สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
17 พฤษภาคม 2548

สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่

วันนี้ (วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2548) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ อุทยานประวัติศาสตร์เขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง การพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์
  2. เรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ
  3. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการแก้ไขปัญหา ปี 2547/48
  4. เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ
  5. เรื่อง ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ
  6. เรื่อง แผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมไบโอดีเซล
  7. เรื่อง การทบทวนแผนแม่บทระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2544-2554 (ปรับปรุง)
  8. เรื่อง ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ
  9. เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์
  10. เรื่อง การจัดทำข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางศุลกากรระหว่างศุลกากรไทยและศุลกากร นิวซีแลนด์
  11. เรื่อง การประชุมใหญ่สหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 9
  12. เรื่อง ร่างกฎ กค.ศ. ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 รวม 2 ฉบับ
  13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 13 ) พ.ศ.2547 จำนวน 7 ฉบับ
  14. เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (วงเงิน 50,000 ล้านบาท) สำหรับโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด แบบบูรณาการจำนวนเงิน 15,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ.2548 และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549
  15. เรื่อง ความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการการทุ่มตลาดกับสินค้ากุ้งของไทย
  16. เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา
  17. เรื่อง รายงานการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการและการมอบนโยบายจังหวัด ในเขตตรวจราชการที่ 2
  18. เรื่อง รายงานการลงพื้นที่ตรวจราชการ
  19. เรื่อง สรุปสถานการณ์ความแห้งแล้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2548)
  20. เรื่อง รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551
  21. เรื่อง การห้ามนำไม้สักและสิ่งประดิษฐ์เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตาก
  22. เรื่อง กรอบแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  23. เรื่อง รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออก
  24. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม
    2. กรรมการในคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) เพิ่มเติม
    3. คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง การพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนงานและโครงการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) เสนอ แล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบแนวทางการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนโดยการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตการเกษตร การพัฒนาการท่องเที่ยว โดยการพัฒนาเมืองพนมรุ้งและปรับปรุงเส้นทางคมนาคมที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งนี้ให้รัฐมนตรีทุกท่านที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ของอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งจัดทำสรุปข้อมูล ปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไข ปรับปรุงพัฒนาเรื่องต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย เสนอนายกรัฐมนตรีโดยด่วน เพื่อพิจารณาและรวบรวมส่งต่อให้กับ รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปรับปรุงแนวทางการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ รวมตลอดถึงการกำหนดโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ

2. สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาโครงการ/กิจกรรม ที่ได้ปรับปรุงให้ครบถ้วนตามข้อ 1 แล้วให้รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) รับไปพิจารณาร่วมกับสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ความจำเป็นเร่งด่วน กำลังเงิน งบประมาณของรัฐ งบประมาณที่จะจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และศักยภาพความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์มีเป้าประสงค์ในช่วงระยะเวลา 4 ปี (2548-2551) ของการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ คือการสร้างงานและรายได้ด้วยการพัฒนาการเกษตรและท่องเที่ยว เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยแนวทางการพัฒนา ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความยากจน และยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการพัฒนาการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ โดยการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการสร้างงานและรายได้ โดยการพัฒนาการท่องเที่ยวพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ โดยการพัฒนาคุณภาพแหล่ง ท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ให้มีมาตรฐานสอดคล้องตามความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ

โดยข้อเสนอโครงการและงบประมาณการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์ มีกรอบแนวคิดในการพิจารณาโครงการใช้หลักเกณฑ์ความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการปรับโครงสร้างภาคเกษตร เพื่อผลิตสินค้าเกษตรที่มีประสิทธิภาพ และการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง 1 และยุทธศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมให้เต็มศักยภาพอย่างเต็มระบบ และบูรณาการทั้งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดที่มีคุณค่าในระดับโลกอยู่แล้วให้เต็มศักยภาพ

การประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับของจังหวัดบุรีรัมย์และผลตอบแทนจากการลงทุน โดยการลงทุนจะช่วยให้จังหวัดบุรีรัมย์มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยประมาณปีละ 1,504 ล้านบาท มีผลให้ผลิตภัณฑ์จังหวัดประมาณร้อยละ 1.8 ในช่วงปี 2549-2552 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.47 ต่อปี รวมทั้งประมาณว่ารายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรจังหวัดบุรีรัมย์จะเพิ่มขึ้นจาก 24,929 บาท ในปี 2546 เป็นประมาณ 32,292 บาท ในปี 2551 นอกจากนั้นจะมีผลประโยชน์ทางอ้อมจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการมีน้ำอุปโภคบริโภคเพียงพอและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น การประหยัดค่าขนส่งสินค้าและเวลาในการเดินทาง


2. เรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการในระยะยาวและระยะเร่งด่วน ในปี 2548-2549 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพินิจ จารุสมบัติ) เสนอ แล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบในหลักการการจัดให้มีระบบประปาหมู่บ้านให้แก่หมู่บ้านที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ที่สะอาด ให้ครบ 14,580 หมู่บ้าน ภายในปี 2551 โดยให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องพิจารณาบรรจุโครงการและงบประมาณไว้ในแผนปฏิบัติการภายใต้แผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2548-2551

2. สำหรับการขอสนับสนุนเงินกู้เพื่อการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยทำการขุดบ่อหรือสระน้ำโรงงาน และเจาะบ่อบาดาลน้ำลึกเพื่อการเพาะปลูกอ้อย จำนวน 46 โรงงาน ของกระทรวงอุตสาห-กรรม วงเงิน 3,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 3 ปี และข้อเสนอโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากภาวะภัยแล้งของกระทรวงมหาดไทย วงเงินงบประมาณ 177.78 ล้านบาท ที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงการคลังและ สำนักงบประมาณ รับไปพิจารณาในรายะเอียดและนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

3. ในส่วนของการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบลุ่มน้ำ ซึ่งจะแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดจัดทำแผนปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ 2 ลุ่มน้ำตัวอย่างแบบบูรณาการ โดยพิจารณารวมข้อเสนอการของบกลางเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง วงเงิน 1,238.38 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไว้ด้วย และให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 7 มิถุนายน 2548

ทั้งนี้ สภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปี 2547/2548 ในแต่ละปีพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝนและน้ำในลำน้ำธรรมชาติเป็นหลัก แต่ในปี 2547/2548 ภัยแล้งมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา พื้นที่ที่อาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงเช่นเดียวกันด้วย กล่าวคือ

1. สถานการณ์ปริมาณน้ำกักเก็บเพื่อใช้ประโยชน์ในช่วงต้นปี 2548 มีจำนวนลดลงอย่างมาก โดยปริมาณน้ำที่เหลือใช้งานได้จริงในเขื่อน/อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 30 แห่ง ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2548 มีจำนวน 20,078 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 45 ของความจุใช้งานได้ และลดลงเหลือเพียง 12,032 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 27 ของความจุใช้งานได้ ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2548 โดยอ่างเก็บน้ำที่อยู่ในภาวะวิกฤต ได้แก่ อ่างเก็บน้ำกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี อ่างเก็บน้ำจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง และ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา อ่างเก็บน้ำทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จังหวัดฉะเชิงเทรา และอ่างเก็บน้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของความจุกักเก็บน้ำที่ใช้ได้ โดยเฉพาะอ่างกระเสียวไม่มีปริมาณน้ำเหลือให้ใช้เลย

2. ในช่วงที่เกิดภัยแล้งรุนแรงที่สุด (วันที่ 21 มีนาคม 2548) มีหมู่บ้านที่ประสบปัญหาภัยแล้งมากถึง 44,519 หมู่บ้าน ใน 71 จังหวัด (ร้อยละ 60 ของจำนวนหมู่บ้านทั้งหมด) โดยเป็นหมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง 25,745 หมู่บ้าน หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านประสบภัยแล้งทั่วประเทศ พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายไปแล้ว 11.8 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,900 ล้านบาท โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเสียหายมาก ที่สุด รวม 3.4 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่า 2,435 ล้านบาท และสถานการณ์ภัยแล้งได้บรรเทาลง โดยในวันที่ 9 พฤษภาคม 2548 หมู่บ้านที่ประสบปัญหาภัยแล้งเหลือเป็น 23,871 หมู่บ้าน ใน 63 จังหวัด (ร้อยละ 32 ของหมู่บ้านทั่วประเทศ)

3. ความเสี่ยงต่อภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในอนาคตคาดว่าจะมีมากขึ้น เนื่องจากความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มของประชากรและกิจกรรมการผลิตทางเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำนาปรัง ซึ่งมีการใช้น้ำจากแหล่งกักเก็บน้ำในแต่ละฤดูกาลมากถึงไร่ละ 2,000 ลบ.ม. ขณะที่การก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพิ่มเติมโดยเฉพาะขนาดใหญ่มีข้อจำกัดจากลักษณะภูมิประเทศและการต่อต้าน รวมทั้งแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้วทั้งที่สร้างขึ้นและตามธรรมชาติ ยังมีความจุที่ลดลงจากการตื้นเขินและขาดการบำรุงรักษา

การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในปี 2547/2548 การแก้ไขปัญหาภัยแล้งในปี 2547/2548 ได้ดำเนินการใน 3 ลักษณะ คือ การทำฝนหลวง การจัดหาน้ำให้แก่พื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำโดยตรง และการบริหารการจัดสรรน้ำจากแหล่งกักเก็บน้ำต่าง ๆ โดยหน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยแล้งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำไปแล้ว จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2548 เป็นวงเงินกว่า 1,512 ล้านบาท การทำฝนหลวง ได้ปฏิบัติการฝนหลวงในจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นกว่า 560 ล้าน ลบ.ม.

การจัดหาน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรให้แก่พื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำโดยตรง

ในส่วนน้ำกินน้ำใช้ ได้ทำการขนส่งน้ำสะอาดไปแจกจ่ายเป็นจำนวน 245,345 เที่ยว ปริมาณน้ำ 2.4 ล้านลิตร ทำการเป่าล้างบ่อบาดาล 11,967 บ่อ ซ่อมถังน้ำ คศล. 942 ถัง ซ่อมประปาหมู่บ้าน 1,639 แห่ง สำหรับน้ำเพื่อการเกษตร ได้ทำการขนส่งน้ำ จำนวน 21,646 เที่ยว ปริมาณน้ำ 939.2 ล้านลิตร ใช้เครื่องสูบน้ำ 22,377 เครื่อง สร้างทำนบ/ฝายเก็บกักน้ำ 13,222 แห่ง และขุดลอกแหล่งน้ำ 5,071 แห่ง

การบริหารการจัดสรรน้ำ ได้ทำการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ ให้แก่การอุปโภค บริโภค เป็นอันดับแรก โดยลดปริมาณการส่งน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ จำนวนร้อยละ 10 ของปริมาณน้ำที่เคยส่ง เพื่อให้มีน้ำสำรองไว้ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและการประปา และขอความร่วมมือเกษตรกรในจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างงดการปลูกข้าวนาปรัง ครั้งที่ 2

แนวทางแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ

ปัญหาภัยแล้งมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากเกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่ฝนทิ้งช่วง การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องดำเนินการอย่างยั่งยืนซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเดียวกัน ในระยะเร่งด่วน จำเป็นต้องแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะหน้า และเตรียมความพร้อมไว้เพื่อบรรเทาปัญหาและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

1. การแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน เป็นการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำ 25 ลุ่มน้ำหลักของประเทศ เพื่อประสานการพัฒนาทรัพยากรน้ำ ดิน ป่าต้นน้ำ และทรัพยากรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้มีน้ำใช้ประโยชน์อย่างเพียงพอ พร้อมไปกับการป้องกันอุทกภัยและมลพิษทางน้ำ โดยมีหลักการดำเนินการดังนี้

2. ในระยะเร่งด่วน จำเป็นต้องจัดการบริหารความเสี่ยงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรและเตรียมความพร้อมรองรับปัญหาภัยแล้งไม่ให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง ในระหว่างที่ต้องใช้เวลาในการบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างบูรณาการ โดยมีแนวทางที่ต้องดำเนินการ ดังนี้ (1) แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาดให้หมดไปในระยะเวลา 4 ปี ตามแนวนโยบายของรัฐบาลและแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551 (2) จัดทำฝนเทียมตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ช่วงฝนแล้ง และทำการปรับปรุงแหล่งน้ำที่มีอยู่และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยเฉพาะการขุดลอกอ่างเก็บน้ำ ทำนบ/ฝาย ลำน้ำ หนองบึง และพื้นที่ชุ่มน้ำต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความจุเตรียมพร้อมสำหรับรองรับปริมาณน้ำฝน (3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการภาชนะเก็บกักน้ำ เช่น ถังเก็บน้ำ โอ่ง ในหมู่บ้านที่พบว่าประสบภัยแล้งซ้ำซาก และในหมู่บ้านที่ไม่สามารถจัดสร้างระบบประปาได้ เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำผิวดินและน้ำบาดาล (4) เฝ้าระวังพื้นที่ป่าธรรมชาติและสวนป่าเพื่อป้องกันการเกิดไฟป่า รวมทั้งจัดทำแนวกันไฟและการชิงเผาล่วงหน้าบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในกรณีที่จำเป็น


3. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการแก้ไขปัญหา ปี 2547/48

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานสรุปสถานการณ์ภัยแล้งและการแก้ไขปัญหา ปี 2547 ต่อเนื่องปี 2548 และการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ สรุปได้ดังนี้

1. สถานการณ์ความแห้งแล้ง ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2547 เกิดภาวการณ์ทางธรรมชาติฝนทิ้งช่วงเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในภาคต่าง ๆ รวม 63 จังหวัด ทั้งน้ำเพื่อการบริโภคและอุปโภค โดยเฉพาะความเสียหายในภาคเกษตรธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานในเดือนมีนาคม 2548 ว่าสภาวะภัยแล้งทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลงร้อยละ 16.6 จากระยะเดียวกันของปี 2547 โดยผลผลิตพืชได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งมาก ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าว มันสำปะหลัง และไม้ผล หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

2. ผลการดำเนินงาน

3. แผนการดำเนินงานระยะต่อไป เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังมีภารกิจที่ต้องเฝ้าระวัง เตือนภัยล่วงหน้า และติดตามสถานการณ์ภัยอื่น ที่จะมีผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรและความเดือดร้อนของเกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้วางแผนเตรียมการในระยะต่อไป ดังนี้

  1. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยด้านการเกษตร โดยปรับปรุงโครงสร้างศูนย์ปฏิบัติแก้ไขปัญหาภัยแล้งปัจจุบันให้เป็นองค์กรถาวร เพื่อทำหน้าที่ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติ ภัยทางเศรษฐกิจ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าทางการเกษตร และติดตามสถานการณ์ ซึ่งในขณะนี้อยู่กระจัดกระจายหลายหน่วยงาน ให้รวมอยู่ที่เดียวกัน โดยสร้างระบบข้อมูลพร้อมที่จะปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  2. แผนปฏิบัติการฝนหลวง โดยปฏิบัติงานสนองต่อพระบรมราโชบายในการวางแผนปฏิบัติงานตลอดปี ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ โดยทำให้ฝนตกทั้งในฤดูฝนและนอกฤดูยาวนานขึ้น เพื่อสนับสนุนการปลูกพืชในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีอยู่จำนวน 108 ล้านไร่ สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร จำเป็นต้องวางแผนเพื่อรองรับบทบาทการทำงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น เพิ่มสถานที่เก็บสารเคมี พัฒนาบุคลากร รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
  3. แผนพัฒนาลุ่มน้ำ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำแผนแม่บทพัฒนา 25 ลุ่มน้ำแบบบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย ปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อมในแต่ละลุ่มน้ำที่มีสภาพแนวโน้มเสื่อมโทรมลง และคุณภาพน้ำเสียมากขึ้น ตลอดจนเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำอย่างเป็นระบบทั่วถึง และถาวร ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร โดยจะนำเสนอแผนปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำเฉพาะลุ่มแม่น้ำปิง และเขตลุ่มน้ำมูลเป็นโครงการนำร่อง
  4. แผนพัฒนาพื้นที่เขตชลประทาน ปรับปรุงแผนการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการจัดระบบการจัดสรรน้ำ การระบาย และการส่งน้ำ เพื่อให้เกษตรกรจะมีงานทำตลอดปี ปลูกพืชเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและแข่งขันได้ สร้างอาชีพที่ยั่งยืน และใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า ขณะเดียวกันดำเนินการปรับแผนให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าหรือหน่วยเคลื่อนที่เร็วในเรื่องอุปกรณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติ

4. เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้งเชิงบูรณาการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ สรุปได้ดังนี้

  1. กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการโดยได้จัดทำโครงการ "กรมทางหลวงรวมใจต้านภัยแล้ง" โดยให้ ทุกสำนักทางหลวง แขวงการทาง และสำนักงานบำรุงทาง ที่อยู่ในพื้นที่ทุกจังหวัดจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำพร้อมถังยางมะตอยสำหรับบรรจุน้ำเพื่อประสานกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัย
  2. กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ดำเนินการ ดังนี้ 1) กรมทางหลวงชนบท มีรถบรรทุกน้ำที่ใช้ในภารกิจการบำรุงรักษาทางหลวงชนบทประจำอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศที่สำนักทางหลวงชนบท 12 แห่ง และสำนักทางหลวงชนบทจังหวัด 75 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 320 คัน สามารถบรรทุกน้ำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยแล้งในเขตที่รับผิดชอบได้อย่างทั่วถึง 2) กรมทางหลวงชนบท ได้สั่งการให้สำนักทางหลวงชนบท ทั้ง 12 แห่ง และสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัด ทั้ง 75 จังหวัด จัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง เพื่อประสานข้อมูลพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือกับจังหวัด และให้การสนับสนุนรถบรรทุกน้ำเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยจังหวัดเป็นผู้จัดหาแหล่งน้ำให้ ซึ่งได้ประสานให้ทุกจังหวัดทราบแล้ว 3) ผลการสนับสนุนรถบรรทุกน้ำเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยแล้งในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2547 ถึงเดือนเมษายน 2548 กรมทางหลวงชนบทได้ให้ความช่วยเหลือแล้ว จำนวน 39 จังหวัด ปริมาณน้ำ 22.16 ล้านลิตร
  3. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) มีโครงการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1) งานขุดลอกร่องน้ำ 2) งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง 3) งานก่อสร้างเขื่อนยกระดับเพื่อการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาและน่าน

5. เรื่อง ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานหลักประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศต่อไป

ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1. เร่งใช้พลังงานทดแทนน้ำมัน และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ : เป้าหมายลดการใช้พลังงาน โดยรวมร้อยละ 13 ในปี 2551 และร้อยละ 20 คิดเป็นเงิน 200,000 ล้านบาท ในปี 2552 (เมื่อระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแล้วเสร็จ)

(1) ภาคขนส่ง : ลดการใช้น้ำมันลงร้อยละ 25 เป็นเงิน 95,000 ล้านบาท ภายในปี 2552

(1.1) ใช้เชื้อเพลิงอื่นแทนน้ำมัน : ลดการใช้น้ำมันร้อยละ 15 ในปี 2551

NGV : เป้าหมายเดือนธันวาคม 2551 ทดแทนน้ำมันเบนซินและดีเซล ร้อยละ 10 (หรือ 760 และ 1,300 ล้านลิตรต่อปี) เร่งขยายสถานีบริการจากปัจจุบัน 31 แห่งเป็น 180 แห่ง และส่งเสริมรถ NGV รวม 180,000 คัน (รถใหม่ 100,000 คัน และรถเก่า 80,000 คัน)

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

ก๊าซโซฮอล์ : เป้าหมาย 1 มกราคม 2550 ให้มีการใช้ก๊าซโซฮอล์ 95 ทั่วประเทศ และยกเลิกเบนซิน 95 โดยในปี 2548 เร่งขยายสถานีบริการจาก 730 แห่ง เป็น 4,000 แห่ง และส่งเสริมการใช้ก๊าซโซฮอล์ให้ได้ 4 ล้านลิตร (ประมาณร้อยละ 50 ของเบนซิน 95) และปี 2551 ส่งเสริมให้ใช้ก๊าซโซฮอล์ 91 และ 95 ทั่วประเทศ

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

ไบโอดีเซล : เป็นการดำเนินการระยะยาว และต้องเริ่มปลูกปาล์มเพิ่มทันที เนื่องจากปัจจุบันมีปาล์มน้ำมันเหลือจากบริโภคเพียง 500,000 ลิตร/วัน ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไบโอดีเซลปัจจุบัน โดยได้กำหนดเป้าหมายใช้ไบโอดีเซลวันละ 8.5 ล้านลิตรในปี 2555 ซึ่งจะเสนอแผนการดำเนินงานในวาระต่อไป

(1.2) ปรับปรุงระบบ Logistics : ลดการใช้น้ำมันได้ร้อยละ 10 ประกอบด้วยการปรับปรุงระบบการขนส่งมวลชนและระบบขนส่งสินค้า โดยลดการขนส่งทางถนนและให้ใช้การขนส่งทางรถไฟ ทางน้ำ และการขนส่งน้ำมันทางท่อมากขึ้น พร้อมทั้งจัดระบบการจ่ายน้ำมันใหม่โดยใช้คลังกลางที่บางจากเป็นจุดจ่ายของกรุงเทพฯ ชั้นใน และคลังลำลูกกาและอยุธยาเป็นจุดจ่ายให้ภาคกลาง

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

(2) ภาคอุตสาหกรรม : เป้าหมายลดการใช้พลังงานร้อยละ 20 เป็นเงิน 74,000 ล้านบาท ในปี 2551

มาตรการกระตุ้นธุรกิจและอุตสาหกรรมโดยตรง : เป้าหมายประหยัดร้อยละ 15 โดยจัดตั้งกลไกประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ได้แก่ คณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (กรอพ.) และศูนย์ร่วมภาครัฐและเอกชนให้คำปรึกษาประหยัดพลังงาน ใช้วิธี Direct Sale นำวิธีการของธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จเผยแพร่สู่ธุรกิจอื่น โดยมีเป้าหมายที่ธุรกิจขนาดใหญ่ 650 แห่งต่อปี และธุรกิจขนาดเล็กใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ สิ่งทอ อาหาร พลาสติก โลหะ และโรงแรม

ใช้ก๊าซธรรมชาติแทนน้ำมัน : ลดการใช้น้ำมันในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ร้อยละ 5 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมตามแนวท่อก๊าซ ใช้ระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและน้ำเย็น (Gas District Cooling and Cogeneration) ปี 2548-2550 กำหนดดำเนินการในอุตสาหกรรม/อาคารขนาดใหญ่ 5 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรมฯ 9 แห่ง

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

(3) ภาครัฐ : ลดการใช้พลังงานร้อยละ 10-15 ทันที กำหนดให้เป็น KPI ของทุกหน่วยงาน และนำเงินส่วนหนึ่งที่ประหยัดได้นำไปเป็นเงินรางวัล (Bonus) และให้ทุกหน่วยงานจัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์และประเมินผล การประหยัดพลังงาน และคณะทำงานด้านเทคนิค เพื่อเป็นกลไกการประสานงาน กำกับ และติดตามประเมินผล โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพหลัก และส่งทีมงานเทคนิคเข้าช่วยเหลือ

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

(4) ภาคประชาชน : ลดการใช้พลังงานร้อยละ 10 เป็นเงิน 15,000 ล้านบาท โดยกำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายน 2548 เริ่ม Kick Off เร่งรณรงค์ประหยัดพลังงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องทั้งประเทศ โดยมีกรมประชาสัมพันธ์ อสมท. กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพลังงานเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการ เช่น 1) การรณรงค์ทางสื่อต่าง ๆ อย่างเข้มข้น 2) การจัดงานสัปดาห์แห่งการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะมีการแสดงและจำหน่ายเครื่องใช้และอุปกรณ์ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องจักรอุตสาหกรรมประหยัดพลังงาน กิจกรรมรณรงค์ประหยัดพลังงาน และแบบอาคารบ้านอยู่อาศัยประหยัดพลังงาน และ 3) การส่งทีมงานเทคนิคแนะนำการประหยัดพลังงานแก่กลุ่มประชาชนและชุมชนต่าง ๆ

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

2. การจัดหาแหล่งพลังงาน : เสริมสร้างความมั่นคงระยะยาว

มาตรการสนับสนุนจากหน่วยงาน

กระทรวงการต่างประเทศ : สนับสนุนข้อมูลเชิงลึก และประสานความสัมพันธ์ อำนวยความสะดวก รวมทั้งร่วมเจรจากับต่างประเทศ

3. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทรัพยากรพลังงาน : โดยในระยะ 4 ปี (2548-2551) จะมีการลงทุนประมาณ 800,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

4. ประโยชน์ที่ประเทศได้รับ : จากการวิเคราะห์ผลกระทบราคาน้ำมันดิบดูไบต่อ GDP ของ สศช. พบว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มจาก 45 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 50 เหรียญต่อบาร์เรล จะทำให้เศรษฐกิจหดตัวร้อยละ 1.02 แต่หากสามารถประหยัดพลังงานได้ตามเป้าหมายร้อยละ 20 โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานและการลงทุนตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวแล้ว จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศขยายตัวทดแทนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้

ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์พลังงาน : ปี 2547 ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบร้อยละ 90 หรือวันละ 870,000 บาร์เรล มูลค่า 487,000 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกของปี 2548 แม้การนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2547 ลดลงร้อยละ 3.5 และ 41.8 ตามลำดับ แต่ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้มูลค่านำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปโดยรวมสูงขึ้น 26,000 ล้านบาท มีผลกระทบต่อดุลการค้าของประเทศ


6. เรื่อง แผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมไบโอดีเซล

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมไบโอดีเซลตามที่กระทรวงพลังงานเสนอแล้วมีมติดังนี้

1. เห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนาและส่งเสริมไบโอดีเซล โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

2. เห็นชอบในหลักการงบประมาณแผ่นดิน วงเงิน 1,300 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเงินทุนหมุนเวียนส่งเสริมการปลูก 800 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาและบริหารจัดการ 500 ล้านบาท โดยทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป


7. เรื่อง การทบทวนแผนแม่บทระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2544-2554 (ปรับปรุง)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการทบทวนแผนแม่บทระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2544-2554 (ปรับปรุง) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2547 (ครั้งที่ 98) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ดังนี้

  1. เห็นชอบการทบทวนแผนแม่บทท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2544-2554 (ปรับปรุง) ตามที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการลงทุนก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดยมีโครงการที่จะอนุมัติ จำนวน 11 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 157,102 ล้านบาท (ณ อัตราแลกเปลี่ยน 40 บาท/เหรียญสหรัฐ)
  2. เห็นชอบให้ใช้แผนแม่บทท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2544-2554 (ปรับปรุง) เป็นกรอบของการพิจารณาในรายละเอียดของโครงการในช่วงปี 2544-2554 โดยไม่ต้องขออนุมัติในระดับนโยบายอีก ยกเว้นโครงการที่มีประเด็นนโยบายพิเศษ
  3. เห็นชอบในหลักการการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รับไปจัดทำแผนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้มีความพร้อมและชัดเจนเพื่อรองรับการจัดทำแผนทางเลือกในการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าในอนาคต รวมทั้งการจัดทำมาตรการสนับสนุนจาก ภาครัฐ เพื่อให้ประเทศมีความพร้อมในการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว มาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติได้ทันเวลา ทั้งนี้ เพื่อเสริมความมั่นคงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติในระยะยาวของประเทศ

8. เรื่อง ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ สรุปได้ดังนี้

1. กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ดำเนินการ ดังนี้

2. กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินมาตรการในการประหยัดพลังงาน ดังนี้

3. กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี (ขน.) ได้ดำเนินงานก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน

4. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ดำเนินการตามประเด็นการหารือร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เรื่อง การประหยัดพลังงานด้านการขนส่งและจราจร เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 และตามยุทธศาสตร์ลดการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบการขนส่งและจราจรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

5. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) ได้ดำเนินการตามมาตรการหรือแผนงานเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร และการวางแผนตารางบินเพื่อแก้ปัญหาพลังงานและการใช้น้ำมันเครื่องบิน

6. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ดำเนินการ ดังนี้


9. เรื่อง การพัฒนาอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรายงานการพัฒนาอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ สรุปได้ดังนี้

เป้าหมายหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทย มี 2 ประการ คือ

1. เพื่อนำพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในช่วงเวลากลางวันของประเทศไทยได้ ทำให้สามารถชะลอการสร้าง โรงไฟฟ้าอีกทั้งเป็นการช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดจากการสร้างโรงไฟฟ้าและลักษณะการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ (Photovolvaic generation) นั้น พบว่า มีลักษณะเช่นเดียวกับความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) มาก

2. เพื่อทำให้ระบบเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศมีราคาถูกลง ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้มีแนวทางในการพัฒนาพลังงานจากแสงอาทิตย์ดังกล่าว (Solar Energy Replace Conventional Peaking Power Plant) ประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศไทย ทั้งนี้ประเทศไทยจะขับเคลื่อนการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในการแก้ปัญหาการ cut peak ในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ โดย peak ที่ช่วงเวลากลางวันจะมีประมาณ 2 % ซึ่งจะต้องเดินเครื่องประมาณ 33 ชั่วโมงและจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นหมื่นล้านไป serve operation ซึ่งในระดับนโยบายนั้น จะนำเซลล์แสงอาทิตย์ไปผลิตไฟฟ้าเพื่อ cut peak แล้วยังสามารถนำความร้อนจากแสงอาทิตย์ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันอีกด้วยซึ่งจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ และการใช้เซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น มีผลให้การลงทุนเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การนำพลังงานจากเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าจึงมีความเหมาะสมอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ แผนการใช้งานระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ภายในประเทศไทย จนถึงปี พ.ศ. 2554 จะอยู่ประมาณ 250 เมกกะวัตต์

แผนการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ของประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2554 มีดังนี้

2548 2549 2550 2551 2552 2553 2554 รวม 48-54
1. มาตรการติดตั้งในพื้นที่ชนบท 19 17 1 1 0 0 0 38
2. มาตรการสนับสนุนและแรงจูงใจ   8 10 12 12 14 16 72
2.1 อาคารส่วนราชการ   3 5 7 7 9 11 42

2.2 บ้านอยู่อาศัย

5

5

5

5

5

5

30

3. มาตรการ RPS 17.5 35 17.5 70 140
รวมทุกมาตรการส่งเสริมกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 19 25 11 30.5 47 31.5 86 250

ที่มา : กระทรวงพลังงาน

ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตและศักยภาพของ Solar Energy ของประเทศไทย

ปี ความต้องการใช้ไฟฟ้า Solar Energy for Peak Replacement (MW) Solar Energy Plan (MW)
2-3% from Peak 10% from Peak
2547 19,325 579.75
2548 21,143 634.29
2548 22,738 682.14
2550 24,344 730.32
2551 26,048 781.44 45.00
2552 27,852 835.56 107.50
2553 29,808 2,980.80 152.50
2554 34,844 3,184.40 250.00
2555 33,945 3,394.50
2556 36,173 3,617.30
2557 38,515 3,851.50
2558 40,978 4,097.80

ที่มา : กระทรวงพลังงาน

มาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์

จากการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงพลังงาน เรื่อง มาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีรัฐมนตรีของ 2 กระทรวงเป็นประธานร่วม เพื่อให้เกิดความชัดเจนให้หน่วยงานระดับปฏิบัติสามารถดำเนินการได้ พร้อมหาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินงาน

กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบายให้มีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเชื่อมกับระบบสายส่ง ลดภาระกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดของระบบผลิตไฟฟ้า (peak cut) ของประเทศในขณะที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในฐานะที่เป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาหลักของประเทศ ก็จะสนับสนุนในส่วนของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์ประกอบระบบในประเทศ เพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว

พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศได้มาจากการผลิตต่างๆ คือ ไฟฟ้าพลังงานความร้อน (จากการเผาไหม้เชื้อเพลิง) 80% ไฟฟ้าพลังน้ำ 10% และแหล่งอื่น ๆ เช่น ซื้อจากเอกชน จากประเทศเพื่อนบ้าน ฯลฯ 10% จะเห็นว่า

โดยหลัก ๆ แล้วเราต้องพึ่งไฟฟ้าจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องนำเข้าเกือบทั้งหมด ในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 13% ซึ่งจะเป็นจำนวนของพลังงานไฟฟ้า ที่เพิ่มขึ้นเท่าตัวในทุก 6 ปี

ในอีก 8 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2554) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องการพลังงานไฟฟ้าประมาณ 42,649 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 2 เท่า ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้อยู่ ในปี 2547 คือประมาณ 19,326 เมกะวัตต์

ทั้งนี้จากการหารือร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบายให้มีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อใช้ผลิตไฟฟ้าเชื่อมกับระบบสายส่ง เพื่อช่วยลดภาระกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดของระบบผลิตไฟฟ้า (peak cut) ของประเทศ ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเห็นในทิศทางเดียวกัน เพราะจะช่วยลดผลกระทบด้านพลังงานในภาวะราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ โดยสามารถสนับสนุนในเรื่องการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์ประกอบระบบในประเทศ

การดำเนินงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การดำเนินงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวิจัยและพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้มีการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบัน อาทิ 1) โครงการวิจัยและพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ที่เหมาะกับภูมิอากาศเขตร้อนชื้น 2) โครงการการพัฒนาประสิทธิภาพเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับบริษัทเอกชน 3) โครงการวิจัยและพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าและน้ำร้อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 4) โครงการวิจัยและพัฒนารถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (SOLAR TUK TUK) 5) โครงการความร่วมมือพัฒนาวิทยาศาสตร์ระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงกลาโหม


10. เรื่อง การจัดทำข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางศุลกากรระหว่างศุลกากรไทยและศุลกากรนิวซีแลนด์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการจัดทำข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางศุลกากรระหว่างศุลกากรไทยและศุลกากรนิวซีแลนด์และให้อธิบดีกรมศุลกากรเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย

กระทรวงการคลังรายงานว่า กรมศุลกากรและศุลกากรนิวซีแลนด์ ได้ตกลงจัดทำข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางศุลกากรระหว่างศุลกากรไทยและศุลกากรนิวซีแลนด์ (Cooperative Arrangement between the Customs Department of the Kingdom of Thailand and the New Zealand Customs Service) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างศุลกากรทั้งสองประเทศ รวมทั้งเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ระหว่างไทยและนิวซีแลนด์ (Closer Economic Partnership : CEP) โดยข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือทางศุลกากร กำหนดให้มีผลบังคับพร้อมกันกับความตกลง CEP (ซึ่งได้กำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2548)

ทั้งนี้ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางศุลกากรฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ คือ ศุลกากรไทยและนิวซีแลนด์จะร่วมมือและให้ความช่วยเหลือกันเพื่อ

  1. ช่วยเหลือในการตรวจจับ สืบสวน และป้องกันการกระทำผิดทางศุลกากร รวมทั้งการเคลื่อนย้ายบุคคลอย่างผิดกฎหมาย
  2. รักษาความปลอดภัยของห่วงโซ่อุปทานเพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์
  3. ให้ความร่วมมือในการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และประเมินผล พิธีการศุลกากรแบบใหม่ รวมทั้งร่วมมือในการฝึกอบรมโดยแลกเปลี่ยนบุคลากรและการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ
  4. ให้ความสนับสนุนมากที่สุดในการดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อทำให้พิธีการศุลกากรเรียบง่ายและสอดคล้องกัน

11. เรื่อง การประชุมใหญ่สหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 9

คณะรัฐมนตรีอนุมัติมอบอำนาจเต็มแก่หัวหน้าและรองหัวหน้าคณะผู้แทนไทยก่อนมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการออกหนังสือแต่งตั้งคณะผู้แทนโดยมอบอำนาจเต็ม (Credentials with full powers) ให้หัวหน้าและรองหัวหน้าคณะผู้แทนไทยสำหรับการลงนามในการประชุมใหญ่สหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 9 ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรายงานว่า สำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก และการไปรษณีย์สาธารณรัฐเกาหลี ได้แจ้งเชิญการไปรษณีย์ไทยส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมใหญ่สหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 9 ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน 2548 ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้อนุมัติให้คณะผู้แทนไทย ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นายไกรสร พรสุธี) เป็นหัวหน้าคณะ ที่ปรึกษาด้านการสื่อสาร (นางสาวจีระภา จิตรแสวง) เป็นรองหัวหน้าคณะ และมีผู้แทนอีก 4 คน รวมทั้งหมด 6 คน เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เพื่อร่วมในการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงด้านการบริหาร การแก้ไขอนุสัญญาไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบันในภูมิภาคนี้ ซึ่งประเทศไทยในฐานะสมาชิกของสหภาพฯ จะต้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย นอกจากนั้น การประชุมครั้งนี้ จะมีการพิจารณาคัดเลือกตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Director of APPU Bureau) โดยประเทศไทยจะเสนอชื่อนายสมชัย เรี่ยวพานิชกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสด้านกิจการระหว่างประเทศ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สมัครเข้ารับการคัดเลือกในตำแหน่งผู้อำนวยการฯ ด้วย การประชุมครั้งนี้จะต้องมี

การพิจารณาร่างข้อเสนอขอแก้ไขธรรมนูญและข้อบังคับว่าด้วยว่าด้วยสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกตลอดจนข้อตกลงต่าง ๆ ที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ ดังนั้น คณะผู้แทนไทยจะต้องได้รับมอบอำนาจเพื่อลงนามในการประชุมดังกล่าว


12. เรื่อง ร่างกฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 รวม 2 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎ ก.ค.ศ. ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวประกอบด้วย ดังนี้

  1. ร่างกฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการ ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ก.ค.ศ. มีสาระสำคัญ คือ เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ก.ค.ศ.
  2. ร่างกฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่ .. (พ.ศ. ...) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มีสาระสำคัญ คือ เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา

13. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 13 ) พ.ศ.2547 จำนวน 7 ฉบับ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 13 ) พ.ศ.2547 จำนวน 7 ฉบับ ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไป

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจำนวน 7 ฉบับ ได้แก่ (1) ร่างกฎกระทรวงกำหนดกำลังของเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลสำหรับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวที่มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์ พ.ศ. ... (2) ร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... (ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์) (3) ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขใน การขอ และการออกใบอนุญาตขับรถ และการขอต่ออายุและการอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. ... (4) ร่างกฎกระทรวงกำหนดเครื่องแต่งกาย เครื่องหมาย ประวัติคนขับรถ บัตรประจำตัวคนขับรถ และการแสดงบัตรประจำตัวคนขับรถยนต์สาธารณะ รถยนต์ บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร และรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ. ...(5) ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ. ... (6) ร่างกฎกระทรวงกำหนดความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสารของผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ. ...(7) ร่างกฎกระทรวงกำหนดอำนาจหน้าที่และการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการประจำจังหวัดและกำหนดเงื่อนไขการรับจดทะเบียนรถจักรยานยนต์สาธารณะ พ.ศ. ...

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวจำนวน 7 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบของเครื่องยนต์รวมกันไม่เกิน 110 ลูกบาศก์เซนติเมตร ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์แต่ไม่ถึงสิบแปดปี

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 กำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ ดังนี้ (1) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ฉบับละ 50 บาท (2) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ฉบับ 150 บาท (3) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ฉบับละ 250 บาท

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถหรือผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถต้องผ่านการอบรมความรู้เกี่ยวกับการขับรถและมารยาทในการขับรถการทดสอบความรู้ความสามารถในการขับรถและความรู้ในข้อบังคับการเดินรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก รวมทั้งการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย ซึ่งอย่างน้อยต้องทำการทดสอบความสามารถในการทดสอบปฏิกริยาและทดสอบสายตา

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 กำหนดให้คนขับรถสาธารณะ รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ต้องแต่งกายและติดเครื่องหมายให้ถูกต้องตามที่กำหนด และให้เจ้าของรถดังกล่าว ต้องจัดทำประวัติคนขับรถตามหลักเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกประกาศ

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 กำหนดอัตราค่าจ้างบรรทุกคนโดยสารสำหรับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ดังนี้

  1. ระยะทาง 2 กิโลเมตรแรกไม่เกิน 25 บาท และกิโลเมตรต่อ ๆ ไปไม่เกินกิโลเมตรละ 5 บาท
  2. ระยะทางเกินกว่า 5 กิโลเมตรขึ้นไป ให้เป็นไปตามที่ตกลงกัน

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 กำหนดให้ผู้ขับรถรับจ้างบรรทุกคนโดยสารต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดว่าด้วยความปลอดภัยในการรับจ้างบรรทุกคนโดยสาร เช่น จัดให้มีหมวกนิรภัย ห้ามใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หรืออุปกรณ์สื่อสารอื่นใดในขณะขับรถ เป็นต้น

ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 กำหนดอำนาจหน้าที่และการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการประจำกรุงเทพมหานครหรือคณะกรรมการประจำจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครแล้วแต่กรณี รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขการรับจดทะเบียนจักรยานยนต์สาธารณะดังต่อไปนี้ เช่น ต้องมีหนังสือรับรองการใช้รถจักรยานยนต์จากคณะกรรมการประจำจังหวัดหรือคณะอนุกรรมการประจำท้องที่ที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น


14. เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (วงเงิน 50,000 ล้านบาท)สำหรับโครงการ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการจำนวนเงิน 15,000 ล้านบาทในปีงบประมาณ พ.ศ.2548 และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักเกณฑ์และแนวทางจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (วงเงิน 50,000 ล้านบาท) สำหรับโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการจำนวนเงิน 15,000 ล้านบาท ในปีงบประมาณ พ.ศ.2548 และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอดังนี้

1. กลไกการดำเนินการ ดังนี้

2. หลักเกณฑ์การพิจารณา ให้มีการกำหนดเกณฑ์ในการพิจารณา กลั่นกรองและบูรณาการงบประมาณของกลุ่มจังหวัดในเขตตรวจราชการ ดังนี้

2.1 หลักเกณฑ์การจัดสรรวงเงินแต่ละจังหวัด

2.2 หลักเกณฑ์ในการบูรณาการกลุ่มจังหวัด

2.3 หลักเกณฑ์กำหนดงบประมาณจังหวัด โดยที่การจัดสรรงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นตามนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดไว้ 3 รูปแบบที่มีความแตกต่างกันคือ หนึ่ง งบประมาณที่จัดสรรให้กับหมู่บ้านและชุมชนตามขนาดประชากร (SML) เป็นการจัดสรรให้เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระดับหมู่บ้านและชุมชนที่ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจใน

การจัดทำโครงการ สอง งบประมาณขององค์การบริหารส่วนตำบล เป็นงบประมาณที่จัดสรรให้เพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและแก้ไขปัญหาในระดับตำบล และสาม งบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ เป็นการจัดสรรให้เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับจังหวัด และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีความเชื่อมโยงระหว่างตำบล เช่น การขุดลอกหนองบึง

การจัดหาแหล่งน้ำ การก่อสร้างถนนเชื่อมระหว่างตำบล การให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชน เป็นต้น ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการจึงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของจังหวัด ดังต่อไปนี้

2.4 ลักษณะโครงการที่จะขอรับการสนับสนุน

2.5 การขอกันเงินงบประมาณเหลื่อมจ่ายข้ามปี ควรให้ดำเนินการได้เฉพาะในส่วนของงบประมาณที่กันไว้สำหรับกลุ่มจังหวัด (หรือร้อยละ 30 ของงบประมาณจังหวัด) เนื่องจากเป็นโครงการที่มีลักษณะการดำเนินการร่วมกันข้ามจังหวัด โดยกลุ่มจังหวัดจัดให้มีระบบการกำกับดูแลการบริหารงบประมาณในส่วนนี้ร่วมกัน


15. เรื่อง ความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการการทุ่มตลาดกับสินค้ากุ้งของไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการการทุ่มตลาดกับสินค้ากุ้งของไทย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอดังนี้

1. เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2548 คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Commission : ITC) ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเปิดทบทวนกรณีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง (Changed Circumstance Review : CCR) สำหรับไทยและอินเดีย โดย ITC จะประกาศรายละเอียดกำหนดการและขั้นตอนการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ลงใน Federal Register ในเร็วนี้ ๆ

2. กระบวนการและผลการตัดสิน CCR

2.1 ตามระเบียบ ITC จะทบทวนให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน (ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2548) โดย

2.2 ผลการตัดสินจะชี้ขาดว่าจะยกเลิกการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับไทยและอินเดียหรือไม่

3.แนวทางการดำเนินการขั้นต่อไปของกระทรวงพาณิชย์

3.1 จะจัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับกระบวนการไต่สวน โดยเน้นการจัดเตรียมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อพิสูจน์ที่มีหลักฐานยืนยัน ซึ่งรวมทั้งการเตรียมการสำหรับคณะผู้แทน ITC ที่คาดว่าจะเดินทางมาตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง (Verification) ในประเทศไทย ตามกระบวนการ ทบทวนด้วย

3.2 จะจัดให้มีการหารือระดับนโยบาย รวมทั้งยกประเด็นหารือผ่านช่องทางการทูต ผู้แทนการค้าสมาชิกรัฐสภาและอื่น ๆ ในโอกาสต่าง ๆ ช่วงก่อนประกาศผลการทบทวน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง โน้มน้าวและผลักดันให้สหรัฐฯ ยกเลิกการใช้มาตรา AD กับสินค้ากุ้งของไทย ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำข้อมูลและประเด็น และมีหนังสือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนการค้าไทย เพื่อดำเนินการโน้มน้าวและผลักดันผ่านช่องทางต่าง ๆ ตามที่โอกาสที่เหมาะสม ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการทบทวนมาตรการ ด้วยแล้ว

3.3 ร่วมกับกลุ่มผู้นำเข้า และองค์กรผู้บริโภคในสหรัฐฯ ดำเนินการประชาสัมพันธ์เพื่อผลักดันอีกทางหนึ่ง

4. สถานการณ์การส่งออกกุ้ง

ปี 2547 ปริมาณ 240,953 ตัน มูลค่า 67,319 ล้านบาท (1,674 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.93 แต่มูลค่าลดลงร้อยละ 6.25 เมื่อเทียบกับปีก่อน ตลาดหลัก สหรัฐฯ ร้อยละ 55 ตลาดรองคือ ญี่ปุ่น ร้อยละ 19% ตลาดที่มีแนวโน้มการส่งออกที่ดี คือ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และฮ่องกง

ปี 2548 (มกราคม - กุมภาพันธ์) ปริมาณ 33,121 ตัน 8,311.8 ล้านบาท (215 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 33.66 และ 32.15 ตามลำดับเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร้อยละ 50.05


16. เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา

คณะรัฐมนตรีรับทราบการกำหนดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ทั้งนี้ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 16 ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2548 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2548 ที่เห็นชอบให้กำหนดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่ทำงานชนิดไม่เต็มเวลา โดยกำหนดชั่วโมงในการทำงาน เงื่อนไขการจ้าง ลักษณะ และประเภทกิจการที่กำหนดให้มีการจ้างงานชนิดไม่เต็มเวลา ดังนี้

  1. การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ทำงานชนิดไม่เต็มเวลา ในอัตราไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 25 บาท
  2. การกำหนดชั่วโมงในการทำงาน สำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา กำหนดเป็น 2 ช่วงเวลา ดังนี้
    • 2.1 ชั่วโมงการทำงานนอกเวลาเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนปกติ ไม่เกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน
    • 2.2 ชั่วโมงการทำงานในช่วงปิดภาคเรียน ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน
  3. เงื่อนไขการจ้างงานชนิดไม่เต็มเวลาเฉพาะนักเรียน นิสิต นักศึกษา มีดังนี้
    • 3.1 มีเอกสารแสดงสถานภาพ โดยให้สถานศึกษาออกหนังสือรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้แก่บุคคลที่ประสงค์จะทำงานไม่เต็มเวลา
    • 3.2 การจ้างงานไม่เต็มเวลาของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เป็นการจ้างงานนอกเวลาเรียนในช่วงเปิดภาคเรียนปกติ ในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันนักขัตฤกษ์ และวันปิดภาคเรียน
    • 3.3 นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประสงค์จะทำงานไม่เต็มเวลา ต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
    • 3.4 การแต่งกายในระหว่างการทำงานของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้แต่งเครื่องแบบนักเรียน นิสิต นักศึกษา และ/หรือแบบฟอร์มที่มีสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษาทำงานชนิดไม่เต็มเวลา เช่น ป้ายชื่อ
  4. ลักษณะงานและประเภทกิจการที่กำหนดให้มีการจ้างนักเรียน นิสิต นักศึกษาทำงานชนิดไม่เต็มเวลา มีดังนี้
    • 4.1 งานขายสินค้าและบริการลูกค้า
    • 4.2 งานวิจัยตลาด
    • 4.3 งานร้านอาหาร
    • 4.4 งานห้างสรรพสินค้า
    • 4.5 งานบริการในร้านสะดวกซื้อ
    • 4.6 งานคลังสินค้า
    • 4.7 ต้องเป็นงานที่มีความปลอดภัย และไม่เสี่ยงอันตราย โดยห้ามให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาทำงาน ดังนี้
      • (1) งานหลอม เป่า หล่อ หรือรีดโลหะ
      • (2) งานปั๊มโลหะ
      • (3) งานเกี่ยวกับความร้อน ความเย็น ความสั่นสะเทือน เสียง และแสงที่มีระดับแตกต่างจากปกติ อันอาจเป็นอันตราย
      • (4) งานเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตราย
      • (5) งานเกี่ยวกับจุลชีวันเป็นพิษซึ่งอาจเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา ฯลฯ
      • (6) งานเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ วัตถุระเบิด หรือวัตถุไวไฟ
      • (7) งานขับหรือบังคับรถยกหรือปั้นจั่น
      • (8) งานใช้เลื่อยเดินด้วยพลังไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์
      • (9) งานที่ต้องทำใต้ดิน ใต้ดินน้ำ ในถ้ำ อุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา
      • (10) งานเกี่ยวกับมันตภาพรังสี
      • (11) งานทำความสะอาดเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ขณะที่เครื่องจักรหรือเครื่องยนต์กำลังทำงาน
      • (12) งานที่ต้องทำบนนั่งร้านที่สูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป
    • 4.8 สถานที่ที่ห้ามไม่ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาทำงาน คือ
      • (1) โรงฆ่าสัตว์
      • (2) สถานที่เล่นการพนัน
      • (3) สถานเต้นรำ รำวง หรือรองเง็ง
      • (4) สถานที่ที่มีอาหาร สุรา น้ำชา หรือเครื่องดื่มอย่างอื่นจำหน่ายและบริการโดยมีผู้บำเรอสำหรับปรนนิบัติลูกค้า หรือโดยมีที่สำหรับพักผ่อนหลับนอนหรือมีบริการนวดให้แก่ลูกค้า

ทั้งนี้ ได้จัดส่งประกาศฯ ฉบับดังกล่าว เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2548 แล้ว


17. เรื่อง รายงานการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการและการมอบนโยบายจังหวัด ในเขตตรวจราชการที่ 2

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย) รายงานการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการและการมอบนโยบายจังหวัด ในเขตตรวจราชการที่ 2 ประกอบด้วย จังหวัดสุโขทัย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ และตาก ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไปตรวจราชการเมื่อวันที่ 22-23 เมษายน 2548 สรุปได้ดังนี้

1. จังหวัดอุตรดิตถ์ ได้เสนอปัญหา ดังนี้

2. จังหวัดพิษณุโลก กำหนดวิสัยทัศน์ให้เป็นเมืองบริการสี่แยกอินโดจีนดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาและตามคำรับรองที่ได้ลงนามไว้กับรองนายกรัฐมนตรี

3. จังหวัดตาก เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 500 ก.ม. คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเป็นเขตเศรษฐกิจชายแดน มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงาน Contract Farming จังหวัดตากเป็นจังหวัดนำร่อง ได้ประสานผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไปลงทุนที่เมืองเมียวดี ในพื้นที่ 30,000 ไร่ และจังหวัดตาก ได้ตั้งงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ สมทบ 2,430,000 บาท (ไร่ละ 70 บาท) ประสบปัญหาการนำเข้าผลผลิต เพราะรัฐบาลพม่ายังไม่รับรู้

4. จังหวัดสุโขทัย รายงานว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลทุกประการ ทั้งมีการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การขจัดปัญหาความยากจน การส่งเสริมการท่องเที่ยวและสินค้า OTOP การส่งเสริมการลงทุนธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ขณะเดียวกันกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัยได้รายงานว่า จังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก และในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำไหลหลากท่วมบ้านเรือน พื้นที่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอบ้านด่านลานหอย ขณะนี้จังหวัดโดยสำนักชลประทานที่ 4 ได้จัดทำโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่รำพัน อันเนื่องจากพระราชดำริเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณดำเนินการต่อไป ส่วนอำเภอเมืองต้องจัดทำโครงการแก้มลิง จึงจะสามารถแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งแบบยั่งยืนได้ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการเสนอคำขอและรายละเอียดโครงการทั้งสองเพื่อจะได้พิจารณาให้การสนับสนุน ต่อไป

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบาย/ข้อสั่งการให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้

1) โดยที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551 โดยมีสาระสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นแนวคิดและทิศทางในการบริหารประเทศ ส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์การบริหารราชการแผ่นดิน และส่วนที่เป็นกลไกการทำแผนบริหารราชการแผ่นดินไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มอบให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการให้เสร็จภายในวันที่ 13 มิถุนายน 2548 จึงกำชับให้จังหวัดดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าวนี้ด้วย

2) ขอให้ทุกจังหวัดยึดหลักการและดำเนินการตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด/จังหวัด โดยในเขตตรวจราชการที่ 2 มียุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางบริการสี่แยกอินโดจีนแห่งเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้

3) ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเน้นการบริหารราชการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและปรับทัศนคติให้มุ่งสู่การให้บริการประชาชน ตลอดจนทำความเข้าใจนโยบายรัฐบาลให้ไปสู่ผู้ปฏิบัติในระดับล่างด้วย

4) ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องตระหนักและดำเนินการอย่างจริงจังในนโยบายสำคัญ ๆ ของรัฐบาลที่ประกาศเป็นวาระแห่งชาติ อาทิ ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหายาเสพติด ปัญหาการขจัดความยากจน การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น การปราบปรามผู้มีอิทธิพลและการดำเนินการกับแรงงานหลบหนี เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ตลอดจนปัญหาที่สำคัญในขณะนี้คือภัยแล้งซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน ปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก จะต้องมีการวางแผนบริหารจัดการทั้งในระยะเร่งด่วน ปานกลาง และระยะยาวอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การเผาหญ้า ซึ่งเป็นการทำลายจุลินทรีย์ในพื้นดิน เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญและกล่าวถึงหลายครั้ง

5) ในเรื่องของการท่องเที่ยว ขอให้ทุกจังหวัดมองในภาพรวมว่าการดำเนินการปฏิบัติต่อประเทศเพื่อนบ้านไปแล้วเป็นอย่างไร และที่จะดำเนินการต่อไปนั้น ควรจะพิจารณาเป็นนโยบายในเชิงกว้างเปรียบเทียบกับที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว อาทิ การสร้างสะพานที่จังหวัดเชียงราย (สะพานแม่สายแห่งที่ 2) หรือเส้นทางที่กำลังก่อสร้าง ไทย-จีน และลาว ที่แต่ละประเทศร่วมกันลงทุนค่าก่อสร้าง ประเทศละ 1 ใน 3 เป็นต้น พร้อมกันนี้ได้ขอให้ช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรที่จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวมีชีวิตชีวา ไม่ใช่เป็นโบราณสถานเพียงอย่างเดียว และจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ เช่น ต้องสร้างบุคลากรที่สามารถใช้ภาษาต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ต้องมีแหล่งอาหารที่ถูกสุขลักษณะ สถานที่ต้องมีความปลอดภัย จังหวัดต้องคิดถึงสถานที่ที่จะใช้ประชุมในระดับประเทศ รวมถึงมีที่พักรับรอง เพื่อดึงชาวต่างชาติเข้ามาประชุมทุกจังหวัดต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรที่จะเป็นศูนย์กลาง โดยมี bus Terminal ซึ่งจะต้องแยกออกจากโครงการอย่างชัดเจน

ในวันที่ 23 เมษายน 2548 รองนายกรัฐมนตรีและคณะได้ไปร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ในปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะการค้ามนุษย์และยาเสพติด ปัญหาภัยแล้ง การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งปัญหาที่ส่วนราชการและภาคเอกชนนำเสนอมา รองนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายแนวทางในการปฏิบัติราชการ ดังนี้

1) ปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรายงานให้ทราบว่า จากการรับจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว และผู้มารายงานตนมีจำนวนไม่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานต่างด้าวของผู้ประกอบการ กล่าวคือ จำนวนผู้มารายงานตนแล้วได้เคลื่อนย้ายไปทำงานนอกพื้นที่จังหวัดตาก และทำให้จังหวัดตากขาดแคลนแรงงาน เป็นเหตุให้เกิดแรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม เช่น ยาเสพติด อาชญากรรม และโรคระบาดหรือโรคอุบัติใหม่ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการมีความต้องการที่จะให้กำหนดเป็นพื้นที่ที่มีกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับแรงงานตามฤดูกาล หรือแรงงานที่มาเช้าเย็นกลับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะมีการนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองในเดือนพฤษภาคมนี้

2) ปัญหาการค้ามนุษย์ ส่วนราชการรายงานให้ทราบว่ามีเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดตากมี 2 สัญชาติจำนวนมาก อันเป็นทั้งปัญหาทางสังคมและปัญหาทางการปกครอง นอกจากนั้น พบข้อเท็จจริงว่าเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งได้ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการค้ามนุษย์ เช่น ถูกบังคับใช้แรงงาน การค้าประเวณี เป็นต้น ประเด็นปัญหานี้ถือเป็นประเด็นสำคัญ โดยได้สั่งการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรวบรวมปัญหาส่งให้ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

3) ปัญหาภัยแล้ง ส่วนราชการได้รายงานว่า สถานการณ์อยู่ในภาวะที่สามารถควบคุมได้ รวมทั้งส่วนราชการเองก็ได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะยาวไว้แล้ว รองนายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งกำชับให้ดำเนินการไปตามแผนงานโดยเคร่งครัดอย่างทั่วถึงและไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ

4) การส่งเสริมเศรษฐกิจชายแดนจังหวัดตาก ได้กำชับให้ที่ประชุมทราบถึงความสำคัญของการพัฒนาในพื้นที่อำเภอแม่สอด แม่ระมาด และพบพระ ซึ่งคณะรัฐมนตรีกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจชายแดนว่า ขอให้คำนึงถึงศักยภาพของจังหวัด ตลอดจนความร่วมมือที่ประเทศไทยมีกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวกับการผลิตวัตถุดิบในประเทศเพื่อนบ้านแล้วนำเข้ามาในประเทศให้ได้รับสิทธิพิเศษทางด้านศุลกากร (AISP) ภายใต้กรอบของ ACMECS


18. เรื่อง รายงานการลงพื้นที่ตรวจราชการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการลงพื้นที่ตรวจราชการ อ.เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) เสนอ ดังนี้

จุดที่ 1 ระหว่างเวลา 14.00-15.00 น. ณ วัดเขาพระอังคาร ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีที่ตั้งอยู่บนเขา "พระอังคาร" ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว อยู่ห่างจากปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ประมาณ 15 กิโลเมตร มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เพื่อเชื่อมโยงกับปราสาทหินเขาพนมรุ้ง มีจุดเด่น คือ บริเวณวัดมีการประยุกต์ประดิษฐ์กรรมต่าง ๆ หลายยุคหลายสมัย รวมไว้ด้วยกันเพื่อให้ประชาชนที่สนใจได้ศึกษา ทั้งยังมีตำนานที่เกี่ยวข้องกับพระอุรังคธาตุที่ได้บรรจุ ไว้ ณ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม อีกด้วย

ความต้องการของพื้นที่จุดที่ 1 ความต้องการของพื้นที่ คือ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว โดยได้เสนอขอโครงการ ขอปรับปรุงเส้นทางคมนาคม จำนวน 3 เส้นทาง คือ

รวมงบประมาณที่เสนอขอประมาณ 45 ล้านบาทเศษ

จุดที่ 2 ระหว่างเวลา 15.30 - 16.15 น. ณ วัดเขาดาวพระศุกร์ (เขาหลุบ) ตำบลถาวร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ มีที่ตั้งอยู่บนเขาดุม ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว ห่างจากเขาพระอังคารและปราสาทเขาพนมรุ้ง ประมาณ 5 กิโลเมตร และ 9 กิโลเมตร ตามลำดับ มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง เพราะเป็นที่ตั้งของโบราณสถานอิฐ (ปราสาทเขาดุม) และศิลาจารึกบนเสาหินทราย ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2478 ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75

ความต้องการของจุดที่ 2 ความต้องการของพื้นที่ คือ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การปรับปรุงเส้นทางคมนาคม จำนวน 3 เส้นทาง คือ

รวมงบประมาณที่เสนอขอประมาณ 50 ล้านบาท

จุดที่ 3 ระหว่างเวลา 16.30 - 17.30 น. ณ สวนสาธารณอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งได้รับงบประมาณพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวจากรัฐบาล เมื่อปี 2544 จำนวน 15 ล้านบาท ตั้งอยู่บริเวณเส้นทาง ขึ้นเขาพนมรุ้ง จัดเป็นสถานที่สาธารณะที่สำคัญของอำเภอเฉลิมพระเกียรติ ณ จุดนี้ ประชาชนได้นำเสนอภาพรวมการร้องขอการสนับสนุนจากรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับแหล่งน้ำ โดยได้นำเสนอโครงการ จำนวน 2 โครงการ คือ

ซึ่งในส่วนนี้เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่า ควรมอบหมายให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำการสำรวจออกแบบประมาณการงบประมาณที่ต้องใช้ดำเนินการต่อไปโดยด่วน


19. เรื่อง สรุปสถานการณ์ความแห้งแล้ง (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2548)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยสำนักเลขาธิการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปรายงานสถานการณ์ความแห้งแล้งและผลการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ (จนถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2548) เพิ่มเติมดังนี้

1. สถานการณ์ภัยแล้งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2548) มีจังหวัดที่ประสบภัย จำนวน 63 จังหวัด 523 อำเภอ 59 กิ่งอำเภอ 3,420 ตำบล 23,767 หมู่บ้าน สรุปได้ดังนี้

ที่ พื้นที่ประสบภัย ราษฎรประสบภัย
ภาค จังหวัด อำ เภอ กิ่งฯ ตำบล หมู่บ้าน รายชื่อจังหวัด ราษฎร (ครัวเรือน) ราษฎร (คน)
1 เหนือ 16 100 10 512 2,622 อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ แพร่ พะเยา พิษณุโลก ลำปาง สุโขทัย น่าน ตาก เชียงราย อุทัยธานี เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร พิจิตร ลำพูน และแม่ฮ่องสอน 283,670 1,114,378
2 ตะวันออกเฉียงเหนือ 19 264 32 2,041 16,751 นครราชสีมา บุรีรัมย์ สกลนคร ยโสธร ร้อยเอ็ด อุดรธานี สุรินทร์ ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ เลย หนองคาย มหาสารคาม มุกดาหาร ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู นครพนม อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ 900,946 3,979,689
3 กลาง 9 58 4 264 1,492 ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี สุพรรณบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ 125,070 476,233
4 ตะวันออก 7 30 7 168 874 ฉะเชิงเทรา ตราด ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี ชลบุรี และสระแก้ว 48,971 158,333
5 ใต้ 12 71 6 435 2,028 สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล ระนอง สงขลา ชุมพร พัทลุง ภูเก็ต ยะลา นราธิวาส และกระบี่ 190,140 721,003
รวมทั้งประเทศ 63 523 59 3,420 23,767 1,548,797 6,449,636

หมายเหตุ - จังหวัดที่ไม่มีรายงานสถานการณ์ภัยแล้งจำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรสาคร

1.1 ตารางข้อมูลหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้ง 2548 ณ ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม 2548) เปรียบเทียบกับยอดสูงสุดของจำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งในปีนี้เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548

ที่ ภาค จำนวนหมู่บ้าน ทั้งหมด จำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งสูงสุด (ณ 21 มี.ค. 2548) จำนวนหมู่บ้าน ที่ประสบภัยแล้งปัจจุบัน (ณ 13 พ.ค. 2548) เปรียบเทียบ
(- ลดลง
+ เพิ่มขึ้น)
คิดเป็นร้อยละ (ของหมู่บ้าน ทั้งประเทศ)
1 ตะวันออกเฉียงเหนือ 32,576 25,745 16,751 -8,994 51.42
2 ใต้ 8,588 3,702 2,028 -1,674 23.61
3 ตะวันออก 4,816 3,097 874 -2,223 18.15
4 เหนือ 16,306 8,132 2,622 -5,510 16.08
5 กลาง 11,377 3,843 1,492 -2,351 13.11
รวม 73,963 44,519 23,767 -20,752 32.13

1.2 พื้นที่การเกษตรที่ประสบความแห้งแล้ง (ภาพรวมทั้งประเทศ)

1.3 การดำเนินการแจกจ่ายน้ำของจังหวัด/อำเภอ

2. มาตรการแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคระยะยาว

2.1 โครงการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค (ประปาเอื้ออาทร)

2.2 แผนงานพัฒนาระบบประปาในเขตเทศบาลปัจจุบันทั่วประเทศมีเขตเทศบาลซึ่งประกอบด้วย เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล รวม 1,129 แห่ง เป็นเทศบาลที่มีระบบประปาแล้ว 1,009 แห่ง อยู่ในความดูแลของการประปาส่วนภูมิภาค 675 แห่ง การประปานครหลวง 23 แห่ง เป็นการประปาของเทศบาลที่มีหรือไม่มีสัมปทาน รวม 311 แห่ง โดยมีเทศบาลที่ยังไม่มีระบบประปาอีก 120 แห่ง ซึ่งจะได้มีการดำเนินการของบประมาณก่อสร้างระบบประปาให้ครบถ้วน


20. เรื่อง รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2548-2551 ตามที่คณะกรรมการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินเสนอ ดังนี้

  1. การจัดประชุมชี้แจงส่วนราชการและจังหวัดเกี่ยวกับแนวทางการแปลงแผนการบริหารราชการแผ่นดินไปสู่แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ) ได้เป็นประธานการประชุมและให้นโยบายในการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ตามแผนการบริหารราชการแผ่นดินไปแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2548
  2. การมอบหมายหน่วยงานทำหน้าที่เลขานุการของเจ้าภาพยุทธศาสตร์ ได้ประสานรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีผู้เป็นเจ้าภาพยุทธศาสตร์แต่ละเรื่องให้มอบหมายหน่วยงานทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการในประเด็นยุทธศาสตร์รับผิดชอบ เพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ กลั่นกรอง และบูรณาการแผนปฏิบัติราชการ 4 ปี ของส่วนราชการและกลุ่มจังหวัด/จังหวัดให้สอดรับตามแผนการบริหาราชการแผ่นดิน ซึ่งได้มอบหมาย ดังนี้
ยุทธศาสตร์ เจ้าภาพยุทธศาสตร์ ฝ่ายเลขานุการสนับสนุน รองนรม.
1.การขจัดความยากจน รองนายกรัฐมนตรี
พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
2.การพัฒนาคนและสังคมที่มีคุณภาพ รองนายกรัฐมนตรี
นายจาตุรนต์ ฉายแสง
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
3.การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้ รองนายกรัฐมนตรี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4.การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองนายกรัฐมนตรี
นายพินิจ จารุสมบัติ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5.การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรี
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย
กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์
6.การพัฒนากฎหมายและส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รองนายกรัฐมนตรี
นายวิษณุ เครืองาม
สำนักงาน ก.พ.ร.
7.การส่งเสริมประชาธิปไตยและกระบวนการประชาสังคม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
8.การรักษาความมั่นคงของรัฐ รองนายกรัฐมนตรี
พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์
สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

การดำเนินการในระยะต่อไป จะจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างฝ่ายเลขานุการตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง และคณะกรรมการจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ได้แก่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อวิเคราะห์กลั่นกรอง แผนปฏิบัติการ 4 ปี ของส่วนราชการและจังหวัด เสนอรองนายกรัฐมนตรีพิจารณาก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี ในการประชุมวันที่ 7 มิถุนายน 2548 ต่อไป


21. เรื่อง การห้ามนำไม้สักและสิ่งประดิษฐ์เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตาก

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการห้ามนำไม้สักและสิ่งประดิษฐ์เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติขยายเวลาประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การห้ามนำไม้สักทุกประเภทรวมถึงสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นที่ทำด้วยไม้สัก เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากเป็นการชั่วคราว พ.ศ.2547 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 โดยกำหนดเพิ่มเติมให้ไม้ทุกประเภทรวมถึงสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งที่ทำด้วยไม้ เป็นสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากและจังหวัดกาญจนบุรี เป็นการชั่วคราวต่อไปอีก 1 ปี
  2. อนุมัติให้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การห้ามนำไม้สักทุกประเภท รวมถึงสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วยไม้สัก เข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตากเป็นการชั่วคราว พ.ศ.2547 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2547 มีผลบังคับใช้ไปจนกว่าประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ พณ 0309/1046 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2548 ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาทบทวนนโยบายการห้ามนำไม้สักทุกประเภทเข้ามาในราชอาณาจักร ตามแนวชายแดนจังหวัดตากเป็นการชั่วคราวว่า จะยังมีความจำเป็นต้องบังคับใช้ต่อไปหรือไม่ เนื่องจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 ซึ่งกำหนดให้ไม้ดังกล่าวเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรตาม แนวชายแดนจังหวัดตาก จะครบกำหนดการบังคับใช้ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2548 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าบริเวณตามแนวชายแดนไทย-สหภาพเมียนม่าร์ ผืนป่าตะวันตกของประเทศไทยมีความสมบูรณ์ทั้ง พันธุ์พืช และสัตว์ป่า เป็นพื้นที่ที่ควรอนุรักษ์ไว้ แต่เนื่องจากสภาพป่าแห่งนี้มีความกว้างใหญ่ที่ทอดยาวติดต่อกันไปตามแนวชายแดน การป้องกันและปราบปรามกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ในบริเวณดังกล่าวจึงกระทำได้ยาก ทั้งที่มีเจ้าหน้าที่คอยหมั่นตรวจสอบอยู่เป็นประจำแล้วก็ตาม หลังจากที่มีประกาศกระทรวงพาณิชย์ฉบับลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2547 กำหนดให้ไม้สักทุกประเภทเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามแนวชายแดนจังหวัดตาก สถานการณ์การกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้เริ่มดีขึ้น แต่ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรีได้มีการนำสิ่งประดิษฐ์ซึ่งมีลักษณะเป็นสิ่งประดิษฐ์พรางไม่ชอบด้วยลักษณะหรือผิดปกติวิสัย หรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ที่ไม่ชอบด้วยลักษณะของใช้ที่ใช้เป็นปกติหรือมีลักษณะเป็นไม้แปรรูปมาสำแดงเสียภาษีอากรปากระวางทางด้านศุลกากรสังขละบุรี ซึ่งวัตถุประสงค์ของการนำสินค้ามาเสียภาษีอากรปากระวางเป็นการนำเข้ามาเพื่อนำไปใช้สอยส่วนตัวเท่านั้น แต่พฤติกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นการค้า เช่นเดียวกับพื้นที่จังหวัดตาก แต่ในท้องที่จังหวัดกาญจนบุรีมิใช่นำเข้าเฉพาะไม้สักเท่านั้น แต่ยังมีการนำเข้าไม้กระยาเลยชนิดอื่น ๆ อีก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีนโยบายให้ความสำคัญแก่การป้องกันรักษาป่าซึ่งถื่อเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล แต่การดำเนินการดังกล่าวจะได้ผลต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่น ๆ ด้วย

ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการค้าไม้และสิ่งประดิษฐ์ที่ทำด้วยไม้ตามแนวชายแดนในท้องที่จังหวัดตาก และจังหวัดกาญจนบุรีและเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการป้องกันการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า บริเวณชายแดนไทย - สหภาพเมียนม่าร์ จึงเห็นควรให้มีการดำเนินการอนุมัติดังกล่าว


22. เรื่อง กรอบแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

คณะรัฐมนตรีรับทราบกรอบแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ

ด้วยกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายที่จะผลักดันให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง (Premium Grade) มีคุณลักษณะโดดเด่นเป็นที่เชื่อถือและเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นและมีราคาสูงขึ้น อันจะเป็นผลต่อเนื่องให้เกษตรกรในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่สำคัญมีรายได้เพิ่มขึ้นและฐานะความเป็นอยู่สูงขึ้น จึงได้จัดทำกรอบแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพข้าวหอมมะลิในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ดังนี้

1. เป้าหมาย

2. แนวทางการดำเนินการ

3. พื้นที่และระยะเวลาดำเนินการ

ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 19 จังหวัด ในระยะเวลา 4 ปี โดยปี 2548 จะนำร่องในจังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2549 จำนวน 5 จังหวัด ปี 2550 จำนวน 6 จังหวัด ปี 2551 จำนวน 7 จังหวัด


23. เรื่อง รายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออก

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกปี 2548 สัปดาห์ที่ 18 (ข้อมูล ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2548) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอดังนี้

ตามที่มีรายงานโรคเร่งด่วนสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แจ้งว่า ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2548 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมตั้งแต่ต้นปีรวม 7,215 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 11.44 ต่อประชากรแสนคน มีผู้ป่วยตาย 12 รายที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดตราด 2 ราย จังหวัดหนองคาย จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดระยอง จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดสระบุรี จังหวัดละ 1 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตาย ร้อยละ 0.17 และเมื่อเทียบกับ ปี 2547 ณ ช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งมีจำนวนผู้ป่วย 5,205 ราย มีผู้ป่วยตาย 4 ราย อัตราป่วย 8.29 ต่อประชากรแสนคน อัตราป่วยตายร้อยละ 0.09 คิดเป็นจำนวนป่วยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38. 61 นั้น เมื่อประเมินสถานการณ์โรคไข้เลือดออกที่มีการระบาดในประเทศ และในระดับนานาชาติ ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2548 สรุปได้ว่า หากไม่มีมาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่เหมาะสมทันเวลา อาจทำให้เกิดการระบาดใหญ่ของโรคไข้เลือดออกในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายน ศกนี้ ประมาณค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อการป่วยและตายในการระบาดระดับปานกลางไม่ต่ำกว่าปีละ 1 พันล้านบาท และ 3 พันล้านบาทหากมีการระบาดใหญ่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าความเสียหายทางจิตใจ ความสูญเสียด้านทรัพยากรมนุษย์ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของประเทศ

อย่างไรก็ตามหากได้ดำเนินการมาตรการควบคุมและป้องกันโรคอย่างเต็มที่ กระทรวงสาธารณสุข คาดการณ์ว่าจะสามารถหยุดยั้งการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ โดยมีอัตราป่วยตลอดปี 2548 ไม่เกินจำนวน 35,000 ราย หรือคิดเป็นอัตราป่วยไม่เกิน 50 ต่อแสนประชากร และอัตราป่วยตายไม่เกินร้อยละ 0.15 สามารถลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการป่วยและตายด้วยโรคไข้เลือดออกได้ไม่น้อยกว่าปีละ 500 ล้านบาท

มาตรการเร่งด่วน 6 ด้านในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก มีดังนี้

ประเภทงาน เป้าหมาย หน่วยงานที่รับผิดชอบ ระยะเวลาดำเนินการ งบประมาณ(บาท)
การเฝ้าระวังโรค ให้รายงานโรคภายใน 24 ชม. สำนักระบาดวิทยา 30 วัน งบปกติ
การป้องกันโรค -ลดปริมาณลูกน้ำยุงลาย
- ให้มีมุ้งลวดในโรงเรียนอนุบาล
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
45 วัน 30,000,000
การควบคุมโรคระบาด พ่นยาฉีดยุงภายใน 24 ชม. หลังได้รับรายงานรัศมี 100 เมตรพ่นซ้ำใน 7 วัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดปี 50,000,000
ประเภทงาน เป้าหมาย หน่วยงานที่รับผิดชอบ ระยะเวลาดำเนินการ งบประมาณ(บาท)
การวินิจฉัยรักษา ตรวจทราบผลน้ำเหลือง และ/หรือไวรัสภายใน 6 ชม. โรงพยาบาลศูนย์
โรงพยาบาลทั่วไป
กรมควบคุมโรค
45 วัน 50,000,000
การพัฒนาวัคซีน มีวัคซีนใช้การได้แห่งแรกในโลก หรือภายใน 4 ปี ม.มหิดล
กรมควบคุมโรค
4 ปี 15,000,000
การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ -สายด่วนไข้เลือดออก 02-5903333
-โรงเรียนปลอดลูกน้ำยุงลาย
-รณรงค์พร้อมกันทั่วประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการ
กรมควบคุมโรค
45 วัน งบปกติ
รวมงบประมาณ 145,000,000

24. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 168/2548 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

  1. สั่งการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยและกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู
  2. ดำเนินคดีปกครองและลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครอง กรณีที่มีการฟ้องร้องนายกรัฐมนตรี ในการสั่งการตามข้อ 1

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ใช้บังคับ

2. กรรมการในคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 177/2548 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) เพิ่มเติม เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบกับมาตรการ 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 มีนาคม 2548 จึงมีคำสั่งให้แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการในแต่งตั้งกรรมการในคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) เพิ่มเติม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2548 เป็นต้นไป

3. คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้แต่งตั้ง "คณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติ" โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการและเลขานุการ และกรรมการอื่นอีก 15 คน ซึ่งมีอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการฯดังกล่าว มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการนโยบายด้านการผังเมืองให้สัมฤทธิ์ผล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งส่งเสริมการบริหารจัดการที่ดีโดยการบูรณาการนโยบายระดับชาติลงสู่ระดับพื้นที่ ทำให้บ้านเมืองน่าอยู่ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กระทรวงพลังงาน (พน.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงกลาโหม (กห.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ทก.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย องค์กรอื่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ให้การสนับสนุน และมีส่วนร่วมดำเนินการโครงการวางและจัดทำผังประเทศและผังภาคจนแล้วเสร็จ และให้ใช้ผังประเทศ และผังภาคเป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนา เพื่อความเป็นเอกภาพของการจัดสรรงบประมาณ และการดำเนินโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของประเทศต่อไปในอนาคต


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี