สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
22 พฤศจิกายน 2548

วันนี้ (วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2548) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง การปรับระดับอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและ/หรือ ยศสูงขึ้น
  2. เรื่อง นโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2549
  3. เรื่อง มาตรการและแผนการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549
  4. เรื่อง มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549
  5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....
  6. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายฤดูการผลิต ปี 2547/2548
  7. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน สำหรับฤดูการผลิตปี 2548/2549
  8. เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2548
  9. เรื่อง การขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณ
  10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  11. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2483 พ.ศ. ....
  12. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. ....
  13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. ....
  14. เรื่อง การจัดทำแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการและคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมาย ประจำปี 2549
  15. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีใบกำกับสินค้า)
  16. เรื่อง การเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
  17. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ....
  18. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการที่บริจาคสินค้าหรือให้บริการโดยไม่คิดมูลค่าแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1)
  19. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการจัดระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนวให้คำปรึกษาและฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง พ.ศ. .... และ ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ
  20. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร จำนวน 5 ฉบับ
  21. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการชั่งตวงวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  22. เรื่อง ร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) พ.ศ. ....
  23. เรื่อง ร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏ ชัดแจ้ง พ.ศ. ....
  24. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  25. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับ ..) พ.ศ. .... (การขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปใช้ประโยชน์ชั่วคราว) และ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การร่วมสอบสวนในสำนวนชันสูตรพลิกศพ)
  26. เรื่อง การพิจารณาความดีความชอบประจำปีเป็นกรณีพิเศษ
  27. เรื่อง ให้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบ กรณีพิเศษเพิ่มจากโควตาปกติ ปีงบประมาณ 2548
  28. เรื่อง ค่าตอบแทนพิเศษครูที่สอนนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน
  29. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยานที่กระทำผิดกฎหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  30. เรื่อง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ขอปรับหลักเกณฑ์การเบิกเงินช่วยเหลือพนักงานเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล
  31. เรื่อง ความก้าวหน้าการจัดทำแนวทางการจัดทำรายงานการดำเนินงานของรัฐต่อสาธารณะรายปี
  32. เรื่อง ผลการศึกษาโลกาภิวัตน์การเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ
  33. เรื่อง รายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2548
  34. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศด้วยเงินกู้เงินบาท
  35. เรื่อง การประชุมระหว่างคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน กับคณะกรรมการโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (The Joint Meeting of ASEAN Food Security Reserve Board : AFSRB - Project Steering Committee of East Asia Emergency Rice Reserve Pilot Project : PSC - EAERR)
  36. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชนในรอบ 1 ปี 5 เดือน
  37. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน ครั้งที่ 5
  38. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้า เพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ 80 พรรษา พ.ศ. ....
  39. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding) ระหว่างรัฐบาลไทยกับสิงคโปร์ เรื่อง การส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน
  40. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำไม้และไม้แปรรูปรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. 2548
  41. เรื่อง รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
  42. เรื่อง การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามระดับฝีมือแรงงาน
  43. เรื่อง รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน
  44. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ
  45. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)
  46. เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....
  47. เรื่อง การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13
  48. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลิขสิทธิ์
    2. การปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการการตอบแทนกลับคืนทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เฉพาะกรณีความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศสหราชอาณาจักร)
    3. แต่งตั้งกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา
    4. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)
    5. แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง การปรับระดับอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจเมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและ/หรือ ยศสูงขึ้น

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการปรับระดับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และ/หรือ ยศ สูงขึ้น และตารางเทียบขั้นเงินเดือนแต่ละระดับที่ข้าราชการตำรวจจะได้รับเมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และ/หรือ ยศ สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอว่า เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาการปรับอัตราเงินเดือนของข้าราชการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548 เป็นต้นไป มีสาระสำคัญเฉพาะการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการตำรวจ โดยมิได้ครอบคลุมถึงกรณีการปรับระดับอัตราเงินเดือนของข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและ/หรือยศ สูงขึ้น แต่อย่างใด ส่งผลให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและ/หรือ ยศ สูงขึ้น ไม่สามารถปรับอัตราเงินเดือนเข้าสู่ระดับอัตราเงินเดือนใหม่ได้ ประกอบกับพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ก็มิได้บัญญัติสำหรับกรณีการปรับระดับอัตราเงินเดือนเมื่อข้าราชการตำรวจได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และ/หรือ ยศ สูงขึ้นไว้เช่นกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติดังกล่าว


2. เรื่อง นโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2549 (กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปลาป่น) และให้กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากรออกประกาศลด/ยกเลิก อากรนำเข้าของวัตถุดิบอาหารสัตว์ดังกล่าว ตามมติของคณะกรรมการนโยบายอาหาร ครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2548 ทั้งนี้ โดยให้มี ผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2549 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายอาหาร ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน และมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ ได้ประชุมเมื่อวันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2548 มีมติเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ปี 2549 โดยมีหลักการเช่นเดียวกับปี 2548 เนื่องจากนโยบายดังกล่าวเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 - วันที่ 31 ธันวาคม 2549 สรุปผลการประชุมได้ ดังนี้

  1. กากถั่วเหลือง ให้นำเข้าได้เสรี ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า การนำเข้าจากประเทศสมาชิก องค์การการค้าโลก (WTO) กำหนดอากรนำเข้าในโควตา ร้อยละ 4 และกำหนดให้ผู้มีสิทธินำเข้า ได้แก่ ผู้มีสิทธินำเข้ารายเดิม (สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก สมาคมปศุสัตว์ไทย สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์) หากมีผู้ยื่นขอมีสิทธินำเข้ารายใหม่ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการนโยบายอาหารพิจารณาตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ ผู้มีสิทธินำเข้าต้องรับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดในประเทศ ทั้งหมดของโรงงานสกัดน้ำมันพืชในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 9.50 บาท ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันพืช ตลาดกรุงเทพมหานคร และหากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาปรับเพิ่มราคารับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองเกรดสกัดน้ำมันพืช ปี 2549 จากเดิมกิโลกรัมละ 11.00 บาท ตลาดกรุงเทพมหานคร ให้ปรับราคารับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดในประเทศในอัตราส่วนที่เทียบเคียงกัน โดยต้องทำสัญญาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกำหนดอากรนำเข้านอกโควตา ร้อยละ 119 สำหรับการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (FTA) กำหนดอากรนำเข้า ร้อยละ 0
  2. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การนำเข้าจากประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในโควตากำหนดปริมาณนำเข้า 54,700 ตัน กำหนดอากรนำเข้าโควตา ร้อยละ 20 โดยให้องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้า และกำหนดระยะเวลานำเข้าระหว่างวันที่ 1 มีนาคม - วันที่ 30 มิถุนายน 2549 นอกโควตาให้นำเข้าได้เสรี ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า อากรนำเข้า ร้อยละ 73 และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 บาท และการนำเข้าจากประเทศกัมพูชา ลาว พม่า ตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (ACMECS) และจากประเทศนิวซีแลนด์ (FTA) ให้นำเข้าได้เสรี ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า กำหนดอากรนำเข้าร้อยละ 0 สำหรับการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย (FTA) ในโควตา กำหนดปริมาณนำเข้า 5,743.50 ตัน กำหนดอากรนำเข้าร้อยละ 18.67 โดยให้องค์การคลังสินค้าเป็นผู้นำเข้าและกำหนดระยะเวลานำเข้าระหว่างวันที่ 1 มีนาคม - วันที่ 30 มิถุนายน 2549 นอกโควตา ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า กำหนดอากรนำเข้า ร้อยละ 65.70
  3. ปลาป่นโปรตีนร้อยละ 60 ขึ้นไป ให้นำเข้าได้เสรี ไม่จำกัดปริมาณและช่วงเวลานำเข้า กำหนดอากรนำเข้า ร้อยละ 10 และอากรพิเศษอีก ร้อยละ 50 ของอากรนำเข้า (รวมเป็นอากรนำเข้าทั้งสิ้นร้อยละ 15) สำหรับการนำเข้าจากประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (FTA) กำหนดอากรนำเข้า ร้อยละ 12 และจากประเทศจีน (อาเซียน - จีน) กำหนดอากรนำเข้า ร้อยละ 15 ทั้งนี้ การนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้ง 3 ชนิด ข้างต้น ภายใน AFTA ให้นำเข้าเสรีไม่จำกัดปริมาณและ ช่วงเวลานำเข้า กำหนดอากรนำเข้า ร้อยละ 5
  4. เห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลวัตถุดิบอาหารสัตว์ปี 2549 โดยมีอธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นประธาน ผู้แทนทั้งภาคราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการเพื่อทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข กำกับ ดูแลและแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายและมาตรการที่กำหนดไว้

3. เรื่อง มาตรการและแผนการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการมาตรการและแผนการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาปีใหม่ 2549 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2548 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2549 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้ทำความตกลงรายละเอียดด้านการเงินกับสำนักงบประมาณ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามรายละเอียด ดังนี้

  1. การจัดจุดตรวจร่วม โดยดำเนินการทั่วประเทศ จำนวน 3,009 จุด และขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบกลาง จำนวน 51,500,400 บาท
  2. จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549 ทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ ระดับต่าง ๆ โดยขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากงบกลาง จำนวน 1,509,900 บาท
  3. การสนับสนุนการปฏิบัติงานตามมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ 2549 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยงานในระดับภาค หรือเขตจัดหน่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของจังหวัดต่าง ๆ โดยใช้งบประมาณปกติของแต่ละหน่วยงานในการดำเนินการ
  4. การจัดหาเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจแบบพกพา (Screening Alcohol Meter) ให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ 1,454 แห่ง แห่งละ 3 เครื่อง รวม 4,362 เครื่อง ราคาเครื่องละ 6,000 บาท โดยขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมจากงบกลาง จำนวน 26,172,000 บาท

4. เรื่อง มาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการและแนวทางการเร่งรัดติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1. มาตรการเร่งรัดติดตามในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

ไตรมาสที่ เป้าหมายการเบิกจ่าย แต่ละไตรมาส (ล้านบาท) เป้าหมายการเบิกจ่ายสะสม ณ สิ้นไตรมาส (ล้านบาท) เป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายสะสม ณ สิ้นไตรมาส (%)
1 299,200 299,200 22.0
2 326,400 625,600 46.0
3 312,800 938,400 69.0
4 326,400 1,264,800 93.0

2. แนวทางการดำเนินงานของส่วนราชการเจ้าของงบประมาณ

3. แนวทางการดำเนินงานของหน่วยงานกลาง


5. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ส่งร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนตามมติคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงว่า ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วนั้น จะก่อให้เกิดกลไกสนับสนุนการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพในภาพรวมของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่าง ๆ ของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้าน สุขภาพ ซึ่งเป็นการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหนุนเสริมการดำเนินงานตามนโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เป็นอย่างดี จึงเห็นสมควรส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องด่วนตามมติคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร ต่อไป


6. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิต ปี 2547/2548

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิต ปี 2547/2548 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และมีมติเห็นชอบดังนี้

  1. การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2547/2548 เป็นรายเขต 9 เขต (โดยเฉลี่ยราคาทั่วประเทศอยู่ที่ 657.65 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส.)
  2. การเรียกเก็บเงินจากชาวไร่อ้อยในอัตราอ้อยละ 12 บาท จากราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2547/2548 คืนให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

7. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน สำหรับฤดูการผลิตปี 2548/2549

คณะรัฐมนตรีพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน สำหรับฤดูการ ผลิตปี 2548/2549 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ. ....
  2. เห็นชอบการขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ที่กำหนดปริมาณอ้อยเป้าหมาย ไว้ที่ 65 ล้านตัน และกำหนดราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตน้ำตาลทรายออกเป็น 2 กอง

กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายในการประชุมครั้งที่ 14/2548 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2548 ได้พิจารณาร่างประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ. .... เพื่อใช้ในฤดูการผลิตปี 2548/2549 แล้วมีมติเห็นชอบร่างประกาศดังกล่าว และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขอยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ที่กำหนดปริมาณอ้อยเป้าหมายไว้ที่ 65 ล้านตัน และกำหนดราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตน้ำตาลทรายออกเป็น 2 กอง ด้วยเหตุผลดังนี้


8. เรื่อง การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2548

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ให้ผ่อนผันให้เฉพาะกลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูงและชุมชนบนพื้นที่สูง ซึ่งได้ยื่นคำร้องและอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดสถานะบุคคลตามกฎหมาย จำนวน 60,229 คน (บุคคลเป้าหมายที่ขอลงรายการสัญชาติไทย 2,857 คน ขอสัญชาติไทย 28,522 คน และขอสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย 28,850 คน) และกลุ่มบุคคลบนพื้นที่สูงและชุมชนบนพื้นที่สูงที่อพยพเข้ามาหลังวันที่ 3 ตุลาคม 2548 ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 ภายใต้การอำนวยการของคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคลได้อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลตามยุทธศาสตร์


9. เรื่อง การขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) พิจารณาเรื่องที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2544-2548 ตามกรอบการพิจารณา ดังนี้

1. กรณีที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจเจ้าของงบประมาณได้ก่อหนี้ผูกพันเงินงบประมาณดังกล่าวไว้แล้ว จะพิจารณาผ่อนผันให้ขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2544-2548 เพื่อนำไปชำระหนี้ตามข้อผูกพันนั้นต่อไปได้ตามกรณี ดังนี้

2. สำหรับเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2546 จำนวน 688.83 ล้านบาทและเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2547 จำนวน 11,321.76 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 12,010.59 ล้านบาท ซึ่งส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจยังไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันเงินงบประมาณได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2548 จะใช้กรอบการพิจารณา ดังนี้

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) รายงานว่า ได้พิจารณาข้อมูลผลการก่อหนี้ผูกพันเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2544-2547 ที่ได้รับจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ แล้วพบว่าในรอบปีที่ผ่านมาส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ รวมทั้งการดำเนินงานตามปกติควบคู่กันไปด้วย จึงอาจเป็นเหตุทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินงบประมาณให้เสร็จสิ้นได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2548 และเมื่อพิจารณาในรายละเอียดของโครงการ/รายการเงินงบประมาณที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว ส่วนใหญ่เป็นรายการที่สำคัญและจำเป็นต่อการสนับสนุนงานนโยบายของรัฐบาล และในบางกรณีเป็นโครงการ/รายการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเจ้าของงบประมาณขยายเวลาเบิกจ่ายเงินเป็นกรณีพิเศษไว้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงานหรือการตรวจรับงาน โดยยังคงมีเงินงบประมาณที่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้วและยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จสิ้น จำนวน 30,007.14 ล้านบาท (ข้อมูล ฯ วันที่ 28 ตุลาคม 2548 และเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามนัยมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กระทรวงการคลังจึงขอความเห็นชอบให้กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) พิจารณาเรื่องการขยายเวลาเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี พ.ศ. 2544-2548 ตามกรอบการพิจารณาดังกล่าว


10. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพระพุทธศักราช 2546 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และเพื่อเป็นการควบคุมการจราจรทางน้ำ โดยเฉพาะบริเวณเขตท่าเรือและเขตที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยอย่างมากในขณะนี้ ประกอบกับเพื่อรองรับการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 68 ในส่วนของการกำหนดเขตห้ามจอดเรือหรือแพได้ โดยไม่กระทบสิทธิประชาชนมากกว่าไปที่ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 68 ได้กำหนดไว้ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงคมนาคมได้เห็นชอบด้วยแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดแนวเขตทะเลภายในน่านน้ำไทยเป็นเขตควบคุมการเดินเรือ และกำหนดบทลงโทษกรณีมีผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าว
  2. กำหนดให้เจ้าท่ามีอำนาจออกประกาศกำหนดแนวแม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ หรือ ทะเลภายในน่านน้ำไทย เป็นเขตห้ามจอดเรือ หรือแพ และกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนประกาศ
  3. กำหนดให้เจ้าท่ามีอำนาจปักหลักเขตควบคุมทางน้ำ และให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ การปักหลักเขตควบคุมทางน้ำ และกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ยักย้าย ทำลายหรือทำให้เสียหาย

11. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2483 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2483 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รวมเป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติฉบับอื่น ๆ ที่มีหลักการเดียวกัน แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

กระทรวงพลังงานรายงานว่า พระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2483 ได้ตราขึ้น เพื่อกำหนดให้เป็นมาตรการพิเศษในการดำเนินการแบ่งปันน้ำมันเชื้อเพลิง โดยคำนึงถึงความสำคัญ และความจำเป็นในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ ในสภาวการณ์ที่มีอุปสรรคในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นสมควรยกเลิกมาตรการดังกล่าว ประกอบกับมีพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกัน ภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2520 ใช้บังคับในเรื่องเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติยกเลิกเพื่อมิให้กฎหมายเกิดความซ้ำซ้อนกัน จึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พระราชบัญญัติปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2483 พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ยกเลิกพระราชบัญญัติ ปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2483


12. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของคณะเจรจาข้อตกลงและการประเมินการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ คณะที่ 5 ที่มีว่า ควรแก้ไขชื่อร่างพระราชกฤษฎีกาในเรื่องนี้ เป็น " ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกพระราชกฤษฎีกาบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. ...." เพราะชื่อเดิมอาจซ้ำกับ "พระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. 2546" ไปพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกายกเลิกกฎหมายบางฉบับที่ไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ คือ ยกเลิกพระราชกฤษฎีกา จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

  1. พระราชกฤษฎีกากำหนดทางหลวงจังหวัด สายแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 407 (บ้านน้ำกระจาย) -เกาะยอ - บรรจบทางหลวงหมายเลข 4083 (บ้านเขาแดง) เป็นทางหลวงที่ห้ามมิให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่ดินริมเขตทางหลวง พ.ศ. 2523
  2. พระราชกฤษฎีกากำหนดทางหลวงจังหวัด สายเขตบางกะปิ-ผ่านทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 - บรรจบทางหลวงจังหวัดหมายเลข 3268 เป็นทางหลวงที่ห้ามมิให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่ดินริมเขตทางหลวง พ.ศ. 2526
  3. พระราชกฤษฎีกากำหนดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 402 สายบ้านโคกกลอย -บ้านท่านุ่น - ท่าฉัตรไชย - อำเภอเมืองภูเก็ต ตอนทางสายแยกบ้านบางคู - บรรจบทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4022 (บ้านระเงง) เป็นทางหลวงที่ห้ามมิให้ได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งในที่ดินริมเขตทางหลวง พ.ศ. 2528

13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์ เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ โอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. ....รวม 2 ฉบับ ตามแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 และนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ และขจัดปัญหาความยากจน โดยนำที่ราชพัสดุที่สงวนไว้แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการมาจัดหาประโยชน์ได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นหลักการตามแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวงการคลัง และแผนพัฒนากฎหมายแห่งชาติประจำปี 2548 จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับมาเพื่อดำเนินการ

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ โดยให้กรมธนารักษ์สามารถนำที่ราชพัสดุ ที่ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสงวนไว้ แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในทางราชการมาจัดให้เช่าในระยะยาวในกรณีที่เป็นการบุกรุกที่ราชพัสดุได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากหน่วยงานดังกล่าวก่อน

ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่มิใช่ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยเฉพาะ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ดังนี้

  1. ปรับปรุงกฎกระทรวงที่ใช้บังคับในปัจจุบันจำนวน 3 ฉบับ โดยนำหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เดิมมารวบรวมไว้ในร่างกฎกระทรวงนี้ เพื่อสะดวกต่อการค้นคว้าอ้างอิง
  2. กำหนดเพิ่มเติมให้การโอนที่ราชพัสดุเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามโครงการของส่วนราชการ หน่วยงานหรือองค์กรของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการของกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรี ให้สามารถโอนได้เมื่อกระทรวงการคลังเห็นชอบเพื่อให้การพิจารณารวดเร็วขึ้น
  3. ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการที่กระทรวงการคลังแต่งตั้ง จากเดิมที่กำหนดไว้ให้มีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน เป็นไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินเก้าคน
  4. กำหนดเพิ่มเติมให้คณะกรรมการที่กระทรวงการคลังแต่งตั้งมีอำนาจพิจารณาขายที่ราชพัสดุ ซึ่งมีสภาพไม่เหมาะสมที่จะกระทำโดยวิธีประมูลจากเดิมที่ให้กระทำได้เฉพาะกรณีการแลกเปลี่ยนเท่านั้น
  5. กำหนดให้กระทรวงการคลังทำความตกลงขอขยายระยะเวลาหรือเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์กับผู้ยกที่ดินให้ทางราชการหรือทายาทของผู้ยกให้ แล้วแต่กรณี ก่อนครบกำหนดห้าปีนับแต่วันที่ยกที่ดินนั้นให้แก่ทางราชการ หากผู้ยกให้หรือทายาทของผู้ยกให้ยินยอม ให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้น และให้ส่วนราชการที่จะใช้ประโยชน์ในที่ราชพัสดุแจ้งให้ผู้ยกให้หรือทายาทของผู้ยกให้ทราบถึงกรณีการขอรับคืนที่ราชพัสดุทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังภูมิลำเนาของผู้นั้น หากไม่มีผู้ยื่นเรื่องราวขอรับคืนที่ราชพัสดุ ให้ส่วนราชการสามารถนำที่ราชพัสดุนั้นไปใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสมได้

14. เรื่อง การจัดทำแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการและคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมาย ประจำปี 2549

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ ดังนี้

  1. เห็นชอบการจัดทำแผนพัฒนากฎหมายของส่วนราชการและคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมาย ประจำปี 2549 ตามมติของคณะอนุกรรมการกำกับการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ (ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2548) และให้ส่งมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2548
  2. ให้กำหนดกรอบเพิ่มเติม โดยให้ส่วนราชการใช้เป็นทางเลือกในการดำเนินการพัฒนากฎหมายได้ รวม 3 ประการ คือ
    • 2.1 การรวบรวมบทบัญญัติและการจัดหมวดหมู่กฎหมาย (Compilation of law and regulation)
    • 2.2 การยกเลิกใบอนุญาตหรือการอนุญาต ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของใบอนุญาตหรือการอนุญาตที่มีอยู่ในปัจจุบัน
    • 2.3 การบัญญัติกฎหมายให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  3. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และคณะอนุกรรมการพัฒนากฎหมายดำเนินการตามปฏิทินการพัฒนากฎหมายประจำปี 2549 โดยให้คณะอนุกรรมการกำกับการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการปรับปรุงแก้ไขได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

15. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีใบกำกับสินค้า)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาศาสตร์) ครั้งที่ 2/2548 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2548 ซึ่งมีรองนายก รัฐมนตรี (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) เป็นประธานฯ ที่อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีใบกำกับสินค้า) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมชี้แจงว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 50 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราช-บัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีใบกำกับสินค้าตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกและเป็นภาระแก่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง เนื่องจากกรณีการขนส่งสินค้าเกษตรกรรม ในระยะทางสั้น ๆ ปริมาณสินค้าไม่แน่นอน เจ้าของสินค้าอาจไม่มีการออกใบกำกับสินค้า หรือบางกรณีมีความจำเป็นต้องจัดทำใบกำกับสินค้าที่มีรายการแตกต่างไปจากที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด หรือมีการจัดทำใบตราส่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกับใบกำกับสินค้าอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง สมควรออกกฎกระทรวงเพื่อยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว ซึ่งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีใบกำกับสินค้า) ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ยกเลิกข้อกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจัดให้มีใบกำกับสินค้า


16. เรื่อง การเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการท่องเที่ยว กีฬา พุทธศาสนา แรงงานและการพัฒนาสังคม) ที่มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธานที่เห็นชอบการเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้

1. พิธีสารเลือกรับ เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ พิธีสารฉบับนี้เป็น พิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อ 38 คือ ห้ามเกณฑ์เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นทหารในภาวะสงคราม ซึ่งเป็นจุดอ่อนของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมีสาระสำคัญประกอบด้วยข้อบท 13 ข้อ โดยมีหลักการให้รัฐภาคีรับรองสิทธิและประกันว่าบุคคลที่มีอายุไม่ถึง 18 จะไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการสู้รบและไม่ถูกบังคับให้เข้าร่วมในกองทัพ รายละเอียด โดยสรุปดังนี้

2. พิธีสารเลือกรับเรื่อง การค้าเด็ก การค้าประเวณีเด็ก และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก พิธีสารฉบับนี้เป็นพิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ 32, 34, 35 ซึ่งว่าด้วยการแสวงประโยชน์จากเด็กทางเศรษฐกิจและทางเพศ มีสาระประกอบด้วยข้อบท 17 ข้อ โดยมีหลักการที่มุ่งการคุ้มครองเด็กจากการแสวงประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และพัฒนาการทางร่างกายและจิตวิญญาณของเด็ก รายละเอียดโดยสรุปมีดังนี้

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มีความเห็นว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย นโยบาย และการดำเนินงานรองรับพิธีสารเลือกรับทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าวอยู่แล้ว และการเข้าเป็นภาคีพิธีสารจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยหลายประการ ได้แก่

  1. ประเทศไทยจะเป็นที่ยอมรับในกลุ่มประชาคมโลกที่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการปกป้องสิทธิเด็กจากความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ การค้าเด็ก การค้าประเวณีเด็ก และการตกเป็นเหยื่อของสื่อลามกอนาจาร
  2. ความร่วมมือในกลุ่มประเทศภาคีในการคุ้มครองสิทธิเด็กอันจะนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการส่งเสริมและพิทักษ์สิทธิเด็ก รวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ และการค้าเด็ก การค้าประเวณีเด็ก และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก
  3. ทำให้เกิดการพัฒนากลไกในการปกป้องคุ้มครองเด็กในประเทศไทยในด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ไม่ขัดข้องที่ไทยจะเข้าเป็นภาคีพิธีสารดังกล่าว

17. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีดังนี้

  1. มหาวิทยาลัยนเรศวรมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ ไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น
  2. มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมและพัฒนาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมและทะนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม มีอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินการต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยภายใต้วัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยอาจแบ่งส่วนงานเป็นสำนักงานมหาวิทยาลัย วิทยาเขต และสถาบัน และอาจมีส่วนงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าส่วนงานดังกล่าว
  3. ในกรณีที่มหาวิทยาลัยมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดำเนินการรัฐต้องจัดสรรงบประมาณ นอกจากเงินอุดหนุนทั่วไปและเงินอื่น ๆ แก่มหาวิทยาลัยเพื่อให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาไว้ได้
  4. ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีและบุคคลใดไม่อาจยกอายุความหรือระยะเวลาในการครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับมหาวิทยาลัยในเรื่องทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย และการจัดการเงินและทรัพย์สินซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเงื่อนไขที่ผู้อุทิศกำหนด ต้องได้รับความยินยอมจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่ปรากฏบุคคล ดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย
  5. ให้มีสภามหาวิทยาลัยเป็นองค์กรทางการบริหาร โดยให้มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่มาจากองค์กรต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยและบุคคลภายนอก
  6. กำหนดให้นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการสภามหาวิทยาลัย เว้นแต่กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรืออาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ โดยให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อตาย ลาออก สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ถอดถอน ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยในประเภทนั้น ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เป็นบุคคลล้มละลาย เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
  7. ให้อธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของมหาวิทยาลัยและอาจมีรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี ตามจำนวนที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด โดยให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งรองอธิการบดีตามคำแนะนำของอธิการบดี ให้มีคณะกรรมการประจำมหาวิทยาลัย สภาพนักงาน และคณะกรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย เป็นองค์กรที่ปรึกษาของสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี
  8. กำหนดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษา การประเมินส่วนงาน การดำเนินงานโดยรวมของมหาวิทยาลัย และหลักสูตร การเรียนการสอน และการวัดผลของหลักสูตรนั้น
  9. กำหนดให้รัฐมนตรีมีอำนาจและหน้าที่กำกับและดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของมหาวิทยาลัย และเป็นผู้เสนอเรื่องของมหาวิทยาลัยต่อคณะรัฐมนตรี
  10. มหาวิทยาลัยมีอำนาจกำหนดครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะให้กับผู้ได้รับวุฒิการศึกษาที่กำหนด รวมทั้งตราเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยหรือส่วนงานของมหาวิทยาลัย และเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือ เครื่องแต่งกายของนิสิตและผู้ปฏิบัติงานมหาวิทยาลัยได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของมหาวิทยาลัยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
  11. ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน เงินงบประมาณ และรายได้ของมหาวิทยาลัยนเรศวร มาเป็นของมหาวิทยาลัยนเรศวรตามพระราชบัญญัตินี้
  12. กำหนดมาตรการรองรับข้าราชการและลูกจ้างของส่วนราชการ การรับเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนอื่นของข้าราชการและลูกจ้าง สิทธิการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ และสิทธิการเปลี่ยนตำแหน่งของลูกจ้าง
  13. กำหนดมาตรการรองรับสิทธิของข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ และพนักงานของมหาวิทยาลัย ที่แสดงเจตนาโอนมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนสวัสดิการ และประโยชน์อย่างอื่นไม่น้อยกว่าเดิม และให้ถือว่าผู้นั้นออกจากงานเพราะทางราชการยุบเลิกตำแหน่งหรือเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดและได้รับบำเหน็จตามกฎหมายและกำหนดให้สมาชิกภาพของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ

18. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน อินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการที่บริจาคสินค้าหรือให้บริการ โดยไม่คิดมูลค่าแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการที่บริจาคสินค้าหรือให้บริการโดยไม่คิดมูลค่าแก่ คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งสาระสำคัญของร่างดังกล่าวเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 สำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับบริจาค หรือได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการในการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 และยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการเฉพาะการบริจาคสินค้าหรือการให้บริการแก่คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 โดยไม่มีประโยชน์หรือค่าตอบแทน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า ระหว่างวันที่ 9-19 พฤศจิกายน 2548 ประเทศไทยได้รับเป็นเจ้าภาพการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพมหานคร และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อหารายได้สำหรับใช้ในการเตรียมการจัดการแข่งขัน ซึ่งรายได้ดังกล่าวมาจากการดำเนินการของคณะกรรมการฯ และกาสนับสนุนจากผู้ประกอบการที่บริจาคหรือบริการให้แก่คณะกรรมการฯ อันเป็นการกระทำที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เห็นควรยกเว้นภาษีให้แก่การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ และการสนับสนุนการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งที่ 1 โดยการบริจาคของผู้ประกอบการดังกล่าว


19. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการจัดระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนวให้คำปรึกษาและฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครอง พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ดำเนินการ ต่อไปได้ ดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดระบบงานและกิจกรรมในการแนะแนว ให้คำปรึกษา และฝึกอบรมแก่นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้มีระบบงานและ กิจกรรมในการแนะแนว และกำหนดให้โรงเรียนและสถานศึกษามีหน้าที่พัฒนาระบบงานแนะแนว โดยให้มีระบบข้อมูล ตั้งแต่แรกเข้าจนจบการศึกษา จัดมาตรการเสริมสร้างความปลอดภัยและป้องกันแก้ไขปัญหาความรุนแรง ให้มีระบบติดตามประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงานต่อส่วนราชการต้นสังกัด
  2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. .... มีสาระสำคัญคือ กำหนด ข้อห้ามเกี่ยวกับการประพฤติตนของนักเรียน และนักศึกษา ตลอดจนกำหนดให้โรงเรียนหรือสถานศึกษา กำหนดระเบียบว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎกระทรวงนี้

20. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร จำนวน 5 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงรวม 5 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้ ดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 58 ฉบับ โดยรวบรวมและจัดลำดับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีในลักษณะทำนองเดียวกันเข้าไว้ด้วยกันหรือเรียงลำดับกัน และยกเลิกอนุมาตราที่สิ้นสภาพบังคับแล้ว เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการค้นหาและเอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานของส่วนราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
  2. ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร กรณีการให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงินภาษีอากร โดยยกเลิกกฎกระทรวงที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 2 ฉบับ และออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีระยะเวลาที่ใช้ในการคำนวณ ดอกเบี้ย ให้ผู้มีสิทธิขอคืนภาษีอากรซึ่งได้แสดงความประสงค์ขอคืนเงินภาษีอากรไว้ในแบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย ให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันสิ้นกำหนดระยะเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ส่วนผู้มีสิทธิขอคืนภาษีอากรบางรายซึ่งไม่ได้แสดงความประสงค์ขอคืนเงินภาษีอากรไว้ใน แบบแสดงรายการเกี่ยวกับเงินภาษีอากรที่ถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย โดยมายื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากรภายหลัง ให้เริ่มคิด ดอกเบี้ย ตั้งแต่วันถัดจากวันครบระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีอากร ซึ่งจะทำให้ภาครัฐประหยัด งบประมาณในการคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษีอากรที่ไม่ได้แสดงความประสงค์ขอคืนไว้ในแบบแสดงรายการภาษีอากร แต่มายื่นคำร้องขอคืนในภายหลัง
  3. ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายสินค้าหรือให้บริการอื่นตามมาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายสินค้าหรือให้บริการอื่นตามมาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร โดยยกเลิกกฎกระทรวงที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 2 ฉบับ และออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ โดยรวบรวมและจัดลำดับกรณีการกำหนดใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้แต่งตั้งตัวแทนให้ออกใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการ โดยสามารถออกใบกำกับภาษีที่มีรายการเป็นอย่างอื่นได้ตามมาตรา 86/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้สามารถค้าหากฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้ตั้งตัวแทนให้ออกใบกำกับภาษีแทนผู้ประกอบการได้โดยง่าย และ เอื้ออำนวยต่อการดำเนินการของส่วนราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
  4. ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้มีสาระสำคัญ เป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ โดยยกเลิกกฎกระทรวงที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน จำนวน 3 ฉบับ และออกกฎกระทรวงฉบับใหม่ โดยรวบรวมและจัดลำดับกรณีการกำหนดให้โรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายยาสูบที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกทอด เมื่อได้ซื้อ สินค้าของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการค้นหาและได้รับการตอบสนอง ความต้องการ และเอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานของส่วนราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
  5. ร่างกฎกระทรวง (ฉบับที่) .. พ.ศ. ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์ มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยอากรแสตมป์ กรณีการชำระเงินเพิ่มอากรแสตมป์ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่มีการจัดเก็บอากรมหรสพแล้ว เพื่ออำนวย ความสะดวกแก่ประชาชน และเอื้ออำนวยต่อการดำเนินการของส่วนราชการ

21. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการชั่งตวงวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการ ชั่งตวงวัด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจเป็นผู้ตรวจสอบและให้คำรับรองเครื่องชั่งตวงวัดที่ตนผลิตหรือซ่อม เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วให้แก่ประชาชน ซึ่งสอดคล้องตามกรอบนโยบายการพัฒนากฎหมายแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2548 เห็นชอบแผนพัฒนากฎหมายแบบบูรณาการของกระทรวงพาณิชย์ ปี 2548 และกระทรวงพาณิชย์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายระดับกระทรวงและระดับกรมขึ้นดำเนินการยกร่างกฎกระทรวงเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 9 แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการชั่งตวงวัด พ.ศ. 2544 โดยลดระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตให้ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตหรือ ซ่อมเครื่องชั่งตวงวัด เป็นผู้ตรวจสอบและให้คำรับรองเครื่องชั่งตวงวัดที่ตนผลิตหรือซ่อมจาก 17 วันทำการ เหลือ 10 วันทำการ ซึ่งประชาชนจะได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และได้ส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สมาคมผู้ประกอบการเครื่องชั่งไทย สมาคมพลังผู้บริโภคแห่งปะเทศไทย เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะแล้ว


22. เรื่อง ร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตาม มาตรา 38 ค.(2) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2547 และโดยที่มาตรา 38 ค. (2) วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าว กำหนดว่าการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของตำแหน่งบุคลากร ทางการศึกษาอื่น ตาม ค. (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมา ใช้บังคับ โดยอนุโลมจึงได้เสนอร่างกฎ ก.ค.ศ. ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและ เงินประจำตำแหน่ง ดังนี้

  1. ตำแหน่งในประเภทและสายงานต่าง ๆ ที่ ก.ค.ศ. กำหนดให้กำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับ เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนสามัญในประเภทและสายงานเดียวกัน
  2. ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ให้กำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งเทียบได้ในระดับเดียวกัน
  3. กรณีการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญเปลี่ยนแปลงไป ให้ถือว่าเป็นการกำหนดระดับตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ด้วย

23. เรื่อง ร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎคณะกรรมการข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่าเนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ.2547 มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 โดยมาตรา 133 กำหนดว่า ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราช-กฤษฎีกาหรือ ก.ค.ศ. ยังมิได้ออกกฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ฯลฯ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎ ก.พ. กฎ ก.ค. มติ ก.พ. ก.ค. ฯลฯ ซึ่งใช้บังคับอยู่เดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่เนื่องจากกฎ ก.ค. ฉบับที่ 16 (พ.ศ.2539) ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งว่าที่ใช้บังคับอยู่เดิมยังไม่สอดคล้องกับการดำเนินการทางวินัยตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 จึงได้เสนอร่างกฎ ก.ค.ศ. ตามกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอร่างกฏ ก.ค.ศ. ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. ... มาเพื่อดำเนินการ

ร่างกฏ ก.ค.ศ. ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. ... มีสาระสำคัญคือ

กำหนดกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งที่ผู้บังคับจะดำเนินการทางวินัยโดยไม่สอบสวนก็ได้ ทั้งนี้ จะต้องเข้าลักษณะความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ดังนี้

  1. ลักษณะความผิดที่ปรากฏแจ้งซึ่งเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรง คือ
    • (1) กระทำความผิดอาญาจนต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้นั้นกระทำผิดและผู้บังคับบัญชาเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฎตามคำพิพากษานั้นได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้ว และ
    • (2) กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนและได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพเป็นหนังสือ
  2. ลักษณะความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรง คือ
    • (1) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือหนักว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกหรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    • (2) ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวัน และผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือเห็นว่ามีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
    • (3) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาหรือให้ถ้อยคำรับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนและได้มีการบันทึกถ้อยคำรับสารภาพไว้เป็นหนังสือ

24. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 มีนาคม 2545 เรื่อง การสนับสนุนส่งเสริม โครงการพระราชดำริต่าง ๆ และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 25 มีนาคม 2546 เรื่องการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมอันเนื่อง มาจากพระราชดำริตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอและเห็นชอบแนวทางการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนี้

  1. ให้รัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ความสนใจและให้มีการติดตามเร่งรัดดำเนินการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการ เพื่อสนองพระราชดำริอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
  2. ในการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังที่ต่าง ๆ ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจและทหารที่เกี่ยวข้อง ได้ตามเสด็จ ฯ เพื่อถวายรายงานและรับสนองพระราชดำริต่าง ๆ แล้วรายงานผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบ เพื่อประสานการดำเนินการต่อไป
  3. ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการโครงการ/กิจกรรม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งจะต้องติดตามดูแลแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้โครงการหรือกิจกรรมนั้น ๆ แล้วเสร็จตามพระราชดำริโดยเร็ว

ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นควรปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินการโครงการ/กิจกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีจำนวน 2 มติ โดยนำมารวมให้อยู่ในฉบับเดียวกันเพื่อสะดวกใน การอ้างอิงและถือปฏิบัติต่อไป


25. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับ ..) พ.ศ. .... (การขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปใช้ประโยชน์ชั่วคราว) และ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การร่วมสอบสวนในสำนวนชันสูตรพลิกศพ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ รวม 2 ฉบับ ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดโดยรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดังนี้

  1. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้ไปใช้ประโยชน์ชั่วคราว) มีสาระสำคัญคือ เป็นการกำหนดให้ผู้มีสิทธิขอคืนสิ่งของที่เจ้าพนักงานยึดไว้มีสิทธิยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอรับสิ่งของนั้นไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกันก็ได้ ซึ่งเจ้าพนักงานต้องพิจารณา และมีคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับคำร้องขอ รวมทั้งกำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตของเจ้าพนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำสั่ง ต่อพนักงานอัยการ
  2. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การร่วมสอบสวนในสำนวนชันสูตรพลิกศพ มีสาระสำคัญคือ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ดังนี้
    • 2.1 กำหนดให้พนักงานอัยการร่วมกับพนักงานสอบสวนทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งในกรณีที่ความตายเกิดขึ้น โดยการกระทำของเจ้าพนักงาน ส่วนกรณีความตายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้พนักงานสอบสวนทำสำนวนส่งให้พนักงานอัยการภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบเรื่อง และทั้งสองกรณีถ้ามีความจำเป็นให้ขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ๆ ละไม่เกินสามสิบวัน โดยบันทึกเหตุผลความจำเป็นไว้ในสำนวนด้วย
    • 2.2 กำหนดให้พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวนในคดีฆาตกรรม ซึ่งผู้ตายถูกเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ฆ่าตายและในกรณีที่ผู้ตายถูกกล่าวหาว่าต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยให้เจ้าพนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานอัยการ

26. เรื่อง การพิจารณาความดีความชอบประจำปีเป็นกรณีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน ที่เห็นชอบในการพิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษประจำปี 2548 ให้แก่ข้าราชการที่จะช่วยปฏิบัติงานในศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ จำนวน 14 ราย ตามที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติเสนอ โดยให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ ที่ให้พิจารณาความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการผู้ที่มีเวลาปฏิบัติราชการที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติไม่น้อยกว่า 4 เดือน ในแต่ละรอบการประเมิน (ครึ่งปี) ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 และโดยที่ขณะนี้ได้ผ่านพ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 แล้ว จึงเห็นสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้ยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 เรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการผู้ได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือโควตาปกติ ข้อ 2.3 (3) สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายให้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ของส่วนราชการต้นสังกัด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) รายงานว่า

นายกรัฐมนตรีมีนโยบายเร่งด่วนให้จัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ศตช.) และได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 16/2548 ลงวันที่ 16 มกราคม 2548 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาระบบการเตือนภัยล่วงหน้า โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสมิธ ธรรมสโรช) เป็นประธานกรรมการ

คณะกรรมการฯ ได้มีคำสั่งที่ 17/2548 ลงวันที่ 8 เมษายน 2548 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โดยมีนายปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานอนุกรรมการและผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อดำเนินการจัดตั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และ จัดเตรียมอุปกรณ์ระบบการแจ้งเตือนภัย เพื่อลดความเสียหายจากผลกระทบของภัยพิบัติต่าง ๆ รวมทั้งประสานงานให้การบรรเทาสาธารณภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2548 โดยมีข้าราชการจากหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมปฏิบัติงาน ซึ่งในการดำเนินงานต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปฏิบัติหน้าที่แจ้งเตือนภัยไปยังบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ข้าราชการของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ได้เสียสละและอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้ภารกิจของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการนี้ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการที่มาช่วยปฏิบัติงานดังกล่าว ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบดังกล่าว


27. เรื่อง ให้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติได้รับการพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษ เพิ่มจากโควตาปกติ ปีงบประมาณ 2548

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมาย) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานที่เห็นชอบหลักเกณฑ์การพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ ตามผลการพิจารณาร่วมกันของคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ.

ทั้งนี้ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) ได้ประชุมร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ. เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 แล้วมีมติเห็นชอบร่วมกันในการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์

การพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ ดังนี้

  1. การพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษนอกเหนือโควตาปกติควรพิจารณาให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในภาวะความจำเป็นเร่งด่วน หรือในพื้นที่ที่เกิดภาวะวิกฤตสำหรับในกรณีของศูนย์ประสานข่าวกรองฯ ควรพิจารณาบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติในอัตราร้อยละ 15 เฉพาะผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ ดังนี้
    • (1) ให้ตัดจำนวนคนและอัตราเงินเดือนออกจากการคำนวณโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนของหน่วยงานต้นสังกัด
    • (2) ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีระยะเวลาการปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 4 เดือน สำหรับการเลื่อนขั้นเงินเดือนในแต่ละรอบการประเมิน (6 เดือน) และจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนรวมทั้งปีไม่เกิน 2 ขั้น
    • (3) เห็นควรให้ศูนย์ประสานข่าวกรองฯ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผลงานของผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองฯ ให้ชัดเจน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
    • (4) เห็นควรกำหนดบำเหน็จความชอบกรณีพิเศษให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองฯ สำหรับปีงบประมาณ 2548 และควรพิจารณาทบทวนเรื่องนี้เป็นรายปี
  2. ที่ประชุมมีข้อสังเกตเพิ่มเติม ดังนี้
    • (1) ในการพิจารณาโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ นอกเหนือโควตาปกติจะพิจารณา ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในสภาวะวิกฤติหรืองานตามนโยบายรัฐบาลที่มีความจำเป็นโดยเร่งด่วน ซึ่งในกรณีของศูนย์ประสานข่าวกรองฯ ที่เสนอให้พิจารณาแก่ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองส่วนหน้าจังหวัดชายแดนภาคเหนือและภาคใต้ อันเป็นภารกิจประจำของหน่วยงานซึ่งได้รับการพิจารณาโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษร้อยละ 15 อยู่แล้ว จึงไม่เป็นไปตามหลักการพิจารณาโควตาพิเศษฯ ที่คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติไปแล้ว
    • (2) การกำหนดโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนของ กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานลักษณะเดียวกับ ศูนย์ประสานข่าวกรองฯ ผู้ปฏิบัติงานจะได้รับการพิจารณาโควตาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษร้อยละ 15 โดยไม่มีการพิจารณาโควตาพิเศษเพิ่มเติมอีกร้อยละ 15 ดังนั้น หากกรณีผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ประสานข่าวกรองฯ ทุกภาคได้รับการพิจารณาโควตาการเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษเพิ่มเติมอีกจะมีผลให้ กอ.รมน. หรือหน่วยงานอื่นที่ปฏิบัติงานในลักษณะเดียวกันขอให้พิจารณาโควตาพิเศษดังกล่าวตามมาด้วย

28. เรื่อง ค่าตอบแทนพิเศษครูที่สอนนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมาย) ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่อนุมัติค่าตอบแทนพิเศษครูที่สอนนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนให้ได้รับเงินเพิ่มพิเศษ ในอัตราคนละ 2,000 บาทต่อเดือนเช่นเดียวกับครูที่สอนนักเรียนพิการในโรงเรียนของรัฐ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 เป็นต้นไป โดยให้กระทรวงศึกษาธิการปรับแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2549 และดำเนินการตามระเบียบ ก.ค. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของครูการศึกษาพิเศษและครูการศึกษาพิเศษกรณีเรียนร่วม พ.ศ.2539 ตามความ เห็นของสำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงศึกษาธิการรับข้อสังเกตของ คกก. 7 ที่มีว่าให้การศึกษาแก่เด็กพิการเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งครูผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถและทักษะพิเศษในการสอนเด็กพิการแต่ละประเภท การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ครูดังกล่าว สมควรศึกษาวิจัยเพื่อกำหนดอัตราเงินเพิ่มพิเศษที่เหมาะสมและแตกต่างกันตามระดับวุฒิการศึกษาของครูแต่ละคนและคำนึงถึงความยากง่ายของการสอนเด็กพิการแต่ละประเภทเพื่อกำหนดค่าตอบแทนพิเศษอย่างเป็นธรรมและเป็นระบบในระยะยาว โดยให้มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานเป็นระยะ ๆ และสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กและการมีส่วนร่วมของครอบครัวตามความเห็นของสำนังานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่าปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้ครูการศึกษาพิเศษที่เป็นข้าราชการประจำและครูการศึกษาพิเศษอัตราจ้างชั่วคราวได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเพิ่มพิเศษในอัตราเดือนละ 2,000 บาท แต่สำหรับครูโรงเรียนเอกชนที่สอนนักเรียนพิการยังไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเห็นว่า ครูที่สอน นักเรียนพิการเป็นบุคคลที่ทุ่มเทและเสียสละแรงกายแรงใจให้แก่เด็กพิการมากว่าครูที่สอนเด็กปกติ เพราะการสอนและดูแลเด็กพิการนั้นต้องใช้ความรู้และเทคนิคเฉพาะที่เหมาะสม ซึ่งครูเหล่านี้จะต้องศึกษาค้นคว้าหรือฝึกอบรมเพิ่มเติม รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือแก่ครูที่สอนนักเรียนพิการในโรงเรียนเอกชนและมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ปัจจุบันมีอยู่จำนวน 380 คน ให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเพิ่มเติมพิเศษเช่นเดียวกับครูที่สอนนักเรียนพิการในโรงเรียนของรัฐ


29. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยานที่กระทำผิดกฎหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยานที่กระทำผิดกฎหมาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ซึ่งสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมี ดังนี้

  1. กำหนดคำนิยาม "อากาศยาน" " แผนการบิน" หน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศ "หน่วยงานควบคุมจราจรทางอากาศ" และ "ผู้ควบคุมอากาศยาน"
  2. กำหนดให้ผู้ควบคุมอากาศยานทุกลำที่จะนำอากาศยานทำการบินในราชอาณาจักรต้องทำแผนการบินส่งให้แก่หน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง ตามระยะเวลา หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่อากาศยานของทางราชการทหารและตำรวจ อาจแจ้งกำหนดการใช้อากาศยานแทนการ ทำแผนการบินได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ส่วนราชการนั้นกำหนดและแจ้งให้หน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศทราบ
  3. กำหนดให้ในกรณีมีเปลี่ยนแปลงรายละเอียดแผนการบินในสาระสำคัญตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้ผู้ควบคุมอากาศยานแจ้งหน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศโดยเร็วที่สุด และในกรณีที่อากาศยานไม่สามารถวิ่งขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวงหลังจากเวลาที่คาดว่าจะวิ่งขึ้นตามที่แจ้งไว้ในแผนการบิน ให้แผนการบินขึ้นนั้นเป็นอันยกเลิกเว้นแต่ผู้ควบคุมอากาศยานจะได้แจ้งขอเปลี่ยนแปลงเวลาที่คาดว่าจะวิ่งขึ้นใหม่

กระทรวงคมนาคมชี้แจ้งว่า เนื่องจากปัจจุบันการยื่นแผนการบิน ซึ่งรวมข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการใช้อากาศยานไว้แล้ว ผู้ควบคุมอากาศยานต้องยื่นต่อหน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ซึ่งได้รับโอนงานด้านการควบคุมจราจรทางอากาศยานจากกรมการขนส่งทางอากาศ ตามมติคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานให้บริการจราจรทางอากาศของทหารหรือส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ในการให้บริการจราจรทางอากาศแก่อากาศยานราชการ ดังนั้น จึงสมควรแก้ไขนิยาม "แผนการบิน" และบทบัญญัติในมาตรา 5 ในส่วนที่กำหนดให้ยื่นแผนการบินและแจ้งกำหนดการใช้อากาศยานต่อส่วนราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเดินอากาศในพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยานที่กระทำผิดกฎหมาย พ.ศ. 2519 เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติในปัจจุบันและเป็นไปตามภาคผนวก 2 (กฎทางอากาศ) แห่งอนุสัญญาชิคาโก ค.ศ. 1944 ซึ่งคณะกรรมการพัฒนากฎหมายกระทรวงคมนาคมได้ เห็นชอบด้วยแล้ว


30. เรื่อง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ขอปรับหลักเกณฑ์การเบิกเงินช่วยเหลือพนักงานเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงแรงงานเสนอปรับหลักเกณฑ์การเบิกเงินช่วยเหลือพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของพนักงานและครอบครัวให้มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลประเภทคนไข้นอก จากสถานพยาบาลเอกชนได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริง แต่รวมกันไม่เกิน 2,000 บาท ต่อปี ตามมติคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2548 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2548 ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า การปรับหลักเกณฑ์การเบิกเงินช่วยเหลือพนักงาน ธ.ก.ส. และครอบครัวที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยนอกให้เป็นอัตราเดียวกันเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับพนักงานทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ประกอบกับรัฐวิสาหกิจที่มีงานลักษณะเดียวกันกับ ธ.ก.ส. ได้มีการจ่ายเงินช่วยเหลือพนักงานในประเภทนี้แล้ว อีกทั้ง ธ.ก.ส. มีผลการดำเนินงานที่ดีสามารถรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ จึงมีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ปรับหลักเกณฑ์การเบิกเงินช่วยเหลือพนักงานเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล โดยให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนและครอบครัวเบิกค่ารักษาพยาบาลประเภทคนไข้นอก จากสถานพยาบาลเอกชนได้เต็มจำนวนเท่าที่จ่ายจริงแต่รวมกันไม่เกิน 2,000 บาท ต่อปี ซึ่งกระทรวงแรงงานพิจารณาเห็นว่าเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติในมาตรา 13 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 ในกรณีที่รัฐวิสาหกิจใดเห็นสมควรปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินที่อยู่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในมาตรา 13(2) จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการและคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะดำเนินการได้


31. เรื่อง ความก้าวหน้าการจัดทำแนวทางการจัดทำรายงานการดำเนินงานของรัฐต่อสาธารณะรายปี

คณะรัฐมนตรีรับทราบความก้าวหน้าในการดำเนินงานจัดทำแนวทางการรายงานการดำเนินงานของรัฐ ต่อสาธารณะรายปี และแผนการดำเนินงานตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอดังนี้

1. แนวทางการจัดทำรายงานประจำปีของหน่วยงาน (Annual Report)

  1. วัตถุประสงค์ของการจัดทำรายงาน
    • (1) เพื่อรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของแผนปฏิบัติราชการประจำปี ซึ่งอยู่ภายใต้แผนการบริหารราชการแผ่นดิน และผลสำเร็จตามคำรับรองของการปฏิบัติราชการประจำปี รวมทั้งรายงานด้านการเงินของหน่วยงานให้สาธารณะได้รับทราบ
    • (2) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาท ภารกิจ และการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศของส่วนราชการ อันจะนำไปสู่การมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาประเทศหรือการนำไปใช้ประโยชน์ของสาธารณชน
    • (3) เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบในการจัดทำรายงานประจำปีของประเทศ (National Annual Report) ในระยะต่อไป
  2. หน่วยงานในการจัดทำรายงาน เป็นหน่วยงานระดับกรม และกระทรวง อย่างไรก็ตาม กรอบรูปแบบและแนวทางในการจัดทำรายงาน สามารถประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับ ทั้งในระดับกรม กลุ่มภารกิจ กระทรวง และหน่วยงานอิสระภายใต้การกำกับดูแลของส่วนราชการ รวมทั้งหน่วยงานระดับจังหวัดและท้องถิ่น
  3. องค์ประกอบของรายงาน แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก โดย 3 ส่วนแรกเป็นภาคบังคับที่หน่วยงาน จะต้องรายงาน และส่วนที่ 4 เป็นเรื่องเพิ่มเติมที่หน่วยงานอาจเลือกจัดทำตามที่เห็นสมควร ดังนี้
    • ส่วนที่ 1 : ข้อมูลภาพรวมของหน่วยงาน เป็นการรายงานตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงาน ประกอบด้วย (1) แผนยุทธศาสตร์หรือแผนกลยุทธ์ของหน่วยงาน (2) ข้อมูลพื้นฐานของหน่วยงาน
    • ส่วนที่ 2 : ผลการปฏิบัติราชการของหน่วยงาน เป็นการรายงานผลการดำเนินงานใน 2 ส่วน คือ (1) ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติราชการตามคำรับรองการปฎิบัติราชการ (2) ผลการปฏิบัติราชการที่สำคัญภายใต้แผนปฏิบัติ ราชการประจำปี
    • ส่วนที่ 3 : รายงานการเงิน ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ (1) งบการเงิน (2) ต้นทุนผลผลิตและกิจกรรม (3) การวิเคราะห์งบการเงิน
    • ส่วนที่ 4 : เรื่องอื่น ๆ เป็นการรายงานเพิ่มเติมในเรื่องที่หน่วยงานพิจารณาแล้วเห็นสมควรที่จะ รายงานให้สาธารณะได้รับทราบ อาทิ ภารกิจพิเศษที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี หรือภารกิจที่ได้ดำเนินการเพื่อให้บรรลุความคาดหวังและความพึงพอใจของสาธารณชน เป็นต้น

2. แนวทางการจัดทำรายงานประจำปีของประเทศ (National Annual Report)

3. แผนการดำเนินงาน มีดังนี้


32. เรื่อง ผลการศึกษาโลกาภิวัตน์การเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการศึกษาโลกาภิวัตน์การเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ ซึ่งกระทรวงการคลังได้ทำการศึกษา และหารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์ ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยผลการศึกษามี หัวข้อสำคัญดังนี้

  1. สถานการณ์และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายทุนระหว่างประเทศ ซึ่งคาดว่าในอนาคตไม่เกิน 10-15 ปี ข้างหน้า ทุนระหว่างประเทศจะก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมเต็มรูปแบบ และคาดว่าบทบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกในการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนโลกจะลดลง และจำกัดบทบาทลงเฉพาะประเทศที่ยากจนเท่านั้น อีกทั้งยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการเคลื่อนย้ายทุนเอกชน กล่าวคือ ตลาดทุนจะมีบทบาทมากขึ้น ทดแทนบทบาทของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะในส่วนที่มีความเสี่ยงเกินกว่าที่สถาบันการเงินจะรับได้ และธุรกิจการเงินประเภท Non-Bank เช่นด้านสินเชื่อบุคคล Factoring และเช่าซื้อ จะมีบทบาทมากขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้อง มีการปรับปรุงโครงสร้างตลาดทุน และ Non-Bank เพื่อรองรับการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
  2. แนวทางการปรับตัวของประเทศไทย
    • 2.1 แนวรับเพื่อการวางกลไกบริหารในประเทศให้พร้อมรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ได้แก่ 1) ดุลบัญชีเดินสะพัดสมดุลในระยะยาว หากขาดดุลในช่วงการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega projects) การขาดดุลสูงสุดไม่ควรเกินร้อยละ 2.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ 2) เงินสำรองระหว่างประเทศ มากกว่า 3.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 3) การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit rating) ไม่ลด และเพิ่ม 2 อันดับ และ 4) ดุลการคลังสมดุล โดยมีแนวนโยบาย และมาตรการที่สำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมาย
    • 2.2 แนวรุกเพื่อสร้างกลไกดึงประโยชน์จากการขยายตัวของทุนโลก โดยมีแนวยุทธศาสตร์เพื่อดึงประโยชน์จากทุนระยะยาว ดังนี้ 1) การดึงเงินทุนระยะยาวโดยเฉพาะเงินทุนจากเอเชีย 2) การเพิ่มบทบาททุนไทยตามการค้าการลงทุนของไทยไปต่างประเทศ 3) การปรับปรุงกลไกตลาดเงินและตลาดทุนในประเทศ 4) การสร้างกลไกดึงประโยชน์จากทุนสู่ฐานรากเศรษฐกิจ

33. เรื่อง รายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ประจำปี 2548

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจประจำ ปี 2548 สำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2548 ดังนี้

1. ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจที่เสนอขออนุมัติงบลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีจำนวนทั้งสิ้น 50 แห่ง (แบ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรอบปีบัญชีตามปีงบประมาณ จำนวน 41 แห่ง และรัฐวิสาหกิจที่มีรอบปีบัญชีตามปีปฏิทินจำนวน 9 แห่ง ) ซึ่งในปี 2548 มีวงเงินงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายจำนวน ทั้งสิ้น 400,190.26 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 30 กันยายน 2548 รัฐวิสาหกิจสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้รวม 209,223.37 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 52.28 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี

สำหรับรัฐวิสาหกิจแห่งใหญ่ ๆ จำนวน 18 แห่ง ซึ่งมีงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปีเป็นจำนวน 393,917.28 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 98.45 ของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งหมด ปรากฏว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2548 รัฐวิสาหกิจดังกล่าวมีผลการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นดังนี้

หน่วย:ล้านบาท

รัฐวิสาหกิจ วงเงินงบลงทุนที่ได้รับอนุมัติให้เบิกจ่ายทั้งปี วงเงินที่คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ตามที่รายงาน ครม. ยอดเบิกจ่ายจริงสะสม ตั้งแต่ต้นปีถึง ก.ย.48 ยอดคงเหลือ ที่ยังไม่เบิกจ่าย
จำนวน % จำนวนเงิน %
1. รัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีงบประมาณ 225,217.10 161,612.49 71.76 136,252.95 60.50 88,964.15
2. รัฐวิสาหกิจที่ใช้ปีปฏิทิน 168,700.18 111,267.18 65.96 69,910.61 41.44 98,789.57
รวมทั้งสิ้น 393,917.28 272,879.67 69.27 206,163.56 52.34 187,753.72

2. จากผลการเบิกจ่ายงบลงทุนประจำปี 2548 ของรัฐวิสาหกิจจำนวน 18 แห่งใหญ่ดังกล่าวข้างต้นพบว่า


34. เรื่อง รายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศด้วยเงินกู้เงินบาท

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ต่างประเทศด้วยเงินกู้เงินบาทตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

กระทรวงการคลังรายงานว่า ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้เงินกู้ภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 สำหรับหนี้เงินกู้ภายใต้ Euro Commercial Paper หรือ ECP Programme ที่ครบกำหนดในวันที่ 5 สิงหาคม 2548 จำนวน 685 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใช้เป็น Bridge Financing ในการทำ Refinance เงินกู้ธนาคารโลกจำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินกู้ธนาคารพัฒนาเอเชียจำนวน 285 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยร้อยละ 6.19 ต่อปี และมีระยะเงินกู้คงเหลือโดยเฉลี่ย 4.8 ปี โดยใช้เงินกู้เงินบาท ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เงินบาทต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศข้างต้น รวมทั้งเพื่อเป็นการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

  1. การจัดหาเงินตราต่างประเทศจำนวน 685 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปชำระหนี้ในวันที่ 5 สิงหาคม 2548 โดยการซื้อเงินเหรียญสหรัฐล่วงหน้า (Forward) จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ณ อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ย 41.1317 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทจำนวน 28,175.24 ล้านบาท (เนื่องจากค่าของเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2548 อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 41.8853 บาท/เหรียญสหรัฐ ดังนั้นการซื้อเงินล่วงหน้าทำให้ประหยัดเงินจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ 516.19 ล้านบาท) โดยใช้เงินกู้เงินบาทจำนวน 27,500 ล้านบาท และ เงินงบประมาณเพื่อการชำระหนี้จำนวน 675.24 ล้านบาท ในการชำระค่าซื้อเงินตราต่างประเทศดังกล่าว
  2. ในการจัดหาเงินกู้เงินบาทจำนวน 27,500 ล้านบาท กระทรวงการคลังได้ดำเนินการกู้เงินระยะสั้นจำนวน 24,500 ล้านบาท รวมกับเงินที่ได้จากการประมูลพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ครั้งที่ 1 งวดแรกจำนวน 3,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้ที่ครบกำหนด หลังจากนั้นได้มีการทยอยประมูลพันธบัตรอีก 8 งวด เป็นเงินรวม 24,500 ล้านบาท ไปชำระคืนหนี้เงินกู้ระยะสั้นจนครบ
  3. การดำเนินการกู้เงินบาทโดยการออกพันธบัตรรัฐบาลนี้ มีต้นทุนการกู้เงินที่แท้จริงเท่ากับ ร้อยละ 4.4011 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยของเงินกู้ธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเชียที่อยู่ที่ระดับ ร้อยละ 6.19 ต่อปี ทำให้กระทรวงการคลังสามารถประหยัดภาระดอกเบี้ยเป็นเงินประมาณ 1,400 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี
  4. เพื่ออนุวัติตามความในมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 กระทรวงการคลังจะต้องประกาศผลการกู้เงินในราชกิจจานุเบกษาภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้ กระทรวงการคลังจึงขอให้ลงประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ผลการกู้เงินด้วยวิธีการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการบริหารหนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ครั้งที่ 1 ในราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548

35. เรื่อง การประชุมระหว่างคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน กับคณะกรรมการโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (The Joint Meeting of ASEAN Food Security Reserve Board : AFSRB - Project Steering Committee of East Asia Emergency Rice Reserve Pilot Project : PSC - EAERR)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสรุปผลการประชุมระหว่างคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน กับคณะกรรมการโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชีย ตะวันออก (The Joint Meeting of ASEAN Food Security Reserve Board : AFSRB - Project Steering Committee of East Asia Emergency Rice Reserve Pilot Project : PSC - EAERR) ดังนี้

ผลการประชุมAFSRB กับ PSC-EAERR

1. การนำข้าวสำรองที่เป็น Earmarked Stock ของโครงการ EAERR มาใช้

ที่ประชุม สรุปเบื้องต้นว่าให้นำข้าวสำรองฉุกเฉิน (ASEAN Emergency Rice Reserve AERR) มาใช้ในโครงการ EAERR ได้ เนื่องจากว่าเรื่องนี้ได้นำเข้าที่ประชุมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เห็นชอบให้นำข้าว AERR มาใช้ใน EAERR แล้วมี 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม สำหรับ กัมพูชา พม่า และไทย เห็นชอบในหลักการแต่กำลังรอเสนอรัฐบาลของแต่ละประเทศ ยกเว้น สิงคโปร์ ต้องการรอผลการศึกษาการนำข้าวออกมาใช้ภายใต้โปรแกรมต่าง ๆ ก่อน ส่วนประเทศ + 3 นั้น มีเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ได้ยืนยันเข้าร่วมโครงการ EAERR แล้ว สำหรับจีนและเกาหลีกำลังรอดูท่าทีอยู่

2. ข้อเสนอให้มีข้อตกลงใหม่ของระบบสำรองข้าวฉุกเฉินในเอเชียตะวันออก

ที่ประชุม เห็นด้วยในหลักการกับข้อเสนอให้มีข้อตกลงใหม่ของระบบสำรองข้าวฉุกเฉินในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve Agreement) ที่จะเป็นระบบการสำรองที่เต็มรูปแบบสำหรับประเทศอาเซียนกับ จีน ญี่ปุ่นและเกาหลี บนพื้นฐานของความสมัครใจสำหรับโครงการในอนาคตต่อ ๆ ไป พร้อมทั้งให้ทีมงามโครงการ EAERR ร่วมกับสำนักเลขาธิการอาเซียนช่วยกันร่างข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำเสนอในการประชุม AMAF,AMAF +3 โดยผ่านกระบวนการอย่างเป็นทางการ และญี่ปุ่นต้องการให้โครงการ EAERR มีระบบการดำเนินงานที่เต็มรูปแบบก่อนที่โครงการจะสิ้นสุด

มติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการดำเนินงานโครงการ EAERR ของไทยเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์นำข้าวสำรอง AERR ของไทยจำนวน 15,000 ตัน มาใช้ในโครงการ EAERR ตามมติที่ประชุม AMAF ครั้งที่ 26 และ AMAF+3 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 7-8 ตุลาคม 2547 ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศสหภาพพม่า โดยให้กรมการค้าต่างประเทศ เป็นผู้ดำเนินการเรื่องการทำสัญญาและการส่งมอบข้าว และมอบหมายกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ดูแลข้าวสำรอง AERR โดยนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป พร้อมทั้งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหนังสือแจ้ง World Food Program (WFP) ว่ารัฐบาลไทยมีความกังวลเรื่องผลกระทบในด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบการค้าข้าวของ ภูมิภาคอาเซียน จากการที่ประเทศญี่ปุ่นได้บริจาคข้าวจำนวน 4,000 ตันให้กับโครงการ EAERR ผ่าน WFP เพื่อช่วยเหลือขจัดความยากจนในติมอร์ตะวันตก ของประเทศอินโดนีเซีย สำหรับข้าวสำรองที่เป็น Stockpiled Reserve ของโครงการ EAERR ซึ่งจะได้จากการบริจาคตามความสมัครใจจากประเทศสมาชิกนั้น ไทยจะชะลอการพิจารณาในเรื่องนี้ไว้ก่อน

ทั้งนี้ โครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve Agreement) เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นตามมติความเห็นชอบจากการประชุม SOM-AMAF+3 และ AMAF+3 เมื่อเดือนตุลาคม 2545 ณ ประเทศสปป.ลาว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร แก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหาร ความยากจนในกรณีฉุกเฉิน และเพิ่มเสถียรภาพราคาข้าวของประเทศสมาชิกอาเซียนกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลีโดยให้มีการสำรองข้าวตามความสมัครใจ 2 ระบบ คือ การสำรองในรูปสัญญา (Earmarked Reserve) ซึ่งจะใช้การซื้อขายกันตามคุณภาพและราคาด้วยระบบการซื้อขายล่วงหน้า (Forward Contract) หรือขายในเงื่อนไขที่ผ่อนปรน และการสำรองจริงในรูปข้าว (Stockpiled Reserve) ซึ่งเป็นการบริจาคเพื่อช่วยเหลือหรือบรรเทาปัญหาความยากจนโดยมีการจัดจ้างคณะทำงานมืออาชีพ (Management Team) มาดำเนินโครงการ และแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ (Project Steering Committee : PSC) ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกทั้ง 13 ประเทศ ขึ้นมากำกับดูแลการดำเนินโครงการนี้ ในการนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นผู้กำกับดูแลและประสานงานของโครงการร่วมกับญี่ปุ่น โดยโครงการ EAERR เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 มีนาคม ปี 2547 เป็นต้นไป มีระยะเวลา 3 ปี สถานที่ทำงานอยู่ที่ชั้น 2 อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำหรับคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิอาเซียนนั้น เป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน มีหน้าที่กำกับดูแลและประสานงานเกี่ยวกับแผนการดำเนินการของระบบสำรองเพื่อความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve : AFSR) เพื่อให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางด้านอาหารในกรณีฉุกเฉิน สำนักงานคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียนจัดตั้งขึ้นที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกระทรวงพาณิชย์เป็นเลขานุการคณะกรรมการชุดนี้


36. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี 5 เดือน

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี 5 เดือน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

ตามที่กระทรวงมหาดไทย ได้ติดตามผลการดำเนินงานรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ของประชาชนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี จากจังหวัดทั้ง 75 จังหวัด กระทรวงมหาดไทยได้สรุปภาพรวมผลการดำเนินงานการรับ เรื่องร้องเรียน ดังนี้

1. ภาพรวมของผลการดำเนินการ

2. การรับเรื่องร้องเรียนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ จำแนกตามกลุ่มปัญหา

ในภาพรวมนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 1 ปี 5 เดือน กลุ่มปัญหาที่ได้รับร้องเรียนจากประชาชนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ หน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด และจากหน้าบ้านพิษณุโลก กทม. มีสัดส่วนที่ค่อนข้างใกล้เคียงสอดคล้องเช่นเดียวกัน กล่าวคือ

กลุ่มประเด็นปัญหาความเดือดร้อนที่มีผู้ร้องเรียนในภาพรวมเรียงตามลำดับได้ดังนี้

3. การให้ความช่วยเหลือ/แก้ปัญหา เรื่องที่จังหวัดสามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการได้ดำเนินการแก้ไขในบทบาทหน้าที่ไปแล้วในห้วงระยะเวลานี้ เช่น จังหวัดลำพูน (กรณีได้รับความเดือดร้อนจากการปิดกั้นลำเหมือง) จังหวัดกำแพงเพชร (ขอความช่วยเหลือเบี้ยยังชีพ ผู้พิการ) จังหวัดตรัง ( กรณีปัญหาหนี้สินนอกระบบ) จังหวัดสมุทรปราการ (เกรงว่าจะได้รับอันตรายจากหม้อทำความร้อน) จังหวัดมุกดาหาร (กรณีถูกหลอกเอาโฉนดที่ดินไปจำนอง) จังหวัดอุบลราชธานี (กรณีคัดค้านการออกใบจองในที่ สาธารณประโยชน์) จังหวัดนราธิวาส (กรณีขอขยายเขตจ่ายน้ำประปา,กรณีขอความช่วยเหลือในการส่งเสริมอาชีพ) จังหวัดพะเยา (กรณีร้องขอรับการสนับสนุนงบประมาณ) จังหวัดตาก (กรณีขอรับการสนับสนุนหม้อแปลงไฟฟ้า)


37. เรื่อง การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน ครั้งที่ 5

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน ครั้งที่ 5 ( 5 th ASEAN Ministerial Meeting on Rural Development and Poverty Eradication - 5 th AMRDPE ) และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อเตรียมการสำหรับประชุมรัฐมนตรีฯ (Preparatory Senior Officials Meeting for the 5 th AMRDPE) ในช่วงปลายปี 2549 ที่ประเทศไทย ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า กรอบความร่วมมืออาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจนได้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อประชากรยากจนในภูมิภาค ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงเห็นพ้องให้จัดตั้งกลไกในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีต่อคนยากจนและผู้อาศัยในชนบท โดยแบ่งกลไกออกเป็นสองระดับคือ

  1. การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน (ASEAN Ministerial Meeting on Rural Development and Poverty Eradication : AMRDPE) มีหน้าที่กำหนดกรอบแผนงานความร่วมมือในการดำเนินงานเพื่อขจัดความยากจน โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อการส่งเสริมชุมชนในชนบทให้สามารถพึ่งตนเองได้ โดยประเทศสมาชิกจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุมทุก ๆ 2 ปี
  2. การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน (Senior Officials Meeting on Rural Development and Poverty Eradication : SOMRDPE) เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกในการวางแผน ประสานงานติดตามผล และดำเนินการตามนโยบายที่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมระดับรัฐมนตรีฯ โดยประเทศสมาชิกจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ปีละ 1 ครั้ง

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

  1. การจัดทำบันทึกความเข้าใจระดับรัฐมนตรี (Ministerial Understanding on ASEAN Cooperation in Rural Development and Poverty Eradication) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย พ.ศ. 2540
  2. ความร่วมมือด้านโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets : SSN ) ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2541 โดยที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจนอย่างไม่เป็นทางการที่อินโดนีเซีย
  3. การจัดทำกรอบแผนงานอาเซียนด้านการพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน (Framework Action Plan on Rural Development and Poverty Eradication 2004 - 2010) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม AMRDPE ครั้งที่ 4 ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อปี 2547

ในระยะเริ่มแรกที่มีการจัดตั้งกลไกระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส กระทรวงการต่างประเทศ จะส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมและร่วมลงนามในข้อตกลงต่าง ๆ จนกระทั่งในปี 2545 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดประชุม ประกอบด้วยการประชุมคณะทำงานอาเซียนด้านโครงข่ายรองรับทางสังคม ครั้งที่ 3 การประชุม SOMRDPE ครั้งที่ 4 และการประชุม AMRDPE ครั้งที่ 3 กระทรวงการต่างประเทศได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยที่จะรับเป็นหน่วยงานหลัก (Focal Point) สำหรับกรอบความร่วมมือนี้ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็น Focal Point ของไทย เนื่องจากเห็นว่ามีการประชุมเกี่ยวกับเรื่อง โครงข่ายรองรับทางสังคมด้วย โดยให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สนับสนุนข้อมูล กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงทำหน้าที่เป็น Focal Point ด้าน RDPE นับแต่นั้นมา โดยมีกิจกรรมที่ไทยรับผิดชอบ ดังนี้

  1. จากการที่ไทยเป็นผู้ประสานงานด้าน Employment and Income Generation ประเทศไทยได้นำเสนอโครงการ ASEAN Regional Workshop on Social Development and Poverty Eradication ซึ่งเป็นโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของไทย และการดำเนินงานหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ สำหรับประเทศสมาชิก (ยกเว้นไทย) ได้นำตัวอย่างที่ดีและบทเรียนที่ได้รับนำไปปรับใช้กับประเทศของตน ต่อไป โดยโครงการนี้ได้รับเงินสนับสนุนการจัดประชุมจากรัฐบาลญี่ปุ่น และมีกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 19 - 22 ธันวาคม 2548 ที่กรุงเทพมหานคร
  2. ประเทศไทยมีกำหนดรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุม AMRDPE ครั้งที่ 5 และการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเตรียมการสำหรับรัฐมนตรีฯ ครั้งที่ 5 ในช่วงปลายปี 2549

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบดังกล่าว


38. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ 80 พรรษา พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ 80 พรรษา พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาด้วย

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ 80 พรรษา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งในการดำเนินการจัดทำเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการจัดทำเหรียญกษาปณ์ เงิน ราคา 600 บาท หรือเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ราคา 20 บาท และเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ราคา 10 บาท ออกใช้เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระชนมายุ 80 พรรษา ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548


39. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding) ระหว่างรัฐบาลไทยกับสิงคโปร์เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (Memorandum Of Understanding) ระหว่างรัฐบาลไทยกับสิงคโปร์เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน และมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ในนามฝ่ายไทย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ

กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า

  1. กระทรวงการต่างประเทศได้รับหนังสือจากระทรวงพาณิชย์ แจ้งผลการประชุมหารือเจ้าหน้าที่ระดับสูงไทย - สิงค์โปร์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2548 ณ ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเตรียมการประชุม Singapore - Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER) ครั้งที่ 2 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างวันที่ 22 - 23 พฤศจิกายน 2548 ณ กรุงเทพฯ เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ และในโอกาสดังกล่าวฝ่ายสิงคโปร์ได้เสนอให้มีการพิจารณาจัดทำและลงนาม Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Republic of Singapore on the 1987 Agreement among the Government of Brunei Darussalam, the Republic of Indonesia, Malaysia, the Republic of the Philippines, the Republic of Singapore, and the Kingdom of Thailand for the Promotion and Protection of Investments โดยขอให้ กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาร่างและนำร่างดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเพื่อให้มีการลงนามในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2548 ระหว่างการประชุม STEER ครั้งที่ 2
  2. ร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดรายละเอียด ขั้นตอนการคุ้มครองการลงทุนสำหรับบุคคลธรรมดาและบริษัทของไทยและสิงคโปร์จะไปลงทุนในดินแดนของกันและกันภายใต้สิทธิและหน้าที่ที่กำหนดกันไว้แล้ว ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ ลงนามเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1987 ตามข้อ 2 ดังนั้นขอบเขต (Scope) ของการลงทุนตามร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ก็จะเป็นไปตามที่ตกลงไว้ในความตกลงฯ ค.ศ.1987 ด้วย โดยร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิและพันธกรณีของไทยต่อประเทศสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ
  3. ร่างบันทึกความเข้าใจนี้เป็นการตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการส่งสัญญาณเชิงบวกเพื่อดึงดูด นักลงทุนต่างประเทศและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางลงทุนในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิงคโปร์เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของไทย โดยในปี 2547 เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับสอง มีการลงทุนสุทธิคิดเป็นมูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระทรวง การต่างประเทศจึงได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจากับฝ่ายสิงคโปร์ และสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ในหลักการเกี่ยวกับร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
  4. ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มีข้อบทต่าง ๆ ที่เป็นพันธกรณีเพิ่มเติมจากความตกลงฯ ตามข้อ 2 สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
    • 4.1 กำหนดให้กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ความคุ้มครองการลงทุนภายใต้ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ความคุ้มครองการลงทุนตามพันธกรณีของความตกลง ฯ ค.ศ. 1987
    • 4.2 เมื่อนักลงทุนหรือบริษัทของภาคีคู่สัญญาได้ยื่นขอรับการคุ้มครองการลงทุนอย่างเป็นทางการเป็นลายลักษณ์อักษรในประเทศคู่ภาคีอีกฝ่ายหนึ่งหน่วยงานที่ทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ความคุ้มครองการลงทุนจะต้องแจ้งผลการพิจารณาให้นักลงทุนหรือบริษัทดังกล่าวทราบภายในเวลา 6 เดือน มิเช่นนั้นภาคีคู่สัญญาฝ่ายแรกสามารถขอปรึกษาหารือกับภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งตามกลไกที่กำหนด
    • 4.3 ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะพยายามกำหนดขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาให้ความเห็นชอบการลงทุนให้มีความกระชับ ชัดเจน และเข้าใจง่าย รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลที่ทันสมัยเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับการลงทุนต่างชาติต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส ซึ่งตรงกับพันธกรณีของไทยภายใต้พิธีสารแก้ไขความตกลงฯ ค.ศ.1987 ลงนามเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1996 ด้วยแล้ว
    • 4.4 ภาคีสัญญาแต่ละฝ่ายสามารถขอปรึกษาหารือกับภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกี่ยวกับประเด็น การลงทุนภายใต้พันธกรณีของความตกลง ฯ ค.ศ.1987 หรือมิเช่นนั้นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ หรือความตกลงฯ ค.ศ.1987 และเมื่อได้รับการร้องขอดังกล่า ภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องยินยอมที่จะหารือด้วย
    • 4.5 ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับในวันที่มีการลงนามและอาจมีผลสิ้นสุดภายหลังจากที่ภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้มีหนังสือแจ้งบอกเลิกความตกลงต่อภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งผ่านช่องทางทางการทูต เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยการสิ้นสุดความตกลงนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนที่ได้รับความคุ้มครองจากภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว

40. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำไม้และไม้แปรรูปรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใด ที่ทำด้วยไม้เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. 2548

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำไม้และไม้แปรรูปรวมทั้งสิ่งประดิษฐ์เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี พ.ศ. 2548 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  2. ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ห้ามนำไม้สักและไม้หวงห้าม ประเภท ก ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530ฯ ลงวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
  3. ให้ไม้ซุงท่อนและไม้แปรรูป ประเภทไม้สัก ไม้ยาง และไม้ที่มีชนิดตรงกับไม้หวงห้าม ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี
  4. ให้สิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้ประเภทไม้สัก ไม้ยาง และไม้ที่มีชนิดตรงกับไม้หวงห้าม ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรทางด่านพรมแดนบ้านเจดีย์ สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และจุดนำเข้า ส่งออก ในเขตอำเภอแม่สอด และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดตากประกาศกำหนดตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งนำเข้าโดยผู้ที่ได้จดทะเบียนพาณิชย์ไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และจดทะเบียนขออนุญาตตั้งโรงค้าสิ่งประดิษฐ์ไว้กับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือหลักฐานการอนุญาตให้ส่งออกของประเทศที่ส่งออกแสดงต่อกรมศุลกากรประกอบการทำพิธีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งนี้ สิ่งประดิษฐ์ประเภทไม้คิ้วบัว ไม้วงกบ ไม้ประสาน ไม้ปาร์เกต์ และไม้โมเสด ที่ได้รับยกเว้นจะต้องมีคุณสมบัติและลักษณะตามที่กำหนด
  5. ให้ยกเลิกการนำเข้าสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้สัก ไม้ยาง และไม้ที่มีชนิดตรงกับ ไม้หวงห้าม ตามบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 กรณีที่นำติดตัวเข้ามาเพื่อใช้เฉพาะตัว กรณีที่ นำเข้ามาเพื่อเป็นตัวอย่าง หรือกรณีทนำเข้ามาเพื่อใช้ในยานพาหนะนั้น ๆ เท่าที่จำเป็น

41. เรื่อง รายงานผลการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

คณะรัฐมนตรีรับทราบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ในภาพรวม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และกำชับให้หน่วยงานของภาครัฐดำเนินการตามระบบ e-GP ที่กรมบัญชีกลางกำหนดต่อไป

กระทรวงการคลังรายงานผลจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวม และแผนการพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) ในปีงบประมาณ 2549 สรุปสาระสำคัญดังนี้

1. ผลการดำเนินการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2548 หน่วยงานของภาครัฐมีการจัดประมูลฯ ทั้งสิ้น 6,450 ครั้ง (รวมโครงการจัดจ้างสร้างชุมสายและสถานีวิทยุเครือข่ายระบบ CDMA) รวมวงเงินงบประมาณจัดหา โดยวิธีการประมูลฯ 109,962,746,779 บาท ซึ่งประหยัดเงินงบประมาณได้ถึง 15,899,549,551 บาท หรือคิดเป็นสัดส่วนของเงินงบประมาณที่ประหยัดได้ร้อยละ 14 ของวงเงินงบประมาณจัดหารวมฯ โดยสามารถวิเคราะห์ จำแนกตามรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้ (ไม่นับรวมโครงการ CDMA)

ประเภท จำนวนครั้ง วงเงินงบประมาณ ร้อยละที่ประหยัดได้จากการ จัดหาด้วย e-Auction
ส่วนราชการ 3,729 64,045,978,848 10
รัฐวิสาหกิจ 2,697 31,446,565,080 9
หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ 23 1,040,202,851 26

2. ผลการดำเนินการจัดซื้อด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Shopping)

3. การดำเนินงานภายใต้เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ (www.gprocurement.go.th) ซึ่งรวบรวมข้อมูลการประกาศ/เปลี่ยนแปลง/ยกเลิก/ประกาศผลการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด โดยให้ หน่วยงานภาครัฐจัดทำประกาศความต้องการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงาน ผ่านทางเว็บไซต์ดังกล่าว สำหรับข้อมูลสัญญา จัดซื้อจัดจ้างได้เชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ GFMIS ซึ่งสามารถรวบรวมสัญญาฯ ทั้งหมดของหน่วยงานภาครัฐ และจัดหมวดหมู่ให้สะดวกในการค้นหาข้อมูล เช่น วันที่ลงนามในสัญญา เลขที่สัญญา หน่วยงาน ชื่อผู้ขาย และวงเงิน โดยสามารถค้นหา ข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาผ่านเว็บไซต์ www.gprocurement.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นมา

4. กระทรวงการคลังได้รวบรวมปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการต่าง ๆ พร้อมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหา ดังกล่าว ดังนี้

5. แผนพัฒนาระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ในปีงบประมาณ 2549 ประกอบด้วย

6. อนึ่ง สำหรับรายจ่ายลงทุนส่วนราชการในปีงบประมาณ 2548 เท่ากับ 246,895.04 ล้านบาท ซึ่งมี การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีการประมูลฯ 96,137.08 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 38.94 ของรายจ่ายลงทุนส่วนราชการ ทั้งหมด เนื่องจากแนวทางการประมูลฯ มีผลบังคับใช้ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การซื้อและการจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลงวันที่ 13 มกราคม 2548 ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาที่จะขยายผลครอบคลุมถึงส่วนราชการ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายเร่งรัดการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ทำให้มีการเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างก่อนประกาศกระทรวงการคลังฯ ดังกล่าว


42. เรื่อง การพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างตามระดับฝีมือแรงงาน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอ้างอิงตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานใน 11 อุตสาหกรรม 30 สาขาอาชีพ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

กลุ่มอุตสาหกรรม/สาขาวิชาชีพ ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3
1. อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
1.1 ช่างซ่อมรถยนต์

250 300 500
1.2 ช่างเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ 280 400 600
1.3 ช่างเคาะตัวถังรถยนต์ 280 400 600
1.4 ช่างสีรถยนต์ 250 300 500
1.5 ช่างไฟฟ้าในรถยนต์ 250 300 500
2. อุตสาหกรรมแฟชั่น

2.1 ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี 230 350 400
2.2 ช่างตัดผ้า 200 240 280
2.3 ช่างย้อมสีสิ่งทอ 220 260 330
2.4 ช่างเครื่องประดับ (ประดับอัญมณี) 250 350 500
3. อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ (ไม้และเครื่องเรือน)      
3.1 ช่างเครื่องเรือนไม้ 200 250 300
3.2 ช่างสีเครื่องเรือน 250 300 500
3.3 ช่างบุครุภัณฑ์ 200 250 300
4. อุตสาหกรรมอาหาร
4.1 ผู้ประกอบอาหารไทย 270 350 ไม่มีระดับ 3
5. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ      
5.1 การแพทย์แผนไทยประเภทการนวดไทย 200 350 500
6. อุตสาหกรรมซอฟแวร์      
6.1 ช่างซ่อมไมโครคอมพิวเตอร์ 250 325 400
6.2 พนักงานการใช้คอมพิวเตอร์ 200 ไม่มีระดับ 2 ไม่มีระดับ 3
7. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์      
7.1 ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร 250 325 400
7.2 ช่างไฟฟ้าอุตสาหรรม 250 325 400
7.3 ช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก 250 325 ไม่มีระดับ 3
7.4 ช่างวิทยุและโทรทัศน์ 250 325 400
8. อุตสาหกรรมแม่พิมพ์      
8.1 ช่างกระสวน 200 300 500
8.2 ช่างปรับ 200 300 ไม่มีระดับ 3
9. อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า      
9.1 ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ 360 520 680
9.2 ช่างกลึง 230 300 400
10. อุตสาหกรรมขนส่ง สถานที่เก็บสินค้าและคมนาคม (โลจิสติกส์)      
10.1 พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถลากจูง 420 - -
10.2 พนักงานควบคุมเครื่องจักรรถยก * 480 - -
11. อุตสาหกรรมก่อสร้าง      
11.1 ช่างไม้ก่อสร้าง 200 300 500
11.2 ช่างก่ออิฐ 200 300 500
11.3 ช่างฉาบปูน 200 300 500
11.4 ช่างอะลูมิเนียมก่อสร้าง 200 300 500

ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้มีการอนุมัติหลักสูตรฝึกอบรมใน 30 สาขาอาชีพแล้ว ดังนั้น ใน 30 สาขาอาชีพที่จะดำเนินการจะมีความชัดเจนในเรื่องการมีหลักสูตรฝึกอบรมรองรับ มีการกำหนดวิธีการทดสอบฝีมือแรงงานใน แต่ละสาขาอาชีพ และมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอ้างอิงตามระดับฝีมือแรงงานรองรับต่อไป


43. เรื่อง รายงานการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในคน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนกในคน ดังนี้

  1. วันที่ 1 มกราคม - 20 พฤศจิกายน 2548 มีผู้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดนกในคน รวม 4 ราย คือ 1) เสียชีวิต จำนวน 1 ราย เท่าเดิม คือเพศชาย มีอาชีพรับจ้าง อาศัยอยู่ในอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี 2) ได้รับการรักษาหายจำนวน 3 ราย
  2. ความก้าวหน้าของการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก
    • 2.1 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อพิจารณาเรื่องการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกและผู้ที่เข้าข่ายสงสัย ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการต่อไป
    • 2.2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ประชุมร่วมกับกรุงเทพมหานครเพื่อจัดทำข้อตกลงร่วมกันในการเฝ้าระวังป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดนก ซึ่งมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้
      • 1) ร่วมกันฝึกอบรมทีมสอบสวนเคลื่อนที่เร็ว (SRRT) ของกรุงเทพมหานครให้ครอบคลุมทุกเขต จำนวน 67 ทีม โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขสนับสนุนงบประมาณและวิชาการ
      • 2) หากพบผู้ป่วยสงสัยเป็นโรคไข้หวัดนก ในกรุงเทพมหานคร สถานพยาบาลต้องแจ้งสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การประเมินสถานการณ์เป็นไปอย่างถูกต้อง
      • 3) สำนักอนามัย กรุงเทพมหานครรับผิดชอบการสอบสวนโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทุกกรณี ยกเว้นกรณีรายที่มีปัญหาซับซ้อนและมีความยุ่งยาก ทีมสอบสวนโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะต้องดำเนินการสอบสวนโรคร่วมด้วยทุกครั้งตั้งแต่เริ่มต้น
      • 4) การติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วย สัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดและการให้ยา สำนักอนามัย กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านยา
      • 5) หากพบผู้ป่วยยืนยันในกรุงเทพมหานคร กรมควบคุมโรคจะแจ้งสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครทราบก่อนสื่อมวลชน โดยผู้ประสานงานระดับสำนักจะเป็นผู้รายงานผู้บังคับบัญชา
      • 6) การประชาสัมพันธ์ จะร่วมกันประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องไข้หวัดนกมากขึ้น
    • 2.3 การประชุมเชิงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดนก ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานมีผลสรุป ดังนี้ ให้เร่งรัดการดำเนินการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกทั้งในคนและสัตว์ปีก และมีนโยบายยังไม่ให้วัคซีนในสัตว์ปีก
    • 2.4 กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้ประชุมกับกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในประเด็นการสร้างความร่วมมือป้องกันโรค เพื่อร่วมมือจัดทำหลักสูตรความรู้เรื่องโรค/ภัยสุขภาพ สำหรับครู ผู้สอนและสื่อสุขศึกษาสำหรับนักเรียนให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
  3. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้สนับสนุนการประชุมเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โรคไข้หวัดนกของอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินการป้องกันและควบคุมโรค ของอาสาสมัครสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร
  4. ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2548 มีการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพื่อตรวจสอบแผนปฏิบัติการป้องกันไข้หวัดนกของทุกจังหวัดทั่วประเทศ

44. เรื่อง การนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารรายงาน สรุปสภาวะอากาศทั่วไปในรอบสัปดาห์และการพยากรณ์อากาศ ดังนี้

ในช่วงวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2548 กระแสลมตะวันออกและกระแสลมตะวันออกเฉียงใต้ ที่พัดพาความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้าปกคลุมประเทศไทย ยังคงส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล มีฝนตกได้ในหลายพื้นที่ และในช่วงวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2548 บริเวณความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนได้แผ่เสริมเข้าปกคลุมประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นลงโดยทั่วไป โดยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดบริเวณยอดเขาสูงในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังทำให้ภาคใต้มีฝนตกเพิ่มมากขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่เสี่ยงภัยของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และนครศรีธรรมราช ส่วนอ่าวไทยมีคลื่นลมแรง ความสูงของคลื่น 2-3 เมตร ในการนี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศและแจ้งเตือนประชาชนได้ทราบมาเป็นระยะ

สำหรับการคาดหมายลักษณะอากาศที่สำคัญในช่วง วันที่ 21-27 พฤศจิกายน 2548 มีดังนี้ ในช่วงวันที่ 21-25 บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะยังแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้ลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นลมที่พัดมาจากพื้นดินที่มีอากาศเย็นและแห้ง ลักษณะดังกล่าว ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง มีอากาศหนาวถึงหนาวเย็นโดยทั่วไปกับมีอากาศหนาวจัดบริเวณเทือกเขาสูงบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ส่วนภาคใต้ตอนบนเหนือจังหวัดนครศรีธรรมราชขึ้นมาจะมีฝนลดน้อยลง โดยฝนจะไปตกหนาแน่นและมีฝนตกหนักได้ในบริเวณจังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่อยู่บริเวณที่ลุ่มใกล้ลาดเชิงเขาและใกล้ทางน้ำไหล สำหรับอ่าวไทยจะยังคงมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ได้ในช่วงวันที่ 21-26 พฤศจิกายน 2548 หลังจากวันที่ 26 พฤศจิกายน 2548 บริเวณความกดอากาศสูงจะอ่อนกำลังลงทำให้คลื่นลมมีกำลัง อ่อนลง และประเทศไทยตอนบนกลับมีอากาศอุ่นขึ้น สำหรับภาคใต้จะยังคงมีฝนตกหนาแน่นในพื้นที่ของจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสต่อไปได้อีก


45. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย รายงานผลความคืบหน้า การรายงานความพร้อมของหมู่บ้าน/ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

  1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคมตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทย จำนวน 73,172 หมู่บ้าน/ชุมชน จากจำนวนทั้งสิ้น 77,467 หมู่บ้าน/ชุมชน จำแนกเป็น 1) ภาคเหนือ 16,342 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 96.72) 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 31,798 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 95.01) 3) ภาคกลาง 16,545 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 92.16) 4) ภาคใต้ 8,487 หมู่บ้าน/ชุมชน (ร้อยละ 92.75)
    • ทั้งนี้ กรมการปกครองได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จำนวน 73,029 หมู่บ้าน/ชุมชน ปรากฏว่ามี หมู่บ้าน/ชุมชน ที่ส่งแบบรับรองผลการประชุมประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จำนวน 987 หมู่บ้าน/ชุมชน โดยกรมการปกครองได้แจ้งจังหวัดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง และส่งกลับมายังกรมการปกครองอีกครั้งหนึ่ง
  2. กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความพร้อมและจัดทำบัญชีรายละเอียดสำหรับการพิจารณาจำนวน 72,042 หมู่บ้าน/ชุมชน จัดส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณ ให้หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว แยกเป็น
    • 1) ภาคเหนือ 16,270 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 3,781,950,000 บาท
    • 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 31,127 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 7,231,900,000 บาท
    • 3) ภาคกลาง 16,409 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 3,868,500,000 บาท
    • 4) ภาคใต้ 8,236 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 2,022,300,000 บาท
    • รวมเป็นเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 16,904.65 ล้านบาท ขณะนี้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) ได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2548 ให้หมู่บ้าน/ชุมชนแล้วจำนวน 9,000 ล้านบาท และได้โอนเงินงบประมาณประจำปี 2549 ให้หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 1,168.80 ล้านบาท จึงจะต้องใช้เงินงบประมาณประจำปี 2549 ในการโอนให้แก่หมู่บ้าน/ชุมชนอีก จำนวน 6,735.85 ล้านบาท
  3. จากการตรวจสอบโครงการที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้ส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณ จำแนกเป็นประเภทโครงการได้ ดังนี้ 1) ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 32.89 2) ด้านการเกษตร ร้อยละ 8.55 3) ด้านส่งเสริมรายได้และอาชีพ ร้อยละ 6.07 4) ด้านสวัสดิการชุมชน ร้อยละ 37.76 5) ด้านอื่น ๆ ร้อยละ 14.73
  4. กรมการปกครองได้รับรายงานข้อมูลการเบิกจ่ายเงินของหมู่บ้าน/ชุมชน ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 จากจังหวัด จำนวน 75 จังหวัด ปรากฏว่าเงินงบประมาณที่ได้โอนแล้ว มีการเบิกจ่ายจากธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรทั้งสิ้น จำนวน 2,396.86 ล้านบาท

46. เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .. ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอแก้ไขใน มาตรา 138 (1) เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 255 วรรคสอง เพื่อให้ดำเนินการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ในกรณีที่การได้มาซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างไม่สามารถดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลา และ มาตรา 257 (1) เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วให้ดำเนินการต่อไป


47. เรื่อง การประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงต่างประเทศรายงานสรุปผลการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 13 ที่เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2548 ดังนี้

1. ประเด็นสำคัญของการหารือ

1.1 ประเด็นด้านการค้า

1.2 ข้อเสนอแนะของ APEC Business Advisory Council (ABAC)

1.3 ประเด็นด้านความมั่นคงของมนุษย์

1.4 ผู้นำฯ ให้ความเห็นชอบกับการปฏิรูปองค์กรของเอเปคเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเห็นชอบกับการขึ้นค่าสมาชิกในปี ค.ศ. 2007 โดยในส่วนของไทยจะเพิ่มจากปีละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นปีละ 58,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และสั่งการให้รัฐมนตรีเอเปคพิจารณาเรื่องการปฏิรูปองค์กรอย่างต่อเนื่องต่อไป

1.5 เรื่องอื่น ๆ

2. การกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุม APEC CEO Summit

นายกรัฐมนตรีได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์และร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันของที่ประชุม APEC CEO Summit เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ซึ่งมีสาระสำคัญวิเคราะห์โอกาสและปัญหาในยุคโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นจากการเปิดเสรีการค้า การเคลื่อนย้ายทุน การอพยพย้ายถิ่น และการเผยแพร่ข่าวสารระหว่างประเทศที่รวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นความสำคัญของการเจรจาระดับรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 ที่ฮ่องกง การพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย และนโยบายรองรับการอพยพย้ายถิ่น รวมทั้งได้เชิญชวนบริษัทเอกชนร่วมลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์เพื่อการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคของไทย

3. ข้อสังเกต


48. เรื่อง แต่งตั้ง

1. แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการลิขสิทธิ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ลิขสิทธ์ จำนวน 12 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนด 2 ปีตามวาระ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2548 โดยมีรายนามดังต่อไปนี้ 1. นางศรีสุภางค์ อินทร์ไพร สมาคมนักแต่งเพลงแห่งประเทศไทย 2.นายเกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์ สมาคมอุตสาหกรรมเพลงไทย 3. นายพิเศษ จียาศักดิ์ สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย 4. นายชัยวัฒน์ ทวีวงศ์แสงทอง สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ 5. นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ สมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา 6. นางริสรวล อร่ามเจริญ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย 7. นางพงษ์ลดา อิทธิเมฆินทร์ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย 8. ศาสตราจารย์ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน สมาคมอินเตอร์เน็ต 9. นายพัน โรจนรังษี สมาคมศิลปินตลกแห่งประเทศไทย 10. นายธีรพล สุวรรณประทีป สมาคมทรัพย์สิน ทางปัญญาแห่งประเทศไทย 11. นายเศรษฐา ศิระฉายา ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 12. นายจิรพรรณ อังศวานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป

2. การปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการการตอบแทนกลับคืนทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เฉพาะกรณีความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศสหราชอาณาจักร)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่คณะกรรมการการตอบแทนกลับคืนทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เฉพาะกรณีความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศสหราชอาณาจักร) เสนอการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการการตอบแทนกลับคืนทางเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เฉพาะกรณีความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศสหราชอาณาจักร) ดังนี้

  1. เปลี่ยนแปลงตัวบุคคล 2 คน ดังนี้
เดิม ใหม่ เป็น
1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองประธานกรรมการ
2. พลเอก อุทัย ชินวัตร พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ กรรมการและเลขานุการ
  1. เพิ่มเติมอีก 4 คน ดังนี้ 1. รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการ ดำเนินการจัดหาสินค้าเพื่อชำระมูลค่ายุทโธปกรณ์ ตามสัญญาการจัดหายุทโธปกรณ์ ภายใต้โครงการตอบแทนกลับคืน ทางเศรษฐกิจ) เป็นกรรมการ 2. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ 3. พลเอก สุนทร ฮีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณกลาโหม เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ 4. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป

3. แต่งตั้งกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ให้แต่งตั้งนายเหยา ปั๋วหมิน (Mr.Yao Bomin) เป็นกงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำจังหวัดสงขลาคนใหม่

4. แต่งตั้งข้าราชการ ระดับ 10 (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้ง นางพงษ์ทอง ตั้งชูพงศ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9) สำนักบริหารกลาง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 10 ชช) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2548 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

5. แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ให้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า รวม 7 คน ดังต่อไปนี้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ นายวิชิต หล่อจีระชุณห์กุล นายชัยเกษม นิติสิริ นายอนันต์ อัศวโภคิน นายวีระพล จิรประดิษฐกุล และ นายศิริชัย สายะศิลปี เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี