉพาะสารไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นสารที่ติดไฟได้) ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของรถยนต์ทราบถึงผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารทำความเย็น ปลอมปนแล้ว ในขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ขออนุมัติคณะกรรมการบริหารกองทุนพหุภาคีฯ ผ่านธนาคารโลก และได้รับอนุมัติให้ใช้เงินจากโครงการดังกล่าวจัดหาชุดเครื่องตรวจสอบสารทำความเย็นให้แก่หน่วยงาน ราชการอื่น ๆ เพิ่มเติมจากแผนงานเดิม ซึ่งประกอบด้วย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อให้มีการฝึก อบรมร้านซ่อมบำรุงให้มีความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องใช้ตรวจควบคุมการใช้สารทำความเย็นอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค และ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสารทำความเย็นปลอมปน และเนื่องจากเงื่อนไขของสัญญาความช่วยเหลือแบบให้เปล่ากับธนาคารโลก ได้ระบุว่า ความช่วยเหลือจะไม่ครอบคลุมบรรดาภาษีอากรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมภายใต้เงินช่วยเหลือนี้


19. เรื่อง ผลการดำเนินงานตามโครงการ "กรมประชาสัมพันธ์เสริมพลังศูนย์อาชีวศึกษาร่วมด้วยช่วยประชาชน"

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีรายงานผลการดำเนินงานตามโครงการ "กรมประชาสัมพันธ์เสริมพลังศูนย์อาชีวศึกษาร่วมด้วยช่วยประชาชน" ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2549 ปรากฏว่า มีบุคลากรของโครงการฯ ออกให้บริการประชาชน ประกอบด้วย อาจารย์และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เจ้าหน้าที่เทคนิคของกรมประชาสัมพันธ์ นักศึกษาอาชีวะ อาสาสมัคร ฯลฯ รวมจำนวน 4,877 คน โดยทำให้ประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยได้รับทราบข้อมูลข่าวสารการให้บริการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยในเรื่องดังกล่าวอย่างทั่วถึง และมีประชาชนนำยานพาหนะและเครื่องใช้ไฟฟ้ามาซ่อม ณ ศูนย์บริการ และหน่วยบริการเคลื่อนที่ รวมจำนวน 3,819 รายการ โดยโครงการนี้ยังคงดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน


20. เรื่อง รายงานการส่งออก-นำเข้าสินค้าระหว่างไทย-จีน (1ต.ค.46 - 30 พ.ย.48) ไทย-อินเดีย (1 ก.ย.47 - 30 พ.ย.48) และไทย-ออสเตรเลีย (1 ม.ค.48 - 30 พ.ย.48)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออก-นำเข้าสินค้าภายใต้ข้อตกลง FTA ระหว่างไทย-จีน ไทย-อินเดีย และไทย-ออสเตรเลีย สรุปได้ดังนี้

1. การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า กระทรวงพาณิชย์ได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าส่งออกไปยังประเทศที่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี FTA ตั้งแต่ 1 ต.ค. 46 - 30 พ.ย.48 รวมทั้งสิ้น 57,517 ฉบับ มูลค่า 3,155.90 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 126,433.45 ล้านบาท

2. การส่งออก-นำเข้าสินค้าตามข้อมูลสถิติกรมศุลกากร ตั้งแต่ ต.ค.46 - พ.ย.48 ไทยส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ FTA ไปยังประเทศจีน อินเดีย และออสเตรเลีย รวมมูลค่า 7,732.39 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 313,081.52 ล้านบาท และนำเข้าสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ รวมมูลค่า 7,455.17 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 303,852.62 ล้านบาท แยกได้ดังนี้

2.1 ไทย-จีน ตั้งแต่ ต.ค.46 - พ.ย.48 ไทยส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ มูลค่า 4,438.25 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 181,352.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 33 สินค้าส่งออกที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ เครื่องประมวลผลข้อมูลฯ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ มูลค่า 4,316.68 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 178,090.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 20 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุดได้แก่ ส่วนประกอบและอุปกรณ์เครื่องจักร

ตั้งแต่ ต.ค.46 - พ.ย.48 ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับจีนจำนวน 121.57 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3,261.86 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน (ต.ค.45 - พ.ย.47) ได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 126

2.2 ไทย-อินเดีย ตั้งแต่ ก.ย.47 - พ.ย.48 ไทยส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ (จำนวน 82 รายการ) มูลค่า 364.15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 14,646.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 123 สินค้าส่งออกที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ เครื่องรับโทรทัศน์สี ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ มูลค่า 97.05 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,920.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 12 สินค้านำเข้าที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ กระปุกเกียร์

ตั้งแต่ ก.ย.47-พ.ย.48 ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ากับอินเดีย จำนวน 267.10 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 10,725.40 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 250

2.3 ไทย-ออสเตรเลีย ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.48 ไทยส่งออกสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ (จำนวน 5,505 รายการ) มูลค่า 2,929.99 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 117,082.80 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 31 สินค้าส่งออกที่มีมูลค่ามากที่สุด ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าภายใต้ข้อตกลงฯ มูลค่า 3,041.44 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 121,841.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 59 เนื่องจากได้มี การนำเข้าทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และน้ำมันปิโตเลียมดิบและน้ำมันที่ได้จากแร่บิทูมินัสเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ย.48 ไทยขาดดุลการค้ากับออสเตรเลีย จำนวน 111.45 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 4,758.36 ล้านบาทเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนซึ่งได้ดุลการค้า 332.19 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 12,812.36 ล้านบาท ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 137 เนื่องจากมีการนำเข้าทองคำฯ เป็นมูลค่า 34,963.91 ล้านบาท และน้ำมันฯ มูลค่า 19,880.70 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 29 และ 16 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด อย่างไรก็ตามหากหักมูลค่าการ ส่งออกและนำเข้า ทองคำฯ และน้ำมันฯ แล้วไทยจะได้ดุลการค้าจำนวน 46,400.89 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนซึ่งได้ดุลการค้าจำนวน 28,845.61 ล้านบาท ได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 61


21. เรื่อง รายงานผลการจัดงานเมืองแห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP CITY) ครั้งที่ 3

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย รายงานผลการจัดงานเมือง แห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP CITY) ครั้งที่ 3 (ระหว่างวันที่ 17-25 ธันวาคม 2548) ณ ศูนย์แสดงและจำหน่ายสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี สรุปได้ดังนี้

  1. การจำหน่ายสินค้า OTOP ของผู้ประกอบการสินค้า OTOP ระดับ 3-5 ดาว ทั่วประเทศ จำนวน 4,109 กลุ่ม มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 1,127 ล้านบาทเศษ ในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดจำหน่าย OTOP ชุมชน 860 ล้านบาท OTOP ระดับ Premium 110 ล้านบาท การจำหน่ายทาง Jupiter T.V.Shop Channel และการเจรจาธุรกิจ 65.6 ล้านบาท OTOP ประเภทอาหารชวนชิม 32.3 ล้านบาท สินค้า OTOP ของกลุ่มผู้พิการ 3.2 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์จากประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน (ราชอาณาจักรกัมพูชา สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม) จำหน่ายได้ 7.7 ล้านบาท
  2. ผู้เข้าชมงาน ตลอดทั้ง 9 วัน ประมาณ 1 ล้าน 5 แสน 6 หมื่นคน โดยเฉลี่ยวันละประมาณ 173,000 คน วันสุดท้ายมีผู้เข้าชมงานหนาแน่นมากที่สุด ประมาณ 2 แสน 5 หมื่นคน
  3. การประเมินความพึงพอใจ ของผู้เข้าชมงานและผู้จำหน่ายสินค้า จากการสุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์ จำนวน 1,376 คน ผู้เข้าชมงาน ร้อยละ 94.3 มีความพึงพอใจและประทับใจมากที่สุดต่อการจัดงาน OTOP CITY ครั้งที่ 3 โดยสิ่งที่พอใจ ได้แก่ สินค้า OTOP ที่มีคุณภาพ/มาตรฐาน มีความสวยงามมากขึ้นและมีหลากหลาย บ่งบอกถึงความเป็นไทย รูปแบบการจัดงานซึ่งยิ่งใหญ่ มีความเป็นระเบียบและสะดวกต่อการเดิมชม การอำนวยความสะดวก ด้านการจราจรที่ดี ทำให้ปัญหาไม่มากเหมือนทุกปีที่ผ่านมา สำหรับผู้จำหน่ายสินค้ามีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการ OTOP ในระดับมากถึงมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95.1

การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกัน ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม


22. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย รายงานผลความคืบหน้าการรายงานความพร้อมของหมู่บ้าน /ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึปัจจุบัน (วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

  1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทย จำนวน 76,492 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,467 หมู่บ้าน/ชุมชน คิดเป็นร้อยละ 98.74
  2. สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน / ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ ชุมชนแล้ว จำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 7,810.85 ล้านบาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่โอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนแล้ว จำนวน 16,810.85 ล้านบาท
  3. กระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานข้อมูลผลการดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ณ วันที่ 13 มกราคม 2549 จาก 75 จังหวัด ดังนี้
    • 3.1 เงิบงบประมาณที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้รับโอนแล้วมีการเบิกจ่ายจากธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จำนวน 6,286.68 ล้านบาท รวม 57,048 โครงการ
    • 3.2 เงินงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายได้นำไปใช้ในการดำเนินโครงการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานมากเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 24,920 โครงการ และโครงการด้านการเกษตรน้อยที่สุด จำนวน 4,638 โครงการ
    • 3.3 โครงการที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณได้ดำเนินการตรงตามที่ขออนุมัติโครงการโดยไม่มีการขอเปลี่ยน จำนวน 53,756 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 94.23
    • 3.4 โครงการที่มีการเบิกจ่ายสามารถรองรับการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยตรง จำนวน 27,075 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 47.46 และโครงการที่ดำเนินการส่วนใหญ่มีความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการในระดับร้อยละ 100
    • 3.5 ประชาชนที่อาศัยอยู่จริงในหมู่บ้าน/ชุมชน ที่มีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้ว ได้รับผลประโยชน์จากดำเนินโครงการคิดเป็นร้อยละ 87.77 โดยได้รับผลประโยชน์ในด้านการมีสวัสดิการที่ดีขึ้นมากที่สุด และระดับความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน อยู่ในระดับความพึงพอใจมาก

23. แต่งตั้ง

1. การแต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอให้แต่งตั้งผู้แทนองค์กรเอกชนเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ จำนวน 5 ราย ดังนี้ 1. ศาสตราจารย์ พงษ์ศิริ ปรารถนาดี 2. นายเอนก สิทธิประศาสน์ 3. นางสุณิสา วงศ์เจริญ 4. นางธิดา ศรีไพพรรณ 5. นายประพัฒน์ แสงวณิช ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

2. มอบหมายผู้ช่วยรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติ ทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2549 เรื่อง มอบหมายผู้ช่วยรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ เพิ่มเติมโดยนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้นายอุตตม สาวนายน และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการติดตามการดำเนินงานการเตรียมเรื่องเพื่อเข้าประชุม การเจรจา และการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลแนวทางของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หากมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยหรือขอรับนโยบายล่วงหน้า ให้เสนอนายกรัฐมนตรีโดยผ่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ 008/2549 เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นางอรทัย ฐานะจาโร เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 2. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

4. การแต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปานครหลวง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แต่งตั้งนายอิสสระ โชติบุรการ เป็นกรรมการ อื่นแทน พลเอก บุญศักดิ์ กำแหงฤทธิรงค์ และนายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังใน คณะกรรมการการประปานครหลวงแทนนางลีนา เจริญศรี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

5. แต่งตั้งกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แต่งตั้งนางเบญจา หลุยเจริญ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงการคลัง เป็นกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค แทนนางลีนา เจริญศรี รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่เกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

6. เลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เสนอให้แต่งตั้งนายชัยวุฒิ เลาวเลิศ รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมวิทยาศาสตร์บริการ ดำรงตำแหน่ง อธิบดี (นักบริหาร 10) กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

7. แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 14/2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ และวิธีดำเนินการ ดังนี้

1. องค์ประกอบ

ให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกโดยย่อว่า "กอยส." เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "The Independent Commission on Justice and Civil Liberties for the Southern Boarder Provinces" เรียกโดยย่อว่า "ICJC" ประกอบด้วยบุคคลต่อไปนี้ ศาสตราจารย์ อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธานกรรมการ พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ คนที่ 1 ศาสตราจารย์ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ คนที่ 2 นายอารีย์ วงศ์อารยะ เป็นรองประธานกรรมการ คนที่ 3 กรรมการประกอบด้วย ผู้แทนมหาเถรสมาคม ผู้แทนสำนักจุฬาราชมนตรี อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผู้อำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบดีกรมการศาสนา อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีอัยการฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย นายกสภาทนายความ ประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาส ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา รองศาสตราจารย์ กำชัย จงจักรพันธ์ ศาสตราจารย์ จรัญ ภักดีธนากุล นายชัยเกษม นิติสิริ ศาสตราจารย์ ไชยยศ เหมะรัชตะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย รองศาสตราจารย์ ธงทอง จันทรางศุ นายนัทธี จิตสว่าง ศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ โฆวิไลกูล ศาสตราจารย์ วิทิต มันตาภรณ์ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์เสรี ตู้จินดา โดยมีนายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ เป็นกรรมการและเลขานุการ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล และนายฐิติพัฒน์ ชยาพัฒน์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

2. อำนาจหน้าที่

ให้คณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องที่เกี่ยวกับจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดอื่นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในสามจังหวัดข้างต้นดังต่อไปนี้

2.1 หน้าที่

2.2 อำนาจ

3. วิธีดำเนินการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

8. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 15/2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม ดังนี้

1. ให้มีคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมเรียกโดยย่อว่า "กสย" เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "The National Committee on Civil Liberties and Justice" เรียกโดยย่อว่า "NCCJ" ประกอบด้วยบุคคล ดังนี้ ศาสตราจารย์ กระมล ทองธรรมชาติ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ และประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานกรรมการ พลตำรวจโท จำรัส จันทรขจร อดีตผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจและกรรมการตุลาการศาลปกครอง ผู้ทรง คุณวุฒิ เป็น รองประธานกรรมการ คณะกรรมการประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ จุรี วิจิตรวาทการ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รองศาสตราจารย์ สุนีย์ สินธุเดชะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศาสตราจารย์ สมบูรณ์ สุขสำราญ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้ว่าราชการจังหวัด ศาสตราจารย์ ติน ปรัชญพฤทธิ์ อดีตรองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศาสตราจารย์ ชุมพร ปัจจุสานนท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ ศุภชัย ยาวะประภาส อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์ นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด นายสถิตย์ เล็งไธสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา พลตำรวจโท วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ นายเชาวน์ อรรถมานะ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รองศาสตราจารย์ นพนิธิ สุริยะ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายแพทย์ บรรลุ ศิริพานิช อดีต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ นายขวัญชัย วศวงศ์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายพินิต อารยะศิริ อดีตเลขาธิการ วุฒิสภาและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พลตำรวจเอก นภดล สมบูรณ์ทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์พิสูจน์บุคคลผู้ประสบธรณีพิบัติภัยสึนามิ โดยมีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ

2. ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

3. เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการมีอำนาจ ดังนี้

ทั้งนี้ เว้นแต่เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

4. เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพให้ปฏิบัติ ดังนี้

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

9. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานการดำเนินงานภายใต้นโยบายสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 12/2549 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานการดำเนินงานภายใต้นโยบายสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

องค์ประกอบ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ โดยกรรมการประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด และอธิบดีกรมบัญชีกลาง โดยมี รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่

  1. ประสานและติดตามการดำเนินงานภายใต้นโยบายสร้างพันธมิตร เพื่อการพัฒนาให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
  2. ประสานงานกับกระทรวงเจ้าภาพแต่ละสาขาการพัฒนา ในการจัดเตรียมโครงการพัฒนาและการร่างข้อกำหนดขอบเขตการดำเนินการ (Term of Reference : TOR) ก่อนการนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
  3. วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อเสนอของผู้ที่สนใจก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี
  4. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือในการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น
  5. ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป

10. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 13 / 2549 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ดังนี้

ตามที่มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 516 / 2548 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2548 เรื่อง แต่งตั้งประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นั้น

เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

  1. ให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 30/2546 ลงวันที่ 28 มกราคม 2546 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 151/2548 ลงวันที่ 23 เมษายน 2548
  2. ให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติขึ้นเป็นศูนย์เฉพาะกิจตามนโยบาย เร่งด่วนของรัฐบาลในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ แนวทาง และมาตรการในการประสานงาน เร่งรัด กำกับดูแล และตรวจสอบการดำเนินตามนโยบายรัฐบาลในเรื่องยาเสพติด โดยไม่ขัดหรือแย้ง ต่อมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนประสานการดำเนินการกับส่วนราชการต่าง ๆ
  3. ให้จัดองค์ประกอบภายในศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ดังนี้ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายแพทย์ประสพ รัตนากร พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ และพลเอก เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ เป็นที่ปรึกษา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นผู้อำนวยการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกรุงเทพมหานคร พลเอก วิชิต ยาทิพย์ รองผู้บัญชาการทหารบก และ พลตำรวจเอก เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นรองผู้อำนวยการ กรรมการประกอบด้วย นางกานดา วัชราภัย รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายฐาปบุตร ชมเสวี รองปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พลตำรวจโท ปรุง บุญผดุง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พลตำรวจโท นิสสัย บุญศิริ พลตำรวจโท วุฒิ วิทิตานนท์ พลตำรวจตรี คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายวุฒิพงศ์ โมฬีชาติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นายชูชาติ พูลศิริ และนายสุรพล นาควานิช โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นกรรมการและเลขานุการ พลตำรวจโท วัชรพล ประสานราชกิจ พลตำรวจตรีประยูร อำมฤต นายไมตรี อินทุสุต และผู้อำนวยการกองกลาง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
  4. การปรับปรุงตัวบุคคลตามคำสั่งนี้ให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ
  5. ให้คณะกรรมการตามข้อ 3 และคณะทำงาน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 516/2548 และคำสั่งนี้ ได้รับเบี้ยประชุม เบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าพาหนะเดินทาง ตามระเบียบของทางราชการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2549 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี