สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
16 กรกฎาคม 2547

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2547) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ศาลา 100 ปี วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการบริจาคเงินเข้ากองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ)
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากรแม่สาย พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่.. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 (ยกเลิกการควบคุมการนำเข้าโลหะดีบุกผสม)
  4. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส. จชต.) ครั้งที่ 7/2547
  5. เรื่อง รายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547
  6. เรื่อง รายงานผลการจัดสรรเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (SAL)
  7. เรื่อง รายงานการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยไตรมาสที่ 1 และ 2 ปีงบประมาณ 2547
  8. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)
  9. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการจ้างงานนักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน
  10. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
  11. เรื่อง โครงการตลาดสินค้าเกษตรเชียงใหม่ (การปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณของโครงการ)
  12. เรื่อง ขอรับจัดสรรอัตรากำลังเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรมาปฏิบัติงานสังกัดสถาบันราชภัฏ
  13. เรื่อง การบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน
  14. เรื่อง ผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่อง นโยบายการจัดการขยะของไทย
  15. เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับสิทธิการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินบนต้นน้ำกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : กรณีต้นน้ำน่าน
  16. เรื่อง โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
  17. เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้
  18. เรื่อง ความก้าวหน้าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง
  19. เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (แนวทางการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนทั่วประเทศ)
  20. เรื่อง รายงานการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ สหภาพพม่า และฟิลิปปินส์
  21. เรื่อง รายงานการประชุมสมัชชาการศึกษา และนิทรรศการด้านการศึกษา
  22. เรื่อง โครงการศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค (Strategic Energy Landbridge)
  23. เรื่อง การเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548
  24. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณปี 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
  25. เรื่อง โครงการแปลงสวนยางเป็นทุน (การให้องค์การสวนยางเข้าทำประโยชน์จากสวนยางในป่าสงวนแห่งชาติ)
  26. เรื่อง การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
  27. เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  28. เรื่อง การรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงาน
  29. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของหน่วยงานราชการภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง
  30. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
  31. เรื่อง การแก้ไขปัญหาโรงเรียนถูกลอบวางเพลิง
  32. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการสร้างงานและอาชีพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  33. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (น้ำมันแก๊ซโซฮอล์ที่มีเอทานอลผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 9)
  34. เรื่อง การดำเนินงานโครงการที่ราชพัสดุเพื่อสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของกรมธนารักษ์
  35. เรื่อง การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช
  36. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 44
  37. เรื่อง บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ระหว่างสำนักงาน ปปง. กับ The Unitat De Prevencio Del Blanqueig (UPB) ประเทศอันดอร์รา)
  38. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการตามนโยบาย
  39. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย
  40. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 8 คณะ
  41. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. กรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง
    2. ข้าราชการการเมืองสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
    3. ข้าราชการการเมืองกระทรวงสาธารณสุข

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการบริจาคเงินเข้ากองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการบริจาคเงินเข้ากองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังรายงานว่า เพื่อส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนกองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการ พ.ศ. 2530 และที่แก้ไข เพิ่มเติม สมควรยกเว้นภาษีเงินได้ให้เอกชนผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนฯ สำหรับเงินหรือทรัพย์สินเท่าที่ได้บริจาคให้แก่กองทุนฯ ตามเงื่อนไขเช่นเดียวกับกรณีการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่องค์การสถานสาธารณกุศล ซึ่งจะมีผลต่อการสูญเสียรายได้ทางภาษีเล็กน้อย แต่จะมีส่วนสนับสนุนงานด้านการจัดสวัสดิการของภาครัฐอันจะเป็นการช่วยลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐได้

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้มีการบริจาคเงินเข้ากองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการ) เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับการบริจาคให้แก่กองทุนสวัสดิการภายในส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดสวัสดิการภายในส่วนราชการฯ ดังนี้

  1. บุคคลธรรมดา ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป หลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนเท่าจำนวนเงินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคลักษณะอื่นแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนดังกล่าวนั้น
  2. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป เป็นจำนวนเงินหรือมูลค่าของทรัพย์สินเท่าที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายการกุศลสาธารณะต้องไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายการกุศลสาธารณะ

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนดโดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป


2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากรแม่สาย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากรแม่สาย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหภาพพม่า และเพื่อการพาณิชย์ การขนส่ง และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ให้สอดคล้องกับโครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งเพื่อประโยชน์ในการตรวจตราและป้องกันการลักลอบหนีศุลกากร และหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรบริเวณชายแดนทางบกด้านนี้ สมควรกำหนดทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากรแม่สาย ใหม่ โดยเพิ่มทางถนนจากเขตแดนทางบกฝั่งขวาของแม่น้ำสายที่สะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 มายังด่านศุลกากรแม่สายเป็นทางอนุมัติ และตั้งด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 ขึ้น จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงกำหนดทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากรแม่สาย พ.ศ. .... เป็นการกำหนดทางอนุมัติ ด่านพรมแดน และด่านศุลกากรแม่สาย ใหม่ โดยเพิ่มทางถนนจากเขตแดนทางบกฝั่งขวาของแม่น้ำสายที่สะพานมิตรภาพ ข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 มายังด่านศุลกากรแม่สายเป็นทางอนุมัติ และตั้งด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2 ขึ้น


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่.. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 (ยกเลิกการควบคุมการนำเข้าโลหะดีบุกผสม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงฉบับที่.. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 (ยกเลิกการควบคุมการนำเข้าโลหะดีบุกผสม) ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอตามรายงานของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ว่า

  1. กฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2516) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 39 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 กำหนดให้สินแร่ดีบุกโลหะดีบุก หรือโลหะดีบุกผสมปริมาณเกินสองกิโลกรัม เป็นแร่ที่อยู่ในความควบคุมการนำเข้าในราชอาณาจักรเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ใช้แร่ที่ผลิตได้ภายในประเทศเพื่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ
  2. ปัจจุบันการผลิตแร่ดีบุกและโลหะดีบุกผสมภายในประเทศลดน้อยลงไม่เพียงพอต่อการป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำนวนมากได้มีการนำโลหะดีบุกผสมเข้ามาในราชอาณาจักรเพิ่มมากขึ้นทุกปี จึงสมควรดำเนินการยกเลิกการควบคุมเฉพาะการนำโลหะดีบุกผสมเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อให้ระบบการใช้โลหะดีบุกผสมของภาคอุตสาหกรรมมีความคล่องตัว ลดภาวะการใช้แร่ภายในประเทศ ลดขั้นตอนการควบคุมของภาครัฐ และให้มีการนำเข้าอย่างเสรี จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงฉบับที่.. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 (ยกเลิกการควบคุมการนำเข้าโลหะดีบุกผสม) เป็นการให้ยกเลิกการควบคุมการนำโลหะดีบุกผสมเข้ามาในราชอาณาจักร


4. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส. จชต.) ครั้งที่ 7/2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายของ กอ.สสส. จชต.ครั้งที่ 7/2547 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ

สรุปสาระสำคัญผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบาย ครั้งที่ 7

1. มติที่ประชุมเห็นชอบในหลักการสนับสนุนงบประมาณแผนงาน/โครงการซึ่งเสนอความต้องการโดย สตช. จำนวน 2 รายการ และกระทรวงกลาโหม จำนวน 3 รายการโดยให้สำนักงบประมาณตรวจสอบในรายละเอียดกับส่วนราชการที่เสนอต่อไป คือ

2. ให้หน่วยที่มีความต้องการงบประมาณ จัดทำรายละเอียดความต้องการ เสนอให้คณะเลขานุการร่วมพิจารณาในวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 เพื่อกลั่นกรองก่อนนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายวันที่ 12 กรกฎาคม 2547 เนื่องจากวงเงินงบประมาณมีจำกัดและใกล้ปิดงวดงบประมาณ ได้แก่

3. ให้ บก. ทหารสูงสุด จัดทำข้อมูลรายละเอียด Area Communication เสนอให้คณะกรรมการพิจารณาแต่เนิ่น 4. กำหนดจัดประชุมทบทวนปรับกรอบยุทธศาสตร์ภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2547 โดยนำเอาข้อคิดข้อสังเกตของรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ประกอบการพิจารณาด้วย


5. เรื่อง รายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ตามที่สำนักงบประมาณ สำนักนโยบายและแผนงบประมาณเสนอ ดังนี้

  1. ภาพรวม การจัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 (ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2547) มีจำนวนทั้งสิ้น 1,088,094.9 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 93.5 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 1,163,500.0 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับรายจ่ายลงทุน มีจำนวน 194,294.9 ล้านบาท หรือร้อยละ 66.4 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน และรายจ่ายประจำมีจำนวน 893,800.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 102.7 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
  2. งบรายจ่าย จากการจัดสรรงบประมาณจำนวนรวมทั้งสิ้น 1,088,094.9 ล้านบาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับวงเงินจำแนกตามงบรายจ่าย พบว่างบบุคลากร งบดำเนินงานและงบเงินอุดหนุน มีการจัดสรรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจแล้วเกินกว่าจำนวนวงเงินงบประมาณที่ได้รับ จำนวนร้อยละ 0.2 2.1 และร้อยละ 8.6 ตามลำดับ เนื่องจากส่วนใหญ่มีการโอนรายการงบกลางจากงบรายจ่ายอื่นไปตั้งจ่ายในงบบุคลากร งบดำเนินงานและงบเงินอุดหนุน เพื่อให้เป็นไปตามลักษณะการเบิกจ่ายงบประมาณจริง สำหรับงบรายจ่ายที่มีการจัดสรรให้ต่ำสุด ได้แก่ งบรายจ่ายอื่นและงบลงทุนจัดสรรให้ร้อยละ 75.5 และร้อยละ 88.8 ตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
จัดสรรงบประมาณ ร้อยละของงบรายจ่าย
งบบุคลากร 324,118.3 100.2
งบดำเนินงาน 109,509.3 102.1
งบลงทุน 101,487.4 88.8
งบเงินอุดหนุน 283,266.8 108.6
งบรายจ่ายอื่น 269,713.1 75.5
รวม (ล้านบาท) 1,088,094.9 93.5
  1. ในระดับกระทรวง กระทรวงที่มีการจัดสรรงบประมาณสูงสุด ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกองทุนและเงินทุนหมุนเวียน จัดสรรให้เต็มตามจำนวนวงเงินงบประมาณที่ได้รับ และสำหรับการจัดสรรงบประมาณในลำดับต่ำสุด ได้แก่ งบกลาง จำนวนร้อยละ 77.4 และกระทรวงคมนาคมจำนวนร้อยละ 91.3 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ ตามลำดับ
  2. ในระดับกรม กรมที่มีการจัดสรรงบประมาณสูงสุดเต็มตามจำนวนวงเงินงบประมาณที่ได้รับ จำนวน 145 หน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข และรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น

6. เรื่อง รายงานผลการจัดสรรเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (SAL)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจัดสรรเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (SAL) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

  1. คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและรับทราบโครงการที่เหมาะสมกับหลักเกณฑ์การใช้เงินกู้ SAL ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2544 ที่กล่าวข้างต้นแล้วจำนวน 26 โครงการ วงเงิน 3,892.26 ล้านบาท ทั้งนี้ หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรเงิน SAL ที่กล่าวได้ดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้าง และจ้างที่ปรึกษาแล้ว โดยได้เบิกจ่ายเงินกู้ ณ เดือนเมษายน 2547 รวมทั้งสิ้น 2,172.60 ล้านบาท หรือ คิดเป็นร้อยละ 55.82 ของวงเงินที่ได้รับอนุมัติ
  2. บัดนี้ กระทรวงการคลังโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นชอบและอนุมัติให้จัดสรรเงินกู้ SAL ตามข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งได้ตรวจสอบความจำเป็นและความซ้ำซ้อนกับการใช้เงินงบประมาณและหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกู้ SAL ตามนัยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2547 แล้ว 1 โครงการ คือ โครงการสนับสนุนที่ปรึกษาไทยไปทำงานต่างประเทศ ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) วงเงิน 150 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมที่ปรึกษาไทยไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน โดยจัดทำโครงการนำร่องให้ที่ปรึกษาทำหน้าที่ ดังนี้
    • 1) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลตามแผนความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้แผนงาน/โครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub region : GMS) แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle Development Project : IMT-GT) กองทุนความช่วยเหลือพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้าน (NECF) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (Economic Cooperation Strategy : ECS) ซึ่งมีโครงการมากกว่า 100 โครงการ วงเงินลงทุนมากกว่า 800,000 ล้านบาท หรือ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนจากแหล่งเงิน อาทิ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น และกองทุนความช่วยเหลือพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทย และ
    • 2) จัดลำดับความสำคัญของโครงการที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านโดยที่ปรึกษาไทยเข้าไปดำเนินการคัดเลือกโครงการนำร่องที่มีศักยภาพเพื่อพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการจัดเตรียมโครงการการศึกษาความเหมาะสม การออกแบบเบื้องต้น และการสำรวจเพื่อออกแบบรายละเอียด การควบคุมงาน รวมถึงให้คำแนะนำในการจัดหาเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในขั้นตอนดำเนินการก่อสร้างและการจัดซื้อสินค้า

ทั้งนี้ วิธีการดังกล่าวจะช่วยที่ปรึกษาไทยให้มีข้อมูลและสามารถแข่งขันเข้าไปรับงานในโครงการ พัฒนา ต่าง ๆ ตามแผนที่กล่าวในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนไทยได้รวมตัวในรูปแบบการทำงานร่วมกันเพื่อไปประกอบธุรกิจด้านที่ปรึกษา การรับเหมาก่อสร้าง การขายสินค้าและบริการแก่ประเทศเพื่อนบ้านในโครงการภายใต้ความช่วยเหลือของประเทศไทยและโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากแหล่งเงินกู้อื่น ๆ นอกจากนี้ ประสบการณ์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการดังกล่าวยังจะช่วยสนับสนุนศักยภาพของที่ปรึกษาไทยในการไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าไปแข่งขันกับที่ปรึกษาต่างประเทศภายใต้โครงการที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมาที่ปรึกษาไทยยังไม่มีโอกาสได้รับการคัดเลือกเป็นที่ปรึกษาหลักทั้งที่มีประสบการณ์สูง เนื่องจากที่ปรึกษาไทยไม่มีประสบการณ์ในการทำงานในโครงการภายใต้ความช่วยเหลือทางการเงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

สำหรับความสอดคล้องกับการขอใช้เงินกู้ SAL โครงการดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดหมู่โครงการ/แผนงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจที่สำคัญเร่งด่วนหรือที่สอดคล้องกับนโยบายการปรับแผนกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของรัฐบาล


7. เรื่อง รายงานการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยไตรมาสที่ 1 และ 2 ปีงบประมาณ 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยไตรมาสที่ 1 และ 2 ปีงบประมาณ 2547 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอรายงานการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2547 (ต.ค.-ธ.ค. 2546) มีดังนี้

  1. สินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง 17 กลุ่มสินค้า มีมูลค่านำเข้ารวม 240.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2546 61.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 34.56
  2. มูลค่าการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง 17 กลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่านำเข้ารวมของสินค้าทุกชนิดในช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2547 แล้ว (20,918.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มูลค่านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง 17 กลุ่มมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 1.15 ของมูลค่านำเข้ารวม
  3. เมื่อเปรียบเทียบมูลค่านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยในช่วงไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2547 กับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2546 ปรากฎว่ามีมูลค่านำเข้าเพิ่มขึ้นจำนวน 16 รายการ ตั้งแต่ร้อยละ 3.86 ถึง ร้อยละ 145.89 และมี 1 รายการ มีมูลค่านำเข้าลดลงร้อยละ 25.01
  4. สินค้าฟุ่มเฟือยที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
    • 4.1 ผลไม้ มีมูลค่านำเข้า 46.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 27.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ร้อยละ 145.89
    • 4.2 สุราต่างประเทศมีมูลค่านำเข้า 43.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 27.82
    • 4.3 น้ำหอมและเครื่องสำอาง มีมูลค่านำเข้า 35.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 26.56
  5. สินค้าฟุ่มเฟือยไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2547 มีอัตราการนำเข้าเพิ่มขึ้น 15 รายการเมื่อเปรียบเทียบ (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ) กับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2546 โดยสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีมูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรกได้แก่ 1) ผลไม้ 2) ไฟแช็คและอุปกรณ์ 3) เลนส์ 4) สูท เสื้อ กระโปรง ฯ 5) ผ้าทอทำด้วยขนสัตว์ มีอัตราการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 145.89, 80.82, 46.72, 45.81 และ 37.01 ตามลำดับ

8. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงคมนาคมรายงานผลการดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) สรุปได้ ดังนี้

  1. โครงการที่ได้รับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2547 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ จำนวน 22 โครงการ วงเงิน 1,509.73 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานท้องถิ่นประมาณ 213.54 ล้านบาท
  2. โครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
    • 2.1 โครงการที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายเสริมสร้างสันติสุขภาคใต้ (รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธาน และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการ) จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 1,961.41 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานท้องถิ่นประมาณ 138.00 ล้านบาท
    • 2.2 โครงการที่หน่วยงานในสังกัดเสนอสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้ว ไม่ผ่านการพิจารณา และมีความจำเป็นต้องดำเนินการ จำนวน 10 โครงการ วงเงิน 1,875.54 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานท้องถิ่นประมาณ 164.65 ล้านบาท
  3. โครงการที่ได้รับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2548 จำนวน 43 โครงการ วงเงิน 1,129.75 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานท้องถิ่นประมาณ 86.37 ล้านบาท
  4. โครงการที่มีความจำเป็นแต่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จำนวน 14 โครงการ วงเงิน 795.31 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานท้องถิ่นประมาณ 80.36 ล้านบาท
  5. กิจกรรมของกระทรวงคมนาคมที่จะดำเนินการเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ และให้เกิดการจ้างแรงงานและรายได้ให้แก่ประชาชน

9. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการจ้างงานนักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าการจ้างงานนักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนตามที่กระทรวงแรงงานรายงานว่า ได้ประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการจ้างงานนักเรียน นักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ให้ความร่วมมือสรุปได้ ดังนี้

  1. การดำเนินการในส่วนของกระทรวงแรงงาน นักเรียน นักศึกษา ได้รับการจ้างงาน จำนวน 108,638 คน ทำงานในภาคราชการ จำนวน 29,406 คน ค่าตอบแทนวันละ 200 บาท และทำงานในภาคเอกชน จำนวน 79,232 คน ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 23 บาท
  2. การดำเนินการในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณ จำนวน 300 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามโครงการนี้สามารถจ้างนักเรียน นักศึกษา ได้จำนวน 100,000 คน

10. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการปรับปรุงห้องประชุมพิจารณางบประมาณ โดยปรับแผนใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 รายการค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ทำการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 1 แห่ง ตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) รายงานว่า ตามที่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ห้องประชุมพิจารณางบประมาณ อาคารรัฐสภา 3 ชั้น 3 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 นั้น สผ.ได้สำรวจความเสียหายและประมาณการค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงห้องดังกล่าว รวมทั้งการจัดหาครุภัณฑ์ ได้ข้อสรุปว่า การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณ จำนวน 30,200,800 บาท เพื่อจัดซื้อด้านระบบคอมพิวเตอร์ ระบบนำเสนอข้อมูล ระบบโสตทัศนูปกรณ์ และระบบควบคุมการทำงาน จำนวน 19,695,800 บาท รวมทั้งปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ และงานครุภัณฑ์ลอยตัว จำนวน 10,505,000 บาท เนื่องจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ของ สผ. ไม่เพียงพอ

โดยปรับแผนใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 รายการค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ทำการสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสผ. 1 แห่ง ที่ขออนุมัติขยายเวลากันเงินไว้เบิกจ่ายเหลื่อมปีดังกล่าว ภายในวงเงิน 30,200,800 บาท โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านระบบคอมพิวเตอร์ ระบบนำเสนอข้อมูล ระบบโสตทัศนูปกรณ์ และระบบควบคุมการทำงาน จำนวน 19,695,800 บาท นั้น เห็นควรให้ สผ. เสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพิจารณาให้ความเห็นชอบการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ก่อนดำเนินโครงการด้วย


11. เรื่อง โครงการตลาดสินค้าเกษตรเชียงใหม่ (การปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณของโครงการ)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ ขอปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณของโครงการตลาดสินค้าเกษตรเชียงใหม่ ภายในวงเงินที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว จำนวน 314.25 ล้านบาท จากเดิมซึ่งจำแนกเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป จำนวน 306.25 ล้านบาท หมวดค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุ จำนวน 3.00 ล้านบาท และหมวดรายจ่ายอื่น จำนวน 5.00 ล้านบาท โดยปรับเปลี่ยนในหมวดเงินอุดหนุนทั่วไป ซึ่งจำแนกเป็นเงินจ่ายขาดให้กับ

สหกรณ์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างตลาดกลางและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานจากเดิม จำนวน 279.27 ล้านบาท เป็นจำนวน 302 ล้านบาท และจ่ายขาดให้กับสหกรณ์ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจากเดิม จำนวน 26.98 ล้านบาท เป็นจำนวน 12.25 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (16 ก.ย. 46 และ 27 เม.ย. 47) กษ. ได้รับงบประมาณจำนวน 314.25 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการตลาดสินค้าเกษตรเชียงใหม่ ซึ่งจำแนกเป็น 1. หมวดเงินอุดหนุนทั่วไปให้สหกรณ์ จำนวน 306.25 ล้านบาท แยกเป็น จ่ายขาดให้สหกรณ์ใช้ก่อสร้างตลาดกลางพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงาน 279.27 ล้านบาท และ จ่ายขาดให้สหกรณ์เป็นงบดำเนินงาน 26.98 ล้านบาท 2. หมวดค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ จำนวน 3.00 ล้านบาท 3. หมวดรายจ่ายอื่น จำนวน 5.00 ล้านบาท

ซึ่งต่อมาเมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 [ฝ่ายเศรษฐกิจ (เดิม)] เสนอให้ปรับปรุงรูปแบบตลาดสินค้าเกษตรภาคเหนือ มิให้มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องขยะมูลฝอย และให้สอดคล้องกับสภาพภูมิทัศน์ และอาคารข้างเคียง ซึ่งต่อมากรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำการศึกษารูปแบบและการดำเนินงานของตลาดที่เหมาะสม สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ดังกล่าว จึงต้องปรับปรุงแบบแปลนอาคารสิ่งก่อสร้างใหม่ จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างเพิ่มเติมจาก 279.27 ล้านบาท เป็น 302 ล้านบาท โดยจะขอปรับงบประมาณภายในวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไว้แล้ว ซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว


12. เรื่อง ขอรับจัดสรรอัตรากำลังเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรมาปฏิบัติงานสังกัดสถาบันราชภัฏ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการขอรับจัดสรรอัตรากำลังเพื่อรองรับการถ่ายโอนบุคลากรมาปฏิบัติงานสังกัดสถาบันราชภัฏ ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. อนุมัติให้จัดสรรอัตรากำลังรับโอนข้าราชการมาเป็นข้าราชการครู จำนวน 266 อัตรา และรับโอนมาเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏ จำนวน 404 อัตรา รวม 670 อัตรา โดยให้เกลี่ยจากอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการก่อน หากไม่เพียงพอให้จัดสรรจากอัตรากำลังที่รับคืนตามมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนภาครัฐเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และตำแหน่งที่รับคืนจากการเกษียณอายุราชการ ในปีงบประมาณ 2547 ทั้งนี้ ไม่ให้มีการกำหนดตำแหน่งขึ้นใหม่
  2. การกำหนดกรอบอัตรากำลัง สำหรับตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนควรกำหนดตำแหน่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย โดยให้กระทรวงศึกษาธิการนำเสนอองค์กรกลางการบริหารงานบุคคลพิจารณา ส่วนตำแหน่งบุคลากรสายสนับสนุน ควรกำหนดตำแหน่งเป็นพนักงานราชการ โดยให้นำเสนอคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 พิจารณา สำหรับอัตราค่าจ้างบุคลากร นั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการยังมิใช่มหาวิทยาลัยในกำกับจึงควรให้ได้รับค่าจ้างเท่ากับของบุคลากรในระบบเดียวกัน ทั้งนี้ เมื่อได้รับการอนุมัติกรอบอัตรากำลังแล้ว ให้กระทรวงศึกษาธิการขอทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป
  3. ให้กระทรวงศึกษาธิการรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีคณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมาย ฯ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานไปพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการนำอัตรากำลังที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐจัดสรรคืนให้ไปจัดสรรเป็นอัตราตำแหน่งข้าราชการครูและข้าราชการพลเรือนสามัญในสถาบันราชภัฏ หากยังขาดอยู่ให้รอจากตำแหน่งที่จะเกษียณอายุของข้าราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 โดยขอรับการจัดสรรจากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐต่อไป ไม่ควรกำหนดตำแหน่งใหม่

13. เรื่อง การบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน ตามที่กระทวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. รับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอขอจัดทำ (ร่าง) กฎหมายการบริหารจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลอย่างยั่งยืน โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4.2 (ฝ่ายเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธานที่เห็นควรเน้นการส่งเสริมบทบาทของส่วนราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้มีการถ่วงดุลอำนาจระหว่างกันด้วย และสามารถตรวจสอบได้ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
  2. อนุมติให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและการบริหารจัดการในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศ และดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อการนี้ โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4.2 (ฝ่ายเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานว่า

  1. ระบบนิเวศชายฝั่งทะเลเป็นพื้นที่ต่อเนื่องระหว่างระบบนิเวศบกและทะเล (ecotone) ที่ประกอบด้วย ทรัพยากรชายฝั่งทะเลที่สำคัญ อาทิ ป่าชายเลน ปะการัง และหญ้าทะเล ซึ่งมีลักษณะกายภาพของโครงสร้างระบบนิเวศที่ช่วยลดพลังงานคลื่นและรักษาสภาพชายฝั่งทะเล รวมทั้งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของชุมชนประมงที่อยู่อาศัยทำกินอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศชายฝั่งมีความเสื่อมโทรม เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลเป็นอันมาก ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ของประชาชน
  2. ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยซึ่ง มีความยาวรวมประมาณ 2,600 กิโลเมตร แบ่งเป็นชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยมีความยาว 1,650 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่รวม 17 จังหวัด และชายฝั่งทะเลด้านอันดามันมีความยาว 950 กิโลเมตรครอบคลุมพื้นที่ รวม 6 จังหวัด ล้วนแต่ประสบปัญหาชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะ โดยได้มีการพยายามแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ถูกกัดเซาะด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมป้องกันเฉพาะจุดที่เกิดปัญหา ซึ่งนอกจากนี้จะไม่สามารถหยุดยั้งการสูญเสียที่ดินชายฝั่งทะเลแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบและสร้างความเสื่อมโทรมต่อพื้นที่ข้างเคียง
  3. ปัญหาการดำเนินงานแก้ไขป้องกันพื้นที่ชายฝั่งไม่มีความเป็นเอกภาพ เนื่องด้วยมีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหลายส่วน เช่น องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กรมโยธราธิการและผังเมือง และอื่น ๆ การแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีลักษณะการดำเนินการเฉพาะส่วนที่แต่ละหน่วยงานมีภาระหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและหยุดยั้งการกัดเซาะชายฝั่งได้
  4. เพื่อให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลของประเทศ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นจนเกิดผลกระทบต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมอันส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสูญหายของความหลากหลายทางชีวภาพ บรรเทาลงจนถึงสามารถหยุดยั้งได้ รวมถึงมีการแก้ไขปัญหาที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการบูรณาการ และไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการบริหารจัดการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาดังกล่าว

14. เรื่อง ผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่อง นโยบายการจัดการขยะของไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง นโยบายการจัดการขยะของไทยตามที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปดำเนินงาน ดังนี้

  1. รับประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาดำเนินการตามประเด็นอภิปรายต่าง ๆ ของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4.2 (ฝ่ายเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธาน เช่น การจัดการขยะจากกิจการอุตสาหกรรม โรงพยาบาล และสถานพยาบาล ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ การจัดการแหล่งกำจัดขยะ และการพัฒนาเรื่องเทคโนโลยีสะอาด
  2. รับไปพิจารณาปรับแผนการจัดการขยะทั้งแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการตามประเด็นอภิปราย ข้อ 1 โดยให้คำนึงถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฯลฯ เพื่อให้สามารถประสานการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  3. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการจัดการขยะในภาคเหนือเสนอคณะรัฐมนตรีในการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ที่จังหวัดลำพูนด้วย
  4. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการขยะทั้งหมดเพื่อหารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ประธานกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติต่อไป

สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า คณะทำงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทรัพยากร สิ่งแวดล้อมและพลังงานได้ดำเนินการศึกษาข้อมูล กฎหมายระเบียบ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะ พร้อมทั้งจัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ นักธุรกิจและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและจัดสัมมนาใหญ่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และองค์กรทุกภาคส่วน เพื่อจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่อง "นโยบายการจัดการขยะของไทย" ซึ่งในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 สภาที่ปรึกษาฯ ได้พิจารณาผลการศึกษาของคณะทำงานฯ และมีมติให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเรื่อง "นโยบายการจัดการขยะของไทย" มีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

  1. รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมด้านการพัฒนาระบบกำจัดขยะจากชุมชน ขยะอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม ขยะติดเชื้อ ขยะจากห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ และขยะอันตรายจากต่างประเทศให้ได้มาตรฐานทั่วประเทศ
  2. รัฐบาลควรพิจารณาใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และมาตรการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อลดปริมาณขยะและส่งเสริมการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่
  3. สนับสนุนให้จังหวัดมีศูนย์รวมกำจัดขยะจากชุมชน
  4. สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลแลกเปลี่ยนกากอุตสาหกรรม
  5. ปรับปรุงองค์กรและกฎหมายรับผิดชอบการจัดการขยะ
  6. พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการจัดการขยะและส่งเสริมกระบวนการผลิตที่สะอาด
  7. ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะ
  8. รัฐควรส่งเสริมให้มีการสอน และฝึกอบรมในเรื่องการจัดการขยะ การคัดแยกขยะ และการกำจัดของเสียที่ถูกวิธีให้แก่ชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรม

15. เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับสิทธิการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินบนต้นน้ำกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : กรณีต้นน้ำน่าน

คณะรัฐมนตรีรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับสิทธิการใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่ดินบนต้นน้ำกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : กรณีต้นน้ำน่าน และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4.2 (ฝ่ายการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธาน ไปพิจารณาดำเนินการให้สอดคล้องกับความเห็นและข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาฯ ด้วย

สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานว่า สภาที่ปรึกษาฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานสิทธิมนุษยชนและการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินการศึกษาปัญหาสิทธิการถือครองและการทำประโยชน์ในที่ดินเพื่อให้ได้ข้อมูลและข้อเสนอแนะเนวทางการแก้ไขที่เป็นประโยชน์ โดยนำประเด็นปัญหาต้นน้ำในจังหวัดน่านเป็นกรณีศึกษา เนื่องจากได้เกิดข้อพิพาทของประชาชน 2 กลุ่ม (ราษฎรบ้านเชียงกลางกับราษฎรบ้านป่ากลาง) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการบุกรุกที่ดินบริเวณต้นน้ำ เพื่อทำประโยชน์ทางการเกษตรและอื่น ๆ จนทำให้ที่ดินปลายน้ำได้รับผลกระทบ ในการนี้ สภาที่ปรึกษา ฯ มีมติให้เสนอความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ "สิทธิการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : กรณีต้นน้ำน่าน" ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณากำหนดนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนเกี่ยวกับสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและการแบ่งปันทรัพยากรที่ดินบนต้นน้ำอย่างชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. การแก้ปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า อาจใช้ยุทธศาสตร์ "คนอยู่กับป่า" โดยให้ราษฎรถือครองที่ดินจำนวนที่พอเหมาะกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว และใช้ประโยชน์จากที่ดินเพียงเพื่อทำกินเลี้ยงชีพเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง" หรืออีกแนวทางหนึ่งรัฐจะให้สิทธิกับราษฎรผู้ที่เข้าไปปลูกป่า ได้ตัดต้นไม้ที่โตแล้วไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายภายใต้หลักเกณฑ์ที่รัฐกำหนด
  2. รัฐควรปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการส่งเสริมการประกอบอาชีพในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ ตลอดจนเขตที่ดินทำกินบนพื้นที่สูง โดยให้คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ราบ ดังนั้น รัฐจึงไม่ควรที่จะส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวหรือการปลูกพืชในลักษณะเป็นการเกษตรเชิงพาณิชย์ ที่ต้องการปริมาณน้ำเป็นจำนวนมากหรือการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีและการใช้สารเคมีฆ่าวัชพืช เพราะจะส่งผลกระทบต่อการแห้งขอดของลำน้ำ
  3. การมีสิทธิในที่ดินทำกินเพื่อเลี้ยงชีพ มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศ จึงจำเป็นที่รัฐพึงจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ประชาชนที่ไร้ที่ทำกินในสถานที่และจำนวนที่เหมาะสม
  4. รัฐไม่ควรให้เอกสารสิทธิในลักษณะที่ผู้ถือครองสามารถจะจำหน่ายหรือถ่ายโอนให้แก่ประชาชนที่ทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตพื้นที่อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ เช่น โฉนด นส. 3 หรือ ใบเหยียบย่ำ เป็นต้น แต่ควรให้เอกสารที่ใช้สิทธิครอบครองเพื่อทำกินเท่านั้น อนึ่ง รัฐควรให้สิทธิครอบครองที่ดินอีกลักษณะหนึ่ง คือ สิทธิครอบครองเพื่อทำกินของชุมชน ซึ่งในแต่ละภูมิภาคก็มีรูปแบบการถือครองที่ดินของตนเองอยู่ก่อนแล้ว
  5. ส่งเสริมให้ราษฎรได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำเอาเศษไม้ ใบไม้ที่ตกหล่น พืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่เหลือใช้ และมูลสัตว์ นำมาผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ เพื่อให้ทดแทนปุ๋ยเคมี
  6. แนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาแหล่งต้นน้ำในระยะสั้น รัฐควรจัดสรรงบประมาณในการขุดลอกแหล่งน้ำตื้นเขิน เนื่องจากการทับถมของเศษหินเศษดินที่พังทลายตกลงมาจากที่สูง อันส่งผลกระทบต่อเส้นทางไหลของน้ำ
  7. ควรให้ภาคประชาชนและภาครัฐได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการควบคุม ดูแลการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากป่า ประการสำคัญรัฐจะต้องสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนได้เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของป่า ซึ่งเป็นสมบัติของประชาชนทั้งชาติ
  8. กระบวนการ รูปแบบ และวิธีดำเนินการต่าง ๆ ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทอันเกี่ยวกับสิทธิที่ดินทำกิน การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาแหล่งต้นน้ำ และการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ได้ใช้แนวทางสันติวิธีโดยไม่เลือกปฏิบัติควรละเว้นการใช้กำลังและอำนาจ

16. เรื่อง โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เสนอ แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการให้พัฒนาอาชีพประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง แต่เนื่องจากเกี่ยวข้องหลายหน่วยงานและใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงขอให้ กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปทบทวนความจำเป็นของการดำเนินการโครงการต่างๆ ในภาพรวม ให้เหมาะสมและไม่เกินความซ้ำซ้อนให้จัดลำดับความสำคัญจำเป็นเร่งด่วนของการดำเนินโครงการ รวมทั้งวงเงินงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป


17. เรื่อง การป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ตามที่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ สรุปได้ดังนี้

1. ในการประชุมแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2547 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการและเห็นชอบให้ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

เรื่องที่นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ดำเนินการ

  1. ให้ใช้นโยบายการแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า โดยให้ดำเนินการ 3 ขั้น คือ
    • 1.1 หยุดยั้งการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าโดยทันที และทำอย่างต่อเนื่อง
    • 1.2 จัดระบบการให้สิทธิ์แก่ราษฎรยากจนอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
    • 1.3 เร่งรัดการปลูกป่าเพื่อฟื้นคืนธรรมชาติ
  2. ให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดินและเอกสารสิทธิ์ ซึ่งแต่เดิมมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ และมีหลักปฏิบัติที่แตกต่างกัน โดยมอบให้รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบเรื่องแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน (Land Use Plan) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบทางด้านกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
  3. เห็นชอบให้กองบังคับการตำรวจป่าไม้ ทำเรื่องให้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พิจารณามอบอำนาจให้ตำรวจป่าไม้มีอำนาจในการทำสำนวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับป่าไม้ที่เป็นคดีสำคัญได้ทั่วราชอาณาจักร
  4. ให้กระทรวงมหาดไทย มีหนังสือซักซ้อมความเข้าใจกับกรมการปกครอง และผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศที่เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการควบคุมการสอบสวนคดีเกี่ยวกับป่าไม้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีความเข้าใจมีความชัดเจนและปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน สืบเนื่องจากหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0207/ว 981 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2532

เรื่องที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ และนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ดำเนินการ

  1. การแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสมควรพิจารณาให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้เพราะผลกระทบจากการบุกรุกทำลายป่าอาจนำมาซึ่งความหายนะของสภาพแวดล้อมของประเทศและยังก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคมอีกด้วย
  2. ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธาน รวมทั้งให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรองรับการดำเนินงาน โดยมีกองบังคับการตำรวจป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับคำสั่งขึ้นตรงทางยุทธการ และให้สามารถขอรับการสนับสนุนจากทุกกองทัพได้อีกด้วย
  3. ให้ใช้พื้นที่ป่าไม้ เป็น Balance Scorecard ในการประเมินและจัดทำคำรับรองการปฏิบัติราชการของหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัด
  4. ให้นำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการสำรวจจากระยะไกล เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ภาพถ่ายทางอากาศ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และอื่น ๆ มาใช้ในการติดตามประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้อย่างต่อเนื่องในลักษณะ Real time และ Intensive
  5. เมื่อพบการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าให้ดำเนินการตรวจสอบและสืบสวนเบื้องต้นหากเป็นราษฎรที่ยากจนให้พิจารณาโดยยึดหลักนิติธรรม และหากเป็นการบุกรุกโดยนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และให้จัดระบบการเฝ้าระวังดูแลและปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ที่ถูกบุกรุกโดยทันที
  6. ให้กำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในกรณีที่จะมีการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าไม้เป็นแปลงใหญ่ โดยจะต้องละเว้นการใช้พื้นที่ป่าในเขตอนุรักษ์และพื้นที่ต้นน้ำลำธาร และก่อนการอนุญาตจะต้องได้รับการตรวจสอบจริง ๆ ในพื้นที่ก่อนเป็นรายแปลง รวมทั้ง การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วย
  7. ให้หน่วยราชการที่ได้รับอนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ดำเนินการตามเงื่อนไขซึ่งกำหนดให้รักษาพื้นที่ป่าไม้และปลูกป่า 20% ของพื้นที่โดยเคร่งครัด
  8. ให้พิจารณาทบทวน ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี กฎ/ระเบียบที่เป็นข้อจำกัดในการป้องกันรักษาป่าหรือเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ามากยิ่งขึ้น
  9. เพื่อให้การปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าและการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ป่าไม้มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนทางด้าน Logistics เช่น เฮลิคอปเตอร์ และยานพาหนะอื่น รวมทั้งให้สามารถขอกำลังจากทุกกองทัพเข้าช่วยปฏิบัติงานได้
  10. ควรทบทวนนโยบายการเกษตรในพื้นที่สูง โดยเฉพาะการทำการเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เช่น การเกิดมลภาวะจากการใช้ยาฆ่าแมลง และการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา เป็นต้น
  11. ให้เร่งรัดจัดทำแนวเขตพื้นท่ป่าไม้ให้ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

2. การดำเนินงานที่ผ่านมา


18. เรื่อง ความก้าวหน้าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง

คณะรัฐมนตรีรับทราบความก้าวหน้าการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบการดำเนินงานตามแนวทางการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นประธาน และคณะรัฐมนตรีมาประกอบการพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

  1. แต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพหุภาคีพื้นที่ลุ่มน้ำปิงโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน ผู้ว่าราชการจังหวัด 6 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ตาก กำแพงเพชร และนครสวรรค์) ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และนักวิชาการจากส่วนกลางและท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น 40 คน ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการฯ รวม 3 ครั้ง
  2. จัดตั้งสำนักงานชั่วคราว เพื่อประสานการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิงโดยเฉพาะ โดยในส่วนกลาง ตั้ง ณ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน ตั้งอยู่ ณ กลุ่มจัดการต้นน้ำ (ห้วยแก้ว) สำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 16 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จังหวัดเชียงใหม่ และในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนล่าง ณ สำนักเลขานุการคณะอนุกรรมการลุ่มน้ำปิงตอนล่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 1 กรมทรัพยากรน้ำ จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานการฟื้นฟูฯ ลุ่มน้ำปิง ทั้งในด้านการสนับสนุนและช่วยเหลือทางวิชาการและข้อมูลสารสนเทศ การส่งเสริมและสนับสนุนการฝึกอบรม การดูงานและการจัดเวทีประชาชน ให้แก่ คณะกรรมการฯ ชุดต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งองค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
  3. จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการจัดเวทีชาวบ้าน เพื่อเตรียมความพร้อมกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการท้องถิ่น ในระดับพื้นที่ลุ่มน้ำสาขา 20 ลุ่มน้ำ ของพื้นที่ลุ่มน้ำปิง โดยทำการชี้แจงและสร้างความเข้าใจถึงความเป็นมาโครงการมติคณะรัฐมนตรี และแนวทางการดำเนินงานเพื่อการฟื้นฟูฯ ในลักษณะพหุภาคี ตลอดจนการรับฟังข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง สำหรับการดำเนินงานในระดับพื้นที่ในทุกระดับ
  4. จัดทำกรอบแผนการดำเนินงานเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิงโดยพหุภาคีมีส่วนร่วม ปีงบประมาณ 2547 (การดำเนินงานร่วมกับภาคประชาชน) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพหุภาคีพื้นที่ลุ่มน้ำปิงแล้ว เสนอต่อสำนักงบประมาณเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2546 เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 50 ล้านบาท และสำนักงบประมาณเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 ได้แจ้งอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 47.529 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการฟื้นฟูฯ ลุ่มน้ำปิง
  5. จัดประชุมประกาศเจตนารมณ์ร่วมของนายกรัฐมนตรีและภาคประชาชนในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2546 ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมประชุมจากภาคส่วนต่าง ๆ ประมาณ 2,500 คน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายและประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำปิงเป็นพื้นที่นำร่อง และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันของภาครัฐและภาคประชาชน ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งในการประชุมดังกล่าวตัวแทนประชาชนจากพื้นที่ลุ่มน้ำปิงทั้ง 20 ลุ่มน้ำสาขา ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกันในการรักษาแม่น้ำปิงไว้เป็นสมบัติของอนุชนรุ่นหลังสืบไป
  6. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 ชุด ภายใต้คณะกรรมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพหุภาคีพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ได้แก่ คณะอนุกรรมการบูรณาการแผนงานและงบประมาณในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง เพื่อบูรณาการแผนงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงเพื่อติดตามประเมินผลการดำเนินงานของภาคส่วนต่าง ๆ ตามมาตรการการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง

สำหรับการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป สรุปได้ดังนี้

  1. ดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการของหน่วยงานภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปิง ภายใต้งบปกติประจำปีงบประมาณ 2547 ที่ได้กำหนดไว้แล้ว จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 70 โครงการ งบประมาณรวม 1,200 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการการฟื้นฟูฯ ในระยะสั้น และระยะกลาง เช่น การปรับปรุงระบบนิเวศต้นน้ำ การจัดระเบียบชุมชนและที่ดินทำกิน การก่อสร้างฝายต้นน้ำ การทำแนวกันไฟ การปลูกป่าเศรษฐกิจ การปรับปรุงและฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ การปรับปรุงฟื้นฟูระบบน้ำเสียรวมชุมชน การสำรวจเพื่อจัดการทรัพยากรธรณี การปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาล การรณรงค์และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น
  2. เริ่มดำเนินงานตามกรอบแผนการดำเนินงานเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิงโดยพหุภาคีมีส่วนร่วมปี 2547 ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากงบกลาง เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 จำนวน 47.5 ล้านบาท สำหรับดำเนินงานร่วมกับภาคประชาชนใน 20 ลุ่มน้ำสาขา ซึ่งแผนการดำเนินงานในปีแรก จะมุ่งเน้นการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
    • 2.1 การสร้างความตระหนัก ปลูกจิตสำนึกและเสริมสร้างความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง
    • 2.2 การเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนโดย
      • จัดทำแผนการปฏิบัติงานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิงโดยชุมชน และกำหนดกิจกรรม/โครงการที่สอดคล้องกับมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
      • จัดทำโครงการนำร่องของหน่วยงานต่าง ๆ องค์กรชุมชน และเครือข่ายในระดับลุ่มน้ำย่อยลุ่มน้ำสาขา และลุ่มน้ำปิง รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลและโครงข่ายการปฏิบัติงานให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
      • รณรงค์และสร้างเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมู่บ้าน (ทสม.) ในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง การป้องกันและรักษาป่า การปลูกป่าหมู่บ้าน และกิจกรรมอื่น ๆ ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • 2.3 ตัวอย่างกิจกรรม/โครงการนำร่อง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีความจำเป็นเร่งด่วนร่วมกับประชาชน องค์กรชุมชน และเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขา 20 ลุ่มน้ำ เช่น
      • เร่งรัดฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารโดยการปลูกป่า การปลูกหญ้าแฝกและการจัดทำฝายทดน้ำ (ฝายแม้ว)
      • การควบคุมไฟป่าในบริเวณพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่วิกฤต
      • การจัดระเบียบชุมชนและที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่สูงและพื้นที่ต้นน้ำลำธาร
      • การฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติให้สามารถกักเก็บน้ำและนำไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี
      • การจัดการปัญหาเรื่องทรายที่ทับถมปิดกั้นทางไหลของน้ำและการอนุญาตดูดทราย
      • การจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียชุมชนเบื้องต้นควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายสำหรับผู้ก่อให้เกิดมลพิษ
      • การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานและเหมาะสมเพื่อการจัดการขยะและน้ำเสียโดยชุมชน
      • การพัฒนาและเสริมสร้างความร่วมมือในการทำงานร่วมกันในลักษณะของเครือข่ายหรือพันธมิตรกับองค์กรชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรอื่น ๆ ในระดับพื้นที่ เป็นต้น
  3. ประสานงานกับกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณ เพื่อขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายงบประมาณปี 2547 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเหลื่อมปีออกไปอีก 6 เดือน (จนถึงเดือนมีนาคม 2548) เนื่องจากมีระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างจำกัด (ประมาณ 3 เดือน) โดยเฉพาะกิจกรรมการเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดแผนการฟื้นฟูฯ ลุ่มน้ำปิงและการจัดทำแผนประสานการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในแต่ละปี รวมทั้ง การดำเนินกิจกรรม/โครงการนำร่องการฟื้นฟูฯ ลุ่มน้ำปิง ซึ่งหากมีข้อจำกัดในการเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าว จะส่งผลให้แผนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพื้นที่ลุ่มน้ำปิง ที่ดำเนินงานร่วมกับภาคประชาชนไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 และตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำปิงร่วมกับภาคประชาชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีการพัฒนาอื่น ๆ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2546 ณ จังหวัดเชียงใหม่
  4. จัดทำการติดตามประเมินผลการดำเนินงานฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ลุ่มน้ำปิง โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ

19. เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (แนวทางการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนทั่วประเทศ)

คณะรัฐมนตรีรับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับเรื่อง แนวทางการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าของเรื่องรับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำความเห็น ผลการพิจารณาและผลการดำเนินการ ตามความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4.2 (ฝ่ายการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธานและนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

สภาที่ปรึกษาฯ รายงานว่า คณะทำงานศึกษาและอนุรักษ์แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ได้ดำเนินการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนทั่วประเทศ โดยจัดประชุมเสวนาร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและนักวิชาการ รวมทั้งการศึกษาดูงานในพื้นที่เพื่อจัดทำความเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องดังกล่าว ซึ่งในคราวประชุม ครั้งที่ 6/2547 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 สภาที่ปรึกษาฯ ได้พิจารณาผลการศึกษาของคณะทำงานฯ แล้วมีมติให้เสนอปัญหาของการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้งความเห็นและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี สรุปได้ดังนี้

1. ปัญหาของการบริหารจัดการระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน

2. ข้อเสนอแนะ


20. เรื่อง รายงานการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างกระทรวงพลังงานของไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ สหภาพพม่า และฟิลิปปินส์

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการประชุมหารือทวิภาคีระหว่าง ไทยกับสาธารณรัฐประชนจีน,เกาหลีใต้, สหภาพพม่า และฟิลิปปินส์ ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ สรุปได้ดังนี้


21. เรื่อง รายงานการประชุมสมัชชาการศึกษา และนิทรรศการด้านการศึกษา

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการประชุมสมัชชาการศึกษาและนิทรรศการด้านการศึกษา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการได้เป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีมีโอ (Southeast Asian Ministers of Education Organization : SEAMEO) และสำนักงานศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO Asia and Pacific Regional Bureau for Education) จัดการประชุมสมัชชาการศึกษาและนิทรรศการด้านการศึกษา (SEAMEO-UNESCO Education Congress and Expo) ระหว่างวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2547 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดและทรงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "การปรับเปลี่ยนเพื่อความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง" (Adapting to Changing Times and Needs) ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2547

วัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้คือ เพื่อส่งเสริมให้นักวิชาการและสถาบันการศึกษาทั้งในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและ ภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ได้ตระหนักและเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการศึกษา และเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือกันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อค้นหาแนวทางสำหรับการพัฒนาด้านการศึกษาในอนาคต


22. เรื่อง โครงการศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค (Strategic Energy Landbridge)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง โครงการศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค (Strategic Energy Landbridge) ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. รับทราบแนวทางการดำเนินงานการจัดตั้งเขตปลอดอากรที่ศรีราชา (Sriracha Hub)
  2. เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานตามโครงการศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค (Strategic Energy Landbridge : SELB) กระทรวงพลังงานรายงานว่า การดำเนินงานตามโครงการศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคประกอบด้วย
    • 1.1 การจัดตั้งเขตปลอดอากรที่ศรีราชา การดำเนินการที่แล้วเสร็จ คือ การแก้ไขกฎ ระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการส่งออกปิโตรเลียมไปต่างประเทศ จำนวน 18 ฉบับ และผู้ค้าได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกรรมในเขตปลอดอากรแล้ว 3 ราย สำหรับแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป คือ การอำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้าที่ได้รับอนุญาต ฯ 3 ราย และผู้ประกอบการค้าน้ำมันที่ส่งออกอยู่แล้วให้เข้ามาทำการค้าในเขตปลอดอากร ประกอบด้วย 1) การจัดหาคลังน้ำมันให้เพียงพอกับการทำธุรกรรมในเขตปลอดอากร 2) การอำนวยความสะดวกในเรื่องการผสมน้ำมัน (Blending) 3) การมีระบบภาษีและบัญชีที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมการค้าน้ำมัน 4) การมีระบบการเงินที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมการค้าน้ำมัน
    • 1.2 โครงการเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงาน (SELB) สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
      • 1) วัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการจัดหาและสำรองน้ำมัน เพิ่มทางเลือกเส้นทางการขนส่งน้ำมันแทนช่องแคบมะละกา การพัฒนาตลาดน้ำมันและอุตสาหกรรมปิโตรเลียมต่อเนื่องของภูมิภาค และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศและพื้นที่ภาคใต้
      • 2) จุดที่ตั้งโครงการ ทางฝั่งตะวันตก จุดขึ้นของท่อขนส่งน้ำมันบริเวณอำเภอท้ายเมือง จังหวัดพังงา อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นเปรียบเทียบ 3 จุด ได้แก่ 1) บ้านทุ่งมะพร้าว 2) บ้านบ่อดาน และ 3) บ้านหารหัก และทางฝั่งตะวันออก จุดปลายท่อขนส่งน้ำมันบริเวณบ้านทุ่งใส อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้เส้นทางจากแยกทางหลวง # 44 - อำเภอกาญจนดิษฐ์ -ทางหลวง # 401 - ทางหลวงชนบท # 3009 - บ้านทุ่งใส
      • 3) ตลาดเป้าหมายของการดำเนินการ ได้แก่ ประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศด้านตะวันออกอื่น ๆ รวมการใช้ 14.5 ล้านบาร์เรล/วัน
      • 4) ลักษณะโครงการ จะมีลักษณะเป็นท่อส่งน้ำมันขนาด 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 48 นิ้ว ระยะทางประเทศ 250 กิโลเมตร เงินลงทุน 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คลังน้ำมันทั้ง 2 ฝั่งมีความจุประมาณ 16 ล้านบาร์เรล/วัน และทุ่นรับ-จ่ายน้ำมัน (SPM) ฝั่งตะวันตกรับเรือขนาด 300,000 - 450,000 ตัน และฝั่งตะวันออกรับเรือขนาด 100,000-300,000 ตัน
      • 5) ผลตอบแทนโครงการและค่าบริการผ่านท่อ เพื่อให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR on EQUITY) ร้อยละ 10 ค่าผ่านท่อเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 0.17 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ภายใต้ข้อสมมติฐานอายุโครงการ 20 ปี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ร้อยละ 0.75) ซึ่งอยู่ในอัตราที่สูงส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของโครงการเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งทางเรือโดยตรงจากตะวันออกกลาง-เอเชียตะวันออก)
      • 6) การขนส่งผ่านระบบท่อ SELB สามารถแข่งขันได้กับการขนส่งโดยตรงจากตะวันออกกลาง-เอเชียตะวันออก ด้วยเรือขนาด 80,000 -135,000 ตัน (มีจำนวนมากกว่า 786 ลำ ในปี 2546 และจะเพิ่มเป็น 930 ลำ ในปี 2548) และจะมีต้นทุนที่สูงกว่าการขนส่งด้วยเรือขนาด 300,000 ตัน เมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งโดยตรงจากตะวันออกกลาง - เอเชียตะวันออก ประมาณ 0.33 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
      • 7) แนวทางการดำเนินงานต่อไป
        • (1) กระทรวงพลังงานเร่งเจรจากับรัฐบาลจีน เกาหลี และรัฐบาลญี่ปุ่น เพื่อหาความ ชัดเจนของปริมาณน้ำมันทั้งที่ 3 ประเทศตกลงจะขนส่งและสำรองน้ำมันผ่านระบบท่อ SELB (2) กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศประสานการจัดตั้งคณะทำงานร่วม 3 ประเทศ (ไทย จีน เกาหลี และญี่ปุ่น) ใน 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ นโยบาย โดยกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และระดับเทคนิค โดยผู้แทนจากบริษัทน้ำมันแห่งชาติ 4 ประเทศ เพื่อร่วมหารือในรายละเอียดและแนวทางการจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการและแผนการเงินเพื่อนำไปสู่การกำหนดสัดส่วนการลงทุนของกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป (3) กระทรวงพลังงานเร่งจัดทำรายละเอียดด้านเทคนิคของจุดปลายและแนวท่อขนส่งน้ำมัน รวมถึงจุดที่ตั้งของถังเก็บน้ำมันโรงกลั่นน้ำมัน และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การออกแบบและก่อสร้างท่อขนส่งน้ำมันให้แล้วเสร็จภายในปี 2551

23. เรื่อง การเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แนวทาง หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ดังนี้

1. แนวทางและหลักเกณฑ์การเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เห็นควรให้ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอื่นภาครัฐ เสนอคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เฉพาะรายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างแท้จริง และสอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีหลักเกณฑ์ว่าควรเป็นรายการที่มีการใช้จ่ายในลักษณะดังต่อไปนี้

2. ขั้นตอนในการเสนอขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ของส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอื่นภาครัฐ (1) ให้ส่วนราชการ/รัฐวิสาหกิจ/หน่วยงานอื่นภาครัฐ จัดทำคำขอเพิ่มงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ที่ได้มีการตรวจสอบและรับรองข้อมูลแล้วว่าการดำเนินการนั้นไม่ขัดแย้งหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กฎหมาย หรือระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำเสนอต่อรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กฎหมาย หรือระเบียบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อขอรับความเห็นชอบ และรวบรวมจัดส่งให้สำนักงบประมาณดำเนินการ ภายในวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม 2547 (2) ให้สำนักงบประมาณนำผลการพิจารณาคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในวันอังคารที่ 10 สิงหาคม 2547 เพื่อนำเสนอคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อไป


24. เรื่อง ขออนุมัติงบประมาณปี 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

คณะรัฐมนตรีพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เพื่อใช้งบประมาณในการบริหารงานและดำเนินงานของศูนย์บริการการไปทำงานต่างประเทศรวม 5 หน่วยงาน ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแล้วมีมติอนุมัติตามความเห็นชอบของสำนักงบประมาณให้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จำนวน 71,862,000 บาท เพื่อใช้ในการบริหารงานและดำเนินการของศูนย์บริการการไปทำงานต่างประเทศ ให้แก่ กรมการจัดหางานกรมการกงสุล และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือ แรงงานและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ของหน่วยงานเพื่อนำมาใช้ดำเนินการ

สำนักงบประมาณพิจารณาแล้ว เห็นสมควรที่จะให้ความเห็นชอบในหลักการให้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จำนวน 71,862,000 บาท เพื่อให้การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยแยกเป็นงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน ดังนี้ กรมการจัดหารงาน จำนวน 43,043,000 บาท กรมการกงสุล จำนวน 14,300 บาท กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จำนวน 28,673,700 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นควรให้พิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2547 มาดำเนินการ


25. เรื่อง โครงการแปลงสวนยางเป็นทุน (การให้องค์การสวนยางเข้าทำประโยชน์จากสวนยางในป่าสงวนแห่งชาติ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

  1. ให้กรมป่าไม้อนุญาตให้ องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ใช้ประโยชน์พื้นที่สวนยางตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 มกราคม 2547 ที่เห็นชอบในหลักการโครงการแปลงสวนยางเป็นทุน เป็นระยะเวลา 25 ปี นับจากวันอนุญาต โดยเร็ว
  2. อนุมัติให้ อ.ส.ย. เป็นผู้เข้าทำและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากต้นยางและไม้ยาง ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และที่จะได้จากการปลูกแทนต้นยางเก่าที่ได้รับการสงเคราะห์ปลูกแทน
  3. อนุญาตให้ อ.ส.ย. เป็นผู้ทำและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากผลผลิตยาง และอื่น ๆ ที่ได้จากสวนยางตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547

ที่ประชุมให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปพิจารณาดำเนินการ โดยให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และเงื่อนไขของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเคร่งครัดสำหรับกรณีการให้เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากการใช้พื้นที่ป่า ชดเชยค่าใช้จ่ายแก่ทางราชการเป็นค่าเช่าพื้นที่ป่าแทนการแบ่งรายได้จากการปลูกยางพารา จึงให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปประสานและหารือรายละเอียดกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ให้รับข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการด้วยว่า พื้นที่ป่าที่จะดำเนินการภายใต้โครงการแปลงสวนยางเป็นทุนนี้ ต้องเป็นเฉพาะพื้นที่ป่าสงวน หรือป่าถาวร ซึ่งเกษตรกรได้เข้าไปปลูกยางพาราไว้และมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น มิใช่พื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือเขตอุทยานแห่งชาติ ที่ควรสงวนรักษาไว้ให้เป็นพื้นที่ป่าตามธรรมชาติ


26. เรื่อง การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแล้วมีมติ ดังนี้

  1. รับทราบผลการดำเนินงานในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาตามสาระสำคัญของโครงการเร่งรัดการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 และโครงการภายใต้แผนบูรณาการงบประมาณการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547
  2. เห็นชอบให้ขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ปี พ.ศ. 2545 งบกลาง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำหรับเป็นค่าจ้างจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และค่าใช้จ่ายของสำนักงานเลขานุการโครงการจัดทำแผนแม่บทฯ โดยให้ขยายเวลาการเบิกจ่ายออกไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2548
  3. เห็นชอบโครงการที่เสนอขอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณรายจ่ายการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จำนวน 11 โครงการในวงเงิน 87.9 ล้านบาท โดยมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการตามขั้นตอนของการขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมต่อไป

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า

  1. คณะกรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาได้ดำเนินงานด้านพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่สำคัญ ดังนี้
    • 1.1 การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
      • (1) โครงการเร่งรัดพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติ (8 กรกฎาคม 2546) เห็นชอบในหลักการโครงการของส่วนราชการต่าง ๆ ตามที่ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองแผนงาน / โครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคม (เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เสนอ ซึ่งเป็นโครงการเร่งรัดการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 4 โครงการ ในวงเงิน 21.4 ล้านบาท ได้แก่ โครงการปลูกป่าชายเลนและป่าพรุเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา โครงการฟื้นฟูต้นน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โครงการสำรวจการทำประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลา และโครงการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดโดยมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม ซึ่งการประเมินผลการดำเนินงานในภาพรวม ได้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนงานที่ได้กำหนดแล้ว แต่ยังมีกิจกรรมที่ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ด้วย
      • (2) โครงการภายใต้แผนบูรณาการงบประมาณการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ประกอบด้วย 18 โครงการ วงเงิน 286.4 ล้านบาท ได้แก่ โครงการศึกษาสภาพการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์จากการเปิดปากระวะ โครงการจัดทำระบบอนุรักษ์บนพื้นที่ดอนโครงการนำร่องระบบการจัดการน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด และโครงการก่อสร้างถนนสาย พท 3037 (บ้านไสกลิ้ง-บ้านหัวป่า) เป็นต้น ซึ่งผลจากการดำเนินงานในภาพรวมสรุปได้ว่ามีผลความก้าวหน้าร้อยละ 50-90
  2. การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
    • (1) คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 เห็นชอบกับขอบเขตการศึกษา (TOR) โครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พร้อมทั้งอนุมัติค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในการว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อจัดทำแผนแม่บท วงเงิน 16 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานเลขานุการโครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 3.2 ล้านบาท
    • (2) การว่าจ้างที่ปรึกษาในการจัดทำแผนแม่บท ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณและสถาบันราชภัฏสงขลาเป็นผู้ดำเนินการศึกษา คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จ ประมาณเดือนสิงหาคม 2547
    • (3) ผลการศึกษาจนถึงปัจจุบัน คณะที่ปรึกษาได้ดำเนินงานตามขอบเขตการศึกษาที่กำหนด โดยในระยะเริ่มต้นได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนรอบพื้นที่ลุ่มน้ำ และระหว่างการดำเนินการศึกษา ได้ยึดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนแม่บทฯ จนกระทั่งได้ร่างแผนแม่บทเบื้องต้น ซึ่งเป็นผลการศึกษาในรายงานขั้นกลาง (Interim Report) ซึ่งจำเป็นต้องนำไปผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นอีกครั้งหนึ่ง
    • (4) กระบวนการและขั้นตอนในการจัดเตรียมการว่าจ้างที่ปรึกษาของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2546 เห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงหน่วยงานดำเนินการศึกษาโครงการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาจาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น ได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างที่ปรึกษาฯ ได้เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2546
    • (5) เนื่องจากงบประมาณสำหรับโครงการจัดทำแผนแม่บทฯ และค่าใช้จ่ายของสำนักงานเลขานุการฯ ดังกล่าว เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 ซึ่งตามระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีงบประมาณ หากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จให้งบประมาณในส่วนนี้พับไป แต่เนื่องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ลงนามในสัญญาจ้างเมื่อ 28 สิงหาคม 2546 และมีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 27 สิงหาคม 2547 อาจจะมีผลทำให้การจัดทำแผนแม่บทฯ ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ เนื่องจากในขั้นตอนการจัดทำแผนแม่บทฯ นี้ ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและองค์กรชุมชนเป็นอย่างมาก จึงมีผลทำให้ต้องมีการขยายเวลาการศึกษาและระยะเวลาการเบิกจ่ายออกไปอีก 6 เดือน
  3. การขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติมภายใต้กรอบแผนบูรณาการงบประมาณการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548
    • ประธานคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) ได้เสนอโครงการภายใต้แผนบูรณาการงบประมาณการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 จำนวน 41 โครงการ วงเงิน 558.2 ล้านบาท และ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2547 เห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 ในส่วนของแผนงบประมาณเพื่อการพัฒนา ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 28 โครงการ วงเงิน 338.6 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณอีกหลายโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่มีความสำคัญจึงจำเป็นต้องมีการขอแปรญัตติงบประมาณเพิ่มเติม จำนวน 11 โครงการ วงเงิน 87.9 ล้านบาท

27. เรื่อง มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนและไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และให้ธ.ก.ส. ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล โดยให้สำนักงบประมาณตั้งงบประมาณชดเชยให้ ธ.ก.ส. เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่งบประมาณปี 2546 เป็นต้นไป

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สรุปได้ ดังนี้

  1. ระยะเวลาการดำเนินการ รวมทั้งสิ้น 3 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550) ทั้งนี้ จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ความไม่สงบทุกปี เพื่อมากำหนดแนวทางและมาตรการในการให้ความช่วยเหลือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  2. กลุ่มเป้าหมาย เป็นเกษตรกรลูกค้ารายคนทั้งหมดที่มีต้นเงินคงเป็นหนี้อยู่กับ ธ.ก.ส. จำนวน 58,980 ราย ต้นเงินคงเป็นหนี้ จำนวน 6,079 ล้านบาท
  3. แนวทางในการช่วยเหลือ
    • 3.1 หนี้เงินกู้เดิม
      • 1) เกษตรกรลูกค้าไม่ต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยในส่วนของต้นเงินที่ไม่เกิน 200,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550
      • 2) ดอกเบี้ยในส่วนของต้นเงินที่ไม่เกิน 200,000 บาท ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 เกษตรกรลูกค้าไม่ต้องจ่าย รัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยแทนเกษตรกรลูกค้าให้แก่ ธ.ก.ส.
      • 3) ดอกเบี้ยในส่วนของต้นเงินที่เกินกว่า 200,000 บาท ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2547 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2550 เกษตรกรลูกค้าจะต้องรับภาระเองตามชั้นลูกค้า
    • 3.2 หนี้เงินกู้ใหม่ สามารถขอกู้เงินสัญญาใหม่เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายหรือค่าลงทุนในการฟื้นฟูการผลิตหรือหาอาชีพใหม่ รายละเอียดไม่เกิน 50,000 บาท ในอัตราดอกเบี้ยตามชั้นลูกค้ากำหนดชำระคืนเป็นรายปีไม่เกิน 3 ปี โดยรัฐบาลจะเป็นผู้ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี
    • 3.3 สำหรับดอกเบี้ยที่ค้างชำระก่อนเริ่มโครงการ
    • 3.4 ธ.ก.ส. จะพิจารณากำหนดแผนการผ่อนชำระตามความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป
    • 3.5 ธ.ก.ส. จะให้การฟื้นฟูการประกอบอาชีพแก่เกษตรกรลูกค้า

28. เรื่อง การรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอรายงานความคืบหน้าการรณรงค์มาตรการประหยัดพลังงาน ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน 2547 - 12 กรกฎาคม 2547 สรุปได้ดังนี้

1. มาตรการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2. การใช้พลังงานทดแทน


29. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของหน่วยงานราชการภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของหน่วยงานราชการภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง 5 แห่ง ได้แก่ กรมศุลกากร กรมสรรพากร กรมธนารักษ์ และกรมบัญชีกลาง ดังนี้

  1. กรมศุลกากร ได้ดำเนินการช่วยเหลือและสนับสนุนกองทัพและประชาชน ได้แก่ การนำเรือศุลกากร (เรือเร็ว และเรือยาง) ไปใช้ในการลาดตระเวน การปันส่วนน้ำมันดีเซลและน้ำมันปาล์ม การบริจาคเงินให้แก่โรงเรียน จำนวน 600,000 บาท รวมทั้ง การจ้างคนในพื้นที่เป็นลูกจ้างของกรมศุลกากร
  2. กรมสรรพสามิต ได้จัดอบรมและพัฒนาบุคลากรของกรมสรรพสามิตให้มีความเข้าใจในวัฒนธรรม ค่านิยม ภาษาท้องถิ่น (ยาวี) ของประชาชนในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสนับสนุนส่งเสริมสินค้า OTOP ประเภทน้ำผัก และผลไม้
  3. กรมสรรพากร ได้ช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยการเร่งรัดคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มได้คืนให้ผู้ประกอบการแล้ว 35.6 ล้านบาท จากจำนวน 186.33 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คืนภาษีให้แล้ว ร้อยละ 99.32 เหลืออีกเพียงเล็กน้อย เนื่องจากอยู่ระหว่างรอเอกสารจากผู้เสียภาษี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ขยายระยะเวลาการชำระภาษีของผู้ประกอบการ หากไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดเวลา
  4. กรมธนารักษ์ จัดทำโครงการที่ราชพัสดุเพื่อสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะปรับปรุงซ่อมแซมอาคารราชพัสดุ การสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างตามยุทธศาสตร์หรือตามความต้องการของจังหวัด และการจัดหาที่อยู่อาศัยและหรือที่ทำกินให้ราษฎรผู้มีรายได้น้อย
  5. กรมบัญชีกลาง ได้ให้การช่วยเหลือ ดังนี้
    • 5.1 อนุมัติสิทธิในการนับเวลาราชการทวีคูณแก่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศกฎอัยการศึก
    • 5.2 จ่ายเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ (สปพ.) ในอัตรา 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ให้แก่ข้าราชการ และลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงานประจำในพื้นที่ดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2547
    • 5.3 กำหนดเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนเพิ่มเติมให้แก่ข้าราชการและลูกจ้างประจำตามข้อ 5.2 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนด หรือแผนปฏิบัติการที่ส่วนราชการกำหนด โดยความเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด ให้มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนพิเศษรายเดือนในอัตรา 2,500 บาท ทั้งนี้ ค่าตอบแทน ในข้อ 5.2 และ 5.3 รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 2,500 บาท
    • 5.4 สำหรับผู้ปฏิบัติงานอื่น ๆ นอกจากในข้อ 5.2 และ 5.3 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดนั้น ๆ เป็นผู้พิจารณากำหนดบุคคลผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สมควรได้รับเงินตอบแทนพิเศษรายเดือน โดยให้มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนพิเศษในอัตรา 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน และหากเป็นผู้ปฏิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ให้ได้รับเงินพิเศษเพิ่มเติมอีก 2,500 บาท แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน 2,500 บาท ต่อคนต่อเดือน
    • 5.5 จ่ายเงินช่วยเหลือจากโครงการเพื่อการสาธารณประโยชน์จากรายได้โดยการออกสลากพิเศษ เช่น ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ การประกันชีวิตให้แก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และลูกจ้างประจำ และจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
    • 5.6 ได้อนุมัติการช่วยเหลือบุตรของข้าราชการหรือลูกจ้างประจำที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติมต่อไปจนกว่าจะหมดสิทธิ

30. เรื่อง รายงานความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ดังนี้

  1. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ได้จัดทำโครงการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการและประชาชนในท้องถิ่น จำนวน 9 โครงการ ได้แก่ โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย โครงการสินเชื่อเพื่อการศึกษา โครงการสินเชื่อเพื่อ SMEs โครงการสินเชื่อเพื่อการค้าส่งและค้าปลีก โครงการสินเชื่ออาหารฮาลาล โครงการสินเชื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว โครงการสินเชื่อเพื่อสุขภาพ โครงการสินเชื่อตลาดเงิน และตลาดทุน และโครงการสินเชื่อระบบสาธารณูปโภค พร้อมทั้งได้บริจาคอุปกรณ์การเรียน และคอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนในพื้นที่
  2. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ให้สินเชื่อแก่ลูกค้าส่งออกในพื้นที่ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และให้ลูกค้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้
  3. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ได้ให้การสนับสนุนสินเชื่อ OTOP ในวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเงินหมุนเวียนในการผลิตสินค้า และมีการเก็บรวบรวมข้อมูลสินค้า OTOP ในเขต 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้บริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด (Allied Retail Trade : ART) เลือกซื้อสินค้าไปไว้ในร้าน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะทำให้เกิดการค้าขายมากขึ้น
  4. บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (บรรษัทฯ) ได้อนุมัติสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการแล้ว จำนวน 4.5 ล้านบาท พร้อมทั้งช่วยเหลือลูกค้าบรรษัทฯ โดยการผ่อนปรนการชำระหนี้สินเชื่อคงค้าง จำนวน 198.7 ล้านบาท และงดคิดดอกเบี้ยเพิ่มจากการผิดชำระหนี้
  5. ธนาคารออมสิน (ธ.ออมสิน) จะให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน และนักศึกษาที่มีความประพฤติดี และมีผลการเรียนดี โดยจะเปิดให้สมัครรับทุนได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป จังหวัดละ 300 ทุน รวม 900 ทุน ทุนละไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 9 ล้านบาท และมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการศึกษาจำนวน 1,000 ล้านบาท สำหรับการศึกษาระดับมัธยมตอนปลายถึงระดับปริญญาโท ทุนละ 60,000 - 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาชำระคืน 15 ปี นับจากวันเริ่มประกอบอาชีพ และการสนับสนุนเงินค่าใช้จ่ายเพื่อการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบียของประชาชนใน 3 จังหวัด จังหวัดละ 100 คน รวม 300 คน คนละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 6 ล้านบาท
  6. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกค้าในการปรับโครงสร้างหนี้ และสนับสนุนภารกิจด้านการศาสนาอิสลาม และสังคมมุสลิม

อนึ่ง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความช่วยเหลือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการสนับสนุนทางการเงินในการพัฒนาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการ ใน 9 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 108 แห่ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 464 ล้านบาท


31. เรื่อง การแก้ไขปัญหาโรงเรียนถูกลอบวางเพลิง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาโรงเรียนถูกลอบวางเพลิง ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ แล้วมีมติอนุมัติตามความเห็นของสำนักงบประมาณ โดยให้ ศธ. ใช้เงินเหลือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบบุคลากร โครงการผู้เกษียณอายุราชการตามมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 3,028,254,060 บาท เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาโรงเรียนที่ถูกลอบวางเพลิงในจังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี ระหว่างวันที่ 22 เมษายน - 22 พฤษภาคม 2547 โดยด่วน โดยขอให้ทำความตกลงในรายละเอียดกับสำนักงบประมาณต่อไป

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ตามที่มีเหตุการณ์ลอบวางเพลิงโรงเรียน ทำให้โรงเรียนสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานราธิวาส เขต 1 เสียหาย 14 โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นราธิวาส เขต 2 เสียหาย 2 โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายะลา เขต 1 เสียหาย 1 โรงเรียน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 2 เสียหาย 1 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น จำนวน 14 โรงเรียน


32. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการสร้างงานและอาชีพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงพาณิชย์ รายงานความก้าวหน้าผลการดำเนินงานตามกรอบหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้มีการดำเนินการและมีผลเกิดขึ้นต่อประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ครั้งที่ 2 สรุปได้ดังนี้

1. การส่งเสริม และพัฒนาอาชีพ รวมทั้งการสร้างรายได้

2. ด้านการส่งเสริมการประกอบธุรกิจการค้า

3. ด้านการส่งเสริมการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน

4. ด้านการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคและประชาชน (ด้านราคาปัญหาการขาดแคลนและการกักตุนสินค้า ด้านการประกันภัย)

5. ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและพัฒนาตามศักยภาพของจังหวัด คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 อนุมัติแผนงาน/โครงการตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ด้านเศรษฐกิจและสังคม) ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 2-5 จำนวน 75 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ 5 โครงการ ที่ต้องดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2547 ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเบิกเงินงบประมาณและแผนปฏิบัติการในแต่ละโครงการส่งฝ่ายเลขานุการ รวบรวม ได้แก่

6. การแก้ไขปัญหาราคาผลไม้

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ใน 3 จังหวัดภาคใต้ กระทรวงฯ ได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาราคาลองกอง ลางสาด ปี 2547 โดยนำเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ย ให้จังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จังหวัดละ 5 ล้านบาท ไปดำเนินการซื้อลองกอง ลางสาด จากเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร ในราคานำตลาดและนำไปกระจายและจำหน่ายยังจังหวัดปลายทาง โดยให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและค่าขนส่งตามที่จ่ายจริง ไม่เกินร้อยละ 3 ระยะเวลาดำเนินการในเดือนกรกฎาคม- กันยายน 2547

7. การพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจการค้า

กระทรวงฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้พลิกฟื้นสถานการณ์กลับสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้เร็วที่สุด โดยการสร้างโอกาส สนับสนุนให้ประชาชนได้มีการจ้างงาน สร้างอาชีพเพิ่มขึ้น รวมทั้งการเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ซึ่งมีแนวทางดำเนินการ ดังนี้


33. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (น้ำมันแก๊ซโซฮอล์ที่มีเอทานอลผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 9)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (น้ำมันแก๊ซโซฮอล์ที่มีเอทานอลผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 9) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าว เป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ซึ่งร่างประกาศกระทรวงการคลังมีสาระสำคัญคือ แก้ไขประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 64) ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 โดยให้ปรับส่วนผสมของเอทานอลในน้ำมันแก๊สโซฮอล์จากไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 9 และให้เสียภาษีในอัตราตามปริมาณลิตรละ 3.3165 บาท เท่าเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมแก๊สโซฮอล์


34. เรื่อง การดำเนินงานโครงการที่ราชพัสดุเพื่อสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของกรมธนารักษ์

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการดำเนินงานโครงการที่การดำเนินงานโครงการที่ราชพัสดุเพื่อสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของกรมธนารักษ์ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติอนุมัติโครงการการดำเนินงานโครงการที่ราชพัสดุเพื่อสันติสุข 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของกรมธนารักษ์ และอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2547 งบกลาง ให้หน่วยงานต้นสังกัด ภายในวงเงินรวม 356.00 ล้านบาท (สามร้อยห้าสิบหกล้านบาทถ้วน) เพื่อใช้ในการซ่อมแซมอาคารราชพัสดุซึ่งเป็นกิจกรรมเร่งด่วนลำดับแรก


35. เรื่อง การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคใต้ที่มีศักยภาพสูง ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราสู่ความเป็นเลิศและให้เป็นศูนย์กลางยางพาราโลก
  2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูเก็ตอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนายางพาราสู่ความเป็นเลิศและให้เป็นศูนย์กลางยางพาราโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปลายน้ำ และเพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตและการตลาดยางผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยาง โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางไม่ต่ำกว่า 300 กก./ไร่ ภายใน 5 ปี รวมทั้งมีการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มขึ้น 2 เท่า ภายใน 5 ปี และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราที่เป็นระบบ และทันสมัย

สำหรับแนวทางการพัฒนานั้น เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศสูง และมีผลผลิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก จึงควรกำหนดให้ยางพาราเป็นพืชยุทธศาสตร์ของประเทศและเพื่อสร้างความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมยางพาราไทย จึงควรขยายกรอบการพัฒนาประเทศไทยจากการเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางของโลก (World Center of Rubber Products) ตามมติคณะรัฐมนตรี 9 มีนาคม 2547 ให้มีการพัฒนายางพาราอย่างครบวงจรมากขึ้นตามแนวทาง ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูเก็ตอย่างยั่งยืน


36. เรื่อง รายงานผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 44

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย - มาเลเซีย ครั้งที่ 44 ตามรายงานของกระทรวงกลาโหม พลเอก เชษฐา ฐานะจาโร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม/ประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ฝ่ายไทย เป็นประธานร่วมกับ H.E.Dato' Sri Mohd Najib bin Tun Hj Abdul Razak รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม/ประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ฝ่ายมาเลเซีย จัดประชุมเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยที่ประชุมได้รับมอบหมายงานให้คณะกรรมการระดับสูง ดำเนินการ ดังนี้

  1. กระชับความร่วมมือทวิภาคีด้านความมั่นคง เพื่อทำให้ความสงบกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนโดยการประสานงานอย่างใกล้ชิด และการแลกเปลี่ยนข่าวสารที่มีประสิทธิภาพ
  2. กำกับดูแลให้มีการลาดตระเวนร่วมตามพื้นที่ชายแดนตลอดปี
  3. กำกับดูแลจุดตรวจร่วมตามแนวชายแดน
  4. กำกับดูแลให้คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค เสนอระเบียบปฏิบัติประจำ ฉบับสมบูรณ์ ให้ที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ครั้งที่ 82 เพื่อขอความเห็นชอบ และมอบให้หน่วยงานระดับสูงของทั้งสองฝ่าย รับรองก่อนนำไปปฏิบัติ
  5. อำนวยความสะดวกในการจัดชุดนายทหารติดต่อประจำ สำนักงานชายแดนมาเลเซีย ไทย ที่เมือง อลอร์สตาร์ รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย

37. เรื่อง บันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ระหว่างสำนักงาน ปปง. กับ The Unitat De Prevencio Del Blanqueig (UPB) ประเทศอันดอร์รา)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมทางการเงินเพื่อการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ระหว่าง สำนักงาน ปปง. กับ The Unitat De Prevencio Del Blanqueig (UPB) ประเทศอันดอร์รา)

ในโอกาสนี้ สำนักงาน ปปง. รายงานว่า หน่วยงาน Financial Intelligence Unit ประเทศอันดอร์รา คือ The Unitat De Prevencio Del Blanqueig (UPB) ได้ให้ความเห็นชอบกับร่างบันทึกความเข้าใจดังกล่าวของประเทศไทย โดยที่ไม่มีการแก้ไข/เพิ่มเติมเนื้อหาใด ๆ ทั้งสิ้น


38. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการตามนโยบาย

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 173/2547 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการตามนโยบายในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา 1) การแก้ไขปัญหาความยากจน 2) การแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3) เรื่องการส่งเสริมและพัฒนาศาสนาให้เป็นหลักในการพัฒนาจิตใจของประชาชน
  2. รองนายกรัฐมนตรี (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา 1) เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม 2) การใช้ประโยชน์พื้นที่สนามบินดอนเมือง 3) เรื่องแรงงานผิดกฎหมาย (4) เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
  3. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสั่งการและติดตามการดำเนินการเรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด
  4. รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา 1) เรื่องการปฏิรูปผลิตผลทางเกษตร 2) เรื่องการปฏิรูปการศึกษา 3) เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ 4) การระดมบุคคลรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถพัฒนาประเทศ 5) การสนับสนุนเด็กนักเรียน นักศึกษา นักเรียนทุนรัฐบาลมาร่วมพัฒนาประเทศ 6) งานอำนวยการความปลอดภัยทางถนน
  5. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา 1) เรื่องการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2) เรื่องโครงการบ้านเอื้ออาทร/โครงการบ้านมั่นคง 3) ยุทธศาสตร์งานด้านการวิจัย 4) เรื่องการจัดระเบียบสังคม 5) เรื่องการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 6) ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในส่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาลและหน่วยงานอื่นในการดำเนินการตามข้อ 4) และ 5) รวมทั้งประชุมและกำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติ
  6. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสั่งการและติดตามการแก้ไขปัญหา 1) การเร่งรัดการดำเนินการตามผลการเจรจาและข้อตกลงทางการค้า (FTA) 2) การจัดหาที่ดินสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ 3) เรื่องบูรณาการงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
  7. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายสั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา 1) การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนากีฬาของชาติ 2) การดำเนินการปราบปรามร้านค้าที่มีพฤติกรรมหลอกลวงนักท่องเที่ยว 3) การเร่งรัดการดำเนินการตามผลการเจรจาระหว่างประเทศ
  8. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการ และติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา 1) เรื่องการทุจริตและพฤติกรรมมิชอบ 2) เรื่องการปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย 3) โครงการนำร่องเอกอัครราชทูตเพื่อการบริหารราชการในต่างประเทศแบบบูรณาการ

ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้าวต้น ให้ประสานงานกับรองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบในภารกิจนั้น ๆ โดยตรงอยู่แล้วในการเร่งรัด ขอข้อมูล แนะนำ และประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาตามนโยบายดังกล่าว สัมฤทธิผลอย่างเป็นระบบครบวงจรด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็วตลอดจนรายงานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งเสนอมาตรการเร่งรัด ป้องกันและแก้ไขด้วย ในกรณีที่จำเป็นต้องมีอำนาจสั่งการใด ๆ แทนนายกรัฐมนตรีก็ให้ดำเนินการไปได้เท่าที่จำเป็น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป


39. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 174/2547 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ

1. ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ ดังนี้

ทั้งนี้ หากข้อเสนอใดนำไปสู่การยกเลิกหรือการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบ หรือการจัดให้มีกฎหมายหรือกฎระเบียบใหม่ ก็ให้ยกร่างกฎหมายหรือกฎระเบียบนั้นเสนอมาเพื่อพิจารณาด้วย

2. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย ให้คณะกรรมการมีอำนาจ ดังนี้

3. วิธีดำเนินการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


40. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 8 คณะ

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 172/2547 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 8 คณะ ขึ้นใหม่ ดังนี้

1. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ)

อำนาจหน้าที่

2. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายคมนาคมและแรงงาน)

อำนาจหน้าที่

3. พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายความสงบเรียบร้อยและกระบวนการยุติธรรม)

อำนาจหน้าที่

4. นายจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการศึกษา และฝ่ายการเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

อำนาจหน้าที่

5. ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายสังคม วิจัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

อำนาจหน้าที่

6. ร้อยเอกสุชาติ เชาว์วิศิษฐ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 (ฝ่ายพลังงาน อุตสาหกรรมและการพาณิชย์)

อำนาจหน้าที่

7. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายการต่างประเทศ วัฒนธรรม ท่องเที่ยวและกีฬา)

อำนาจหน้าที่

8. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 8 (ฝ่ายกฎหมาย ระบบราชการและการประชาสัมพันธ์)

อำนาจหน้าที่


41. เรื่อง แต่งตั้ง

1. กรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้แต่งตั้ง นายอุณหิศ กาญจนกุญชร ผู้แทนสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการบริหารกิจการขององค์การสวนยาง แทน นางเสริมสุข ชลวานิช ที่เกษียนอายุราชการ โดยให้ดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของนางเสริมสุข ชลวานิช ต่อไป

2. ข้าราชการการเมืองสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1. นายธนกร นันที เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) 2. นายพิสุทธิ์ ชลากรกุล เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป

3. ข้าราชการการเมืองกระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขให้แต่งตั้ง นายดล เหตระกูล เป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2547 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี