![]() |
สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี |
วันนี้ (วันอังคารที่ 13 กันยายน 2548) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
- เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4)
- เรื่อง มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV
- เรื่อง มาตรการส่งเสริมตลาดบ้านมือสอง
- เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
- เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคลร่วมลงทุน)
- เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกรรมการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
- เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2548
- เรื่อง โครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร
- เรื่อง การขอคงสัญญาผูกพันของนักศึกษาเภสัชศาสตร์และขอกำหนดตำแหน่งเพิ่มใหม่สำหรับบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ คู่สัญญา และเภสัชกรของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 เป็นต้นไป
- เรื่อง การจัดสร้างสวนสาธารณะ (หนึ่งตำบล หนึ่งสวนสาธารณะ)
- เรื่อง การปรับปรุงชื่อ องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน
- เรื่อง ผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ
- เรื่อง การประชุมกลุ่มจังหวัดเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัด และการแก้ไขปัญหา ยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ความยากจน และนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยในระดับพื้นที่
- เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)
- เรื่อง การขุดลอกคลองและการนำดินขึ้นมาใช้ประโยชน์
- เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยและภัยแล้ง
- เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
- เรื่อง รายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา
- เรื่อง แต่งตั้ง
- การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการระบบขนส่งมวลชน
- ขออนุมัติให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) กับประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วม ไทย-พม่า (ฝ่ายไทย)
- การสรรหาและการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแทนตำแหน่งว่าง
- การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดโครงสร้างระบบการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศ
- การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....
กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332
1. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซล ประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (น้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้
ร่างประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงมาตรการภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลให้สอดคล้องกับประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของไบโอดีเซลประเภทเมทิล เอสเตอร์ของกรดไขมัน พ.ศ. 2548 และประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2548 กำหนดน้ำมันดีเซลชนิดใหม่ขึ้นมา ได้แก่ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ผสมกับไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน ในสัดส่วน 95 ต่อ 5 โดยปริมาตร และมาตรการประหยัดพลังงานซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วน โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2548 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะมีผล ทำให้สูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิตในปี 2549 ประมาณ 42.56 ล้านบาท
ร่างประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ ให้จัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลที่มีไบโอดีเซลประเภท เมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ดังนี้
- อัตราตามปริมาณลิตรละ 1.2398 บาท ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2548 ถึง 30 พฤศจิกายน 2548
- อัตราตามปริมาณลิตรละ 1.7148 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2548 ถึง 31 มีนาคม 2549
- อัตราตามปริมาณลิตรละ 2.1898 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2549 เป็นต้นไป
2. เรื่อง มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV
คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV ตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้ว มีมติอนุมัติให้ยกเว้นอากรขาเข้าอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ (Conversion kit) และถังบรรจุก๊าซธรรมชาติ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 ปี คือ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 จากเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอให้ยกเว้นอากรขาเข้าเป็นระยะเวลา 5 ปี (31 ธันวาคม 2553) และหลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไป เห็นชอบให้ปรับอัตราอากรขาเข้าเป็นร้อยละ 10 ทั้งนี้ ให้มีผลบังคับใช้ถัดจากวันที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา
3. เรื่อง มาตรการส่งเสริมตลาดบ้านมือสอง
คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการส่งเสริมตลาดบ้านมือสองตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติอนุมัติเพื่อดำเนินการทั้ง 2 ด้าน ตามมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมและมาตรการกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อการส่งเสริมตลาดบ้านมือสอง ดังนี้
1. ด้านมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียม
1.1 มาตรการภาษี
- (1) ยกเว้นอากรแสตมป์ให้แก่ผู้ขาย สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ในลักษณะเดียวกับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ข้อ 2 (62) สำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
- (ก) บ้าน โรงเรียน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ซึ่งโดยปกติใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย
- (ข) อสังหาริมทรัพย์ตาม (ก) พร้อมที่ดิน
- (ค) ห้องชุดสำหรับการอยู่อาศัยในอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด
- ทั้งนี้ เฉพาะกรณีการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้โอนได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น
- การได้รับยกเว้นดังกล่าวข้างต้น ต้องปรากฏว่า ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อน หรือนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ผู้ขายได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ซึ่งมีลักษณะตาม (ก) (ข) หรือ (ค) เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน และให้ได้รับยกเว้นเท่ากับค่าอากรแสตมป์ที่คำนวณได้จากจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่
- (2) กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- (3) มาตรการข้างต้นสามารถดำเนินการได้โดยการออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ
1.2 มาตรการค่าธรรมเนียม
- (1) ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด จากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01
- (2) ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด จากร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01
- (3) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้
- (ก) บ้าน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ซึ่งโดยปกติใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย
- (ข) อสังหาริมทรัพย์ตาม (ก) พร้อมที่ดิน
- (ค) ห้องชุดสำหรับการอยู่อาศัยในอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด
- ทั้งนี้ เฉพาะการโอนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น
- (4) กรณีการจดทะเบียนจำนอง ต้องดำเนินการจดจำนองวันเดียวกับวันจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ และเรียกเก็บค่าจดทะเบียนจำนองร้อยละ 0.01 เฉพาะจำนวนเงินจำนองที่ไม่เกินกว่าราคาซื้อขาย สำหรับจำนวนเงินจำนองที่เกินกว่าราคาซื้อขายให้เรียกเก็บตามอัตราปกติ
- (5) กำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550
- (6) มาตรการข้างต้นสามารถดำเนินการได้โดยการออกร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยออกตามความในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด จำนวน 2 ฉบับ
2. ด้านมาตรการกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ในระยะสั้น ให้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง เพื่อขึ้นบัญชีรายชื่อบริษัทตัวแทนและนายหน้าไว้ที่ศูนย์ข้อมูลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และในระยะยาว พร้อมทั้งให้มีการ
ยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ ในระยะแรกให้กรมธนารักษ์เป็นเจ้าของเรื่อง และหากในอนาคต เห็นควรให้องค์กรใดรับผิดชอบดำเนินการศูนย์ข้อมูลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ก็มอบให้องค์กรนั้นดำเนินการแทน
ทั้งนี้ ความสำคัญและประโยชน์ของตลาดบ้านมือสองมี ดังนี้
- ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากตลาดบ้านมือสองมีขนาดใหญ่กว่าบ้านมือหนึ่ง คล้ายเป็น Housing Stock โดยคาดว่าในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนบ้านที่เจ้าของยังต้องการอยู่อาศัยอยู่ แต่หากมีปัจจัยการเปลี่ยนแปลงในการดำรงชีพ เช่น ย้ายทำเล ย้ายที่ทำงาน เป็นต้น ก็พร้อมที่จะขาย และบ้านที่เจ้าของต้องการขายในปัจจุบันเป็น Stock รวมประมาณ 3,000,000 หน่วย ในขณะที่ จำนวนบ้านมือหนึ่งที่สร้างใหม่ในแต่ละปีมีประมาณ 60,000-70,000 หน่วย ดังนั้น หากมีการสนับสนุนตลาดบ้านมือสองอย่างจริงจัง จะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม กล่าวคือ เป็นการเพิ่มอุปทานที่อยู่อาศัยโดยบ้านมือสองมีข้อได้เปรียบในความหลากหลายของประเภท ราคา และทำเล นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มอุปสงค์ที่อยู่อาศัย เมื่อจำนวนผู้ซื้อและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ที่ต้องการขายสามารถขายได้และมีสภาพคล่องซื้อบ้านหลังใหม่ ซึ่งอาจเป็นบ้านมือหนึ่งหรือบ้านมือสอง จึงเป็นการผลักดันให้เกิดอุปทานและอุปสงค์ในที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง
- ประโยชน์ต่อสถาบันการเงิน คือ เป็นการเพิ่มสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงินลด NPA ของสถาบันการเงินเนื่องจากสภาพคล่องที่สูงขึ้นทำให้ขาย NPA ได้เพิ่มขึ้น และช่วยลดจำนวน NPL ของสถาบันการเงินอีกทางหนึ่ง
- ประโยชน์ต่อประชาชน การส่งเสริมตลาดบ้านมือสอง เป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชนสามารถมีบ้านเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้นทั้งประเภท ราคา และทำเลที่ตั้ง (เช่น ใกล้ที่ทำงาน ใกล้แหล่งสาธารณูปโภคพื้นฐาน เป็นต้น)
นอกจากนี้ เมื่อเกิดสภาพคล่องในตลาด จะทำให้หลักทรัพย์ค้ำประกันมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้กู้ให้ได้รับเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น
4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. และสำนักงบประมาณไปพิจารณาด้วยแล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
ร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพในด้านค่าครองชีพ ให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการและกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้ผู้รับบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินได้ และให้ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะสาเหตุทุพพลภาพที่นำสิทธิบำเหน็จค้ำประกันไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินเมื่อถึงแก่ความตายหรือหมดสิทธิรับบำนาญระหว่างสัญญาค้ำประกันยังไม่สิ้นสุด ให้บังคับเอากับหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า รัฐบาลได้ช่วยเหลือผู้รับบำเหน็จบำนาญให้สามารถขอรับบำเหน็จดำรงชีพเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังมีผู้รับบำนาญจำนวนมากที่รับบำนาญอัตราต่ำยังคงได้รับความเดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป สมควรกำหนดให้ผู้รับบำนาญสามารถนำสิทธิบำเหน็จตกทอดส่วนที่เหลืออยู่ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่องบประมาณในกรณีมีการผิดสัญญาค้ำประกันทำให้มีการนำเงินงบประมาณบางส่วนมาจ่ายเร็วขึ้น และหากในปีงบประมาณใดมีการถูกบังคับเอากับหลักทรัพย์ค้ำประกันภายในวงเงินงบกลางของปีงบประมาณนั้น จะไม่มีการขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม แต่ถ้าไม่เพียงพอ จะต้องขออนุมัติงบกลางเพิ่มเติมเป็นปี ๆ ไป
5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคลร่วมลงทุน)
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของนิติบุคคลร่วมลงทุน) ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอและให้ดำเนินการต่อไปได้
สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เป็นขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบกิจการธุรกิจเงินร่วมลงทุนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จากเดิมภายในวันที่ 30 มกราคม 2548 เป็นภายในวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2551 ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจเงินร่วมลงทุนให้เป็นแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องอันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ
6. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกรรมการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้
กระทรวงการคลังเสนอว่า ได้มอบหมายให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 เพื่อทำการซื้อขายซึ่งคาดว่าจะเปิดทำการได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2548 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการทำธุรกรรมซื้อขายในศูนย์ ฯ และช่วยส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ซื้อและผู้ขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเข้ามาทำการซื้อขายในศูนย์ฯ อันจะส่งผลช่วยเพิ่มสภาพคล่องของการซื้อขาย สมควรยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผลกำไรที่เกิดจากการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ได้กระทำในศูนย์ฯ เช่นเดียวกับที่ได้ยกเว้นให้กับกรณีการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและการขายข้อตกลงล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย และยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในศูนย์ฯ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้ในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากเป็นศูนย์ฯ ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ แต่จะมีส่วนสำคัญในการช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับการซื้อขายในศูนย์ฯ และป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าอ้างอิง (Underlying Assets) อันจะส่งผลต่อเนื่องในการสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงและร่างพระราชกฤษฎีกาทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
- ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้จากการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าซึ่งกระทำในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเฉพาะกรณีที่ไม่มีการส่งมอบสินค้า ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป
- ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าซึ่งกระทำในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป
7. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2548
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ. 2548 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ
ร่างประกาศดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้
- ให้สินค้าเกษตร 7 รายการ (น้ำนมดิบ นมผงขาดมันเนย มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ มะพร้าว กระเทียม และลำไยแห้ง) ที่มีถิ่นกำเนิดและส่งตรงมาจากอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลของประเทศซึ่งออกสินค้านั้น
- ให้สินค้าเกษตรตามข้อ 1 เป็นสินค้าที่ไม่ต้องขออนุญาตในการนำเข้า และไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบการนำเข้าตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
- ให้สินค้าเกษตรตามข้อ 1 ที่เป็นสินค้าที่ต้องมีหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษี ทั้งหมดหรือบางส่วน
8. เรื่อง โครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร
คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวรระยะเวลาโครงการ 4 ปี (พ.ศ. 2549-2552) ในวงเงิน 828.35 ล้านบาท ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ โดยให้ตกลงรายละเอียดงบประมาณกับสำนักงบประมาณ และให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3.2 เดิม (ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ วิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธานในขณะนั้น ไปประกอบการดำเนินการต่อไปด้วย
ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3.2 (ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ วิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) พิจารณาเห็นว่า โครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวร เป็นโครงการส่งเสริมและพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่มีคุณภาพ และมีปริมาณต่อสัดส่วนประชากรที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มการสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
- ควรให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ รวมทั้งองค์ประกอบของอาคาร เช่น การตกแต่งและครุภัณฑ์ที่สามารถดำเนินการไปพร้อมกับการก่อสร้าง (Parallel) เท่าที่สามารถดำเนินการได้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และให้กำหนดรายการจัดหาครุภัณฑ์เครื่องมือเครื่องใช้ตามโครงการที่ชัดเจน ทันสมัย และเหมาะสมกับระดับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กและรองรับเด็กอัจฉริยะได้อย่างแท้จริง โดยหากจำเป็นต้องจัดหาเครื่องมือเครื่องใช้ ที่มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคต ก็ให้รายงานขออนุมัติต่อไป
- กิจกรรมในโครงการค่ายวิทยาศาสตร์ถาวรยังขาดความชัดเจนในรายละเอียดว่ามีโครงการที่จะสร้างเสริมความเป็นอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างไร จึงควรให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวทช.) ปรับปรุงรายละเอียดกิจกรรมของโครงการดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นว่า นอกจากกิจกรรมสร้างแรงจูงใจให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว มีกิจกรรมหรือโครงการใดที่จะส่งเสริมความสามารถด้านอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ อาจศึกษาเทียบเคียงกับวิธีดำเนินการที่ดีของประเทศที่ประสบความสำเร็จประกอบ ขณะเดียวกันควรแสดงเป้าหมายด้านคุณภาพที่สามารถวัดผลได้ว่าจะดำเนินการให้ได้ผลที่ดีได้อย่างใดด้วย
9. เรื่อง การขอคงสัญญาผูกพันของนักศึกษาเภสัชศาสตร์และขอกำหนดตำแหน่งเพิ่มใหม่สำหรับบรรจุ แพทย์ ทันตแพทย์ คู่สัญญา และเภสัชกรของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 เป็นต้นไป
คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง การขอคงสัญญาผูกพันของนักศึกษาเภสัชศาสตร์และขอกำหนดตำแหน่งเพิ่มใหม่ สำหรับบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ คู่สัญญา และเภสัชกรของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2549 เป็นต้นไป ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แล้วมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6.2 เดิม (ฝ่ายกฎหมาย) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธาน ดังนี้
- ให้คงการทำสัญญาการเป็นนักศึกษา เพื่อศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์กับนักศึกษาที่เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐต่อไป โดยให้ทำสัญญาผูกพันฝ่ายเดียวตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นไป ส่วนปีการศึกษา 2543-2548 ให้เป็นไปตามความสมัครใจ ทั้งนี้ก่อนที่นักศึกษาจะจบการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ควรมีการแจ้งตำแหน่งที่จะบรรจุให้เข้าทำงาน รวมทั้งสิทธิและประโยชน์ที่จะพึงได้รับให้นักศึกษาทราบ เพื่อเป็นทางเลือกของผู้จบการศึกษาและเป็นการเตรียมความพร้อมของภาครัฐในการบรรจุผู้จบการศึกษาเข้าปฏิบัติงานด้วย
- ให้สำนักงาน ก.พ. กำหนดตำแหน่งเพิ่มใหม่ สำหรับบรรจุแพทย์ ทันตแพทย์ผู้ให้สัญญาและเภสัชกรของกระทรวงสาธารณสุข ตามจำนวนที่ได้รับจัดสรรให้ปฏิบัติงานที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 เป็นต้นไปโดยคำนึงถึงอัตรากำลังข้าราชการในภาพรวมทั้งระบบตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 เรื่องยุทธศาสตร์การปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ โดยจัดสรรจากอัตราข้าราชการที่เกษียณอายุในแต่ละปี ตามความเหมาะสมจำเป็น และหากไม่อาจกำหนดตำแหน่งให้เพียงพอในแต่ละปีได้ ให้พิจารณากำหนดตำแหน่งเป็นพนักงานราชการหรือพนักงานของรัฐ ตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป
- ให้สำนักงาน ก.พ. และกระทรวงสาธารณสุขร่วมกันพิจารณาปรับปรุงค่าตอบแทน สิทธิ และประโยชน์ตอบแทน ของตำแหน่งพนักงานราชการ พนักงานของรัฐ ทางการสาธารณสุข ให้มีสิทธิเท่าเทียมหรือไม่น้อยกว่าที่ข้าราชการได้รับเพื่อเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรทางการสาธารณสุขเข้าทำงานและคงอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว
- ให้กระทรวงสาธารณสุขนำเรื่องนี้ไปพิจารณาประกอบกับภาพรวมตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 สิงหาคม 2548 (เรื่อง ข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการผลิตบุคลากรสาขาพยาบาลตามความต้องการกำลังคนของกระทรวงสาธารณสุขที่มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขรับเป็นเจ้าภาพไปพิจารณาเกี่ยวกับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั้งระบบโดยให้ครอบคลุมทั้งด้านความต้องการ (Demand) และด้านการผลิต (Supply) ตลอดจนงบประมาณค่าใช้จ่ายด้วย
กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า
- ตามแผนแม่บทกำลังคนด้านสาธารณสุขที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว กระทรวงสาธารณสุขได้แสดงความต้องการบุคลากรทางสาธารณสุขไว้ ดังนี้
ตำแหน่ง ปี 2548 ปี 2549 อัตรากำลังปฏิบัติงานปัจจุบัน แพทย์ 15,456 15,607 9,264 ทันตแพทย์ 6,497 6,547 2,319 เภสัชกร 6,462 6,507 4,838
- กระทรวงสาธารณสุข ได้บริหารจัดการกำลังคนโดยได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการกระจายกำลังคนให้มีประสิทธิภาพ ตามระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ แผนกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตกำลังคนด้านสาธารณสุขให้สอดคล้องกับความต้องการกำลังคนจากสถานการณ์ที่ขาดแคลนกำลังคน รัฐบาลได้พยายามแก้ปัญหาโดยการเพิ่มการผลิตแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาลแล้ว แต่การไม่มีตำแหน่งข้าราชการรองรับก็ไม่สามารถดึงบุคลากรด้านสาธารณสุขเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของรัฐได้ เพราะการบรรจุเป็นลูกจ้างชั่วคราว หรือ พนักงานราชการไม่อาจจูงใจให้มาอยู่ในระบบได้ ในที่สุดก็ลาออกหรือโอนไป ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนมีความต้องการแพทย์ และทันตแพทย์เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นความขาดแคลนกำลังคนให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น
- เพื่อให้การดำเนินการจัดการด้านสาธารณสุขและเพื่อรองรับการปรับระบบข้าราชการสาธารณสุขในการปฏิรูปในอนาคต ประกอบกับแผนความต้องการกำลังคนด้านสาธารณสุขยังมีความต้องการตำแหน่งแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกรอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเป็นการแก้ปัญหาการลาออกของบุคลากรทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว
10. เรื่อง การจัดสร้างสวนสาธารณะ (หนึ่งตำบล หนึ่งสวนสาธารณะ)
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เรื่องการจัดสร้างสวนสาธารณะ (หนึ่งตำบลหนึ่งสวนสาธารณะ) ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 เห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอให้รัฐมนตรีทุกคนสั่งการให้กระทรวง/หน่วยงานในสังกัด สำรวจที่ดินซึ่งอยู่ในความดูแลและยังมิได้ใช้ประโยชน์ พิจารณาความเหมาะสมในการนำพื้นที่ดังกล่าวมาจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะหรือพื้นที่สันทนาการหรือพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสั่งการให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) พิจารณานำที่ดินว่างเปล่าของ รฟม. ที่มิได้ใช้ประโยชน์มาจัดสร้างสวนสาธารณะ โดยมีความคืบหน้าการดำเนินการดังนี้
1. การดำเนินงานของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัด
- 1.1 กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชนาวี ได้ดำเนินการสำรวจที่ดิน ซึ่งอยู่ในความดูแลที่ยังมิได้ใช้ประโยชน์สามารถจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะ หรือพื้นที่สันทนาการ หรือพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนได้ คือ
- (1) พื้นที่ริมเขื่อนปากร่องน้ำ ที่ศาลา ทั้ง 2 ฝั่ง จำนวน 85 ไร่ บริเวณหาดด่านภาษี หมู่ที่ 9 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช โดยองค์การบริหารส่วนตำบล ท่าศาลา ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวของตำบลและอำเภอ
- (2) พื้นที่ชายหาดบ้านแขวงเภา ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 ไร่ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลท้องเนียน ขออนุญาตใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะและศาลเอนกประสงค์สำหรับใช้ในการประกอบกิจการต่าง ๆ
- (3) สำนักงานการขนส่งทางน้ำสาขาภูเก็ต ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตมีพื้นที่ว่างประมาณ 5 ไร่ สามารถปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะหรือที่พักผ่อนหย่อนใจได้
- (4) บริเวณปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ว่างประมาณ 2 ไร่เศษ สามารถปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะ หรือที่พักผ่อนหย่อนใจได้
- 1.2 กรมการขนส่งทางอากาศ ได้ดำเนินการสำรวจแล้วมีท่าอากาศยานจำนวน 2 แห่ง ที่มีพื้นที่สามารถจัดสร้างสวนสาธารณะ ได้คือ (1) ท่าอากาศยานเพชรบูรณ์ (2) ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช
- 1.3 กรมทางหลวง ได้ดำเนินการสำรวจที่ดินสงวนนอกเขตทางในความควบคุมดูแลของสำนักทางหลวง และแขวงการทางทั่วประเทศปรากฏว่ามีพื้นที่เหมาะสมสามารถดำเนินการตามโครงการดังกล่าวได้ จำนวน 162 แปลง
- 1.4 กรมทางหลวงชนบท ได้ตรวจสอบที่ดินซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลและยังมิได้ใช้ประโยชน์แล้ว ปรากฏว่ามีพื้นที่ที่จะนำมาจัดสร้างเป็นสวนสาธารณะ จำนวน 1 แห่ง คือ บริเวณริมถนนนครอินทร์ช่วง กม.3+200 ขวาทางและซ้ายทาง
- 1.5 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้มอบที่ดินใต้ทางพิเศษให้ส่วนราชการต่าง ๆ ใช้จัดทำลานกีฬา สวนสาธารณะทางลัดและทางจักรยานไปเรียบร้อยแล้ว จำนวน 108 แห่ง คิดเป็นเนื้อที่ 180,161.61 ตารางวา สำหรับพื้นที่ใต้ทางพิเศษส่วนที่เหลือได้จัดทำแผนกลยุทธ์ และดำเนินการพัฒนาพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2547
- 1.6 การท่าเรือแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการจัดสร้างสวนสาธารณะและลานกีฬาโดยได้ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการสนับสนุนการจัดสร้างในพื้นที่ของการท่าเรือฯ หลายแห่งตามโครงการสร้างปอดใหม่ ให้แก่ชุมชน สำหรับท่าเรือแหลมฉบังได้ดำเนินการจัดสร้างสวนสาธารณะและพื้นที่สันทนาการเพื่อพักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนบริเวณสวนอนุสรณ์สมเด็จพระศรีนครินทร์ทราบรมราชชนนี บริเวณทางเข้าสำนักอำนวยการและบริเวณศูนย์สวัสดิการบ้านพักพนักงานท่าเรือแหลมฉบัง
2. การดำเนินการของ รฟม. รฟม. ดำเนินการจัดสร้างสวนหย่อมและปลูกต้นไม้ ทั้งบริเวณพื้นที่สำนักงานการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานครสาย เฉลิมรัชมงคล เช่น สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง สถานีรถไฟฟ้าสามย่าน สถานีรถไฟฟ้าสีลม สถานีรถไฟฟ้าลุมพินี สถานีรถไฟฟ้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานีรถไฟฟ้าสุขุมวิท สถานีรถไฟฟ้าเพชรบุรี สถานีรถไฟฟ้าพระราม 9 สถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน และบริเวณอาคารจอดรถ 9 ชั้น สถานีรถไฟฟ้าลาดพร้าว เป็นต้น หากมีพื้นที่ว่างเปล่าที่มิได้ใช้ประโยชน์ รฟม. ก็จะพิจารณาดำเนินการนำมาจัดสร้างสวนสาธารณะต่อไป
11. เรื่อง การปรับปรุงชื่อ องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการปรับปรุงชื่อ องค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยเปลี่ยนชื่อจาก "คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน" เป็น คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน" และปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการ และอำนาจหน้าที่ให้ครอบคลุมการรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในทุกเรื่อง โดยมี
องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. องค์ประกอบ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือผู้แทน เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา หรือผู้แทน เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม หรือผู้แทน อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ หรือผู้แทน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม หรือผู้แทน อธิบดีกรมควบคุมโรค หรือผู้แทน อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง หรือผู้แทน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ หรือผู้แทน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือผู้แทนนายกสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) หรือผู้แทน ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือผู้แทน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์ นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา โดยมีอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นกรรมการและเลขานุการ และรองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้อำนวยการสถาบันความปลอดภัยในการทำงาน ผู้อำนวยการกองตรวจความปลอดภัย เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
2. อำนาจหน้าที่
- กำหนดนโยบายการส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัย
- กำกับและอำนวยการเพื่อให้การรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานและอาชีวอนามัยเป็นไปตามนโยบายรัฐบาล
- รณรงค์สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นในสังคมแรงงาน
- จัดงานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงาน
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานเพื่อปฏิบัติงานเฉพาะกิจได้ตามความจำเป็น
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2548 เป็นต้นไป
12. เรื่อง ผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ รายงานผลการ ดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ในห้วงวันที่ 1 - 31 สิงหาคม 2548 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. ด้านการปราบปรามยาเสพติด
1.1 การจับกุมคดียาเสพติดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1 - 31 สิงหาคม 2548 มีผลการดำเนินงานดังนี้
ผลการจับกุม 1- 31 สิงหาคม 2548 จำนวนคดี (ราย) ผู้ต้องหา (คน) 1. ผลิต/นำเข้า/ส่งออก
2. จำหน่าย
3. ครอบครองเพื่อจำหน่าย
4. ครอบครอง
5. เสพ36
377
768
1,313
2,46433
458
929
1,331
2,550รวม 4,958 5,301 ของกลางยาบ้า 387,116 เม็ด การตรวจยึด/อายัดทรัพย์สิน 5,104,888 บาท (ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ณ วันที่ 5 กันยายน 2548 )
1.2 การควบคุมแหล่งแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ มีผลการปฏิบัติงานดังนี้
การปฏิบัติการ จำนวน ผลการดำเนินงาน ตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด 36,392 ครั้ง ผลการจับกุม 1,170 ครั้ง ปิดล้อมตรวจค้น 4,269 ครั้ง ผลการจับกุม 1,044 ครั้ง ตรวจสถานบันเทิง/บริการ 16,951 ครั้ง ตรวจปัสสาวะ 16,387 ราย พบสีม่วง 182 คน ตรวจหอพัก 2,489 ครั้ง ตรวจปัสสาวะ 3,270 ราย พบสีม่วง 41 คน ตรวจโรงงาน 1,492 ครั้ง ตรวจปัสสาวะ 3,848 ราย พบสีม่วง 25 คน (ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ณ วันที่ 5 กันยายน 2548)
1.3 การสกัดกั้นยาเสพติดตามแนวชายแดน มีผลการปฏิบัติงานดังนี้
รายงาน จำนวน ผลการดำเนินงาน
(1 - 31 สิงหาคม 2548)- ลาดตระเวน
- ตั้งจุดตรวจ/ด่านตรวจ
- ปิดล้อมตรวจค้น
- จับกุมผู้ต้องหา
- ยาบ้า
- กัญชา
- เฮโรอีนครั้ง
ครั้ง
ครั้ง
ครั้ง
ครั้ง
ครั้ง
ครั้ง9,590
10,331
589
457
208,444
1,659
15(ศตส.กองทัพไทย ณ วันที่ 5 กันยายน 2548 )
1.4 ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการยุติแหล่งผลิตยาเสพติด
- การจัดสัมมนาการปฏิบัติการร่วมในการปราบปรามยาเสพติดระหว่างไทย - พม่า ระหว่างวันที่ 1 - 4 สิงหาคม 2548 ณ จังหวัดเชียงราย โดยมีเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดระดับปฏิบัติการทั้งฝ่ายไทยและพม่า เข้าร่วมสัมมนาฝ่ายละ 10 คน
- ฝ่ายไทยได้ประสานสำนักงานประสานงานฯ เมียวดี สหภาพพม่า ให้เพิ่มการเฝ้าระวังการ ลักลอบขนยาเสพติดบริเวณฝั่งตรงข้ามกับด่านเจดีย์สามองค์ของไทย เนื่องจากขณะนี้พบว่าการลักลอบนำยาบ้าเข้ามา ในประเทศไทยบริเวณนี้มากขึ้น
- จัดตั้งสำนักงานประสานงานชายแดนเพิ่มเติมและจุดประสานงานชายแดนเพิ่มเติมคือชายแดนไทย - ลาว และการขยายการลาดตระเวนร่วมบริเวณลำน้ำโขงชายแดนไทย - ลาว
- การทดลองจัดระเบียบเรือที่เมืองสีโคดตะบอง นครหลวงเวียงจันทน์ ตรงข้ามกับ อ.สังคม จ.หนองคาย
- การแลกเปลี่ยนตัวอย่างยาเสพติดที่จับกุมได้ระหว่างกันเพื่อนำมาตรวจพิสูจน์
- ความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ไทย - ลาว ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรลักลอบค้ายาเสพติดและดำเนินคดีร่วมกัน จนนำไปสู่การจับกุมนักค้ายาเสพติดข้ามแดน
2. ด้านการบำบัดรักษาผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด มีผลการดำเนินงานดังนี้
การบำบัด ผลการดำเนินงาน
1-31 สิงหาคม 25481. ระบบสมัครใจ
2. ระบบบังคับบำบัด
3. ระบบต้องโทษ242 ราย
426 ราย
27 รายรวม 695 ราย ข้อมูล : ฐานข้อมูลระบบ บสต. 2 กันยายน 2548
3. ด้านการป้องกันกลุ่มผู้มีโอกาสเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
จากข้อมูลการแพร่ระบาดของยาเสพติดในช่วงเดือนมกราคม - กรกฎาคม 2548 ที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มวัยรุ่น และเยาวชน มีอัตราการเสพยาเสพติดสูงขึ้นทั้งในพื้นที่ กทม. และตัวเมืองใหญ่ในภาคต่าง ๆ การจัดระเบียบสังคมถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมให้แก่คนในชาติ ซึ่งปัจจุบันเยาวชนถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มนักค้ายาเสพติด มุ่งแสวงผลประโยชน์จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ดังนั้น ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด จึงได้ศึกษาแนวทางการจัดระเบียบสังคมจากหน่วยปฏิบัติงานจริง โดยจัดทำเป็นรูปแบบการดำเนินงานจัดระเบียบสังคมเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วประเทศต่อไป โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ เด็ก วัยรุ่น เยาวชน นักเรียน/นักศึกษา ประชาชนทั่วไป และสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง สำหรับพื้นที่ในการดำเนินการ เนื่องจากพื้นที่เขตเมืองใหญ่เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นแหล่งมั่วสุม ขอบเขตการดำเนินงานจึงมุ่งเน้นในพื้นที่เขตอำเภอเมือง และอำเภอใหญ่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวและสถานบริการต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานที่เปิดสามารถเข้าตรวจค้นได้โดยมีกฎหมายรองรับแต่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการกระทำความผิดสูง โดยเฉพาะแหล่งมั่วสุมต่างๆ เช่น สถานบันเทิง สถานบริการ ร้านเกมส์ เป็นต้น
ซึ่งหากดำเนินการต่อพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มงวดจริงจังมิใช่เพียงการตรวจค้นเท่านั้น ยังรวมไปถึงการวางแนวปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่เยาวชน ประชาชน และสถานประกอบการ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน น่าจะส่งผลให้การควบคุมลดระดับความรุนแรงของปัญหายาเสพติด รวมถึงปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
4. ด้านการบริหารจัดการ การบริหารจัดการกลไกการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่จังหวัด
สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ศตส.มท. ดำเนินการสรุปรูปแบบแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งใน การดำเนินงานเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่จังหวัดสำหรับการพัฒนาในปี 2549 โดยคัดเลือกจังหวัดที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนกลไกการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดจำนวน 11 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี ปทุมธานี สระแก้ว กำแพงเพชร เชียงราย แพร่ เพชรบูรณ์ กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช และพัทลุง ร่วมประชุมสัมมนาฯ ในระหว่างวันที่ 8-9 สิงหาคม 2548 ณ โรงแรมรามา การ์เดน เพื่อสรุปเป็นรูปแบบและแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในระดับพื้นที่จังหวัดปี 2549 โดยสรุปดังนี้
- หน่วยงานต่าง ๆ ต้องถือว่า "การเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด" เป็นภารกิจประจำ และเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด
- พัฒนาบุคลากรที่รับผิดชอบเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดของจังหวัดให้มีความรู้ ความสามารถ และมีทักษะในการขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด
- สนับสนุนนระบบเทคโนโลยี ศตส.จ./กทม. เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
- ผลักดันให้มีการนำผลการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดไปใช้ประโยชน์เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ
- ให้มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดแก่สาธารณชนเป็นระยะ ๆ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด
5. การเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด
- การเฝ้าระวังปัญหาการนำเข้ายาเสพติด
พื้นที่ลักลอบนำเข้ายาเสพติด นักค้ายาเสพติดได้พยายามเปลี่ยนเส้นทางลำเลียงยาเสพติดไปนำเข้าทางชายแดน ไทย-ลาว และไทย-กัมพูชา เพิ่มมากขึ้นโดยพบสัดส่วนการนำเข้าทางภาคเหนือ ร้อยละ 52.1 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 38.7 และภาคกลาง ร้อยละ 9.2 โดยเป็นการจับกุมการลักลอบนำเข้ารายสำคัญของกลางมากกว่าแสนเม็ด จำนวน 2 ครั้ง คือ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จำนวน 398,000 เม็ด และอ.เมือง จ.หนองคาย จำนวน 270,000 เม็ด
- การเฝ้าระวังปัญหาการค้ายาเสพติด
กลุ่มนักค้าชาวไทย และกลุ่มนักค้าที่เป็นแรงงานต่างด้าว ทั้งชาวพม่า ลาว และกัมพูชา มีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ทั้งที่เป็นผู้ค้ารายย่อยและกลุ่มเครือข่าย ซึ่งในช่วงนี้มีการจับกุมเครือข่ายแรงงานต่างด้าวได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. โดยมีการใช้ทั้ง Border Pass หนังสือเดินทางและการแอบอ้างนำบัตรประชาชน ชาวไทยมาใช้ กลุ่มนักค้าชาวมาเลเซียลักลอบนำเอ็กซ์ตาซีเข้ามาจำหน่ายในสถานบังเทิงในพื้นที่ อ. สะเดา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเข้ามาจัดหาไอซ์จากพม่าผ่านประเทศไทย โดยนักค้ารายสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือเป็นผู้นำเข้ามาทางด้าน จ.เชียงราย และจ.หนองคาย โดยการลำเลียงซึ่งมีทั้งการซุกซ่อนในรถยนต์ การส่งผ่านบริษัทรับ - ส่งพัสดุ การว่าจ้างผู้ลำเลียงชาวไทยนำไปส่งให้ลูกค้าชาวมาเลเซียที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ก่อนที่จะซุกซ่อนในรถยนต์นำกลับไปประเทศมาเลเซีย รวมทั้งการจัดหารรถยนต์ให้กับนักค้าทั้งชาวไทยและชาวลาวใช้ซุกซ่อนยาเสพติด
- การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของยาเสพติด
ยาบ้ายังคงมีสัดส่วนสูงกว่าตัวยาชนิดอื่นในทุก ๆ ภาค ซึ่งส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 50 ยกเว้นภาคใต้ที่มีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 40 นอกจากนี้ภาคใต้ยังมีสัดส่วนผู้เข้ารับการบำบัดรักษาเฮโรอีนและกัญชา สูงกว่าภาคอื่น ๆ สารระเหยสูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามเมื่อประมวลในภาพรวมทุกตัวยามีสัดส่วนลดลงจากเดือนที่ผ่านมา ยกเว้นยาบ้าที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้เมื่อพิจารณาชนิดยาเสพติดร่วมกับอาชีพ ยาบ้าก็ยังเป็นตัวยาที่ผู้เข้ารับการบำบัดรักษาทุกอาชีพมีการใช้มากที่สุด (เฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 78.8)
พื้นที่เฝ้าระวังปัญหายาเสพติด จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด และการรายงานสถานการณ์ยาเสพติดในพื้นที่ พบว่าพื้นที่ที่ควรเฝ้าระวังด้านการค้าสำคัญได้แก่ ยาบ้า จ.เชียงใหม่ เชียงราย สมุทรปราการ และกทม. กัญชา จ.หนองคาย ขอนแก่น สงขลา และกทม. เฮโรอีน จ.สุราษฎร์ธานี ไอซ์ จ.สงขลา และ กทม. เอ็กซ์ตาซี กทม.
13. เรื่อง การประชุมกลุ่มจังหวัดเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัด และการแก้ไขปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ความยากจน และนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยในระดับพื้นที่
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน (ศตจ.มท.) และศูนย์ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด กระทรวงมหาดไทย (ศตส.มท.) รายงานการประชุมกลุ่มจังหวัดเพื่อการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัด และการแก้ไขปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล ความยากจน และนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงมหาดไทยในระดับพื้นที่ ในวันที่ 29 สิงหาคม 2548 ณ จังหวัดเชียงราย วันที่ 7 กันยายน 2548 ณ กรุงเทพมหานคร และวันที่ 9 กันยายน 2548 ณ จังหวัดขอนแก่น สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. การนำเสนอผลการดำเนินงานของกลุ่มจังหวัด
- 1.1 การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด รวม 14 กลุ่มจังหวัดใน 3 ภาค ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ ผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด ซึ่งพบว่ามีความก้าวหน้าในการพัฒนากลุ่มจังหวัดมากขึ้น มีการกำหนดเป้าประสงค์ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 9 ประการ จัดวางกลยุทธ์ในการพัฒนาให้ครอบคลุมและเหมาะสมกับพื้นที่ มีการหาจุดแข็งของแต่ละจังหวัดเพื่อเป็นเจ้าภาพ ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ โดยยึดศักยภาพของพื้นที่ ทรัพยากร ภูมิศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การแข่งขัน ด้านการท่องเที่ยว การลงทุน ด้านพัฒนาการเกษตร และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นสำคัญ โดยมองมิติของภูมิภาค และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย จากการชี้แจงของผู้ว่าราชการจังหวัดผู้แทนกลุ่มจังหวัด พบว่าการกำหนดตัวชี้วัดของกลุ่มจังหวัดในปีแรกได้รับการประเมินผลในระดับที่น่าพอใจ
- 1.2 การดำเนินการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้มีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จริงจัง โดยจังหวัดชายแดน มีการตั้งด่านสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน มาตรการด้านการข่าว การค้าหาผู้เสพ/ผู้ติดนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา การดำเนินการยึดทรัพย์ การเพิ่มจำนวนและคุณภาพผู้ประสานพลังแผ่นดิน และแต่ละกลุ่มจังหวัดได้นำเสนอพื้นที่เสี่ยงที่เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในการนำเข้า การเคลื่อนไหวลำเลียง และข้อมูลการดำเนินการด้านการปราบปรามมีตัวเลขที่เฝ้าติดตามที่ชัดเจน แต่ยังต้องพัฒนาการบริหารการจัดการให้แน่นแฟ้นมากขึ้น และสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน/ชุมชนให้เป็นหมู่บ้านประเภท ก และ ข ให้ยั่งยืน
- 1.3 การดำเนินงานต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจน ปัญหาหนี้สิน ที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยเป็น 3 ปัญหาหลักของผู้มาจดทะเบียน การแก้ไขปัญหามีการแก้ปัญหาตามสภาพของปัญหาในภาพรวมไปได้ประมาณร้อยละ 30 ขณะที่การออกคาราวานแก้จน หลังจากที่นายกรัฐมนตรีเชิญนายอำเภอทั่วประเทศ มารับฟังการชี้แจงได้ลงพื้นที่ในระดับครัวเรือน พร้อมกันตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2548 ได้มีการตรวจสอบคัดกรองข้อมูลและให้ความช่วยเหลือ กำหนดให้แล้วเสร็จในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบจะมีผู้ยากจนที่ต้องเข้าไปให้การดูแลลดลงจากที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะด้านที่ดินทำกิน จะมีเกษตรกรที่ยากจนจริง ๆ ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้มาลงทะเบียนเท่านั้น ในด้านอื่น ๆ จะจัด Supply ลงไปในพื้นที่ โดยการผนึกกำลังของส่วนราชการ องค์กรท้องถิ่น ภาคเอกชน ซึ่งจะประมวลรายงานให้ ส่วนกลางทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป
- 1.4 ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ในแต่ละกลุ่มจังหวัดได้นำเสนอปัญหาความมั่นคงที่กระทบในภาพรวม โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ ซึ่งกลุ่มจังหวัดทั้ง 3 ภาค ได้วางน้ำหนักเป็นประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญสูง โดยได้ใช้การสานสัมพันธ์ตามแนวนโยบายของรัฐบาลกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด รวมทั้งนำเสนอปัญหาเฉพาะของพื้นที่ เช่น ปัญหาชาวม้งที่หลบหนีเข้ามาอยู่ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองทางจังหวัดตาก การแก้ปัญหาชาวม้งถ้ำกระบอก ที่จังหวัดสระบุรี ปัญหาแรงงานต่างด้าว ในกลุ่มภาคกลางตอนล่าง ที่จังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดชลบุรี
- 1.5 งานนโยบายเร่งด่วนสำคัญของรัฐบาล ได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนหลังของปี ปัญหาเด็กและเยาวชน การค้ามนุษย์ การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดภาคเหนือตอนบน ที่จังหวัดเชียงราย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน การเตรียมการป้องกันอุทกภัยของทางภาคเหนือตอนล่าง การแก้ปัญหาภัยแล้งในจังหวัดอีสานใต้ และการทำฝายแม้วตามนโยบายของรัฐบาล
2. ปัญหา ข้อจำกัด ในการดำเนินการ
การดำเนินการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้สรุปปัญหาและข้อจำกัด ในการดำเนินการ ดังนี้
- 2.1 การพัฒนายุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดในปีที่สอง แม้จะมีการกำหนดวงเงินในการบริหารโครงการ ในกลุ่มจังหวัดร้อยละ 30 แต่ยังขาดการวิจัยและพัฒนาเพื่อศึกษา และเชื่อมโยงในภาพรวม หรือระดับหน่วยงานส่วนกลาง ลงมาศึกษาวิเคราะห์ให้ดังเช่น กลุ่มเชียงใหม่ หรือกลุ่มอันดามัน ที่มีการวิจัยเชิงวิชาการสนับสนุน
- 2.2 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) แต่ยังไม่ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ (กบอ.) จึงทำให้มีการเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย ยังไม่ทอดยาวต่อไปยังระดับพื้นที่จริง ๆ ต้องใช้ทักษะการบริหารจัดการของนายอำเภอเป็นสำคัญ เช่น การแก้ปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการระดับพื้นที่อำเภอยังขาดความคล่องตัว ประกอบด้วย หน่วยงานในระดับอำเภอ ลดน้อยลง จากผลพวงการปฏิรูปราชการ 3 ปีก่อน
- 2.3 การบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ ยังไม่ครอบคลุมถึงการบริหารงานบุคคล ในส่วนของข้าราชการจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัด/อำเภอ รวมทั้ง ยังมีส่วนราชการบางหน่วยงานไม่เข้าใจระบบจัดทำแผนงานและงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ทำให้การพิจารณาแผนงาน/โครงการ ยังไม่ตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดเท่าที่ควร
- 2.4 การจัดสรรงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการได้รับล่าช้า ส่งผลถึงการเบิกจ่ายงบประมาณและการเบิกด้วยระบบ GFMIS ซึ่งเริ่มในปีนี้เป็นปีแรกยังประสบปัญหาทางเทคนิคกล่าวคือ มีเครื่องลูกข่าย (TERMINAL) อยู่จำนวนน้อย ไม่เพียงพอต่อการให้บริการส่วนราชการที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณน้อย แต่ในทางปฏิบัติมีการดำเนินการในกระบวนการเบิกจ่ายแล้ว สำหรับโครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2548
- 2.5 ปัญหาการประนอมหนี้นอกระบบ ยังมีนายทุนไม่ให้ความร่วมมือ มีการข่มขู่ลูกหนี้ ศตจ. จังหวัด จึงดำเนินมาตรการทางด้านภาษีและขึ้นบัญชีเป็นผู้มีอิทธิพล และถึงแม้การเจรจาหนี้นอกระบบจะสำเร็จแต่ส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ เนื่องจากธนาคารมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด
- 2.6 ปัญหาที่ดินทำกิน ส่วนใหญ่เป็นการบุกรุกที่สาธารณะ เขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ ซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิให้ตามความต้องการของคนที่ลงทะเบียน บางพื้นที่ไม่มี Supply และปรากฎผู้ลงทะเบียนไม่เป็นเกษตรกร และบางส่วนไม่ได้มีสภาพความยากจนจริง ต้องคัดแยกกลุ่มให้ชัดเจน นอกจากนี้การจัดหาที่อยู่อาศัยให้กับคนจน มักอยู่ห่างไกลจากที่ทำกิน และมีจำนวนไม่เพียงพอ
- 2.7 สำหรับกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งและวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกหลายมาตรการ ทั้งโครงการเร่งด่วน โครงการระยะสั้นและระยะยาว
3. ข้อเสนอจากพื้นที่
กลุ่มจังหวัดทั้ง 3 ภาค ได้ให้ข้อเสนอแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่กล่าวมา เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุผล ดังนี้
- 3.1 งบประมาณในการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ ควรจัดสรรงบประมาณให้เป็นภาพรวมของกลุ่มจังหวัด เพื่อรองรับข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มจังหวัดและจังหวัด (Blueprint for Change) โดยแยกออกจากงบประมาณในส่วนของจังหวัดอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการจูงใจและเป็นปัจจัยในการบูรณาการภายในกลุ่มจังหวัดให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง
- 3.2 ควรจัดตั้งศูนย์ประสานยุทธศาสตร์พัฒนากลุ่มจังหวัดอย่างเป็นทางการและถาวรและคัดเลือกเจ้าหน้าที่ที่มีสมรรถนะการทำงานสูงของกลุ่มจังหวัดมาปฏิบัติงานประจำที่ศูนย์นี้แบบเต็มเวลา
- 3.3 การบริหารการสั่งการจากส่วนกลางมายังผู้ว่า ฯ CEO มีจากหลายหน่วย ควรผ่านกระทรวงมหาดไทย เพื่อการประสานงานและบูรณาการ รวมทั้ง การจัดประชุม การอบรมสัมมนา ที่ต่างหน่วยต่างทำ ต่างกำหนด ต่างตรวจติดตาม (กระทรวงมหาดไทย ก.พ.ร. ก.พ. สำนักงบประมาณ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแล Cluster)
- 3.4 การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดควรเน้นคุณภาพและการพัฒนาหมู่บ้าน/ชุมชน ผู้ประสานพลังแผ่นดิน และสมาชิก TO BE NUMBER ONE ให้มีความเข้มแข็ง สะท้อนสถานการณ์ที่เป็นจริงของหมู่บ้าน ก-ข-ค-ง และต้องประชาสัมพันธ์ รณรงค์แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน เพื่อแสวงหาการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
- 3.5 ปรับปรุงระบบการข่าว โดยเฉพาะงบประมาณในการปราบปรามยาเสพติด จะต้องวางน้ำหนักภาคอีสานให้ทัดเทียมกับภาคเหนือ การจัดสุนัขตรวจให้มีจำนวนมากขึ้น
- 3.6 การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน กระทรวงการคลังควรพิจารณากำหนดแนวทางหลักเกณฑ์การให้กู้เงินกับผู้ลงทะเบียนให้มีความยืดหยุ่นกว่าเดิม เช่น กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ระยะเวลาการผ่อนชำระนาน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทะเบียนซึ่งประกอบอาชีพในลักษณะหาเช้า กินค่ำ สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้โดยง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมี 4 แนวทางช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ หรือไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ให้ชัดเจน
- 3.7ควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือปัญหาที่ดินทำกินให้เป็นการเฉพาะ โดยการบูรณาการแนวทางจากหน่วยที่รับผิดชอบ 7 หน่วยงาน เพื่อเป็นกรอบให้พื้นที่ปรับใช้
- 3.8 โครงการ SML มีข้อพิจารณาถึงการใช้เกณฑ์ประชากรไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ทำให้เกิดปัญหาในการทำประชาคมในบางแห่ง ควรกำหนดเกณฑ์เป็นรายครอบครัวแทนบุคคล
14. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลความคืบหน้า การรายงานความพร้อมของหมู่บ้าน/ชุมชน ในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML)นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดการขยายผลโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม 2548 จนถึงวันจันทร์ที่ 12 กันยายน 2548 โดยเป็นการรายงานผลครั้งที่ 6 ดังนี้
1. หมู่บ้าน/ชุมชน ทั่วประเทศได้รายงานผลการประชุมประชาคมของหมู่บ้าน/ชุมชน และได้ให้นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ/นายกเทศมนตรี ลงนามรับรองผลการประชุมประชาคม ตามหลักเกณฑ์ความพร้อมที่กำหนด ส่งผ่านจังหวัดมายังกระทรวงมหาดไทย จำนวน 42,611 หมู่บ้าน/ชุมชน
- 1) ภาคเหนือ 9,589 หมู่บ้าน/ชุมชน
- 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18,813 หมู่บ้าน/ชุมชน
- 3) ภาคกลาง 10,509 หมู่บ้าน/ชุมชน
- 4) ภาคใต้ 3,700 หมู่บ้าน/ชุมชน
ทั้งนี้ กรมการปกครองได้ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว จำนวน 37,956 หมู่บ้าน/ชุมชน ปรากฏว่ามีหมู่บ้าน/ชุมชน ที่ส่งแบบรับรองผลการประชุมประชาคมหมู่บ้าน/ชุมชน ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ จำนวน 2,211 หมู่บ้าน/ชุมชน โดยกรมการปกครองจะได้แจ้งจังหวัดดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง และส่งกลับมายังกรมการปกครองอีกครั้งหนึ่ง
2. กระทรวงมหาดไทยได้ตรวจสอบความพร้อมและจัดทำบัญชีรายละเอียดสำหรับการพิจารณา จำนวน 35,745 หมู่บ้าน/ชุมชน จัดส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินงบประมาณให้หมู่บ้าน/ชุมชน แล้ว แยกเป็น
- 1) ภาคเหนือ 8,621 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 1,957,100,000 บาท
- 2) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15,212 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 3,504,850,000 บาท
- 3) ภาคกลาง 8,788 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 2,055,900,000 บาท
- 4) ภาคใต้ 3,124 หมู่บ้าน/ชุมชน งบประมาณ 743,200,000 บาท
เมื่อสำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) อนุมัติโอนเงินงบประมาณให้หมู่บ้าน/ชุมชน ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว จะมีเงินงบประมาณจัดสรรลงสู่พื้นที่หมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 8,261,050,000 บาท
3. จากการตรวจสอบโครงการที่หมู่บ้าน/ชุมชน ได้ส่งให้สำนักงานพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้าน/ชุมชน (SML) เพื่ออนุมัติโอนเงินจากงบประมาณ จำแนกเป็นประเภทโครงการได้ ดังนี้
- 1) ด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ร้อยละ 28.62
- 2) ด้านการเกษตร ร้อยละ 9.01
- 3) ด้านส่งเสริมรายได้และอาชีพ ร้อยละ 6.65
- 4) ด้านสวัสดิการชุมชน ร้อยละ 37.92
- 5) ด้านอื่น ๆ ร้อยละ 17.80
15. เรื่อง การขุดลอกคลองและการนำดินขึ้นมาใช้ประโยชน์
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานการปรึกษาหารือเรื่องการขุดลอกคลองและการนำดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปปรึกษาหารือเกี่ยวกับการขุดลอกคลองและการนำดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ตามนโยบายการแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้ง ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี ฯ ได้ประชุมหารือร่วมกันแล้ว เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 โดยได้พิจารณาหาแนวทางที่จะนำนโยบายขุดลอกมาใช้โดยให้เอกชนผู้ขุดลอกสามารถที่จะนำดินหรือทรายที่ได้จากการขุดลอกไปใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง ซึ่งมีผลทำให้ต้นทุนก่อสร้างต่ำหรือเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ประชาชนได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งน้ำไว้ใช้ และทำให้ทางน้ำไหลสะดวก ลดปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้ง ดังนั้น หน่วยงานที่มีพื้นที่ที่จะขุดลอกได้จะต้องทำการปรับแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินการเช่นเดียวกับหลักการของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการเกี่ยวกับการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขิน พ.ศ. 2547 และที่ประชุมมีมติดังนี้
- ให้กรมธนารักษ์ ปรับแก้กฎหมายหรือระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อให้สามารถถือปฏิบัติตามนโยบายขุดลอกได้ เช่น ที่ดินในเขตชลประทาน ที่ราชพัสดุที่เป็นกรรมสิทธิ์ของกรมธนารักษ์ ฯลฯ โดยให้เอกชนสามารถนำดินหรือทรายที่ขุดลอกได้ไปใช้ประโยชน์และให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ส่วนหน่วยงานที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่มีพื้นที่ที่สามารถจะขุดลอกได้ เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ขอมอบให้ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับไปดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบ ตามมติที่ประชุมต่อไป
- ให้ทุกส่วนราชการที่มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินในความรับผิดชอบ มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ดำเนินการเช่นเดียวกับกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เพื่อให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยวิธีการเกี่ยวกับการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขิน พ.ศ. 2547 ได้
- ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายขุดลอกดังกล่าว เพื่อบูรณาการการขุดลอกให้ได้ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ถูกต้องตรงกับความประสงค์ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
16. เรื่อง รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยและภัยแล้ง
คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงกลาโหม รายงานการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับภัยแล้งในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2548 ดังนี้
การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ดำเนินการ ดังนี้
ในห้วงระหว่างวันที่ 15 ถึง 16 สิงหาคม 2548 พื้นที่ปฏิบัติการ อำเภอเมือง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย จัดกำลังพล จำนวน 150 คน รถยนต์บรรทุก จำนวน 16 คัน และเรือ จำนวน 2 ลำ ให้การช่วยเหลือ ได้แก่
- จัดตั้ง กองบรรเทาสาธารณภัย ณ สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ โดยดำเนินการรับ - ส่ง ประชาชน ข้าราชการ นักท่องเที่ยว และผู้ป่วยรวมประมาณ 1,000 คน บรรทุกถุงทรายแจกจ่ายให้กับราษฎร ขนย้ายอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ แจกจ่ายสิ่งอุปโภคบริโภค น้ำดื่มให้กับราษฎร
- ขนย้ายสิ่งของให้กับราษฎร และนักเรียน จำนวน 20 ครัวเรือน และร่วมกับเทศบาลเมืองเชียงราย นำกระสอบทรายวางกั้นบริเวณริมแม่น้ำลาว
ในห้วงระหว่างวันที่ 16 ถึง 17 สิงหาคม 2548 พื้นที่ปฏิบัติการ จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดกำลังพล จำนวน 96 นาย และรถยนต์บรรทุก จำนวน 7 คัน ให้การช่วยเหลือ ได้แก่
- สนับสนุนสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กระทรวงหมาดไทย บรรทุกถุงทรายไปไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำปิง และทำความสะอาด เก็บขยะบริเวณตลาดวโรรส ถนนเชียงใหม่ลำพูน และบริเวณตลาดหนองหอย
- แจกจ่ายถุงยังชีพ จำนวน 350 ถุง ให้กับราษฎร บ้านน้ำริน, บ้านห้วยไร่, ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า ซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย ค้นหาศพ เปิดเส้นทางคมนาคมสาย อำเภอแม่สะเรียง - บ้านเสาหิน
ในห้วงระหว่างวันที่ 18 ถึง 20 สิงหาคม 2548 พื้นที่ปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดแม่ฮ่องสอน, จังหวัดน่าน, จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงราย จัดกำลังพล จำนวน 82 นาย รถยนต์บรรทุก จำนวน 12 คัน ให้การช่วยเหลือ ได้แก่
- แจกจ่ายน้ำ อุปโภค บริโภค จำนวน 35 ครัวเรือน
- แจกจ่ายถุงยังชีพ จำนวน 100 ถุง ให้กับราษฎร ที่ตำบลสบป่อง อำเภอปางมะผ้า
- ขนย้ายสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวกบริเวณ ตำบลวรนคร อำเภอปัว
- เตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ และถุงยังชีพ จำนวน 200 ถุง เตรียมการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย
ในห้วงระหว่างวันที่ 27 ถึง 28 สิงหาคม 2548 พื้นที่ปฏิบัติการ จังหวัดเชียงราย จัดกำลังพล จำนวน 30 นาย รถยนต์บรรทุก จำนวน 4 คัน ให้การช่วยเหลือ ได้แก่
- อำเภอเมือง ขนย้ายสิ่งของและประชาชนที่ประสบอุทกภัย ขนย้ายกระสอบทรายและวางแนวป้องกันน้ำ
- อำเภอแม่จัน ขนย้ายสิ่งของและประชาชนที่ประสบอุทกภัยในเขตเทศบาล
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก ได้ดำเนินการในห้วงระหว่างวันที่ 13 ถึง 19 สิงหาคม 2548 ดังนี้
- พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดกำลังพล จำนวน 330 นาย รถยนต์บรรทุก จำนวน 13 คัน ขนย้ายสิ่งของสัมภาระของราษฎรไปพื้นที่ปลอดภัย กำจัดซากปรักหักพัง และสนับสนุนขนเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับส่วนราชการ และมูลนิธิต่าง ๆ ที่นำมาช่วยเหลือประชาชนในอำเภอปายและอำเภอเมือง
- พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จัดกำลังพล จำนวน 258 นาย รถยนต์บรรทุก จำนวน 18 คัน ขนย้ายสิ่งของสัมภาระของราษฎรไปพื้นที่ปลอดภัย กำจัดซากปรักหักพัง และสนับสนุนขนเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับส่วนราชการ และมูลนิธิต่าง ๆ ที่นำมาช่วยเหลือประชาชน ในอำเภอสารภี และอำเภอเมือง
- พื้นที่จังหวัดน่าน จัดกำลังพล จำนวน 40 นาย รถยนต์บรรทุก จำนวน 1 คัน ขนย้ายสิ่งของสัมภาระของราษฎรไปพื้นที่ปลอดภัยและกำจัดซากปรักหักพัง
- จัดเฮลิคอปเตอร์ จำนวน 2 เครื่อง พร้อมชุดกู้ภัยรับผู้บาดเจ็บ จำนวน 3 คน และผู้เสียชีวิต จำนวน 1 คน รวมทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภคแจกจ่ายให้ราษฎรในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
- ดำเนินการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนทราบสถานการณ์ และแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ทราบอย่างต่อเนื่อง
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพเรือ ได้ดำเนินการในห้วงระหว่างวันที่ 22 ถึง 24 สิงหาคม 2548 ดังนี้
- จัดรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ติดท้าย และกำลังพลเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยขนย้ายสิ่งของออกจากบ้านเรือนที่ประสบอุทกภัย และขนส่งราษฎร และนักเรียนไป - กลับ ระหว่างบ้านพักอาศัย - ถนนหมู่บ้าน บริเวณบ้านหนองงิ้ว บ้านโนนตาล และบ้านคำฮาก อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม
- นำเรือยนต์ท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ติดท้ายไปมอบให้กับผู้ใหญ่บ้านโนนตาล อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เพื่อไว้ช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย
การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง
ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพอากาศ ได้ปฏิบัติภารกิจฝนหลวงระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม 2548 ถึง 1 กันยายน 2548 ดังนี้
- หน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศฐานปฏิบัติการกองบิน 1ฯ จังหวัดนคราชสีมา จัดนักบินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติการโดยเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 9 (NOMAD) จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT - 67) ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดบุรีรัมย์, จังหวัดชัยภูมิ, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดศรีสะเกษ, จังหวัดอำนาจเจริญ, จังหวัดยโสธร และจังหวัดอุบลราชธานี ทำการบิน 37 เที่ยวบิน 36 ชั่วโมงบิน ใช้สารเคมี 46 ตัน ผลการปฏิบัติภารกิจมีฝนตกรวม 7 วัน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมานั้นมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางและหนัก
- หน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศฐานปฏิบัติการกองบิน 2ฯ จังหวัดลพบุรี จัดนักบินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติการโดยเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 9 (NOMAD) จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT - 67) จำ นวน 2 เครื่อง ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี, จังหวัดสุพรรณบุรี, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดชัยนาท, จังหวัดอุทัยธานี, จังหวัดนครสวรรค์, จังหวัดกาญจนบุรี, จังหวัดสระบุรี, จังหวัดเพชรบูรณ์, จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดสิงห์บุรี ทำการบิน 43 เที่ยวบิน 45.1 ชั่วโมงบิน ใช้สารเคมี 58 ตัน ผลการปฏิบัติภารกิจมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง จำนวน 7 วัน โดยเฉพาะในพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี, จังหวัดกาญจนบุรี, จังหวัดนครสวรรค์, จังหวัดชัยนาท, จังหวัดเพชรบูรณ์, จังหวัดลพบุรี, จังหวัดนครราชสีมา
- หน่วยบินปฏิบัติการฝนหลวงกองทัพอากาศฐานปฏิบัติการฝูงบิน 106 อู่ตะเภา จังหวัดระยอง จัดนักบินและเจ้าหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติการ โดยเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 2 ก (BT - 67) จำนวน 2 เครื่อง และเครื่องบินโจมตีธุรการแบบที่ 2 (AU - 23A PEACEMAKER) ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว, จังหวัดปราจีนบุรี, จังหวัดฉะเชิงเทรา, จังหวัดจันทบุรี, จังหวัดระยอง, จังหวัดตราด, จังหวัดชลบุรี และจังหวัดนครนายก ทำการบินรวมจำนวน 23 เที่ยวบิน 27.1 ชั่วโมงบิน ใช้สารเคมี 45.0 ตัน ผลการปฏิบัติภารกิจมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง จำนวน 6 วัน ครอบคลุมทุกจังหวัด
17. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับเงินช่วยค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.) ให้แก่ผู้รับบำนาญในอัตราร้อยละห้าของเงินเบี้ยหวัดหรือบำนาญ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเพื่อช่วยเหลือผู้รับบำนาญในสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเพื่อให้สอดคล้องกับการปรับปรุงอัตราเงินเดือน ข้าราชการ ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าวจะต้องใช้เงินงบประมาณ ประมาณปีละ 2,633 ล้านบาท (กรณีไม่รวม ช.ค.บ. 5,100 บาท) หรือประมาณปีละ 2,687 ล้านบาท (กรณีรวม ช.ค.บ. 5,100 บาท)
ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาเงินช่วยค่าครองชีพ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ พ.ศ. 2521 เพื่อเพิ่มเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น (เพิ่มมาตรา 4 ทศ) โดยกำหนดให้ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ผู้ได้รับหรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติ บำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ บำนาญพิเศษหรือบำนาญตกทอดในฐานะทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะ ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ อยู่แล้ว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2548 ให้ได้รับ ช.ค.บ. เพิ่มขึ้นในอัตราเดือนละร้อยละห้าของจำนวนเบี้ยหวัดหรือบำนาญ และ ช.ค.บ. ที่ได้รับหรือมีสิทธิได้รับ โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548
18. เรื่อง รายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย - สหรัฐอเมริกา
คณะรัฐมนตรีพิจารณารายงานผลการเจรจาการบินระหว่างไทย - สหรัฐอเมริกา ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบการจัดทำความตกลงเปิดเสรีการบินระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ก่อนมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการให้มีการลงนามในความตกลงว่าด้วยบริการเดินอากาศและแลกเปลี่ยนหนังสือทางการทูตกันต่อไป
ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างความตกลงฯ ที่มิใช่สาระสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยให้กระทรวงการต่างประเทศสามารถดำเนินการได้
กระทรวงคมนาคมชี้แจงว่า กระทรวงคมนาคมได้จัดให้มีการเจรจาการบินระหว่างคณะผู้แทนรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและคณะผู้แทนรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายน 2548 ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อหารือกันในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดทำความตกลงเปิดเสรีการบินโดยผลการเจรจาครั้งนี้ คณะผู้แทนของทั้งสองฝ่ายได้ตกลงจัดทำความตกลงเปิดเสรีการบินขนส่งผู้โดยสาร สินค้า และบริการผสม แทนที่ความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ และบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับลงนามเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 รวมทั้งพิธีสารต่อท้ายความตกลงว่าด้วยการขนส่งทางอากาศ ฉบับลงนามเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2546 โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การเปิดเสรีเที่ยวบินขนส่งคนโดยสาร ทั้งสองฝ่ายตกลงให้สายการบินของทั้งสองฝ่ายมีสิทธิทำการบินระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาได้อย่างเสรีโดยไม่จำกัดจำนวนสายการบิน จำนวนเที่ยวบิน แบบเครื่องบิน และเส้นทางบิน
สำหรับเที่ยวบินรับขนจราจรเสรีภาพที่ 5 ทั้งสองฝ่ายตกลงจะอนุญาตให้สายการบินของทั้งสองฝ่ายมีสิทธิทำการบินได้อย่างเสรีโดยไม่จำกัดจำนวนสายการบิน จำนวนเที่ยวบิน และเส้นทางบินเช่นกัน แต่โดยมีบทเฉพาะระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินของไทย มีเวลาเพียงพอในการปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดเสรี ในระยะเวลา 5 ปีนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงเพิ่มสิทธิโดยให้สายการบินทำการบินรับขนจราจรเสรีภาพที่ 5 ได้เพิ่มขึ้นเป็นระยะ ๆ จนถึง 49 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ในจำนวนนี้ ให้แวะจุดระหว่างทางได้ไม่เกิน 35 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ต่อจุด หลังจากนั้นให้สายการบินของทั้งสองฝ่ายทำการบินเสรีได้อย่างไม่มีข้อจำกัดได้ตั้งแต่ปลายปี 2553 และหลังจากการเปิดเสรีเที่ยวบินนี้ไปแล้ว 3 ปี ฝ่ายไทยจะจัดให้มีการประเมินผลของการเปิดเสรีว่าได้ประโยชน์สมตามความประสงค์ของการเปิดบินเสรีหรือไม่เพียงใด ซึ่งฝ่ายสหรัฐแสดงความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการประเมินผลด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
เที่ยวบิน/สัปดาห์ เที่ยวบิน/สัปดาห์/จุด ระยะเวลา 5 ปี มีผลตั้งแต่กำหนดการบินประจำฤดูหนาวของ 2005 (2548) 31
14
(จำนวนเที่ยวบินปัจจุบัน) - - มีผลตั้งแต่กำหนดการบินประจำฤดูหนาวของ 2006 (2549) 35 14 มีผลตั้งแต่กำหนดการบินประจำฤดูหนาวของ 2007 (2550) 42 28 มีผลตั้งแต่กำหนดการบินประจำฤดูหนาวของ 2008 (2551) 42 28 มีผลตั้งแต่กำหนดการบินประจำฤดูหนาวของ 2009 (2552) 49 35 ระยะเวลา 3 ปี กำหนดการบินประจำฤดูหนาว 2013 (2556) ประเมินผล ประเมินผล 2. ร่างตัวบทความตกลงฯ ทั้งสองฝ่ายใช้ร่างความตกลงฉบับมาตรฐานของฝ่ายสหรัฐ ฯ เป็นพื้นฐานในการเจรจา ซึ่งข้อบทโดยส่วนใหญ่จะคล้ายกับความตกลงฯ ปี 1996 และนำข้อบทในส่วนที่มีการเปิดเสรีเที่ยวบินขนส่งเฉพาะสินค้าไว้แล้ว ตามพิธีสารปี 2546 มาใส่รวมไว้ในความตกลงคราวนี้ด้วย โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ สรุปได้ดังนี้
ข้อ 9 ภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียม ฝ่ายสหรัฐฯ ขอให้ฝ่ายไทยยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในการโฆษณาและการขายให้กับสายการบินของสหรัฐฯ แต่เนื่องจากการยกเว้นภาษีดังกล่าวอาจต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายไทยจึงรับจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหากฎหมายดังกล่าวต่อไป
ข้อ 12 การกำหนดราคา (Pricing) ทั้งสองฝ่ายตกลงให้สายการบินเรียกเก็บค่าโดยสารได้อย่างเสรี แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศทั้งสองกำหนดไว้แตกต่างกัน ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงให้มีบทเฉพาะกาล ระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้เวลาแก่ภาคีทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (หากมี) ในกรณีที่กระบวนการแก้ไขกฎหมายใช้เวลามากกว่า 5 ปี ที่กำหนดข้างต้น ทั้งสองฝ่ายตกลงจะพบหารือกันเพื่อหาหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป
19. เรื่อง แต่งตั้ง
1. การแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการระบบขนส่งมวลชน
คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 343/2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการระบบขนส่งมวลชน ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ดังนี้
1. องค์ประกอบ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานกรรมการ นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ นายพรชัย นุชสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ นายสมนึก พิมลเสถียร นายอัชพร จารุจินดา นายปริญญา นุตาลัย นายพิชิต อัคราทิตย์ และ นายพิชัย ชุณหวชิร โดยมีนายไมตรี ศรีนราวัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และนายโชติชัย เจริญงาม เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
อำนาจหน้าที่
- เสนอแนะแนวทางในการดำเนินงานบริหารกิจการระบบขนส่งมวลชนของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล
- เสนอความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ โดยจัดลำดับความสำคัญในการดำเนินงาน พิจารณาผลกระทบและประโยชน์ที่อาจได้รับให้สอดคล้องกับความคุ้มค่า ความจำเป็นและความเป็นไปได้ด้านการจัดการทางการเงิน รวมทั้งการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการใช้บริการ
- กำกับ ดูแลการออกแบบ การก่อสร้าง และสิ่งอำนวยความสะดวกของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ ให้มีความทันสมัย คุ้มค่า สอดคล้องกับความจำเป็น รวมทั้งความเป็นไปได้ด้านการจัดการทางการเงิน
- พิจารณาจัดระบบการจราจรให้สอดคล้องและรองรับกับโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทุกประเภททั้งระบบ โดยเป็นแกนหลักในการบูรณาการระบบขนส่งมวลชน เพื่อให้มีการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว คุ้มค่า และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด
- ให้ความเห็นชอบแผนการลงทุน แผนการระดมทุน และแผนงบประมาณของการพัฒนาโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ รวมทั้งจัดทำแผนการบริหารจัดการสินทรัพย์ภาครัฐ และแผนการจัดหาผลประโยชน์ในกิจการระบบขนส่งมวลชนของคณะกรรมการบริหาร
- กำหนดแนวทางระบบการบริหารการจัดการระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ และกำกับดูแลการดำเนินกิจการระบบขนส่งมวลชน
- พิจารณาเสนอแนะการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลระบบขนส่งมวลชนเพื่อกำหนดมาตรฐานการให้บริการ ค่าโดยสารที่เป็นธรรม และความปลอดภัย เพื่อประโยชน์แห่งสาธารณะ
- รายงานผลการประชุมและการดำเนินงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีทุกระยะตามความเหมาะสม
- ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐอื่นสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการอย่างเต็มความสามารถโดยรวดเร็วตามที่ได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดความร่วมมือ และการบูรณาการการดำเนินงาน ให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิผล
- ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ/คณะทำงานหรือบุคคล เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ คณะกรรมการได้มอบหมาย
- ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย
ให้คณะกรรมการมีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าใช้จ่ายในการวิจัยหรือสำรวจ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน จากงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน ตามระเบียบของทางราชการโดยให้เบิกจ่ายจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป
2. ขออนุมัติให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน
คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) กับประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วม ไทย-พม่า (ฝ่ายไทย)
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ให้ ร้อยตรี ประพาส ลิมปะพันธุ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ แขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (ฝ่ายไทย) และ ประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-พม่า (ฝ่ายไทย) จนกว่าจะมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2548 เป็นต้นไป
3. การสรรหาและการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แทนตำแหน่งว่าง
คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอให้แต่งตั้ง นายไพฑูรย์ จัยสิน เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2548 เป็นต้นไป
4. การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่อยู่ หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ)
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายทนง พิทยะ)
เป็นผู้รักษาราชการแทนตามลำดับ
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2548 เป็นต้นไป
5. แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดโครงสร้างระบบการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติคำสั่งกระทรวงแรงงาน ที่ 119/2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดโครงสร้างระบบการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศ โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. องค์ประกอบ พลเอก ธนู ศรียากูล เป็นประธานกรรมการ พลตำรวจโท ชัยณรงค์ วัชรานันท์ เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย นายโฆสิต สุวินิจจิต นายณรงค์ อังคสิงห์ พลตรี สมชาย ชาญธัญการ และนายเกียรติชัย พงษ์พานิช โดยมีนายมนูญ ปุญญกริยากร เป็นกรรมการและเลขานุการ พันตรี ขจรศักดิ์ ไทยประยูร และเจ้าหน้าที่กลุ่มงานกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน จำนวน 2 คน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
2. อำนาจหน้าที่
- พิจารณาจัดโครงสร้างระบบการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศรวมไปถึงการปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ ข้อบังคับตลอดจนกระบวนการดำเนินงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัยเป็นธรรมและโปร่งใส โดยยึดประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานเป็นสำคัญ
- ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวว่าเกิดจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางานตลอดจนการปฏิบัติที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ เพียงใดหากพบว่าเกิดจากเหตุข้างต้นให้ชี้มูลเพื่อนำไปสู่การดำเนินการทางกฎหมาย
- รับและตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับระบบการส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศรวมไปถึงชี้มูลความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการจัดหางาน เพื่อนำสู่การดำเนินการทางกฎหมาย
- เรียกหรือเชิญเจ้าหน้าที่ บุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้จัดส่งเอกสารที่เป็นประโยชน์หรือเกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ตามความจำเป็น
- ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
- สำหรับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานดังกล่าว ให้เบิกจ่ายจากสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน
- ให้ส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการชุดนี้ โดยถือเป็นภารกิจเร่งด่วนสำคัญและปฏิบัติโดยเคร่งครัด
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป
6. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ รายนามผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) ของรองนายกรัฐมนตรีทุกท่าน และนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบและให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและแจ้งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทราบ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้รองนายกรัฐมนตรีทุกท่านพิจารณากำหนดตัวบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีทุกท่านได้พิจารณาให้ความเห็นชอบตัวบุคคล ดังนี้
ที่ รองนายกรัฐมนตรี รายนาม ปคร. 1 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิทยา คุณปลื้ม
รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง2 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นางพานี เบญจกุล
เจ้าหน้าที่บริหารงานการอุตสาหกรรม 8
สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม
ช่วยราชการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี3 พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ นายอรรณพ ลิขิตจิตถะ
ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงาน ป.ป.ส.4 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี
ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม5 นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายพิริยะ เข็มพล
รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ6 นายพินิจ จารุสมบัติ นายไชยยศ จิรเมธากร
รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง7 นายวิษณุ เครืองาม นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส
ผู้อำนวยการกลุ่มช่วยอำนวยการ สำนักบริหารกลาง
ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการกองการประชุมคณะรัฐมนตรี
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการประสานงานในภารกิจ
คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเช่นเดียวกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แต่เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546 ไม่ได้กำหนดให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สามารถแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ ปคร. ของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไว้ จึงสมควรให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสามารถแต่งตั้งปคร. ได้ โดยพิจารณากำหนดตัวบุคคลตามที่เห็นสมควร
7. ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....
คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ โดยกำหนดวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2548 เป็นวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้มีระยะเวลาจัดการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง เนื่องจากนายวิโรจน์ อมตกุลชัย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2548 เป็นเหตุให้ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาว่างลงหนึ่งตำแหน่ง ตามมาตรา 133 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย