สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
14 มิถุนายน 2548

สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ

วันนี้ (วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2548) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ ตึกอธิการบดี ชั้น 2 มหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศพะเยา จังหวัดพะเยา พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง โครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects)
  2. เรื่อง ความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายและวาระแห่งชาติเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
  3. เรื่อง ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ....
  5. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์
  6. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์
  7. เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ที่มิได้มีสัญชาติไทย
  8. เรื่อง การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน และจังหวัดพะเยา
  9. เรื่อง ขอเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โครงการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวัง อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
  10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....)
  11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 255 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การบริจาคเงินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547)
  12. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (กำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถที่จะมีไว้ใช้อำนวยความสะดวกแก่คนพิการ และเพิ่มเติมให้รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร หรือรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์สิ่งของจะมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบหรือขนาด แตกต่างไปจากข้อกำหนดในกฎกระทรวงก็ได้)
  13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบผู้ขับขี่ซึ่งได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน พ.ศ. ....
  14. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  15. เรื่อง การปรับปรุงค่าตอบแทนผู้บริหาร และสมาชิกสภาเมืองพัทยา
  16. เรื่อง ผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ
  17. เรื่อง รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนก
  18. เรื่อง สรุปการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบธรณีพิบัติ
  19. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และสถานศึกษาที่ประสบภัยจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติ "สึนามิ"
  20. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ แทน ตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....
  21. เรื่อง มติที่ประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ
  22. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
    2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
    3. กรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง


1. เรื่อง โครงการการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. รับทราบแผนการลงทุนและแนวทางการระดมทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐในช่วงปี 2548 - 2552 ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และเห็นชอบในหลักการข้อเสนอเกี่ยวกับกลยุทธ์ในการจัดสรรงบประมาณ การระดมทุน และแนวทางการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ
  2. รับทราบกรอบการจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ สำหรับปีงบประมาณ 2549 โดยมีวงเงินรวม 94,600.77 ล้านบาท
  3. มอบหมายคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ กำกับ ติดตาม และเร่งรัดการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามแผนงาน รวมทั้งปรับปรุงแผนงานการลงทุนตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยอยู่ในกรอบวงเงินข้างต้น และรายงานคณะรัฐมนตรีให้ทราบเป็นระยะ ๆ
  4. รับทราบแผนการลงทุน กรอบระยะเวลาดำเนินงาน และกลยุทธ์ในการระดมทุนสำหรับโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ (Mass Transit) ในช่วงปี 2548 - 2555 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการจัดตั้ง Holding Company เพื่อลงทุนและบริหารระบบรถไฟฟ้าให้เป็นแบบ Single Operator/Joint Owner ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) เพื่อยกระดับศักยภาพความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และรองรับความต้องการอันเนื่องมาจากความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในการนี้ นายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพิจารณากลั่นกรองและจัดลำดับความสำคัญของโครงการในแผนการลงทุนฯ ดังกล่าว รวมทั้งการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการลงทุนให้สอดคล้องและอยู่ในกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั้น

กระทรวงการคลังได้รายงานแผนการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่กำหนดจะดำเนินการในช่วงปี 2548 - 2552 ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาแล้ว ดังนี้

1. คำจำกัดความของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ คณะกรรมการฯ ได้กำหนดคำจำกัดความของโครงการที่จะนำมาบรรจุไว้ในแผนการลงทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐว่า หมายถึง

2. โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ คณะกรรมการฯ ได้สำรวจและประมวลโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ จากแผนงานของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แบ่งออกเป็น 7 สาขา ดังนี้

3. แผนการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ คณะกรรมการฯ ได้สรุปวงเงินลงทุนรวมสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ซึ่งจะดำเนินงานในช่วงปี 2548 - 2552 โดยมีวงเงินลงทุนรวม 1,701 พันล้านบาท และมีรายละเอียดของการลงทุนในสาขาเศรษฐกิจต่าง ๆ 7 สาขา ประกอบด้วย 1) Mass Transit 2) คมนาคม 3) ที่อยู่อาศัย 4) ทรัพยากรน้ำ 5) การศึกษา 6) สาธารณสุข 7) อื่น ๆ

หน่วย : ล้านบาท

สาขาเศรษฐกิจ 2548 2549 2550 2551 2552 2548 -2552 สัดส่วน
Mass Transit 1.13 46.61 98.06 143.64 133.99 423.43 25%
คมนาคม 34.72 48.42 81.40 80.24 83.83 328.61 19%
ที่อยู่อาศัย 14.81 54.32 64.06 57.18 23.43 213.80 12%
ทรัพยากรน้ำ 0.00 38.12 53.96 53.96 53.96 200.00 12%
การศึกษา 0.20 13.98 27.44 27.43 27.38 96.43 6%
สาธารณสุข 1.60 12.00 29.21 27.31 26.27 96.39 6%
อื่น ๆ 14.83 41.90 73.39 96.40 115.57 342.09 20%
รวมทั้งสิ้น 67.29 255.35 427.52 486.16 464.43 1,700.75 100%

หมายเหตุ :
- ข้อมูลเบื้องต้น ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2548
- ไม่รวมโครงการ Ongoing ที่ดำเนินการก่อนปี 2548 และยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ในช่วงปี 2548 - 2552

4. แนวทางการระดมทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ในช่วงปี 2548 - 2552 คณะกรรมการฯ พิจารณาแนวทางการระดมทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ ซึ่งจะมีการผสมผสานระหว่างการใช้เงินงบประมาณ เงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจ เงินกู้ และการระดมทุนในวิธีอื่น ๆ โดยในเบื้องต้นคาดว่า จะจัดสรรจากเงินงบประมาณร้อยละ 39 เงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 13 เงินกู้ทั้งในและต่างประเทศร้อยละ 42 และการระดมทุนในวิธีอื่น ๆ อีกร้อยละ 6 โดยจะยังคงดำเนินนโยบายการจัดทำงบประมาณแบบสมดุล

หน่วย : ล้านบาท

แหล่งเงินทุน 2548 2549 2550 2551 2552 2548 -2552 สัดส่วน
งบประมาณ 9.26 94.60 180.25 193.82 180.01 657.94 39%
รายได้รัฐวิสาหกิจ 18.74 37.19 47.86 62.92 55.57 222.28 13%
เงินกู้
- เงินกู้ในประเทศ 23.76 75.37 112.48 119.33 79.09 410.03 24%
- เงินกู้ต่างประเทศ 15.52 38.63 62.14 76.02 112.72 305.03 18%
อื่น ๆ 0.00 9.56 24.80 34.07 37.04 105.47 6%
รวม 67.28 255.35 427.53 486.16 464.43 1,700.75 100%

หมายเหตุ : ข้อมูลเบื้องต้น ณ วันที่ 7 มิถุนายน 2548

นอกจากนั้น จากการประเมินภาระที่จะเกิดขึ้นในงบประมาณรายจ่ายประจำปี คาดว่าจะมีเม็ดเงินเพียงพอที่จะจัดสรรเงินสนับสนุนให้แต่ละโครงการในแต่ละปี อย่างไรก็ตามในการจัดสรรเงินงบประมาณจะขึ้นอยู่กับความพร้อมและการจัดลำดับความสำคัญของโครงการ ตลอดจนความเหมาะสมทางด้านการเงิน การคลัง และสภาวะเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

5. ผลกระทบจากการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ จากการศึกษาเบื้องต้นของผลกระทบจากการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า การลงทุนดังกล่าวจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยไม่มีผลกระทบต่อกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ทั้งนี้ หนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 50 และภาระหนี้ต่องบประมาณจะอยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 15

6. กลยุทธ์ในการจัดสรรงบประมาณและการระดมทุน คณะกรรมการฯ ได้เสนอกลยุทธ์ในการจัดสรรงบประมาณและการระดมทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ดังนี้

7. แนวทางในการดำเนินโครงการ

8. แผนการลงทุน และกลยุทธ์การระดมทุนสำหรับโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ (Mass Transit)

หน่วย : ล้านบาท

สาย ระยะทาง (กม.) ระยะเวลาดำเนินการ ปีที่เปิดเดินรถ
1. สายสีม่วง 43.00
1.1 บางใหญ่ - บางซื่อ 23.00 2548 - 2552 2552
1.2 บางซื่อ - ราษฎร์บูรณะ 20.00 2548 - 2555 2555
2. สายสีน้ำเงิน 27.00
2.1 หัวลำโพง - บางแค 14.00 2548 - 2555 2555
2.2 บางซื่อ - ท่าพระ 13.00 2548 - 2553 2553
3. สายสีส้ม 24.00 2548 - 2555 2555
4. สายสีแดงเข้ม 66.80
4.1 รังสิต - บางซื่อ 24.60 2548 - 2551 2551
4.2 บางซื่อ - หัวลำโพง 6.20 2548 - 2552 2552
4.3 หัวลำโพง - มหาชัย 36.00 2548 - 2552 2552
5. สายสีแดงอ่อน 71.41
5.1 Airport Link 28.00 2548 - 2550 2550
5.2 Airport Link ส่วนต่อขยาย 21.10 2548 - 2554 2554
5.3 บางซื่อ - ตลิ่งชัน 14.71 2548 - 2551 2551
5.4 บางซื่อ - มักกะสัน 7.60 2548 - 2552 2552
6. สายสีเขียวเข้ม 26.50 2548 - 2553 2553
7. สายสีเขียวอ่อน 18.70 2548 - 2553 2553
รวมทั้งสิ้น 277.41

8.3 กลยุทธ์การระดมทุนและแนวทางในการดำเนินงาน

(1) ระบบโครงสร้างพื้นฐาน

(2) ระบบรถไฟฟ้าและการเดินรถ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการลงทุนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย คณะกรรมการฯ เห็นควรให้มีการจัดตั้ง Holding Company เพื่อลงทุนและบริหารระบบรถไฟฟ้าให้เป็นระบบ Single Operator/Joint Owner ซึ่งจะมีข้อดีคือ ระบบรถไฟฟ้าจะเชื่อมโยงกันได้เป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งระบบ และสามารถใช้ประโยชน์จากระบบเครือข่ายร่วมกันได้ โดยต้องดำเนินการควบรวมบริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิมเข้ามาไว้ใน Holding Company ด้วย เนื่องจากหากมีการขยายระบบขนส่งมวลชนตามแผนงานข้างต้น โดยยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ ผู้รับสัมปทานรายเดิมจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ส่วนใหญ่ และจะทำให้การเจรจาเพื่อซื้อคืนสัมปทาน หรือร่วมทุนกับผู้รับสัมปทาน รายเดิมมีความยุ่งยากมากขึ้น ดังนั้น จึงเห็นควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิจารณาจัดตั้ง Holding Company เพื่อลงทุนและบริหารระบบรถไฟฟ้าให้เป็นระบบ Single Operator/Joint Owner ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว


2. เรื่อง ความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายและวาระแห่งชาติเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามนโยบายและวาระแห่งชาติเรื่องการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ดังนี้

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รายงานว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเจตนารมณ์ และมอบนโยบายในการประชุมระดับชาติ เรื่อง การค้ามนุษย์ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2547 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน องค์การระหว่างประเทศได้ร่วมมือดำเนินการตามนโยบาย ปรากฏผลเป็นรูปธรรม ดังนี้

1. การดำเนินงานด้านการป้องกัน

2. การดำเนินงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

3. ด้านการคุ้มครองและเยียวยาผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์


3. เรื่อง ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ ดังนี้

จากการที่ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 115/2548 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2548 แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เป็นประธานนั้น คณะกรรมการฯ ได้ประชุมครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 และมีมติให้ดำเนินการในเรื่องที่สำคัญ รวม 10 เรื่อง ดังนี้

  1. เรื่องการแต่งตั้งอนุกรรมการ 2 คณะ
    • 1.1 อนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมาย มอบหมายรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (พลตำรวจเอกเพรียวพันธุ์ ดามาพงษ์) เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการปราบปราม การดำเนินคดี และจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน และให้มีการประชุมอนุกรรมการเพื่อให้มีผลการดำเนินงานรายงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
    • 1.2 คณะอนุกรรมการจัดทำฐานข้อมูลระดับชาติ มอบหมายปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธาน และให้พิจารณากำหนดองค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ ภารกิจของคณะอนุกรรมการ เสนอต่อประธานคณะกรรมการต่อไป
  2. เรื่องจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานด้านการค้ามนุษย์ในระดับ จังหวัด ในส่วนกลางและในต่างประเทศ
  3. เรื่องรายงานการศึกษา เรื่องการค้ามนุษย์ มอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดทีมศึกษาเรื่องการค้ามนุษย์ โดยศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด
  4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. .... มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาประเด็น การเพิ่มเติมเรื่องกองทุนไว้ในร่างพระราชบัญญัติ โดยนำเงินที่ยึดจากการค้ามนุษย์ เงินสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรเอกชน สมทบเข้ากองทุนดังกล่าว เพื่อใช้ประโยชน์ในการคุ้มครอง ฟื้นฟูเหยื่อ
  5. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็ก ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อตรวจร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าว
  6. เรื่อง การขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์
  7. เรื่อง การช่วยเหลือเหยื่อที่มิได้มีสัญชาติไทยในต่างประเทศ
  8. เรื่อง เงินทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกระทำจากกระบวนการค้ามนุษย์และปัญหาสังคมอื่น ๆ (500 ล้านบาท) มอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ติดตามเงินทุนเริ่มต้น 100 ล้านบาท จากคณะกรรมการโครงการเพื่อการสาธารณประโยชน์จากรายได้โดยการออกสลากพิเศษกระทรวงการคลังต่อไป และให้นำเรื่องนี้บรรจุเป็นวาระสำคัญที่จะพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการครั้งต่อไปด้วย
  9. เรื่อง ร่างข้อตกลงความร่วมมือในการให้ความรู้แก่เยาวสตรีเพื่อป้องกันการถูกล่อลวง เพื่อเป็นแนวทางขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศ และให้ลงนามร่วมกันโดยเร็วเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป
  10. เรื่อง ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็กของคณะอนุกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิง ข้อเสนอดังกล่าวได้ปรากฏอยู่ในเรื่องต่าง ๆ ที่คณะกรรมการฯ มีมติไปแล้ว ดังนี้
    1. ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.) ได้ตั้งหน่วยงานระดับกองบังคับการ ขึ้นกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว และการที่คณะกรรมการมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้านการบังคับใช้กฎหมายภายใต้คณะกรรมการชุดนี้ จะทำให้ ตช. เร่งรัดการปราบปราม และการดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    2. มติเรื่อง การจัดตั้งศูนย์ประสานงานด้านการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะในระดับจังหวัด จะช่วยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบูรณาการงานของทุกหน่วยงานในจังหวัดได้
    3. ให้นำเรื่องการคุ้มครองพยานไปพิจารณาดำเนินการภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายงบประมาณโครงการวิจัย สามารถขอรับการสนับสนุนได้จากเงินทุน 100 ล้านบาท

4. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการต่างประเทศแรงงานและการพัฒนาสังคม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เป็นประธานไปพิจารณาด้วย ทั้งนี้ ให้เชิญผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงบประมาณ และผู้แทน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเป็นเรื่องด่วนต่อไป

สำหรับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 4 มีดังนี้

  1. ชื่อร่างพระราชบัญญัติ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จะมีการให้ความคุ้มครองไปถึงผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และมีมาตรการฟื้นฟูผู้เสียหายด้วย แต่ชื่อร่างพระราชบัญญัตินี้ยังไม่สื่อว่ามีการคุ้มครองและฟื้นฟูดังกล่าว จึงควร แก้ไขชื่อร่างพระราชบัญญัติให้มีความหมายครอบคลุมถึงการคุ้มครองและการฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ด้วย
  2. ควรกำหนดให้มีกองทุนไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์และการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ โดยกองทุนอาจประกอบด้วย เงินทุนประเดิม ที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ตามความผิดมูลฐานที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เสนอผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. .... ที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมติคณะกรรมการกลั่นกรอง เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายสังคมฯ) ของรัฐบาลชุดก่อน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2547 ที่ได้พิจารณาแล้วมีมติให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. .... ไปพิจารณาทบทวนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 3 (ฝ่ายสังคมฯ) กระทรวงแรงงาน และสำนักงานอัยการสูงสุด ไปพิจารณาดำเนินการด้วย ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ดำเนินการจัดประชุมหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และ ได้นำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอคณะกรรมการพัฒนากฎหมายของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว โดยได้แก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. .... เรียบร้อยแล้ว


5. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ แล้ว มีมติดังนี้

  1. เห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์
  2. เห็นชอบมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าวในนามรัฐบาลไทย
  3. เห็นชอบการปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำในร่างบันทึกความเข้าใจฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญก่อนการลงนาม โดยหารือกับกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ติดต่อกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อจัดให้มีบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2548 ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ และประธานคณะอนุกรรมการประสาน การแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้ข้อสรุปที่ตรงกัน โดยหลักการและเนื้อหาสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจ ประกอบด้วย ความร่วมมือของทั้ง 2 ประเทศ ในการต่อต้านการค้ามนุษย์ ดังนี้

  1. ด้านการป้องกัน เน้นความร่วมมือการสร้างโอกาสในการศึกษา การฝึกอาชีพการให้บริการทางสังคม รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนทั่วไป
  2. ด้านการปกป้องคุ้มครองฯ จะร่วมมือกันในด้านการให้ความยุติธรรมด้านกฎหมาย การดำเนินคดี กระบวนการส่งกลับ รวมถึงการจัดตั้งองค์กร เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย
  3. ด้านการปราบปราม จะร่วมมือกันในการบังคับใช้กฎหมาย การสืบสวนสอบสวน การดำเนินคดีในศาล การส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยเฉพาะจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดในบริเวณชายแดน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผู้ค้ามนุษย์
  4. ด้านการส่งกลับคืนประเทศ ทั้งสองฝ่ายจะต้องกำหนดให้มีหน่วยงานเฉพาะที่มีบทบาทหน้าที่ในการประสานงานในกระบวนการรับ-ส่งผู้เสียหายกลับคืนประเทศ รวมทั้งจะต้องดำเนินการทุกวิถีทางให้ผู้เสียหายได้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี
  5. ด้านการปฏิบัติงานร่วม ทั้งสองฝ่ายจะต้องจัดตั้งคณะปฏิบัติงานร่วมเพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ร่วมกัน ตั้งแต่การวางแผนการดำเนินการ การประสานงานกับภาคีต่าง ๆ และการติดตามประเมินผล

6. เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงสร้างศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ในระดับชาติ ระดับจังหวัด และต่างประเทศ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และอนุมัติในหลักการเพื่อการบริหารจัดการ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งผู้ประสานงานด้านการค้ามนุษย์ประจำหน่วยงาน และบูรณาการการปฏิบัติงาน ณ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 4 (ฝ่ายการต่างประเทศ แรงงานและการพัฒนาสังคม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เป็นประธาน ไปประกอบการพิจารณาดำเนินการดังนี้

  1. เพิ่มกงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์เป็นกรรมการในคณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ระดับต่างประเทศด้วย
  2. มีศูนย์แถลงข่าวในศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ในส่วนกลาง เพื่อเป็นกลไกด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อที่จะแถลงข่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียหายเป็นรายกรณีได้
  3. คณะปฏิบัติการของส่วนราชการในศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ระดับชาติไม่มีผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาในด้านการบริหารจัดการหรือการสั่งการ ควรเพิ่มผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศเป็นคณะปฏิบัติการของส่วนราชการในศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ระดับชาติ

ทั้งนี้ แนวทางการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ ประกอบด้วย

1. เป้าหมาย

2. ภารกิจ

3. การบริหารจัดการ

4. การจัดโครงสร้างของศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์

โดยที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการค้ามนุษย์ทั้ง 3 ระดับ จะมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ให้รายละเอียดข้อมูล หน่วยงานประสาน ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจน สามารถประสาน เชื่อมโยงและสนับสนุนข้อมูลซึ่งกันและกันเพื่อการคุ้มครอง ช่วยเหลือ และปราบปรามเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ทั้งในประเทศและข้ามชาติ รวมทั้งมีระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการค้ามนุษย์ในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อสนับสนุนข้อมูลการตัดสินใจในระดับนโยบายและเพื่อการเผยแพร่ได้


7. เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ที่มิได้มีสัญชาติไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ที่มิได้มีสัญชาติไทยในต่างประเทศ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ครั้งที่ 1/2548 ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอดังนี้

1. ในกรณีที่ไม่สามารถระบุสัญชาติของเหยื่อ และมีข้อสงสัยว่าเหยื่อนั้นมิได้เป็นบุคคลสัญชาติไทย ให้รอการพิสูจน์สัญชาติก่อนดำเนินการต่อไป

2. กรณีเหยื่อจากการค้ามนุษย์ในต่างประเทศมีสัญชาติอื่นให้ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดให้รัฐเจ้าของสัญชาติพึงให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองแก่คนชาติของตน โดยรัฐบาลจะไม่อนุญาตให้เหยื่อจากการค้ามนุษย์ที่มีสัญชาติอื่นเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร

อย่างไรก็ดี เมื่อคำนึงถึงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรม ให้สถานเอกอัครราชทูตไทยหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยที่ได้รับแจ้งเหตุหรือได้รับการร้องขอให้ช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ที่มีสัญชาติอื่น ดำเนินการประสานขอความช่วยเหลือไปยังสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของรัฐเจ้าของสัญชาติซึ่งตั้งอยู่ในประเทศปลายทางหรือมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศปลายทาง เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อเหล่านั้นต่อไป

3. กรณีเหยื่อจากการค้ามนุษย์ในต่างประเทศที่มิได้มีสัญชาติไทยแต่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร หรือมีเอกสารประจำตัวที่แสดงว่ามีภูมิลำเนาอยู่อาศัยในราชอาณาจักรอื่นใด ซึ่งส่วนราชการออกให้และได้ตรวจพิสูจน์ถึงความถูกต้องแท้จริงของเอกสารดังกล่าว และตรวจพิสูจน์ยืนยันความถูกต้องของบุคคลผู้ถือเอกสารแล้ว เมื่อสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ สำนักงานทูตแรงงานไทยในต่างประเทศและส่วนราชการด้านความมั่นคงของไทยในประเทศนั้น ๆ เห็นพ้องกันว่า ควรดำเนินการให้ความช่วยเหลือและส่งกลับเข้ามาในราชอาณาจักร ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาอนุญาตการเข้ามาในราชอาณาจักรได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะราย

4. กรณีเหยื่อจากการค้ามนุษย์ในต่างประเทศที่มิได้มีสัญชาติไทยและไม่มีเอกสารประจำตัว แต่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นบุคคลที่เคยมีภูมิลำเนาหรือมีสถานะอยู่อาศัยในราชอาณาจักรมาก่อน ให้ดำเนินการดังนี้

ทั้งนี้ ให้ถือมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบดังกล่าวเป็นการเห็นชอบในหลักการตามนัยของมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสามารถดำเนินการอนุญาตให้เหยื่อจากการค้ามนุษย์ตามข้อ 3 และ 4 ของหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากการค้ามนุษย์ที่มิได้มีสัญชาติไทยในต่างประเทศ เข้ามาในราชอาณาจักรได้โดยไม่ต้องขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะ และให้กระทรวงมหาดไทยนำเสนอผลการอนุญาตให้เหยื่อจากการค้ามนุษย์เข้ามาในราชอาณาจักรเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบในภายหลัง


8. เรื่อง การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน และจังหวัดพะเยา

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน และจังหวัดพะเยา ตามที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

1. เห็นชอบแนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและปัญหาสังคมตามที่จังหวัดเสนอ

2. เห็นชอบการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิมเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การขยายโอกาสทางการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง และศึกษาเพื่อปรับปรุงโครงข่ายถนนเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจชายแดนเชียงราย รวมทั้งเร่งป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ดังนี้

3. เห็นชอบการแก้ไขปัญหาระยะกลาง ในการพัฒนาแหล่งน้ำชุมชนและชนบทและการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำใหม่ รวมทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นโครงข่ายการท่องเที่ยวของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ดังนี้

1. บทบาทและยุทธศาสตร์การพัฒนา

1.1 การพัฒนากลุ่มจังหวัดล้านนา

1.2 การพัฒนาจังหวัดพะเยา

2. สถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอการแก้ไขปัญหาของจังหวัดพะเยา

2.1 ประเด็นปัญหาที่สำคัญของจังหวัดพะเยา

2.2 แนวทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดพะเยา

(1) เน้นการแก้ปัญหาความยากจนด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต เป็นแนวทางที่สอดรับกับนโยบายรัฐบาล แผนบริหารราชการแผ่นดิน ในประเด็นการขจัดความยากจน และการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้ ขณะเดียวกันยังตอบสนองยุทธศาสตร์จังหวัดในเรื่องการแก้ไขความยากจน เรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้

(2) การแก้ไขปัญหาสังคมด้วยการสร้างความรู้และความเข้มแข็งของสังคมอย่างมีส่วนร่วม มีความสอดรับกับนโยบายรัฐบาล แผนบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นการพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ และยุทธศาสตร์จังหวัดที่ 3 เรื่องการพัฒนาทุนทางสังคม โดยมีแนวทางดำเนินงาน ดังนี้


9. เรื่อง ขอเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โครงการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวังอำเภอสามเงา จังหวัดตาก

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอการเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายงบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณปี พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (59,000 ล้านบาท) ในวงเงิน 20,000,000 บาท จากเดิมที่กำหนดเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา สำรวจ ออกแบบโครงการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวัง อำเภอสามเงา และอำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก เปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวัง (ช่วงที่ 1) ในเขตตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่าปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำวังในเขตจังหวัดตากเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีเนื่องจากปริมาณน้ำหลากที่ไหลจากพื้นที่รับน้ำเกินความสามารถในการระบายน้ำของลำน้ำวัง รวมทั้งมีสิ่งกีดขวางทางน้ำสร้างความเสียหายให้แก่พืชผลของเกษตรกรจำนวนมาก เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดตากจึงได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำวังในเขตจังหวัดตาก

ต่อมานายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจราชการในจังหวัดตากเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2547 ผู้ว่าราชการจังหวัดตากได้เสนอโครงการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวัง ในพื้นที่อำเภอสามเงา และอำเภอบ้านตาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำวังตอนล่าง และคณะรัฐมนตรีได้มีมติแล้วเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2547 โดยกรมชลประทาน แจ้งว่า ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมพร้อมทั้งออกแบบรายละเอียดโครงการดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว จึงเห็นสมควรเปลี่ยนแผนการใช้จ่ายงบประมาณจากเดิมซึ่งกำหนดเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา สำรวจ ออกแบบโครงการ เปลี่ยนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวัง (ช่วงที่ 1) ในเขตตำบลยกกระบัตร อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ระยะทาง 3.200 กิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ริมฝั่งของลำน้ำช่วงนี้มีลักษณะเป็นท้องกระทะและเป็นเขตปลูกพืชเศรษฐกิจของอำเภอสามเงา เมื่อมีน้ำล้นตลิ่ง จะเกิดน้ำท่วมขัง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พื้นที่เกษตรกรรมในบริเวณนี้ และยังทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วมกับหมู่บ้านท้ายน้ำ ประกอบกับตามลำน้ำช่วงนี้มีเกาะแก่งเป็นจำนวนมากกีดขวาง ทางไหลของน้ำ เมื่อมีน้ำหลากติดต่อกันหลายวันจะทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่นี้เป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ สำนักงบประมาณได้แจ้งให้กรมชลประทานทราบว่า เนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบรายการค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำรวจออกแบบโครงการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำวัง วงเงิน 20,000,000 บาท ไปแล้ว ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงแผนการใช้จ่ายจากค่าศึกษาออกแบบมาเป็นค่าดำเนินการขุดลอกสันดอนในแม่น้ำดังกล่าว ก็สมควรที่กรมชลประทานจะต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


10. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกต ของคณะเจรจาข้อตกลงและการประเมินการพัฒนากฎหมายของส่วนราชการ คณะที่ ๒ (กระทรวงการคลัง ยกเว้นกรมบัญชีกลาง) เกี่ยวกับกรณีที่ให้ธนาคารออมสินมีอำนาจกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมฯ เป็นการเพิ่มเติมหลักการใหม่ นอกเหนืออจากที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนากฎหมายของกระทรวง ซึ่งหากธนาคารออมสินมีความจำเป็นต้องจัดเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ สมควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์การดำเนินงานของธนาคารออมสินที่มุ่งช่วยเหลือสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวเป็นหลักด้วย ทั้งนี้ การให้อำนาจธนาคารออมสินกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมฯ อาจเป็นข้อกำหนดที่เกินอำนาจกฎหมายแม่บทไปพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงการคลัง (ธนาคารออมสิน) รับไปพิจารณาดำเนินการตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ให้ธนาคารออมสินต้องคำนึงถึงความจำเป็น ความเหมาะสม เป็นธรรม และมีความรับผิดชอบต่อผู้ฝากด้วย

ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวเป็นการปรับปรุงการรับฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวของธนาคารออมสิน โดยให้คณะกรรมการธนาคารออมสินมีอำนาจกำหนดลักษณะผู้ฝาก ระยะเวลาขอรับเงินสงเคราะห์ จำนวนเงินสงเคราะห์ อัตราเงินฝาก มูลค่าเงินสด มูลค่าใช้เงินสำเร็จ และเงื่อนไขการฝากเงิน จากเดิมที่ให้ธนาคารออมสินกำหนด โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานมากขึ้น และให้ธนาคารออมสินมีอำนาจกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการรับฝากเงินประเภทสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวได้ตามความเหมาะสม


11. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 255 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การบริจาคเงินให้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 255 (พ.ศ. 2548) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (การบริจาคเงินให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547) ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนมีมติอนุมัติหลักการ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าวเป็นการกำหนดให้เงินได้พึงประเมินเท่าจำนวนเงินที่บริจาคให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากธรณีพิบัติภัย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้


12. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (กำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถที่จะมีไว้ใช้อำนวยความสะดวกแก่คนพิการ และเพิ่มเติมให้รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร หรือรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์ สิ่งของจะมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบหรือขนาดแตกต่างไปจากข้อกำหนดในกฎกระทรวงก็ได้)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (กำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถที่จะมีไว้ใช้อำนวยความสะดวกแก่คนพิการ และเพิ่มเติมให้รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร หรือรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์สิ่งของจะมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบหรือขนาดแตกต่างไปจากข้อกำหนดในกฎกระทรวงก็ได้) โดยได้รับความเห็นชอบจากสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยด้วยแล้ว ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถที่จะมีไว้ใช้อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยแก่คนพิการ เช่น ประตูรถ ทางลาด สะพาน พื้นที่หรือเครื่องอุปกรณ์สำหรับเก็บหรือจอดรถคนพิการ เป็นต้น
  2. กำหนดให้รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารมาตรฐาน 7 และรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของ จะมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบหรือขนาดของรถแตกต่างไปจากข้อกำหนดในกฎกระทรวงก็ได้ หากมีความจำเป็นตามลักษณะของการใช้งาน แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกหรือตามที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด
  3.  กำหนดให้รถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่นำไปใช้สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ จะมีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบ หรือขนาดของรถแตกต่างไปจากกฎกระทรวงนี้ก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ และต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบกหรือเป็นไปตามที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายกำหนดเครื่องอุปกรณ์สำหรับรถเพื่อใช้อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการโดยสารสำหรับคนพิการ และโดยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบหรือขนาดของรถตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2524) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดไม่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อประชาชนในกรณีที่จำเป็นต้องใช้รถที่มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบหรือขนาดแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ ประกอบกับประเทศไทยได้เปิดเสรีทางด้านการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้จัดทำอนุสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศด้านการขนส่งทางถนน ซึ่งอนุสัญญาหรือความตกลงดังกล่าวได้กำหนดขนาดหรือเครื่องอุปกรณ์หรือส่วนควบของรถไว้แตกต่างจากข้อกำหนดภายใน ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งของประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันทางด้านการบริการ การค้า และการลงทุน สมควรแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน


13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบผู้ขับขี่ซึ่งได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เฉพาะแอมเฟตามีน หรือเมทแอมเฟตามีน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบผู้ขับขี่ซึ่งได้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เฉพาะแอมเฟตามีนหรือเมทแอมเฟตามีน พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว มาเพื่อดำเนินการ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความพร้อมของหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ในการปฏิบัติตามร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลนบุคลากร การตรวจพิสูจน์ยืนยันผล สถานที่ตรวจพิสูจน์ยาเสพติดและงบประมาณดำเนินการ เมื่อร่างกฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ หากหน่วยงานดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติตามกฎหมายได้ กรณีนี้ก็ให้กระทำเท่าที่สามารถจะกระทำได้ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นต่อคณะรัฐมนตรีหรือสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณากำหนดแนวทางในการดำเนินการต่อไป


14. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างระเบียบฯ ดังกล่าวมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า "กอช." โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานกรรมการ และเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการและเลขานุการ
  2. กำหนดให้สำนักความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นหน่วยงานภายในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการ กอช.

15. เรื่อง การปรับปรุงค่าตอบแทนผู้บริหาร และสมาชิกสภาเมืองพัทยา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกา รวม 2 ฉบับ ได้แก่

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงินประจำตำแหน่งเงินค่าเบี้ยประชุม และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาเมืองพัทยา รองประธานสาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา เลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และกรรมการหรืออนุกรรมการของสภาเมืองพัทยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ...
  2. ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของนายกเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาของนายกเมืองพัทยา พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงินประจำตำแหน่งเงินค่าเบี้ยประชุม และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานสภาเมืองพัทยา รองประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกเมืองพัทยา เลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และกรรมการหรืออนุกรรมการของสภาเมืองพัทยา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้ประธานสภาเมืองพัทยา รองประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา เลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา ได้รับเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชกฤษฎีกา ตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งหรือวันเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี
  2. กำหนดให้จ่ายเงินประจำตำแหน่ง ให้แก่ ประธานสภาเมืองพัทยา รองประธานสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา เลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา และผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป

ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของนายกเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาของนายกเมืองพัทยา พ.ศ. ... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้นายกเมืองพัทยาและรองนายกเมืองพัทยาได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินค่าตอบแทนพิเศษตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันที่ได้รับแต่งตั้ง แล้วแต่กรณี สำหรับเลขานุการนายกเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาของนายกเมืองพัทยาได้รับเงินเดือนตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง ทั้งนี้ ตามบัญชีอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าตอบแทนพิเศษท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
  2. กำหนดให้จ่ายเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง หรือเงินค่าตอบแทนพิเศษ ให้แก่นายกเมืองพัทยา รองนายกเมืองพัทยา เลขานุการนายกเมืองพัทยา ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา และประธานที่ปรึกษาหรือที่ปรึกษาของนายกเมืองพัทยา ตามบัญชีอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าตอบแทนท้ายพระราชกฤษฎีกานี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 เป็นต้นไป

บัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่ง

ตำแหน่ง เงินประจำตำแหน่ง (บาท/เดือน)
ประธานสภาเมืองพัทยา 25,450
รองประธานสภาเมืองพัทยา 20,830
สมาชิกสภาเมืองพัทยา 16,200
เลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา 16,200
ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาเมืองพัทยา 11,570

บัญชีอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และเงินค่าตอบแทนพิเศษ

ตำแหน่ง เงินเดือน (บาท/เดือน) เงินประจำตำแหน่ง (บาท/เดือน) เงินค่าตอบแทนพิเศษ (บาท/เดือน)
นายกเมืองพัทยา 46,280 10,000 10,000
รองนายกเมืองพัทยา 25,450 7,500 7,500
เลขานุการนายกเมืองพัทยา 16,200 - -
ผู้ช่วยเลขานุการนายกเมืองพัทยา 11,570 - -
ประธานที่ปรึกษาของนายกเมืองพัทยา 13,880 - -
ที่ปรึกษาของนายกเมืองพัทยา 11,570 - -

16. เรื่อง ผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติรายงานผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ ดังนี้

1. การปรับปรุงการปฏิบัติงานของศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนแห่งชาติ (ศตจ.) ให้มีความกระชับและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดย

2. การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน แยกเป็น

รายการ จำนวน (ราย) มูลหนี้ (ล้านบาท)
หนี้นอกระบบ 1,765,033 136,382.83
ลูกหนี้ผ่านการเจรจา 1,637,361 125,573.60
คงเหลือ 127,672 10,809.23
ข้อมูลลูกหนี้ของ ก.คลัง (ราย) เข้าสู่การเจรจา เจรจาสำเร็จ ตกลงได้ตามเงื่อนไขเดิม เจรจาไม่สำเร็จ
2,458,690 1,948,360 185,172 1,759,269 4,919

ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการเจรจาหนี้แล้ว จักดำเนินการพัฒนาอาชีพเพื่อให้มีโอกาสและมีรายได้เพิ่ม เพื่อให้มีรายได้เพียงพอในการใช้หนี้และดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข รวมทั้งจักได้พิจารณากำหนดแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ต้องการเข้าสู่ระบบแต่ไม่มีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันให้สามารถเข้าสู่ระบบได้ เช่น การพิจารณาให้รัฐบาลค้ำประกันหนี้ให้ครึ่งหนึ่ง และญาติพี่น้องหรือผู้กู้ค้ำประกันกันเองอีกครึ่งหนึ่ง หรือการจัดตั้งกองทุนรัฐบาลเพื่อค้ำประกันหนี้และค้ำประกันความเสี่ยงอีกทางหนึ่ง โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังรับไปศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องนี้

3. การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เอกสารสิทธิ์ และที่อยู่อาศัย แยกเป็น

4. การแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน โดยได้จัดหางานให้นักเรียน นักศึกษา 266,241 คน ฝึกอาชีพด้านการบริการ สาธารณสุข 2,950 คน และจัดหางานให้ผู้ว่างงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 12,048 คน


17. เรื่อง รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนก

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) ประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขสถานการณ์โรคไข้หวัดนก รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดนก สรุปได้ ดังนี้

1. การติดตามสถานการณ์โรคไข้หวัดนก (H5N1)

1.1 สถานการณ์ในคน ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2548

ช่วงเวลา ได้รับรายงาน ตรวจพบเชื้อไข้หวัดนก ผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกที่เสียชีวิต อยู่ระหว่างการสอบสวน
ม.ค.47-มิ.ย.47 - 12 8 0
ก.ค.47-ธ.ค.47 2,235 5 4 0
ม.ค.48 82 0 0 0
ก.พ.48-ปัจจุบัน 496 0 0 4

โดยสรุปสถานการณ์โรค

1. ในประเทศ สถานการณ์โรคในคนสงบ

2. ต่างประเทศ

ข้อเสนอ การเฝ้าระวังในคนต้องเข้มข้นต่อไปรวมทั้งการให้มี zero report ทุกวัน

1.2. สถานการณ์ในสัตว์ปีก ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2548

ช่วงเวลา มีรายงานทั้งหมด ตรวจพบเชื้อ H5N1 อยู่ในช่วงเฝ้าระวัง 21 วัน
ตำบล จังหวัด ตำบล จังหวัด ตำบล จังหวัด
ก.ค.47-ก.ย.47 289 49 188 38 0 0
ต.ค.47-ม.ค.48 1,256 57 654 51 0 0
ก.พ.48-ปัจจุบัน 279 45 43 11 0 0

โดยสรุป สถานการณ์ในประเทศสถานการณ์โรคในสัตว์สงบ

ข้อเสนอ ควรมีการติดตามให้มีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

1.3. สถานการณ์ในสัตว์ธรรมชาติ


18. เรื่อง สรุปการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบธรณีพิบัติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานสรุปการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบธรณีพิบัติในเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน ได้แก่ การให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อ การร่วมลงทุน ภาษีและค่าธรรมเนียม ณ สิ้นเดือนเมษายน 2548 ดังนี้

1. การให้สินเชื่อ (ณ วันที่ 27 เมษายน 2548)

การให้สินเชื่อโดยสถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อไปแล้วจำนวน 11,297 ราย หรือ ร้อยละ 93.76 ของจำนวนผู้ยื่นคำขอทั้งหมด (เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2548 จำนวน 2,196 ราย) คิดเป็นเงินที่อนุมัติแล้ว 18,533.77 ล้านบาท หรือร้อยละ 76.95 ของวงเงินที่ยื่นคำขอ (เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2548 จำนวน 446 ล้านบาท)

สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้อนุมัติวงเงินไปแล้ว 721ราย หรือร้อยละ 39.51 ของผู้ที่ขอความช่วยเหลือทั้งหมด คิดเป็นวงเงิน 360.94 ล้านบาท หรือร้อยละ 40.69 ของวงเงินที่ยื่นขอ (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อน) ส่วนที่เหลือเป็นผู้กู้ใหม่ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำสัญญากู้และจะได้รับเงินเมื่อเปิดเทอม

ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนให้กับสถาบันการเงินเพื่อนำไปปล่อยกู้กับลูกค้าแล้ว 2,375 ราย (เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2548 จำนวน 85 ราย) คิดเป็นวงเงิน 48,408.35 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากเดือนมีนาคม 2548 จำนวน 1,017 ล้านบาท) สำหรับการให้ความช่วยเหลือด้านสินเชื่อโดยสถาบันการเงินของเอกชนนั้น เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 นายอุตตม สาวนายน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เดินทางไปร่วมประชุมกับผู้ประกอบการในพื้นที่เขาหลัก จังหวัดพังงา สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการได้รับเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้าง (Refinance) แล้วเป็นส่วนใหญ่ และขณะนี้ถือ ว่าปัญหาที่มีนัยสำคัญ ส่วนการให้กู้เพื่อฟื้นฟูกิจการบางแห่งยังไม่ได้รับอนุมัติหรือยังไม่ได้รับการเบิกจ่ายจากสถาบันการเงินนั้น กระทรวงการคลังได้ดำเนินการเป็นตัวกลางประสานงานระหว่างสถาบันการเงินกับ

ผู้ประกอบการที่ประสงค์ให้กระทรวงการคลังประสานงานให้แล้ว ผลการติดตามปรากฎว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนที่ขอเปลี่ยนแปลงแบบแปลน และรอให้ทางการดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคก่อน จึงจะเบิกจ่ายเงินไปดำเนินการก่อสร้าง

2. การร่วมลงทุนโดยกองทุนร่วมลงทุน (ณ วันที่ 27 เมษายน 2548)

3. มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียม คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2547 มีมติเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการภาษีและค่าธรรมเนียม ซึ่งสรุปสถานะล่าสุด ณ วันที่ 27 เมษายน 2548 ดังนี้


19. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และสถานศึกษาที่ประสบภัยจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติ "สึนามิ"

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือครู อาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และสถานศึกษาที่ประสบภัยจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติ "สึนามิ" ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2547 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 ดังนี้

1. สถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายและการได้รับความช่วยเหลือ กระทรวงศึกษาธิการได้รับอนุมัติงบกลางจากรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อเป็นค่าก่อสร้างและซ่อมแซมสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 308.6 ล้านบาท สถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 5 โรงเรียน ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียน อาคารประกอบ จากรัฐบาลและเอกชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะติดตามตรวจสอบการก่อสร้างให้ทันตามกำหนดเวลา ส่วนโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายมากและเสียหายน้อยได้รับงบประมาณการช่วยเหลือจากรัฐบาลและเอกชน ได้ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว ส่วนอาคารที่สร้างใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

2. ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับความเสียหายและการได้รับความช่วยเหลือ กระทรวงศึกษาธิการได้มอบเงินบริจาคเพื่อให้ความช่วยเหลือและปลอบขวัญครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและที่อยู่อาศัย รวมทั้งสิ้น 1.9 ล้านบาท ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิต สูญหาย ได้รับเงินช่วยเหลือครอบครัว รายละ 100,000 บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) เรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีบ้านพักส่วนตัว บ้านพักราชการที่ได้รับความเสียหายได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วเช่นกัน

3. นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ได้รับความเสียหายและการได้รับความช่วยเหลือ กระทรวงศึกษาธิการได้รับอนุมัติงบกลางจากรัฐบาล เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่กำพร้าและที่ได้รับผลกระทบ ส่วนนักเรียนที่เสียชีวิตกระทรวงศึกษาธิการได้มอบเงินบริจาคช่วยเหลือครอบครัวนักเรียน และมอบเงินปลอบขวัญนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งสิ้น 115.2 ล้านบาท นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่เสียชีวิต กระทรวงศึกษาธิการมอบเงินบริจาคช่วยเหลือครอบครัวรายละ 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) เกือบครบทุกคนแล้ว กรณีสูญหายอยู่ระหว่างการรอหลักฐานการเสียชีวิตจากทางราชการ เพื่อให้การช่วยเหลือต่อไป กรณีบาดเจ็บได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติแล้ว ส่วนนักเรียนกำพร้าและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือแล้ว รวม 7,119 ราย ส่วนที่เหลือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ทยอยส่งรายชื่อเพิ่มมาภายหลัง อยู่ระหว่างดำเนินการให้ความช่วยเหลือในลำดับต่อไป

4. แนวทางการดำเนินงานต่อไปของกระทรวงศึกษาธิการ มีดังนี้


20. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกาฬสินธุ์ แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ โดยกำหนดวันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม 2548 เป็นวันเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพื่อให้มีระยะเวลาจัดการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างภายในสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง เนื่องจาก นายประศักดิ์ ณ กาฬสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2548


21. เรื่อง มติที่ประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าในการจัดทำแผนบูรณาการการพัฒนาภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ตามที่คณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติได้เสนอในการประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2548 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2548 และเห็นชอบให้คณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติเป็นคณะกรรมการชุดเดียวที่ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองและบูรณาการข้อเสนอแผนงาน/โครงการด้านภูมิสารสนเทศของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมด ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

ผลความคืบหน้าในการบูรณาการภูมิสารสนเทศ สรุปได้ดังนี้


22. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 130/2548 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1. องค์ประกอบ

2. อำนาจหน้าที่

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป

2. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 7 (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 จำนวน 7 ราย ดังนี้

  1. นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองศาสตราจารย์ ระดับ 9 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา
  2. นายนิราศ สร่างนิทร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับ 10 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารงานบุคคล
  3. นางสาวพวงเพชร สารคุณ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระดับ 10 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย
  4. นายพลสัณฑ์ โพธิ์ศรีทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ระดับ 10 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการจัดการภาครัฐ
  5. นายสุขุม เฉลยทรัพย์ รองศาสตราจารย์ ระดับ 9 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารองค์กร
  6. นางเบญจา ชลธาร์นนท์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับ 10 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาพิเศษ
  7. นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ระดับ 11 ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารธุรกิจ หรือ ด้านเศรษฐศาสตร์

3. กรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้แต่งตั้ง พลตำรวจตรีสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ดำรงตำแหน่งกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การคลังสินค้าเพิ่มเติมอีก 1 ท่าน ซึ่งปัจจุบันมีกรรมการอื่นในคณะกรรมการ องค์การคลังสินค้าที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งแล้ว จำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2548 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี