สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
28 มิถุนายน 2548

วันนี้ (วันอังคารที่ 28 มิถุนายน 2548) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ ทำเนียบรัฐบาล พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค
  2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....
  3. เรื่อง อนุมัติเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโสตทัศนูปกรณ์ฯ)
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดชอบทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
  7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522
  8. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดชนิดของวัตถุดิบที่จะนำมาใช้หรือผลิตในโรงงาน
  9. เรื่อง แนวทางการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชนในภาพรวม
  10. เรื่อง การจัดทำกรอบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา
  11. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ปีงบประมาณ 2548
  12. เรื่อง การพิจารณาสิทธิของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้เกี่ยวกับการเสนอขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน
  13. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี
  14. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  15. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การแก้ไขปัญหาภาษีสุราซ้ำซ้อนและปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บ, ภาษีสรรพสามิต)
  16. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ....
  17. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ พ.ศ. ....
  18. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร พ.ศ. ....
  19. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....
  20. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบ หลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนและการเพิกถอน การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ และหลักเกณฑ์การตรวจสอบอาคาร พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. ....
  21. เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของอธิบดีกรมบังคับคดี (กระทรวงยุติธรรม)
  22. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค
  23. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของรัฐ
  24. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ ปี 2548 และแนวทางดำเนินการระยะต่อไป และเรื่องมูลค่าความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 8-17 เมษายน 2548
  25. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
  26. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนจากพืช และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
  27. เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระหว่างไทย-จีน
  28. เรื่อง การยกระดับและพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ
  29. เรื่อง รายงานสถานการณ์ภัยแล้งและการแก้ไขปัญหาภัยแล้งจังหวัดสงขลา
  30. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อม 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 1
  31. เรื่อง มาตรการผ่อนปรนเพื่อให้สามารถใช้สิทธิการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับการดำเนินการ Contract Farming ประเทศเพื่อนบ้าน
  32. เรื่อง การจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม
  33. เรื่อง การเปิดสำนักงานในต่างประเทศ ณ กรุงเฮลซิงกิ
  34. เรื่อง โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Land-bridge)
  35. เรื่อง การพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้แก้ไขวิกฤตน้ำขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
  36. เรื่อง การสนับสนุนงบประมาณปี 2548 (งบกลาง) โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในเขตอุตสาหกรรมของภาคตะวันออก
  37. เรื่อง การลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการวางแผนและสร้างทางด่วนสารสนเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MOU of the Planning and Construction of the GMS Information Superhighway Network)
  38. เรื่อง การแก้ไขสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก
  39. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....
  40. เรื่อง หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อจัดตั้งสำนักงานกงสุล ณ นครซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
  41. เรื่อง ความคืบหน้าในการขอเปิดตลาดผลไม้ไทย 6 ชนิดไปสหรัฐอเมริกา
  42. เรื่อง การตรวจและติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ "สึนามิ" ในพื้นที่จังหวัดพังงา
  43. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. ขออนุมัติเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ ไอร์แลนด์ประจำจังหวัดภูเก็ต
    2. ขออนุมัติการแต่งตั้งกงสุลใหญ่ราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำจังหวัดภูเก็ต
    3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


1. เรื่อง โครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอ แล้วมีมติอนุมัติในหลักการดังนี้

  1. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลใช้งบกลางปีงบประมาณ 2548 ดำเนินการ สำหรับเจาะบ่อบาดาล จำนวน 1,500 บ่อ ในวงเงิน 366 ล้านบาท เป็นกรณีเร่งด่วน โดยให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป
  2. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการในส่วนที่เหลือ ในปีงบประมาณ 2549-2551 ในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 33,260 ล้านบาท โดยมีแผนการใช้จ่ายงบประมาณดังนี้
    • 2.1 ปีงบประมาณ 2549 วงเงิน 8,339 ล้านบาท
    • 2.2 ปีงบประมาณ 2550 วงเงิน 16,627 ล้านบาท
    • 2.3 ปีงบประมาณ 2551 วงเงิน 8,294 ล้านบาท
  3. ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนการจัดหาแหล่งน้ำบาดาล แหล่งน้ำผิวดิน และก่อสร้างระบบประปาที่กำหนดไว้ตามข้อ 3 โดยให้ตั้งงบประมาณดำเนินการตามแผนไว้ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับโอนงบประมาณดังกล่าวให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณาเลือกดำเนินการเอง หรือซื้อบริการของกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในกรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการเอง

สำหรับงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549-2551 ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้เป็นไปตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 สำนักงบประมาณได้เสนอตั้งงบประมาณไว้ให้กรมส่งเสริมการปกครองครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในงบเงินอุดหนุนประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจรายการเงินอุดหนุนสำหรับการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านจำนวน 8,050.529 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงบประมาณการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จำนวนเงินทั้งสิ้น 37,783.931 ล้านบาท ส่วนแผนการดำเนินงานที่เหลือในปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 -2551 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค ให้เสนอขอตั้งงบประมาณในลักษณะบูรณาการตามแผนงบประมาณการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับความเห็นของกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และกระทรวงอุตสาหกรรม ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 ได้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยกำหนดเป้าหมายให้มีน้ำอุปโภคให้ทั่วถึงและพอเพียงภายในปี 2550 และก่อสร้างระบบประปา ระบบกระจายน้ำให้แก่หมู่บ้านที่ยังไม่มีระบบประปา และหมู่บ้านที่มีระบบประปาอยู่เดิมแต่ไม่เพียงพอหรือใช้งานไม่ได้ให้มีน้ำสะอาดสามารถใช้ได้ทั่วประเทศภายในปี 2551 โดยได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

  1. พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลโดยการเจาะบ่อบาดาลและทำจุดจ่ายน้ำในหมู่บ้านที่ยังไม่มีระบบประปาและแหล่งน้ำผิวดิน จำนวน 12,493 หมู่บ้าน โดยเจาะบ่อบาดาล จำนวน 26,491 บ่อ ในวงเงินงบประมาณ 6,464 ล้านบาท มีแผนการดำเนินงาน ดังนี้
    • 1.1 ปีงบประมาณ 2548 ขอใช้งบกลางดำเนินการ จำนวน 1,500 บ่อ วงเงิน 366 ล้านบาท
    • 1.2 ปีงบประมาณ 2549 ดำเนินการ จำนวน 12,500 บ่อ วงเงิน 3,050 ล้านบาท
    • 1.3 ปีงบประมาณ 2550 ดำเนินการ จำนวน 12,491 บ่อ วงเงิน 3,048 ล้านบาท
  2. ก่อสร้างระบบประปาผิวดิน จำนวน 1,737 ระบบ และระบบประปาบาดาล จำนวน 12,493 ระบบ
    รวม 14,230 ระบบ ในวงเงินงบประมาณ 26,509 ล้านบาท มีแผนการดำเนินงาน ดังนี้
    • 2.1 ปีงบประมาณ 2549 ดำเนินการ จำนวน 2,230 ระบบ วงเงิน 4,986 ล้านบาท
    • 2.2 ปีงบประมาณ 2550 ดำเนินการ จำนวน 7,000 ระบบ วงเงิน 13,229 ล้านบาท
    • 2.3 ปีงบประมาณ 2551 ดำเนินการ จำนวน 5,000 ระบบ วงเงิน 8,294 ล้านบาท
  3. ปรับปรุงและซ่อมแซมระบบประปาที่มีอยู่เดิมแต่ใช้งานไม่ได้ ให้มีน้ำสะอาดใช้ได้จำนวน 13,048 ระบบ วงเงินงบประมาณ 653 ล้านบาท มีแผนการดำเนินงาน ดังนี้
    • 3.1 ปีงบประมาณ 2549 เนินการ จำนวน 6,048 ระบบ วงเงิน 303 ล้านบาท
    • 3.2 ปีงบประมาณ 2550 ดำเนินการ จำนวน 7,000 ระบบ วงเงิน 350 ล้านบาท

เพื่อให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบรรลุเป้าหมายกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในหลักการดังกล่าว


2. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราทั้งระบบ ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ให้จัดตั้งองค์การขึ้น เรียกว่า "การยางแห่งประเทศไทย" (กยท.) เป็นนิติบุคคล
  2. กยท. มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร บริหารเงินกองทุนพัฒนายางพารา ส่งเสริมสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมยางพารา ส่งเสริมสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง ดำเนินการให้ระดับราคายางพารามีเสถียรภาพ ตลอดจนปรับปรุงคุณภาพผลผลิตและระบบตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา ส่งเสริมให้เกษตรกรสวนยางรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งเสริมสนับสนุนร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตยางพาราและองค์กรต่างประเทศ เกี่ยวกับยางพารา รวมทั้งเข้าร่วมกับนิติบุคคล จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา เป็นต้น
  3. คณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ประกอบด้วยประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน มีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยเป็นเลขานุการ
  4. ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนายางพารา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนายางพารา
  5. การกำหนดค่าธรรมเนียมการส่งยางออกนอกราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตจากคณะรัฐมนตรีก่อน
  6. การจัดสรรเงินจากกองทุนกรณีเงินของกองทุนหรือรายได้ไม่เพียงพอให้รัฐตั้งรายจ่ายเพิ่มเติมในงบประมาณประจำปีตามความจำเป็น และกำหนดให้ผู้ว่าการแยกบัญชีและเอกสารการเงินหรือทรัพย์สินอื่นของกองทุนออกจากบัญชีและเอกสารเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินอื่นของ กยท.
  7. คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ระงับการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางผู้ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนระเบียบคำสั่งของคณะกรรมการหรือพนักงานซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัติ และอาจเข้าไปในสวนยางเพื่อตรวจสอบ รังวัด มีหนังสือเรียเกษตรกรสวนยางมาให้ข้อเท็จจริง ให้ถ้อยคำ สำหรับเอกสารใด ๆ
  8. กำหนดเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการตรวจสอบ โดยกำหนดให้รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าภาระหน้าที่แล้ว นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ และให้ กยท. ทำรายงานผลการสอบบัญชีและการเงินปีละครั้งเสนอต่อรัฐมนตรี
  9. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับดูแลทั่วไปซึ่งกิจการของ กยท. และในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับการเพิ่มหรือลดทุน กู้ยืมและให้กู้ยืมเงินเกินห้าสิบล้านบาท จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ราคาเกินห้าสิบบาท ออกพันธบัตรหรือตราสารเพิ่มการลงทุน จัดตั้งบริษัทจำกัดหรือมหาชนจำกัด กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่นหรือที่ถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนเกินร้อยละห้าสิบต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน

3. เรื่อง อนุมัติเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโสตทัศนูปกรณ์ฯ)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขออนุมัติเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโสตทัศนูปกรณ์เพื่อแพร่ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการผ่านทางระบบโทรทัศน์วงจรปิด ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้วมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยเห็นชอบในหลักการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อเผยแพร่ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการผ่านระบบโทรทัศน์วงจรปิดตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอสำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายเพื่อการดำเนินการข้างต้น อนุมัติในหลักการให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 แผนงานบริหารจัดการนิติบัญญัติ งานบริหารจัดการกิจการสภาผู้แทนราษฎร จากรายการค่าสำรวจออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ 1 รายการ ที่ได้รับอนุมัติให้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปี จำนวน 98,799,356 บาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีกรณีไม่มีหนี้ผูกพัน และขยายระยะเวลาเบิกจ่ายเงินต่อไปถึงสิ้นเดือนกันยายน 2548 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโสตทัศนูปกรณ์เพื่อแพร่ภาพการประชุมคณะกรรมาธิการผ่านทางระบบโทรทัศน์วงจรปิด ตามแผนปฏิบัติงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จำนวน 30,700,700 บาท โดยให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณอีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีก จำนวน 25,528,500 บาท ให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอขอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ต่อไป


4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้ศาลเยาวชนและครอบครัวสามารถนำวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาใช้กับผู้กระทำผิดที่มีอายุเกิน 18 ปีที่ถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ได้ โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสารระสำคัญ คือ แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า "ศาล" ให้หมายความว่า ศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมเสนอว่า โดยที่พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฯ แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวไม่สามารถนำกฎหมายว่าด้วยวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้กับผู้กระทำผิดที่มีอายุเกิน 18 ปี เนื่องจากพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 กำหนดให้ "ศาล" หมายความว่า ศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาแต่ไม่รวมถึงศาลคดีเด็กและเยาวชน ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จำเป็นต้องแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว


5. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เป็นการกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

กระทรวงพาณิชย์เสนอว่า โดยที่พระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติให้จัดตั้ง สำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล.) มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฏหมายอื่นมีหน้าที่และใช้อำนาจรัฐตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดตั้งและบริหารสำนักงานฯ จากงบประมาณแผ่นดิน จึงจัดได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทหนึ่ง แต่สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. ไม่เป็น "หน่วยงานของรัฐ" ตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 อีกทั้ง สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ส.ล. มีความประสงค์ที่จะได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่งการกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. เป็น "หน่วยงานของรัฐ" ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แล้วดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวง ฉบับที่ 22 (พ.ศ. 2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยแก้ไขประเภทหรือชนิดของอาคารที่ห้ามก่อสร้างในพื้นที่บางบริเวณของอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพิ่มมาตราเกี่ยวกับการควบคุมการก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารในพื้นที่บางบริเวณของอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี


7. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว คณะรัฐมนตรีชุดก่อนมีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว โดยสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ ประกอบด้วย

  1. ให้อำนาจเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การตรวจประเมินฯ และกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตที่ผลิตอาหารที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือ เครื่องใช้ในการผลิตและการเก็บรักษาอาหารต้องผ่านการตรวจประเมินว่าปฏิบัติได้ตามที่กำหนด
  2. การอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตผลิตอาหารต้องมีหลักฐานว่าผ่านการตรวจประเมินตามที่กำหนด
  3. กำหนดให้การขออนุญาตย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหารต้องมีหลักฐานว่าผ่านการตรวจประเมินตามที่กำหนด
  4. กำหนดสถานที่ยื่นคำขอตามกฎกระทรวง ในกรุงเทพมหานครให้ยื่น ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสถานที่อื่นตามที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด จังหวัดอื่นให้ยื่น ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือสถานที่ที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด

8. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดชนิดของวัตถุดิบที่จะนำมาใช้หรือผลิตในโรงงาน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 เรื่อง กำหนดชนิดของวัตถุดิบที่จะนำมาใช้หรือผลิตในโรงงาน ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ร่างประกาศดังกล่าว เป็นการปฏิบัติให้เป็นไปตามพิธีสารมอนทรีออลฯ และเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว

กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารมอนทรีออลว่าด้วยการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและเลิกการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนภายในระยะเวลาที่กำหนดภายใต้พิธีสารฯ ดังกล่าว ประเทศไทยสามารถขอรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนพหุภาคีภายใต้พิธีสารมอนทรีออลฯ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ในการเลิกใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน โดยเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลไทยได้ตกลงไว้กับคณะกรรมการบริหารกองทุนพหุภาคีฯ ในการขอรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว คือ ประเทศไทยต้องออกกฎหมายห้ามใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศ โอโซนประเภทสาร ซี เอฟ ซี (CFCs) หรือสาร 1,1,1 - ไตรคลอโรอีเทน (1,1,1-Trichloroethane) ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม จึงได้เสนอร่างประกาศ ดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ


9. เรื่อง แนวทางการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชนในภาพรวม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานสรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2548 (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 - วันที่ 31 มีนาคม 2548) และรับทราบแนวทางการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชนในภาพรวม เพื่อมอบหมายให้ทุกกระทรวงดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวต่อไป ซึ่งสรุปได้ดังนี้

1. สรุปผลการดำเนินการเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่มีมาถึงนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในรอบ 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2548 (1 ตุลาคม 2547 - 31 มีนาคม 2548) ประชาชนได้มีหนังสือร้องเรียนในประเด็นปัญหาต่าง ๆ จำนวนรวมทั้งสิ้น 47,605 เรื่อง ซึ่งศูนย์บริการประชาชนได้ดำเนินการจนได้ข้อยุติ จำนวน 29,816 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 62.63 ของจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยสรุปประเด็นร้องเรียนที่สำคัญ ได้ดังนี้

1.1 ประเด็นร้องเรียนที่มีการร้องเรียนมากที่สุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่

1.2 ประเด็นการร้องเรียนที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาจนได้ข้อยุติ

ประเด็นการร้องเรียนที่ได้ดำเนินการประสานการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนได้ข้อยุติ จำนวนรวมทั้งสิ้น 29,816 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 62.63 ของจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยมีประเด็นการร้องเรียนที่ ดำเนินการแก้ไขปัญหาจนได้ข้อยุติมากที่สุดใน 3 อันดับแรก สรุปได้ดังนี้

1.3 ประเด็นร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในบางกรณีปัญหาอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 17,620 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 37.01 ของจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด โดยสรุปประเด็นปัญหาที่ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จที่สำคัญใน 3 อันดับแรก ดังนี้

2. แนวทางการติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของประชาชนในภาพรวม ซึ่งมีประเด็นเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 3 ปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาด้านการเกษตร ปัญหาด้านหนี้สิน และปัญหาด้านที่ดินทำกิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณีดำเนินการ ล่าช้า จึงทำให้มีเรื่องที่อยู่ในระหว่างดำเนินการค้างอยู่จำนวนมาก ดังนั้น สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเห็นควรกำหนดแนวทางในการแก้ไขกรณีที่หน่วยงานบางหน่วยงานดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนล่าช้า ดังนี้

2.1 แนวทางแก้ไขปัญหาในระยะสั้น

ในการแก้ไขปัญหาในระยะสั้นนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มปัญหาที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะกลุ่มปัญหาที่มีเรื่องอยู่ในระหว่างดำเนินการจำนวนมากใน 3 อันดับแรก ได้แก่ ปัญหาด้านการเกษตร ปัญหาด้านหนี้สิน และปัญหาด้านที่ดินทำกิน ควรกำหนดแนวทางในการดำเนินการที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้

1) หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณีควรจัดให้มีการประชุมหารือร่วมกันในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณีเพื่อกำหนดมาตรการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แบบบูรณาการในภาพรวม โดยหน่วยงานหลักควรจะจัดทำระบบฐานข้อมูลที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบของกระบวนการแก้ไขปัญหาโดยรวม

ทั้งนี้ มาตรการในการแก้ไขปัญหาในแต่ละประเด็นดังกล่าวข้างต้นควรดำเนินการตามแนวทาง ดังต่อไปนี้

2) ดำเนินการตามมาตรการที่หารือร่วมในข้อ 1) ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว โดยมีระบบการติดตามผลการแก้ไขปัญหาในแต่ละประเด็นอย่างต่อเนื่อง

3) ควรกำหนดให้มีระบบการประชาสัมพันธ์ผลความคืบหน้าในการดำเนินการแก้ไขในแต่ละกรณีปัญหาอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรม

4) หน่วยงานหลักในแต่ละกรณีปัญหาควรสรุปผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาของประชาชนในภาพรวม เสนอรัฐมนตรีที่รับผิดชอบหรือเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบความคืบหน้าในการดำเนินการเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง

2.2 แนวทางแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ในการแก้ไขปัญหาในระยะยาวนั้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรณีปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ควรกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนแบบบูรณาการและเชิงรุก เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวดเร็วและป้องกันมิให้ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นอีกโดยควรมีแนวทางสรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

ทั้งนี้ ในกรณีปัญหาที่อยู่ในระหว่างดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากที่สุด 3 ปัญหา ได้แก่ ปัญหาด้านการเกษตร ปัญหาด้านหนี้สิน และปัญหาที่ดินทำกินนั้น ควรมอบหมายให้หน่วยงานหลักเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป ดังนี้

ทั้งนี้ ให้หน่วยงานหลักในแต่ละกรณีปัญหาดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวข้างต้นด้วย


10. เรื่อง การจัดทำกรอบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดทำกรอบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐอเมริกา ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอแล้วมีมติ ดังนี้

  1. เห็นชอบร่างเอกสารกรอบความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา โดยองค์กรด้านการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกากับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศ
  2. อนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องในการปรึกษาหารือและประสานใด ๆ กับองค์กรด้านการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา
  3. อนุมัติให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศลงนามในเอกสารกรอบความร่วมมือตามข้อ 1 ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย

กระทรวงการต่างประเทศ รายงานว่า ตั้งแต่ปี 2524 ส่วนราชการต่าง ๆ ของไทยได้มีความร่วมมือทางวิชาการกับองค์การด้านการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (United States Trade and Development Agency : USTDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐ ฯ ที่ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศไทยได้มีโครงการความร่วมมือกว่า 160 โครงการ ในสาขาต่าง ๆ มูลค่าประมาณ 41.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นความร่วมมือทางวิชาการเป็นหลัก และไม่มีเงื่อนไขผูกพันให้ส่วนราชการไทยต้องซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ แต่อย่างใด

นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติวันที่ 29 พฤศจิกายน 2546 หน่วยราชการบางหน่วยงานไม่แน่ใจว่าความร่วมมือกับ USTDA จะสอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวหรือไม่ จึงมีผลให้ความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างไทยกับสหรัฐ ฯ หลายโครงการหยุดชะงักไป USTDA จึงเสนอให้รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการต่างประเทศ จัดทำกรอบความร่วมมือกับ USTDA เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยราชการไทยสามารถดำเนินความร่วมมือทางวิชาการกับ USTDA ต่อไปได้ โดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นกลไกหลักในการกลั่นกรองโครงการความร่วมมือระหว่าง USTDA กับหน่วยราชการต่าง ๆ

สาระสำคัญของร่างกรอบความร่วมมือมีดังนี้

  1. กลไกการหารือและการกำหนดโครงการกระทรวงการต่างประเทศและ USTDA จะหารือกันเป็นระยะ เพื่อจัดลำดับความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เป้าหมายและความคืบหน้าของกรอบความร่วมมือนี้
  2. ขั้นตอนการคัดเลือกและให้ความเห็นชอบโครงการ USTDA จะสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อไทยและสหรัฐฯ และจะจ่ายค่าจ้างให้บริษัทที่หน่วยราชการไทยคัดเลือกให้ทำโครงการโดยตรงแทนหน่วยราชการไทยเจ้าของโครงการ
  3. ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สำหรับกิจกรรมที่ USTDA ให้งบประมาณ ภาคเอกชนไทยและสหรัฐฯ สามารถมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างขีดความสามารถและความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกระทรวงการต่างประเทศได้พิจารณาร่างกรอบความร่วมมือดังกล่าวแล้วเห็นว่า ไม่น่าจะขัดกับมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 29 พฤศจิกายน 2546 เนื่องจากไม่มีข้อความใดที่เป็นเงื่อนไข ข้อผูกพันหรือพันธกรณีที่จะทำให้ประเทศไทยขาดสิทธิในการเจรจาต่อรองในฐานะคู่สัญญาที่เท่าเทียมกัน

กระทรวงการต่างประเทศ พิจารณาแล้วเห็นว่า กรอบความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ให้ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพให้แก่บุคลากรให้มีความพร้อมต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ทั้งนี้ USTDA ได้แสดงความประสงค์จะให้การสนับสนุนเพื่อการพัฒนาขีดความสามารถของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ภายหลังการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐฯ


11. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ปีงบประมาณ 2548

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานสรุปผลความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ประเภทที่ดิน ปีงบประมาณ 2548 ในส่วนของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และกรมที่ดิน (1 ตุลาคม 2547 - 31 พฤษภาคม 2548) ดังนี้

  1. ส.ป.ก. เป้าหมายการขึ้นทะเบียน 600,000 ราย ผลการขึ้นทะเบียน 395,624 ราย (65.94%) เป้าหมายการเข้าถึงแหล่งทุน 200,000 ราย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อนุมัติเงินกู้ 86,900 ราย (43.45%) วงเงินอนุมัติ 6,780.54 ล้านบาท
  2. กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป้าหมายการขึ้นทะเบียน 10,000 ราย ผลการขึ้นทะเบียน 8,190 ราย (81.90%) เป้าหมายการเข้าถึงแหล่งทุน 3,000 ราย เกษตรกรยื่นกู้ 1,338 ราย (44.60%) ธ.ก.ส. เป้าหมายการอนุมัติเงินกู้ 2,700 ราย อนุมัติเงินกู้ 828 ราย (30.67%) วงเงินอนุมัติ 111.73 ล้านบาท
  3. กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป้าหมายการขึ้นทะเบียน 30,000 ราย ผลการขึ้นทะเบียน 15,083 ราย (50.28%) เป้าหมายการเข้าถึงแหล่งทุน 13,800 ราย เกษตรกรยื่นกู้ 3,784 ราย (27.42%) เป้าหมายการอนุมัติเงินกู้ 13,800 ราย ธ.ก.ส. อนุมัติสินเชื่อ 761 ราย (5.51%) วงเงินอนุมัติ 86.54 ล้านบาท
  4. กรมที่ดิน เป้าหมายการออกโฉนด 600,180 แปลง ผลการออกโฉนด 368,163 แปลง (61.34%) สถาบันการเงินอนุมัติสินเชื่อ 3,209 ราย วงเงินอนุมัติ 1,087.22 ล้านบาท

12. เรื่อง การพิจารณาสิทธิของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดน ภาคใต้เกี่ยวกับการเสนอขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้พิจารณาสิทธิของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เกี่ยวกับการเสนอขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน โดยให้กระทรวงมหาดไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาเสนอขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนแก่ผู้ปฏิบัติงานในกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ที่มิได้ปฏิบัติงาน ณ อำเภอชายแดน ถือว่าเป็นกำลังพลที่ปฏิบัติงาน ณ อำเภอชายแดน และได้รับสิทธิในการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน ตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดน สิทธิของผู้ได้รับพระราชทานและการเรียกเหรียญและบัตรเหรียญราชการชายแดนคืน พ.ศ. 2511

ซึ่งกระทรวงกลาโหมและกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าวของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.สสส.จชต. ตลอดจนเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับข้าราชการอื่นที่มีความรู้ความสามารถไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง กอ.สสส.จชต. เห็นว่า กำลังพลที่ปฏิบัติงานในหน่วยดังกล่าวถึงแม้ว่าหน่วยจะอยู่นอกพื้นที่อำเภอชายแดนก็ตาม แต่การปฏิบัติภารกิจต้องเดินทางไปประสานงานกำกับดูแล และติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดน ภาคใต้อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งเป็นการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เสี่ยงภัยมากกว่าพื้นที่อื่นที่อยู่ ณ อำเภอชายแดน สมควรที่จะมีสิทธิเสนอขอพระราชทานเหรียญราชการชายแดนได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 260/2547 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2547 ที่กำหนดให้กำลังพลที่ปฏิบัติงานมีสิทธิเสนอขอพระราชทานเหรียญดังกล่าว และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ รัฐบาลในการสร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้กับกำลังพลที่อุทิศตนปฏิบัติงานด้วยความเสียสละอดทนและทุ่มเทในการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป


13. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ในรอบ 1 ปี ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

1. ภาพรวมผลการดำเนินการ

2. การรับเรื่องร้องเรียนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ จำแนกตามกลุ่มปัญหา ในภาพรวมนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 1 ปี กลุ่มปัญหาที่ได้รับร้องเรียนจากประชาชนจากตู้นายกฯ ทักษิณ หน้าบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด และจากหน้าบ้านพิษณุโลก กทม. มีสัดส่วนที่ค่อนข้างใกล้เคียงสอดคล้องเช่นเดียวกัน กล่าวคือ

3. การให้ความช่วยเหลือ / แก้ปัญหา เรื่องที่จังหวัดสามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการได้ดำเนินการแก้ไขในบทบาทหน้าที่ไปแล้วในห้วงระยะเวลานี้ เช่น จังหวัดราชบุรี (กรณีหนี้นอกระบบ) จังหวัดยโสธร (กรณีปัญหาหนี้สินในระบบ) จังหวัดกาฬสินธุ์ (กรณีขอความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำ) จังหวัดนราธิวาส (กรณีของานทำ) จังหวัดตรัง (กรณีขอความช่วยเหลือเรื่องค่ารักษาพยาบาล)


14. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้เห็นชอบแล้ว ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีอัตราเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจราชการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดินในพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานกรรมการและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2541 โดยปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละสาม เพื่อให้สอดคล้องกับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547
  2. เพิ่มบทบัญญัติกรณีการปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตำแหน่งดังกล่าวเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตราไม่เกินร้อยละสิบของอัตราที่ใช้อยู่ ให้กระทำได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

15. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การแก้ไขปัญหาภาษีสุราซ้ำซ้อนและปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การแก้ไขปัญหาภาษีสุราซ้ำซ้อนและปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้ง 2 ฉบับ มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาภาษีสุรา ซ้ำซ้อนและปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตให้เป็นระบบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว

ร่างพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ดังต่อไปนี้

  1. แก้ไขบทบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างส่วนราชการของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ที่เปลี่ยนแปลงจากการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมาเป็นการบริหารราชการส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
  2. ยกเลิกกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรเงินภาษีสุราและเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสุราไว้ในพระราชบัญญัตินี้
  3. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีสรรพสามิตแก่วัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตในขั้นตอนแรก
  4. ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้เหมาะสม
  5. เพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมการบริหารการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับสุรา

ร่างพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การแก้ไขปัญหาภาษีสุราซ้ำซ้อนและปรับปรุงโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต) มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 เพื่อกำหนดให้สุราเป็นสินค้าตามพิกัดอัตราภาษีสรรสามิต


16. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีว่าด้วยความตกลงขององค์การการค้าโลกและเพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็วอันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการและแก่ประเทศโดยรวม ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการแล้ว รวม 2 ครั้ง โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "เขตอุตสาหกรรมส่งออก" เป็นคำว่า "เขตประกอบการเสรี" เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีว่าด้วยความตกลงขององค์การการค้าโลกในเรื่องความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนและมาตรการ ตอบโต้ และแก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามอื่นที่เกี่ยวข้อง คือ คำว่า "นิคมอุตสาหกรรม" คำว่า "เขตอุตสาหกรรมทั่วไป" คำว่า "ผู้ประกอบอุตสาหกรรม" คำว่า "การค้าเพื่อส่งออก" และคำว่า "ผู้ประกอบการค้าเพื่อส่งออก"
  2. แก้ไขเพิ่มเติมให้การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมประเภทเขตประกอบการเสรีเป็นไปโดยสะดวก โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการ
  3. แก้ไขเพิ่มเติมให้คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม
  4. แก้ไขเพิ่มเติมให้การจัดสรรที่ดินในเขตพื้นที่ที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมต้องได้รับอนุญาตจากผู้ว่าการหรือ ผู้ซึ่งผู้ว่าการมอบหมาย และแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง
  5. กำหนดให้ของที่นำเข้าไปในเขตประกอบการเสรีได้รับสิทธิประโยชน์ทางอากรเช่นเดียวกับของที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
  6. กำหนดให้การนำของหรือวัตถุดิบเข้าไปในเขตประกอบการเสรีได้รับความสะดวกมากขึ้น

17. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ พ.ศ. .... ที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการอัยการ พ.ศ. .... คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้ข้าราชการอัยการและอัยการอาวุโสได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวเป็นรายเดือน


18. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติจะทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและสภาพการทำงานของประชากรทั่วราชอาณาจักร เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการวางแผนกำลังคน กำหนดนโยบายเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และโดยที่พระราชกฤษฎีกาการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร พ.ศ. 2543 จะหมดอายุในวันที่ 30 มีนาคม 2549 จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของสภาพการทำงานของประชากรทั่วราชอาณาจักร เพื่อใช้ในการวางแผนกำลังคน การกำหนดนโยบาย เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
  2. กำหนดให้ทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรเป็นเขตท้องที่ที่จะทำการสำรวจ
  3. กำหนดให้เจ้าบ้านตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎรผู้ประกอบกิจการโรงงานหรือเจ้าของสำนักงานเป็นผู้กรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม

19. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ จัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขึ้นเป็นองค์การมหาชน ตามกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน


20. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบ หลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ และหลักเกณฑ์การตรวจสอบอาคาร พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบ หลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนและการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ และหลักเกณฑ์การตรวจสอบอาคาร พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้ และแจ้งเวียนให้ส่วนราชการต่าง ๆ ต้องจัดให้มีการตรวจสอบสภาพอาคารของตนเป็นการภายใน โดยให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นศูนย์กลางในการตรวจสอบอาคาร สำหรับส่วนราชการใดที่มีขีดความสามารถและมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติพร้อม ให้ส่วนราชการนั้นสามารถดำเนินการตรวจสอบอาคารได้เอง

ร่างกฎกระทรวงกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ตรวจสอบ หลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียน และการเพิกถอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ และหลักเกณฑ์การตรวจสอบอาคาร พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดคุณสมบัติเฉพาะและลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจสอบอาคาร
  2. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบ
  3. ให้คณะกรรมการควบคุมอาคารมีอำนาจสั่งเพิกถอนการขึ้นทะเบียน และในกรณีที่คณะกรรมการควบคุมอาคารได้มีมติให้เพิกถอนบุคคลใด ให้ผู้นั้นส่งหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนคืน เพื่อป้องกันการนำหนังสือรับรอง การขึ้นทะเบียนไปใช้ในทางมิชอบ
  4. กำหนดลักษณะการตรวจสอบอาคารและอุปกรณ์ประกอบอาคาร ซึ่งผู้ตรวจสอบอาคารจะต้องไม่เป็น ผู้มีส่วนได้เสียในอาคารที่ตนตรวจสอบ โดยจะต้องตรวจสอบอาคารและอุปกรณ์ประกอบอาคารตามรายละเอียดและรายการที่กำหนด หากเห็นว่า อาคารที่ตรวจสอบเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดหรือตามมาตรฐาน ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกใบรับรองการตรวจสอบให้แก่เจ้าของอาคาร
  5. ในบทเฉพาะกาล ได้กำหนดระยะเวลาให้แก่เจ้าของอาคารที่จะต้องจัดให้มีการตรวจสอบอาคารของตนในวาระเริ่มแรก โดยให้เจ้าของอาคารต้องจัดให้มีการตรวจสอบใหญ่เป็นครั้งแรก และเสนอรายงานผลการตรวจสอบให้เจ้าพนักงานท้องที่ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

ร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดประเภทของอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบด้านวิศวกรรมหรือผู้ตรวจสอบด้านสถาปัตยกรรม แล้วแต่กรณี
  2. กำหนดระยะเวลาสำหรับการเริ่มตรวจสอบอาคารประเภทอาคารชุดและอาคารอยู่รวมอาศัย โดยกำหนดให้อาคารดังกล่าวที่มีพื้นที่ไม่เกิน 5,000 ตารางเมตร ให้ได้รับการยกเว้นการจัดให้มีผู้ตรวจสอบเป็นเวลา 7 ปี หากอาคารนั้นมีพื้นที่เกิน 5,000 ตารางเมตร ให้ได้รับการยกเว้นการจัดให้มีผู้ตรวจสอบเป็นเวลา 5 ปี ทั้งนี้ นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ

21. เรื่อง ขออนุมัติต่อเวลาการดำรงตำแหน่งของอธิบดีกรมบังคับคดี (กระทรวงยุติธรรม)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของ นายไกรสร บารมีอวยชัย ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10) กรมบังคับคดี ที่ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ในวันที่ 14 มีนาคม 2548 ต่อไปอีก 1 ปี (ครั้งที่ 1) ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2549 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอว่า นายไกรสร บารมีอวยชัย อธิบดีกรมบังคับคดี ยังมีภารกิจสำคัญที่จะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จึงเห็นสมควรขยายระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของข้าราชการดังกล่าว


22. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน 2548 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกับเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเตรียมการเพื่อรองรับผลการเจรจา ซึ่งจะทำให้รายได้จากภาษีศุลกากรลดลง และเห็นชอบให้ส่วนราชการที่เกี่ยวกับการผลิต เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการเปิดตลาดและปรับตัวรองรับผลกระทบ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค ระหว่างวันที่ 2-3 มิถุนายน 2548 ณ เกาะเจจู สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งผลการประชุมที่สำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. การเจรจารอบโดฮาภายใต้องค์การการค้าโลก รัฐมนตรีการค้าเอเปคซึ่งเป็นสมาชิกที่สำคัญของ WTO สามารถสร้างพลวัตในการเจรจาได้โดยการแถลงจุดยืนที่ชัดเจนในหัวข้อที่มีการเจรจากัน โดยเฉพาะเรื่องการเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรม (Nonagricultural Market Access) ที่ประชุมมีมติให้ใช้สูตรการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมซึ่งจะมีผลให้อัตราภาษีสูงลดลงมากกว่าอัตราภาษีต่ำ (Swiss Formula) โดยให้มีความยืนหยุ่นสำหรับประเทศกำลังพัฒนาสามารถลดภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้น การที่สมาชิกเอเปคสามารถแถลงมติที่ชัดเจนได้ เมื่อรวมกับประชาคมยุโรป ซึ่งมีท่าทีในแนวทางเดียวกันก็จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่จะทำให้สมาชิกที่ยังไม่ตัดสินใจเข้าร่วม ซึ่งจะนำไปสู่ฉันทามติในเรื่องนี้ได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้แถลงต่อที่ประชุมว่าการเจรจาเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรจะต้องคืบหน้าไปพร้อม ๆ กัน สำหรับสูตรการลดภาษีสินค้าอุตสาหกรรมนั้น ไทยได้เสนอให้มีการศึกษาและแสดงกรณีตัวอย่าง (simulation) เพื่อให้สมาชิกทราบผลกระทบที่ชัดเจนและเตรียมพร้อมในการปรับตัว

2. การประเมินผลความคืบหน้าในการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ไทยได้กล่าวต่อที่ประชุมว่าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร จึงขอให้สมาชิกเอเปคดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะสมาชิกพัฒนาแล้วที่ต้องเปิดเสรี ฯ ภายในปี 2010 และที่ประชุมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่จัดทำแนวทางการดำเนินงาน (roadmap) เพื่อให้การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเป็นไปตามเป้าหมาย และให้การค้าในภูมิภาคเอเปคขยายตัวมากขึ้น

3. เขตการค้าเสรี ปัจจุบันสมาชิกเอเปคได้จัดทำเขตการค้าเสรีมากขึ้น ดังนั้น ในปีนี้เจ้าหน้าที่ได้เสนอให้ยกร่างแนวปฏิบัติเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เอเปคจัดทำรายละเอียด และรายงานต่อที่ประชุมผู้นำในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้ ต่อไป

4. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ที่ประชุมได้รับรองข้อเสนอการแก้ไขปัญหาสินค้าปลอมแปลงและการละเมิดลิขสิทธิ์บนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่เอเปคจัดทำแนวทางการดำเนินงานต่อไป และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่สมาชิกกำลังพัฒนา

5. ความร่วมมือด้านพลังงาน โครงการของไทยและออสเตรเลียในการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกว่าจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย กลยุทธ์ และแนวทางในการเตรียมการและปรับตัวเพื่อรองรับผลกระทบ

6. ความร่วมมือด้านอาหาร ที่ประชุมรับทราบโครงการความร่วมมือด้านอาหารของจีน ออสเตรเลีย ไทย และเวียดนามด้านมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าอาหาร ซึ่งนับว่ามีส่วนสนับสนุนโครงการความตกลงการยอมรับร่วมสินค้าอาหารรายสาขาของไทยเมื่อปี 2003

7. การหารือทวิภาคี ในช่วงระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้หารือทวิภาคีกับ 5 ประเทศ ได้แก่ ชิลี สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา สาระสำคัญของการหารือ สรุปได้ดังนี้

7.1 ชิลี

การจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทยกับชิลี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าควรจัดจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำเขตการค้าเสรีระหว่างกัน และผู้นำทั้งสองฝ่ายควรประกาศให้เริ่มการศึกษาดังกล่าว รวมทั้งให้มีการลงนามความตกลงยกเว้นการเก็บภาษีซ้อนในระหว่างการเยือนประเทศชิลีอย่างเป็นทางการ

7.2 สาธารณรัฐเกาหลี

7.3 ออสเตรเลีย

มาตรฐานสุขอนามัย ฝ่ายออสเตรเลียได้สอบถามเกี่ยวกับกฎกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 11ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าอาหารต้องมีหนังสือรับรองมาตรฐานและผลการตรวจวิเคราะห์ ซึ่งฝ่ายไทยได้ชี้แจงว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และขยายเวลาการบังคับใช้กฎดังกล่าวออกไปถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2548 ขณะนี้ได้เวียนกฎระเบียบดังกล่าวให้ประเทศต่าง ๆ พิจารณาให้ความเห็น

7.4 เวียดนาม

ความร่วมมือสินค้าเกษตร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าควรมีการร่วมมือเพิ่มขึ้นในการค้าสินค้าข้าว โดยฝ่ายเวียดนามเห็นด้วยกับฝ่ายไทยที่จะรักษาระดับราคาข้าวให้ใกล้เคียงกับราคาข้าวไทย และควรมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล พร้อมกันนี้ ฝ่ายเวียดนามได้ขอความร่วมมือช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาสารตกค้างในสินค้ากุ้งที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งฝ่ายไทยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประสานงานกับฝ่ายเวียดนามต่อไป

7.5 สหรัฐอเมริกา

ข้อคิดเห็น

  1. เรื่องการเปิดตลาดสินค้าภายใต้ WTO ปัจจุบันประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราภาษีโดยเฉลี่ยต่ำ (ร้อยละ 3-5) ยกเว้นบางรายการที่ยังมีอัตราภาษีสูง (high tariffs/tariffs peak) (เช่น ประมง เครื่องหนัง สิ่งทอ รองเท้า และสินค้าเกษตร เป็นต้น) และภาษีขั้นบันได (tariffs escalation) ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนายังมีอัตราภาษีเฉลี่ยสูงอยู่ (อัตราผูกพันเฉลี่ยร้อยละ 25-30) ดังนั้น การใช้สูตร Swiss Formula (อัตราภาษีสูง ลดลงมากกว่าอัตราภาษีต่ำ) นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาอัตราภาษีสูง ภาษีขั้นบันไดแล้ว ยังจะทำให้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นคู่ค้าของไทยลดภาษีลงมาในอัตราที่สูงมาก
  2. จากการปรับโครงสร้างของไทยครั้งล่าสุด ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 10.7 นอกจากนั้น ไทยก็ได้ทำ FTA กับประเทศคู่ค้ารายใหญ่หลายรายซึ่งจะมีผลให้ไทยจะต้องลดอัตราภาษีลงมามาก ดังนั้น ไทยจึงควรผลักดันให้สมาชิก WTO ลดอัตราภาษีลงมาเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้แก่สินค้าส่งออกของไทย
  3. ผลของการเจรจาเปิดตลาดสินค้าภายใต้ WTO และ FTA จะทำให้ไทยต้องปรับลดอัตราภาษีลงมา ทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม สำหรับสินค้าอ่อนไหว เช่น รถยนต์ และสินค้าเกษตรบางรายการ ไทยจะเจรจาขอความยืดหยุ่นในฐานะประเทศกำลังพัฒนา

23. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของรัฐ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามโครงการส่งเสริมหรือสงเคราะห์ของรัฐ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติอนุมัติในหลักการว่า งบประมาณเพื่อชดเชยให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 267,664,763.69 บาท จำแนกเป็น ต้นเงินกู้ 201,066,055 บาท ดอกเบี้ย 66,498,718.69 บาท ตามมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรสำหรับโครงการตามนโยบายของรัฐบาล จำนวน 12 โครงการ ดังนี้ 1. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมทดแทนการการปลูกสับปะรด ระยะที่ 1-3 จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 2. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม 10 จังหวัด 3. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในเขตนิคมสหกรณ์ชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี 4. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม จังหวัดสุพรรณบุรี 5. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 6. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม จังหวัดสกลนคร ระยะที่ 1 7. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม จังหวัดสกลนคร ระยะที่ 2 8. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม กิ่งอำเภอโนนสุวรรณ จังหวัดบุรีรัมย์ 9. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม จังหวัดเพชรบูรณ์ 10. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 11. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่เนื้อและปลาน้ำจืดในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดนครนายก 12. โครงการพิเศษช่วยชาวไร่อ้อยประสบความแห้งแล้ง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานว่า รัฐบาลมีนโยบายใหความช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและภัยธรรมชาติ ธ.ก.ส. จึงได้ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการส่งเสริมการผลิตของเกษตรกร โดยมอบให้ ธ.ก.ส. จัดหาเงินทุนในรูปสินเชื่อและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ความรู้ด้านวิชาการ จำนวน 12 โครงการ ซึ่ง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2547 เกษตรกรมีหนี้ค้างชำระ จำนวน 1,051 ราย ต้นเงินกู้คงเป็นหนี้ จำนวน 201,066,045 บาท ดอกเบี้ย จำนวน 165,842,044.82 บาท และเกษตรกรกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆ ดังกล่าว ประสบปัญหาจากหลาย ๆ สาเหตุ เป็นต้นว่า เกษตรกรขาดประสบการณ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอที่จะให้คำแนะนำเกษตรกรเมื่อเกิดปัญหา และปัญหาจากภัยธรรมชาติติดต่อกันหลายปี เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่ผลผลิตตกต่ำ ส่งผลให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ละราย โดยติดตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทั้งจากวิธีการให้ความรู้ด้านวิชาการ ให้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูการผลิต กำหนดมาตรการลดภาระค่าใช้จ่าย โดย ธ.ก.ส. คิดดอกเบี้ยเงินกู้และขยายเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกกว่า 10 ปี แต่ปัญหาจากภัยธรรมชาติและสภาพแวดล้อมก็ยังเป็นผลให้เกษตรกรมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้


24. เรื่อง สรุปผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ ปี 2548 และแนวทางดำเนินการระยะต่อไป และเรื่องมูลค่าความเสียหายเนื่องจากอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 8-17 เมษายน 2548

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานผลการดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงสงกรานต์ ปี 2548 และเห็นชอบแนวทางดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระยะต่อไป โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินการลดอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยลงร้อยละ 15 (ทั้งจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ) จากค่าคาดคะเนในภาพรวมของประเทศ (ปี 2547 กำหนดเป้าหมายลดลงร้อยละ 10) และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการตามยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ยุทธศาสตร์ด้านวิศวกรรมจราจร ยุทธศาสตร์ด้านการให้ความรู้ประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ยุทธศาสตร์ด้านการบริการการแพทย์และการช่วยเหลือฉุกเฉิน และยุทธศาสตร์ด้านการประเมินผลและสารสนเทศ ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ เน้นมาตรการและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ดังนี้

  1. ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนทั้งระบบอย่างยั่งยืน และเป็นหน่วยสนับสนุนหลักระดับพื้นที่ โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน สร้างเครือข่ายและกลุ่มเป้าหมาย (Focus group) ร่วมบริหารจัดการเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและถูกต้อง ตรงกับสภาวการณ์และสภาพพื้นที่ รวมทั้งให้ภาคประชาชนเห็นความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุทางถนน โดยการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของเพื่อช่วยกำกับดูแลในด้านความปลอดภัยให้มากขึ้น
  2. ดำเนินการตามยุทธศาสตร์หลัก 5 ด้าน (5 E) ต่อไป โดยเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น เสริมมาตรการ 3 ม 2 ข 1 ร (ไม่สวมหมวกนิรภัยมอเตอร์ไซค์ปลอดภัย เมาแล้วขับ ไม่มีใบขับขี่ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถเร็วเกินกำหนด) เพื่อควบคุมและลดการเกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ รวมทั้งพัฒนาระบบอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลืองานด้านจราจร การเร่งแก้ไขปรับปรุงระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และวิศวกรรมจราจรที่ได้มาตรฐานความปลอดภัย
  3. การประชาสัมพันธ์อย่างเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความเคยชินต่อการปฏิบัติตามกฎจราจร และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ใช้รถให้คำนึงถึงความปลอดภัยทางถนน การเคารพกฎหมาย และการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยกระบวนการให้ความรู้ การเสริมสร้างวินัยจราจรแก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มผู้ใช้แรงงานอย่างทั่วถึง เน้นการเรียนรู้การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างถูกต้องและปลอดภัย กระบวนการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องในระบบ Radio/TV Poll และ TWIN RADIO รวมทั้งกระบวนการประชาสังคม โดยส่งเสริมให้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการแก้ไขและลดอุบัติเหตุทางถนน
  4. ส่งเสริมสนับสนุนบทบาทและเพิ่มทักษะความชำนาญของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อสนับสนุนระบบการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน
  5. พัฒนาระบบการปฏิบัติงาน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรายงานและนำเสนอข้อมูล รวมทั้งระบบการวิเคราะห์ประเมินผลอย่างต่อเนื่องที่สามารถนำไปสู่การปรับยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุนให้มีระบบการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ

25. เรื่อง การลงนามในบันทึกความเข้าใจการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการลงนามในบันทึกความเข้าใจการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และอนุมัติให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง พร้อมทั้งอนุมัติในหลักการว่าก่อนจะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขในร่างบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือรัฐมนตรีที่รับปฏิบัติหน้าที่เป็นรัฐมนตรี GMS เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว โดยให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงสาธารณสุขไปดำเนินการด้วย

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากการเกิดโรคระบาดที่ร้ายแรงในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ โรคซาร์ส และโรคไข้หวัดนก ประเทศสมาชิก GMS คือ กัมพูชา พม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เวียดนาม ไทยและจีนตอนใต้ (มณฑลยูนาน) จึงเห็นความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ในภูมิภาคนี้ โดยจะจัดตั้งระบบการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่มีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค จึงมีการกำหนดขอบเขตความร่วมมือในด้านต่าง ๆ อาทิ การกำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมโรค จัดตั้งระบบการเตือนภัยตั้งแต่เริ่มเกิดโรค สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเครือข่ายสัตวแพทย์ในภูมิภาค ระบบการเฝ้าระวังโรค และระบบการวินิจฉัยโรค ประสานข้อมูลการเกิดโรคระบาด จัดตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ความช่วยเหลือในการประเมินผลและแนวโน้มการเกิดโรคระบาด จัดให้มีการสัมมนาด้านการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์ปีละ 1 ครั้ง จัดให้มีการเยี่ยมเยียนและประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอระหว่างเจ้าหน้าที่อาวุโสและผู้เชี่ยวชาญสัตวแพทย์ปีละ 1 ครั้ง และจัดให้มีการฝึกอบรมและวิจัยในห้องปฏิบัติการร่วมกัน โดยเน้นเรื่องโรคไข้หวัดนกและโรคระบาดสัตว์อื่น ๆ ตลอดจนจัดให้มีกลไกเพื่อให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดโรคฉุกเฉิน โดยประเทศสมาชิกอื่น ๆ จะต้องให้การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์ และความช่วยเหลือทางวิชาการตามกำลังและความสามารถของแต่ละประเทศ โดยบันทึกความเข้าใจฯ นี้ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่มีการลงนาม เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2553 และในโอกาสการประชุมระดับสุดยอดผู้นำ 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 2 นครคุนหมิง มณฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2548 จะมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ นี้ ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2548


26. เรื่อง การลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนจากพืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนจากพืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนจากพืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และอนุมัติให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และสภาวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมทั้งอนุมัติในหลักการว่า ก่อนที่จะมีการลงนาม หากมีการแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจในประเด็นที่ไม่ใช่หลักการสำคัญ ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอนุมัติในหลักการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้แทน เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ทั้งนี้ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาความเหมาะสมถูกต้องของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวก่อนดำเนินการต่อไปด้วย

ทั้งนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าว จะใช้เป็นกรอบความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนจากพืชและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยจะได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ตลอดจนเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะได้ร่วมลงนามกับ สภาวิทยาศาสตร์ของจีน ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีของไทยจะเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน 30 ปี ระหว่างวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2548


27. เรื่อง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระหว่างไทย-จีน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระหว่างไทย-จีน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระหว่างไทย-จีน และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีอำนาจเต็ม (Full Power) ในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระหว่างไทย-จีน โดยให้กระทรวงการต่างประเทศมอบอำนาจในการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยเรื่องความร่วมมือในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมระหว่างไทย-จีน แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาความเหมาะสมถูกต้องของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวก่อนดำเนินการต่อไปด้วย

ร่างบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมมือกันดำเนินงานทางด้านสิ่งแวดล้อมในลักษณะส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  2. ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น จะช่วยในการสนับสนุนการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันท์มิตรของทั้งสองฝ่ายให้กว้างขวางและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
  3. กิจกรรมภายใต้ความร่วมมือนี้ เป็นกิจกรรมที่ครอบคลุมถึง (แต่ไม่จำกัดเฉพาะ) กิจกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ การอนุรักษ์ระบบนิเวศ การควบคุมมลภาวะอากาศ และมลภาวะน้ำ การจัดการกากของเสียสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม
  4. ในการดำเนินความร่วมมือที่จะเกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะตั้งผู้ประสานงานในระดับผู้บริหารระดับสูง เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ตลอดจนแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยที่คณะทำงานดังกล่าวจะมีการประชุมร่วมกัน โดยสถานที่จัดประชุมจะสลับกันไประหว่าง 2 ประเทศ
  5. บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย และจะมีผลทันที หลังจากการลงนาม

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว มีผลดีคือ ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการร่วมมือทวิภาคี ในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากบันทึกความเข้าใจระบุกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือ และเป็นการสนับสนุนหลักการการพัฒนาอย่างยั่งยืน


28. เรื่อง การยกระดับและพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานการยกระดับและพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐเพื่อรองรับการพัฒนาระบบราชการในขั้นต่อไป ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติได้จัดทำหลักเกณฑ์และแนวทางการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักการและแนวทางดำเนินการดังนี้

1) วัตถุประสงค์ของการดำเนินการ

2) หลักการดำเนินการ

สร้างความเชื่อมโยงพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐให้สอดคล้องกับทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ รวมทั้ง การดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และการประเมินผลการปฏิบัติงานตามคำรับรองการปฏิบัติราชการใน 4 มิติ

3) กำหนดเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ

โดยการนำกรอบการดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 รวมทั้ง หลักเกณฑ์และแนวคิดของรางวัลคุณภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ Malcolm Baldrige National Quality Award (MBNQA) มาศึกษาวิเคราะห์เทียบเพื่อให้ได้เกณฑ์มาตรฐานที่สอดคล้องกับบริบทของระบบราชการไทยและพัฒนาไปสู่ระดับสากลต่อไปได้

ทั้งนี้ ได้นำเครื่องมือนี้มาประยุกต์โดยกำหนดเกณฑ์การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รวม 7 หมวด โดยมีความเชื่อมโยงของเกณฑ์ในแต่ละหมวด ดังนี้ 1. การนำองค์กร 2. การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ 3. การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4. การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ 5. การมุ่งเน้น ทรัพยากรบุคคล 6. การจัดการกระบวนการ 7. ผลลัพธ์การดำเนินการ

4) การดำเนินการ

สำนักงาน ก.พ.ร. ได้เริ่มดำเนินการศึกษาและกำหนดกรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐมาตั้งแต่ปี 2547 โดยได้จัดทำเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับกำหนดแผนการดำเนินการต่อไป ดังนี้

แผนการดำเนินงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ

ปี 2547 ปี 2548 ปี 2549
  • ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ
  • วางหลักเกณฑ์รางวัล "คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ" (Public Sector Management Quality Award - PMQA)
  • จัดวางระบบการดำเนินงานและการสร้างความพร้อมให้ส่วนราชการต่าง ๆ
  • การสร้างความรู้ความเข้าใจ
  • การเตรียมความพร้อมให้ส่วนราชการต่าง ๆ โดยสร้างผู้ตรวจประเมินภายในการ และวิทยากรตัวคูณ
  • เตรียมการวางระบบผู้ประเมินภายนอก
  • สร้างกลไกภายในสำนักงาน ก.พ.ร.
  • สนับสนุนให้ส่วนราชการนำไปปฏิบัติ
  • สนับสนุน ส่งเสริมส่วนราชการ ให้ยกระดับการปฏิบัติงานเพื่อขอสมัครเข้ารับรางวัล
  • ตรวจประเมิน ตัดสินให้รางวัล
  • เผยแพร่หน่วยงานที่มีระบบการบริหารจัดการที่เป็นเลิศเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปยังหน่วยงานอื่น ๆ

5) กลไกการดำเนินงาน

ในการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐเห็นควรกำหนดกลไกการดำเนินงานดังนี้


29. เรื่อง รายงานสถานการณ์ภัยแล้งและการแก้ไขปัญหาภัยแล้งจังหวัดสงขลา

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่นายกันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ติดตามดูแลการแก้ไขปัญหาภัยแล้งจังหวัดพัทลุงและจังหวัดสงขลา รายงานสถานการณ์ภัยแล้งและการแก้ไขปัญหาภัยแล้งจังหวัดสงขลา ดังนี้

1. สถานการณ์จังหวัดสงขลา เริ่มตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 - 16 มิถุนายน 2548 เกิดสถานการณ์ความแห้งแล้งระดับปานกลางและเล็กน้อย ซึ่งมีพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายและราษฎรได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำอุปโภค บริโภค ดังนี้

1.1 ช่วงสถานการณ์ความแห้งแล้ง จะเริ่มในระหว่างวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 โดยเริ่มประสบความแห้งแล้งใน 13 อำเภอ ซึ่งราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจำนวน 81 ตำบล 450 หมู่บ้าน

1.2 ช่วงสถานการณ์ลดความรุนแรง เนื่องจากสถานการณ์มีฝนตกบ้างในเขตจังหวัดสงขลา คือ ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2548 ทำให้พื้นที่ได้รับความเสียหายลดลง แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านน้ำอุปโภค บริโภค คือ

1.3 สถานการณ์สภาวะอากาศและสภาพน้ำท่าของจังหวัดสงขลา

โครงการชลประทานสงขลา ได้สูบน้ำช่วยข้าวนาปรัง ใน 3 อำเภอ คือ

โดยใช้เครื่องสูบน้ำ จำนวน 15 เครื่อง

2. แผนงาน/โครงการแก้ปัญหาภัยแล้งทั้งระบบของจังหวัดสงขลา


30. เรื่อง ผลการประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อม 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 1

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงาน ผลการประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อม 6 ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ครั้งที่ 1 สรุปสาระสำคัญมีดังนี้

1. ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนงานหลักการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (Core Environment Program,CEP) ใน 6 องค์ประกอบ โดยประเทศไทยเสนอให้เพิ่มเรื่อง Cleaner Production ไว้ในองค์ประกอบที่ 2 โดยเป็นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุมจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ จากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค

2. ที่ประชุมเห็นชอบที่จะให้มีการดำเนินโครงการ Biodiversity Conservation Corridors Initiative (BCI) ในประเทศสมาชิกตามแผนงานหลักการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในองค์ประกอบที่ 3 และจะเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำเสนอต่อที่ประชุม GMS Summit ครั้งที่ 2 ในวันที่ 4 - 5 กรกฎาคม 2548 ณ เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับประเทศไทยเสนอพื้นที่โครงการไว้ 2 พื้นที่ คือ

3. ที่ประชุมเห็นชอบกับข้อเสนอของ ADB ที่ให้มีการจัดตั้ง Environment Operations Center (EOC) ซึ่งอยู่ในแผนงานหลักการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในองค์ประกอบที่ 5 โดยมีแผนการจัดตั้งให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2549 ในระยะแรก จะจัดตั้งอยู่ในสำนักงาน ADB ในกรุงเทพมหานคร จนกว่าจะจัดตั้งสำนักงาน EOC ถาวร ทั้งนี้ จะทำหน้าที่เป็นเลขานุการในการดำเนินงานตามแผนงานหลักการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม (CEP)

4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวสุนทรพจน์โดยเน้นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีต่อการพัฒนาทุกด้านอย่างยั่งยืน การให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและเครือข่ายในประเทศสมาชิก GMS (GMS Information and Training Center for Environment) โดยอยู่บนพื้นฐานของความรู้และจิตสำนึกที่ดี มีการให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายเข้าถึงและใช้ทรัพยากรอย่างยุติธรรม และการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เสนอให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมของ GMS และแผนความร่วมมือเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรที่ลดการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิก GMS และตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและปรับปรุงคุณภาพชีวิต ในขณะเดียวกันสามารถรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าในระยะยาว

5. ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี ได้มีแถลงการณ์ร่วมโดยมีประเด็นหลักที่สำคัญ คือ การรับรองการดำเนินงานเกี่ยวกับ GMS Core Environment Program และการจัดตั้ง Environment Operations Center และการดำเนินงานเกี่ยวกับ Biodiversity Conservation Corridors Initiative ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของ Core Environment Program รวมทั้งเสนอแนะให้มีการรับรอง Biodiversity Conservation Corridors Initiative ในที่ประชุมสุดยอดผู้นำ (GMS Summit) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2548 ณ เมืองคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน


31. เรื่อง มาตรการผ่อนปรนเพื่อให้สามารถใช้สิทธิการยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับการดำเนินการ Contract Farming ประเทศเพื่อนบ้าน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการมาตรการผ่อนปรนในการยกเว้นภาษีพืชเป้าหมายภายใต้แผนปฏิบัติการ ACMECS โดยกำหนดดำเนินการนำร่องในพื้นที่เป้าหมายพร้อมกันทั้ง 3 ประเทศ (พม่า สปป.ลาว และกัมพูชา) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ และมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศเจรจากับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรับรองพื้นที่เป้าหมาย และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป

รูปแบบมาตรการผ่อนปรน มุ่งกำหนดมาตรการผ่อนปรนในการยกเว้นภาษีพืชเป้าหมายภายใต้แผนปฏิบัติการ ACMECS เพื่อลดความยุ่งยากในการขอ C/O ภายใต้กรอบ AISP โดยมีกระบวนการดำเนินการ ดังนี้

1. ระดับนโยบาย

2. ระดับปฏิบัติการ


32. เรื่อง การจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบขยายระยะเวลาของการดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามจากเดือนพฤษภาคม 2548 เป็นเดือนพฤศจิกายน 2548 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกำกับการศึกษาโครงการศึกษาเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยได้มีการประชุมคณะกรรมการกำกับการศึกษาโครงการฯ ไปแล้ว 3 ครั้ง เพื่อพิจารณารายงานขั้นต้น รายงานกรอบแนวคิดและร่างกรอบยุทธศาสตร์ และได้มีการประชุมคณะกรรมการกำกับการศึกษาร่วมระหว่างไทยและเวียดนาม ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 248 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อพิจารณารายงานกรอบแนวคิดการจัดทำ TV-JSEP ของฝ่ายไทย ซึ่งจัดทำโดยคณะที่ปรึกษา และร่างรายงาน VT-JSEP ของฝ่ายเวียดนาม แต่เนื่องจากระยะเวลาของกระบวนการขอรับจัดสรรงบประมาณและกระบวนการคัดเลือกจัดจ้างที่ปรึกษาของฝ่ายไทยที่มีความล่าช้า ได้ส่งผลให้การดำเนินการโครงการศึกษาเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม ไม่สามารถแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 248 ตามที่กำหนดไว้ในกรอบความตกลงฯ โดยจะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2548 ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบภายในปลายปี 2548 ต่อไป


33. เรื่อง การเปิดสำนักงานในต่างประเทศ ณ กรุงเฮลซิงกิ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง การเปิดสำนักงานในต่างประเทศ ณ กรุงเฮลซิงกิ ตามที่กระทรวงต่างประเทศแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติการเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ แทนสำนักงานส่วนแยก โดยมีหัวหน้าสำนักงานเป็นระดับอุปทูต และอัตรากำลังในชั้นต้น มีจำนวน 3 คน ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 สำหรับการจัดส่งระดับเอกอัครราชทูต และการจัดตั้งเป็นสถานเอกอัครราชทูตเต็มรูปแบบให้พิจารณาความเหมาะสมต่อไป
  2. อนุมัติหลักการให้เปลี่ยนสถานะของสำนักงานกงสุล ณ นครเฉิงตู และสำนักงานกงสุล ณ เมืองเซี่ยเหมิง ซึ่งเป็นสำนักงานส่วนแยกของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เป็นสถานกงสุลใหญ่
  3. อนุมัติตามหลักการหากให้เปิดสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้ การดำเนินการตามข้อ 2 และ ข้อ 3 หากผ่านกระบวนการพิจารณาของสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการโดยด่วนต่อไป สำหรับเรื่องงบประมาณและอัตรากำลัง ให้กระทรวงการต่างประเทศประสานกับสำนักงบประมาณ และสำนักงาน ก.พ. เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับงบประมาณและอัตรากำลังโดยให้อยู่ภายใต้กรอบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่างประเทศระดับชาติด้วย


34. เรื่อง โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Landbridge)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมรายงานโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Landbridge) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (Logistics Master Plan) ขึ้น ซึ่งได้บรรจุโครงการที่จะสนับสนุนสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Landbridge) ไว้ในยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนแม่บทดังกล่าว และกระทรวงคมนาคมดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล

กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บุโบย จังหวัดสตูล เมื่อปี 2540 และได้ทำการศึกษาทบทวนฯ เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบาราเปรียบเทียบกับพื้นที่บริเวณบุโบยเมื่อปี 2546 แล้วพบว่าบริเวณพื้นที่ปากบารามีความเหมาะสมมากกว่า และได้รับงบประมาณประจำปี 2548-2549 เป็นค่าสำรวจออกแบบรายละเอียด ซึ่งได้คัดเลือกวิศวกรที่ปรึกษาแล้วเสร็จ ในวงเงิน 38.40 ล้านบาท และอยู่ระหว่างสำนักงบประมาณพิจารณาอนุมัติเงินประจำงวดก่อนลงนามในสัญญาจ้าง

ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับการขนส่งระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งพัฒนาพื้นที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งหลายรูปแบบเพื่อส่งเสริมการลงทุนและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาให้ความสำคัญในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกปากบาราและบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  1. ในเขตเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้สุดของประเทศไทย มีข้อได้เปรียบประการสำคัญที่สุดคือ มีจังหวัดสตูลอยู่ติดทะเลอันดามันที่สามารถจะพัฒนาให้เป็นท่าเรือน้ำลึกได้ ซึ่งจะเป็นศูนย์เชื่อมต่อการขนส่งสินค้าทางเรือที่สำคัญไปยังเกาะลังกาวี ท่าเรือปีนัง ท่าเรือของกลุ่มประเทศในชมพูทวีป ท่าเรือในตะวันออกกลางและยุโรปได้
  2. คลองปากบารา จ.สตูล เป็นคลองที่มีศักยภาพในด้านการคมนาคมทางน้ำที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกทางชายทะเลอันดามัน (และไม่ถูกปิดล้อมด้วยเขตเศรษฐกิจจำเพาะของประเทศเหมือนทางอ่าวไทย) หากมีท่าเรือนี้ขึ้นจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อสนับสนุนการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคเกิดการสร้างงาน การบริการ การขนส่งสินค้า การค้าขาย ทั้งยังเป็นการเร่งรัดพัฒนาอุตสาหกรรมใน 5 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียงทำให้ประชาชนโดยรวมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  3. โดยที่ท่าเรือที่ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบัน คือ ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือสงขลา ตั้งอยู่ทางด้านฝั่งอ่าวไทย ซึ่งการขนส่งสินค้าไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง จะต้องขนส่งสินค้าไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าลงเรือใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ ส่วนการขนส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นสามารถใช้ท่าเรือแหลมฉบังได้ นอกจากนี้การส่งออกและนำเข้าสินค้าจากทางภาคใต้หรือกรุงเทพฯ ยังมีการส่งผ่านแดนโดยทางบกไปลงเรือที่ประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ดังนั้นท่าเรือน้ำลึกปากบารา จึงเป็นท่าเรือทางฝั่งอันดามันที่เป็นประตูทางการค้าทางทะเลของประเทศไทย และจะสร้างประโยชน์เพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
  4. ท่าเรือน้ำลึกปากบารา มีความได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ เนื่องจากเป็นจุดที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งใกล้กับเส้นทางเดินเรือหลักที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกา โดยเรือเดินทะเลที่แล่นเข้ามารับสินค้าจะใช้เวลาเดินทางเพียง 6 ชั่วโมง จากเส้นทางหลักเท่านั้น
  5. สามารถประหยัดเวลาและต้นทุนในการขนส่งสินค้านำเข้าและส่งออก เมื่อเทียบกับการขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและท่าเรือสงขลา หรือการขนส่งทางบกไปลงเรือ โดยใช้บริการผ่านท่าเรือในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์โดยตรง เช่น ในกรณีสินค้ายางพาราไทยเป็นผู้ผลิตยางพาราเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยในปี 2546 สามารถส่งออกได้ถึง 3.1 ล้านตัน แต่ปริมาณการส่งออกของไทยกว่าร้อยละ 50 ไปส่งออกที่มาเลเซีย เพื่อส่วนหนึ่งนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าก่อนการส่งออกอีกครั้ง และส่วนที่เหลือเป็นการส่งออกผ่านแดนเพื่อการส่งออกและท่าเรือที่ประเทศมาเลเซียที่มีค่าขนส่งต่ำกว่าการจัดส่งจากภาคใต้ไปขนถ่ายท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งผู้ส่งออกยางพาราของไทยต้องรับภาระต้นทุนการขนส่ง ค่าธรรมเนียม และค่าภาระต่าง ๆ ทางด้านศุลกากรเพื่อไปใช้ท่าเรือปีนัง หรือท่าเรือคลังของมาเลเซีย การก่อสร้างท่าเรือปากบารา ซึ่งอยู่ทางภาคใต้ตอนล่างฝั่งอันดามัน จังหวัดสตูล มีศักยภาพพอที่จะแข่งขันกับท่าเรือของประเทศเพื่อนบ้านได้โดยเมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการขนส่งยางพาราไปญี่ปุ่นระหว่างท่าเรือสงขลากับท่าเรือปีนัง โดยท่าเรือสงขลามีค่าใช้จ่าย 33,000 บาท / TEU ท่าเรือปีนัง 25,200 บาท / TEU ท่าเรือแหลมฉบังโดยผ่าน ICD ลาดกระบัง 36,600 บาท / TEU ส่วนท่าเรือปากบารา 21,000 บาท / TEU ค่าใช้จ่ายของท่าเรือสงขลาสูงกว่าเนื่องจากไม่ได้อยู่ในเส้นทางเดินเรือสายหลักและมีปริมาณสินค้าไม่มากพอ หากมาขนส่งที่ท่าเรือปากบาราจะสามารถลดภาระค่าระวางเรือและต้นทุนค่าธรรมเนียมศุลกากรที่ถูกกว่าจากการที่ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรให้กับประเทศมาเลเซีย (ค่าจัดการสินค้าและพิธีการศุลกากรที่ท่าเรือสงขลาเท่ากับ 2,000 บาท / TEU ท่าเรือปีนังเท่ากับ 8,300 บาท / TEU และท่าเรือปากบาราเท่ากับ 2,000 บาท / TEU ส่วนค่าระวางเรือที่ท่าเรือสงขลาเท่ากับ 26,000 บาท / TEU ท่าเรือปีนัง เท่ากับ 14,000 บาท / TEU และท่าเรือปากบาราเท่ากับ 14,000 บาท / TEU รวมทั้งระยะเวลาของเส้นทางของสายการเดินเรือหลักที่จะมารับสินค้าที่สตูลใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะสั้นกว่าการเดินเรือสินค้าไป-กลับระหว่างแหลมฉบังและสิงคโปร์ที่ต้องใช้เวลาถึง 169 ชั่วโมง ทำให้ต้นทุนค่าระวางสินค้าถูกกว่าดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทั้งนี้หากพิจารณาระยะทางการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟจากหาดใหญ่ไปยังท่าเรือคลังประเทศมาเลเซีย มีระยะทางอีก 550 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางรถบรรทุกไปยังอำเภอละงู จังหวัดสตูล มีระยะทางเพียง 150 กิโลเมตร กล่าวโดยสรุปค่าใช้จ่ายในการขนส่งยางพาราไปญี่ปุ่นจะพบว่าท่าเรือที่ปากบาราจะมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

ส่วนการขนส่งสินค้าออกไปในประเทศแถบยุโรป ตะวันออกกลาง โดยส่งผ่านชายแดนทางบกไปลงเรือที่มาเลเซียและสิงคโปร์ เนื่องจากต้นทุน ระยะทาง ความสะดวกในการขนถ่าย (ไม่ต้องเปลี่ยนการขนถ่ายบ่อย) และค่าขนส่งจากกรุงเทพฯ และจากภาคใต้ไปยังท่าเรือในมาเลเซียและสิงคโปร์จะใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูงกว่าออกโดยผ่านท่าเรือในประเทศ

นอกจากนี้หากมีการเชื่อมโยงระบบการขนส่งอื่น ๆ โดยทางบก (ถนน และรถไฟ) ซึ่งสามารถจะพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารจากชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกจากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังมายังชายฝั่งทะเลอ่าวไทยที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา และเชื่อมโยงด้วยการคมนาคมทางบกในลักษณะสะพานเศรษฐกิจ (Landbridge) เพื่อกระจายการขนส่งไปยังฝั่งอันดามันที่จังหวัดสตูล ได้อีกด้วย

2. ท่าเรือน้ำลึกสงขลา จังหวัดสงขลา

การพัฒนาท่าเรือสงขลา เนื่องจากท่าเรือน้ำลึกสงขลาได้มีผู้ใช้บริการท่าเรือเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดความแออัดและมีการให้บริการไม่ทั่วถึง ซึ่งเมื่อปี 2539 ธนาคารพัฒนาเอเชียได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา พบว่า กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ควรขยายท่าเรือให้แล้วเสร็จภายในปี 2543 มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดความแออัดไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมากรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการสำรวจออกแบบรายละเอียดและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา ซึ่งพบว่ามีข้อจำกัดเนื่องจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเห็นว่า บริเวณดังกล่าวเป็นเขตโบราณสถานมีแนวคูเมืองเก่า และมีโบราณสถานใต้น้ำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการอพยพโยกย้ายราษฎรซึ่งเป็นปัญหาด้านมวลชนในพื้นที่ ตลอดจนลักษณะกายภาพของร่องน้ำมีอัตราการตกตะกอนที่ต้องมีการบำรุงรักษาร่องน้ำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ รวมถึงปัญหาการประกอบอาชีพประมงและการวางโพงพางกีดขวางทางการเดินเรือ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนาร่องน้ำเพื่อให้เกิดเสถียรภาพและลดปัญหาการตกตะกอน ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ดังกล่าวจึงทำให้การขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา ซึ่งรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจบริเวณพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่บริเวณพื้นที่เดิมเป็นไปได้ยาก

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี จึงได้พิจารณาแนวทางการพัฒนาท่าเรือใหม่ โดยการศึกษาเพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนล่าง โดยจะพิจารณาศึกษาครอบคลุม พื้นที่ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้างและสามารถเชื่อมโยง ในลักษณะสะพานเศรษฐกิจ (Landbridge) จากฝั่งทะเลตะวันออก (ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง) ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามัน (ท่าเรือน้ำลึกปากบารา) อันเป็นการย่นระยะทางในการขนส่งสินค้าไปยังยุโรป และตะวันออกกลาง ตลอดจนลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ก่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการจ้างงานในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกที่ปรึกษาเพื่อมาดำเนินการต่อไป

3. การเชื่อมโยงระบบคมนาคม

กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และการรถไฟแห่งประเทศไทยได้พิจารณาก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางเชื่อมโยงโครงข่ายสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างท่าเรือกับพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ 1. โครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงบริเวณภาคใต้ตอนล่างที่กำลังพัฒนาในปัจจุบัน 2. โครงข่ายคมนาคมที่จะพัฒนาบริเวณพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 3. โครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงที่สนับสนุนท่าเรือปากบารา จังหวัดสตูล และท่าเรือสงขลา

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อพิจารณาความสอดคล้องในการจัดระบบโลจิสติกส์ด้านคมนาคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ร่างเป้าหมายและยุทธศาสตร์การยกระดับโลจิสติกส์ไทยเพื่อพัฒนาสู่ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงและได้มาตรฐานสากล โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการและให้ส่วนราชการรับไปจัดทำรายละเอียดแผนการดำเนินงานต่าง ๆ (Road Map) ที่เกี่ยวข้องตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ข้างต้น และให้มีข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับลำดับกิจกรรม ระยะเวลาดำเนินงาน และงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในแต่ละปี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และสรุปเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาบรรจุแผนปฏิบัติการและแผนการลงทุน ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศในประเด็นยุทธศาสตร์ "การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์" ตามกลยุทธ์ การยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการที่ช่องทางการค้าหลัก และพัฒนาช่องทางการค้าที่มีศักยภาพเป็นเครือข่ายระดับสากล" โดยได้บรรจุท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล การพัฒนาท่าเรือน้ำลึกอ่าวไทย ตอนล่างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถท่าเรือสงขลาไว้ในภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว และได้พิจารณาระบบคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งทางถนนและทางรถไฟครบวงจร อันเป็นการสนับสนุนการลดต้นทุนการขนส่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพิ่มความมั่นคงบริเวณชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย โดยการขยายโอกาสการจ้างงานและการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่บริเวณโครงการและใกล้เคียง


35. เรื่อง การพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้แก้ไขวิกฤตน้ำขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการ การพัฒนาน้ำบาดาลขึ้นมาใช้แก้ไขวิกฤตน้ำขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 2 เดือน ดังนี้

  1. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 งบกลาง ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลดำเนินการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ตามโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขึ้นใช้เป็นแหล่งน้ำดิบเสริมเพื่อการอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก เป็นเงิน 428,000,000 บาท โดยให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป
  2. อนุมัติหลักการในการจัดซื้อจัดจ้างตามแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกใน โดยใช้วิธีตกลงราคา ตามข้อ 39 วรรคสอง หรือวิธีพิเศษตามข้อ 23 (2) และข้อ 24 (3) ในกรณีจำเป็นและเร่งด่วนจากคณะรัฐมนตรีแทนการใช้วิธีประกวดราคา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ทันกับการประกวดราคา
  3. ให้จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง กรมชลประทาน การนิคมอุตสาหกรรม การประปาส่วนภูมิภาค บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก ประสานและให้ความร่วมมือ รวมทั้งรับผิดชอบร่วมกันในการเร่งรัดปฏิบัติภารกิจดังกล่าวให้บรรลุตามเป้าหมาย

36. เรื่อง การสนับสนุนงบประมาณปี 2548 (งบกลาง) โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในเขตอุตสาหกรรมของภาคตะวันออก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2548 งบกลาง รายการเงินสำรองเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น หรือรายการอื่นตามความจำเป็นเหมาะสม สำหรับดำเนินโครงการระบบคลองผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ไปอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จังหวัดระยอง เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน ในวงเงิน 150,933,000 บาท เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต และเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำเสนอยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบต่อนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2548 ใน 3 ลุ่มน้ำนำร่อง ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการของการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะน้ำเพื่ออุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ต่อมารองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในเขตจังหวัดระยองและชลบุรี เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนเนื่องจากราษฎรในพื้นที่ประสบกับปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคอย่างรุนแรง และยังส่งผลกระทบต่อการผลิตในภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย หากไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม

กรมชลประทานจึงได้เสนอโครงการระบบคลองผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ไปอ่างเก็บน้ำ หนองปลาไหล จังหวัดระยอง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ด้วยการจัดทำอุโมงค์ผันน้ำและคลองผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ไปอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล โดย Gravity เพื่อผันน้ำอย่างน้อยปีละ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร ไว้ใช้ในครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมเป็นการเฉพาะหน้า


37. เรื่อง การลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการวางแผนและสร้างทางด่วนสารสนเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MOU of the Planning and Construction of the GMS Information Superhighway Network)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท. โทรคมนาคม ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการวางแผนและสร้างทางด่วนสารสนเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (MOU of the Planning and Construction of the GMS Information Superhighway Network) หลังประชุม GMS Summit Meeting ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ ทั้งนี้ ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาความเหมาะสมถูกต้องของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวก่อนดำเนินการต่อไปด้วย

ทั้งนี้ บันทึกการเข้าใจดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ของโครงการ

2. เป้าหมาย ประสานงานและร่วมมือในกลุ่มประเทศสมาชิกภาคีเพื่อทำการศึกษา วางแผน และจัดสร้างโครงข่ายข้อมูลสารสนเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

3. ระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี (2548-2553)

กรอบระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ แบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่


38. เรื่อง การแก้ไขสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) รายงานการแก้ไขสถานการณ์น้ำในภาคตะวันออกภายหลังได้เดินทางไปตรวจสถานการณ์น้ำในพื้นที่ของทั้ง 2 จังหวัด (จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง) โดยเชิญผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการเข้าร่วมหารือ พร้อมมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นให้กับกรมชลประทาน (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้ดำเนินการดังนี้

1. ให้กรมชลประทาน (กษ.) ดำเนินการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ซึ่งเป็นอ่างที่มีระบบจ่ายน้ำและมีความจุที่รับน้ำได้อีก โดยมี 3 โครงการที่จะดำเนินการ คือ

2. ให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขุดเจาะบ่อบาดาลโดยมีเป้าหมายดำเนินการใน 3 พื้นที่ คือ

โดยจะดำเนินการในทันทีตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2548

ทั้งนี้ ได้ให้ความเชื่อมั่นกับผู้ประกอบการ (บ.อีสต์ วอเตอร์) ว่าในห้วงระยะเวลา 2 เดือนนี้ จะมีปริมาณน้ำดิบเพียงพอที่จะใช้ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยจากการประเมินสถานการณ์ขณะนี้เชื่อมั่นว่าจะมีปริมาณน้ำฝนตกลงในพื้นที่เพิ่มขึ้น และภาคอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ซึ่งบริษัท อีสต์ วอเตอร์ ได้ให้ความร่วมมือดำเนินการรองรับการแก้ไขปัญหา โดยการวางท่อส่งน้ำเชื่อมกับแหล่งน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้


39. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ โดยกำหนดให้มีการ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2548 และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนแล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งรายงานว่า ได้รับแจ้งว่า นายอรรถพล สนิทวงศ์ชัย สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 2 ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2548 เป็นเหตุให้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตว่างลงหนึ่งตำแหน่ง และเนื่องจากตำแหน่งดังกล่าวว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร จำเป็นต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง (ครบกำหนดวันที่ 5 สิงหาคม 2548) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาเพื่อดำเนินการ


40. เรื่อง หนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อจัดตั้งสำนักงานกงสุล ณ นครซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการทำหนังสือแลกเปลี่ยนเพื่อจัดตั้งสำนักงานกงสุล ณ นครซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 19 -23 พฤษภาคม 2548 และได้แจ้งต่อทางการมณฑลส่านซี (Shaanxi) สาธารณรัฐประชาชนจีนว่ารัฐบาลไทยจะจัดตั้งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซีอานโดยเร็ว เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจรวมทั้งอำนวยความสะดวกให้ชาวส่านซีเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

ซึ่งรัฐบาลจีนได้เห็นชอบต่อการที่รัฐบาลไทยจะจัดตั้งสำนักงานกงสุล ณ นครซีอานแล้ว โดยในชั้นต้นสำนักงานกงสุลดังกล่าวจะเป็นส่วนแยกของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง โดยมีเขตอาณาครอบคลุมมณฑลส่านซี มณฑลกานซู และเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย และรัฐบาลจีนได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดตั้งสำนักงานกงสุลฯ

ทั้งนี้ การจัดตั้งสำนักงานกงสุล ณ นครซีอานสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขยายความสัมพันธ์กับจีนในฐานะหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกันอย่างรอบด้าน เนื่องจากนครซีอานเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมที่สำคัญโดยเป็นประตูไปสู่ภาคกลางและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน นอกจากนั้นมณฑลส่านซียังมีศักยภาพในด้านการค้า การลงทุนเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญทางภาคกลางของจีน ตลอดจนเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ และเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งของการท่องเที่ยวจีน ซึ่งสามารถขยายความร่วมมือกับไทยได้ทั้งในด้านเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว


41. เรื่อง ความคืบหน้าในการขอเปิดตลาดผลไม้ไทย 6 ชนิดไปสหรัฐอเมริกา

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานความคืบหน้าในการขอเปิดตลาดผลไม้ไทย 6 ชนิดไปสหรัฐอเมริกา ดังนี้

ตามที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติร่วมกับกรมวิชาการเกษตร จัดการประชุมมาตรการกำจัดศัตรูพืชผลไม้ไทย 6 ชนิด เพื่อเตรียมการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา (The Meeting on Mitigation Measures : Phytosanitary Treatments for Potential Quarantine Pests on Selected Thai Fruits to be Exported from Thailand to the United States) เพื่อจัดทำข้อสรุปมาตรการกำจัดศัตรูพืชผลไม้ไทย 6 ชนิด และกรอบแผนการดำเนินงานเพื่อส่งออก ผลไม้สดดังกล่าวไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมีผู้แทนจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่าง ๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ เช่น สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเอกชนเข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 13 - 17 มิถุนายน 2548 ณ กรุงเทพมหานคร สรุปสาระสำคัญของการประชุมได้ดังนี้

1. กรอบแผนการดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมการส่งออกผลไม้ไปสหรัฐอเมริกา

ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแผนการดำเนินงานโดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกให้ได้ภายในระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ดังนี้

2. ข้อสรุปมาตรการกำจัดศัตรูพืชผลไม้ไทย 6 ชนิด ก่อนการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา

ที่ประชุมให้ความเห็นชอบมาตรการกำจัดศัตรูพืชสำหรับผลไม้แต่ละชนิด ซึ่งจะครอบคลุมการฉายรังสี การใช้ความเย็น การอบไอน้ำ การใช้ Systems approach เป็นต้น ดังนี้

สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติจะได้เป็นหน่วยงานกลางในการประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกรมวิชาการเกษตร สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนไทย และหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาในการ ดำเนินการตามแผนงานต่าง ๆ ต่อไป และจะรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป


42. เรื่อง การตรวจและติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ "สึนามิ" ในพื้นที่จังหวัดพังงา

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รายงานผลการดำเนินงานจากการประชุมหารือร่วมของหน่วยราชการกับประชาชนผู้ประสบภัย ในการตรวจและติดตามการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติ "สึนามิ" ในเขตอำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ในระหว่างวันที่ 9 - 11 มิถุนายน 2548 โดยมีประเด็นเชิงนโยบายที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

ปัญหา สาระสำคัญ แนวทางแก้ไข
1. ปัญหาที่พักอาศัย(บ้านพักถาวร)
  • ความล่าช้าในการก่อสร้างบ้านพักถาวรของ ผู้ประสบภัย ปัจจุบันในบางพื้นที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ประกอบกับย่างเข้าฤดูฝน ทำให้ประชาชนที่รอเข้าพักอาศัย ได้รับความเดือดร้อน
จังหวัดพังงาได้เร่งรัด และดำเนินการจัดหาผู้รับเหมาจ้างเพิ่มเติม เข้ามาดำเนินการก่อสร้างโดยเร่งด่วน
2. ปัญหาผู้ประกอบการค้ารายย่อย
  • ได้มีการร้องเรียนว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบการ รายย่อยบางส่วนยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากทางราชการ
  • ขณะเดียวกัน ทางราชการได้มีการสำรวจจำนวนผู้ประกอบการค้ารายย่อย ปรากฏว่าจำนวนไม่ทั่วถึงและครบถ้วน
จังหวัดพังงาได้มอบหมายให้สำนักงาน ท้องถิ่นจังหวัด ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำการสำรวจและตรวจสอบ รายชื่อผู้ประกอบการรายย่อย เสนอต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักตรวจราชการ) แล้วปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนพิจารณาผล
3. ปัญหาระบบประปา
  • บ้านพักถาวรที่ได้มีการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าไม่มีน้ำประปาเพื่อบริโภค และไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบ
ได้เร่งรัดให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรฯ ดำเนินงานในส่วนเกี่ยวข้องพร้อมทั้งมอบหมายให้จังหวัดพังงา ประสานกับการประปาส่วนภูมิภาค ดำเนินการโดยเร่งด่วน
4. ปัญหาเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning)
  • ปัจจุบันยังไม่มีการติดตั้งสัญญาณเตือนภัย ล่วงหน้า ในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชุมชน ใกล้ชายฝั่งทะเล
คณะกรรมการศึกษาระบบเตือนภัยเตรียมที่จะเร่งดำเนินการติดตั้งในพื้นที่จังหวัดพังงา 20 จุด โดยเร่งด่วน
5. ปัญหาทุนการศึกษาของเด็กที่พ่อแม่ประสบภัย
  • ประชาชนได้ขอให้ตรวจสอบเรื่องทุนการศึกษาของเด็กนักเรียนในกรณีที่ครอบครัวประสบภัย ซึ่งบางรายยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ
ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดพังงา ไปตรวจสอบและเร่งรัดดำเนินการเบิกจ่ายโดยเร็ว พร้อมทั้ง รายงานผลให้จังหวัดพังงาทราบ
6. ปัญหาศาสนสถาน ถูกทำลาย
  • ได้มีการร้องเรียนให้หน่วยราชการปรับปรุง ซ่อมแซม และพัฒนาศาสนสถาน (วัด) ที่อยู่ในบริเวณประสบภัย และให้การช่วยเหลือในช่วงเกิดภัยพิบัติ
ได้มอบหมายให้จังหวัดพังงาพิจารณาใช้งบประมาณที่สามารถดำเนินการได้ ปรับปรุง ซ่อมแซมศาสนสถาน (วัด) ในส่วนที่สามารถดำเนินการได้โดยเร่งด่วน
7. ปัญหาการใช้ที่ดินและผังเมือง
  • การวางผังเมือง (จัดระเบียบการใช้ที่ดิน) บริเวณตำบลคึกคัก/แนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ยังไม่มีการประกาศใช้บังคับ ขณะเดียวกันปรากฏว่ามีการลักลอบถมดินล้ำในเขตทะเล ทำให้เกิดความเสียหายบริเวณชายฝั่ง
ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับ อพท.เร่งดำเนินการประสานงานและหาข้อยุติภายใน 27 มิถุนายน 2548 และจะได้นัดหมายผู้ประกอบการและ อบต.ที่เกี่ยวข้องมาสรุปภายใน 15 กรกฎาคม 2548
8. ปัญหาการทำประมงขนาดเล็ก (ประมง ชายฝั่ง)
  • ประชาชนผู้มีอาชีพประมงชายฝั่ง (หรือประมงขนาดเล็ก) ได้ร้องเรียนให้สร้างเขื่อนกันทราย (ขุดร่องน้ำ) เพื่อให้เรือประมงขนาดเล็กสามารถเข้า - ออกได้
  • สนับสนุนน้ำมันราคาถูก (น้ำมันสีม่วง) สำหรับเรือประมงขนาดเล็ก ซึ่งมีความขาดแคลน และหาซื้อลำบาก (โดยขอสนับสนุน 300,000 ลิตร)
  • สนับสนุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อประกอบอาชีพ และค่าเสียหายของเรือที่ประสบภัย "สึนามิ"
ได้มอบหมายให้จังหวัดพังงาประสานงานกับกรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งหารือแนวทางการช่วยเหลือ ผ่านคณะกรรมการอำนวยการช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาจากธรณีพิบัติใน 6 จังหวัดภาคใต้
9. ปัญหาการให้ข้อมูลภาครัฐ
  • ประชาชนมีความสับสนในการให้ข้อมูลข่าวสารภาครัฐ ซึ่งมักจะไม่สอดคล้องกัน
  • เห็นควรกำหนดให้มีฐานข้อมูลของผู้ประสบภัยอย่างเป็นระบบเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และยุติธรรมโดยมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน
มอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และจังหวัดพังงา ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนในการจัดทำฐานข้อมูล (Database) ให้มีมาตรฐาน
10. ปัญหาให้ความช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มหมอนวดแผนโบราณ
  • ขอให้หน่วยงานภาครัฐมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มหมอนวดแผนโบราณ ที่ประสบภัยธรรมชาติครั้งนี้
จังหวัดพังงาได้ชี้แจงว่า จะใช้งบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดเพื่อให้ความช่วยเหลือต่อไป โดยมอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดรับผิดชอบ
11. ปัญหาการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดพังงา
  • เสนอให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา โดยจัดให้มีแผนฟื้นฟู และหลักเกณฑ์ที่เป็นระบบ
ปัจจุบันกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาแผนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ประสบภัยธรณีพิบัติ จังหวัดพังงา โดยสถาบันการศึกษาของรัฐ
12. ปัญหาแรงงานต่างด้าว
  • เสนอให้มีการผ่อนผันแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ (ใบอนุญาต) ให้สามารถประกอบอาชีพด้านการประมงได้
กระทรวงแรงงานได้ชี้แจงว่าปัจจุบันให้ แรงงานต่างด้าวมายื่นความจำนงเพื่อขยายการจ้างงานจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ส่วนผู้ที่ไม่มีสิทธิขอให้ดำเนินการตาม พรบ. ว่าด้วยการทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2521
13. ปัญหาของกลุ่มแพปลาเอกชน
  • ชาวประมงในพื้นที่ประสบภัยได้ร้องขอให้พิจารณาช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพแพปลาของเอกชนที่ได้รับความเสียหาย
มอบหมายให้จังหวัดพังงาประสานงานกับกรมประมง เพื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งรายงานผล
14. ปัญหาการพัฒนาระบบสาธารณูปการและอาคารที่ทำการ อบต.เกาะพระทอง
  • เนื่องจากบริเวณก่อสร้างระบบสาธารณูปการ (ถนนและระบบไฟฟ้า) และอาคารที่ทำการ อบต.ของเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา บางส่วนทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป

นอกเหนือจากการรับฟังสภาพปัญหา และการชี้แจงข้อเท็จจริง ตลอดทั้งข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวแล้ว ยังได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา เพื่อรับฟังความคิดเห็น และแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ปรากฏว่ามีข้อสังเกตและประเด็นสำคัญ ดังนี้

  1. การดำเนินงานช่วยเหลือของหน่วยราชการต่าง ๆ ในจังหวัดพังงา ยังขาดการเชื่อมโยงประสานงานอย่างเป็นระบบ แม้จะกำหนดให้จังหวัดพังงาเป็นศูนย์กลางการประสานงานในพื้นที่ก็ตาม แต่ปรากฏว่ายังมีหน่วยราชการเป็นจำนวนมากดำเนินการให้ความช่วยเหลือโดยปราศจากการติดต่อประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด
  2. การจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ เพื่อประกอบการใช้ประโยชน์ในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ธรรมชาติครั้งนี้ ขาดมาตรฐานการจัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัย เป็นระบบ ทำให้เกิดช่องว่างของการช่วยเหลือ มีความซ้ำซ้อนและไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ อีกทั้งมีการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางขึ้นรับผิดชอบเพื่อทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลรายละเอียด ตลอดทั้งความคืบหน้าในการดำเนินงานช่วยเหลือของทุกส่วนราชการ และองค์กรต่าง ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ ประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป ทั้งนี้ได้นำเรียนประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนวทางแก้ไขดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการฯ ของแต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบ ได้รับทราบในเบื้องต้นแล้ว และจะได้มีการประสานงานและติด

43. เรื่อง แต่งตั้ง

1. ขออนุมัติเปิดสถานกงสุลกิตติมศักดิ์และการแต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์ไอร์แลนด์ประจำจังหวัดภูเก็ต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้เปิดกงสุลกิตติมศักดิ์และแต่งตั้งให้ นาง Helene Fallon - Wood ดำรงตำแหน่งกงสุลกิตติมศักดิ์ไอร์แลนด์ประจำจังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2548

2. ขออนุมัติการแต่งตั้งกงสุลใหญ่ราชอาณาจักรเดนมาร์กประจำจังหวัดภูเก็ต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้แต่งตั้ง นาย Peter Truelsen ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ราชอาณาจักรเดนมาร์ก ประจำจังหวัดภูเก็ต โดยมีเขตกงสุลครอบคลุมจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2548

3. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอให้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ จำนวน 7 คน ดังนี้ 1.ศาสตราจารย์เกษรี ณรงค์เดช (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบัญชี) 2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประวิตร นิลสุวรรณากุล (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการตรวจสอบการดำเนินการ) 3. นายวัฒนา รัตนวิจิตร (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย) 4. ศาสตราจารย์โกวิทย์ โปษยานนท์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน) 5.นายชาญชัย จารุวัสตร์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหาร) 6. นายครรชิต มาลัยวงศ์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ) และ 7. ศาสตราจารย์ปกรณ์ อดุลพันธุ์ (ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมศาสตร์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี