สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
16 พฤศจิกายน 2547

สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดอุบลราชธานี

วันนี้ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2547) เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง การจัดตั้งองค์กรฝ่ายบริหารเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตภาครัฐ
  2. เรื่อง การปรับปรุงระบบการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน
  3. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2546/2547 และการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและ จำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2547/2548
  4. เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานแผนงาน/โครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม
  5. เรื่อง การปรับปรุงระบบกำกับ ดูแลและส่งเสริมสนับสนุนงานการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  6. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  7. เรื่อง การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
  8. เรื่อง ยุทธศาสตร์แห่งชาติ "รวมพลังสร้างสุขภาพ เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทย แข็งแรง"
  9. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรและโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร
  10. เรื่อง ผลการดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล
  11. เรื่อง ผลการประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่มีลักษณะเป็นการมอมเมาเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2547
  12. เรื่อง สรุปสถานการณ์ความแห้งแล้ง
  13. เรื่อง การเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่เขต 14
  14. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรี Ayeyawady - Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy(ACMECS) อย่างไม่เป็นทางการ
  15. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ....
  16. เรื่อง รายงานการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ครั้งที่ 11
  17. เรื่อง ความตกลงทางการเงินสำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประชาคมยุโรปภายใต้กรอบ Small Projects Facility
  18. เรื่อง สรุปผลการจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานของรัฐบาล "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้า สู่รากแก้ว"
  19. เรื่อง ขออนุมัติขายอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ
  20. เรื่อง การเปิดเขตการค้าเสรีด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน - จีน
  21. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
    2. กรรมการอื่นในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ
    3. กรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์
    4. กรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
    5. ข้าราชการดับ 10 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
    6. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ
    7. รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการสถิติแห่งชาติแทนกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง การจัดตั้งองค์กรฝ่ายบริหารเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตภาครัฐ พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้สำนักงานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และให้แจ้งผลการหารือของกระทรวงยุติธรรมกับสำนักงานศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการแก้ไข พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 กรณีให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจดำเนินคดีบุคคลอื่น ๆ ที่ได้กระทำผิดร่วมกับกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะตัวการผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน ว่าน่าจะขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ

ร่างพระราชบัญญัติฯ ทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญดังนี้

  1. ร่างพระราชบัญญัติมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตภาครัฐ พ.ศ. .... ให้มีส่วนราชการ ในฝ่ายบริหารรับผิดชอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง และเป็นศูนย์กลางประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตดำเนินการในลักษณะบูรณาการและมีประสิทธิภาพ
  2. ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กำหนดมาตรการให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรภาครัฐอื่น ที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสามารถถ่ายโอนเครื่องที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงเป็นผู้ถูกกล่าวหาไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องระหว่างกันได้

2. เรื่อง การปรับปรุงระบบการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่อง การปรับปรุงระบบการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน พร้อมด้วยร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ โดยมีคณะกรรมการกำกับดูแลเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ การจัดทำหลักฐานแผนที่ การจำลองและการเขียนรูปแผนที่ การลงรูปแผนที่ในระวางแผนที่ ตลอดจนการจัดเก็บหลักฐานแผนที่ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ให้มีคณะกรรมการกำกับดูแลการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ เรียกย่อว่า "ครอ." ประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน เป็นรองประธานกรรมการ ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยมีรองอธิบดีกรมที่ดินเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ตลอดจนมาตรฐานในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ กำกับดูแลและติดตามตรวจสอบการดำเนินการด้านการออกเอกสารสิทธิ เรียกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลเอกสาร หลักฐานหรือมาชี้แจงเพื่อประกอบการพิจารณาของ ครอ. และวินิจฉัยปัญหาข้อหารือทางปฏิบัติในการดำเนินการออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ
  2. การออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐ ให้กระทำได้ในบริเวณที่ได้สร้างระวางแผนที่เพื่อการออกโฉนดที่ดินแล้ว เว้นแต่ ครอ. เห็นสมควร และให้การออกเอกสารสิทธิมีการรังวัดที่ดินตามหลักวิชาการแผนที่
  3. ให้ส่วนราชการผู้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐจัดทำรายการรังวัดและต้นร่างแผนที่และในกรณีที่ดินรังวัดอยู่คาบเกี่ยวระวางแผนที่ ให้ขีดเส้นขอบระวางแผนที่และเขียนชื่อระวางแผนที่กำกับด้วย
  4. ให้ส่วนราชการผู้ออกเอกสารสิทธิในที่ดินของรัฐจัดทำและส่งรูปแผนที่แปลงรวมทั้งหมดที่ได้ออกเอกสารสิทธิ โดยแสดงค่าพิกัดตามที่กำหนดพร้อมทั้งส่งข้อมูลดิจิตอลให้แก่กรมที่ดินเพื่อลงระวางแผนที่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รังวัดเสร็จ
  5. ให้กรมที่ดินดำเนินการลงรูปแผนที่ในระวางแผนที่ตามระเบียบและวิธีการที่กรมที่ดินกำหนดไว้ โดยใช้งบประมาณการดำเนินการในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรี
  6. ให้ส่วนราชการผู้ออกเอกสารสิทธิเป็นผู้จัดเก็บเอกสารและหลักฐานแผนที่ ส่วนหลักฐานที่ส่งลงระวางแผนที่ให้กรมที่ดินเป็นผู้จัดเก็บ
  7. ให้ส่วนราชการผู้ออกเอกสารสิทธิดำเนินการปรับแก้เอกสารสิทธิในที่ดินที่ได้ออกก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับให้มีมาตรฐานการดำเนินการเป็นไปตามระเบียบนี้ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ระเบียบนี้มีผลใช้บังคับ

3. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2546/2547 และการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและ จำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2547/2548

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูการผลิตปี 2546/2547 และการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2547/2548 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2546/2547 เป็นรายเขต 8 เขต (โดยเฉลี่ยราคาทั่วประเทศอยู่ที่ 503.94 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส.) ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย
  2. เห็นชอบมาตรการในการให้ความช่วยเหลือชาวไร่อ้อย ฤดูการผลิตปี 2546/2547 โดยเห็นควรจัดหาเงินเพิ่มค่าอ้อยขั้นสุดท้าย สำหรับฤดูการผลิตปี 2546/2547 ให้กับชาวไร่อ้อยในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ ตันอ้อยละ 23.06 บาท ทั้งนี้ เพื่อให้ชาวไร่อ้อยได้รับราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศในราคา 580 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้เงินจาก ธ.ก.ส. มาสนับสนุนเพิ่มเติมอีกในวงเงิน 1,490 ล้านบาท โดยให้ชำระเงินกู้ดังกล่าวคืนพร้อมกับภาระหนี้เดิมภายในปี พ.ศ. 2555
  3. เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2547/2548 เป็นราคาเดียวทั่วประเทศ ที่ 620 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายเป็นรายเขต 9 เขต โดยอิงกับการกำหนดราคาอ้อยที่ ซี.ซี.เอส. เฉลี่ย ของแต่ละเขตและยึดหลักการตามระบบแบ่งปันผลประโยชน์ตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนด
  4. ยกเว้นเงินเรียกเก็บจากราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2547/2548 และขอเลื่อนการชำระหนี้เฉพาะในส่วนของเงินต้นที่ชาวไร่อ้อยจะต้องชำระให้แก่ ธ.ก.ส. ในฤดูการผลิตปี 2547/2548 ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ออกไปก่อน และเห็นสมควรให้ใช้เงินกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายสำรองจ่ายชำระดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ ธ.ก.ส. ในวันที่ 1 มิถุนายน 2548

4. เรื่อง สรุปผลการดำเนินงานแผนงาน/โครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปผลการดำเนินงานแผนงาน / โครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 3 แผนงาน คือ

  1. แผนงาน/โครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ (แผนยุทธศาสตร์)
  2. แผนงาน/โครงการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนฯ (แผนชุมชน)
  3. แผนงานตามความต้องการของประชาชน (แผนประชาชน)

รายงานผลการดำเนินงานแผนงาน/โครงการ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การสร้างเศรษฐกิจใหม่และยกฐานเศรษฐกิจเดิมให้เข้มแข็งและยั่งยืน มีดังนี้

แผนงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯ (แผนยุทธศาสตร์)

  1. โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ (1.1) ฟื้นฟูพื้นที่นาร้างเพื่อพัฒนาเป็นแหล่งเลี้ยงปศุสัตว์ โดยอบรมเกษตรกร 107 ราย (1.2) เพิ่มประสิทธิภาพฐานเศรษฐกิจโคเนื้อเดิม โดยอบรมเกษตรกร 224 ราย (1.3) ปศุสัตว์ตามความต้องการของประชาชน (6 โครงการย่อย) ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงการ (1.4) กิจกรรมเตรียมความพร้อมของหน่วยบริการและสนับสนุน
  2. โครงการฟื้นฟูพื้นที่นาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 45 ล้านบาท (100%) เบิกจ่ายแล้ว 88,000 บาท คัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 769 ราย จัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำปรับสภาพพื้นที่นาร้างให้เหมาะสมกับการปลูกปาล์ม และฝึกอบรมเกษตรกรและเจ้าหน้าที่การเกษตรประจำศูนย์ฝึกทักษะเฉพาะทาง 463 ราย
  3. โครงการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในเขตนิคมสหกรณ์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 253.726 ล้านบาท (99.99%) เบิกจ่ายแล้ว 362,179 บาท มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 2,087 ครอบครัวเกินเป้าหมาย และอบรมเกษตรกร 1,541 ราย
  4. งานพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทาน ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 126.648 ล้านบาท (99.72%) เบิกจ่ายแล้ว 86.50 ล้านบาท และดำเนินงานไปแล้ว 76%
  5. โครงการสร้างโรงคัดแยกผลไม้ชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 29.30 ล้านบาท (97.67%) เบิกจ่ายแล้ว 10.57 ล้านบาท อบรมเกษตรกร 11,112 ราย จัดตั้งศูนย์คัดแยกฯ 20 ศูนย์ และจัดงานวันผลไม้ทั้ง 3 จังหวัด
  6. โครงการสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 36.00 ล้านบาท (100%) อยู่ระหว่างการดำเนินการ งวดที่ 1 : หล่อแท่งคอนกรีต จำนวน 1,180 แท่ง

แผนการพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (แผนชุมชน)

  1. โครงการพัฒนาอาชีพด้านปศุสัตว์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 20.827 ล้านบาท (99.99%) เบิกจ่าย 20.10 ล้านบาท และอบรมเกษตรกร 3,577 ราย 265 โรงเรียน อุดหนุนปัจจัย 112 โรงเรียน/3,350 ราย
  2. โครงการเกษตรเชิงพาณิชย์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 141.299 ล้านบาท (82.90%) เบิกจ่าย 34.30 ล้านบาท และอบรมเกษตรกร 2,223 ราย 159 กลุ่มสร้างฟาร์ม 49 ฟาร์ม
  3. โครงการพัฒนาอาชีพด้านพืช ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 20.36 ล้านบาท (100%) และสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด 254 แห่ง
  4. โครงการเกษตรเชิงพาณิชย์ สร้างโรงเรือนปลูกผักกางมุ้ง 29 โรง 15 กลุ่ม ปลูกผักไร้ดิน 4 กลุ่ม
  5. โครงการจ้างลูกจ้างชั่วคราวเพื่อพัฒนาอาชีพ
  6. โครงการพัฒนาอาชีพด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 22.758 ล้านบาท (98.05%) เบิกจ่าย 5.84 ล้านบาท และอบรมครู นักเรียน และเกษตรกรในการเลี้ยงปลาดุกบ่อพลาสติกโรงเรียนปอเนาะ 336 โรงเรียนรวม 6,900 ราย ขณะนี้ทยอยจับปลาได้ 1,098 กิโลกรัม
  7. โครงการเกษตรเชิงพาณิชย์ ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 87.213 ล้านบาท (99.99%) เบิกจ่าย 706,439 บาท อบรมเกษตรกร 99 กลุ่ม/2,097 ราย แจกปัจจัยการผลิต 22 กลุ่ม/312 ราย การสนับสนุนปัจจัยการผลิตอีก 77 กลุ่ม/1,785 ราย อยู่ระหว่างดำเนินการส่งมอบ

แผนงานตามความต้องการของประชาชน (แผนประชาชน)

1) โครงการปลูกผักปลอดสารพิษ/เพาะเห็ด 2) โครงการฟื้นฟูกลุ่ม/องค์กรการเกษตร 3) โครงการส่งเสริมอาชีพการแปรรูปผลผลิตการเกษตรตามฤดูกาล 4) โครงการปรับปรุงโรงงานผลิตยางแผ่นของกลุ่มเกษตรกรให้สามารถดำเนินการใหม่ 5) โครงการส่งเสริมอาชีพการแปรรูปผลไม้ 6) โครงการขยายพันธุ์พืชชาเจ๊าะเหมเป็นพืชเศรษฐกิจชาสมุนไพร 7) โครงการเลี้ยงผึ้งเศรษฐกิจชุมชน8) โครงการเลี้ยงปลา 9) โครงการส่งเสริมอาชีพการประมงขนาดเล็ก 10) โครงการจัดตั้งศูนย์วิจัยเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด (ปลากือเลาะ) 11) โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาอาชีพแก้ไขปัญหาชาวประมงขนาดเล็กขาดแคลนเรือประมง 12) โครงการฟื้นฟู และปรับปรุงโรงงานผลิตยางแผ่น 13) โครงการฟื้นฟู สนับสนุนและปรับปรุงระบบบริหารจัดการ โรงงานผลิตยางแผ่นของกลุ่มเกษตรกร 14) โครงการศึกษาการจัด ตั้งศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพารา


5. เรื่อง การปรับปรุงระบบกำกับ ดูแลและส่งเสริมสนับสนุนงานการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบการปรับปรุงระบบกำกับ ดูแล และส่งเสริม สนับสนุนงานการศึกษาใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณาปรับปรุงระบบกำกับ ดูแล และส่งเสริมสนับสนุนงานการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการพัฒนาสถาบันศึกษาปอเนาะที่ได้จดทะเบียนไปแล้ว โดยได้หารือร่วมกับกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและโต๊ะครูสถาบันศึกษาปอเนาะ มีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

  1. ให้มีการจัดตั้ง ศูนย์อำนวยการ กำกับ ติดตามการพัฒนาการศึกษาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำเขตตรวจราชการที่ 12 เพื่อประสานการดำเนินการให้เกิดความเป็นเอกภาพ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้แทนกระทรวง ประสานการปฏิบัติงานขององค์กรหลักทั้ง 5 องค์กร ศูนย์ดังกล่าวจะเน้นการประสานและติดตามการดำเนินงานตาม ยุทธศาสตร์หลักของกระทรวง การประสานสัมพันธ์กับจังหวัดและหน่วยงานกลางในพื้นที่ การติดตามดูแลประเด็นปัญหาเร่งด่วน เช่น เรื่องโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันศึกษาปอเนาะ การส่งเสริมภาษาไทย อิสลามศึกษา และงานสังคมจิตวิทยา โดยที่หน่วยปฏิบัติจะยังคงรับผิดชอบการบริหารงานประจำตามปกติต่อไป
  2. ให้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วยผู้แทนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสถาบันศึกษาปอเนาะ และผู้รู้ในพื้นที่เพื่อร่วมพิจารณาเสนอความเห็นและดำเนินการใน 3 ด้านที่ทีความจำเป็นเร่งด่วน คือ โครงสร้างและการสนับสนุนสถาบันศึกษาปอเนาะ โดยเฉพาะการขอรับงบประมาณสนับสนุนตามกรอบของสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การปรับหลักสูตรอิสลามศึกษาและการจัดทำหลักสูตรสถาบันศึกษาปอเนาะ การอบรมครูสอนศาสนาอิสลาม ตลอดจนการพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความเท่าเทียมกับสถานศึกษาของรัฐทั้งปริมาณและคุณภาพ
  3. ให้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงศึกษาธิการ (ส่วนข่าว) เพื่อเป็นส่วนอำนวยการที่จะเป็นเครื่องมือของ ผู้บริหารในการประสานและสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหา และติดตามสนับสนุนการดำเนินงาน และเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ สำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่ 12 และทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใน 3 จังหวัด มีภารกิจที่สำคัญคือ การรายงานข่าวจากพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้จะมีการติดตั้งระบบสื่อสารเพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถประชุมหารือกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ได้ด้วยระบบประชุมทางไกล โดยจะมีการจัดตั้ง Video Conference ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับพื้นที่
  4. ให้จัดให้มีศึกษานิเทศก์ที่มีศักยภาพ มีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และมีประสบการณ์ในเรื่องการบริหารและการติดตามดูแลโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและสถาบันศึกษาปอเนาะในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
  5. ให้มีการทบทวนโครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ปี 2548 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไปแล้วโดยเพิ่มโครงการ/กิจกรรมการจัดทัศนศึกษาให้ครูและนักเรียน การเร่งรัดพัฒนา การเรียนการสอนภาษาไทย การจัดตั้งศูนย์อิสลามศึกษา ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะได้รายงานผลการดำเนินงานเป็นระยะต่อไป

6. เรื่อง รายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินงานพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

ตามที่ประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 4 จังหวัด ได้แก่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลได้ระดมสรรพกำลังจากทุกฝ่ายเพื่อชะลอ บำบัด ระงับ ช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องนั้น

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้บูรณาการ/ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด หน่วยทักษิณพัฒนา ค่ายจุฬาภรณ์ กองทัพภาคที่ 4 เป็นต้น ดังนี้

1. การดำเนินงานภายใต้งบปกติ

2. การดำเนินงานภายใต้งบสนับสนุนของสถาบันคีนันแห่งเอเชีย ดำเนินการฝึกอบรมความรู้การใช้ภาษาอังกฤษให้แก่กลุ่มสตรีมุสลิมในจังหวัดนราธิวาส 17 คน เพื่อเพิ่มทักษะฝีมือและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งขยายตลาดในต่างประเทศ

3. การดำเนินงานภายใต้งบกลางของรัฐบาล ปีงบประมาณ 2548 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้รับอนุมัติงบกลางของรัฐบาลให้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 4 โครงการ สามารถดำเนินการได้ 1 โครงการ คือ โครงการพัฒนาฝีมือในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม/ชุมชน เป้าหมายรวม 4,400 คน งบประมาณ 33.968 ล้านบาท (ส่วนอีก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการศูนย์สาธิตและพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP โครงการส่งเสริมกลุ่มอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีมุสลิม และโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มเยาวชน/กลุ่มสตรี/กลุ่มวัยแรงงาน จะต้องนำเสนอโครงการ/ทบทวนโครงการเสนอให้กองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบก่อนส่งให้สำนักงบประมาณ เพื่อดำเนินการเบิกจ่ายตามขั้นตอน) มีแผนการดำเนินงานโดยสรุป คือ

4. ออกเยี่ยมเยียนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสอบถามปัญหา สอบถามความต้องการฝึกอาชีพ และความต้องการให้ความช่วยเหลือในเรื่องอื่น ๆ ตามความเหมาะสมที่จะสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ

5. สำหรับสถาบันฝีมือแรงงานภาค 11 จังหวัดสงขลา ได้ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลธารคีรี ตำบลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จัดให้มีการอบรมหลักสูตรตัดเย็บเสื้อผ้าและปักจักร จำนวน 100 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นครอบครัวของผู้เสียชีวิตใน เหตุการณ์ไม่สงบเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 จำนวน 17 คน


7. เรื่อง การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2547 ให้เร่งรัดการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิเศษแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ได้หารือเรื่องนี้ร่วมกับ นายรุ่ง แก้วแดง (ผู้ช่วยรัฐมนตรี) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ - สัตว์ป่าและพันธ์พืช ผู้บัญชาการสำนักงานแผนงานและงบประมาณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 แล้วที่ประชุมเห็นพ้องให้ใช้แนวทางแก้ไขดังต่อไปนี้

  1. โดยที่กรมบัญชีกลางได้เบิกเงินคงคลังไปตั้งไว้ที่ กอ.สสส.จชต. จังหวัดปัตตานีแล้วจำนวน 200 ล้านบาท เดิมให้ใช้เพื่อ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาความมั่นคง แต่ได้แจ้งแล้วว่าให้ใช้จ่ายทดรองเป็นค่าตอบแทนพิเศษเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการเบิกจ่ายช้าหรือส่วนราชการต้นสังกัดไม่ยอมเบิกจ่ายให้ด้วย
  2. ขณะเดียวกันให้สำนักงบประมาณเรียกเงินเหลือจ่ายจากที่เคยจัดสรรให้ตามโครงการเกษียณก่อนกำหนดกลับคืนจากทุกส่วนราชการ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนประมาณ 800 - 1,000 ล้านบาท แล้วจัดตรงไปที่ กอ.สสส.จชต. เป็นเงินทดรองค่าตอบแทนพิเศษอีกยอดหนึ่ง (นอกเหนือจากเงิน 200 ล้านบาท)
  3. ให้ทุกส่วนราชการเบิกเงินค่าตอบแทนพิเศษจาก กอ.สสส.จชต. ซึ่งมีอยู่สองยอด (200 + 800 - 1,000 ล้านบาท) แทนที่จะเบิกจากต้นสังกัด
  4. ในกรณีที่ส่วนราชการใดไม่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สำนักงานจังหวัดนั้น ๆ ซึ่งขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบเบิกจ่ายแทนต้นสังกัด
  5. เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของ กอ.สสส.จชต. ต้องมาทำหน้าที่เบิกจ่ายเงินจึงให้สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางมอบหมายข้าราชการระดับ 8 - 9 ลงไปร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่งบประมาณและดูแลการเบิกจ่ายเงินเพื่อรายการนี้เป็นการถาวรที่ กอ.สสส.จชต. ขณะที่ กรมบัญชีกลางมอบหมาย นายจรัญ ประภัทรางกูล ข้าราชการระดับ 9 ตำแหน่งคลังเขต 9 สุราษฎร์ธานี และสำนักงบประมาณมอบหมาย นายประยุทธ บัวชื่น และนายเอื้อมบุญ ไกรฤกษ์ ข้าราชการระดับ 8 ให้ไปทำหน้าที่ช่วยราชการ กอ.สสส.จชต. แล้ว ส่วนการสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ในอนาคตให้เป็นอำนาจของเจ้าสังกัดพิจารณาเอง
  6. ให้มีคณะทำงานส่วนกลางคอยติดตามและตรวจสอบดูแลการแก้ปัญหาทุกประเภทในเรื่องนี้ ประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายรุ่ง แก้วแดง) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้แทนสำนักงาน GFMIS (นายนิพนธ์ พุกกะณะสุต) และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ) เป็นเลขานุการ
  7. เมื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาเช่นนี้แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบดูแลและเร่งรัดอย่าให้มีปัญหาและอุปสรรคใด ๆ หากปรากฎว่ามีผู้ร้องเรียนอีกและตรวจสอบพบว่าเป็นความบกพร่องของส่วนราชการใด ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาระดับหัวหน้าส่วนราชการนั้น มีความผิดทางวินัยตามมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และให้คณะทำงานตาม (6) หรือผู้บังคับบัญชาเสนอลงโทษหรือเสอนนายกรัฐมนตรีให้มีคำสั่งให้มาช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว

8. เรื่อง ยุทธศาสตร์แห่งชาติ "รวมพลังสร้างสุขภาพ เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง"

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างกรอบแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานยุทธศาสตร์แห่งชาติ "รวมพลังสร้างสุขภาพ เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง" ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติในหลักการ กรอบแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานยุทธศาสตร์แห่งชาติ "รวมพลังสร้างสุขภาพ เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง" และกำหนดให้ยุทธศาสตร์แห่งชาติดังกล่าว เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อทุกหน่วยงานจะได้ร่วมถือเป็นแนวทางการดำเนินงานต่อไป
  2. อนุมัติหลักการให้ตั้งคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แห่งชาตินี้ โดยให้มีศูนย์อำนวยการบริหารยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรงเป็นหน่วยงานรองรับการทำงานของคณะกรรมการบริการ ยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรงดังกล่าว

กรอบแนวคิดและแนวทางการดำเนินงานยุทธศาสตร์แห่งชาติ "รวมพลังสร้างสุขภาพ เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง"

1. แนวคิดและความเป็นมา

2. วิสัยทัศน์ "เมืองไทยแข็งแรง" (Healthy Thailand) คนไทยอยู่เย็นเป็นสุขทั้งกาย ใจ สังคม และปัญญา/จิตวิญญาณ มีสัมมาอาชีพ มีรายได้ ทำงานด้วยความสุข สามารถดำรงชีพบนพื้นฐานของความพอดีพอประมาณอย่างมีเหตุมีผล ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีครอบครัวอบอุ่น มั่นคง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ ชีวิตและทรัพย์สิน เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีสุขภาพแข็งแรง และอายุยืนยาว

3. วัตถุประสงค์ เพื่อระดมศักยภาพของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยมีกลไกรับผิดชอบติดตาม และผลักดันการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ "เมืองไทยแข็งแรง" (Healthy Thailand)

4. คำประกาศนโยบายและเป้าหมาย "เมืองไทยแข็งแรง" (Healthy Thailand)

5. ระยะเวลาการดำเนินงาน เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผล ได้กำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน คือ

6. ยุทธศาสตร์ "รวมพลังสร้างสุขภาพ เพื่อคนไทยแข็งแรง เมืองไทยแข็งแรง"

7. กลไกการจัดการ เพื่อให้มีกลไกรับผิดชอบการจัดทำแผนแม่บทตลอดจนการติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์แห่งชาติดังกล่าว จึงเสนอให้


9. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรและโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาหนี้สินโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรและโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติหลักการเกี่ยวกับมาตรการและแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรในโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) และโครงการแผนฟื้นฟูการเกษตร (ผกก.)
  2. อนุมัติงบประมาณเพื่อชดเชยให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ภายในวงเงินจำนวน 2,896.64 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

1. แหล่งเงินที่ใช้ในการให้สินเชื่อทั้ง 2 โครงการ ดังกล่าว เมื่อเริ่มต้นโครงการ 17,322 ล้านบาท เป็นเงินส่วนที่ ธ.ก.ส. จัดหา 8,212 ล้านบาท เงินส่วนของรัฐ ทั้งเงินงบประมาณประจำปีและเงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) 9,110 ล้านบาท ซึ่ง ณ วันที่ 30 กันยายน 2547 มีต้นเงินกู้คงเหลือ 8,120 ล้านบาท เป็นเงินส่วนที่ ธ.ก.ส. จัดหา 2,084 ล้านบาท และเงินส่วนของรัฐ 6,036 ล้านบาท

2. ผลการดำเนินงานของโครงการ คปร. มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 5.50 แสนราย สามารถลดพื้นที่ปลูกพืชรวม 4.09 ล้านไร่ (ร้อยละ 91 จากเป้าหมาย) ส่วนผลการดำเนินงานของโครงการ ผกก. ดำเนินงานระหว่างปี 2535-2539 เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 2.55 แสนราย สนับสนุนสินเชื่อทั้ง 2.55 แสนราย เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ด้านปศุสัตว์ ปรับปรุงการผลิตข้าว การประมง และไร่นาสวนผสม ฯลฯ

3. ผลการดำเนินงานสินเชื่อ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2547 คปร. จ่ายสินเชื่อตั้งแต่ปี 2537-2540 แล้ว ทั้งสิ้น 9,922 ล้านบาท เกษตรกร 143,858 ราย เกษตรกรชำระต้นเงินกู้แล้ว 4,205 ล้านบาท จ่ายสินเชื่อตั้งแต่ปี 2535-2539 ทั้งสิ้น 7,444 ล้านบาท เกษตรกร 255,745 ราย ชำระเงินกู้แล้ว 5,041 ล้านบาท สรุปทั้ง 2 โครงการมีการจ่ายเงินกู้จนถึงปัจจุบัน 17,366 ล้านบาท เกษตรกร 399,603 ราย ชำระเงินกู้แล้ว 9,246 ล้านบาท เกษตรกร 218,607 ราย ต้นเงินกู้คงเหลือ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2547 จำนวน 8,120 ล้านบาท เกษตรกร 180,996 ราย

4. การบริหารสินเชื่อ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จ่ายค่าบริหารสินเชื่อให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 4 ของต้นเงินกู้คงเป็นหนี้คงเหลือของเกษตรกร และในช่วงของเงินที่ ธ.ก.ส. จัดหามาให้เกษตรกรกู้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จ่ายค่าชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ย โดยอัตราค่าชดเชยขึ้นกับแหล่งเงินที่ ธ.ก.ส. จัดหา ระหว่างร้อยละ 4.53 ถึงร้อยละ 8.61 ต่อปี ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2537-2546 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จ่ายค่าบริหารสินเชื่อและค่าชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. แล้ว 4,579 ล้านบาท จำแนกเป็นค่าบริหารฯ 2,938 ล้านบาท และค่าชดเชยฯ 1,641 ล้านบาท

5. หลักเกณฑ์และวิธีการช่วยเหลือมีดังนี้

6. รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณชดเชยแก่ ธ.ก.ส. ตามที่เสนอเป็นเงินประมาณปีละ 362.08 ล้านบาท จำนวน 8 ปี รวมเป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 2,896.64 ล้านบาท ซึ่งทำให้เกษตรกรตามโครงการได้รับประโยชน์ 180,996 ราย


10. เรื่อง ผลการดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอดังนี้

สถานการณ์ผู้มีอิทธิพล

1. ผลการดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามบัญชีของกระทรวงมหาดไทย

2. ผลการดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามบัญชีของกระทรวงกลาโหม


11. เรื่อง ผลการประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่มีลักษณะเป็นการมอมเมาเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอผลการประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินการกับผู้ประกอบธุรกิจการค้าที่มีลักษณะเป็นการมอมเมาเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 1/2547 โดย รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมสรรพสามิต เมื่อวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2547

ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้มีการดำเนินการต่อไป ดังนี้

ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องดังกล่าว โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการและมอบหมายให้อธิบดีกรมการปกครอง เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยมีเป้าหมายให้คณะกรรมการดำเนินการกำหนดยุทธศาสตร์ และวางระบบการป้องกัน ควบคุมและปราบปรามธุรกิจการค้า อันเป็นการมอมเมาเด็กและเยาวชน ในลักษณะของการจัดระเบียบสังคมแนวใหม่ (New Social Order) เพื่อให้เป็นสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน และให้คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นอย่างน้อย 2 ชุด เพื่อพิจารณาในเรื่องของปัญหาความประพฤติและการใช้บริการ ของเด็กและเยาวชน (Demand Side) และพิจารณาปัญหาการให้บริการของสถานประกอบการที่เป็นการ มอมเมาเด็กและเยาวชน (Supply Side) โดยให้ฝ่ายเลขานุการยกร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


12. เรื่อง สรุปสถานการณ์ความแห้งแล้ง

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปสถานการณ์ความแห้งแล้งตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอในช่วง ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม - 11 พฤศจิกายน 2547 ดังนี้

1. สถานการณ์ความแห้งแล้ง

2. พื้นที่การเกษตรที่ประสบความแห้งแล้ง

3. การให้ความช่วยเหลือของจังหวัด/อำเภอ/กิ่งอำเภอ

4. การดำเนินการของกระทรวงมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการตามโทรพิมพ์ในราชการกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0211.5/ว 317 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 แจ้งให้จังหวัดดำเนินการ เพิ่มเติม ดังนี้


13. เรื่อง การเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่เขต 14

คณะรัฐมนตรีรับทราบกรอบปัญหาและเห็นชอบแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอและเห็นชอบในหลักการแผนงาน/โครงการ ทั้งนี้ให้แต่งตั้งคณะกรรมการทบทวนลำดับความสำคัญโครงการ ที่ประกอบด้วย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับจังหวัด เพื่อจัดลำดับความสำคัญและรายละเอียดของแผนงาน/โครงการ เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป รวมทั้งเห็นชอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาแต่งตั้งผู้แทนภาคประชาชนและปราชญ์ชาวบ้านเป็นคณะที่ปรึกษา (Advisory Body) ในด้านการจัดทำแผนการดำเนินการและการแก้ไขปัญหาของจังหวัดตามระบบผู้ว่า CEO

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2547 ณ จังหวัดนครพนม คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ (1)การยกระดับฐานการผลิตหลักของภาค (2)การขยายฐานเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน (3)การสร้างศักยภาพและโอกาสให้คนจน (4)การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและ (5)การสร้างคนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเห็นชอบโครงการผลิตข้าวหอมมะลิมาตรฐานเพื่อการส่งออกในทุ่งกุลาร้องไห้ โครงการพัฒนาชายแดนและด่านชายแดน โครงการจัดหาน้ำเพื่อการผลิตการเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2547 (ณ จังหวัดหนองคาย) คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแนวทางการเพิ่มรายได้เกษตรกรยากจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเมื่อพิจารณาศักยภาพและปัญหาของพื้นที่ประกอบกับยุทธศาสตร์ภาคและมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวขอ้งแล้วมีความสอดคล้องกัน และเห็นควรเน้นการดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการส่งเสริมการค้าชายแดน โดยมีแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

1. การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ มีแนวทางหลักประกอบด้วย

2. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ มีแนวทางหลักประกอบด้วย

3. การเสริมการค้าชายแดน มีแนวทางหลักประกอบด้วย

4. การดำเนินงานทั้งหมดต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งการบริหารจัดการจังหวัดแบบบูรณาการโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บริหารสูงสุดในจังหวัด (CEO) นี้เป็นการบริหารจัดการ/จัดสรรทรัพยากรในระดับพื้นที่(Final Resource Allocation) ที่จะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีบูรณาการมี ประสิทธิภาพรวดเร็วและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่ โดยอาศัยโครงสร้างการบริหารงานที่มีคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ (กบจ.) ทำหน้าที่ในการจัดยุทธศาสตร์บูรณาการแผนงาน โครงการ กำกับ ให้คำแนะนำและติดตามประเมินผล ซึ่งในทางปฏิบัติภาคประชาชนขาดโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามาเป็นกรรมการ บางครั้งส่งผลให้การพัฒนาชนบทขาดข้อคิดเห็นหรือเสียงสะท้อนจากประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจรากหญ้าอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการตั้งคณะผู้แทนภาคประชาชนโดยเฉพาะเกษตรกรและกลุ่มปราชญ์ชาวบ้านทำหน้าที่ใหคำปรึกษา (Advisory Body) กับผู้ว่า CEO เกี่ยวกับการพัฒนาชนบท เพื่อให้การทำงานมีความรอบคอบไม่ส่งผลกระทบหรือกระทบน้อยที่สุดกับประชาชนและกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่

แผนงานโครงการที่จังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 14 เสนอขอรับการสนับสนุนและ สศช. ได้กลั่นกรองในเบื้องต้นแล้ว มีจำนวนทั้งสิ้น 52 โครงการ วงเงินประมาณ 4,007.6 ล้านบาท ประกอบด้วย

  1. ด้านการเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ จำนวน 11 โครงการ งบประมาณ 213.7 ล้านบาท
  2. ด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จำนวน 32 โครงการ งบประมาณ 3,000.7 ล้านบาท
  3. ด้านการส่งเสริมการค้าชายแดน จำนวน 9 โครงการ งบประมาณ 793.2 ล้านบาท

14. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรี Ayeyawady - Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy (ACMECS) อย่างไม่เป็นทางการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมรัฐมนตรี Ayeyawady - Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy (ACMECS) อย่างไม่เป็นทางการตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ตามที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรี ACMECS อย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2547 ที่จังหวัดกระบี่ นั้น สาระสำคัญของการประชุมสรุปได้ดังนี้

1. การประชุมระดับรัฐมนตรี ACMECS อย่างไม่เป็นทางการ ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าของการดำเนินกิจกรรมในประเทศสมาชิกภายใต้กรอบ ACMECS ทั้งนี้ ในส่วนของไทย ได้แจ้งที่ประชุมทราบถึงการดำเนินการของไทยในโครงการต่าง ๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ภายใต้สาขาความร่วมมือทั้ง 5 สาขา อาทิ การอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุน ไทยได้ขยายการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร AISP สำหรับสินค้าเกษตร 9 รายการกับประเทศเพื่อนบ้าน มีความร่วมมือในการทำ Contract farming ในประเทศเพื่อนบ้าน ในการนี้ ประเทศสมาชิก ACMECS เห็นพ้องกับแนวคิดของไทยที่อาจให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น มันสำปะหลังหรืออ้อยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบที่ไทยจะรับซื้อสำหรับการผลิตพลังงานชีวภาพในประเทศไทยซึ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีในเรื่องนี้

2. การประชุมร่วมกับหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ภายหลังจากการประชุมรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการดังกล่าว รัฐมนตรี ACMECS ยังได้ประชุมร่วมกับผู้แทนจากประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา ได้แก่ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ รวมทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียด้วย

3. ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น


15. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอและให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยของรัฐพัฒนาไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่อยู่ในกำกับของรัฐเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการที่เป็นอิสระและมีความคล่องตัว สามารถจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจะต้องคำนึงถึงความเป็นอิสระและความเป็นเลิศทางวิชาการ


16. เรื่อง รายงานการตั้งตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน ครั้งที่ 11

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอรายงานผลการดำเนินงานการรับเรื่องร้องเรียน ดังนี้

1. "ตู้นายกฯ ทักษิณ รับเรื่องร้องเรียนของประชาชน จังหวัด........" ในระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2547 จังหวัดต่าง ๆ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านตู้นายกฯ ทักษิณ ที่ตั้งบริเวณบ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวนรวมทั้งสิ้น 543 เรื่อง

2. "ตู้นายกฯ ทักษิณ หน้าบ้านพิษณุโลก กทม." จังหวัดต่าง ๆ ได้รับเรื่องร้องเรียนที่กระทรวงมหาดไทย รับจาก คตส.นรม. (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ส่งให้จังหวัดพิจารณาจำนวน 1,631 เรื่อง มีผลการดำเนินการ ดังนี้

3. ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย ได้ให้คำปรึกษาพร้อมรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์จากประชาชนในงานมหกรรม "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ในระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2547 จำนวนทั้งสิ้น 408 เรื่อง

4. การให้ความช่วยเหลือ/แก้ปัญหา เรื่องที่จังหวัดสามารถดำเนินการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการได้ดำเนินการแก้ไขในบทบาทหน้าที่ไปแล้ว ในห้วงระยะเวลานี้ เช่น


17. เรื่อง ความตกลงทางการเงินสำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประชาคมยุโรป ภายใต้กรอบ Small Projects Facility

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องความตกลงทางการเงินสำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประชาคมยุโรป ภายใต้กรอบ Small Projects Facility ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบเอกสารความตกลงทางการเงินระหว่างประชาคมยุโรปกับรัฐบาลไทย
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้ลงนามในเอกสารความตกลงทางการเงินระหว่างประชาคมยุโรปกับรัฐบาลไทยในนามของรัฐบาลไทย
  3. สำหรับงบประมาณที่ผู้รับการสนับสนุนจะต้องสมทบให้เป็นไปตามความเห็นของสำนักงบประมาณและให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการไปดำเนินการด้วยว่า
    • 1) กระทรวงการต่างประเทศ ควรเป็นเจ้าภาพ ในการคัดเลือกกิจกรรมภายใต้โครงการความร่วมมือระดับสองฝ่ายภายใต้แผนงาน National Indicative Programme โดยอาจดำเนินการในรูปคณะทำงานที่มีสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเพื่อพิจารณากลั่นกรองกิจกรรมให้มีความเชื่อมโยงเป็นระบบไม่ซ้ำซ้อนกัน และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติและวัตถุประสงค์ของความตกลงฯ
    • 2) กระทรวงการต่างประเทศ ควรประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ ให้ทุกฝ่ายที่อาจขอรับการสนับสนุนจาก โครงการดังกล่าวได้ทราบ เพื่อจะได้เตรียมการในส่วนที่จะต้องรับผิดชอบในการสมทบค่าใช้จ่ายต่อไป เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศ รายงานว่า
      1. คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำเอกสารความตกลงทางการเงินสำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประชาคมยุโรปภายใต้กรอบ Small Projects Facility ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับขั้นตอนและรายละเอียดของการเสนอโครงการความร่วมมือระดับสองฝ่ายภายใต้แผนงาน National Indicative Programme ซึ่งฝ่ายคณะกรรมาธิการ ยุโรปได้ลงนามเรียบร้อยแล้วมาเพื่อฝ่ายไทยพิจารณาลงนาม
      2. ความร่วมมือภายใต้กรอบ Small Projects Facility มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพยุโรปกับประเทศไทย ด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในสาขาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ มีงบประมาณของโครงการทั้งหมด 6,320,000 ยูโร ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปจะให้ความสนับสนุนสูงสุด จำนวน 5,000,000 ยูโร และผู้ที่ได้รับการสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ จะต้องรับผิดชอบในส่วนที่เหลือในแต่ละ กิจกรรม ซึ่งจะรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,320,000 ยูโร ทั้งนี้ ภายใต้วงเงิน 5,000,000 ยูโร ในส่วนของคณะกรรมาธิการยุโรปนั้น จะถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อใช้บริหารโครงการรวมทั้งสิ้น 1,040,000 ยูโร ส่งผลให้มูลค่าเงินเพื่อใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ภายใต้โครงการในส่วนของคณะกรรมาธิการยุโรปจะให้ความสนับสนุนทางการเงินในแต่ละกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไม่เกินร้อยละ 75 ของงบประมาณทั้งหมดของแต่ละกิจกรรมนั้น ๆ ภายในวงเงิน 30,000-200,000 ยูโรต่อ กิจกรรมด้วย ดังนั้น ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจึงต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการสมทบค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรมในอัตราส่วนอย่างต่ำร้อยละ 25 ของงบประมาณทั้งหมดของกิจกรรมนั้น ๆ
      3. Small Project Facility จะส่งผลให้เกิดกิจกรรมใน 3 ลักษณะ ดังนี้
        • (1) โครงการขนาดเล็กที่มีงบประมาณน้อยและมีช่วงเวลาจำกัด เป็นโครงการที่มีความสำคัญในแง่ ยุทธศาสตร์และอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป
        • (2) การสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการเฉพาะกิจ
        • (3) ความชำนาญทางเทคนิคเฉพาะกิจระยะสั้น
    • ทั้งนี้ ผู้ขอรับความสนับสนุนควรเป็นหน่วยงานราชการ หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรหน่วยงานท้องถิ่น สมาคมธุรกิจ มหาวิทยาลัย หรือสถาบันอื่น ๆ อาทิ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
  4. ระยะเวลาในการดำเนินการตามความตกลง ฯ จะเริ่มเมื่อความตกลง ฯ มีผลใช้บังคับและสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 โดยระยะการดำเนินโครงการในเชิงปฏิบัติจะเริ่มตั้งแต่วันที่ความตกลง ฯ มีผลบังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2550 และการบริหารโครงการจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ทั้งนี้ สัญญาต่าง ๆ เพื่อดำเนินการตามความ-ตกลง ฯ จะต้องลงนามอย่างช้าที่สุดภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2549

18. เรื่อง สรุปผลการจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานของรัฐบาล "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้า สู่รากแก้ว"

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานของรัฐบาล "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้าสู่รากแก้ว" ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ

คณะทำงานได้ดำเนินการจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานของรัฐบาล "เหลียวหลังแลหน้า จากรากหญ้า สู่รากแก้ว" เมื่อวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2547 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี โดยมีประชาชน ร่วมงานทั้งสิ้น 867,981 คน

ผลการสำรวจความเห็นประชาชนต่อการจัดงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่องาน ระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2547 โดยทำการสำรวจประชาชน 2 กลุ่ม คือ ประชาชนที่เข้าชมงานจำนวน 1,500 คน และประชาชนทั่วประเทศ 5,800 คน ในกลุ่มเรื่องดังนี้

1. นโยบายรัฐบาล ที่ประชาชนชื่นชอบ ประกอบด้วย การปราบปรามยาเสพติด 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง OTOP พักชำระหนี้เกษตรกร บ้านเอื้ออาทร การแก้ไขปัญหาความยากจน

2. การบริหารงานของรัฐบาล

3. การจัดงานนิทรรศการ


19. เรื่อง ขออนุมัติขายอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการในการขายอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ ที่ดินและอาคารสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำกรุงบอนน์ ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยให้กองทัพอากาศเป็นผู้ดำเนินการในราคาขายขั้นต่ำ จำนวน 389,000 ยูโร และให้นำค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขายมาหักออกจากรายได้จากการขายก่อนส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน และในกรณีที่ไม่สามารถหาผู้ซื้อในราคาที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้ ก็ให้อยู่ในดุลยพินิจของส่วนราชการผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในการดำเนินการขายที่ดินและอาคารดังกล่าวในราคาที่ต่ำกว่าที่คณะรัฐมนตรีกำหนดได้ไม่เกินร้อยละ 10 ตามมติคณะกรรมการพิจารณาการขาย การแลกเปลี่ยน การให้ การจำหน่าย จ่ายโอน หรือจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ

ทั้งนี้กระทรวงการคลังรายงานว่า กระทรวงกลาโหมมีความประสงค์จะขายที่ดินและอาคารดังกล่าว เนื่องจากได้ย้ายสำนักงานไปประจำที่กรุงเบอร์ลินแล้ว โดยขอให้กรมธนารักษ์ดำเนินการเสนอคณะกรรมการฯ ก่อนเสนอคณะ รัฐมนตรีพิจารณาต่อไป เมื่อประมาณเดือน ตุลาคม 2543 และกรมธนารักษ์ได้ดำเนินการประสานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อขอให้จัดส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ และขอความร่วมมือกระทรวงการต่างประเทศเพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการพิจารณาขายอสังหาริมทรัพย์ของคณะกรรมการฯ มาโดยตลอด จนได้ข้อมูลครบถ้วนเมื่อประมาณเดือนมกราคม 2547


20. เรื่อง การเปิดเขตการค้าเสรีด้านการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน - จีน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและจีน และร่างความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างอาเซียนและจีน พร้อมทั้งมอบอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามในความตกลงฯทั้งสองฉบับ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำหนังสือมอบอำนาจ (Full Power) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนาม มีสาระสำคัญของร่างความตกลงดังกล่าวนี้ ดังนี้ ร่างความตกลงการค้าสินค้าระหว่างอาเซียน - จีน ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มลดภาษีนำเข้าสินค้าทั่วไปในวันที่ 1 กรกฏาคม 2548 จนเหลือร้อยละ 0 ภายใน 5 ปี (พ.ศ.2553) โดยจะมีสินค้าจำนวนไม่เกิน 150 รายการ ที่จะยืดเวลาการยกเลิกภาษีได้อีก 2 ปี (พ.ศ. 2555) ส่วนสินค้าอ่อนไหวจะมีได้ไม่เกิน 400 รายการ และไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าการนำเข้า โดยจะเริ่มลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 20 ในปีที่ 7 (พ.ศ 2555) และเหลือ ร้อยละ 0-5 ในปีที่ 13 (ปี 2561) สินค้าอ่อนไหวจะมีสินค้าอ่อนไหวสูงได้ไม่เกิน 100 รายการ ที่จะต้องลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 50ในปีที่ 10 (ปี 2558) ทั้งนี้ให้ทั้งสองฝ่ายสามารถป้องกันการทะลักเข้ามาของสินค้าจากอีกฝ่ายหนึ่งโดยสามารถขึ้นอัตราภาษีไปอยู่ในระดับเดิมได้ หากเกิดความเสียหายกับการผลิตภายในอย่างรุนแรง (Bilateral safeguard)ร่างความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างอาเซียนและจีน เป็นแนวทางการดำเนินเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างอาเซียนและจีน อันเป็นผลมาจากการดำเนินการภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและจีนความตกลงการค้าสินค้าภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและจีน และความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างอาเซียนและจีน เป็นการเปิดเขตการค้าเสรีด้านการค้าระหว่างอาเซียนและจีน ซึ่งมีผลต่อประเทศไทยในการสร้างโอกาสให้กับสินค้าส่งออกของไทย

ทั้งนี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนและจีนจะมีการลงนามในร่างความตกลงการค้าสินค้า ฯ และร่างความตกลงว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาท ฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน - จีน ณ กรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547


21. เรื่อง แต่งตั้ง

1. เรื่อง กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้แต่งตั้งกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 แทนตำแหน่งที่ว่างดังนี้ 1. คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมการผู้ทรง คุณวุฒิด้านกฎหมาย 2. นายศุภชัย พิศิษฐวานิช เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินต่อไปอีกวาระหนึ่ง 3. นายสมหมาย ภาษี เป็นกรรมการ

2. เรื่อง กรรมการอื่นในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้ แต่งตั้งกรรมการอื่นในคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ แทนกรรมการเดิมที่หมดวาระ จำนวน 10 ราย ดังนี้ 1. นายฉัตรชัย รัตโนภาส อธิบดีกรมป่าไม้ 2. นายพยุง นพสุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิ 3. มล. อนุพร เกษมสันต์ ผู้ทรงคุณวุฒิ 4. นายพีระเดช มีนสุข ผู้ทรงคุณวุฒิ 5. นายวิเชียร กีรตินิจกาลรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 6. นายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 7. นายไมตรี ดวงสวัสดิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 8. นายวีระชัย ณ นคร ผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ 9. นายธวัชชัย สันติสุข ผู้ทรงคุณวุฒิ และ 10. นายนิวัติ เรืองพานิช ผู้ทรงคุณวุฒิ

3. เรื่อง กรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอให้แต่งตั้ง รศ.คุณหญิงสุชาดา ศรีเพ็ญ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ มีความเชี่ยวชาญทางด้านพันธุ์ไม้น้ำของประเทศไทย เป็นกรรมการเพิ่มเติมในคณะกรรมการองค์การสวนพฤกษศาสตร์

4. เรื่อง กรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้แต่งตั้ง นายธเนศพล ธนบุญยวัฒน์ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ แทน นายปรีชา ออประเสริฐ

5. เรื่อง ข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 10

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอให้แต่งตั้ง นางกานดา วัชราภัย ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 9) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ ราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป

6. เรื่อง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ ที่ครบวาระ จำนวน 5 ราย ดังนี้ 1. นายทวี บุตรสุนทร 2.. นายปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์3. นางนงลักษณ์ ปานเกิดดี 4. นางสาวสุจินดา โชติพานิช และ 5. นายวนัส แต้ไพสิฐพงษ์

7. เรื่อง รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการสถิติแห่งชาติแทนกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอให้แต่งตั้งรองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นในคณะกรรมการสถิติแห่งชาติแทนกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งใหม่ คือ 1. นายไกรสร พรสุธี ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ 2. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี