สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
10 มกราคม 2549

วันนี้ (วันอังคารที่ 10 มกราคม 2549) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมอาคารศูนย์วิทยบริการ วิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและ ยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของคนต่างด้าวที่ปฏิบัติงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค)
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตการออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ควบคุม พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และ เสียง พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ความร่วมมือโครงการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังน้ำระหว่างไทยกับพม่า
  7. เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2548 (มกราคม-พฤศจิกายน)
  8. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี 6 เดือน
  9. เรื่อง รายงานการตรวจเยี่ยมพระภิกษุ สามเณร และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
  10. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการตามมาตรการ และแผนการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุ ทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549
  11. เรื่อง แผนการบริหารจัดการน้ำปี 2549 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง
  12. เรื่อง ผลการดำเนินงาน เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง
  13. เรื่อง การรับรองสถานะสถาบันฯ ลุ่มน้ำโขงเป็นองค์การระหว่างประเทศ
  14. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ สำหรับปี พ.ศ. 2549 พ.ศ. ....
  15. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้มีอาชีพในการประมง การค้าสินค้าสัตว์น้ำผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ มาจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  16. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 บังคับกับไก่ เป็ด และห่าน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยข้อกำหนดในการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ พ.ศ. ....
  17. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมประกอบ ธุรกิจโรงแรมในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาตตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. ....
  18. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัตรประจำตัวนายช่างและบัตรประจำตัวนายตรวจ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ .ศ. ....
  19. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนำทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ. ศ. 2542 ส่งให้กระทรวงการคลัง พ. ศ. ....
  20. เรื่อง รายงานผลการจัดโครงการสัมมนา "สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล" ครั้งที่ 3
  21. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  22. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยของกระทรวงกลาโหม
  23. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)
  24. เรื่อง รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน
  25. เรื่อง ยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 1 และจังหวัดเลย
  26. เรื่อง โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวคิดวิสาหกิจชุมชน
  27. เรื่อง ขอเงินงบกลางในการจัดซื้อ Weather Radar สำหรับเครื่องบินปีก
  28. เรื่อง ขอรับจัดสรรเงินจากงบกลางดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2548/49 และโครงการแทรกแซงตลาดเมล็ดกาแฟ ฤดูการผลิตปี 2548/49
  29. เรื่อง การเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก ปี 2549
  30. เรื่อง แนวทางดำเนินการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา (Thailand : Partnership for Development)
  31. เรื่อง การดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548
  32. เรื่อง รายงานสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และขออนุมัติงบประมาณสนับสนุน
  33. เรื่อง ขอขยายเวลาดำเนินการช่วยเหลือราคาน้ำมันให้ชาวประมง
  34. เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
  35. เรื่อง โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำบนเกาะภูเก็ต (ระบบส่งน้ำดิบจากขุนเหมืองม่าหนิกและฮิตเลอร์ไปยังขุมเหมืองสรรพสามิต
  36. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (สำนักนายกรัฐมนตรี)
    2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)
    3. การเป็นสมาชิกคณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติ (COPUOS) ของประเทศไทย
    4. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    5. มอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการ แทนนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติม
    6. มอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ
    7. มอบหมายให้ผู้แทนการค้าไทยให้มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ
    8. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย
    9. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ
    10. การสับเปลี่ยนหน้าที่ ย้าย หรือโอนนักบริหารผู้ดำรงตำแหน่ง ระดับ 11
    11. รับโอนข้าราชการไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นักบริหาร 10) กลุ่มงานยุทธศาสตร์และการวางแผน
    12. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง นักบริหาร 10 ( สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)
    13. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)
    14. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนขึ้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ( นักบริหาร 10) (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)
    15. การอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการระดับ10 (กระทรวงยุติธรรม)

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ดังนี้

  1. เพิ่มเติมบทบัญญัติให้เงินหรือทรัพย์สินของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการโอนย้ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้
  2. เพิ่มบทบัญญัติให้กองทุนมีนโยบายการลงทุนหลากหลายให้สมาชิกได้เลือกตามความต้องการ โดยกำหนดขั้นตอนและวิธีการที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณ สิทธิประโยชน์เมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพให้สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนที่ลูกจ้างได้เลือกลงทุนไว้
  3. เพิ่มเติมบทบัญญัติให้ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพเนื่องจากเกษียณอายุมีสิทธิขอรับเงินจากกองทุนเป็นงวด และดำรงสมาชิกภาพในกองทุนต่อไปได้ ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของกองทุน

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า พระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 ซึ่งใช้บังคับมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ปัจจุบันได้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากไม่มีบทบัญญัติรองรับการแก้ไขปัญหาบางประการที่เกิดขึ้นกับลูกจ้าง นายจ้าง และผู้จัดการเงินกองทุน ทำให้ส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะนายทะเบียนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกระทรวงการคลังซึ่งรักษาการตามกฎหมายได้ติดตามสภาพปัญหา ประเด็นข้อร้องเรียนจากทุกฝ่ายได้พิจารณาแล้ว เห็นควรแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อลดปัญหา อุปสรรคในขั้นตอนดำเนินการต่าง ๆ และเพื่อรองรับนโยบายของรัฐในการผลักดันให้มีการออมโดยผ่านระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาเพื่อดำเนินการ


2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของคนต่างด้าว ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของคนต่างด้าวที่ปฏิบัติงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกา ฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลาการลดอัตราและยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่คนต่างด้าวที่ปฏิบัติงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคสำหรับเงินได้พึงประเมินบางประเภทที่ได้รับ ในระหว่างการทำงานในประเทศไทยเป็นระยะเวลาติดต่อกัน จากเดิมไม่เกิน 2 ปี เป็นไม่เกิน 4 ปี โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ วันที่ 16 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป

กระทรวงการคลังชี้แจงว่า

  1. พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2545 กำหนดให้ลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เหลือร้อยละ 15 สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค และไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินมารวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้ตอนปลายปี เป็นเวลา 2 ปี นับแต่คนต่างด้าวผู้นั้นทำงานในสำนักงานฯ ทั้งนี้ คนต่างด้าวซึ่งกลับเข้ามาทำงานประจำสำนักงานฯ ใดภายใน 1 ปี นับแต่วันที่การจ้างแรงงานครั้งก่อนสิ้นสุดลง ไม่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวสำหรับการจ้างแรงงานในครั้งหลัง แต่โดยที่ระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ไม่ตรงกับสภาพข้อเท็จจริงของการจ้างงานในภาคเอกชนซึ่งผูกพันตามสัญญาจ้างงานโดยทั่วไปที่มีระยะเวลาประมาณ 3-5 ปี ทำให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง
  2. เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนากิจการสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคซึ่งให้บริการด้านการบริหาร ด้านเทคนิค หรือให้บริการสนับสนุนแก่วิสาหกิจในเครือประกอบกับเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนต่างด้าวที่ประสงค์เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ปฏิบัติงานด้วยความต่อเนื่องตามสัญญาจ้างงาน สมควรขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่คนต่างด้าวที่ปฏิบัติงานในสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค จากเดิมไม่เกิน 2 ปี เป็นไม่เกิน 4 ปี ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่เมื่อพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 405) พ.ศ. 2545 เริ่มมีผลใช้บังคับเป็นต้นไป (16 สิงหาคม 2545) จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ควบคุม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ควบคุม พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุ ใบอนุญาต และการออกใบแทนใบอนุญาตเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ควบคุม พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2536) ออกตามความในพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518
  2. กำหนดให้อธิบดีเป็นผู้กำหนดแบบคำขอรับใบอนุญาต และแบบของใบอนุญาต รวบรวม ขาย นำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านซึ่งเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า
  3. กำหนดหน้าที่ของผู้รับใบอนุญาตเพิ่มเติมโดยให้ยื่นแบบแจ้งรายละเอียดของเมล็ดพันธุ์ควบคุมที่ประสงค์จะรวบรวม นำเข้า หรือส่งออกซึ่งเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าก่อนจะทำการรวบรวมนำเข้าหรือส่งออกเมล็ดพันธุ์ดังกล่าว
  4. กำหนดวิธีการในการต่ออายุของผู้รับใบอนุญาตขายเมล็ดพันธุ์ควบคุมโดยให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกการต่ออายุในใบอนุญาตเดิม

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อน มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีสภาพความร้อนภายในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างทำงานอยู่มิให้เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด
  2. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีความเข้มของแสงสว่างภายในสถานประกอบกิจการตามมาตรฐานที่กำหนด กำหนดวิธีการป้องกันและอุปกรณ์การป้องกันอันตรายจากแสง
  3. กำหนดให้นายจ้างควบคุมระดับเสียงในสถานประกอบกิจการตามมาตรฐานที่กำหนด สถานประกอบกิจการที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐานต้องให้ลูกจ้างหยุดทำงานจนกว่ามีการปรับปรุง และนายจ้างต้องจัดให้มีการบริหารจัดการเกี่ยวกับวิธีการเลือกและการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
  4. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียงภายใน การประกอบกิจการและจัดทำรายงานการตรวจวัด
  5. กำหนดให้การยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้รับรองการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานใน เขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือสถานที่อธิบดีประกาศกำหนด จังหวัดอื่นให้ยื่น ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด
  6. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียม
  7. กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง

5. เรื่อง ร่างระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อน มีมติเห็นชอบในหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบการ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2534 ดังนี้

  1. เพิ่มรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณให้ครอบคลุมรายการที่เป็นรายจ่ายประจำในงบดำเนินงาน งบเงินอุดหนุน หรืองบรายจ่ายอื่น
  2. ให้สำนักงบประมาณกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือวิธีปฏิบัติ เพื่อให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสามารถเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณโดยไม่เพิ่มวงเงินได้โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ และให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาอนุมัติการขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันโดยไม่เพิ่มวงเงินเพื่อให้กระทรวงสามารถบริหารงบประมาณได้อย่างคล่องตัว

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2546 ดังนี้

  1. ให้ระเบียบมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป
  2. ให้ส่วนราชการโอนงบประมาณของหน่วยงานที่ต้องดำเนินการในส่วนภูมิภาคไปยังจังหวัดเต็มตาม วงเงินที่ได้รับจัดสรร เพื่อมิให้มีการกันเงินงบประมาณบางส่วนไว้ที่ส่วนกลาง
  3. กำหนดมาตรการในการกำกับให้ส่วนราชการถือปฏิบัติตามที่ระเบียบกำหนดไว้โดยเคร่งครัด
  4. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการที่ดำเนินการบรรลุ วัตถุประสงค์และเป้าหมายแล้วไปดำเนินการเพื่อสนับสนุนการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือสนับสนุนการดำเนินการ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการนั้นได้คล่องตัวยิ่งขึ้น
  5. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจใช้เงินเหลือจ่ายจากงบกลางที่ได้รับจัดสรรเพื่อการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการไปดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด รวมทั้งแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานของจังหวัดได้
  6. กำหนดมาตรการเพื่อมิให้ส่วนราชการโอนงบประมาณที่ดำเนินการในจังหวัดกลับส่วนกลางโดยไม่มีความจำเป็น เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบริหารงบประมาณและประสานการดำเนินงานของส่วนราชการ เพื่อสนับสนุนระบบการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. เรื่อง ความร่วมมือโครงการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังน้ำระหว่างไทยกับพม่า

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพลังงานรายงานความคืบหน้าความร่วมมือโครงการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังน้ำระหว่างไทยกับพม่า ดังนี้

กระทรวงพลังงานรายงานว่า ภายใต้กรอบของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับพม่าว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำสาละวินและลุ่มน้ำตะนาวศรี (Memorandum of Understanding between the Ministry of Energy of the Kingdom of Thailand and the Ministry of Electric Power of the Union of Myanmar on Cooperation in the Development of Hydropower Projects in Thanlwin and Tanintharyi Basins) ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันในการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ จำนวน 5 แห่ง ในลุ่มน้ำทั้งสองดังกล่าวในประเทศพม่า โดยได้เลือกให้ความสำคัญแก่โครงการเขื่อนฮัจจี (Hutgyi Hydropower Project) ในลุ่มน้ำสาละวันก่อน เป็นโครงการแรกที่จะเริ่มดำเนินงานซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 800 ถึง 2,000 เมกะวัตต์ และ เมื่อวันที่9 ธันวาคม 2548 ที่กรุงย่างกุ้ง ได้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement for the Development, Ownership and Operation of the Hutgyi Hydropower Project on Thanlwin River) ระหว่างบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ของไทยกับ กรมไฟฟ้าพลังน้ำของพม่า (โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าของพม่าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม) ว่าด้วยความร่วมมือในการลงทุนพัฒนาและดำเนินงานโครงการเขื่อนฮัจจีนี้ โดย กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการสำรวจพื้นที่เพื่อออกแบบทางวิศวกรรมร่วมกับฝ่ายพม่าแล้ว และคาดว่าจะเริ่มการก่อสร้างเขื่อนนี้ได้ในปลายปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) เพื่อผลิตจ่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ในราวปี 2556-2557 (ค.ศ. 2013-2014) เป็นต้นไป อันจะเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย


7. เรื่อง การค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2548 (มกราคม-พฤศจิกายน)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2548 (มกราคม-พฤศจิกายน) ดังนี้

1. การส่งออก

การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2548 มีมูลค่า 9,841.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.5 การส่งออกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากที่ชะลอตัวเป็นร้อยละ 8.4 ในเดือนตุลาคม โดยส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งขยายตัวร้อยละ 15.4 และ 6.9 ตามลำดับ

สินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร สินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้นในอัตราสูง ได้แก่ ยางพาราและมันสำปะหลังซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 27.3 และ 30.6 รวมทั้งสินค้าอาหารที่ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.9 ที่สำคัญได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป และ ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป สำหรับกุ้งแช่แข็งและแปรรูปส่งออกเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.3 เนื่องจากราคาส่งออกลดลงร้อยละ 6.8 ขณะที่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.7 สินค้าที่ส่งออกลดลงได้แก่ ข้าว (ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 30.0 และ 19.8) และ น้ำตาล (ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 37.1 และ 25.2) เนื่องจากปัญหาภัยแล้งทำให้ผลผลิตในประเทศลดลง ขณะที่ราคาส่งออกต่อหน่วยยังมีแนวโน้มสูงขึ้น

สินค้าอุตสาหกรรม ส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้นในอัตราสูง ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า ยานยนต์และส่วนประกอบ วัสดุก่อสร้าง อัญมณี ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์และกระดาษ และ เครื่องสำอาง สินค้าอื่น ๆ ที่ส่งออกเพิ่มขึ้นได้แก่ สิ่งทอ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ และ ผลิตภัณฑ์เภสัช/เครื่องมือแพทย์ สินค้าที่ส่งออกลดลง ได้แก่ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และ ของเล่น เนื่องจากปัญหาต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นและการแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งที่มีราคาต่ำกว่า โดยเฉพาะจีน

การส่งออกในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2548 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 101,437.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.2 โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 16.1 ขณะที่สินค้าเกษตรกรรม/อุตสาหกรรม การเกษตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7

สินค้าสำคัญที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ในอัตราสูง ได้แก่ สินค้าอาหารประเภทปลากระป๋องและแปรรูป ผัก ผลไม้สด กระป๋องและแปรรูป กุ้งแช่แข็งและไก่แปรรูป ยานยนต์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง(เหล็กกล้า) อัญมณี ผลิตภัณฑ์ยาง สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ เครื่องสำอาง และ ผลิตภัณฑ์เภสัช เป็นต้น

สินค้าอื่น ๆ ที่ส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา เครื่องใช้ไฟฟ้า สิ่งทอ เครื่องเดินทางและเครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งบ้าน เป็นต้น

สินค้าสำคัญที่ส่งออกลดลงส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและโรคระบาดสัตว์ ในขณะที่ราคาส่งออกต่อหน่วยมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมลดลงไม่มากนัก ได้แก่ ข้าว มันเม็ดและมันเส้น น้ำตาลทราย และ ไก่สดแช่แข็ง

ตลาดส่งออกสำคัญ

การส่งออกไปตลาดใหม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราสูงถึงร้อยละ 23.9 ตลาดที่สำคัญและขยายตัวในอัตราสูง ได้แก่ อินเดีย (ร้อยละ 63.0) ลาตินอเมริกา (ร้อยละ 39.5) ออสเตรเลีย(ร้อยละ 36.5) จีน (ร้อยละ 28.6) และอินโดจีนและพม่า(ร้อยละ 26.1)

การส่งออกไปตลาดหลักขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.0 ได้แก่ ญี่ปุ่น อาเซียนและสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.2 , 11.8 และ 10.4 ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกไปสหภาพยุโรปขยายตัวเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำเพียงร้อยละ 4.0

2. การนำเข้า

การนำเข้าในเดือนพฤศจิกายน 2548 มีมูลค่า 9,786.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับเดือนเดียวกัน ของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 และเทียบกับเดือนตุลาคม 2548 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.28

สินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูง ในเดือนพฤศจิกายน 2548 ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง ทุน วัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป โดยการนำเข้าเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 48.8, 14.5 และ 5.0 ตามลำดับ สินค้านำเข้าที่สำคัญมี ดังนี้

การนำเข้าในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2548 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 108,634.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.5 เป็นการขยายตัวของการนำเข้าในทุกหมวด ที่สำคัญได้แก่สินค้าเชื้อเพลิง สินค้าทุน และสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นร้อยละ 65.2, 25.6 และ 16.6 ตามลำดับ

3. สรุปแนวโน้มการส่งออกและนำเข้าของปี 2548

แนวโน้มการส่งออกปี 2548 กรมส่งเสริมการส่งออกได้เชิญสมาคมและผู้ส่งออกสินค้าสำคัญมาประชุมหารือเมื่อวันที่ 14 - 15 ธันวาคม 2548 เพื่อประเมินและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์และแนวโน้มการส่งออกของปี 2548 คาดว่า ทั้งปี 2548 จะสามารถส่งออกได้เป็นมูลค่าประมาณ 111,288 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2547 ร้อยละ 15.3

แนวโน้มการนำเข้าปี 2548 จากการประชุมกับผู้นำเข้า รวม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ น้ำมันดิบ เหล็ก ทองคำ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเคมีภัณฑ์ (คิดเป็นร้อยละ 45 ของมูลค่า การนำเข้ารวม) และการประชุมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ เพื่อขอความร่วมมือในการนำเข้าตามความจำเป็น และดูแลไม่ให้มีการการเก็งกำไรสินค้าทองคำ ทั้งนี้ คาดว่าการนำเข้าในเดือนธันวาคม 2548 จะมีแนวโน้มการนำเข้าสินค้าสำคัญ ดังนี้

4. ดุลการค้า เดือนพฤศจิกายน 2548 ไทยได้ดุลการค้า 55.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ดุลการค้าในระยะ 11 เดือนแรกของปี 2548 ขาดดุลรวม 7,197.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2548 ซึ่งไทยขาดดุลการค้า 7,813.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

จะเห็นได้ว่า ดุลการค้าของไทยมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากการส่งออกมีการขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าช่วงต้นปี รวมทั้งมีการบริหารการนำเข้าทำให้การนำเข้าสินค้าสำคัญชะลอตัวลง โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดมาตรการบริหารการนำเข้ามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 ทำให้ปริมาณนำเข้าน้ำมันลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากประมาณวันละ 0.92 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียง 0.79 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน

5.เป้าหมายการส่งออกปี 2549 กระทรวงพาณิชย์ได้มีการประชุมหารือกับผู้ส่งออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (14-15 ธ.ค. 48) และได้กำหนดเป้าหมายการส่งออกปี 2549 ไว้ 130.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากประมาณการส่งออกมี 2548 ร้อยละ 17.5 ทั้งนี้ แม้ว่าในปี 2549 เศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญ ๆ จะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่ประเทศไทยได้มีการปรับยุทธศาสตร์และแผนงานสำคัญ ๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นรายภูมิภาค โดยมีการจัดตั้งศูนย์ภูมิภาค (Regional Hub) ในตลาดสำคัญ ๆ 6 ศูนย์ คือ จีน อินเดีย อาเซียน เอเชียตะวันออก ยุโรป และอเมริกาเหนือ ซึ่งจะทำงานตามยุทธศาสตร์เป็นทีมระหว่างสำนักงานในภูมิภาคนั้น ๆ และส่วนกลาง รวมทั้งเพิ่มบทบาทเชิงรุกในด้านการค้าและการขยายธุรกิจไทยในต่างประเทศ โดยเน้นที่การขยายการค้าและธุรกิจด้านอาหาร ภัตตาคาร บริการสุขภาพของไทยในต่างประเทศ และการเพิ่มมูลค่าของสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เป็นต้น ในขณะเดียวกัน จะมีการทบทวนยุทธศาสตร์การค้าภายในประเทศ โดยจะเน้นการเพิ่มขีดความสามารถให้แก่ธุรกิจและผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในสากล

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป้าหมายการขยายตัวของการส่งออกในแต่ละศูนย์ภูมิภาคไว้ โดย ศูนย์ภูมิภาคที่คาดว่าจะมีการขยายตัวในอัตราสูงได้แก่ อินเดีย จีน และอาเซียน ที่ร้อยละ 60.0 29.9 และ 18.7 ตามลำดับ สำหรับสาขาการส่งออกที่คาดว่าจะมีการขยายตัวมากที่สุดในปี 2549 คือสินค้าอุตสาหกรรม ที่ร้อยละ 20 ส่วนสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมเกษตร คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 8.9 สูงกว่าประมาณการปี 2548 ที่ร้อยละ 16.4 และ 6.6 ตามลำดับ


8. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี 6 เดือน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี 6 เดือน ดังนี้

1. ภาพรวมของผลการดำเนินการ

1.1 ภาพรวมผลการดำเนินการตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน

1.2 ตู้นายกฯ ทักษิณ หน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เริ่ม 1 มิ.ย. 47

1.3 หน้าบ้านพิษณุโลก กทม. คตส.นรม. เริ่มส่งเรื่องให้ มท. ตั้งแต่ 7 ก.ค. 47

2. การรับเรื่องร้องเรียนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ จำแนกตามกลุ่มปัญหา ในภาพรวมนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน กลุ่มปัญหาที่ได้รับร้องเรียนจากประชาชนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ หน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด และจากหน้าบ้านพิษณุโลก กทม. มีสัดส่วนที่ค่อนข้างใกล้เคียงสอดคล้องเช่นเดียวกัน กล่าวคือ

กลุ่มประเด็นปัญหาความเดือดร้อนที่มีผู้ร้องเรียนในภาพรวมเรียงตามลำดับได้ดังนี้

เมื่อจำแนกเรื่องร้องเรียนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ ในส่วนภูมิภาค เป็นรายภาค พบว่าในช่วง 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมา ประชาชนในจังหวัดภาคเหนือ ร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ มากที่สุด 5,517 เรื่อง แก้ไขแล้ว 3,252 (59%) รองลงมา เป็นประธานในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,151 เรื่อง แก้ไขแล้ว 2,952 (71%)ภาคกลาง 3,792 เรื่อง แก้ไขแล้ว 2,448 (62%) และภาคใต้ 1,614 เรื่อง แก้ไขแล้ว 1,273 (79%)

โดยจังหวัดที่ประชาชนคาดหวังว่า การส่งเรื่องร้องเรียนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ หน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด จะสามารถคลี่คลายแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนได้มากที่สุดรายภาค ได้ดังนี้

3. การให้ความช่วยเหลือ/แก้ปัญหา เรื่องที่จังหวัดสามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการได้ดำเนินการแก้ไขในบทบาทหน้าที่ไปแล้วในห้วงระยะเวลานี้ เช่น

จังหวัดร้อยเอ็ด (กรณีขอให้ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล) จังหวัดลำพูน (ขอความช่วยเหลือกรณีถูกสั่งห้ามเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดิน) จังหวัดนครนายก (กรณีได้รับความเดือดร้อนไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค) จังหวัดตรัง (กรณีเบาะแสเล่น การพนันฟุตบอล) จังหวัดกาญจนบุรี (กรณีมลภาวะจากโรงงาน) จังหวัดอ่างทอง (กรณีเบาะแสการลักลอบเล่นการพนัน) จังหวัดมุกดาหาร (กรณีก่อสร้างถนนรุกล้ำที่ดินของผู้ร้องเรียน) จังหวัดนราธิวาส (กรณีฐานะยากจนและบ้านชำรุดทรุดโทรม)


9. เรื่อง รายงานการตรวจเยี่ยมพระภิกษุ สามเณร และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีรายงานการตรวจเยี่ยมพระภิกษุ ส ามเณร และประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2548 สรุปได้ดังนี้

  1. วัดพรหมนิวาส ตั้งอยู่ที่ถนนโคกเคียน ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะ ได้มอบวัตถุมงคลแก่ประชาชนที่มาถวายการต้อนรับ และได้ถวายความช่วยเหลือ ดังนี้ (1) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 30,000 บาท (2) ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรคและไฟฉาย จำนวนหนึ่ง (3) มอบวัตถุมงคลไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชน (4) มอบเงินให้เป็นกำลังใจแก่ทหาร จำนวน 10,000 บาท
  2. วัดเขากง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลลำภู อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะได้ถวายความช่วยเหลือ ดังนี้ (1) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 30,000 บาท (2) ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค และไฟฉาย จำนวนหนึ่ง (3) มอบวัตถุมงคลไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชน (4) มอบเงินให้เป็นกำลังใจแก่ทหาร จำนวน 20,000 บาท
  3. วัดพิกุลทอง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลกระลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะได้สอบถามปัญหาและสภาพความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณร และได้ถวายความช่วยเหลือ ดังนี้ (1) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 20,000 บาท (2) ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรคและไฟฉาย จำนวนหนึ่ง (3) มอบวัตถุมงคลไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชน (4) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 10,000 บาท แก่พระครูสิริวราภรณ์ เจ้าคณะอำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส (5) มอบเงินให้เป็นกำลังใจแก่ทหาร จำนวน 20,000 บาท
  4. วัดปิบผลิวัน ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 2 ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะได้สนทนาและให้กำลังใจกับประชาชนที่มาต้อนรับ และได้ถวายความช่วยเหลือ ดังนี้ (1) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 20,000 บาท (2) ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค และไฟฉาย จำนวนหนึ่ง (3) มอบวัตถุมงคลไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชน (4) มอบเงินให้เป็นกำลังใจแก่ทหาร จำนวน 20,000 บาท
  5. วัดโคกมะเฟือง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลศาลาใหม่ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะได้สนทนาและสอบถามถึงสภาพความเป็นอยู่ของพระภิกษุสามเณรและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งได้ถวายจตุปัจจัยช่วยเหลือ จำนวน 10,000 บาท
  6. วัดลอยประดิษฐ์ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส (เป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่อันตราย) ประชาชนที่อยู่อาศัยโดยรอบวัด ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธที่อยู่ในพื้นที่มีประมาณ 30 ครัวเรือน ประมาณ 100 คน แม้ว่าจะนับถือศาสนาต่างกันแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายในวัดมีทหารประมาณ 70 นาย มาตั้งกองรักษาการณ์เพื่อรักษาความปลอดภัย ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะได้ถวายความช่วยเหลือ ดังนี้ (1) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 30,000 บาท (2) ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค และไฟฉาย จำนวนหนึ่ง (3) มอบวัตถุมงคลไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง (4) มอบเงินให้เป็นกำลังใจแก่ทหารที่รักษาความปลอดภัย จำนวน 40,000 บาท
  7. วัดประชุมชลธารา ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 6 ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะได้ถวายปัจจัยและสิ่งของที่ได้รับการบริจาคให้แก่เจ้าคณะจังหวัด เพื่อนำไปมอบให้กับ วัด พระสงฆ์ และประชาชนอื่น ๆ ที่ผู้แทนมหาเถรสมาคมและคณะไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนจำนวนหนึ่ง และได้ถวายความ ช่วยเหลือ ดังนี้ (1) ถวายจตุปัจจัยจำนวน 40,000 บาท (2) มอบเป็นค่าใช้จ่ายของแม่ชี จำนวน 8,000 บาท (3) ข้าวสาร อาหารแห้ง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค และไฟฉาย จำนวนหนึ่ง (4) มอบเงินให้เป็นกำลังใจแก่ทหาร จำนวน 8,000 บาท

10. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการตามมาตรการ และแผนการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุ ทางถนน ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานสรุปผลการดำเนินการตามมาตรการ และแผนการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุ ทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549 และแนวทางในการดำเนินการระยะต่อไป ของปี 2549 โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจะได้ประชุมคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เพื่อหาข้อสรุปนำมาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ซึ่งจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ในโอกาสต่อไป

สรุปผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549(วันที่ 29 ธันวาคม 2548 - 4 มกราคม 2549 รวม 7 วัน) ดังนี้

การปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549 มีลักษณะและรูปแบบการดำเนินการ ดังนี้

ข้อค้นพบสำคัญจากการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาล ปีใหม่ 2549

(1) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย

(2) ปัญหาด้านวิศวกรรมจราจร

(3) การรณรงค์ประชาสัมพันธ์

(4) ปัจจัยที่ก่อให้เกิดความสำเร็จ


11. เรื่อง แผนการบริหารจัดการน้ำปี 2549 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานแผนการบริหารจัดการน้ำปี 2549 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง สรุปได้ดังนี้

1. จังหวัดชลบุรี

2. จังหวัดระยอง

เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ และเป็นเอกภาพ ที่ประชุมได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปรับเกณฑ์การใช้น้ำ และจัดสรรน้ำในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวจะมีหน้าที่ในการพิจารณาปรับปรุงการใช้น้ำ และการจัดสรรน้ำให้เหมาะสม กับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ควบคุมและกำกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ลดปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ และติดตาม ประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานเอกชน ตัวแทนราษฎร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง จากการดำเนินการตามแผนและแนวทางการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดชลบุรีและ จังหวัดระยองดังกล่าวข้างต้น จะสร้างความมั่นใจได้ว่า ทั้งสองจังหวัดจะมีน้ำเพียงพอสำหรับผู้ใช้น้ำในระยะยาวต่อไป


12. เรื่อง ผลการดำเนินงาน เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานผลการดำเนินงาน เรื่อง การช่วยเหลือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม - 20 พฤศจิกายน 2548 ดังนี้

จำนวนเด็กที่นำส่งเข้ารับการอุปการะจำแนกตามสาเหตุการนำส่ง กรณีฝากเป็นการชั่วคราว

สาเหตุการนำส่ง วันที่ 9 - 25 ก. ย. 48 วันที่ 26 ก.ย. - 21 ต.ค. 48 วันที่ 22 ต.ค. - 20 พ.ย. 48
ครอบครัวแตกแยกและบิดามารดา ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน 6 27 12
ครอบครัวมีฐานะยากจน 7 5 20
สาเหตุการนำส่ง วันที่ 9 - 25 ก. ย. 48 วันที่ 26 ก.ย. - 21 ต.ค. 48 วันที่ 22 ต.ค. - 20 พ.ย. 48
บิดา มารดา ต้องโทษ 8 8 3
การเลี้ยงดูเด็กไม่เหมาะสม 6 1 10
มารดาตั้งครรภ์นอกสมรส/ ไม่พึงปรารถนา 2 8 6
เป็นบุตรผู้รับการสงเคราะห์ 1 5 4
เร่ร่อน - 2 1
ครอบครัวหย่าร้าง - - 2
ได้รับผลกระทบจากโรค AID - - 2
มารดามีอาการทางจิต - - 1
ทอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะ - - 1
รวม 30 56 62

ผลการดำเนินงานการรับเด็กเข้ารับการอุปการะจำแนกตามสาเหตุการนำส่งกรณีฝากเป็นการชั่วคราว พบว่า การฝากเด็กเป็นการชั่วคราวครั้งที่ 3 มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยภาพรวมของการรับเด็กเข้ารับการอุปการะทั้งสามครั้ง สาเหตุหลักที่นำส่งเด็กเข้าสถานสงเคราะห์ ได้แก่ ครอบครัวมีฐานะยากจน ครอบครัวแตกแยก และบิดามารดาต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ในกรณีของเด็กถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ จำนวน 1 ราย พบว่า สถานสงเคราะห์สามารถติดตามครอบครัวได้และครอบครัวขอฝากบุตรไว้เป็นการชั่วคราวในสถานสงเคราะห์ สาเหตุที่มีการฝากเด็กเป็นการชั่วคราวมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจาก 2 ครั้งที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะบิดามารดาได้รับทราบข่าวการประชาสัมพันธ์โครงการฝากรัฐเลี้ยงลูก จึงนำบุตรมาฝากเป็นการชั่วคราวในหน่วยงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับผู้ปกครอง ในภายภาคหน้าเมื่อบิดามารดามีความพร้อม ก็จะรับบุตรกลับไปอุปการะเลี้ยงดูเอง

กรณีมอบให้สถานสงเคราะห์เป็นการถาวร

สาเหตุการนำส่ง วันที่ 9 - 25 ก.ย. 48 วันที่ 26 ก.ย. - 21 ต.ค. 48 วันที่ 22 ต.ค. - 20 พ. ย. 48
มารดาติดเชื้อ HIV 1 3 1
มารดาตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ 6 12 8
มีฐานะยากจน 5 4 4
ครอบครัวหย่าร้าง - 8 -
ครอบครัวแตกแยก/ บิดามารดา ต้องไปทำงานนอกบ้าน 4 - 2
ญาติไม่สามารถอุปการะได้ 2 - -
กำพร้าบิดามารดา - 1
รพ.นำส่ง เนื่องจากมารดามอบให้ 2 1 4
รวม 20 28 20

ผลการดำเนินงานการรับเด็กเข้ารับการอุปการะจำแนกตามสาเหตุการนำส่ง กรณีฝากเป็นการถาวร พบว่า มีปริมาณลดลงจากครั้งที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักที่นำส่งเด็กเข้ารับการอุปการะเป็นการถาวรจากการรายงานทั้งสามครั้ง พบว่า มาจากมารดาตั้งครรภ์นอกสมรส ตลอดจนตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ จึงไม่ประสงค์จะนำบุตรกลับไป เลี้ยงดู ดังนั้น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงควรจัดกิจกรรมตลอดจนโครงการเพื่อรณรงค์ป้องกันปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือการป้องกันตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรืออีกประการหนึ่งที่บิดามารดาฝากบุตรเป็นการถาวรมีจำนวนลดลง อาจเป็นเพราะได้รับการช่วยเหลือจากทางราชการ จึงสามารถให้การดูแลบุตรด้วยตนเองได้โดยไม่นำส่งบุตรเข้าสถานสงเคราะห์

กรณีถูกทอดทิ้ง

สาเหตุการนำส่ง วันที่ 9 - 25 ก.ย. 48 วันที่ 26 ก.ย. - 21 ต. ค. 48 วันที่ 22 ต.ค. - 20 พ. ย. 48
ทอดทิ้งไว้ในโรงพยาบาล 3 7 4
ทอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะ 2 3 9
ทอดทิ้งกับผู้รับจ้างเลี้ยงดู 6 6 6
รวม 11 16 19

ผลการดำเนินงานการรับเด็กเข้ารับการอุปการะจำแนกตามสาเหตุการนำส่ง กรณีถูกทอดทิ้ง พบว่า กรณีเด็กถูกทอดทิ้งเพิ่มมากขึ้นจากการรายงานผลที่ผ่านมา โดยเด็กถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นจากครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ค่อนข้างมาก อาจจะมีสาเหตุเนื่องจากมารดาไม่ต้องการเปิดเผยตนเอง จึงทำให้จำนวนเด็กถูกทอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ จึงควรจัดกิจกรรมโครงการความรักและความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย เพื่อรณรงค์ป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือ การป้องกันตนเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

จำนวนเด็กที่นำส่งเข้ารับการอุปการะจำแนกตามอายุของเด็ก

จำแนกตามอายุของเด็กถูกทอดทิ้ง วันที่ 9 - 25 ก.ย. 48 วันที่ 26 ก.ย. - 21 ต.ค. 48 วันที่ 22 ต.ค. - 20 พ. ย. 48
อายุแรกเกิด - 6 เดือน 25 58 41
อายุ 6 เดือน - 1 ปี 6 7 16
อายุ 1 ปี - 1 ปี 6 เดือน 2 8 14
อายุ 1 ปี 6 เดือน - 2 ปี 3 7 2
อายุ 2 ปี ขึ้นไป 23 20 28
รวม 59 100 101

ผลการดำเนินงานการรับเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์จำแนกตามอายุของเด็ก พบว่า เด็กแรกเกิด - 6 เดือน และเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป จะมีการส่งตัวเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์มากที่สุดทั้งสามครั้ง

จำนวนเด็กที่นำส่งเข้ารับการอุปการะจำแนกตามหน่วยงานที่นำส่งเด็ก

จำแนกตามหน่วยงานนำส่งเด็ก วันที่ 9 - 25 ก.ย. 48 วันที่ 26 ก.ย. - 21 ต. ค. 48 วันที่ 22 ต.ค. - 20 พ. ย. 48
โรงพยาบาล 2 14 4
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด 12 12 18
ครอบครัว ( บิดา มารดา) 9 13 25
หน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ 27 51 42
ตำรวจ องค์กรเอกชน 9 10 12
รวม 59 100 101

ผลการดำเนินงานการรับเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์จำแนกตามหน่วยงานที่นำส่ง พบว่า หน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้แก่ บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดต่าง ๆ นำส่งเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์มากที่สุด อาจจะแสดงให้เห็นว่า หน่วยงานของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการที่ตั้งอยู่ทุกภาคของประเทศ ประสบผลสำเร็จในการประชาสัมพันธ์ภารกิจและบริการของหน่วยงานในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน มีครอบครัวตลอดจนหน่วยงานขอรับบริการจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน ครอบครัวเป็นผู้นำส่งบุตรเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์เป็นอันดับรองลงมา อาจจะเนื่องจากครอบครัวทราบข่าวการประชาสัมพันธ์โครงการฝากรัฐเลี้ยงลูกของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทางสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เมื่อครอบครัวประสบปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ จึงนำส่งบุตรเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์ด้วยตนเอง

แนวทางการช่วยเหลือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

กรณีฝากเป็นการชั่วคราว

  1. นักสังคมสงเคราะห์เยี่ยมครอบครัวเพื่อสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม อาทิเช่น เครื่องอุปโภค-บริโภค เงินสงเคราะห์ครอบครัว การฝึกอาชีพ
  2. รับตัวเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์ สวัสดิการที่จัดให้เมื่อเข้ารับการอุปการะ ได้แก่ บริการด้านปัจจัยสี่ บริการด้านการรักษาพยาบาลและอนามัย บริการด้านสังคมสงเคราะห์และจิตวิทยา บริการด้านนันทนาการ คุณธรรมและจริยธรรม บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการเด็กตามวัย การจัดทำทะเบียนราษฎร์ ให้การศึกษาตามวัย และให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมแก่สภาพปัญหาของเด็กแต่ละราย
  3. เมื่อบิดา มารดามีความพร้อมและรับเด็กกลับไปดูแลในครอบครัวตามเดิมแล้ว กรมพัฒนาสังคมและ สวัสดิการจะติดตามให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเด็กต่อไป

กรณีมอบให้สถานสงเคราะห์เป็นการถาวร

  1. รับตัวเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์ โดยจัดบริการแก่เด็กเพื่อส่งเสริมพัฒนาการตามวัยอย่างรอบด้าน ได้รับการศึกษา ฝึกอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  2. สนับสนุนและจัดหาครอบครัวทดแทนให้เด็ก ได้แก่ ครอบครัวอุปถัมภ์ซึ่งเป็นการจัด หาครอบครัว ทดแทนชั่วคราว และการจัดหาครอบครัวทดแทนที่ถาวรให้แก่เด็ก โดยการมอบเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพื่อให้เด็กมีชีวิตครอบครัวตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

กรณีถูกทอดทิ้ง

  1. รับตัวเด็กเข้ารับการอุปการะในสถานสงเคราะห์ ให้บริการด้านบริการด้านปัจจัยสี่ บริการด้านการรักษาพยาบาลและอนามัย บริการด้านสังคมสงเคราะห์และจิตวิทยา บริการด้านนันทนาการ คุณธรรมและจริยธรรม บริการด้านการกระตุ้นพัฒนาการเด็กตามวัย การจัดทำทะเบียนราษฎร์ ให้การศึกษาตามวัย และพัฒนาคุณภาพชีวิต เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  2. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะสืบหาบิดามารดาเด็กในความอุปการะทุกรายหากพบและยังไม่มีความพร้อมที่จะอุปการะเด็ก กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามสภาพของปัญหาจนกว่าครอบครัวมีความพร้อมที่จะรับเด็กกลับไปอุปการะ กรณีที่สืบหาบิดามารดาของเด็กไม่พบ จะพิจารณาจัดหาครอบครัว ทดแทนที่เหมาะสมทั้งแบบครอบครัวชั่วคราวและครอบครัวถาวรให้กับเด็กต่อไป

13. เรื่อง การรับรองสถานะสถาบันฯ ลุ่มน้ำโขงเป็นองค์การระหว่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และสถาบันความร่วมมือ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ และอนุมัติการลงนามความตกลงฯ โดยให้ผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลไทย

ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. ธรรมนูญของสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง กำหนดให้สถาบันฯ เป็น องค์การระหว่างประเทศที่เป็นอิสระมีการดำเนินงานไม่หวังผลกำไรและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดทำความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยและสถาบันฯ เพื่อรับรองสถานะของสถาบันฯ เป็นองค์การระหว่างประเทศนั้น สถาบันฯ ได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิไทยภายใต้ชื่อ "มูลนิธิสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute Foundation) เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2546 โดยมีนายเตช บุนนาค เป็นประธานมูลนิธิฯ
  2. กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาเห็นว่า การรับรองสถานะของสถาบันความร่วมมือ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เป็นองค์การระหว่างประเทศ น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยดังนี้
    • 2.1 ตอบสนองและส่งเสริมนโยบายของรัฐบาล
    • การดำเนินงานของสถาบันฯ สามารถตอบสนองและเกื้อกูลการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคที่รัฐบาลไทยเป็นผู้ส่งเสริมและริเริ่ม เช่น อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมบทบาทของไทยในการช่วยลดช่องว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและขยายโอกาสในการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาค และเป็นการส่งเสริมบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางทางวิชาการ
    • 2.2 ภาพลักษณ์ของประเทศ
    • โดยที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มในการจัดตั้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงตั้งแต่เริ่มแรก และได้ผลักดันให้มีการลงนามในธรรมนูญสถาบันฯ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อให้เป็นสถาบันของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างแท้จริง โดยมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นไทยจึงควรสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขงเป็นองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐบาลไทยในการร่วมพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในสายตาประเทศเพื่อนบ้าน
    • 2.3 ประสิทธิภาพในการดำเนินงานของสถาบันฯ
    • การที่สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง เป็นองค์การระหว่างประเทศจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งจะทำให้มีช่องทางการติดต่อขอรับการสนับสนุนจากแหล่งความร่วมมือต่าง ๆ ได้มากขึ้น อีกทั้งยังมีโอกาสในการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรด้านการศึกษาและการวิจัยจากต่างประเทศได้มากขึ้นด้วย
    • 2.4 พันธกรณีตามร่างความตกลง
      • 2.4.1 รัฐบาลไทยจะให้การรับรองและคุ้มครองแก่สถาบันฯ ในการได้รับการบริการ ด้านสาธารณูปโภค และการสื่อสารที่เท่าเทียมกับที่รัฐให้แก่องค์การระหว่างประเทศอื่นที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย
      • 2.4.2 รัฐบาลไทยจะอำนวยสิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีอากรทางตรงสำหรับทรัพย์สิน รายได้ และสิ่งของต่าง ๆ ของสถาบันฯ และยกเว้นศุลกากรสำหรับการนำเข้า และส่งออกสิ่งของ ยานพาหนะ และเครื่องมือ เครื่องใช้สำหรับการดำเนินงานของสถาบันฯ
      • 2.4.3 รัฐบาลจะอำนวยสิทธิแก่สถาบันฯ ในการรับ ถือครอง และแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ รวมทั้งการดำเนินธุรกรรมทางการเงินได้กับเงินทุกสกุล
      • 2.4.4 รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราให้แก่บุคลากรของสถาบันฯทั้งสมาชิกคณะมนตรี สมาชิกคณะกรรมการบริหาร เจ้าหน้าที่และพนักงาน พร้อมทั้งภรรยา บุตร และผู้ติดตาม ของเจ้าหน้าที่และพนักงาน และอาคันตุกะที่สถาบันฯ เชื้อเชิญมาในกิจการของสถาบันฯ
      • 2.4.5 รัฐบาลไทยจะอำนวยสิทธิพิเศษทางภาษีอากรและศุลกากรแก่เจ้าหน้าที่และพนักงานชาวต่างประเทศที่ผู้อำนวยการสถาบันฯ ให้การรับรองพร้อมทั้งภรรยา บุตร และผู้ติดตาม

14. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2549 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2549 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้

  1. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นต้นไป
  2. ให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2548 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2549

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า เนื่องจากการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินราคาที่ดินและอัตราภาษีบำรุงท้องที่ให้เหมาะสมแก่สภาพการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้าง หลักเกณฑ์ และอัตราการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ใหม่ ยังไม่แล้วเสร็จ สมควรให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ประจำปีพ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 ซึ่งใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2548 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2549 และเพื่อให้การจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2549 ซึ่งจะต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 เป็นไปด้วยความเรียบร้อยถูกต้องตรงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ควรอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2529 ตราพระราชกฤษฎีกาให้นำราคาปานกลางของที่ดินที่ใช้อยู่ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ประจำปี พ.ศ. 2521 ถึง พ.ศ. 2524 มาใช้ในการประเมินภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปี พ.ศ. 2549 จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


15. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้มีอาชีพในการประมง การค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ มาจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้มีอาชีพในการประมง การค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ มาจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมือลอบทุกชนิดเป็นผู้มีอาชีพในการประมง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานว่า เนื่องจากปัจจุบันชาวประมงได้ใช้เครื่องมือลอบหลายชนิดมาใช้ในการจับสัตว์น้ำ ซึ่งในแต่ละชนิดมีขนาดช่องตาท้องลอบหลายขนาด โดยเฉพาะการใช้เครื่องมือลอบชนิดที่มีช่องตาท้องลอบขนาดเล็ก ซึ่งการทำประมงด้วยเครื่องมือดังกล่าวโดยไม่มีการควบคุมนั้น ส่งผลให้สัตว์น้ำไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้ตามปกติ อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำ ดังนั้น เพื่อประโยชน์ในการกำหนดมาตรการในการควบคุมเครื่องมือลอบในแต่ละชนิด จึงควรที่จะกำหนดให้ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมือลอบทุกชนิดเป็นผู้มีอาชีพในการประมง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้มีอาชีพดังกล่าวอยู่ในบังคับที่จะต้องมาจดทะเบียนหรือขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใต้ประกาศกำหนดของรัฐมนตรี จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


16. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 บังคับกับไก่ เป็ด และห่าน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยข้อกำหนดในการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 บังคับกับไก่ เป็ด และห่าน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยข้อกำหนดในการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้นำร่างพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 บังคับกับไก่ เป็ด และห่าน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. .... ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป และให้ดำเนินการร่างกฎกระทรวง ว่าด้วยข้อกำหนดในการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ พ.ศ. .... ต่อไปได้

ทั้งนี้ร่างพระราชกฤษฎีกาฯ และร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ เป็นการกำหนดให้ใช้ พระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 บังคับกับไก่ เป็ด และห่าน ในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักรและปรับปรุงข้อกำหนดในการฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์


17. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาตตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรมในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงยกเว้น ค่าธรรมเนียมการต่อใบอนุญาตตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับ เป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม และค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตตั้งสถานบริการในจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมและสถานบริการ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมประกอบธุรกิจโรงแรม ในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา มีกำหนดสามปี
  2. ยกเว้นค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาตตั้งสถานบริการในท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา มีกำหนดสามปี

18. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัตรประจำตัวนายช่างและบัตรประจำตัวนายตรวจตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัตรประจำตัวนายช่างและบัตรประจำตัวนายตรวจ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัตรประจำตัวนายช่างฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
  2. กำหนดให้อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้ออกบัตรประจำตัวนายช่างซึ่งแต่งตั้งจากวิศวกรหรือสถาปนิก
  3. กำหนดให้พนักงานท้องถิ่นเป็นผู้ออกบัตรประจำตัวนายช่างซึ่งแต่งตั้งจากข้าราชการหรือพนักงานของราชการส่วนท้องถิ่น และนายตรวจ

19. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนำทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ส่งให้กระทรวงการคลัง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนำทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ส่งให้กระทรวงการคลัง พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการนำทรัพย์สินฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดนิยามคำว่า "ทรัพย์สิน" หมายความว่า ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินและคดีถึงที่สุด รวมทั้ง ดอกผลของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
  2. กำหนดวิธีดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินและคดีถึงที่สุด โดยให้ ส่งมอบให้กระทรวงการคลังตามระเบียบและวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด
  3. กำหนดวิธีการและส่วนราชการที่มีหน้าที่ส่งคืนทรัพย์สินให้แก่เจ้าของ ผู้รับโอน หรือผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน

20. เรื่อง รายงานผลการจัดโครงการสัมมนา "สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล" ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจัดโครงการสัมมนา "สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล" ครั้งที่ 1 ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สำนักโฆษก) เสนอ และเห็นชอบมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นปัญหาที่สื่อมวลชนท้องถิ่น ภาคใต้ตอนบนได้นำเสนอในการสัมมนาไปพิจารณาดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้ง มอบหมายให้กระทรวงต่าง ๆ ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการดำเนินงานของรัฐบาลให้สื่อมวลชนได้รับทราบอย่างถูกต้องชัดเจนและทั่วถึง เพื่อถ่ายทอดให้ประชาชนทราบและเกิดความเข้าใจต่อไป

ทั้งนี้ สำนักโฆษก กรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมกันจัดสัมมนา "สื่อท้องถิ่นกับนโยบายรัฐบาล" ครั้งที่ 3เมื่อวันเสาร์ที่ 24 กันยายน 2548 ณ โรงแรมสยามธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) เป็นประธานการสัมมนาและชี้แจงสร้างความเข้าใจในนโยบายและการบริหารงานของรัฐบาลแก่สื่อมวลชนท้องถิ่น ในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา กระบี่ และภูเก็ต ซึ่งการจัดสัมมนาได้รับความร่วมมือจากโฆษกกระทรวง ผู้ปฏิบัติงานด้านประชาสัมพันธ์ของกระทรวง รวมทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมสัมมนาเพื่อร่วมชี้แจงและสร้างความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล โดยมีการถ่ายทอดการสัมมนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 ให้ประชาชนในเขตพื้นที่ได้รับชม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ด้วย

ผลการจัดสัมมนา

การจัดสัมมนาภาคเช้า คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ตอนบนของรัฐบาล แก่สื่อมวลชนท้องถิ่น ต่อจากนั้นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดการสัมมนา ชี้แจงและสร้างความเข้าใจในนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน ซึ่งสรุปประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะของสื่อมวลชนได้ ดังนี้

จังหวัดสุราษฎร์ธานี

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. อยากให้สื่อรัฐเปิดโอกาสให้สื่อท้องถิ่นมีช่วงเวลาได้นำเสนอรายการมากขึ้น เพราะว่าขณะนี้สื่อภาครัฐยังให้โอกาสสื่อท้องถิ่นค่อนข้างน้อย เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้สวท. หรือ อสมท. ลดอัตราค่าเช่าเวลาในส่วนที่จัดสรรให้สื่อท้องถิ่นให้ลดต่ำลง

2. ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดกรอบ 30-30-15 เพราะจะเป็นข้อจำกัดขอบเขตการกระจายเสียงรายการที่มีเนื้อหาสาระดี ๆ

3. ข้อจำกัดตามมาตรฐาน 30-30-15 อาจไม่ใช่ปัญหา ถ้าวิทยุชุมชนใช้เครื่องที่มีมาตรฐานจริง ๆ จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมและดูแลมาตรฐานของเครื่อง โดยการให้ข้อมูลว่าประชาชนสามารถหาซื้อเครื่องที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานจากที่ใด

4. การให้โฆษณาในวิทยุชุมชน อยากให้กำหนดให้ชัดเจนว่าจะให้โฆษณาอะไรบ้าง

5. ปัญหาที่ดิน อยากให้รัฐบาลกำหนดมาตรการและทำการศึกษาปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดิน โดยปัญหาการต่อสัญญาเช่าที่ดินเพื่อทำสวนปาล์มที่หมดอายุลง ซึ่งมีข้อสังเกตว่าสาเหตุปัญหานี้น่าจะมาจากมาตรการและนโยบายของรัฐไม่มีความชัดเจน

6. กรณีรัฐบาลสนับสนุนการปลูกปาล์มเพื่อสนับสนุนการผลิตไบโอดีเซลอาจมีผลกระทบทำลายระบบนิเวศวิทยา จึงอยากให้รัฐบาลให้ความสนใจดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

7. ปัญหาห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ส่งผลกระทบ ต่อร้านค้าชุมชน รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาอย่างไร

8. เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนรายการธรรมะมากขึ้น โดยอยากให้เวลาช่วง 3 - 4 ทุ่มเป็นช่วงเวลารายการธรรมะ

9. เสนอให้สถานศึกษาเชิญพระภิกษุสงฆ์ผู้มีความรู้ด้านธรรมะเข้าไปทำการสอนนักเรียนนักศึกษา เพื่อเป็นการกล่อมเกลาเยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม

รัฐบาลอาจจัดให้มีโครงการหนึ่งวัดหนึ่งตำบล เป็นการสนับสนุนให้พระสงฆ์ได้ทำหน้าที่หล่อหลอมกล่อมเกลาชาวบ้านให้มีวิถีชีวิตจิตใจดีงาม

1. นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับทราบและจะนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง เจตนารมณ์วิทยุชุมชนต้องการให้สถานีวิทยุนั้นเป็นของชุมชน ไม่ได้หมายความว่ากำหนดให้พื้นที่ของจังหวัดทั้งหมดเป็นชุมชน ถ้าอยากทำวิทยุจังหวัดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะวิทยุชุมชนมีเป้าหมาย การกระจายข่าวกันในชุมชน ต้องแยกแยะเจตนารมณ์ให้ชัดเจน เพราะจะกลายเป็นปัญหาในการนำไปปฏิบัติ

3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง ยอมรับว่ามาตรฐาน 30-30-15 บางครั้งไม่เหมาะสมไม่สอดคล้องกับพื้นที่และช่วงจังหวะเวลา ขณะที่เรื่องทางเทคนิคก็มีความซับซ้อนมากมีทั้งปัญหาเครื่องส่งและคลื่นที่ฟุ้งกระจาย บางครั้งส่งกระจายเสียงเพียง 15 วัตต์ทำให้เกิดปัญหาคลื่นฟุ้งกระจายมากกว่าการส่งด้วยเครื่องที่ได้มาตรฐานส่งกำลังส่ง 30 วัตต์ ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอตลอดมาว่าถ้าเรามาเรียนรู้ร่วมกันแล้ว เมื่อ กสช. ตั้งขึ้นมาก็สามารถนำบทเรียนและแนวทางแก้ปัญหาที่ได้มานำเสนอให้ กสช. พิจารณาได้

4. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง การให้โฆษณาในวิทยุชุมชน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติล่าสุดไม่เห็นด้วยที่จะให้มีโฆษณา แต่อนุโลมว่าถ้าจะมีโฆษณาก็ขอให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เช่น สินค้าโอท็อป เป็นต้น

5 - 7. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับทราบและจะนำเสนอหน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณา

8. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

ในส่วนกรมประชาสัมพันธ์ ได้เสนอความเห็นกับอธิบดีไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะการวางผังรายการให้เหมาะสมและให้โอกาสกับท้องถิ่นมากขึ้น รวมถึงรายการศาสนาสำคัญ ๆ เรื่องนี้จะมอบนโยบายให้กรมฯ ไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

9. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รับทราบข้อเสนอและจะนำเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

จังหวัดชุมพร

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. ปัญหาภาคใต้ การที่ข่าวสารที่สื่อฯ นำเสนอถูกบิดเบือนเป็นเพราะ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะทำให้สื่อมวลชนเข้าถึงข้อมูลชาวบ้านได้ยากขึ้น

2. เรื่องเศรษฐกิจ ปัจจุบันคนในภาคใต้รู้สึกว่าสภาพความอยู่ในภาวะที่เป็นไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับภาพที่รัฐบาลพยายามนำเสนอว่าเศรษฐกิจแข็งแรงดี โดยรู้สึกว่าสภาพความเป็นอยู่ของตนเองยากจนลง มีภาระหนี้สินมากขึ้น

3. การเปลี่ยนแปลงโยกย้ายบุคคลที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบ่อยครั้งทำให้จังหวัดชุมพรมีปัญหาด้านการพัฒนาจังหวัด

4. ปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ได้เอาใจใส่ดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างจริงจัง อยากทราบว่ารัฐบาลมีแนวทางปรับปรุงการทำงานและให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างไรบ้าง

5. ขอทราบท่าทีของรัฐบาลเกี่ยวกับการตั้ง กสช.

6. วิทยุชุมชนที่ตั้งขึ้นมาเป็นของชุมชนจริงหรือไม่ รัฐบาลยังไม่สามารถจัดการกลุ่มทุนที่เข้ามาใช้พื้นที่วิทยุชุมชนได้อย่างชัดเจน อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการทำวิทยุชุมชนค่อนข้างสูง รัฐบาลจะมีมาตรการให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้อย่างไร

7. ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนรายการพระพุทธศาสนาและรายการส่งเสริมธรรมะให้มากขึ้น ไม่เห็นด้วยกับการสั่งปิดวิทยุชุมชนโดยการให้ความเห็นว่าวิทยุเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะรัฐบาลได้ใช้วิทยุชุมชนเป็นช่องทางสื่อสารในการแจ้งข่าวสารของส่วนราชการต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

1 - 3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รับทราบและจะนำเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป

4. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

เรื่องนี้คงต้องมีการปฏิรูปทั้งระบบทั่วประเทศ ซึ่งในเวลานี้ภายในองค์กรตำรวจได้มีการปรับปรุงในหลายเรื่อง โดยกระบวน การปฏิรูประบบราชการที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็ยังคงมีอยู่ ตลอดเวลา แต่ทั้งนี้บางเรื่องต้องใช้เวลาและความร่วมมือของทุกฝ่ายในการช่วยกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่

5. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

เรื่อง กสช. รัฐบาลได้เรียกร้องให้วุฒิสภาเลือกบุคคลที่จะเป็นกสช. ให้ครบทั้งคณะ เรื่องนี้รัฐบาลไม่สามารถเข้าไป ยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงได้ ถ้าการดำเนินการคัดเลือกกสช.ยังไม่สมบูรณ์ ถูกต้องครบถ้วน การประชุมเพื่อให้มีมติในเรื่องใด ๆ จะเกิดขึ้น ไม่ได้ ซึ่งไม่สอดคล้องกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก หวังว่าเมื่อกสช.และกทช.จัดทำแผนจัดสรรคลื่นความถี่และออกใบอนุญาตแล้วทุกอย่างจะชัดเจน

นอกจากนี้ ตามที่ได้รับฟังปัญหามายังมีข้อเสนอเรื่องวิทยุท้องถิ่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์ ที่ตามกฎหมายหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ได้รองรับในเรื่องนี้ไว้ ประเด็นนี้จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลต้องการให้ กสช. เกิดขึ้นโดยเร็ว จะได้เข้ามาวางกติกา

6. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การควบคุมวิทยุชุมชน ชุมชนควรดูแลกันเอง กรอบกติกา 30 - 30 - 15 นั้นในแง่หนึ่งเป็นมาตรฐานที่หยาบมากๆ ไม่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงอีกหลายอย่าง ในต่างประเทศ วิทยุชุมชนของเขามีกำลังส่งเพียง 5-10 วัตต์ก็ถือเป็นวิทยุชุมชนแล้ว เนื่องจากชุมชนไม่ได้มีอาณาเขตที่กว้างขวาง ชุมชนที่อยู่ห่างไกลในหุบเขาสูงอาจไม่ต้องส่งกระจายเสียงด้วยกำลังส่งที่สูงนักก็ได้ ซึ่งถ้าวิทยุชุมชนนั้นเป็นของชุมชนจริงจะไม่เกิดปัญหา

7. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รับทราบและจะนำไปพิจารณาต่อไป

จังหวัดระนอง

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. กรณีรัฐบาลมีหนังสือให้หน่วยงานราชการปรับลดหรือตัดงบฯ ผูกพันที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายลง โดยจังหวัดระนองถูกตัดงบฯ โครงการสร้างถนนหนทางและโครงการอื่นๆ ลงนั้น จังหวัดได้รับผลกระทบคือมีปัญหาถนนหนทางไม่ดี จึงขอทราบว่าโครงการพัฒนาเสันทางคมนาคมในจังหวัดระนองจะมีการดำเนินการต่อไปหรือไม่ เมื่อใด

2. อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการนำเทคโนโลยี ADSL Internet มาใช้ในการรายงานข่าว เนื่องจากประสบการณ์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวพบว่ามีความสะดวกและความรวดเร็วในการนำเสนอข่าวสาร นอกจากนี้เอื้อต่อการเฝ้าระวังและติดตามผลการเตือนภัยประชาชน ในจุดเกิด และมีประโยชน์ด้านการเผยแพร่ภาพสถานที่ท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย

3. โครงการส่งเสริมการปลูกปาล์มเพื่อสนับสนุน การผลิตไบโอดีเซล รัฐบาลมีการควบคุมพันธุ์ปาล์มในโครงการ อย่างไร หน่วยงานใดรับผิดชอบ และมีแนวทางสนับสนุน การผลิตการจำหน่ายแก๊สโซฮอล์ในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างไร

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง กรณีรัฐบาลมีหนังสือให้หน่วยงานราชการปรับลดหรือตัดงบฯ ผูกพันที่ยังไม่มีการเบิกจ่ายลงมี 2 ประเด็นสำคัญคือประเด็นแรกงบฯ ดังกล่าวไม่ใช่งบฯ เงิน และส่วนที่เป็นปัญหานั้นเป็นเรื่องกรณีการขออนุมัติโครงการที่ไม่มีความพร้อม ไม่สามารถเบิกจ่ายงบฯ ที่ขอไว้ได้

ประเด็นที่ 2 การอนุมัติโครงการในอนาคตจะต้องมีการศึกษาพิจารณาดูทั้งระบบทั่วประเทศ เพื่อความคุ้มค่าสูงสุด ทุกจังหวัดมีจุดแข็งของตัวเอง จึงต้องดูและรู้ว่าจุดแข็งของจังหวัดคืออะไร และจะพัฒนาต่อไปอย่างไร

สำหรับจังหวัดระนองที่ต้องการโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคม จังหวัดต้องประเมินให้แน่ชัดว่าโครงการจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ ทั้งนี้ จังหวัดระนองมีจุดแข็งหลายจุด โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติ มีทั้งบ่อน้ำร้อนน้ำพุร้อน ธุรกิจสปา ซึ่งน่าจะเป็นจุดแข็งในส่วนถนนหนทางที่ท่านเสนอมานั้นผมจะรับเรื่องไว้และประสานให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

2. นายดนุพร ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การสนับสนุนการใช้ ADSL Internet นั้น ขอรับเรื่องไว้และจะนำเรียนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

3. รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การสนับสนุนการปลูกปาล์ม นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพลังงานไปประสานงานในการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาดในภายหลัง โดยมอบให้กระทรวงทั้งสองไปดูแลควบคุมปริมาณการผลิต และส่งเสริมด้านการตลาดมากขึ้น ทราบว่าขณะนี้ได้มีการเปิดปั๊มน้ำมันในส่วนของจังหวัดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว และในปี 2551 รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าจะเลิกการจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 95 ทั้งหมด

จังหวัดนครศรีธรรมราช

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. ปัญหาด้านเทคนิคของวิทยุชุมชน เสนอทางแก้ไขให้กำหนดให้ได้มาตรฐาน โดยกำหนดให้ชัดเจนว่าจะหาซื้อเครื่องส่งที่ได้มาตรฐานได้ที่ใดบ้าง

ทั้งนี้ มีความเห็นว่าควรให้ความสำคัญในเสรีภาพการสื่อสาร และรัฐบาลควรให้ความสำคัญในการจัดสรรรายการและเนื้อหาให้สอดคล้องกันระหว่างรายการที่มุ่งหวังผลกำไรกับรายการที่เน้นเนื้อหาสาระสร้างสรรค์

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การให้เสรีภาพสามารถทำได้ แต่ปัญหาคือทำอย่างไร จึงจะไม่เกิดปัญหาตามมา ส่วนปัญหาอื่น ๆ รับทราบ

จังหวัดพังงา

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. ตามที่คณะรัฐมนตรีมีประชุมสัญจรอย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดพังงา ได้มีมติให้อำเภอคุระบุรีเป็น Long Stay แต่ปัญหาคือประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความหมายของ Long Stay จึงอยากให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดเผยแพร่ ข้อมูลเรื่องนี้มากขึ้น

2. ปัญหาผู้ประสบภัยจากคลื่นสึนามิถล่มจังหวัดแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน ผู้เดือดร้อนที่อาศัยอยู่บนเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี ยังคงมีความเดือดร้อนและได้รับความเสียหายอย่างมาก ขณะที่การนำเสนอข่าวสารสู่สาธารณะและการให้ความช่วยเหลือยังมีค่อนข้างน้อย

3. จังหวัดพังงายังมีปัญหาเส้นทางหลบหนีภัยพิบัติคลื่นสึนามิ รวมถึงไม่มีจุดที่พักหลบภัยพิบัติ

4. อยากให้ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิ เนื่องจากสงสัยว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจยักยอกเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เพราะยังมีผู้เดือดร้อนหลายรายยังไม่ได้ความช่วยเหลือ

5. อยากให้รัฐบาลดูแลความปลอดภัยของผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชนทุกคนจากการข่มขู่ คุกคามทุกรูปแบบ

1. นายบรรเจิด สันสุวรรณหัวหน้ากลุ่มประชาสัมพันธ์ (แทน โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ชี้แจง

กิจกรรม Long Stay มีความหมายภาษาไทยว่าการพักอาศัยในช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นเพื่อสร้างมูลค่าการท่องเที่ยว มีวัตถุ-ประสงค์ต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักอยู่กับชาวบ้าน ทำความคุ้นเคยวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยพยายามให้มีการจัดการของชุมชนมากที่สุด โดยในส่วนของกระทรวงได้จัดตั้งบริษัท Long Stay ขึ้นมาเป็นบริษัทลูกของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการเกี่ยวกับ Long Stay และมีข้อมูลเรื่องนี้ในเว็บไซต์ www.tat.or.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1672 นอกจากนี้ กระทรวงจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวข้องให้กับสื่อท้องถิ่นในพื้นที่โดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง

2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รับทราบและจะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ง ดำเนินการต่อไป

3. รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การพัฒนาเส้นทางหลบภัยพิบัติ รัฐบาลจะดำเนินการสร้างอย่างเป็นระบบต่อไป ส่วนการเปิดศูนย์เตือนภัยสึนามิภายในวันที่ 26 ธันวาคมนี้ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในความปลอดภัย

นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ชี้แจง การตั้งหอเตือนภัย ทางจังหวัดได้พยายามเร่งรัดใน การก่อสร้างอย่างดีที่สุด โดยที่บ้านน้ำเค็มได้เริ่มต้นสร้างขึ้นแล้ว และมั่นใจว่าอีกไม่เกิน 50 วันจะสร้างเสร็จสิ้น ส่วนที่เหลืออีก ประมาณ 5 แห่งจะสร้างเสร็จภายหลังจากนั้นอีกประมาณ 2 อาทิตย์

เส้นทางหลบหนีภัย ทางจังหวัดได้วางแผนรองรับในเบื้องต้นแล้ว ส่วนระยะยาวกำลังวางแผนดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการเตือนภัยครั้งที่ผ่าน ๆ มาก่อนหน้านี้นั้น ทุก ๆ ครั้งทางจังหวัดได้ประกาศขอโทษและชี้แจงถึงความจำเป็นที่รัฐบาลและจังหวัดต้องมีการแจ้งเตือนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะหากเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น ทางการไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียใด ๆ ขึ้นมาอีก

4. รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

รับทราบ และจะนำเรียนถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณา

5. รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

รับทราบ และจะนำเรียนถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณา

จังหวัดกระบี่

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. ขอทราบความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ และความคืบหน้าการสร้างศูนย์เตือนภัย

2. ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนหอกระจายข่าวชุมชนเป็นทางเลือกการสื่อสารภายในชุมชนอีกทางหนึ่ง อีกทั้งจากประสบการณ์ทำงานในช่วงที่เกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิถล่มครั้งที่ผ่านมาพบว่าสื่อสมัครเล่นนักวิทยุสมัครเล่นสามารถให้ความช่วยเหลือในการให้ข่าวสารกับประชาชนทั่วไปและแก่ทางราชการได้มาก จึงอยากให้มีการพัฒนาสื่อภาคประชาชนกลุ่มนี้ให้เป็นรูปแบบมากขึ้นด้วย

3. ขอให้รัฐบาลพิจารณาสร้างสะพานทะเลเชื่อมชายฝั่งกับเกาะลันตา

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การสร้างหอเตือนภัยสึนามิระดับชาติทั้ง 62 จุดมีการกำหนดแบบไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนนี้จะดำเนินการเสร็จสิ้น

ส่วนอีกระบบคือระบบท้องถิ่น ซึ่งในจังหวัดกระบี่สร้างเสร็จสิ้น แล้วทุกจุด ส่วนภูเก็ตและพังงา กำลังพิจารณาเรื่องงบประมาณอยู่ โดยการก่อสร้างจะมีลักษณะเป็นหอกระจายข่าวแบบเดียวกับที่จังหวัดกระบี่ หอจะทำหน้าที่เป็นตัวกระจายข่าวและส่งสัญญาณเตือนภัยไปในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งป้ายบอกเส้นทางหนีภัยหรือจุดที่น้ำขึ้น สูงสุด ซึ่งเชื่อว่าระบบทั้งหมดจะสามารถเตือนภัยได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ส่วนกลางปีหน้าคาดว่าการวางทุ่นในทะเลจะดำเนินการได้ครบถ้วน

ขณะที่การให้ความช่วยเหลือ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกำลัง มีการประชุมหารือกันเพื่อสำรวจรายชื่อและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนแต่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือดูแล

นางกุสุมาลวตี ศิริโกมุท ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ (แทนโฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ) ชี้แจง

กระทรวงให้ความสำคัญในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นสึนามิโดยการสร้างบ้านมั่นคงให้

2. รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

หอกระจายข่าว มีโอกาสประชุมร่วมกับประชาชนในหลายพื้นที่ที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้แนะนำให้พื้นที่นั้นๆ โดยเสนอให้ปรึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูว่าจะสามารถดูแลและให้ความช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเข้าใจว่าจังหวัดแต่ละจังหวัดพอจะมีความช่วยเหลือสนับสนุนให้อยู่แล้ว

นายไมตรี บุญยัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ (แทน ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่) ชี้แจง

สำหรับพื้นที่ประสบภัยสึนามิ ทางจังหวัดยังคงมีงบฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติที่สามารถใช้สนับสนุนการสร้างหอกระจายข่าวได้ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดยังสามารถให้ความสนับสนับสนุนเพิ่มเติมได้อีกบางส่วน อย่างไรก็ตาม การตั้งหอกระจายข่าวในบางพื้นที่ต้องรอการวางระบบที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้รบกวนสัญญาณเตือนภัยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นมา

3. รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

รับทราบ และจะนำเรียนถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณา

จังหวัดภูเก็ต

คำถาม/ข้อคิดเห็น คำตอบ/ชี้แจง
1. ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาความไม่เข้าใจและความไม่ไว้วางใจของคนในพื้นที่กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ควรขอความร่วมมือจากโทรทัศน์ทุกช่องให้มีรายการพิเศษรวมการเฉพาะกิจนำเสนอรายงานข่าวสาร และสาระที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันระหว่างประชาชนในพื้นที่และประชาชนทั่วประเทศ และระหว่างประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

2. ขอทราบการดูแลวิทยุชุมชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

3. ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ ขอให้เตือนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ให้มีความแม่นตรงมากขึ้น

4. การบริหารแบบบูรณาการ อยากให้ขยายไปถึงระดับอำเภอ โดยเรื่องใดที่อำเภอสามารถแก้ไขได้เองควรให้เป็นอำนาจของนายอำเภอในการจัดการปัญหา

5. เสนอให้รัฐบาลพิจารณาและปรับกฎหมายให้เหมาะสมกับยุทธศาสตร์จังหวัด เนื่องจากกฎหมายบางอย่างเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาจังหวัดตามยุทธศาสตร์ เช่นในจังหวัดภูเก็ต กฎหมายกำหนดเวลาปิด- เปิดสถานบริการสถานบันเทิงเป็นอุปสรรคขัดขวางการส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาการออกกฎหมายให้เหมาะสมกับพื้นที่และยุทธศาสตร์ของพื้นที่

1. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การเผยแพร่ข่าวสารเพื่อสร้างความเข้าใจในปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลและหน่วยงานรัฐได้ดำเนินการมาตลอด แต่การจะให้เผยแพร่ออกเป็นทีวีพูลนั้นอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ว่ารัฐบาลพยายามนำเสนอข่าวสารจากมุมมองของรัฐเท่านั้น ส่วนการนำเสนอของสื่อต่าง ๆ ซึ่งแม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ก็เชื่อว่าสื่อทุกส่วนมีความตั้งใจดีและมุ่งหวังให้สันติสุขเกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตามหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงร้ายแรงเกิดขึ้นก็คงจะมีการร่วมกันตรง ส่วนนี้ได้

2. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

วิทยุชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความจริงได้รับความร่วมมืออยู่บ้าง แต่บางครั้งจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นพิเศษ

เนื่องจากบางจุดมีปัญหาด้านความมั่นคงซึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องการค้ายาเสพติดหรือสินค้าเถื่อน เป็นต้น

3. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจง

การเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ขณะนี้กำลังเรียนรู้ในเรื่องการเตือนภัยว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้การเตือนภัยมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งต้องให้โอกาสกับคนที่ทำงาน ส่วนด้านเทคโนโลยีจะมีการปรับเปลี่ยนโดยการใช้เครื่องที่มีความสามารถและทันสมัยมากขึ้น จะมีการเก็บบันทึกข้อมูลด้านสถิติเพื่อให้การแจ้งเตือนมีความผิดพลาดน้อยลง

4 - 5. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รับทราบและจะนำเสนอผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา

ในประเด็นข้อซักถามเหล่านี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนส่วนราชการต่าง ๆ ได้ตอบ คำถามและชี้แจงข้อสงสัยแก่สื่อมวลชนแล้ว ส่วนบางปัญหาที่จะต้องดำเนินการต่อไปนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะนำเสนอต่อครม.เพื่อทราบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป

การสัมมนาภาคบ่าย เป็นการสัมมนากลุ่มย่อยเรื่อง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนท้องถิ่น จำนวน 8 กลุ่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการทำงานระหว่างสื่อมวลชนกับภาครัฐ รวมทั้งหาแนวทางให้สื่อท้องถิ่นสามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารของภาครัฐได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับทราบและเข้าใจการดำเนินงานของรัฐบาลได้ดียิ่งขึ้นตามไปด้วย ผลการสัมมนากลุ่มย่อยสรุปได้ ดังนี้

  1. สื่อท้องถิ่นขาดโอกาสการนำเสนอปัญหาของท้องถิ่นถึงรัฐบาล
  2. ควรให้ความสำคัญแก่สื่อมวลชนท้องถิ่นเท่าเทียมกับสื่อฯ ส่วนกลาง
  3. การติดต่อสื่อสารระหว่างท้องถิ่นและส่วนกลางยังเป็นการติดต่อสื่อสารทางเดียว ควรมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่อเป็นช่องทางสื่อสารแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐกับสื่อ และพัฒนาช่องทางการสื่อสาร 2 ทาง
  4. ต้องการให้รัฐบาลจัดการถ่ายทอดสดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์รายการนายกฯ พบสื่อ ประจำวันพฤหัสบดีไปยังภูมิภาคต่างๆ เพื่อให้ภูมิภาคได้มีโอกาสนำเสนอปัญหาถึงรัฐบาลโดยตรง
  5. การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารภาครัฐยังไม่ทั่วถึง ส่วนราชการให้ข่าวไม่ชัดเจน และไม่ให้ความสำคัญกับสื่อท้องถิ่น
  6. ต้องการให้ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ภาครัฐในเชิงรุกมากขึ้น
  7. ต้องการให้รัฐบาลตั้งห้องข่าวส่วนกลาง เพื่อรับข่าวสารจากสื่อมวลชนส่วนท้องถิ่น และส่งข่าวส่วนกลาง ให้กับท้องถิ่นโดยไม่คิดมูลค่า
  8. ควรปรับปรุงสื่อไอที เว็บไซต์ และข้อมูลของภาครัฐให้ทันสมัย และให้มีอีเมลล์รับส่งข่าวสารที่ถูกต้องและทันสถานการณ์
  9. ผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าประชาสัมพันธ์จังหวัดควรพบสื่อมวลชนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อเดือน
  10. กรณีเกิดวิกฤตการณ์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดตัวผู้ให้ข้อมูลข่าวสารให้ชัดเจน
  11. หัวหน้าส่วนราชการต้องมีความเข้าใจในเรื่องการประชาสัมพันธ์และมีทัศนคติที่ดีกับสื่อมวลชน
  12. ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถเป็นประชาสัมพันธ์จังหวัด
  13. ให้ส่วนราชการจัดสถานที่สำหรับผู้สื่อข่าว พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์
  14. ต้องการให้ส่วนราชการจัดทำทำเนียบสื่อ โดยระบุชื่อ ที่อยู่ อีเมลล์ และเว็บไซต์ให้ชัดเจน เป็นปัจจุบัน
  15. สื่อท้องถิ่นขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ต้องการให้รัฐสนับสนุนวิชาชีพสื่อตามสมควร
  16. เสนอให้สถาบันการศึกษาของภาครัฐจัดอบรม สัมมนา และพาไปดูงานเพื่อพัฒนาศักยภาพ ของสื่อท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
  17. อยากให้มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการเขียนข่าว เสนอข่าว รวมถึงการส่งภาพข่าวผ่านอีเมลล์
  18. สื่อมวลชนยังขาดจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนจะต้องมีจรรยาบรรณและความกระตือรือร้นในการหาข่าว
  19. การทำข่าวกรณีที่มีการร้องเรียนของส่วนราชการ สื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากส่วนราชการในการเข้าไปตรวจสอบ และถูกมองว่าเข้าไปทำข่าวในเชิงโจมตี
  20. ขอให้รัฐเข้ามาดูแลปัญหาสื่อมวลชนถูกคุกคาม และอยากให้มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของสื่อฯ
  21. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประจำจังหวัดควรทำปฏิทินรายการข่าวประจำวัน
  22. อัตราราคาการเช่าคลื่นวิทยุสูงมาก ทำให้ผู้จัดรายการสร้างสรรค์ไม่สามารถเช่าคลื่นวิทยุได้
  23. มาตรฐานทางเทคนิคการส่งกระจายเสียงของวิทยุชุมชนตามกรอบ 30-30-15 เป็นข้อปัญหาการส่งกระจายเสียงวิทยุชุมชนไม่ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนทั้งหมด จึงต้องการให้อนุโลมการใช้กรอบ 30-30-15 ให้เหมาะสม ตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่
  24. ขอให้ตรวจสอบเครื่องส่งกระจายเสียงวิทยุชุมชนให้มีมาตรฐานเดียวกัน

การประเมินผลการสัมมนา

  1. ผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้น จำนวน 370 คน แบ่งเป็นสื่อมวลชนท้องถิ่น 175 คน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวง 22 คน ผู้ปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์ของกระทรวง 16 คน ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัด 5 คน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 3 คน กรมประชาสัมพันธ์ 61 คน สำนักโฆษก 31 คน ผู้ติดตามและผู้สังเกตการณ์ 50 คน และยุวโฆษกรุ่นที่ 1 7 คน
  2. การสำรวจความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการจัดสัมมนา จากการสำรวจโดยให้สื่อมวลชนท้องถิ่น ตอบแบบสอบถาม พบว่า
    • ความเห็นต่อการสัมมนา สื่อมวลชนเห็นว่าการเข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ได้รับประโยชน์มาก เพราะได้รับทราบนโยบายของรัฐบาลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยตรงจากผู้รับผิดชอบ มีโอกาสนำเสนอ ความต้องการและข้อเท็จจริงของปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารและความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ต่าง ๆ อย่างชัดเจน ได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหาและอุปสรรค และแนวทางในการแก้ปัญหาของสื่อท้องถิ่น เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการปฏิบัติงานต่อไป อีกทั้งยังได้รับทราบช่องทางในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐมากขึ้น ทั้งนี้ สื่อมวลชนเห็นว่าสิ่งที่ได้รับจากการสัมมนาในครั้งนี้มากที่สุดคือ สามารถสะท้อนปัญหาให้รัฐบาลได้รับทราบ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน
  3. ข้อเสนอแนะของสื่อมวลชน ต้องการให้รัฐบาลจัดสัมมนาสื่อท้องถิ่นปีละ 2 ครั้ง เพื่อทราบสถานการณ์และความคืบหน้าในเรื่องต่าง ๆ และเห็นว่าควรให้เวลาในส่วนของการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลมากขึ้น รวมทั้งควรให้ผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ เข้าร่วมการสัมมนามากขึ้น เพราะจะเป็นประโยชน์ทั้งภาครัฐและสื่อมวลชนที่เดินทางมาร่วมสัมมนา

21. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการายงานว่า ได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสร็จแล้ว ซึ่งผลการพิจารณาสรุปได้ดังนี้

  1. เพิ่มเติมกรณีการแสดงความสมัครใจโดยกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการสามารถประกาศกำหนดวิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดทำหลักฐานที่แสดงถึงความสมัครใจด้วยเสียงข้างมากของผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาของสถานศึกษานั้นฝ่ายหนึ่ง และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานอีกฝ่ายหนึ่งว่า จะต้องมีกระบวนการในรายละเอียดและขั้นตอนของการแสดงความสมัครใจ รวมทั้งการมีมติเสียงข้างมากของแต่ละฝ่ายจะนับอย่างไร ซึ่งการกำหนดประกาศดังกล่าวก็จะมีการพิจารณาร่วมกันของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
  2. เพิ่มบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับคำขอรับการประเมินในปีการศึกษา 2548 ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ผ่านการประเมินไปแล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ เพื่อให้คำขอดังกล่าวยังคงมีผลอยู่และสามารถดำเนินการได้ต่อไปในปีการศึกษา 2549 ซึ่งยกเว้นกรณีการรับโอนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องแสดงถึงความสมัครใจและเป็นไปตามจำนวนสถานศึกษาที่จะถ่ายโอนไว้ด้วย เนื่องจากการแสดงความสมัครใจถือเป็นหลักการประการสำคัญที่เป็นเหตุผลในการที่จะให้โอนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจากกระทรวงศึกษาธิการไปยังองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น และกำหนดให้คำขอรับการประเมินที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาหรือยังดำเนินการประเมินไม่แล้วเสร็จต้องยื่นคำขอใหม่และดำเนินการตามกฎกระทรวงนี้ เนื่องจากถือว่ากระบวนการประเมินยังไม่เสร็จสิ้น จึงควรดำเนินการตามกระบวนใหม่
  3. สำหรับความเห็นชอบของคณะกรรมการประสานงานองค์กรครูและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ซึ่งมีนายปองพล อดิเรกสาร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน) นั้น ได้พิจารณาในส่วนของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงไม่มีประเด็นที่ร่างกฎกระทรวงนี้จะต้องนำมาประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การโอนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปโดยความสมัครใจของผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากร ทางการศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน


22. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยของกระทรวงกลาโหม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงกลาโหมรายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยของกระทรวงกลาโหม ในห้วงระหว่างวันที่ 22 ธันวาคม 2548 - 4 มกราคม 2549 ดังนี้

การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตามที่เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดพัทลุง จังหวัดตรัง จังหวัดยะลา และจังหวัดสตูล มีผู้เสียชีวิต 27 ราย ประชาชนเดือดร้อน 368,505 ครัวเรือน 1,616,942 คน บ้านเรือนราษฎรเสียหาย 47 หลัง เสียหายบางส่วน จำนวน 788 หลัง ถนนเสียหาย 2,189 สาย และสะพาน 289 แห่ง โดยคิดมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเป็นเงิน 596,214,571 บาท โดยปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายลงแล้ว รวม 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสตูล จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี และจังหวัดตรัง และยังมีพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อีก รวม 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดพัทลุง ซึ่งยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มบางส่วน และคาดว่าจะคลี่คลายในระยะต่อไป

  1. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด จัดกำลังพล 50 นาย รถยนต์บรรทุก 2 คัน รถยนต์บรรทุกขนาดเล็ก 3 คัน รถยนต์บรรทุกน้ำ 5 คัน รถบรรทุกดิน 2 คัน เรือท้องแบน 8 ลำ ให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย แจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภค ขนย้ายเครื่องอุปโภคบริโภคที่ได้รับบริจาคแจกจ่ายให้กับราษฎร ซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ทำความสะอาดมัสยิดและบ้านเรือนราษฎร จัดชุดรักษาสัตว์ที่ป่วยและฉีดวัคซีนป้องกันโรค ยังคงให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเตรียมการเข้าฟื้นฟูบูรณะเมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว
  2. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก โดยศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการแจกจ่ายสิ่งของพระราชทานในพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 7 ตำบลกลุวอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส พร้อมทั้งจัดเฮลิคอปเตอร์บินช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา นอกจากนั้นหน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ยังได้ร่วมกันช่วยเหลือประชาชนด้วยการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ถุงยังชีพ ร่วมกับราษฎรซ่อมแซมสะพาน นำหญ้าแห้งแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงสัตว์ ให้การบริการรักษาพยาบาล เป็นต้น และกรมการทหารช่าง จัดชุดปฏิบัติงาน ประกอบด้วย กำลังพล จำนวน 72 นาย รถยนต์บรรทุก 10 ตัน จำนวน 10 คัน รถยนต์บรรทุก 5 ตัน จำนวน 6 คัน เรือ จำนวน 83 ลำ ชุดประปาเคลื่อนที่ จำนวน 3 ชุด สร้างห้องน้ำและปรับพื้นศูนย์อพยพ บ้านแหลมไก่ผู้ ตำบลฝาละมี อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง พร้อมทั้งนำสิ่งของและน้ำดื่มแจกจ่ายให้กับราษฎรที่ประสบอุทกภัยที่จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา
  3. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือ โดย ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพเรือภาคที่ 2 และ 3 ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ จัดเฮลิคอปเตอร์ 3 เครื่อง รถยนต์บรรทุก และรถยนต์โดยสาร จำนวน 35 คัน รถกระเช้า จำนวน 1 ตัน รถพยาบาล จำนวน 2 คัน เรือท้องแบน เรือยาง และเรือยนต์เร็ว รวมจำนวน 29 ลำ กำลังพล จำนวนประมาณ 232 คน เข้าทำการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่รับผิดชอบ
  4. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพอากาศ จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์พร้อมคณะแพทย์ชุดฟื้นฟูจิตใจให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมทั้งแจกจ่ายถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัย

การให้ความช่วยเหลือของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยเหล่าทัพ ทุกหน่วยยังคงให้การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และพร้อมให้การช่วยเหลือบูรณะฟื้นฟูพื้นที่ต่างๆ ภายหลังสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลาย

การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยหนาว

  1. กองทัพบก ได้รับมอบผ้าห่มกันหนาว จำนวน 5,000 ผืน จากสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ร่วมกับเครือซีเมนต์ไทยในโครงการ "7 สีช่วยชาวบ้าน" และได้มอบให้ ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 1 ถึง 4 เพื่อส่งมอบ ผ้าห่มดังกล่าวให้กับกองกำลังในพื้นที่ เพื่อมอบให้กับประชาชนที่ประสบภัยหนาวต่อไป
  2. กองทัพเรือ ได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ อำเภอเชียงคาน อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย อำเภอปาย อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง ได้ให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยการมอบเครื่องกันหนาว ผ้าห่ม และยารักษาโรครวมทั้งจัดหน่วยแพทย์ ให้การรักษาประชาชนในพื้นที่
  3. กองทัพอากาศ จัดอากาศยานและกำลังพล ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ ไอทีวี ศิลปิน ดารา นักแสดง เดินทางไปมอบผ้าห่มกันหนาว จำนวน 10,000 ผืน เสื้อกันหนาว จำนวน 4,000 ตัว ให้กับประชาชนผู้ประสบภัยหนาว จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การรักษาประชาชน ณ โรงเรียนภูเรือวิทยาคม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

23. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย รายงานผลความคืบหน้าการรายงานความพร้อมของ หมู่บ้าน/ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

  1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทย จำนวน 76,046 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,467 หมู่บ้าน/ชุมชน จำแนกเป็น 1) ภาคเหนือ 16,706 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 98.88) 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 33,201 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 99.20) 3) ภาคกลาง 17,452 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 97.21) 4) ภาคใต้ 9,047 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 98.87)
  2. กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความพร้อมและจัดทำบัญชีรายละเอียดสำหรับการพิจารณาจำนวน 76,377 หมู่บ้าน/ชุมชน จัดส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณให้ หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว แยกเป็น 1) ภาคเหนือ 16,705 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 3,888,300,000 บาท 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 33,193 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 7,719,700,000 บาท 3) ภาคกลาง 17,437 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 4,130,500,000 บาท 4) ภาคใต้ 9,042 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 2,232,350,000 บาท รวมเป็นเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 17,970.85 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้วจำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 7,483.95 ล้านบาทจึงจะต้องใช้เงินงบประมาณประจำปี 2549 ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนอีก จำนวน 1,486.90 ล้านบาท
  3. จากการตรวจสอบโครงการที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้ส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณ จำแนกเป็นประเภทโครงการได้ ดังนี้ 1) ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 33.50 2) ด้านการเกษตร ร้อยละ 8.53 3) ด้านส่งเสริมรายได้และอาชีพ ร้อยละ 6.10 4) ด้านสวัสดิการชุมชน ร้อยละ 37.37 5) ด้านอื่น ๆ ร้อยละ 14.50
  4. กรมการปกครองได้รับรายงานข้อมูลการเบิกจ่ายเงินของหมู่บ้าน/ชุมชน ณ วันที่ 6 มกราคม 2549 จากจังหวัด จำนวน 75 จังหวัด ปรากฏว่าเงินงบประมาณที่ได้โอนแล้ว มีการเบิกจ่ายจากธนาคารออมสินและธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั้งสิ้น จำนวน 5,591.82 ล้านบาท

24. เรื่อง รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน ณ วันที่ 8 มกราคม 2549 ดังนี้

  1. 1. ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่หรือปอดบวมอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง คือ
    • 1.1 วันที่ 1 มกราคม - 8 มกราคม 2549 มีผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวังโรครวม 60 ราย จาก 22 จังหวัด
    • 1.2 วันที่ 8 มกราคม 2549 มีรายงานผู้ป่วยอยู่ในข่ายเฝ้าระวังโรค 2 ราย จากจังหวัดอุตรถิตถ์ ไม่มีผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรงหรือมีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกชัดเจน
  2. 2. ผู้ป่วยยืนยันเป็นโรคไข้หวัดนก ใน พ.ศ. 2548 รวม 5 ราย คือ
    • 2.1 เสียชีวิต จำนวน 2 ราย คือเพศชาย มีอาชีพรับจ้าง อาศัยอยู่ในอำเภอพนมทวน
    • จังหวัดกาญจนบุรี และเป็นเด็กชาย อายุ 5 ปี ที่จังหวัดนครนายก
    • 2.2 ได้รับการรักษาหาย จำนวน 3 ราย อาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี 1 ราย จังหวัดนนทบุรี/กรุงเทพมหานคร 1 ราย และกรุงเทพมหานคร 1 ราย
  3. 3. ยังไม่พบผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดนกในปี พ.ศ. 2549
  4. 4. สถานการณ์ไข้หวัดนก ในต่างประเทศ
    • 4.1 รายงานขององค์การอนามัยโลก ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2549 มีผู้ป่วยยืนยันไข้หวัดนกรวม 146 ราย เสียชีวิต 76 ราย ดังนี้ ประเทศเวียดนามมีผู้ป่วย 93 ราย เสียชีวิต 42 ราย ประเทศกัมพูชา มีผู้ป่วย 4 ราย เสียชีวิตทั้งหมด ประเทศอินโดนีเซียมีผู้ป่วย 16 ราย เสียชีวิต 11 ราย ประเทศไทยมีผู้ป่วย 22 ราย เสียชีวิต 4 ราย สาธารณรัฐประชาชนจีนมีผู้ป่วย 7 ราย เสียชีวิต 3 ราย ประเทศตุรกีมีผู้ป่วย 4 ราย เสียชีวิต 2 ราย การระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N1 ในประเทศตุรกี เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2548 โดยพบการตายอย่างผิดปกติของเป็ดป่าเป็นจำนวนมาก และต่อมาเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2549 ประเทศตุรกีได้รายงานผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนก 2 รายแรกของประเทศ จนถึงปัจจุบัน ประเทศตุรกีมีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไข้หวัดนก H5N1 แล้วทั้งสิ้น 9 ราย จากเมือง Van 6 ราย เสียชีวิต 4 ราย และ Ankara 3 ราย ดังนี้
      • ในเมือง Van พบผู้ป่วยใน 3 ครอบครัว โดยเป็นพี่น้องกันในแต่ละครอบครัว รวมผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกทั้งสิ้น 6 ราย เสียชีวิต 4 ราย
        • ครอบครัวที่ 1 มีผู้ป่วย 2 รายเสียชีวิตทั้ง 2 ราย มีประวัติสัมผัสถุงมือที่บิดาใช้ในการจับซากเป็ดป่าไปทิ้ง
        • ครอบครัวที่ 2 มีผู้ป่วยปอดอักเสบเสียชีวิต 3 ราย หลังจากเล่นกับสัตว์ปีก แต่มีผลการตรวจยืนยันติดเชื้อไข้หวัดนกเพียง 2 ราย
        • ครอบครัวที่ 3 มีผู้ป่วย 2 ราย กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
      • ในเมือง Ankara พบผู้ป่วยเป็นเด็กชาย 2 ราย และผู้ใหญ่อายุ 60 ปี 1 ราย ขณะนี้ทั้งหมดกำลังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

25. เรื่อง ยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 1 และจังหวัดเลย

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไขปัญหากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 1 และจังหวัดเลย ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ แล้วมี มติเห็นชอบดังนี้

1. เห็นชอบกรอบยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 1 (หนองคาย หนองบัวลำภู เลย อุดรธานี) และจังหวัดเลย ดังนี้

กรอบยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 1

บทบาทของกลุ่มจังหวัด เป็นพื้นที่ต้นน้ำและเป็นประตูการค้าที่สำคัญที่สุดของภาค มีมูลค่า การค้าผ่านด่านศุลกากรจังหวัดเลยและหนองคาย 1.14 หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50.2 ของมูลค่าการค้าที่ผ่านด่านศุลกากรในภาค และเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป มีผลผลิตอ้อยโรงงาน 4.6 ล้านตัน ร้อยละ 25 ของภาค ปลูกยางพารา 2.9 แสนไร่ ร้อยละ 45 ของภาค มีการผลิตไม้ผลไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวมากที่สุด เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศอันดับสองของภาค โดยมีผู้มาเยี่ยมเยือนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ 3.8 ล้านคน มากเป็นอันดับ 2 ของภาค รองจากกลุ่มนครราชสีมา คิดเป็นรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 7.4 พันล้านบาท

ผลการพัฒนาที่ผ่านมา เศรษฐกิจของกลุ่มมีการขยายตัวสูงโดยพึ่งพิงภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ในช่วงปี 2545-46 เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 7 ต่อปี สูงกว่าของภาคและประเทศที่ ร้อยละ 6 ต่อปี โดยในปี 2547 มีมูลค่าการผลิต 1.1 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.9 ของภาค แต่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีพื้นที่ป่าไม้เสื่อมสภาพกว่า 3.8 แสนไร่ ในเขตลุ่มน้ำเลย ลุ่มน้ำหมัน ลุ่มน้ำสาน และลุ่มน้ำโมง ทำให้เกิดอุทกภัยหน้าดินเสื่อม ตลิ่งริมแม่น้ำพังทลาย มีการอพยพแรงงานสูง คดียาเสพติดมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงอยู่ในระดับสูง

ศักยภาพ ปัญหา และประเด็นท้าทาย

1) ศักยภาพ มีศักยภาพการพัฒนาเป็นฐานการเกษตรอุตสาหกรรม เนื่องจากมีผลิตผลการเกษตรหลากหลายสามารถนำมาแปรรูปเป็นสินค้าอุตสาหกรรมได้ อาทิ อ้อย มะเขือเทศ ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด และสัปปะรด และมีโอกาสร่วมมือทำการผลิต (Co-Production) การค้าและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้าน อาทิ การทำการเกษตรแบบ Contract Farming เนื่องจากมีมาตรการการค้าเสรีฝ่ายเดียว (One Way Free Trade) สินค้าเกษตรให้กับ สปป.ลาว และเป็นจุดการค้าสำคัญที่สุดของภาค (ด่านหนองคาย) มีสะพานเชื่อม สปป.ลาว ที่จังหวัดหนองคายและอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย และมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศาสนาวัฒนธรรม Long stay เนื่องจากมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสวยงาม มีโครงข่ายคมนาคมทั่วถึง สามารถพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง บ้านเชียง และเว้ เข้าด้วยกันโดยสายการบิน low cost

2) ปัญหา (1) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ป่าไม้เสื่อมสภาพกว่า 3.8 แสนไร่ ในลุ่มน้ำเลย ลุ่มน้ำหมัน ลุ่มน้ำสาน และลุ่มน้ำโมง ทำให้เกิดอุทกภัย หน้าดินเสื่อมตลิ่งริมแม่น้ำพังทลาย (2) ที่ดินทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ ราษฎรในพื้นที่กลุ่มจังหวัดจำนวน 15,527 ราย ได้เข้าครอบครองทำการเกษตรในพื้นที่รัฐ (ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) โดยผิดกฎหมาย (3) ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร และอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง และน้ำท่วม เนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่ลาดชัน ป่าลดลง และลำน้ำปัจจุบันตื้นเขินส่งผลให้ น้ำไหลบ่าและท่วมพื้นที่ในช่วงฤดูฝน ขณะที่ในฤดูแล้ง มักประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากแหล่งน้ำธรรมชาติกักเก็บน้ำไว้ไม่เพียงพอ (4) ผลิตภาพแรงงานโดยรวมต่ำกว่าระดับประเทศ 3 เท่า ส่งผลให้ มีคนจน 5.8 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 16.4 ของประชากรในกลุ่ม (5) การอพยพแรงงานออกนอกพื้นที่มาก เหลือประชากรสูงอายุ ร้อยละ 12.4 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสูงที่สุดในภาคและสูงกว่าระดับประเทศ (6) คุณภาพการศึกษาต่ำ

3) ประเด็นท้าทาย คือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้โดยยังคงรักษาสมดุลธรรมชาติและระบบนิเวศไว้ได้ และสามารถขยายฐานการผลิตควบคู่กับการลดความแตกต่างของรายได้ภายในกลุ่มจังหวัดโดยคงรักษาสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการสร้างหลักประกันการดำรงชีพให้คนจนในสังคม และสร้างสังคมให้เหมาะสมกับการเป็นเมืองน่าอยู่ของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว

ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มที่ 1

1) ฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติและการท่องเที่ยว โดย (1) บริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ (2) อนุรักษ์ดิน น้ำ ป่าไม้ และฟื้นฟูให้มีสภาพสมบูรณ์ โดยทำฝายต้นน้ำ อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง ฝายยาง แนวป้องกันตลิ่งพัง ปลูกป่าและพืชชะลอการไหลของน้ำ (3) สร้างเครือข่ายความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการเฝ้าระวังตรวจสอบคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและแหล่งกำเนิดมลพิษ (4) สร้างคุณค่าและยกมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวเดิม อาทิ อุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง ภูกระดึง ภูเรือและตลาดดอกไม้ ควบคู่กับการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ (5) พัฒนา เส้นทางเข้าแหล่งท่องเที่ยวให้สะดวก ปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐาน

2) สร้างคุณค่าและยกมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและสอดคล้องกับตลาด โดย (1) ส่งเสริมการผลิตสินค้าปลอดภัยต่อผู้บริโภค ได้มารฐาน GAP (2) สร้างคุณค่า (value creation) และความ แตกต่าง (differentiate) ของสินค้าในรูปแบบ คุณภาพ เอกลักษณ์ และสร้าง Branding (3) ปรับโครงสร้างการผลิต สินค้าเกษตรสู่ไม้ผลไม้ยืนต้น ยางพารา ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว สมุนไพร พืชพลังงานทดแทน โคเนื้อ โคนม และประมง (4) สนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ประหยัด เหมาะสม และส่งเสริมใช้ปุ๋ยชีวภาพ (5) สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยสนับสนุนการตั้งสถาบันวิจัยพัฒนาจักรกลการเกษตร ตลาดกลางสินค้าเกษตร และตลาดซื้อขายล่วงหน้า

3) เพิ่มศักยภาพการผลิต การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน โดย (1) ส่งเสริมเวทีความร่วมมือระดับท้องถิ่นของสามประเทศในการเจรจาตกลงความร่วมมือด้านต่างๆ (2) สนับสนุนการทำเกษตรแบบ Contract Farming กับเพื่อนบ้าน (3) สนับสนุนการตั้ง Border Economic Zone/ Duty Free Zone ที่หนองคายและท่าลี่ (4) พัฒนาด่านท่าลี่ และด่านบึงกาฬ ให้เอื้อต่อการค้า และการท่องเที่ยว (5) ร่วมมือพัฒนาระบบข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึกทั้งของไทยและประเทศเพื่อนบ้านให้เอื้อต่อการค้าและการลงทุน (6) พัฒนาจังหวัดอุดรธานีเป็นศูนย์กลางทางคมนาคมทางอากาศ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับหลวงพระบางเว้ ดานัง และนครวัด (7) ส่งเสริมการรวมกลุ่มอุตสาหกรรม (cluster) และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

4) สร้างความเข้มแข็งของสังคม คุณภาพชีวิต และความมั่นคงชายแดน โดย (1) เร่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรยากจนและส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง (2) ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักถึงการมีสุขภาพที่ดี โดยใช้กลยุทธเมืองไทยแข็งแรง (3) สนับสนุนให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงระบบการศึกษา บริการสังคมและข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และดำรงชีพ (4) ส่งเสริมบทบาทครอบครัว องค์กรศาสนา โรงเรียน ท้องถิ่นและชุมชนมี ส่วนร่วมพัฒนาและกำหนดบรรทัดฐานของสังคมและนำหลักธรรมของศาสนามาเป็นกรอบการดำเนินชีวิต (5) ร่วมมือกับภาคเอกชนพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ผู้ด้อยโอกาสได้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ต้องการของตลาด (6) สร้างคุณค่าให้ผลิตภัณฑ์ OTOP และส่งเสริมการวิจัยพัฒนาสินค้า การตลาด การรวมกลุ่มเป็นธุรกิจชุมชน และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (7) เพิ่มศักยภาพการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยให้ชุมชนร่วมเฝ้าระวัง และพัฒนาความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน (8) ให้โอกาสผู้สูงอายุทำประโยชน์เพื่อสังคมและเข้าถึงหลักประกันทางสังคม

ยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ปัญหาจังหวัดเลย

บทบาทและผลการพัฒนาจังหวัด เป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญหลายสาย และเป็นแหล่งผลิตไม้ ดอกไม้ประดับเมืองหนาวที่สำคัญมีมูลค่าปีละประมาณ 185 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของภาครองจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเศรษฐกิจขนาดเล็กเพียงร้อยละ 20 ของกลุ่ม และมีการขยายตัวต่ำ ในปี 2546 ขยายตัวเพียง ร้อยละ 3.3 ขณะที่ในปี 2547 หดตัวประมาณ ร้อยละ 4.3 โครงสร้างการผลิต ประกอบด้วย สาขาการเกษตร ร้อยละ 34 อุตสาหกรรม ร้อยละ 5 การค้า ร้อยละ 18 และบริการ ร้อยละ 43 มีพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ไม้ประดับ ไม้ผล และยางพารา

ศักยภาพ และปัญหา

1) ศักยภาพ (1) มีศักยภาพในการผลิตไม้ผล ไม้ประดับเมืองหนาว ยางพารา เนื่องจากสภาพพื้นที่และอากาศเหมาะสม เกษตรกรมีทักษะ (2) มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เนื่องจากพื้นที่มีเอกลักษณ์ ธรรมชาติสวยงาม อากาศหนาวเย็นจัด การคมนาคมสะดวก (3) มีศักยภาพการผลิตการเกษตร (Contract Farming) การค้าและการท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับ สปป.ลาว เนื่องจากไทยให้ One Way Free Trade กับ สปป.ลาว และมีสะพานเชื่อมกับ สปป.ลาว ที่อำเภอท่าลี่ สามารถเชื่อมเส้นทางการท่องเที่ยวเข้าสู่เมืองหลวงพระบาง (เมืองมรดกโลก) ระยะทาง 360 กิโลเมตร

2) ปัญหา (1) เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ร้อยละ 3.3 ในปี 2549 และหดตัวในปี 2547 เนื่องจากภาคเกษตรประสบภัยแล้งรุนแรง (2) ยากจน ครัวเรือนที่พึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ (ครัวเรือนที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย ร้อยละ 10 ขึ้นไป) มีเพียง ร้อยละ 47 ของครัวเรือนทั้งหมด และเป็นครัวเรือนยากจน 1.1 แสนคน (3) ที่ดินทำกินซึ่งราษฎรกว่า 8 พันรายครอบครองพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2.1 แสนไร่ บริเวณอำเภอด่านซ้าย นาแห้ว ภูเรือ ภูกระดึง และบริเวณตอนล่างของจังหวัด (4) ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม มีผู้เข้าครอบครองใช้ทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดย ไม่มีเอกสารสิทธิกว่า 8 พันราย รวม 2.1 แสนไร่ (5) การคมนาคมขนส่งต้องใช้เวลาในการเดินทางนาน เนื่องจากปัจจุบันเข้าถึงได้เพียงทางรถยนต์เท่านั้น (6) ยังมีการลักลอบค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนมีสัดส่วนคดียาเสพติดสูงเป็นอันดับ 2 รองจากจังหวัดมุกดาหาร โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนบริเวณอำเภอท่าลี่ เชียงคานและปากชม

ยุทธศาสตร์จังหวัดเลย

1) พัฒนาคน สังคม คุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง โดย (1) เร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมสำรวจกำหนดแนวเขตป่าและที่ดินทำกินและเร่งออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ Zone A และ Zone E (2) เร่งแก้ปัญหาความยากจนโดยเตรียมชุมชนให้เข้าใจและพร้อมดำเนินการโครงการ SML เร่งรัดโครงการคาราวานแก้จน เร่งรัดงานปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. ส่งเสริมการทำเกษตรประณีตร่วมมือกับภาคเอกชนฝึกทักษะแรงงานให้ตรงกับตลาด และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP (3) ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพตนเอง (4) สร้างคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย ให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการศึกษา ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ในการดำรงชีพ (5) ส่งเสริมบทบาทครอบครัว องค์กรศาสนา โรงเรียน ท้องถิ่น และชุมชนในการพัฒนา

2) ฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อรักษาสมดุลธรรมชาติและพัฒนาการท่องเที่ยว โดย (1) พัฒนาลุ่มน้ำเลย ลุ่มน้ำหมันอย่างเป็นระบบ โดยอนุรักษ์ดิน น้ำ ป่า และเร่งฟื้นฟูให้สมบูรณ์ สร้างฝายต้นน้ำขนาดเล็ก (Check Dam) ชะลอการไหลของน้ำ ป้องกันหน้าดินพังทลาย หาแหล่งกักเก็บน้ำไว้ในฤดูแล้ง (2) ส่งเสริมเอกชน ชุมชน องค์กรท้องถิ่นร่วมอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติฯ (3) สร้างคุณค่า (value creation) และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิม สร้างแหล่งทางเลือกใหม่ อาทิ ยกระดับตลาดไม้ประดับที่ภูเรือเป็นระดับชาติ กระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ตลาดชายแดนท่าลี่ (4) พัฒนาทักษะการบริการและการตลาดให้บุคลากรด้านท่องเที่ยว

3) ร่วมมือการผลิต การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับเพื่อนบ้าน โดย (1) ร่วมมือกับ สปป.ลาว ทำการเกษตรแบบ Contract Farming (2) สนับสนุนการพัฒนาเส้นทางท่าลี่ -หลวงพระบางพัฒนาเส้นทางเข้าออกและสถานที่ตรวจปล่อยสินค้าบริเวณด่านท่าลี่ และจัดให้มีคลังสินค้า (3) สนับสนุนเวที ความร่วมมือระดับท้องถิ่นสามประเทศ ไทย ลาว เวียดนาม ในการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือด้านต่าง ๆ

4) ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร โดย (1) ส่งเสริมเกษตรกรให้ ผลิตสินค้าที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยทำการเกษตรที่ได้มาตรฐาน GAP และการทำเกษตรอินทรีย์ (2) ปรับโครงสร้าง การผลิตสินค้าเกษตร โดยขยายพื้นที่ปลูกยางพาราแทนการปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และส่งเสริมการผลิตไม้ดอกและไม้ประดับเมืองหนาว (3) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพ การวิจัยและพัฒนาเพื่อหาเทคโนโลยี ที่เหมาะสม ในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

5) สร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน โดย (1) จัดระเบียบพื้นที่ชายแดนให้พร้อม ต่อการเผชิญสถานการณ์และปัญหา (2) สร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้าน และมีนโยบายให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศ (3) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน สร้างเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังการลักลอบนำยาเสพติดเข้าตามแนวชายแดน

2. เห็นชอบแนวทางและข้อสั่งการการแก้ไขปัญหาของคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปเร่งรัดดำเนินการ สำหรับโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมไม้ไผ่ โดยใช้แรงงานในท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทยให้จังหวัดรวบรวมและจัดลำดับความสำคัญเสนอกระทรวงมหาดไทยพิจารณาดำเนินการต่อไป ในส่วนของการบำรุงรักษาถนน และแหล่งน้ำที่เป็นภารกิจถ่ายโอนให้ท้องถิ่น มอบให้กระทรวงมหาดไทยไปพิจารณากลไกและมาตรการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

3. เห็นชอบอนุมัติแผนงานโครงการกลุ่มจังหวัดและของจังหวัดเลย ซึ่งเป็นโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมสูง โดยพิจารณาจัดสรรงบกลาง ปี 2549 จำนวน 16 โครงการ งบประมาณรวม 489.50 ล้านบาท ประกอบด้วย (1) โครงการฟื้นฟูป่า จำนวน 2 โครงการ (2) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ จำนวน 10 โครงการ (3) โครงการด้านท่องเที่ยว จำนวน 2 โครงการ (4) โครงการด้านพัฒนาสังคม จำนวน 1 โครงการ (5) โครงการโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 1 โครงการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดและทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับการสนับสนุนงบกลาง ปี 2549 ต่อไป

4. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำโครงการที่มีความสำคัญและมีความพร้อมของกลุ่มจังหวัด และของจังหวัดเลย ไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2550 ต่อไป

5. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำโครงการที่มีความสำคัญแต่ยังต้องจัดทำรายละเอียดของโครงการของกลุ่มจังหวัด และของจังหวัดเลย ไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดให้สมบูรณ์เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณต่อไป

6. ให้จังหวัดติดตามและประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการดำเนินโครงการตามมติคณะ รัฐมนตรี และรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินการต่อรองนายกรัฐมนตรี (นายสุชัย เจริญรัตนกุล) ทุก 3 เดือน


26. เรื่อง โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวคิดวิสาหกิจชุมชน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการโครงการสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวคิดวิสาหกิจชุมชน ตามที่ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการ

ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2549 ที่ได้รับไปดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาองค์กรและวิสาหกิจในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญสูงก่อน หากไม่สามารถดำเนินการได้ครบตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ขอให้เสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 โดยจัดลำดับความสำคัญของโครงการกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับนโยบายตามความเหมาะสมและความจำเป็นต่อไป ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

รองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน รายงานว่า ในคราวประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการสร้างความรู้ความเข้าใจ แนวคิดวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้แก่วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียน ประชาสัมพันธ์ และเชื่อมโยงระบบวิสาหกิจชุมชน ซึ่งจะทำให้วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้รับความรู้ ความเข้าใจในเรื่องหลักการและแนวคิดในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

  1. วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจกระบวนการคิดและการปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอนตาม แนวทางวิสาหกิจ ชุมชนที่จดทะเบียนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน
  2. เป้าหมาย จำนวนไม่น้อยกว่า 103,183 คน ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจชุมชน กรรมการและอนุกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียน (7,600 กลุ่ม) และผู้ประกอบการกิจการวิสาหกิจชุมชนและประชาชนทั่วไป
  3. ระยะเวลาดำเนินการ ตุลาคม 2548 - กันยายน 2549
  4. พื้นที่ดำเนินงาน 76 จังหวัด
  5. กิจกรรม
    • 5.1 อบรมและสัมมนาเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจชุมชน
    • 5.2 สัมมนาเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • 5.3 สัมมนากรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
    • 5.4 สร้างกระบวนการเรียนรู้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียน
    • 5.5 การประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงระบบข้อมูลวิสาหกิจชุมชน
  6. วิธีการดำเนินงาน
    • 6.1 จัดประชุม สัมมนาและฝึกอบรม
    • 6.2 การจัดทำเวทีชุมชน
    • 6.3 เผยแพร่ประชาสัมพันธ์
    • 6.4 เชื่อมโยงระบบข้อมูล
  7. ผลผลิต (out put)
    • 7.1 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียน ผู้นำชุมชน และกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน จำนวนไม่น้อยกว่า 103,183 ราย ได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องหลักการและแนวคิด ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน การจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งมีการระดมความคิดเห็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
    • 7.2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียน 7,600 กลุ่ม มีแผนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนของกลุ่ม และมีแนวทาง วิธีการปฏิบัติและการดำเนินการพัฒนาให้เป็นวิสาหกิจชุมชนที่มีประสิทธิภาพ มั่นคง ยั่งยืน
    • 7.3 ประชาชนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องหลักการและแนวคิดในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งได้รับรู้ถึงข้อมูลข่าวสารงานวิสาหกิจชุมชน และประโยชน์จากการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย
  8. ผลลัพธ์ (out come)
    • 8.1 เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียน ผู้นำชุมชน และกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ดำเนินงานส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำทรัพยากรของชุมชนที่ มีอยู่มาใช้อย่างถูกต้อง โดยทุกหน่วยงานมีส่วนร่วมในการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนอย่างมีเอกภาพ ก่อให้เกิดชุมชนเข้มแข็งและยั่งยืน
    • 8.2 กลุ่มต่างๆ ในชุมชนที่รวมตัวกันประกอบกิจการมีการตื่นตัวและให้ความสนใจในการมายื่น จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพิ่มมากขึ้น

27. เรื่อง ขอเงินงบกลางในการจัดซื้อ Weather Radar สำหรับเครื่องบินปีก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการกรอบงบประมาณ จำนวน 40.2 ล้านบาท ในการจัดซื้อเครื่องช่วยเดินอากาศ (Weather Radar) จำนวน 13 เครื่อง สำหรับเครื่องบินปีกของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำไปใช้ในกิจการปฏิบัติการฝนหลวง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำความตกลงกับสำนัก งบประมาณในรายละเอียดต่อไป

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า เนื่องจากเครื่องบินที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ในการปฏิบัติการฝนหลวงจะต้องบินเข้าไปโปรยฝนหลวงบริเวณที่ใกล้ก้อนเมฆมากที่สุด และบางครั้งอาจต้องบินเข้าไปปฏิบัติงาน ภายในก้อนเมฆ เพื่อให้ก้อนเมฆที่กระจัดกระจายรวมตัวเป็นก้อนใหญ่และก่อยอดสูงขึ้น จนถึงขั้นตอนกลั่นตัวเป็นหยดน้ำตกลงมาเป็นฝน ซึ่งการปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นการปฏิบัติงานที่เสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการ จำเป็นต้องมีเครื่องช่วยเดินอากาศ (Weather Radar) ช่วยในการปฏิบัติงาน แต่ปัจจุบันเครื่องบินปีกของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี Weather Radar เพียง 15 ตัว จากเครื่องบินปีกทั้งหมด 28 เครื่อง ไม่มี Weather Radar 13 เครื่อง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นควรจัดหา Weather Radar ไว้ใช้งานกับเครื่องบินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 13 เครื่อง

โดยมีรายละเอียดความต้องการเครื่อง Weather Radar สำหรับการทำฝนหลวง ได้แก่

1) เครื่องบินปีกของส่วนการบิน จำแนกตามตารางที่ปรากฏ ดังนี้

ลำดับที่ แบบของเครื่องบิน จำนวน Weather Radar หมายเหตุ
เครื่อง มี ไม่มี
1 เซสน่า 208 9 1 8
2 ปอร์ตเตอร์ 4 4 0
3 กาซ่า 100 4 0 4
4 กาซ่า 200 1 0 1
5 กาซ่า 300 6 6 0
6 คิงแอร์ 2 2 0
7 CN-235 2 2 0
รวม 28 15 13

2) ราคาของเครื่อง Weather Radar

2.1) สำหรับเครื่องบินเซสน่า 208 ราคาชุดละ 3.4 ล้านบาท รวม 8 เครื่อง เป็นเงิน 27.2 ล้านบาท

2.2) สำหรับเครื่องบินกาซ่า ราคาชุดละ 2.6 ล้านบาท รวม 8 เครื่อง เป็นเงิน 13.0 ล้านบาท

รวมเป็นเงิน 40.2 ล้านบาท


28.เรื่อง ขอรับจัดสรรเงินจากงบกลางดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2548/49 และโครงการแทรกแซงตลาดเมล็ดกาแฟ ฤดูการผลิตปี 2548/49

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการขอรับจัดสรรเงินจากงบกลางดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2548/49 และโครงการแทรกแซงตลาดเมล็ดกาแฟ ฤดูการผลิตปี 2548/49 ตามที่คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่ให้คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรใช้เงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรในปี 2549 เงินชำระหนี้คืนจากลูกหนี้กองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เงินจากการจำหน่ายสินค้าคงเหลือ และเงินสดคงเหลือในมือ (ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2548 มีอยู่ จำนวน 2,908.638 ล้านบาท) ที่ยังมิได้จ่ายตามแผนการช่วยเหลือมาดำเนินการในเรื่องที่มีลำดับความสำคัญเร่งด่วนไปพลางก่อน และหากเงินไม่เพียงพอขอให้เสนอขออนุมัติใช้เงินงบกลางอีกครั้งหนึ่งต่อไป

การดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี 2548/49 ด้วยการรับจำนำมันสำปะหลังสดจากเกษตรกรปริมาณรวมทั้งสิ้น 5 ล้านตัน เพื่อแปรสภาพเป็นมันเส้น 4 ส่วน และแป้งมัน 1 ส่วน ระยะเวลารับจำนำธันวาคม 2548 - เมษายน 2549 ระยะเวลาไถ่ถอน 3 เดือน นับถัดจากเดือนที่รับจำนำ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท

การดำเนินโครงการแทรกแซงเมล็ดกาแฟ ฤดูการผลิตปี 2548/49 ด้วยการรับจำนำเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากเกษตรกรรายบุคคลในจังหวัดแหล่งผลิต ปริมาณรวม 30,000 ตัน ระยะเวลารับจำนำธันวาคม 2548 - มีนาคม 2549 ระยะเวลาไถ่ถอนภายใน 4 เดือน นับถัดจากเดือนที่รับจำนำ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทั้งสิ้น 116.773 ล้านบาท


29. เรื่อง การเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก ปี 2549

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก ปี 2549 ตามที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชเสนอ แล้วมีมติรับทราบและอนุมัติดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมของคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548 เกี่ยวกับ การเปิดตลาดนำเข้าพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ตามข้อผูกพันภายใต้องค์การการค้าโลก ปี 2549 ดังนี้ (1) เมล็ดถั่วเหลือง (2) น้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าวผล เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม และน้ำมันเมล็ดในปาล์มปริมาณเปิดตลาดและอัตราภาษี เป็นไปตามที่ผูกพันกับองค์การการค้าโลก (3) เพิ่มเติมสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออกเป็นคณะกรรมการ
  2. อนุมัติการเปิดตลาดเมล็ดถั่วเหลืองตามมติคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ดังนี้
    • 2.1 ปริมาณเปิดตลาดและอัตราภาษี ให้นำเข้าไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 80
    • 2.2 ปรับราคาซื้อเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศเพิ่มขึ้น 0.05 บาท/กิโลกรัม ทุกชั้นคุณภาพ ทั้งระดับไร่นาและจุดรับซื้อ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนี้
      • 2.2.1 สกัดน้ำมัน 10.50 บาท/กิโลกรัม ณ ไร่นา 11.50 บาท/กิโลกรัม ณ จุดรับซื้อ
      • 2.2.2 อาหารสัตว์ 11.00 บาท/กิโลกรัม ณ ไร่นา 12.00 บาท/กิโลกรัม ณ จุดรับซื้อ
      • 2.2.3 เพื่อการบริโภค 13.00 บาท/กิโลกรัม ณ ไร่นา 14.00 บาท/กิโลกรัม ณ จุดรับซื้อ
  3. อนุมัติให้เพิ่มกรรมการจากสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออกเป็นคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช

30. เรื่อง แนวทางดำเนินการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา (Thailand : Partnership for Development)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางดำเนินการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา (Thailand : Partnership for Development) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการ ดังนี้

  1. เห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดกระบวนการและขั้นตอนการเปิดประมูลนานาชาติที่ชัดเจนและเป็นระบบ โดยคำนึงถึงระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 เป็นต้น ทั้งนี้อาจมีการพิจารณาความเหมาะสมและความจำเป็นในการปรับปรุงแก้ไขระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน และสนับสนุนนโยบายสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา (Thailand : Partnership for Development) โดยยึดหลักการที่ให้มีกระบวนการพิจารณาที่เป็นระบบละเอียดรอบคอบ มีความโปร่งใส เป็นธรรม และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ
  2. เห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงเจ้าภาพแต่ละสาขาดำเนินการยกร่างรายละเอียดข้อกำหนดการพัฒนาหรือแผนงาน/โครงการ (Term of Reference : TOR) เป็นการล่วงหน้า ในระหว่างรอการกำหนดกระบวนการและขั้นตอนการเปิดประมูลนานาชาติตามข้อ 1 โดยอาจใช้กรอบเบื้องต้นในการจัดทำ TOR และเห็นควรให้สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าร่วมตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

การกำหนดกระทรวงเจ้าภาพในแต่ละสาขาการพัฒนา

สาขาการพัฒนา กระทรวงเจ้าภาพ
1. สาขา Logistics System (Mass Transit & Integrated Transport System) - กระทรวงคมนาคม
2. สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Integrated Water Resource Management) - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3. สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Natural Resource and Environment Management) - กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
4. สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : E-Government, E-Education, E-Health etc.) - กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
- กระทรวงศึกษาธิการ
- กระทรวงสาธารณสุข
5. สาขาเกษตร (Agriculture) - กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
6. สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T) - กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
7. สาขาสาธารณสุข (Excellent Center for Health Research & Medical Services etc.) - กระทรวงสาธารณสุข
8. สาขาวัฒนธรรม (Culture) - กระทรวงวัฒนธรรม
9. สาขาเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ (National Defence Technology) - กระทรวงกลาโหม
10. สาขาอุตสาหกรรม - กระทรวงอุตสาหกรรม
11. สาขาพาณิชย์ - กระทรวงพาณิชย์
12. สาขาการต่างประเทศ - กระทรวงการต่างประเทศ

กรอบเบื้องต้นในการจัดทำข้อกำหนดการพัฒนาหรือแผนงาน/โครงการในแต่ละสาขา

อย่างน้อยควรมีองค์ประกอบหลัก 5 ส่วนได้แก่

  1. ข้อมูลพื้นฐานการพัฒนาของสาขา เป็นการจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานให้แก่ผู้สนใจ นำไปประกอบการวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนวทางการพัฒนา เช่น ข้อมูลด้านกายภาพ ปริมาณ เทคโนโลยีที่ใช้อยู่เดิม
  2. แนวคิดการพัฒนาในสาขาที่ได้จัดทำไว้ รวมทั้งเป้าหมายในการดำเนินการที่กำหนดไว้เดิม
  3. ความต้องการของประเทศไทยในการพัฒนาในสาขานั้น ๆ
  4. ขอบเขตของการดำเนินงาน
    • 4.1 เป้าประสงค์ในการพัฒนา ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ พื้นที่เป้าหมาย ระยะเวลาดำเนินการ และอัตราค่าบริการ (ถ้ามี)
    • 4.2 ข้อเสนอด้านเทคนิค เช่น ความทันสมัยของเทคโนโลยี ความคุ้มค่าในการลงทุนและความเหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศ ความยืดหยุ่นในการปรับปรุง (Upgrade) เทคโนโลยีในอนาคต ความสามารถในการเชื่อมต่อหรือการใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีเดิม (Compatibility) การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการซ่อมบำรุงและต่อยอดเทคโนโลยีได้ในอนาคต
    • 4.3 ข้อเสนอด้านการเงิน เช่น กรอบวงเงินลงทุนเบื้องต้น เงื่อนไขการชำระเงิน เป็นต้น
    • 4.4 ระยะเวลาของการดำเนินงาน
    • 4.5 เงื่อนไขอื่น ๆ เช่น คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ การกำหนดเงื่อนไขการสงวนสิทธิของประเทศไทยในการยกเลิกการประมูล หรือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดความต้องการของฝ่ายไทย เป็นต้น
  5. องค์ประกอบเบื้องต้นของข้อเสนอ (Proposal) ควรมีองค์ประกอบที่สำคัญ เช่น 1) ประสบการณ์ ผลงาน ความเชี่ยวชาญ และความมั่นคงทางการเงินของผู้ยื่นข้อเสนอ 2) การวิเคราะห์/ประเมินสถานภาพการพัฒนาของสาขา 3) ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาและเทคโนโลยี 4) แผนการดำเนินงาน 5) ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการเงิน 6) ข้อเสนอด้านการเงิน

3. อนุมัติแต่งตั้งคณะทำงานประสานการดำเนินงานภายใต้นโยบายสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนาเพื่อประสานกับกระทรวงต่าง ๆ ให้การดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายอย่างเป็นระบบต่อไป โดยมีองค์ประกอบและหน้าที่รับผิดชอบ ดังนี้

องค์ประกอบ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีคณะทำงานประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด และมีรองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ

หน้าที่รับผิดชอบ

อนึ่ง ในการจัดประชุมเรื่องแนวทางดำเนินการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนา (Thailand : Partnership for Development) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 นายกรัฐมนตรีได้แถลงถึงหลักการสร้างพันธมิตรเพื่อการพัฒนาและกรอบระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้น สรุปได้ดังนี้

หลักการ

  1. สร้างโอกาสในการเลือกแนวทางการพัฒนาและเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมกับประเทศไทยโดยยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชน และความคุ้มค่าในการลงทุนและความเหมาะสมกับเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดในสาขาที่ประเทศไทยมีความต้องการ เช่น สาขาคมนาคมขนส่ง สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาขาการศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น
  2. เปิดโอกาสให้ต่างประเทศนำเสนอแนวคิดการพัฒนาสาขาดังกล่าวในลักษณะบูรณาการ (Integrated Development) โดยมองภาพรวมทั้งระบบ เช่น สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
  3. กำหนดกระบวนการและหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ยึดหลักความโปร่งใส (Transparency)และ เปิดเผย (Openness) เพื่อพิจารณาข้อเสนอ โดยจะดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ ที่ทำหน้าที่พิจารณาความเหมาะสมของข้อเสนอ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ราคาและเงื่อนไขทางการเงิน (Financial Terms & Condition) โดยฝ่ายไทยจะพิจารณาเลือกข้อเสนอที่ดีและเหมาะสมที่สุด

กรอบระยะเวลาเบื้องต้น

  1. สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม 2549 จัดประชุมสัมมนา "Conference of Interested Parties" เพื่อให้ข้อมูลในรายละเอียดของข้อกำหนดการพัฒนาของสาขาต่าง ๆ (Term of Reference : TOR) โดยเน้นวัตถุประสงค์ที่ต้องการพัฒนาและลักษณะของโครงการที่ต้องการ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถใช้เป็นแนวทางใน การจัดทำข้อเสนอ (Proposal) ต่อไป
  2. ภายในเดือนเมษายน 2549 ผู้ที่สนใจ (Interested parties) จัดส่งข้อเสนอ (Proposal) ซึ่งจะต้องระบุสาระสำคัญ เช่น แนวคิดการพัฒนา (Development Concept) การใช้เทคโนโลยี (Technology) และเงื่อนไขด้านการเงิน (Financial Term & Condition) เป็นต้น

31.เรื่อง การดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการการดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โดยให้คำนึงถึงความรอบคอบและความมั่นคงของประเทศ สำหรับงบประมาณการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณที่ให้กระทรวงมหาดไทยปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2549 ที่ได้รับ หรือพิจารณาใช้จากเงินเหลือจ่ายไปดำเนินการในโอกาสแรกก่อน หากยังไม่เพียงพอให้กระทรวงมหาดไทยเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 ต่อไป และให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณากำหนดให้บุคคลดังกล่าวมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการแก้ไขสถานะบุคคลด้วย เพื่อมิให้เป็นภาระงบประมาณของประเทศมากนัก

ทั้งนี้ การดำเนินการตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 มีดังนี้

  1. โครงการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตน สำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร
  2. โครงการเร่งรัดให้สถานะตามกฎหมายแก่บุคคลที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล

กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ได้จัดทำโครงการเพื่อรองรับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ดังนี้

  1. โครงการสำรวจจัดทำทะเบียนประวัติและเอกสารแสดงตน สำหรับบุคคลที่ไม่มีชื่ออยู่ในระบบทะเบียนราษฎร เพื่อให้ทราบที่มาและสถานะการดำรงอยู่ของบุคคลต่างด้าวเกี่ยวกับการแจ้งเกิด แจ้งตาย และการย้ายที่อยู่เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์บุคคลอันจะนำไปสู่การพิจารณากำหนดสถานะที่เหมาะสม โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการดำเนินการ ประกอบด้วย
    • 1.1 สำรวจจัดทำทะเบียน และบันทึกรายการบุคคลที่ไม่มีชื่อและรายการบุคคลของกลุ่มบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษาในประเทศไทย พร้อมจัดทำบัตรประจำตัวเพื่อเป็นเอกสารแสดงตน ตามรายการในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จำนวน 200,000 คน
    • 1.2 สำรวจจัดทำทะเบียน และบันทึกรายการบุคคลของกลุ่มไร้รากเหง้า กลุ่มบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย กลุ่มแรงงานต่างด้าว และกลุ่มต่างด้าวอื่น ๆ จำนวน 800,000 คน
    • 1.3 ปรับปรุงและบันทึกเพิ่มเติมรายการบุคคลในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของชนกลุ่มน้อย รวม 18 กลุ่ม พร้อมจัดทำบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย จำนวน 500,000 คน
  2. โครงการเร่งรัดให้สถานะตามกฎหมายกับบุคคลที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล เพื่อเร่งรัดดำเนินการกับกลุ่มเป้าหมายที่ทางราชการได้สำรวจและจัดทำทะเบียนไว้แล้ว จำนวนประมาณ 500,000 คน โดยดำเนินการกำหนดสถานะให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับจากที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์ฯ และไม่สามารถเดินทางกลับประเทศต้นทางได้ โดยให้มีการจัดตั้งสำนักงานและชุดปฏิบัติการในระดับจังหวัดจัดจ้างเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเพิ่มเติม รวมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม

32. เรื่อง รายงานสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และขออนุมัติงบประมาณสนับสนุน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องรายงานสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และขออนุมัติงบประมาณสนับสนุน ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แล้วมีมติอนุมัติในหลักการการสนับสนุนงบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุขโดยให้ใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขจัดทำรายละเอียดและเสนอขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสมต่อไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในท้องที่อำเภอบางสะพาน อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในช่วงวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2548 รวมทั้งการดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ทั้งในด้านการบริการรักษาพยาบาลการจัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลบางสะพาน สถานีอนามัยทุ่งขี้ต่าย


33. เรื่อง ขอขยายเวลาดำเนินการช่วยเหลือราคาน้ำมันให้ชาวประมง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ขยายระยะเวลาโครงการช่วยเหลือราคาน้ำมันให้ชาวประมงออกไปอีก 2 เดือน (ตั้งแต่ วันที่ 8 มกราคม - 7 มีนาคม 2549) โดยใช้ภายในวงเงินที่เคยอนุมัติไว้เดิม (240 ล้านบาท) ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นและราคาสัตว์น้ำขึ้นไม่เป็นสัดส่วนกับราคาน้ำมัน


34. เรื่อง การแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแล้วมีมติ ดังนี้

  1. รับทราบแนวทางแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
  2. เห็นชอบในหลักการโดยเจียดจ่ายงบประมาณจากงบประมาณ
    • กรมทางหลวงชนบทดำเนินการสำหรับการก่อสร้างถนนสายหลักและสายรองพร้อมรางระบายน้ำ ทางเข้าหมู่บ้านระยะทาง 4.65 กิโลเมตร เป็นเงิน 13,445,000 บาท
    • กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการสำหรับการก่อสร้างถนนซอยคอนกรีตเสริมไม้ไผ่ โดยใช้แรงงานเป็นหลักภายในหมู่บ้าน ระยะทาง 7 กิโลเมตร
    • กรมทรัพยากรน้ำบาลดาลดำเนินการสำหรับค่าเจาะบ่อน้ำบาดาล เป็นเงิน 1,731,000 บาท
    • กรมทรัพยากรน้ำดำเนินการสำหรับการก่อสร้างระบบประปาขนาดกลาง เป็นเงิน 7,500,000 บาท
    • การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคดำเนินการขยายเขตระบบไฟฟ้าในหมู่บ้าน เป็นเงินจำนวน 11,589,223.50 บาท

เนื่องจากเป็นช่วงต้นของการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2549 ของหน่วยงานต่าง ๆ จึงน่าจะมีเงินเหลือจ่าย ภายหลังจากนี้ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโอนงบค่าใช้จ่ายดังกล่าวข้างต้นและงบการขนย้ายและสร้างบ้านกลับคืนหน่วยงานที่ได้ดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เดินทางไปประชุมร่วมกับราษฎร 493 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยมีผลสรุปการประชุม ดังนี้

  1. การจัดแปลงที่อยู่อาศัย ใช้วิธีการจับสลากแยกพื้นที่เป็นรายหมู่บ้านก่อน จากนั้นให้แต่ละหมู่บ้านจับสลากเป็นรายครัวเรือนของแต่ละหมู่บ้าน
  2. ให้มีคณะกรรมการประเมินราคาการรื้อถอนและปลูกสร้างบ้านแห่งใหม่ โดยที่แบบบ้านดังกล่าวต้องได้รับความเห็นชอบจากราษฎร ในวงเงินราคาประเมินบ้านหลังเดิม
  3. จากการประเมินราคาตามข้อ 2. หากราคาที่ใช้ในการก่อสร้างบ้านพักแห่งใหม่ต่ำกว่าราคาที่ประเมิน หรือราษฎรต้องการแบบที่ถูกกว่าจะจ่ายค่าชดเชยส่วนเกินให้ตามราคาทรัพย์สิน หรืออาจเลือกบ้าน Knock Down ในราคาที่ ใกล้เคียง
  4. กรณีรั้วบ้านพักแห่งใหม่ จะเน้นเรื่องผักสวนครัวรั้วกินได้ ไม่ทำเป็นคอนกรีต ซึ่งจะปักแนวเขตชัดเจนไว้ แล้วประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปลูกต้นไม้เป็นแนวรั้วเพื่อความร่มรื่น
  5. ด้านสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ เช่น ถนน ไฟฟ้า ระบบประปา ทางราชการจะเร่งรัดดำเนินการโดยเร่งด่วน โดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเป็นผู้ประสานและบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้มอบหมายให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณด้านสาธารณูปโภค (โครงสร้าง พื้นฐาน) ที่จะดำเนินการในพื้นที่รองรับการอพยพราษฎร เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา
  6. กรณีพื้นที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่รองรับการอพยพทางราชการจะดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดให้แก่ผู้อพยพ

ทั้งนี้ จากการสำรวจล่าสุดมีราษฎรจำนวน 465 ราย จากราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 493 ราย โดยมีมติเห็นชอบตามแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอต่อที่ประชุม สำหรับจำนวนรายที่เหลือกำหนดให้มีการเจรจาต่อไป


35. เรื่อง โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำบนเกาะภูเก็ต (ระบบส่งน้ำดิบจากขุนเหมืองม่าหนิกและฮิตเลอร์ไปยังขุมเหมืองสรรพสามิต)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) เป็นประธานฯ ที่อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทย โดยการประปาส่วนภูมิภาคจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำบนเกาะภูเก็ต (ระบบส่งน้ำดิบจากขุนเหมืองม่าหนิกและฮิตเลอร์ไปยังขุมเหมืองสรรพสามิต) โดยร่วมลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 25 ของเงินลงทุน จำนวน 66.175 ล้านบาท ส่วนที่เหลือให้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ทั้งนี้ ให้รับประเด็นการอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 2 ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ในปี 2548 เกาะภูเก็ตประสบปัญหาภาวะฝนแล้ง โดยฝนทิ้งช่วงนานกว่าปกติ ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำที่เป็นต้นทุนของสำนักงานประปาภูเก็ต คือ อ่างเก็บน้ำบางวาด มีปริมาณน้ำกักเก็บเหลือเพียง 400,000-500,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งไม่พอเพียงสำหรับผลิตน้ำประปาในช่วงหน้าแล้งปี 2549 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งน้ำดิบเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยกำหนดให้มีโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำบนเกาะภูเก็ต (ระยะสั้น) ประกอบด้วย แผนงานการวางท่อน้ำดิบ ขนาด 500 มม. ความยาว 12 กิโลเมตร และท่อขนาด 400 มม. ความยาว 5 กิโลเมตร รวมระยะทาง 17 กิโลเมตร พร้อมเครื่องสูบน้ำ เพื่อสูบน้ำดิบจากขุมเหมืองเอกชน 2 แห่ง (ขุมเหมืองม่าหนิกและฮิตเลอร์) ไปยังขุมเหมืองสรรพสามิต อีกทั้งการวางท่อในโครงการนี้นอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนการขาดแคลนน้ำดิบในช่วงหน้าแล้งที่จะถึงนี้แล้ว ยังสามารถที่จะใช้เป็นท่อส่งน้ำประปาให้ชุมชนต่าง ๆ ที่แนวท่อวางผ่าน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค เป็นการยั่งยืนอีกด้วย


36. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นางจิรพร มีหลีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 9) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช) สำนักงบประมาณ 2. นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 9) สำนักงบประมาณ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช) สำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

2. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งนายสุริยน วรวิทยานนท์ รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมสรรพสามิต ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

3. การเป็นสมาชิกคณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติ (COPUOS) ของประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการประสานงานกิจกรรมภายใต้ COPUOS จำนวน 5 ราย ดังนี้ 1. ดร.สมเกียรติ อริยปรัชญา ที่ปรึกษาด้านวิจัยของศูนย์ยุโรปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2. ดร.สุวิทย์ วิบูลย์เศรษฐ์ กรรมการบริหาร สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ 3. ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์ ศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ระดับ 10) 4. รองศาสตราจารย์ ดร. สุธี อักษรกิตติ์ ประธานอำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการบริหารการบิน มหาวิทยาลัยอิสเทิร์นเอเซีย 5. ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2548

4. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ดังนี้

ที่ รองนายกรัฐมนตรี/ กระทรวง รายนาม ปคร.
1 รองนายกรัฐมนตรี ( นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) นายนัที เปรมรัศมี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ประจำเขตตรวจราชการที่ 17
2 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาวสุจินดา โชติพานิช รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

5. มอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 521/2548 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติม โดยมอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายเนวิน ชิดชอบ) สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพิ่มเติม ดังนี้

  1. ติดตาม เร่งรัด และประสานการแก้ไขปัญหาสื่อลามกทุกประเภทให้หมดสิ้นจากสังคมไทย ประสานการดำเนินการตรวจสอบ สื่อลามกทั่วทุกพื้นที่ การโฆษณาการ์ตูนลามก ตู้เกมส์อันเป็นสิ่งมอมเมาเด็กและเยาวชน รวมทั้งประสานการสกัดกั้นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในกรณีจำเป็นให้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมได้
  2. กรณีที่ต้องสั่งการใด ๆ แทนนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการได้เท่าที่จำเป็น โดยให้ประสานงานกับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบภารกิจนั้น ๆ โดยตรง
  3. ให้รายงานความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งเสนอมาตรการเร่งรัด ป้องกัน และแก้ไขต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเป็นระยะ ๆ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป

6. มอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2549 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยมอบหมายและมอบอำนาจให้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

7. มอบหมายให้ผู้แทนการค้าไทยให้มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 4/2549 เรื่อง มอบหมายให้ผู้แทนการค้าไทยให้ มีอำนาจหน้าที่ในกิจการที่เกี่ยวกับการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ โดยแต่งตั้งนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้แทนการค้าไทย นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ (ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์) และนายอุตตม สาวนายน (ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์) มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการติดตามการดำเนินงานการเตรียมเรื่องเพื่อเข้าประชุม การเจรจา และการประชุมนานาชาติทางการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล แนวทางของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ตลอดจนรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยประสานกับ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หากมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยหรือขอรับนโยบายล่วงหน้า ให้เสนอนายกรัฐมนตรีโดยผ่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

8. แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้ง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นคณะกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไปอีกวาระหนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2549 เป็นต้นไป

9. การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ จำนวน 6 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนด 4 ปี ตามวาระในวันที่ 31 ธันวาคม 2548 ดังนี้ 1) นายประทีป เจริญพร 2) นายไพศาล กุวลัยรัตน์ 3) นายศิริ เกวลินสฤษดิ์ 4) นายปริญญา บูญชู 5) นายวุฒิชัย กปิลกาญจน์ และ 6) นายไพโรจน์ พรหมสาส์น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2548 เป็นต้นไป

10. การสับเปลี่ยนหน้าที่ ย้าย หรือโอนนักบริหารผู้ดำรงตำแหน่ง ระดับ 11

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้โอนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ตำแหน่ง ปลัดกระทรวงยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงแรงงาน และให้รับโอนนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ปลัดกระทรวงแรงงาน ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม สำหรับการนำความบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะได้ดำเนินการต่อไป

11. รับโอนข้าราชการไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นักบริหาร 10) กลุ่มงานยุทธศาสตร์และการวางแผน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอให้รับโอน พลตำรวจตรี พีรพันธุ์ เปรมภูติ เลขาธิการ (นักบริหาร 10) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (นักบริหาร 10) กลุ่มงานยุทธศาสตร์และการวางแผน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำหรับการนำความกราบบังคมทูล พระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

12. การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง นักบริหาร 10 (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติเสนอให้แต่งตั้ง นายสุพจน์ จันทน์ขาว นักการข่าว 10 ชช สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งนักบริหาร 10 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน สำหรับการนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะได้ดำเนินการต่อไป

13. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 (กระทรวงการคลัง)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้ง นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ รองผู้อำนวยการ (นักบริหาร 9) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง (เศรษฐกร 10 ชช) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

14. การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนขึ้นดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหาร 10) (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเสนอแต่งตั้ง นายปกรณ์ สัตยวณิช ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (นักบริหาร 10) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่มีคำสั่งให้รักษาราชการแทนในตำแหน่งดังกล่าวและรองนายกรัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ต่อไป

15. การแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 จำนวน 3 ราย ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป ดังนี้

  1. นายไกรสร บารมีอวยชัย อธิบดี กรมบังคับคดี ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. พลตำรวจตรี สมชาติ สว่างเนตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 9) สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง
  3. นายสิรวัต จันทรัฐ รองอธิบดี กรมบังคับคดี ดำรงตำแหน่ง อธิบดี กรมบังคับคดี

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าราชการลำดับที่ 1 พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ จำนวน 3 รายต่อไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี