สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
21 ธันวาคม 2547

วันนี้ (วันอังคารที่ 21 ธันวาคม 2547) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง การพิจารณาบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด
  2. เรื่อง ข้อเสนอการปรับค่าตอบแทนสำหรับกำลังคนด้านสาธารณสุข
  3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ)
  5. เรื่อง นโยบาย "หนึ่งตำบล หนึ่งความสามารถพิเศษ"
  6. เรื่อง การขยายวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ และกู้เงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์
  7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  8. เรื่อง ร่างข้อเสนอการจัดทำงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549
  9. เรื่อง เงินอุดหนุนค่าก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก
  10. เรื่อง การรื้อย้าย รื้อถอน สร้างทดแทนสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่กีดขวางงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  11. เรื่อง จัดสรรงบประมาณค่าสาธารณูปโภคที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายจริง
  12. เรื่อง การปราบปรามการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ
  13. เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2548
  14. เรื่อง การว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  15. เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิต
  16. เรื่อง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขอระดมเงินทุนระยะยาว จำนวน 39,000 ล้านบาท
  17. เรื่อง การจัดหารถยนต์ดับเพลิงสนับสนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  18. เรื่อง การเข้าเป็นสมาชิก WTO ของรัสเซีย
  19. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีด้านความร่วมมือในการรับซื้อสินค้าเกษตร 9 รายการ ภายใต้ AISP จากประเทศเพื่อนบ้าน
  20. เรื่อง การขยายทุนเรือนหุ้นของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และการแปลงหนี้เงินกู้ Yankee Bond เป็นทุนเรือนหุ้น
  21. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
  22. เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง
  23. เรื่อง อนุมัติกู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้
  24. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ พ.ศ. ....
  25. เรื่อง การขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
  26. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออม
  27. เรื่อง การรณรงค์ซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2548
  28. เรื่อง ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันงบประมาณการเข้าร่วมจัดงาน World Expo 2005 Aichi ณ ประเทศญี่ปุ่น
  29. เรื่อง การสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยแก่ประเทศเวียตนาม
  30. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. รองประธานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ
    2. ข้าราชการระดับ 10 กระทรวงอุตสาหกรรม
    3. ข้าราชระดับ 10 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    4. ข้าราชการระดับ 10 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    5. ข้าราชการระดับ 10 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    6. ขออนุมัติเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10
    7. ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    8. กรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง การพิจารณาบำเหน็จความชอบเป็นกรณีพิเศษแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการในการพิจารณาบำเหน็จความชอบประจำปี 2547 และ 2548 เป็นกรณีพิเศษสองขั้นแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้มีผลงานดีเด่นในการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ไม่เกินร้อยละ 1 ของจำนวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ทั้งหมดรวมจำนวน 1,215,073 คน ตามที่ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติเสนอ

ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ รายงานว่า

  1. ในช่วงปี 2546 เป็นการดำเนินงานตาม Roadmap การต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ระยะที่ 1 และ 2 และต่อมาได้ดำเนินการในระยะที่ 3 (3 ธันวาคม 2546 - 30 กันยายน 2547) อีกระยะหนึ่ง โดยมีเป้าหมายในการดำรงความเข้มแข็งของพลังแผ่นดินและชุมชนอย่างยั่งยืนด้วยการรักษาสถานภาพการแก้ปัญหาที่ได้ดำเนินการไว้แล้วในช่วงขั้นที่ 2 ใน ทุกด้าน และเสริมความเข้มแข็งของ หมู่บ้าน/ชุมชน รวมทั้งกลไกในพื้นที่ให้เข้ามาดูแลรักษาสถานภาพความยั่งยืนของการแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่ง ศตส. ทุกระดับและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จริงจัง ทำให้สถานการณ์ปัญหายาเสพติดของประเทศมีความรุนแรงลดลงและประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาล
  2. สำหรับการดำเนินงานในปี 2548 ได้มีการจัดทำ Roadmap การต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ระยะที่ 4 (1 ตุลาคม 2547 - 30 กันยายน 2548) ซึ่งมุ่งเน้นในการเอาชนะปัญหายาเสพติด โดยการจัดระบบการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติดในทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ศตส. ได้สั่งการให้ ศตส. ระดับต่าง ๆ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดแล้ว
  3. นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้กล่าวมอบนโยบายการปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดในวันเปิดปฏิบัติการพลังแผ่นดิน ร่วมกวาดล้างยาเสพติด ครั้งที่ 2 (วันที่ 4 ตุลาคม 2547) ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนมาตรการจูงใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง

2. เรื่อง ข้อเสนอการปรับค่าตอบแทนสำหรับกำลังคนด้านสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้มีการปรับค่าตอบแทนสำหรับกำลังคนด้านสาธารณสุขและให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณารายละเอียดการกำหนดค่าตอบแทนสำหรับกำลังคนด้านสาธารณสุข ประกอบด้วย เลขาธิการ ก.พ. เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงสาธารณสุขปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการ ก.พ.ร. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการการ อุดมศึกษา ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ดร.รุ่ง แก้วแดง) และนายแพทย์ ดำรงค์ บุญยืน เป็นกรรมการ โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะ 7 ไปประกอบการพิจารณา

กระทรวงสาธารณสุขเสนอว่า

  1. โดยที่การไหลออกจากระบบราชการของกำลังคนด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อันเกิดจากการเติบโตของธุรกิจบริการสุขภาพภาคเอกชนภายในประเทศ และความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ของต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าตอบแทนของภาคเอกชนสูงกว่าภาครัฐมาก
  2. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงาน ก.พ. ก.พ.ร. กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2547 โดยได้ศึกษาปัญหาและจัดทำข้อเสนอ เพื่อกำหนดแนวทางการปรับค่าตอบแทน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดการกระจายกำลังคนไปสู่หน่วยงาน และภาระงานที่ขาดแคลน ตลอดจนเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรด้านสาธารณสุขขาดแคลนไม่ลาออกอีก โดยการให้ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สะท้อนถึงภารงานที่เพิ่ม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ ในหลักการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 โดยให้ครอบคลุมทุกส่วนราชการที่มีกำลังคนด้านสาธารณสุขปฏิบัติงาน
  3. การเสนอขอกำหนดประเภทค่าตอบแทนต่าง ๆ ในแต่ละระยะประกอบด้วยค่าตอบแทน ดังนี้
    • 3.1 ค่าตอบแทนตามใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
    • 3.2 ค่าตอบแทนเชี่ยวชาญสาขาเฉพาะทาง
    • 3.3 ค่าตอบแทนแพทย์ที่มีความขาดแคลนสูง โดยมีคณะกรรมการร่วมเป็นผู้พิจารณากำหนด
    • 3.4 ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นพื้นที่ในชนบท โดยมีคณะกรรมการร่วมเป็นผู้พิจารณากำหนด
    • 3.5 ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งอยู่ในจังหวัดในพื้นที่มีปัญหาเฉพาะ หรือสถานบริการอื่นซึ่งมีสภาพปัญหาเฉพาะ โดยมีคณะกรรมการร่วมเป็นผู้พิจารณากำหนด
    • 3.6 ค่าตอบแทนสำหรับการไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวหรือสถานบริการภาคเอกชน หรือการปฏิบัติงานอื่น ๆ เพื่อแสวงหารายได้ส่วนตัว โดยทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานให้กับราชการอย่างทุ่มเทและเสียสละ ซึ่งต้องปฏิบัติงานให้กับราชการเพิ่มเติมมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนประเภทนี้ โดยมีคณะกรรมการร่วมเป็นผู้พิจารณากำหนด

3. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าต้องเป็นไปตาม มาตรฐาน พ.ศ. .... มีดังนี้

  1. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
  2. กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้าต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เลขที่ มอก. 1039-2547 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 3287 (พ.ศ. 2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง ยกเลิกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้า และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหม้อหุงข้าวไฟฟ้า เฉพาะด้านความปลอดภัย ลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2547

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้ง สถานตรวจสภาพรถ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ) และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้เนื่องจากร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการขออนุญาต การอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถให้เหมาะสม รวมทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของทางราชการให้สามารถควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของสถานตรวจสภาพรถได้ตลอดเวลา

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 (ปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ) เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบบที่ 37 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาต การอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้งสถานตรวจสภาพรถ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ตรวจสภาพรถแต่ละชนิด รวมทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานของสถานตรวจสภาพรถด้วย


5. เรื่อง นโยบาย "หนึ่งตำบล หนึ่งความสามารถพิเศษ"

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เสนอแนวทางการดำเนินงานตามนโยบาย "หนึ่งตำบล หนึ่งความสามารถพิเศษ" สำหรับงบประมาณให้ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณโดยใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น

กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เสนอรายงานว่า ได้ปรับปรุงเนื้อหาสาระแนวทางการดำเนินงานและแผนงบประมาณนโยบาย "หนึ่งตำบล หนึ่งความสามารถพิเศษ" ให้สอดคล้องกับสถานการณ์และช่วงเวลาที่เป็นจริงแล้ว ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. วัตถุประสงค์
    • 1.1 ขยายโอกาสในการพัฒนาคนเก่งที่มีความสามารถพิเศษทั้งการเพิ่มจำนวนการคัดเลือกและการสนับสนุน /พัฒนา เพื่อเป็น "คนเก่งของชาติ" ต่อไป
    • 1.2 ค้นหา ยกย่อง เชิดชู "คนเก่งที่มีความสามารถพิเศษ"
    • 1.3 จัดทำฐานข้อมูล องค์ความรู้และคนเก่งที่มีความสามารถพิเศษ
    • 1.4 สร้าง/พัฒนา เพื่อเป็นต้นแบบองค์ความรู้ และการเผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่การเป็นศูนย์รวบรวมและพัฒนาการเรียนรู้ของชุมชน
    • 1.5 สร้าง/พัฒนา เครือข่ายประชาคม องค์ความรู้ในสาขาต่าง ๆ เกิดเครือข่ายประชาคมการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
    • 1.6 เป็นแกนประสานงานกับรัฐและภาคี เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีของชุมชน
  2. เป้าหมาย
    • 2.1 ค้นหาคนเก่งชุมชน หมู่บ้านละ 5 คน รวมเป็น 375,000 คน
    • 2.2 ค้นหาคนเก่งที่มีความสามารถพิเศษระดับหมู่บ้าน/ชุมชน จากคนเก่งในข้อ 2.1 หมู่บ้านละ 1 คน รวมเป็น 75,000 คน
    • 2.3 ค้นหาคนเก่งที่มีความสามารถพิเศษระดับตำบล จากคนเก่งที่มีความสามารถพิเศษระดับหมู่บ้าน/ ชุมชน ตามข้อ 2.2 ตำบลละ 1 คน รวม 7,500 คน
  3. กระบวนการค้นหา
    • 3.1 คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติร่วมกับเครือข่ายคณะกรรมการกองทุนระดับตำบลจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน เพื่อคัดเลือก "คนเก่งชุมชน" และ "คนเก่งที่มีความสามารถพิเศษระดับหมู่บ้าน/ชุมชน" โดยให้เครือข่ายคณะกรรมการกองทุนระดับตำบลเป็นผู้รับรองผลการค้นหา
    • 3.2 เครือข่ายคณะกรรมการกองทุนระดับตำบลร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จัดเวทีประชาคมเพื่อคัดเลือก "คนเก่งที่มีความสามารถพิเศษระดับตำบล" โดยให้คณะอนุกรรมการสนับสนุนและติดตามการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านระดับอำเภอเป็นผู้รับรองผลการค้นหา
    • 3.3 มีการค้นหาทุกปีโดยกระบวนการค้นหา

6. เรื่อง การวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ และกู้เงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง ขออนุมัติขยายวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ และกู้เงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กู้เงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการทางพิเศษสายบางพลี-สุขสวัสดิ์ จำนวน 1,282.34 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 778.38 ล้านบาท และค่ารื้อย้ายสาธารณูปโภคจำนวน 503.96 ล้านบาท
  2. อนุมัติให้ กทพ. ขยายวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของโครงการฯ และกู้เงินเพิ่มอีกจำนวน 1,100.84 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 917.36 ล้านบาท และค่าอุทธรณ์และฟ้องร้องคดีจำนวน 183.48 ล้านบาท ทั้งนี้โดยให้กระทรวงการคลัง (กค.) เป็นผู้จัดหาเงินกู้และค้ำประกันเงินกู้จำนวนดังกล่าวและให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนเงินต้น ดอกเบี้ยเงินกู้ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการกู้เงินดังกล่าว

กระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ได้รับรายงานจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยว่า

  1. การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับกระทรวงคมนาคม เพื่อจัดหาแหล่งเงินให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำนวน 1,282.34 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 778.38 ล้านบาท และค่ารื้อย้ายสาธารณูปโภค จำนวน 503.96 ล้านบาท ซึ่งต่อมากระทรวงคมนาคมแจ้งว่า ไม่สามารถจัดหาเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่มเติมของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีไม่ได้กำหนดให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยกู้เงินจำนวนดังกล่าว หากการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีความจำเป็นจะต้องใช้ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่มเติม ก็ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยนำเรื่องขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
  2. การทางพิเศษแห่งประเทศไทยได้ประสานกับสำนักงบประมาณ เพื่อขออนุมัติงบกลางปีประมาณ 2548 จำนวน 1,282.34 ล้านบาท ซึ่งต่อมาสำนักงบประมาณแจ้งว่า เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 งบกลางมีความจำเป็นต้องสำรองไว้ใช้ในภารกิจเร่งด่วน จึงเห็นควรให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยประสานกับกระทรวงคมนาคม เพื่อพิจารณากู้ยืมจากสถาบันการเงินภายในกรอบวงเงินดังกล่าว
  3. กรมทางหลวงแจ้งให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ทราบว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้โอนเงินให้กรมทางหลวงจ่ายค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินแล้วจนถึง ณ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547 เป็นเงิน 4,611.74 ล้านบาท และกรมทางหลวงได้ตรวจสอบค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินในทางพิเศษสายบางพลี - สุขสวัสดิ์ โดยใช้ราคาปัจจุบัน ซึ่งค่าที่ดินและวัสดุก่อสร้างได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีกครั้งหนึ่งแล้ว ผลปรากฎว่าวงเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 1,600 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังไม่ได้รวมถึงเงินค่าทดแทนที่เพิ่มจากผลการพิจารณาอุทธรณ์ และค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นตามคำพิพากษาของศาล รวมทั้งค่าทดแทนเนื้อที่ดินที่เพิ่มขึ้นตามผลการรังวัดของสำนักงานที่ดิน จึงขอให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยดำเนิการจัดหาและโอนเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่มจากวงเงินเดิมอีกจำนวน 1,600 ล้านบาท ให้กรมทางหลวงโดยด่วนด้วย ทั้งนี้ จำนวนเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ขอเพิ่มจำนวน 1,600 ล้านบาท เป็นจำนวนที่เพิ่มยอดจากที่ กทพ. ได้โอนให้กรมทางหลวงจ่ายค่าจัดกรรมสิทธิ์ไปแล้ว 4,611.74 ล้านบาท
  4. จากข้อ 3. ทำให้ กทพ. จะต้องขออนุมัติขยายค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเพิ่มอีก 917.36 ล้านบาท {1,600 - (5,294.38 - 4,611.74 = 682.64) }
    นอกจากนี้โดยที่ผู้ถูกเวรคืนมีสิทธิตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่า ด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ที่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์และฟ้องร้องคดีต่อศาลได้ ดังนั้น ควรขออนุมัติคณะรัฐมนตรีเพิ่มเงินค่าทดแทนในขั้นตอนค่าอุทธรณ์และฟ้องร้องคดีเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ของจำนวนเงินค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินที่กรมทางหลวงขอเพิ่มอีกจำนวน 917.36 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเงินเพิ่มอีกจำนวน 183.48 ล้านบาท
    รวมเป็นเงินค่ากรรมสิทธิ์ที่ดินที่ กทพ. จะต้องขออนุมัติขยายวงเงินเพิ่มอีกทั้งสิ้น 1,100.84 ล้านบาท (917.36 + 183.48)

7. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้วมีมติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม เป็นประธานกรรมการ เห็นควรอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2548 เป็นต้นไป และให้รับความเห็นชอบของ สำนักงบประมาณ รวมทั้งประเด็นอภิปรายไปพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2523 ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "สถานศึกษาของทางราชการ" ให้มีความหมายครอบคลุมถึงสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในสังกัดส่วนราชการ คำว่า "สถานศึกษาของเอกชน" ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 และคำว่า "บุตร" ให้มีอายุขั้นต่ำ 3 ปี จากเดิมที่มิได้กำหนดไว้
  2. ขยายสิทธิการเบิกจ่ายค่าการศึกษาของบุตรให้แก่ผู้มีสิทธิที่มีบุตรศึกษาอยู่ในหลักสูตรระดับปริญญา ทั้งสถานศึกษาของทางราชการและสถานศึกษาของเอกชน โดยกำหนดให้มีสทธิได้รับค่าการศึกษาของบุตรครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด จากเดิมที่กำหนดให้เฉพาะหลักสูตรไม่สูงกว่าอนุปริญญาตรีหรือเทียบเท่าเต็มจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
  3. ควบคุมการเบิกจ่ายกรณีผู้มีสิทธิมีคู่สมรสซึ่งมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรจากหน่วยงานอื่น จะไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรจากทางราชการ เว้นแต่ค่าการศึกษานั้นต่ำกว่าที่ผู้มีสิทธิจะได้รับตามร่างพระราชกฤษฎีกาฯ ให้มีสิทธิได้รับเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่

8. เรื่อง ร่างข้อเสนอการจัดทำงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549

คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างข้อเสนอการจัดทำงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอแล้วมีมติเห็นชอบดังนี้

ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายขยายระบบบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการให้ครอบคลุมทุกจังหวัด ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 เป็นต้นมานั้น สำนักงบประมาณได้สนับสนุนระบบบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการมาโดยตลอด แต่ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่าส่วนราชการต่าง ๆ ยังไม่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาจังหวัดเท่าที่ควร เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านระยะเวลา และมีความสับสนในทางปฏิบัติ ดังนั้น เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม และให้ส่วนราชการและจังหวัดมีแนวทางการดำเนินงานในการจัดทำงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้

  1. มีการกำหนดสัดส่วนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2549 สำหรับงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ เพื่อให้มีกรอบวงเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับรองรับโครงการที่คิดริเริ่มจากจังหวัด เพื่อให้มีกรอบวงเงินจำนวนหนึ่งไว้สำหรับรองรับโครงการที่คิดริเริ่มจากจังหวัดตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ซึ่งเป็นการปรับกระบวบการจัดทำงบประมาณจากเดิมที่ให้ส่วนราชการเป็นผู้วางแผนและเสนอขอตั้งงบประมาณทั้งในภารกิจส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมาเป็นการเปิดโอกาสให้จังหวัดมีส่วนร่วมในการเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อสนับสนุนให้จังหวัดมีบทบาทเสมือนหน่วยธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ (strategic Business Unit) อย่างแท้จริง ที่สามารถวินิจฉัยสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค และกำหนดแนวทางแก้ไข ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ ให้เป็นเป้าหมายของแผนงาน/โครงการที่กำหนดในระดับจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดและยุทธศาสตร์ชาติ อันจะส่งผลให้นโยบายการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการประสบผลสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 เห็นควรกำหนดสัดส่วนวงเงินสำหรับงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการไว้ จำนวน 40,000 ล้านบาท การกำหนดวงเงิน จำนวน 40,000 ล้านบาท ดังกล่าวข้างต้น ประมาณการโดยใช้วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ที่หัวหน้าส่วนราชการมอบอำนาจการบริหาร งบประมาณให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด (ไม่รวมงบบุคลากรและงบเงินอุดหนุน) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2546 มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนเขตเลือกตั้ง 400 เขต เขตละ 100 ล้านบาท
  2. การจัดสรรงบประมาณในปี 2549 ของจังหวัดแบบบูรณาการยังคงผ่านส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยให้จังหวัดเสนอขอตั้งงบประมาณภายในกรอบวงเงินที่ได้รับจัดสรรไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนราชการ ต้องให้ความสำคัญกับโครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัดที่จังหวัดเสนอขอตั้งงบประมาณไป และบรรจุเป็นส่วนหนึ่งขอคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 โดยแยกรายการงบประมาณของแต่ละจังหวัดให้ชัดเจน
  3. ให้จังหวัดเป็นผู้บูรณาการการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของทุกหน่วยงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด/จังหวัด โดยมีการกำหนดโครงการให้ครอบคลุมทุกภารกิจและทุกภาคส่วนที่ดำเนินงานในจังหวัด และมีการจำแนกประเภทโครงการ หน่วยงานรับผิดชอบและแหล่งเงินไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งประสานงานกับส่วนกลางเพื่อตรวจสอบความพร้อมของโครงการ และความสอดคล้องกับเป้าหมายของหน่วยงานและกระทรวง และพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการที่มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ทันที
  4. มีกลไกการพิจารณากลั่นกรองคำขอตั้งงบประมาณอย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน โดยใช้กลไกการทำงานของคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) และการทำงานร่วมกันระหว่างส่วนราชการ จังหวัด และสำนักงบประมาณ เพื่อให้คำขอตั้งงบประมาณจากจังหวัดได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและมีความเหมาะสมคุ้มค่ากับการลงทุน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน นอกจากนี้ยังมีการกำหนดลักษณะโครงการตามแผนการจัดสรรงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาคัดเลือกโครงการที่จะเสนอขอตั้งงบประมาณให้เป็นโครงการที่อยู่ภายในกรอบภารกิจที่กำหนด และมีความพร้อมในการดำเนินงาน
  5. มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรกรอบวงเงิน 40,000 ล้านบาท ให้แก่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อให้แต่ละจังหวัดได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 อย่างเป็นธรรมและเหมาะสมกับความจำเป็น โดยพิจารณา 3 ทางเลือก ดังนี้
    • ทางเลือกที่ 1 จัดสรรตามฐานประชากรของแต่ละจังหวัด ซึ่งมีข้อเสียทำให้งบประมาณสำหรับจังหวัดเล็ก ที่มีประชากรน้อย แตกต่างจากจังหวัดใหญ่ค่อนข้างมาก
    • ทางเลือกที่ 2 แบ่งการจัดสรรออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ 1 ร้อยละ 50 ของวงเงินทั้งสิ้น จัดสรรให้เท่ากัน ทุกจังหวัด เพื่อเป็นตัวแปรที่กำหนดให้แต่ละจังหวัดมีงบประมาณสำหรับการปรับฐานการพัฒนาให้ใกล้เคียงกัน เนื่องจากปัจจุบันแต่ละจังหวัดได้รับการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกันทำให้เกิดช่องว่างของการพัฒนาขึ้น ซึ่งตัวแปรดังกล่าวจะช่วยลด ช่องว่างลงได้ ส่วนที่เหลืออีกร้อยะ 50 ของวงเงินทั้งสิ้น จัดสรรตามฐานประชากรของแต่ละจังหวัด เป็นหลักเกณฑ์ที่ คณะกรรมการสนับสนุนระบบบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (กสจ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้ให้ความเห็นชอบสำหรับจัดสรรงบประมาณปี 2548 สำหรับการบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (1,500 ล้านบาท) ซึ่งจังหวัดที่มีประชากรน้อยจะไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีประชากรแฝงเป็นจำนวนมาก
    • ทางเลือกที่ 3 แบ่งการจัดสรรออกเป็น 4 ส่วน คือส่วนที่ 1 ร้อยละ 40 ของวงเงินทั้งสิ้น จัดสรรให้เท่ากัน ทุกจังหวัด ส่วนที่ 2 ร้อยละ 40 ของวงเงินทั้งสิ้น จัดสรรตามฐานประชากรของแต่ละจังหวัด ส่วนที่ 3 ร้อยละ 15 ของวงเงินทั้งสิ้น จัดสรรผกผันตามรายได้ต่อหัวของประชากรในแต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นตัวแปรเพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับสภาพความรุนแรงของปัญหาความยากจนในแต่ละจังหวัด และส่วนที่ 4 ที่เหลืออีกร้อยละ 5 ของวงเงินทั้งสิ้น จัดสรรตามผลการจัดเก็บภาษีสรรพากรของแต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นตัวแปรเพื่อสนับสนุนให้สภาพเศรษฐกิจของจังหวัดสามารถขับเคลื่อนได้ดีอย่งต่อเนื่อง
    • จากการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือกแล้ว พบว่าทางเลือกที่ 3 เป็นทางเลือกที่มีความเหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด จึงเห็นสมควรกำหนดให้ทางเลือกที่ 3 เป็นหลักเกณฑ์การจัดสรรกรอบวงเงินให้แต่ละจังหวัด
  6. มีการกำหนดปฏิทินและขั้นตอนการจัดทำงบประมาณจังหวัดแบบบูรณาการ โดยให้มีระยะเวลาที่สอดคล้องกับปฏิทินงบประมาณประจำปี 2549 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อให้การส่งคำขอตั้งงบประมาณจากจังหวัดให้แก่ส่วนราชการต่าง ๆ เป็นไปตามกำหนด

9. เรื่อง เงินอุดหนุนค่าก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องเงินอุดหนุนค่าก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแล้ว มีมติเห็นชอบในหลักการและให้รับข้อสังเกตของที่ประชุมไปดำเนินการต่อไป

กระทรวงการคลังแจ้งว่า ได้รับรายงานจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 กรกฎาคม 2547 ดังนี้

  1. กค. สงป. สศช. และ กทพ. ได้ประชุมหารือเพื่อพิจารณาจำนวนเงินที่รัฐบาลจะอุดหนุนค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานของโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก รวม 2 ครั้ง ซึ่งผลการพิจารณาได้ข้อสรุปดังนี้
    • 1.1 เมื่อพิจารณาถึงฐานะการเงินและภาระหนี้สินของ กทพ. ในปัจจุบัน กทพ. ไม่ควรจะลงทุนโครงการใหม่ แต่เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการขยายโครงข่ายทางพิเศษเพื่อรองรับปริมาณจราจรที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต กทพ. จึงต้องดำเนินโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก
    • 1.2 ในการพิจารณากำหนดเงินอุดหนุนค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานของโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก ควรคำนึงถึงความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถปรับค่าผ่านทางตามแผนงานที่กำหนดไว้ และการเพิ่มสูงขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งในปัจจุบันพันธบัตร กทพ. อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 5.6
    • 1.3 โครงการทางพิเศษจะช่วยแบ่งเบาปริมาณจราจรบนถนนก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคม จึงมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสู่ง แต่ผลตอบแทนทางการเงินต่ำเพราะมีค่าลงทุนสูง เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินการได้และ มิให้ กทพ. มีปัญหาทางการเงินเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลควรให้เงินอุดหนุนระดับหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนทางการเงินของโครงการใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยตลาด ซึ่งที่ผ่านมา กทพ. ได้กำหนดให้อัตราผลตอบแทนทางการเงินเท่ากับร้อยละ 12 และลดลงเหลือร้อยละ 8 ตามภาวะการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยตลาด สำหรับโครงการทางพิเศษสายรามอินทราวงแหวนรอบนอก คาดว่าจะต้องกู้เงินเพื่อจ่ายค่างานก่อสร้างในช่วงปี 2549-2551 อัตราดอกเบี้ยอาจจะเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 5.6 เป็นร้อยละ 6 หรือมากกว่า ด้วยเหตุนี้ผลตอบแทนของโครงการนี้ควรจะเป็นค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันและอนาคต คือ ประมาณร้อยละ 5.8
    • 1.4 โครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก อาจจะทำให้ปริมาณรถที่มาใช้โครงข่ายพิเศษเพิ่มขึ้น ในการพิจารณาผลตอบแทนทางการเงินควรนำรายได้ของโครงข่ายทางพิเศษที่จะเพิ่มขึ้นจากการมีโครงการนี้เข้าไปคิดรวมด้วย
    • 1.5 ปัจจุบันรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้แก่ กทพ. เพื่อชำระค่าดอกเบี้ยของโครงการทางพิเศษบูรพาวิถี ประมาณปีละ 1,700-2,000 ล้านบาท จนถึงปีงบประมาณ 2549 และตั้งแต่ปีงบประมาณ 2550 เป็นต้นไป รัฐบาลจะไม่จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระค่าดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่ กทพ. ดังนั้นรัฐบาลจึงยังมีงบประมาณเพียงพอที่จะนำมาอุดหนุนค่าก่อสร้างของโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกให้แก่ กทพ. ได้
    • 1.6 เมื่อพิจารณาถึงผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ และสถานะการเงินของ กทพ. ในช่วงปี 2547-2568 ปรากฎว่าถ้าผลตอบแทนของโครงการเท่ากับร้อยละ 5.8 รัฐบาลจะต้องให้เงินอุดหนุนค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงาน 3,429 ล้านบาท แต่ถ้ารวมรายได้ของโครงข่ายทางพิเศษที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากโครงการนี้ เงินอุดหนุนจะลดลงเหลือ 3,262 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 48.7 ของค่าก่อสร้าง และค่าควบคุมงาน สำหรับสถานะการเงินของ กทพ. ในช่วงปี 2547-2568 ถ้าไม่มีการลงทุนในโครงการใหม่ กทพ. จะประสบปัญหาเงินสดขาดมือ 7 ปี ในปี 2548-2552,2554 และ 2556 เป็นเงินทั้งสิ้น 27,416 ล้านบาท และ กทพ. จะแก้ปัญหาโดยการกู้เงินเพิ่มเติม 47,600 ล้านบาท แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรี มีนโยบายให้ กทพ. ก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก ถ้า กทพ. ได้รับเงินอุดหนุนค่า จัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมด และค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานร้อยละ 48.7 (ประมาณ 3,262 ล้านบาท) สถานะการเงินของ กทพ. จะไม่แตกต่างจากปัจจุบัน เพราะเงินสดขาดมือ 7 ปี เช่นเดียวกัน รวมเป็นเงิน 27,408 ล้านบาท และกู้เพิ่มเติม 47,700 ล้านบาท
  2. จากผลสรุปการพิจารณาตามข้อ 1 ทั้ง 4 หน่วยงาน จึงมีมติเห็นควรให้รัฐบาลสนับสนุนค่าก่อสร้างและค่าควบคุมของโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก ร้อยละ 48.7 ของวงเงินที่จ่ายจริง (ประมาณ 3,262 ล้านบาท) และให้ กทพ. นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
  3. เนื่องจากในการดำเนินโครงการทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอก รัฐบาลให้เงินอุดหนุนแก่ กทพ. ในลักษณะการเพิ่มทุนของภาครัฐ ประกอบด้วย ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดเท่าที่จ่ายจริง ซึ่งประมาณการเบื้องต้นเป็นเงิน 7,011 ล้านบาท ค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานร้อยละ 48.7 ของวงเงินที่จ่ายจริง (ประมาณ 3,262 ล้านบาท) ดังนั้น ค่าก่อสร้างและค่าควบคุมงานส่วนที่เหลือ กทพ. จะพิจารณากู้เงินจากแหล่งเงินกู้ในประเทศ
  4. ในปีงบประมาณ 2548 กทพ. มีแผนการเบิกจ่ายค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1,599 ล้านบาท จึงได้มีหนังสือถึงสำนักงบประมาณ เพื่อขอความอนุเคราะห์จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เพื่อจ่ายค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว แต่เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด สำนักงบประมาณจึงให้ กทพ. ประสานกับ กค. เพื่อพิจารณากู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินที่มีเงื่อนไขเหมาะสมไปดำเนินการก่อน และจะพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนเงินต้น ค่าใช้จ่ายทางการเงิน และดอกเบี้ยเงินกู้ตามความจำเป็น

10. เรื่อง การรื้อย้าย รื้อถอน สร้างทดแทนสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่กีดขวางงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการขออนุมัติดำเนินการรื้อย้าย รื้อถอน สร้างทดแทนสาธารณูปโภคและ สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่กีดขวางงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตามที่กระทรวงคมนาคม เสนอแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติงบประมาณแผ่นดินเพื่อดำเนินการรื้อย้ายสาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่กีดขวางงานก่อสร้าง จำนวน 340 ล้านบาท เนื่องจากโครงการนี้เป็นงานก่อสร้างขนาดใหญ่และมีระบบที่ซับซ้อนและต้องเร่งรัดดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล รฟท. ได้เร่งดำเนินโครงการนี้ในการประกวดราคาหาผู้รับจ้างตามลำดับ ขั้นตอนและเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาข้อเสนอของผู้ร่วมประกวดราคา ทั้งนี้ รฟท. จำเป็นต้องเร่งเตรียมงานต่างๆ ล่วงหน้าเพื่อมิให้การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการฯ ต้องล่าช้าและเกิดความเสียหาย รฟท. ได้ดำเนินการตรวจสอบจากรายงานแบบรายละเอียดฉบับสุดท้าย (Final Detailed Design) ซึ่งที่ปรึกษาของ รฟท. เพิ่งส่งมอบให้ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2547 และได้งบประมาณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการรื้อย้าย รื้อถอน สร้างทดแทน สาธารณูปโภคและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ในส่วนของ รฟท. ตลอดจนของอาคารผู้เช่าและของชุมชนผู้บุกรุกซึ่งกีดขวางงานก่อสร้างโครงการฯ โดยขอให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด
  2. เห็นชอบให้รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภค เช่น การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง และบริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีสิ่งปลูกสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่กีดขวางโครงการในพื้นที่ของ รฟท. ให้ความร่วมมือในการเร่งดำเนินการรื้อย้ายหรือรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ รฟท. ต้องออกแบบก่อสร้างฯ เพื่อหลบหลีกระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ดังกล่าว ในกรณีที่ไม่สามารถรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากแนวเขตก่อสร้างโครงการได้เพราะจะมีผลกระทบต่อประชาชนที่ใช้สาธารณูปโภคในชีวิตประจำวัน เช่น อุโมงค์ท่อประปาใต้ดิน สายส่งไฟฟ้าแรงสูงและท่อรวมอุปกรณ์ใต้ดินระบบโทรศัพท์ เป็นต้น

11. เรื่อง จัดสรรงบประมาณค่าสาธารณูปโภคที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายจริง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรงบประมาณค่าสาธารณูปโภคที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่ายจริงตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แล้วมีมติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2.1 (ฝ่ายการศึกษาและการสาธารณสุข) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธานเห็นควรให้ความเห็นชอบแนวทางการจัดสรร งบประมาณค่าสาธารณูปโภคของสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษา ดังนี้

  1. อนุมัติให้มหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาได้รับการจัดสรรงบประมาณค่าสาธารณูปโภคโดยรวมในอัตราร้อยละ 75 ของค่าสาธารณูปโภคที่จ่ายจริงประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 โดยผ่อนผันให้ไม่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 เรื่อง การปรับปรุงแนวทางและมาตราการเกี่ยวกับการชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระให้แก่รัฐวิสาหกิจโดยไม่ต้องลดค่าใช้จ่ายลงร้อยละ 5 และให้ถือว่าเป็นวงเงินงบประมาณสูงสุดที่มหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาควรจะได้รับจัดสรร หากมีการใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ให้เป็นภาระที่มหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาจะต้องรับผิดชอบในการชำระค่าสาธารณูปโภคด้วยเงิน รายได้ให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนั้นๆ อย่างเคร่งครัด โดยไม่ให้มีหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ ทั้งนี้ ควรจะได้มีการจัดกลุ่มมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาโดยคำนึงถึงความเหมาะสมและขีดความสามารถของแต่ละหน่วยงานที่จะร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายค่าสาธารณุปโภคมาประกอบการพิจารณาในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณค่าสาธารณูปโภคด้วย
  2. อนุมัติให้มหาวิทยาลัย/สถาบันการศึกษาได้รับการจัดสรรงบประมาณค่าสาธารณูปโภคโดยรวม ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,097,160,000 บาท เพิ่มจากที่ได้จัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เป็นจำนวน 193,660,000 บาท หรือร้อยละ 10.17 โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรให้แต่ละมหาวิทยาลัย โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและขีดความสามารถของแต่ละหน่วยงานที่จะร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีภาระที่ทำให้ค่าใช้จ่ายตามวงเงินดังกล่าวเปลี่ยนไป ให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นภาระในการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวอีก
  3. อนุมัติในหลักการให้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมได้ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายหนี้ค่าสาธารณูปโภคที่ค้างชำระของมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษา ก่อนปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 โดยให้กระทรวงศึกษาธิการรวบรวมข้อมูลให้มีความชัดเจนและขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการเสนอรายงานว่า

  1. มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ขอให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณ เงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อเป็นค่าสาธารณูปโภคที่ค้างจ่ายของมหาวิทยาลัย เนื่องจากได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริง
  2. สำนักงบประมาณแจ้งว่า เงินงบกลางฯ มีจำนวนจำกัดและยังมีภารกิจในด้านอื่นๆ ที่จำเป็นเร่งด่วนรอการจัดสรรอีกเป็นจำนวนมาก ขอให้มหาวิทยาลัยนเรศวรใช้เงินรายได้หรือปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ พ.ศ. 2547 ก่อน และเสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รวบรวมปัญหาค่าสาธารณูปโภคของสถาบันอุดมศึกษาในสังกัด นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับทราบนโยบายและแนวทางแก้ไขในภาพรวมต่อไป
  3. สำนักงานคณะกรรมการดารอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของสำนัก งบประมาณในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณค่าสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริงดังนี้
    • 3.1 นำเงินรายได้ เงินนอกงบประมาณ และเงินเหลือจ่ายในแต่ละปีงบประมาณมาสมทบเพื่อชำระหนี้
    • 3.2 มีมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าสาธารณูปโภคทุกประเภท โดยให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และมีการรณรงค์ขอความร่วมมือทุกคนที่เกี่ยวข้องช่วยกันประหยัด
    • 3.3 ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดพลังงานหรือวิธีการอื่นเพื่อให้เกิดการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • 3.4 ปรับแผนการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น
  4. กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของสำนัก งบประมาณตามข้อ 3 แล้ว แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และทำให้เสียโอกาสในการพัฒนากิจกรรมด้านอื่นๆ ที่วางแผนไว้ และสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่ง ยังมีหนี้ค้างชำระค่าสาธารณูปโภคโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเป็นเงินจำนวนมาก

12. เรื่อง การปราบปรามการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการปราบปรามการร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพตามที่สำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภคเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอดังนี้

  1. ให้คณะกรรมการว่าด้วยฉลากตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กำหนดให้สินค้าประเภทที่ดินอนเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากโดยให้มีการระบุวัสดุที่ใช้ในการผลิต เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้รับทราบ อันเป็นการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตามกฎหมาย
  2. ให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณากำหนดให้ที่นอนเป็น สินค้าที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน โดยระบุประเภทวัสดุที่ใช้ผลิต การยุบตัวของที่นอนและอายุการใช้งาน เป็นต้น
  3. ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมพิจารณากำหนดให้สถานประกอบการผลิตที่นอนต้องอยู่ในความควบคุมตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535
  4. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด พิจารณาให้การคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคเกี่ยวกับการแสดงข้อความฉลากสินค้า และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271,341 หรือ 343 โดยให้ติดตามตรวจสอบโรงงานผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าประเภทที่นอนที่ใช้วัสดุไม่มีคุณภาพ หากพบผู้กระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดตามนัยดังกล่าว และให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนระมัดระวังการซื้อสินค้าดังกล่าว และแจ้งเบาะแสแหล่งผลิตและผู้จำหน่ายแก่ทางจังหวัดด้วย

สำนักงานคณะกรรมการผู้บริโภค (สคบ.) รายงานว่า

  1. สคบ. ได้รับการร้องเรียนจากอาสาสมัครคุ้มครองผู้บริโภค (อสคบ.) แจ้งให้ทราบว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดต่างๆ รวม 16 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี อุบลราชธานี นครราชสีมา ขอนแก่น สุรินทร์ อุดรธานี สมุทรปราการ แพร่ ตรัง อำนาจเจริญ และนนทบุรี ได้ซื้อที่นอนจากรถเร่ขายสินค้าภายในหมู่บ้านในราคาหลังละ 2,000 - 3,000 บาท หลังจากนำมาใช้งานได้ประมาณ 1 เดือน ที่นอนได้ยุบตัวเป็นหลุมไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป เมื่อตรวจสอบวัสดุภายในพบว่า เป็นแผ่นโฟมขึ้นรูปและกระดาษแข็งลูกฟูก ใช้แทนฟองน้ำหรือนุ่นที่ใช้กันตามปกติ กรณีดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการหลอกลวงขายสินค้า โดยนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพมาจำหน่ายทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย นอกจากนั้นแล้วยังแจ้งว่ามีการผลิตสินค้าในจังหวัดชลบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี นนทบุรี สระบุรี สมุทรปราการ ราชบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร
  2. สคบ. ได้ประสานไปยังกองบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและได้รับรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ได้ตรวจสอบสถานที่ผลิตที่นอน จังหวัดชลบุรี ปรากฏว่า มีการผลิตที่นอนที่ไม่มีคุณภาพตามที่ผู้ร้องเรียนให้ข้อเท็จจริง
  3. รองนายกรัฐมนตรี ( นายพินิจ จารุสมบัติ) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้มีบัญชาว่า เพื่อเป็นการปราบปรามต้นตอการผลิตสินค้าดังกล่าวให้หมดไป และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ทราบ จึงได้มอบหมายให้ สคบ. ร่วมกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสระบุรี และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าทำการปราบปรามการผลิตที่นอนที่ไม่มีคุณภาพพร้อมกัน จำนวน 6 แห่ง ในวันที่ 9 ธันวาคม 2547 ดังนี้
    • 3.1 กรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน จำนวน 4 แห่ง
    • 3.2 จังหวัดปทุมธานี อำเภอลาดหลุมแก้ว จำนวน 1 แห่ง
    • 3.3 จังหวัดสระบุรี จำนวน 1 แห่ง
    • ผลการตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ประกอบการมีการผลิตและจำหน่ายที่นอนที่ทำด้วยโฟม ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่มีการจำหน่ายจากร้านค้า หรือห้างสรรพสินค้าโดยทั่วไป แต่เป็นการจำหน่ายด้วยวิธีการใช้รถเร่ขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งที่นอนดังกล่าวมีอายุการใช้งานที่สั้นกว่าปกติ คือ ประมาณ 1 เดือนเท่านั้น
  4. การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบการ ได้แก่พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 52 บัญญัติเกี่ยวกับการแสดงฉลากสินค้า โดยไม่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฉลากสินค้าให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่ง สคบ. จะได้ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป นอกจากนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประมวลรัษฎากร เป็นต้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

13. เรื่อง การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2548

คณะรัฐมนตรีรับทราบประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/16464 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2547 คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 16 เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน ตลอดจนเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายค่าจ้างและการให้ข้อแนะนำภาคเอกชนเกี่ยวกับการกำหนดค่าจ้างและการปรับค่าจ้างประจำปี และหน้าที่อื่นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นั้น

บัดนี้ กระทรวงแรงงานได้รับรายงานจากคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 16 ว่าได้นำผลการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 15 (ชุดที่แล้ว) พร้อมด้วยข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน เรื่องขอให้ปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 200 บาทเท่ากันทั่วประเทศ และข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ภาวะการครองชีพเพิ่มสูงกว่าปีก่อนมาก จึงควรปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ ซึ่งการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้คณะกรรมการค่าจ้างมั่นใจว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ หรือเป็นเหตุให้ราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจนมีผลกระทบต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชนทั่วไป จึงมีมติให้กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 ในกลุ่มท้องที่บังคับใช้ดังต่อไปนี้

ทั้งนี้ ให้อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานในอัตราวันละ 137 บาท

กระทรวงแรงงานจึงได้จัดทำประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ในการนี้กระทรวงแรงงานพิจารณาเห็นว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการค่าจ้างตามมาตรา 79 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมีผลกระทบต่อนายจ้างและลูกจ้างทั่วประเทศ จึงเห็นความนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ทั้งนี้ ได้จัดส่งประกาศฯ ฉบับดังกล่าวเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประจำเดือนธันวาคม 2547 แล้ว


14. เรื่อง การว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณแผ่นดินตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)ได้เสนอรายงานต่อกระทรวงคมนาคมเพื่อว่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วงเงิน 454 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการเร่งด่วนที่จะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการบริการผู้โดยสารที่เดินทางผ่านเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนระบบรางที่มีอยู่ให้ครอบคลุมทั่วถึงพื้นที่ด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รฟท. ได้เร่งดำเนินการโครงการนี้ในการประกวดราคาหาผู้รับจ้างตามลำดับขั้นตอนและเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี และขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนพิจารณาข้อเสนอของผู้เข้าร่วมประกวดราคา โดยคาดว่าจะได้ผู้ชนะการประกวดราคาสามารถเริ่มทำการก่อสร้างได้ในราวเดือนกุมภาพันธ์ 2548

ดังนั้น รฟท. จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการจ้างที่ปรึกษาทำหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างของโครงการฯ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามสัญญาฯ และถูกต้องตามหลักวิชาชีพทางวิศวกรรมในระดับสากล ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการควบคุมงานสามารถเริ่มต้นได้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติงานของผู้รับเหมาที่ชนะการประกวดราคา โดยมิให้เป็นอุปสรรคต่องาน ก่อสร้างทำให้โครงการฯ ล่าช้าเสียหายได้ โดยขอให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ผลการดำเนินงานตามโครงการฯ ของ รฟท.

  1. รฟท. ได้ดำเนินการว่าจ้างบริษัทโชติจินดา มูเชล คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นเงิน 15.948 ล้านบาท โดยใช้จ่ายจากงบประมาณปี 2547 เพื่อเป็นที่ปรึกษาประเมินและคัดเลือกผู้รับจ้างก่อสร้าง
  2. รฟท. ได้ประกาศเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2547 เชิญชวนผู้สนใจก่อสร้างโครงการฯและเปิดขายเอกสารประกวดราคาระหว่างวันที่ 20 - 30 สิงหาคม 2547 ปรากฏว่ามีผู้ซื้อเอกสาร จำนวน 7 ราย โดยมีกำหนดยื่นข้อเสนอในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งได้มีผู้ยื่นข้อเสนอรวม 3 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือก

15. เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิต

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการแก้ไขปัญหาการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิตตามที่กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมเสนอ โดยทำการปรับเปลี่ยนลดราคาค่าผ่านทางของทางยกระดับตลอดสายเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในอัตราค่าผ่านทาง 20 บาทต่อคัน สำหรับรถยนต์ที่มีล้อไม่เกิน 4 ล้อ และลดค่าผ่านทาง สำหรับรถยนต์ที่มีล้อเกินกว่า 4 ล้อลงเหลือไม่เกิน 50 บาทต่อคัน ที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการดังนี้

กรมทางหลวงกระทรวงมหาดไทยรายงานว่า ปัจจุบันสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครติดขัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนวิภาวดีรังสิต และถนนที่เชื่อมต่อกับถนนวิภาวดีมีปัญหาการจราจรติดขัดอย่างรุนแรง อันก่อให้เกิดผลกระทบต่อการระบบคมนาคมขนส่งใน กทม. ทั้งระบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม รวมทั้งสูญเสียเงินตราในการสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น สภาพการจราจรที่ติดขัดบนถนนวิภาวดีรังสิตจะติดขัดในระดับพื้นราบมาก แต่ในส่วนที่เป็นทางยกระดับปริมาณการจราจรยังเบาบางสามารถรองรับปริมาณการจราจรเพิ่มได้อีก และถ้าสามารถจูงใจให้ผู้ใช้ทางในพื้นที่ราบขึ้นไปใช้บนทางยกระดับได้บางส่วนก็จะทำให้การจราจรในระดับพื้นราบเบาบางลง และมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น ในการประชุมระหว่างกรมทางหลวงและบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 สรุปว่า ปัจจุบันการจราจรบนถนนวิภาวดีรังสิตหนาแน่นในพื้นที่ราบประมาณ สองแสนห้าหมื่นคันต่อวัน ส่วนบนทางยกระดับมีปริมาณจราจรประมาณ หนึ่งแสนคันต่อวัน ยังสามารถรองรับได้อีก แปดหมื่นคันต่อวัน บริษัทมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 3.3 ล้านบาทเศษ ในอัตราที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันสำหรับรถเก๋ง 4 ล้อ คือช่วงจากดินแดง - ดอนเมือง 30 บาทต่อคัน ส่วนที่เชื่อมต่อจากดอนเมือง - อนุสรณ์สถาน 13 บาทต่อคัน ในส่วนของกรมทางหลวงจัดเก็บช่วงอนุสรณ์สถาน - รังสิต 10 บาทต่อคัน รวมตลอดทั้งสาย 53 บาทต่อคัน ถ้าอัตราค่าผ่านทางลดลง ก็จะเป็นการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ทางยกระดับมากขึ้น จากการศึกษาของกรมทางหลวง ถ้าค่าผ่านทางลดลงเหลือ 20 บาท จะเป็นการจูงใจประชาชนให้ใช้ทางยกระดับมากยิ่งขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนซึ่งการจราจรติดขัด แต่ถ้าหากปริมาณรถเพิ่มขึ้นน้อยกว่า เจ็ดหมื่นคันต่อวัน บริษัทฯจะมีรายได้ลดลงจากเดิม รัฐก็ควรจะให้การสนับสนุนชดเชยในส่วนต่าง แต่หากรายได้รวมคงเดิมหรือมากกว่าเดิม ก็จะเป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของทุกฝ่าย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจราจรที่ติดขัดในถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบการจราจรในกรุงเทพมหานคร ให้คล่องตัวยิ่งขึ้นและเพื่อให้การเจรจาแก้ไขรายได้ของบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) สามารถดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาวโดยมีผลกำไรเยี่ยงธุรกิจที่ดีทั่วไป ผลการประชุมร่วมกันระหว่างกรรมทางหลวงกับบริษัทฯ จึงกำหนดให้มีการทดลองศึกษาปรับเปลี่ยนราคาค่าผ่านทาง (Price Elasticity ของผู้บริโภค) โดยมีรายละเอียด ดังนี้


16. เรื่อง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขอระดมเงินทุนระยะยาว จำนวน 39,000 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขอระดมเงินทุนระยะยาว จำนวน 39,000 ล้านบาท ตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กู้เงินในประเทศโดยการออกพันธบัตร จำนวน 36,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังค้ำประกัน
  2. อนุมัติให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาวิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่าง ๆ ของการกู้เงิน ดังกล่าวได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น

กระทรวงการคลังรายงานว่า

  1. ผลการดำเนินงานของ ธอส. ในปี 2545-2546 ปรากฏว่า ธอส. มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,111 ล้านบาท และ 3,607 ล้านบาท ตามลำดับ และในครึ่งปีแรกของปี 2547 ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2547 ธอส. มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,450 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2547 ธอส. ได้ปล่อยสินเชื่อใหม่ จำนวน 46,755 ล้านบาท เป็นผลให้ ธอส. มียอดสินเชื่อรวมจำนวน 3774,294 ล้านบาท สูงกว่ายอดสินเชื่อรวมของปี 2546 ที่มีจำนวน 347,960 ล้านบาท
  2. แผนการดำเนินงานในปี 2548 (มกราคม 2548- ธันวาคม 2549) ธอส. คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อตาม โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โครงการ

วงเงินประมาณ (ล้านบาท)

โครงการบ้านเอื้ออาทร ระยะที่ 1-2
- Pre finance
- Post finance
โครงการสินเชื่อแปลงสินทรัพย์เป็นทุน
โครงการให้สินเชื่อแก้ปัญหาความยากจน
โครงการขยายกลุ่มเป้าหมายลูกค้า
โครงการพัฒนาบริหารและทางเลือกของลูกค้า


1,800
2,630
500
500
45,000
29,570

รวมวงเงินงบประมาณ

80,000

โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2547 ธอส.คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้จำนวน 77,994 ล้านบาท ซึ่งสินเชื่อส่วนใหญ่อายุจะอยู่ระหว่าง 20-30 ปี

กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า ธอส. มีเป้าหมายว่าจะปล่อยสินเชื่อในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2547- กันยายน 2548 จำนวน 77,994 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการกู้เงิน จำนวน 36,000 ล้านบาท การระดมเงินฝากเพิ่ม จำนวน 22,197 ล้านบาท และส่วนที่เหลือมาจากการออกตั๋วสัญญาใช้เงิน (B/E) การออกบัตรรับฝากเงิน (FRCD) และการออกหนังสือยืนยันการรับฝากเงิน (RD) ซึ่งการระดมทุนเพื่อการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวที่ผ่านมาแหล่งเงินทุนส่วนใหญ่ของ ธอส. เป็นแหล่งเงินทุนระยะสั้นในขณะที่ ธอส. ปล่อยสินเชื่อระยะยาว จึงถือเป็นการไม่สอดคล้องกันระหว่างแหล่งที่มาของเงินและแหล่งที่ใช้ไปของเงิน (Mismatch Fund) ดังนั้น เพื่อให้ ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อตามแผนการดำเนินงาน และสามารถบริหารสินทรัพย์และหนี้สินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้ ธอส. ระดมทุนระยะยาวในประเทศในปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 โดยการออกพันธบัตรเพื่อการดำเนินงาน จำนวน 36,000 ล้านบาท


17. เรื่อง การจัดหารถยนต์ดับเพลิงสนับสนุนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการให้ใช้เงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เพื่อจัดหารถยนต์ดับเพลิงโดยให้จัดหาเท่าที่จำเป็น ส่วนเรื่องงบประมาณให้ตกลงรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

กระทรวงมหาดไทยเสนอรายงานตามที่ได้รับแจ้งจากกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ว่า

  1. นายกรัฐมนตรี ได้จัดประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ กอ. สสส. จชต. เมื่อวันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2547 ที่จังหวัดนราธิวาส โดยพิจารณาเห็นว่า สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 ยังไม่มีทีท่าจะสงบลง และยังคงมีการก่อความไม่สงบต่าง ๆ มีการลอบทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการลอบเผาอาคารที่ทำการราชการ โรงเรียน ตลอดจนบ้านเรือนประชาชน ตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2547 จำนวน 360 ครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินทั้งของประชาชนและส่วนราชการเป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อเกิดเพลิงไหม้ขึ้น การเข้าควบคุมเพลิงและการดับเพลิงของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติได้ยาก เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยเผชิญเหตุในการป้องกันและระงับอัคคีภัย ยังคงขาดแคลนเครื่องมือและรถยนต์ดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีดำริให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยจัดหารถยนต์ดับเพลิงสนับสนุนการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ กอ.สสส.จชต.ด้วย
  2. กอ. สสส. จชต. ได้ขอรับการสนับสนุนจาก กระทรวงมหาดไทยในการจัดหารถยนต์ดับเพลิงขนาดเล็กเพื่อให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่มีรถยนต์ดับเพลิงหรือมีแต่สภาพไม่สามารถใช้การได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งจัดฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนให้แก่ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเร่งด่วนกรณีพิเศษ ทั้งนี้ ในกรณีที่งบประมาณไม่เพียงพอขอให้พิจารณาจัดหาให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงภัย (พื้นที่สีแดง) เป็นกรณีสำคัญลำดับแรกก่อน และถ้าหากสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายใน 60-90 วัน ก็จะสอดคล้องกับการจัดฝึกอบรมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนให้สามารถใช้อุปกรณ์และเครื่องมือในการดับเพลิงและบรรเทาภัยได้ทันที หากมีการลอบวางเพลิงจากฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

18. เรื่อง การเข้าเป็นสมาชิก WTO ของรัสเซีย

คณะรัฐมนตรีรับทราบการลงนามเอกสารสรุปผลการเจรจาสองฝ่ายระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย เกี่ยวกับการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของสหพันธรัฐรัสเซีย และหนังสือแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการเปิดตลาดการค้าบริการธุรกิจสปาและร้านอาหารไทย ซึ่งลงนามโดย อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับนาย Alexey A. Kaulbars, Director, Department of State Regulation of Foreign Trade and Customs เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2547 โดยฝ่ายรัสเซียได้เสนอให้มีการลงนามเพื่อจะนำไปแจ้งกับองค์การการค้าโลกต่อไป ทำให้การเข้าเป็นสมาชิก WTO ของรัสเซียมีผลสมบูรณ์ โดยฝ่ายไทยได้ขอให้รัสเซียเปิดตลาดสินค้าและบริการให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าและลงทุนขยายตลาดในรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการค้าสินค้าและด้านการค้าบริการและการลงทุน


19. เรื่อง รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีด้านความร่วมมือในการรับซื้อสินค้าเกษตร 9 รายการ ภายใต้ AISP จากประเทศเพื่อนบ้าน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีด้านความร่วมมือในการรับซื้อสินค้าเกษตร 9 รายการภายใต้ AISP จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้พิจารณาการเพิ่มจำนวนผู้นำเข้าถั่วเหลือจากราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสหภาพพม่า โดยนำเข้าถั่วเหลืองได้เสรีและไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า ภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy : ACMECS) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย One Way Free Trade และภาระการรับซื้อถั่วเหลืองในประเทศของผู้นำเข้ารายใหม่

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ได้รายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (3 สิงหาคม 2547) สรุปได้ดังนี้ คือ การนำเข้าสินค้าเกษตร 9 รายภายใต้กรอบ ASIP แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มสินค้า ดังนี้

  1. สินค้าที่ไม่มีมาตรการนำเข้า ได้แก่ ข้าวโพดหวาน ละหุ่ง มะม่วงหิมพานต์ ยูคาลิปตัส ถั่งลิสง และลูกเดือย โดยสินค้าในกลุ่มนี้สามารถนำเข้าได้เสรีและไม่จำกัดปริมาณการนำเข้า
  2. สินค้าที่มีมาตรการนำเข้า ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันฝรั่ง กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ออกประกาศควบคุมและกำหนดมาตรการการนำเข้าโดยมีคณะกรรมการนโยบายที่เกี่ยวข้องแต่ละสินค้าเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าดังกล่าว

เนื่องจากถั่วเหลืองเป็นสินค้าที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายถั่วเหลืองและพืชน้ำมันอื่นดังนั้น ผู้นำเข้ารายใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายถั่วเหลืองและน้ำมันพืชอื่น และต้องรับซื้อ ถั่วเหลืองที่ผลิตได้ภายในประเทศตามราคาที่กำหนดเช่นเดียวกับผู้มีสิทธินำเข้ารายเดิม โดยผู้นำเข้าต้องทำสัญญารับซื้อ ถั่วเหลืองภายในประเทศกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์


20. เรื่อง การขยายทุนเรือนหุ้นของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และการแปลงหนี้เงินกู้ Yankee Bond เป็นทุนเรือนหุ้น

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพิ่มทุนเรือนหุ้นจากที่กำหนดไว้เดิม 30,000 ล้านบาท อีก 10,000 ล้านบาท รวมเป็น 40,000 ล้านบาท และเห็นชอบการแปลงหนี้เงินกู้ Yankee Bond ของ ธ.ก.ส. จำนวน 182.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,460 ล้านบาท) ณ อัตราแลกเปลี่ยน 40.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) เป็นทุนเรือนหุ้นโดยจะเพิ่มทุนเรือนหุ้นในส่วนของกระทรวงการคลังที่เท่ากับต้นเงินกู้ดังกล่าว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่า ธ.ก.ส. จะลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับเกษตรกรลูกค้าชั้นดีเยี่ยม (ชั้น AAA+) ลงอีกร้อยละ 1.00 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป และ ในโอกาสต่อไป หากมีความเหมาะสมก็ลดดอกเบี้ยลงอีกร้อยละ 0.50 ต่อปี เพื่อให้ ธ.ก.ส.มีศักยภาพและความคล่องตัวในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น

เนื่องจากขณะนี้เกษตรกรต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับสูง ดังนั้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนเกษตรกรลูกค้าชั้นดีเยี่ยม (ชั้นAAA+) ที่มีจำนวนมากถึง 1,618,700 ครัวเรือนหรือประมาณร้อยละ 54 ของเกษตรกรลูกค้าที่ทำธุรกิจกับธ.ก.ส.ทั้งหมด ประกอบกับ ธ.ก.ส. อยู่ระหว่างดำเนินงานตามนโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (ส่วนของหนี้นอกระบบ) รวมทั้งโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การรับจำนำผลิตผลเกษตรต่างๆ การให้สินเชื่อในโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง วิสาหกิจชุมชน โครงการ SPV สำหรับผลผลิตสำคัญและโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ซึ่งเป็นแผนงานที่เพิ่มจากแผนงานปกติ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตามวิธีการให้ สินเชื่อปกติของ ธ.ก.ส. ซึ่งการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว ธ.ก.ส.จะต้องมีทุนดำเนินงานจำนวนมากและต้องมีเงินกองทุนเพิ่มขึ้นให้เพียงพอ


21. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) เสนอให้มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ปฏิบัติหน้าที่ประธานในคณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและ ผู้ยากจน

ในปัจจุบันรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ปฏิบัติหน้าที่ประธานในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้น การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ประธานในคณะกรรมการทั้ง 3 คณะ คือ คณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร จะทำให้การดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของเกษตรกรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคณะกรรมการทั้ง 3 คณะดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการวางกรอบแนวยโยบายและมาตรการในการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของเกษตรกร ซึ่งในการดำเนินงานจะต้องมีการประสานงานและบูรณาการในการปฏิบัติงานกันอย่างใกล้ชิด


22. เรื่อง แนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอแนวทางปฏิบัติอันเนื่องมาจากอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงและให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งให้หน่วยงานต่าง ๆ รับทรายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนี้

  1. สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดวันที่ (6 มกราคม 2548) โดยคิดเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันที่ 5 มกราคม 2548
  2. รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 215 วรรคสอง บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ (วันถวายสัตย์) ดังนั้น คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะพ้นจากตำแหน่งอย่างแท้จริง ในวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ (วันถวายสัตย์ฯ)
  3. แนวทางปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่อายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
    • 3.1 คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยวินิจฉัยตามข้อหารือของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนธันวาคม 2533 ว่า "บทบัญญัติ มาตรา 154 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ตรงกับมาตรา 215 วรรคสองปัจจุบัน) มีผลทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งยังคงมีฐานะเดิมเพื่อรับผิดชอบในการบริหาราชการแผ่นดินอยู่ต่อไปอีกในช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ยังมิได้เข้ารับหน้าที่การลงชื่อตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีดังกล่าวจึงต้องเป็นการลงชื่อในตำแหน่งเดิมมิใช่เป็นการรักษาการหรือรักษาการในตำแหน่ง
    • 3.2 สำหรับข้าราชการการเมืองอื่น เช่น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม้พระราชบัญญํติข้าราชการการเมือง พ.ษ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมจะบัญญัติให้ออกจากตำแหน่งเมื่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้สั่งแต่งตั้งออกจากตำแหน่งแต่คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยวินิจฉัยเมื่อเดือนธันวาคม 2533 ว่า "คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อดำเนินงานไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ฉะนั้นแม้ว่าจะได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่แล้ว แต่ในขณะที่ยังมิได้มีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่เข้ารับหน้าที่ ฐานะของนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีคณะเดิมจึงยังคงมีอยู่เดิม เช่นเดียวกับรัฐมนตรีอื่น ๆ ในคณะรัฐมนตรีคณะนั้น ข้าราชการการเมืองที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2518 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (พระราชบัญญัติข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ปัจจุบัน) จึงยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป และจะพ้นจากตำแหน่งพร้อมกับการสิ้นสุดการอยู่ในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีผู้แต่งตั้ง ตามบทบัญญัติดังกล่าว" ดังนั้นข้าราชการการเมืองทั้งหลายที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแต่งตั้งยังคงปฏิบัติหน้าที่และได้รับเงินตอบแทนต่อไปได้จนกว่าจะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ลงอย่างแท้จริง แต่ต้องไม่เกินกว่าที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่
    • 3.3 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติ (23 พฤษภาคม 2538, 4 ตุลาคม 2539, 7 พฤศจิกายน 2543 และ 14 พฤศจิกายน 2543) กำหนดแนวทางปฏิบัติของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งและต้องอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่สรุปได้ดังนี้
      • (1) คณะรัฐมนตรีคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามปกติเว้นแต่เรื่องที่เห็นว่าเป็นนโยบายที่กำหนดขึ้นใหม่และก่อให้เกิดผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ให้พึงละเว้นการดำเนินการส่วนนั้น
      • (2) การประชุมคณะรัฐมนตรีให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปตามปกติ จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยจะพิจารณาจัดเฉพาะระเบียบวาระที่ด่วน หรือเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ หรือเมื่อรัฐมนตรีขอให้บรรจุวาระโดยไม่ใช่เรื่องผูกพันทางนโยบาย สำหรับเรื่องใดที่เห็นว่าเป็นนโยบายซึ่งจะมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เช่น การกำหนดนโยบายใหม่ การอนุมัติงบประมาณ การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่ เป็นต้น นอกจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะกลั่นกรองไว้ชั้นหนึ่งแล้ว คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีควรมีมติหรือคำสั่งให้เสนอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน หรือเรื่องต่อเนื่องจึงให้พิจารณาดำเนินการเป็นเรื่องๆ ไป
      • (3) การออกกฎหมายใหม่ ให้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติได้ แต่จะเป็นการดำเนินการในขั้นตอนการพิจารณาของคระรัฐมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเท่านั้น หรือถ้ามีความจำเป็นที่อาจดำเนินการในรูปของพระราชกำหนดได้ แต่ต้องเป็นเรื่องฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเหลี่ยงได้และเข้าหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นส่วนการตราพระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวงยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
      • (4) ในระหว่างนี้สมควรงดประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและสังคม (ปัจจุบัน คือ คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี) เว้นแต่เป็นการประชุมเพื่อกลั่นกรองเรื่องที่ไม่ใช่นโยบายใหม่ให้มีความรอบคอบยิ่งขึ้น
      • (5) การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนของรัฐมนตรี ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรณีการได้รับเชิญไปสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ในฐานะตำแหน่งรัฐมนตรี จะให้สัมภาษณ์ได้เฉพาะงานในตำแหน่งหน้าที่รัฐมนตรีเท่านั้น ไม่พึงให้ความเห็นในลักษณะที่เป็นคุณหรือโทษแก่พรรคการเมืองใด
  4. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 44 บัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดจัดทำให้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่บุคคลใด ชุมชน สมาคม สถาบันการศึกษาหรือสถาบันอื่นใด เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่นหรือพรรคการเมืองใด หรือให้งดเว้นการลงคะแนนแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้น ในระหว่างที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ การอนุมัติงบประมาณลงพื้นที่ต่างๆ พึงละเว้นการดำเนินการในส่วนดังกล่าว เว้นแต่กรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาภัยพิบัติหรือเรื่องอื่นที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือประชาชนโดยเร่งด่วนก็ให้ดำเนินการได้โดยปฏิบัติตามมติคณะรัฐ-มนตรีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 โดยเคร่งครัด
  5. คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (27 กรกฎาคม 2547) ห้ามรัฐมนตรีและข้าราชการบริจาค มอบสิ่งของ หรือเงินช่วยเหลือใดๆ ในช่วงระยะเวลา 60 วัน ก่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เว้นแต่เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินจำเป็นที่ ปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งจะต้องให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน เช่น การเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงและภัยธรรมชาติต่างๆ เป็นต้น หรือเป็นกรณีปฏิบัติราชการประจำตามระเบียบ กฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง ก็ให้เฉพาะข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการไปตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามความจำเป็นและเหมาะสม
  6. คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยให้ความเห็นว่า กรณีรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ให้ถือวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นวันพ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันจะยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณและต้องยื่นภายใน 30 วัน

23. เรื่อง อนุมัติกู้ยืมเงินโดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) กู้ยืมเงินจำนวน 25,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินภายในประเทศ โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาเงื่อนไขและรายละเอียดต่าง ๆ ในการกู้ยืมตามความเหมาะสมและเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ และหากสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) สามารถนำพันธบัตรเสนอขายให้แก่นักลงทุนได้สำเร็จจนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสภาพคล่องเพียงพอในการจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงก็ให้ยุติการใช้วงเงินกู้ในส่วนที่เหลือ

กระทรวงพลังงานรายงานว่า

  1. รัฐบาลใช้นโยบายตรึงราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซลหมุนเร็วตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2547 เป็นต้นมา และได้มีการทยอยปรับราคาน้ำมันเบนซินให้สะท้อนต้นทุนราคาในตลาดโลก ต่อมาได้ประกาศยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันเบนซิน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2547 แต่ยังคงตรึงราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ระดับ 14.59 บาท/ลิตร จนถึงสิ้นไตรมาสแรกปี 2548 หลังจากนั้นจะทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นจริง เพื่อยุติภาระการจ่ายชดเชย
  2. คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) กู้เงินจากสถาบันการเงินภายในประเทศ โดยกระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ไปแล้ว 2 ครั้ง วงเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน 38,000 ล้านบาท สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) ได้จ่ายเงินเพื่อชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับผู้ประกอบการแล้ว จำนวน 36,575 ล้านบาท (ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2547 ถึง 31 ตุลาคม 2547) โดยแยกเป็นเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 3,775 ล้านบาท และจากเงินกู้จำนวน 32,800 ล้านบาท ซึ่งวงเงินกู้ยังคงเหลือ จำนวน 5,200 ล้านบาท
  3. ในเดือนมกราคม 2548 คาดว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีภาระรายจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 7,526 ล้านบาท ทำให้วงเงินกู้ที่เหลือจำนวน 5,200 ล้านบาท ไม่เพียงพอสำหรับการจ่ายชดเชยเพื่อตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงงวดเดือนมกราคม 2548 ประกอบกับราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงและสถานการณ์ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง ซึ่งจากการประมาณการคาดว่าจากเดือนมกราคม 2547 ถึง เดือนมีนาคม 2548 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระในการจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณ 23,884 ล้านบาท
  4. สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) มีแผนจะจัดหาเงินกู้ระยะยาวเพื่อชดเชยการตรึงราคาน้ำมันในเดือนเมษายน 2548 เป็นต้นไป โดยการออกพันธบัตร แต่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ หากในเดือนมีนาคม 2548 ยังไม่สามารถนำพันธบัตรเสนอขายให้กับนักลงทุนได้ จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องประกอบกับเดือนมิถุนายน 2548 ถึง เดือนกันยายน 2548 มีเงินกู้ครบกำหนดชำระจำนวน 14,000 ล้านบาท ซึ่งหากไม่สามารถนำพันธบัตรเสนอขายให้กับนักลงทุนได้ จะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่มีเงินชำระหนี้ที่ครบกำหนด
  5. เพื่อให้สามารถดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง และมีเงินจ่ายชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) มีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 40,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ถึงเดือนมีนาคม 2548 จำนวน 19,000 ล้านบาท และเพื่อสำรองไว้ในกรณีที่ไม่สามารถเสนอขายพันธบัตรได้ทันช่วงเวลาที่กำหนดไว้ จำนวน 21,000 ล้านบาท

24. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ โดยให้นำความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลพ) เป็นประธาน ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณารวมกับร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้รับมอบหมายให้ดำเนินการยกร่างตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2545 แล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
  2. สำหรับร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ พ.ศ. .... ให้กระทรวงวัฒนธรรมรับไปทบทวนอีกครั้งหนึ่งตามความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นประธาน ทั้งนี้ให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย

ร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "ภาพยนตร์" "บทภาพยนตร์" "การสร้าง" "การนำออกฉาย" "การพากย์" "โรงภาพยนตร์" และ "การโฆษณา" เป็นต้น
  2. กำหนดให้กรณีดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในบังคับของร่างพระราชบัญญัติภาพยนตร์ ฯ เช่น ภาพยนตร์ข่าว ภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นดูเฉพาะส่วนบุคคล ภาพยนตร์ที่หน่วยงานของรัฐสร้างขึ้นเพื่อเผยแพร่ และภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นและ มีลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
  3. กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและแผนภาพยนตร์แห่งชาติ "กภช." ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฯ รองประธาน 2 คน กรรมการโดยตำแหน่ง 13 คน กรรมการผู้แทนกิจการด้านภาพยนตร์ 13 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 13 คน
  4. กำหนดให้ กภช. มีอำนาจหน้าที่เสนอนโยบาย แผน และยุทธศาสตร์ต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประกอบกิจการภาพยนตร์ในด้านเศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเอกลักษณ์แห่งชาติ แต่งตั้งและถอดถอนคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ พิจารณาการอุทธรณ์เกี่ยวกับภาพยนตร์จัดระดับและประเภทภาพยนตร์
  5. กำหนดคุณสมบัติ การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การนัดประชุม องค์ประชุม และการวินิจฉัยชี้ขาด
  6. กำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ คณะละไม่น้อยกว่า 3 คน และไม่เกิน 9 คน จำนวนคณะ การสรรหาประธาน สัดส่วน การพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขตามรัฐมนตรีกำหนด
  7. กำหนดให้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์
  8. กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ เช่น การอนุญาต การสร้างภาพยนตร์ไทยและภาพยนตร์ต่างประเทศ การนำภาพยนตร์ออกฉายทั้งในและต่างประเทศ การสั่งให้แก้ไขตัดทอนเนื้อหา และประกาศห้ามการนำออกฉายภาพยนตร์บางเรื่อง เป็นต้น
  9. กำหนดให้การสร้าง การนำออกฉาย หรือการส่งออก รวมทั้งการจัดให้บริการของภาพยนตร์ไทย ภาพยนตร์ต่างประเทศ ไม่ว่าจะกระทำในประเทศหรือต่างประเทศ ต้องขออนุญาต ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข ในกฎกระทรวง
  10. กำหนดให้การขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 21 และมาตรา 22 ต้องส่งมอบภาพยนตร์ให้คณะกรรมการภาพยนตร์พิจารณา ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน เมื่อ กภช. จัดประเภทภาพยนตร์ตามมาตรา 9(6) แล้ว ภาพยนตร์ บางประเภท อาจไม่ต้องส่งให้คณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์พิจารณา ทั้งนี้ ตามหลักเกณพ์ วิธีการที่กำหนด ในกฎกระทรวง
  11. กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดนำสื่อโฆษณาภาพยนตร์ออกใช้โฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต หรืออยู่ในเงื่อนไขตามมาตรา 23 วรรคท้ายการขอรับอนุญาต การอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ในกฎกระทรวง
  12. กำหนดการอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ต่อ กภช. ภายใน 15 วัน นับแต่รับแจ้งคำสั่ง และ กภช. ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จภายใน 30 วัน คำวินิจฉัยของ กภช. ให้เป็นที่สุด
  13. กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดนำออกฉายภาพยนตร์เพื่อธุรกิจการค้า เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ในกรณี โรงภาพยนตร์ สถานที่ให้บริการในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นคำขออนุญาตต่อสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย จังหวัดอื่นให้ยื่นคำขออนุญาตต่อสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด การขออนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในกฎกระทรวง มาตรฐานโรงภาพยนตร์ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร
  14. กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะขออนุญาต และการต่อใบอนุญาต คำสั่งไม่ออกใบอนุญาตหรือไม่ต่อใบอนุญาตให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายใน 30 วัน คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
  15. กำหนดให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งการให้หยุดการดำเนินการออกฉายภาพยนตร์ชั่วคราว หรือ สั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวงและสิทธิการอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนต่อรัฐมนตรี
  16. กำหนดการส่งเสริมและพัฒนาภาพยนตร์ โดยให้มี "ศูนย์ภาพยนตร์แห่งชาติ" ในกระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่ศึกษาค้นคว้า วิจัย อนุรักษ์ ให้บริการด้านวิชาการภาพยนตร์โดยอาจตั้งในรูปแบบองค์การมหาชน
  17. กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและตรวจสอบโดยเข้าไปในสถานที่ใด ๆ ของผู้สร้างภาพยนตร์ เพื่อตรวจสอบภาพยนตร์โดยวิธีการตรวจ ค้น กัก ยึด หรืออายัดภาพยนตร์ หรือสั่งให้หยุด การนำออกฉายหากมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
  18. กำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา อัตราค่าตอบแทนและรางวัลให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
  19. กำหนดให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนเสียหายเนื่องมาแต่การนำออกฉายหรือการจัดให้บริการซึ่งภาพยนตร์มีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์โดยทำเป็นหนังสือ โดยระหว่างการพิจารณาผู้ร้องอาจขอให้ผู้นำออกฉายหรือผู้จัดให้บริการเยียวยาความเสียหายเป็นการชั่วคราวได้
  20. กำหนดให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ พิจารณาเรื่องร้องเรียนให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยต้องให้คู่กรณีชี้แจง ข้อเท็จจริงและแสดงพยานหลักฐานของตน หากคณะกรรมการเห็นว่า ผู้นำออกฉายกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายให้สั่งให้บุคคลดังกล่าวแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด
  21. กำหนดให้ผู้เข้าชมหรือผู้รับบริการเห็นว่า การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการไม่ถูกต้องให้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
  22. กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจออกข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติหรือข้อกำหนดอื่นใด เพื่อการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยห้ามนำออกฉายหรือจัดให้บริการภาพยนตร์ ในเขตพื้นที่หรือบางส่วนในเขตพื้นที่ก็ได้
  23. กำหนดการบังคับทางปกครอง
  24. บทกำหนดโทษ
  25. กำหนดบทเฉพาะกาล

ร่างพระราชบัญญัติกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดบทนิยามคำว่า "ภาพยนตร์" "กองทุน" "คณะกรรมการ" "ผู้จัดการ" และ "รัฐมนตรี"
  2. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นเรียกว่า "กองทุนส่งเสริมภาพยนตร์" เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน ฯลฯ โดย ให้กองทุนเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ รายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ให้รัฐมนตรีจัดตั้งงบประมาณเพื่อสมทบทุนเป็นรายปีตามความจำเป็น
  3. กำหนดให้กองทุนประกอบด้วย เงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ เช่น เงินบำรุงกองทุนที่เรียกเก็บ เงินอุดหนุนจากรัฐบาล เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน เงินค่าธรรมเนียม ค่าบริการ รายได้จากการดำเนินงานและดอกผลของรายได้
  4. กำหนดให้กิจการของกองทุนไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แรงงานสัมพันธ์ ประกันสังคม และเงินทดแทน ทั้งนี้ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของกองทุน ต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
  5. กำหนดให้กองทุนมีอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในเขตวัตถุประสงค์ รวมทั้งถือกรรมสิทธิ สิทธิครอบครอง กระทำนิติกรรม และหาผลประโยช์จากทรัพย์สินของกองทุน
  6. กำหนดให้กองทุนมีอำนาจเรียกเก็บเงินบำรุงจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์ ในอัตราร้อยละ 10 ของกองทุน
  7. กำหนดให้ค่าธรรมเนียมและภาษีอากรตามมาตรา 9 ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
  8. กำหนดให้ผู้มีหน้าที่ชำระค่าธรรมเนียมแจ้งรายการให้กองทุนทราบ หากแจ้งรายการภายหลังจะมีผล ต่อการพิจารณาให้กู้ยืม อุดหนุน การสร้างภาพยนตร์ตามกฎหมายว่าด้วยภาพยนตร์
  9. กำหนดให้กองทุนมีอำนาจจัดสรรเงินกองทุนดังนี้ เช่น จัดสรรให้กระทรวงวัฒนธรรมในการบริหารจัดการภาพยนตร์ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมตามมาตรา 5 และมาตรา 8 ให้กู้ยืม อุดหนุน สมทบ และร่วมทุนสร้างภาพยนตร์ เงินกองทุนอาจนำไปหาดอกผลโดยนำฝากธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงินหรือที่คณะกรรมการกำหนด
  10. กำหนดให้มี "คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์" มีรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่ควบคุมดูแลกองทุนให้ดำเนินกิจการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 5 รวมถึง กำหนดนโยบายการบริหาร กำหนดวงเงิน หลักเกณฑ์ วิธีการ และจัดสรรสนับสนุนการบริหารจัดการภาพยนตร์ ควบคุมดูแลการดำเนินงาน ตลอดจนออกระเบียบหรือข้อบังคับของกองทุน ในการแบ่งส่วนงานภายในสำนักกำหนดตำแหน่งอัตราเงินเดือนค่าจ้าง ของเจ้าหน้าที่กองทุน จัดการการเงิน การพัสดุ ทรัพย์สินของกองทุน จัดสวัสดิการสิทธิประโยชนแก่เจ้าหน้าที่ของกองทุน
  11. กำหนดให้กองทุนมีผู้จัดการคนหนึ่ง มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี มีหน้าที่บริหารกิจการกองทุน ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างกองทุน
  12. กำหนดให้คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้จัดการ
  13. กำหนดให้ผู้จัดการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้กู้ยืม อุดหนุน และดำเนินการสร้างและจัดให้บริการภาพยนตร์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
  14. กำหนดให้กรณีผู้จัดการให้กู้ยืม อุดหนุน และดำเนินการจัดการกองทุนในลักษณะที่อาจเป็นเหตุให้เสียหาย คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้จัดการชี้แจง หรือระงับการกระทำนั้น ภายในระยะเวลากำหนด หรืออาจบอกเลิกสัญญาจ้างได้
  15. กำหนดให้การกู้ยืมเงินเพื่อสร้างภาพยนตร์ หรือจัดให้บริการภาพยนตร์ตามคำขอที่คณะกรรมการกำหนด สัญญากู้ยืมเงินอาจทำเป็นรายปีหรือระยะเวลาที่สั้นหรือยาวตามที่คณะกรมการกำหนด
  16. กำหนดให้มีคณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน จำนวน 7 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรี โดยการเสนอแนะของรัฐมนตรี
  17. กำหนดให้คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจหน้าที่ประเมินผลด้านนโยบายและการกำหนดกิจกรรมของกองทุน ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน รายงานผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งมีอำนาจ เรียกเอกสารหลักฐาน และบุคคลชี้แจงข้อเท็จจริงได้
  18. กำหนดบทเฉพาะกาลให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน งบประมาณ ของส่วนราชการในกระทรวงวัฒนธรรม หรือส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ไปเป็นของกองทุนส่งเสริมภาพยนตร์ตามมติคณะรัฐมนตรี และให้ผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน

25. เรื่อง การขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอดังนี้

ตามที่กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบสถาบันการเงินโดยการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2547 นั้น กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า ปัจจุบันยอดคงค้างของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีและค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อไป จึงเห็นควรขยายระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. หลักการ ให้สิทธิประโยชน์ภาษีและค่าธรรมเนียมในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาดังนี้
    • 1.1 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ที่เกิดจากการดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด
    • 1.2 ลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน และกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ที่เกิดจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
  2. ระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์
    • ปี 2548 ยกเว้นภาษีอากรและลดหย่อนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในลักษณะเช่นเดียวกับการให้สิทธิประโยชน์ในปีที่ผ่านมา
    • ปี 2549 ยกเว้นเฉพาะภาษีที่เกิดจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ส่วนค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้จัดเก็บในอัตราปกติ
    • ปี 2550 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอัตราปกติ
  3. ขอบเขตของหนี้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ หนี้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ข้างต้นต้องเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2547 เพื่อให้การแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อันเนื่องมาจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่ยังคงค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจมีเป้าหมายที่ชัดเจน และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  4. แนวทางการปรับปรุงกฎหมาย การให้สิทธิประโยชน์ข้างต้นสามารถดำเนินการได้โดยการออกพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ ... (พ.ศ. . . . .) ออกตามความในประมวลรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยออกตามความในประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด จำนวน 4 ฉบับ และภายหลังจากพระราชกฤษฎีกาฯ ที่นำเสนอมีผลบังคับใช้แล้ว จะต้องมีการออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกันต่อไป
  5. การวิเคราะห์ผลกระทบ
    • 5.1 การให้สิทธิประโยชน์ข้างต้น เป็นการช่วยลดภาระภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกิดจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินและเจ้าหนี้อื่น
    • 5.2 มาตรการนี้จะมีผลทำให้สูญเสียรายได้ภาษีอากรและค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนมูลหนี้ที่นำมาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

26. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมตามที่กระทรวงการคลังเสนอและให้ดำเนินการต่อไปดังนี้

กระทรวงการคลังเสนอว่า เพื่อสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการออมระยะยาวของรัฐบาลให้มุ่งเน้นไปที่ผู้มีเงินได้ที่อยู่ในวัยหลังเกษียณอายุ ตลอดจนเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีดอกเบี้ยเงินฝากให้แก่ผู้อยู่ในวัยดังกล่าว กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เห็นสมควรมีการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งเสริมการออมดังกล่าว ภายใต้หลักการและแนวทางการปรับปรุงกฎหมาย ดังนี้

  1. หลักการ
    • (1) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักร ประเภทเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษี
    • (2) ผู้มีเงินได้ที่ได้รับสิทธิดังกล่าวต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้มีความต่อเนื่องกับมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวที่ผ่านมา
  2. แนวทางการปรับปรุงกฎหมาย การยกเว้นภาษีข้างต้นจะต้องมีการออกกฎหมาย ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร และภายหลังจากวันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับแล้ว กรมสรรพากรจะต้องมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกันไปด้วย

ทั้งนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน ที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 เป็นต้นไป

การวิเคราะห์ผลกระทบ การดำเนินการข้างต้นมีผลกระทบดังนี้

  1. การยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำในจำนวนรวมกันไม่เกิน 30,000 บาทตลอดปีภาษีนั้น จะช่วยบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ ให้มีรายได้จากการออมเงินเพิ่มขึ้น
  2. การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีข้างต้น จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ นำเงินไปฝากไว้กับธนาคารในบัญชีประเภทเงินฝากประจำที่มีระยะเวลาการฝากตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปมากขึ้น อันจะส่งผลให้มีการออมในระยะยาวเพิ่มขึ้น และเป็นผลดีต่อการลงทุนของประเทศ
  3. มาตรการนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมีการออมต่อเนื่องไปสู่ช่วงหลังเกษียณอายุ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกแก่ผู้อยู่ในวัยหลังเกษียณที่พึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเป็นหลัก
  4. ในส่วนของผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลเห็นว่าจะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนภาษีที่จัดเก็บได้จากดอกเบี้ยที่เกิดจากการออมทั้งระบบอย่างไรก็ดีผลของมาตรการจะช่วยให้เกิดการขยายตัวด้านการออมระยะยาวและการลงทุนในภาพรวม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจัดเก็บภาษีและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในระยะยาวต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรประเภทเงินฝากประจำ ต้องถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ของดอกเบี้ยที่ได้รับ และผู้ที่ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าว มีสิทธิเลือกที่จะเสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 ตามที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้หรือจะนำดอกเบี้ยที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นๆ (ถ้ามี) ตามปกติเมื่อสิ้นปีก็ได้ อย่างไรก็ดี ในระยะที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้มีการออกมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวในหลายช่องทาง เช่น ในกรณีของภาคเอกชนได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเมื่อลูกจ้างออกจากงานเพราะเกษียณอายุ สำหรับภาครัฐได้มีการยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้รับจากกองทุนฯ เมื่อสมาชิกนั้นออกจากราชการเพราะเหตุสูงอายุด้วยเช่นกัน ในส่วนของการฝากเงินได้มีการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเหลือร้อยละ 10 ของเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากประจำประเภท 5 ปีขึ้นไป โดยจะถอนเงินฝากนั้นได้ก็ต่อเมื่อใช้เพื่อการศึกษา ใช้เพื่อที่อยู่อาศัย หรือเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ เป็นต้น ซึ่งมาตรการที่ผ่านมาข้างต้นยังไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ผู้มีเงินได้ที่อยู่ในวัยหลังเกษียณอายุโดยเฉพาะ


27. เรื่อง การรณรงค์ซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2548

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้มีการรณรงค์ซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นของขวัญปีใหม่ พ.ศ. 2548 ทั้งนี้เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้แก่ผู้ผลิตสินค้าตามโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเห็นชอบให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ทุกกระทรวง กรม ดำเนินการรณรงค์และเชิญชวนให้ข้าราชการ พนักงาน - รัฐวิสาหกิจในสังกัด สนับสนุนซื้อสินค้าจากโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นของขวัญปีใหม่และในโอกาสต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และให้กระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน โรงแรม ห้างสรรพสินค้าสนับสนุนในการซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นของขวัญปีใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการจัดพื้นที่หรือมุมสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นพิเศษในโอกาสเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สนับสนุนการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ และกรุงเทพมหานคร ควบคู่ไปกับกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว และให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดำเนินการรณรงค์และประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่

สำหรับการติดต่อซื้อสินค้า

ขณะนี้คณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (กอ.นตผ.) ได้จัดงานเมืองแห่งภูมิปัญญาไทย (OTOP CITY) ครั้งที่ 2 วิถีที่มิสิ้นสุดแห่งภูมิปัญญาไทย ระหว่างวันที่ 18 - 26 ธันวาคม 2547 ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ผู้ผลิตสินค้าโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ นำสินค้าที่ผ่านการคัดสรรตามโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย (OTOP Product Champion) ระดับ 3 - 5 ดาว ปี 2547 จากทุกจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มาจัดแสดงและจำหน่าย จึงขอเชิญชวนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจเข้าชมงานและเลือกซื้อสินค้าจากโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ในระหว่างการจัดงาน ดังกล่าว


28. เรื่อง ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันงบประมาณการเข้าร่วมจัดงาน World Expo 2005 Aichi ณ ประเทศญี่ปุ่น

คณะรัฐมนตรีอนุมัติก่อหนี้ผูกพันงบประมาณการเข้าร่วมจัดงาน World Expo 2005 Aichi ณ ประเทศญี่ปุ่น ตามข้อเสนอของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 อนุมัติในหลักการให้ประเทศไทยเข้าร่วมงาน World Expo 2005 ซึ่งกำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2548 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2548 ณ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ได้ดำเนินการประกวดราคาจ้างจัดนิทรรศการและบริหารจัดการอาคารแสดงนิทรรศการไทยในงาน ซึ่งได้ผู้รับจ้างดำเนินการในวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร จำนวน 200 ล้านบาท แต่เนื่องจากงบประมาณที่ขอตั้งไว้เป็นการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีในแต่ละปีมิได้ผูกพันงบประมาณข้ามปีไว้ ดังนั้น จึงได้ขออนุมัติ ก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2549 ดังนี้ เบิกจ่ายจาก งบประมาณ พ.ศ. 2547 จำนวน 78,876,500 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จำนวน 79,633,600 บาท และเงินที่ขอตั้งในปี งบประมาณ พ.ศ. 2549 จำนวน 41,489,900 บาท โดยมีวงเงินที่ขออนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณจำนวนทั้งสิ้น 200 ล้านบาท เพื่อดำเนินการทำสัญญาจ้างต่อไป

ทั้งนี้ ประเทศไทย เข้าร่วมจัดงานแสดงนิทรรศการภายใต้หัวข้อ Art of Life ภายใต้กรอบความคิดของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยบนฐานการจัดการเชิงระบบนิเวศ การมีส่วนร่วมของประชาชนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อรักษาดุลยภาพทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นการ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทย บนพื้นฐานสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


29. เรื่อง การสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยแก่ประเทศเวียตนาม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ การสนับสนุนวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยที่กรมปศุสัตว์ผลิตแก่ประเทศเวียตนาม เพื่อใช้ควบคุมโรคปากเท้าเปื่อย ชนิดไตรวาเลนท์ (O,A, Asia 1) จำนวน 200,000 โด๊ส และ ชนิดโมโนวาเลนท์ไทป์เอ จำนวน 400,000 โด๊ส โดยให้ขนส่งโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ประเทศไทย สามารถช่วยเหลือสนับสนุนวัคซีนเพื่อควบคุมโรคให้แก่เวียตนาม จะเป็นการเสริมความสัมพันธ์ความร่วมมือในการควบคุมโรคระบาดในปศุสัตว์ระหว่างไทยกับเวียดนาม และสอดคล้องกับโครงการควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFMD Campaign)


30. เรื่อง แต่งตั้ง

1. รองประธานคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอให้ปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ

กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 กระทรวง สาธารณสุขขอปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ ดังนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานกรรมการ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ (ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย นายประกิต วาทีสาธกกิจ นายสันติ วิริยะรังสฤษฎิ์ นายบรรยงค์ สุวรรณผ่อง เป็นกรรมการ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรม ควบคุมโรค ผู้อำนวยการสำนักโรคไม่ติดต่อ หัวหน้ากลุ่มควบคุมการบริโภคยาสูบเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ กำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับการบริโภคยาสูบ ประสานงานการดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุมการบริโภคยาสูบ เร่งรัด ควบคุม กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริโภคยาสูบที่มีผลใช้บังคับแล้ว และเรื่องอื่น ๆ พิจารณาปรับปรุง แก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมระเบียบและข้อบังคับของกระทรวงสาธารณสุขตามความเหมาะสม โดยปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ กลั่นกรองร่างพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศการบริโภคยาสูบ ส่งเสริม สนับสนุน การรวบรวม การค้นคว้าด้านวิชาการ วิจัย และให้ความรู้แก่สาธารณชน แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานได้ตามความเหมาะสม

2. ข้าราชการระดับ 10 กระทรวงอุตสาหกรรม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายวิม รุ่งกรุต รองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
  2. นางสาวสุชาดา วราภรณ์ รองผู้อำนวยการ (นักบริหาร 9) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

3. ข้าราชระดับ 10 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้ รับโอนและแต่งตั้ง นางสาวสุชาดา วราภรณ์ รองผู้อำนวยการ (นักบริหาร 9) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงอุตสาหกรรมมาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป แต่ไม่ก่อนวันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงและปลัดกระทรวงทั้งสองกระทรวงเห็นชอบด้วยแล้ว สำหรับการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

4. ข้าราชการระดับ 10 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 จำนวน 2 รายดังนี้

  1. นายสุทธิพร จีระพันธุ เลขาธิการ (นักบริหาร 10) สำนักเศรษฐกิจการเกษตร ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  2. นางอัญชลี อุไรกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ (นักบริหาร 10) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

5. ข้าราชการระดับ 10 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้แต่งตั้ง นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

สำหรับการนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

6. ขออนุมัติเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้ แต่งตั้ง นายสมบัติ คุรุพันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ และนายวายุ พยัคฆันตร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบริการท่องเที่ยว สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ระดับ 10 สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

สำหรับการนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

7. ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้แต่งตั้งนายอุทัย จันทิมา ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยให้ได้รับค่าตอบแทนคงที่ในปีแรกเดือนละ 176,715 บาท โดยให้มีผลเมื่อนายอุทัยฯ ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

8. กรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ดังนี้

1) นางฑัณฑิกา สิริวิชช์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจเกษตร ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2) นางสาวบุญมี เลิศพิเชษฐ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาเงินนอกงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ผู้แทนกระทรวงการคลัง 3) นายกรณรงค์ ฤทธิ์ฤาชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ 4) นายรัชดา สิงคาลวณิช รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม 5) นางอุทัยพรรณ ยิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการส่วนงบประมาณ กระทรวงอุตสาหกรรม 1 สำนักจัดทำงบประมาณด้านการผลิตและสร้างรายได้ ผู้แทนสำนักงบประมาณ 6) นายนันทวัฒน์ สังข์หล่อ ผู้บริหารทีม ทีมวิเคราะห์ สาขาเศรษฐกิจ 2 ส่วนวิเคราะห์สาขาเศรษฐกิจ ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้แทนชาวไร่อ้อย ได้แก่ 7) นายประสงค์ มีสวัสดิ์ 8) นายอุดม เจียมจงวัฒนา 9) นายสมชาย อัครอมรธรรม ผู้แทนโรงงานได้แก่ 10) นายวุฒิศักดิ์ สุวรรณธนรัชต์ 11) นายคมกริช นาคะลักษณ์ 12) นายสุเทพ ตันติพิสิทธิ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี