สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
16 มีนาคม 2547

สรุปผลการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดปัตตานี

วันนี้ (วันที่ 16 มีนาคม 2547) เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ณ โรงแรม ซี.เอส. ปัตตานี พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัญชีทรัพย์สินที่อาจเรียกเกณฑ์ ใบเรียกเกณฑ์ หมายเกณฑ์หนังสือยกเว้น และสถานที่ยกเว้นการเกณฑ์ในเวลาปกติ พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในการใช้การเก็บรักษาและการมีไว้ในครอบครองซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย และให้มีบุคคลและสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ....
  3. เรื่อง โครงการส่งเสริมการผลิตสุราแช่จากผลิตผลการเกษตร
  4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการแก้ไขข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอและการออกหนังสืออนุญาต ใบอนุญาต อาชญาบัตร และการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ. ....
  5. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย หรือธุรกิจประกันชีวิต สำหรับบริษัทใหม่ซึ่งเกิดจาการควบเข้ากัน
  6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. ....
  7. เรื่อง สภาพอาคารเคหะชุมชนดินแดง
  8. เรื่อง การจัดงานวันสหกรณ์แห่งชาติประจำปี 2547 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  9. เรื่อง รายงานสรุปปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545
  10. เรื่อง ผลการปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด
  11. เรื่อง ขอปรับโครงสร้างหนี้ตั๋วสัญญาใช้ 2 ฉบับ จำนวนเงิน 26 ล้านบาท
  12. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 พ.ศ. ....
  13. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน
  14. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
  15. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการตามนโยบาย
  16. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
  17. เรื่อง โครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต
  18. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล พ.ศ.2547 (เมื่อบริหารงานครบ 3 ปี)
  19. เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2547
  20. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือภาคใต้ชายแดน 3 จังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ของกระทรวงการคลัง
  21. เรื่อง โครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
  22. เรื่อง การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดปัตตานี
  23. เรื่อง การให้ความสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
  24. เรื่อง รายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547
  25. เรื่อง การเตรียมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ปี 2547
  26. เรื่อง Joint Statement ไทย-ลาว ว่าด้วยการร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ
  27. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ แทนนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....
  28. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ
    2. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย
    3. การคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีต่ออีกหนึ่งวาระ
    4. ข้าราชการการเมือง กระทรวงมหาดไทย
    5. ข้าราชการการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี
    6. ข้าราชการการเมือง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    7. ข้าราชการการเมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    8. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน
    9. ข้าราชการการเมือง กระทรวงกลาโหม
    10. ข้าราชการการเมือง กระทรวงสาธารณสุข
    11. ข้าราชการการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัญชีทรัพย์สินที่อาจเรียกเกณฑ์ ใบเรียกเกณฑ์ หมายเกณฑ์ หนังสือยกเว้นและสถานที่ยกเว้นการเกณฑ์ในเวลาปกติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดแบบบัญชีทรัพย์สินที่อาจเรียกเกณฑ์ ใบเรียกเกณฑ์ หมายเกณฑ์ หนังสือยกเว้น และสถานที่ยกเว้นการเกณฑ์ในเวลาปกติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติการเกณฑ์ช่วยราชการทหาร พ.ศ. 2530 ซึ่งใช้บังคับในปัจจุบัน ได้กำหนดว่าการเกณฑ์ในเวลาปกติจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นการเกณฑ์เพื่อการฝึกราชการสนามที่ต้องมีพลเรือนร่วมการฝึก กระทรวงกลาโหมจึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญกำหนดรูปแบบของบัญชีทรัพย์สินที่อาจเรียกเกณฑ์ รูปแบบของใบเรียกเกณฑ์ หมายเกณฑ์ หนังสือยกเว้น และได้กำหนดสถานที่ที่ยกเว้นการเกณฑ์ในเวลาปกติไว้ด้วย


2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในการใช้การเก็บรักษาและการมีไว้ในครอบครองซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย และให้มีบุคคลและสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในการใช้การเก็บรักษาและการมีไว้ในครอบครองซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงกำหนดกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย และให้มีบุคคลและสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดต่อไป

ร่างกฎกระทรวงกำหนดเงื่อนไขในการใช้การเก็บรักษาและการมีไว้ในครอบครองซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขบทนิยาม "ข้อมูลความปลอดภัย" (Safety Data Sheet : SDS) ให้เป็นไปตามเกณฑ์สากล ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม
  2. แก้ไขบทนิยาม "วัสดุกัมมันตรังสี" โดยใช้ถ้อยคำตามกฎหมายว่าด้วยพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ตามข้อเสนอของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  3. ตัดร่างข้อ 3 (ข) (1) กรณีผู้ใช้ต้องป้องกันไม่ให้เกิดอัคคีภัยจากอุบัติเหตุและป้องกันอันตรายจากการใช้ของเหลวงไวไฟเท่าที่จำเป็นในการปฏิบัติงานในแต่ละวันเท่านั้นออก เนื่องจากอาจเป็นปัญหาในทางปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ
  4. ได้แก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดในร่างกฎกระทรวงให้ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

ร่างกฎกระทรวงกำหนดกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย และให้มีบุคคลและสิ่งจำเป็นในการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. แก้ไขบทนิยาม "กิจการบรรจุก๊าซ" "กิจการเก็บก๊าซ" ให้สอดคล้องกับประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 28 ว่าด้วยการบรรจุก๊าซปิโตรเลียมเหลว
  2. แก้ไขร่างข้อ 4 (9) กรณีการกำหนดให้เครื่องดับเพลิงเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันภัย โดยตัดคำว่า "แบบมือถือ" ออก เพื่อให้ครอบคลุมถึงเครื่องดับเพลิงแบบอื่นที่มีหลายรูปแบบ
  3. ให้แก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดในร่างกฎกระทรวงให้ถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น

3. เรื่อง โครงการส่งเสริมการผลิตสุราแช่จากผลิตผลการเกษตร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติค่าใช้จ่ายในการตรวจสุราแช่เพื่อการขึ้นทะเบียนสรรพสามิต (Pre Market) จำนวน 2,080,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ (งบกลาง สกศ./45) ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ


4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการแก้ไขข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอและการออกหนังสืออนุญาตใบอนุญาต อาชญาบัตร และการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชะลอการดำเนินการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการแก้ไขข้อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอและการออกหนังสืออนุญาต ใบอนุญาต อาชญาบัตร และการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการประมง พ.ศ. .... ไว้ก่อนเพื่อรอผลการประเมินโครงสร้างของกระทรวงในภาพรวมทั้งระบบ โดยให้นำผลการศึกษาที่สำนักงาน ก.พ.ร. จะได้พิจารณาปรับโครงสร้างระบบราชการในภาพรวมเสร็จเรียบร้อยแล้วมาประกอบการพิจารณาด้วย และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับความเห็นของกระทรวงมหาดไทย สำนักงาน ก.พ.ร. และประเด็นอภิปรายเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติงานด้านธุรการไปดำเนินการต่อไป


5. เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยหรือธุรกิจประกันชีวิต สำหรับบริษัทใหม่ซึ่งเกิดจาการควบเข้ากัน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง การขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยสำหรับบริษัทใหม่ซึ่งเกิดจากการควบเข้ากัน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตสำหรับบริษัทใหม่ซึ่งเกิดจากการควบเข้ากัน พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย หรือธุรกิจประกันชีวิต สำหรับบริษัทใหม่ซึ่งเกิดจากการควบเข้ากัน ดังนี้

  1. ต้องยื่นคำขอภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนดแต่ต้องไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันที่จดทะเบียนบริษัทใหม่
  2. กำหนดเงื่อนไขในการออกใบอนุญาต
    • 2.1 ต้องดำเนินการควบเข้ากันและจดทะเบียนภายในระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด
    • 2.2 ต้องวางหลักทรัพย์ประกันไว้กับนายทะเบียน
    • 2.3 ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนด

6. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. .... และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป พร้อมกันนี้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงกลาโหมรับไปกำหนดในกฎกระทรวงเกี่ยวกับการให้ผู้ผลิตอาวุธแจ้งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะนายทะเบียนตามกฎหมายอาวุธปืนฯ ได้ทราบและตรวจสอบควบคุมด้วย

ร่างพระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การผลิตอาวุธโดยส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม และการซ่อมแซมอาวุธโดยส่วนราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
  2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจอนุญาตให้บุคคลใดผลิตอาวุธสำหรับส่วนราชการตามที่กำหนด
  3. ผู้ยื่นคำขอใบอนุญาตผลิตอาวุธต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
  4. ใบอนุญาตให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีกำหนด แต่ไม่เกิน 5 ปี และสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตได้
  5. ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตผลิตอาวุธอื่นใดนอกจากที่ได้ระบุไว้ในใบอนุญาต
  6. ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีบัญชีเกี่ยวกับชนิด ปริมาณ และการรับจ่ายประจำวันของวัตถุที่ใช้ในการผลิตอาวุธและอาวุธที่ผลิตขึ้น และต้องส่งรายงานและสำเนาบัญชีดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
  7. ห้ามมิให้ผู้ได้รับใบอนุญาตขายหรือจำหน่ายด้วยประการใด ๆ ซึ่งอาวุธที่ผลิตขึ้น เว้นแต่ขายหรือจำหน่ายให้แก่ส่วนราชการของกระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจที่ได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้อาวุธปืนตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืนฯ
  8. ให้รัฐมนตรีมีอำนาจวางระเบียบการจัดให้เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการของกระทรวงกลาโหมอยู่ประจำโรงงานของผู้ได้รับใบอนุญาต เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติของผู้ได้รับใบอนุญาตให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนด
  9. ผู้ได้รับใบอนุญาตกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขกำหนดต้องระวางโทษจำคุกและปรับตามที่กำหนด

7. เรื่อง สภาพอาคารเคหะชุมชนดินแดง

คณะรัฐมนตรีรับทราบสภาพอาคารเคหะชุมชนดินแดง ตามที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ โดยได้รับรายงานจากการเคหะแห่งชาติว่า ขณะนี้การเคหะแห่งชาติได้รับโอนอาคารโครงการเคหะชุมชนดินแดงมาจากกรมประชาสงเคราะห์ จำนวน 4,144 หน่วย ซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2506 ปัจจุบันอายุการใช้งานประมาณ 40 ปีแล้ว และเนื่องจากสภาพแวดล้อมรอบโครงการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คือมีการสร้างระบบคมนาคมขนส่งโดยรอบโครงการ คือ ถนนวิภาวดีรังสิต และถนนอโศก-ดินแดง ซึ่งปริมาณการใช้ระบบขนส่งและรถบรรทุกหนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก เกิดแรงสั่นสะเทือนทำให้สภาพของอาคารอยู่อาศัยเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

การเคหะแห่งชาติ จึงได้มีแผนการที่จะพัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมบริเวณดินแดง โดยการจัดทำโครงการฟื้นฟูเมืองด้วยการรื้ออาคารเก่าและสร้างอาคารใหม่ทดแทน ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 เห็นชอบผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่และฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง โดยมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ

  1. ให้การเคหะแห่งชาติ จัดทำแผนวิธีการลงทุนและการร่วมงานของเอกชน สำหรับการก่อสร้างที่อยู่อาศัย
  2. ให้จัดทำการรับฟังความคิดเห็นของผู้อยู่อาศัยก่อนการดำเนินโครงการการเคหะแห่งชาติจึงได้ดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมของประชาชน รวมทั้งการจัดทำแผนเพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอาคารเสียหาย ดังนี้
    1. ด้านการจัดทำแผนโครงการการเคหะแห่งชาติ ได้รับความช่วยเหลือจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ได้ศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงในด้านกายภาพ การเงิน การลงทุนในภาพรวม
    2. ในด้านการให้ความรู้ และรับฟังความเห็นจากผู้อยู่อาศัยในชุมชน การเคหะแห่งชาติว่าจ้างสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาสำรวจวิจัยสภาพชุมชน รวมถึงสอบถามความเห็นของผู้อยู่อาศัย เพื่อประกอบการจัดทำโครงการสำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
    3. การตรวจสอบสภาพอาคาร การเคหะแห่งชาติตระหนักถึงความปลอดภัยของการอยู่อาศัยของประชาชนในบริเวณดังกล่าว ได้ว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (A.I.T.) ทำการศึกษาตรวจสอบและประเมินสภาพของอาคารในเคหะชุมชนดินแดง รายงานผลของสถาบันเป็นดังนี้
      "หากมองดูจากภายนอกจะเห็นว่าอาคารแฟลตดังกล่าวในสภาพดี ไม่พบสภาพเสียหายที่รุนแรง และทรุดโทรมแต่อย่างใดเนื่องจากมีการทาสี ตบแต่งอาคารให้ดูใหม่ แต่จากการตรวจสอบพบว่าประมาณร้อยละ 60 ของอาคารทั้งหมด มีสภาพเก่า ทรุดโทรม และมีความชำรุดเสียหายค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นรอยแตกร้าวที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างโดยตรงและอาจเกิดผลกระทบด้านความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยได้" และเนื่องจากสภาพของอาคารทรุดโทรมมากขึ้นตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัย การเคหะแห่งชาติ จึงได้ว่าจ้างสถาบันพระปกเกล้าดำเนินการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มด้วยการประชุมชี้แจงผู้อยู่อาศัยให้ทราบถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น และให้ผู้อยู่อาศัยมีส่วนร่วมในการเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

8. เรื่อง การจัดงานวันสหกรณ์แห่งชาติประจำปี 2547 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปผลการจัดงานวันสหกรณ์แห่งชาติประจำปี 2547 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2547 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมระลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย เผยแพร่ผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่สาธารณชนเพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างเวทีการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการและผู้ส่งออก ให้ความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ผลการจัดงานสรุปได้ดังนี้

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นวันเปิดงาน มีผู้มาเที่ยวงานประมาณ 30,000 คน มีผู้แทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมงานในพิธีเปิด จำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์ และลาวมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 และเครือข่ายต่างประเทศ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน มีผู้มาเที่ยวงานทั้งสิ้นประมาณ 172,050 คน ประกอบด้วยสหกรณ์และกลุ่มต่าง ๆ ที่นำสินค้ามาจำหน่ายประมาณ 972 ร้าน ผู้เข้าชมนิทรรศการ ชมการสาธิตการผลิตสินค้า ฝึกอาชีพ อบรม สัมมนา และเจรจาธุรกิจ รวมทั้งเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ

ภายในงานได้จัดนิทรรศการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การเล่าเรื่องกระบวนการสหกรณ์ นวัตกรรมกระบวนการผลิตของระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ การเปิดตัวศูนย์บรรจุภัณฑ์ และนิทรรศการเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) และเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าและอาหาร และนิทรรศการของหน่วยงานในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแสดงผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ มีผู้เข้าชมประมาณ 102,600 คน

มีการสาธิตกระบวนการผลิต โดยจำลองวิธีการผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน เน้นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ความยากลำบาก ความปราณีต การประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสม จำนวน 4 กิจกรรม คือ สาธิตการผลิตผ้า สมุนไพร การทำดอกไม้ประดิษฐ์ การจัดทำเครื่องจักสาน มีผู้เข้าร่วมชมประมาณ 31,800 คน นอกจากนี้มีการสอนทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยให้ผู้เข้าเรียนได้ปฏิบัติจริง และสามารถนำไปทำหรือประกอบอาชีพได้ รวมทั้งการอบรมด้านบรรจุภัณฑ์ การสัมมนาทางวิชาการและการบริจาคโลหิต

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มช่องทางการตลาด และสร้างรายได้ให้สหกรณ์ โดยการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มต่าง ๆ และสร้างเวทีการเจรจาธุรกิจ ทำให้มีมูลค่าซื้อขายภายในงานประมาณ 226.48 ล้านบาท ตลอดจนมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ กลุ่มต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ระดับ 3-5 ดาว ทั่วประเทศ เช่น สินค้าประเภทเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย ศิลปประดิษฐ์ของที่ระลึก ของใช้ตกแต่ง สมุนไพร ผลิตภัณฑ์จากไม้ ข้าวสาร รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนร้านค้า ประมาณ 972 ร้าน มูลค่าจำหน่ายตลอดงานประมาณ 37.38 ล้านบาท

ผลการเจรจาธุรกิจ จากการสร้างเวทีการเจรจาธุรกิจการซื้อขายสินค้าของสหกรณ์และกลุ่มต่าง ๆ มีผู้เสนอซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ รวมมูลค่าตกลงซื้อขายประมาณ 189.10 ล้านบาท


9. เรื่อง รายงานสรุปปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงยุติธรรมรายงานสรุปปริมาณคดีที่เข้าสู่กระบวนการตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. 2545 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547

ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2546-29 กุมภาพันธ์ 2547 มีผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ใน 76 จังหวัด จำนวน 6,877 ราย เป็นเพศชาย จำนวน 5,710 ราย เป็นเพศหญิง จำนวน 1,167 ราย อายุมากกว่า 25 ปี จำนวน 3,318 ราย รองลงมาอายุระหว่าง 18 - 25 ปี จำนวน 2,864 ราย มีผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ต้องขังระหว่างการตรวจพิสูจน์ จำนวน 3,764 ราย และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จำนวน 3,113 ราย ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษประเภทเมทแอมเฟตามีน จำนวน 4,741 ราย รองลงมา คือคดีประเภทกัญชา 889 ราย ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ส่วนใหญ่กระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดให้โทษ จำนวน 5,904 ราย รองลงมาคือ ความผิดฐานเสพและครอบครองยาเสพติด จำนวน 880 ราย

การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ได้มีคำวินิจฉัย ผู้เข้ารับการตรวจพิสูจน์ เป็นจำนวน 7,045 ราย โดยมีคำวินิจฉัย ดังนี้

  1. ให้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบควบคุมตัว จำนวน 3,572 ราย โดยแยกเป็น ควบคุมตัวแบบเข้มงวด จำนวน 676 ราย ควบคุมตัวแบบไม่เข้มงวด จำนวน 2,896 ราย
  2. ให้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพแบบไม่ควบคุมตัว จำนวน 3,146 ราย โดยแยกเป็น ฟื้นฟูในโปรแกรมคุมประพฤติ จำนวน 1,085 ราย ฟื้นฟูแบบผู้ป่วยใน จำนวน 196 ราย ฟื้นฟูแบบผู้ป่วยนอก จำนวน 1,865 ราย
  3. ส่งตัวคืนตำรวจและอัยการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ จำนวน 327 ราย

10. เรื่อง ผลการปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานผลงานการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดเกี่ยวกับผลการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดกระทรวงสาธารณสุข ประจำเดือนมีนาคม 2547 สรุปได้ดังนี้

ระหว่างวันที่ 6 กุมภาพันธ์ - 4 มีนาคม 2547 มีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาทั้งสิ้น จำนวน 5,129 รายสถานบำบัดที่ให้การบำบัดมากที่สุดคือสังกัดกรมการแพทย์ 1,571 ราย (ร้อยละ 30.63) โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 1,157 ราย (ร้อยละ 22.56) สังกัดกรมสุขภาพจิต 1,106 ราย (ร้อยละ 21.56) PCU/สถานีอนามัย จำนวน 719 ราย (ร้อยละ 14.02) โรงพยาบาลชุมชน 576 ราย (ร้อยละ 11.23)

แยกวิธีการบำบัดรักษา คือ การบำบัดรักษาโดยบำบัดในชุมชน 1,272 ราย (ร้อยละ 24.80) วิธีผู้ป่วยนอก 2,833 ราย (ร้อยละ 55.24) วิธีผู้ป่วยใน 1,024 ราย (ร้อยละ 19.96) สถานบำบัดที่ให้การบำบัดโดยวิธีบำบัดในชุมชนสูงสุด คือ PCU/ สถานีอนามัย โดยวิธีผู้ป่วยนอกและวิธีผู้ป่วยในบริการสูงสุด คือ สถานบำบัดสังกัดกรมการแพทย์

ลักษณะการบำบัดของผู้มารับการบริการ เป็นการมารับการบำบัดโดยสมัครใจเป็นจำนวน 4,754 ราย(ร้อยละ 92.51) โดยการบังคับบำบัด จำนวน 384 ราย (ร้อยละ 7.49) สถานบำบัดที่ให้การบำบัดโดยสมัครใจและบังคับสูงสุดคือ สถานบำบัดสังกัดกรมการแพทย์


11. เรื่อง ขอปรับโครงสร้างหนี้ตั๋วสัญญาใช้ 2 ฉบับ จำนวนเงิน 26 ล้านบาท

คณะรัฐมนตรีอนุมัติการขอปรับโครงสร้างหนี้ตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ จำนวนเงิน 26 ล้านบาทตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอโดยผ่อนชำระเป็น 60 งวด ๆ ละเดือน อัตราดอกเบี้ย MLR ลบร้อยละ 1 ต่อปี และให้ลดวงเงินที่กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้จากจำนวน 300 ล้านบาท ลงเหลือจำนวน 26 ล้านบาท โดยให้รับความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง เรื่อง การต่อรองเพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยและการเร่งให้ ร.ส.พ. ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานไปดำเนินการ โดยการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายลง เพื่อให้ ร.ส.พ. สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า รสพ. ได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยมาโดยตลอดตามเงื่อนไข จนเหลือตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับสุดท้าย คือฉบับที่ 20 ครบกำหนดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 และฉบับที่ 21 ครบกำหนดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2542 มูลค่าฉบับละ 14 ล้านบาท รวม 2 ฉบับ เป็นเงิน 28 ล้านบาท ซึ่ง ร.ส.พ. ไม่สามารถชำระเงินตามกำหนดให้ ธนาคารกรุงไทยฯ จึงคิดบทปรับดอกเบี้ยเป็นอัตราผิดนัดชำระหนี้เป็นอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี

คณะกรรมการ รสพ. ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 4/2543 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2543 เห็นชอบให้ รสพ. ชำระคืนเงินกู้ธนาคารกรุงไทยฯ โดยผ่อนชำระเดือนละ 1 ล้านบาท ซึ่ง รสพ. ได้ชำระเงินให้ธนาคารกรุงไทยฯ ไป 2 งวดเป็น 2 ล้านบาท แล้วผิดนัดชำระอีกจนถึงปัจจุบัน คงเหลือหนี้เป็นเงิน 26 ล้านบาท และได้เจรจากับธนาคารกรุงไทยฯ ขอปรับโครงสร้างหนี้โดยขอผ่อนชำระเป็น 60 งวด ๆ ละเดือน ขอลดอัตราดอกเบี้ยจากเดิม อัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี เป็นอัตรา MLR-1 และปรับลดวงเงินค้ำประกันของกระทรวงการคลังจากเดิม 300 ล้านบาท ลงเหลือ 26 ล้านบาทด้วย

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า รสพ. ได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยมาโดยตลอด แต่ต่อมาประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างมาก เนื่องจากมีผลการดำเนินงานขาดทุนตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมาทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด และธนาคารกรุงไทยฯ คิดบทปรับดอกเบี้ยเป็นอัตราผิดนัดชำระหนี้เป็นอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ในขณะที่ปัจจุบันคงเหลือหนี้จำนวน 26 ล้านบาท การปรับโครงสร้างหนี้ในครั้งนี้ จะทำให้เงื่อนไขในการชำระหนี้เปลี่ยนแปลงไปจากมติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติให้ชำระคืนเงินกู้ด้วยตั๋วสัญญาใช้เงิน กำหนดชำระหนี้ภายใน 12 ปี กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ จำนวน 300 ล้านบาท เป็นการขอผ่อนชำระ 60 งวด ๆ ละเดือน กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ จำนวน 26 ล้านบาท และลดดอกเบี้ยลงจากเดิมอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี เป็น MLR-1 (ประมาณอัตราร้อยละ 4.75 ต่อปี) ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ รพส. ในการลดภาวะค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงการคลังในการลดภาระความรับผิดชอบจากวงเงินค้ำประกันเงินกู้ลดลงเหลือเพียง 26 ล้านบาท


12. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ปัจจุบันสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากการชำระหนี้ยังคงเหลือค้างอยู่ในระบบสถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก ประกอบกับบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ได้บริหารจัดการสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรี

ว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ จนเหลือจำนวนไม่มาก สมควรเพิ่มบทบาทให้ บบส. เข้าร่วมแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบันการเงิน อันเนื่องมากจากการชำระหนี้ โดยการขยายขอบเขตวัตถุประสงค์ของบบส. เพื่อให้สามารถรับซื้อ รับโอนหรือรับจ้างบริหารจัดการหรือดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบันการเงินอันเนื่องมากจากการชำระหนี้ได้ตามวิธีกำหนดไว้ รวมทั้งเพื่อให้สามารถสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความคดีที่อยู่ในศาลและสวมสิทธิเข้าเป็นเจ้าหนี้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบันการเงิอันเนื่องมากจากการชำระหนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงิน

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน ดังต่อไปนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า "สถาบันการเงิน" เพื่อให้รวมถึงบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยและนิติบุคคลอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้ราชกิจจานุเบกษา
  2. แก้ไขเพิ่มเติมให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินประกอบธุรกิจรับซื้อ รับโอน หรือรับจ้างบริหารจัดการ หรือดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์คุณภาพ รวมถึงหลักประดัน และทรัพย์สินที่ตกเป็นของสถาบันการเงินอันเนื่องมาจากการชำระหนี้
  3. แก้ไขเพิ่มเติมให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินสามารถรับจ้างสถาบันการเงินและดำเนินการจ้างช่วงเพื่อบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือทรัพย์สินอื่นของสถาบันการเงิน
  4. เพิ่มเติมให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินสามารถสวมสิทธิเข้าเป็นคู่ความในคดีที่อยู่ในศาล และสวมสิทธิเข้าเป็นเจ้าหน้าหนี้ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว

13. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 42/2547 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 38 มาตรา 48 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 263/2546 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน และมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 16 มีนาคม 2547 ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

  1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีตามลำดับ ดังนี้
    • 1.1 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
    • 1.2 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
    • 1.3 พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
    • 1.4 นายจาตุรนต์ ฉายแสง
    • 1.5 ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
    • 1.6 ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ
    • 1.7 นายวิษณุ เครืองาม
  2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ ต้องได้รับความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

ส่วนที่ 2 นายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน

ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่

รองนายกรัฐมนตรี

รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ

1.

พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
2. พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

2.

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

1. พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
2. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ

3.

พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

1. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
2. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา

4.

นายจาตุรนต์ ฉายแสง

1. นายวิษณุ เครืองาม
2. ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ

5.

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

1. ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ
2. นายวิษณุ เครืองาม

6.

ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ

1. ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
2. นายจาตุรนต์ ฉายแสง

7.

นายวิษณุ เครืองาม

1. นายจาตุรนต์ ฉายแสง
2. ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


14. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 43/2547 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 15 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 นายกรัฐมนตรีจึงให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 145/2546 ลงวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2546 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 145/2546 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 172/2546 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 และคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ตามบันทึกลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 และมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแลส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน เสียใหม่ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 นิยาม

ในคำสั่งนี้

"กำกับการบริหารราชการ" หมายความว่า กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินของส่วนราชการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งให้ส่วนราชการชี้แจงแสดงความคิดเห็นหรือรายงาน รวมทั้งเห็นชอบหรือแต่งตั้งคณะกรรมการแทนนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรือการปฏิบัติงาน สั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ตลอดจนอนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี และอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 เกี่ยวกับการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการแผ่นดิน อนุญาตหรืออนุมัติเรื่องต่าง ๆ ของส่วนราชการในกำกับไปก่อนได้ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ

"สั่งและปฏิบัติราชการ" หมายความว่า สั่ง อนุญาต หรืออนุมัติให้ส่วนราชการหรือข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ ปฏิบัติราชการหรือดำเนินการใด ๆ ได้ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

"กำกับดูแล" หมายความว่า กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์การมหาชน นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสั่งให้รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชน นโยบายของรัฐบาล หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการ

ส่วนที่ 2

1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ)

ส่วนที่ 3

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา)

ส่วนที่ 4

3. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)

ส่วนที่ 5

4. รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง)

ส่วนที่ 6

5. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์)

ส่วนที่ 7

6. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ)

ส่วนที่ 8

7. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

ส่วนที่ 9

  1. ให้รองนายกรัฐมนตรีที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนราชการใดเป็นประธาน อ.ก.พ. ทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงของส่วนราชการนั้นด้วย ยกเว้น อ.ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรี ให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุเครืองาม) เป็นประธาน
  2. รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจใด ย่อมมีอำนาจให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หรือประกาศเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงานนั้น ๆ ดังนี้
    • 2.1 การแต่งตั้งบุคคลหรือกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั้น
    • 2.2 การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ชาวต่างประเทศ ยกเว้นเป็นเรื่องระดับผู้นำรัฐบาลหรือประมุขของรัฐต่างประเทศ
    • 2.3 การให้ความเห็นชอบในการรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราจากต่างประเทศ
    • 2.4 การประกาศภาพเครื่องหมายราชการ
  3. ราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ หากรองนายกรัฐมนตรี พิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนส่วนรวม หรือต้องสั่งการแก่หลายส่วนราชการหรือหลายรัฐวิสาหกิจแต่บางส่วนมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่กำกับการบริหารราชการของรองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ
  4. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามสิบวัน
  5. ให้รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในคำสั่งนี้ พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการยุบเลิกคณะกรรมการดังกล่าว หากเห็นว่าหมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 หรืออาจยุบรวมคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว โดยการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่ โดยยึดหลักการมีผู้รับผิดชอบภารกิจอย่างชัดแจ้ง การไม่ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน และการบูรณาการภารกิจให้เกิดการประสานและสอดคล้องรองรับกัน แล้วเสนอผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำขึ้นใหม่ต่อคณะรัฐมนตรีภายในสามสิบวัน ในกรณีที่เห็นควรให้คงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ไว้ตามเดิม ให้รายงานเหตุผลและความจำเป็นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน
  6. ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรียึดหลักการประสานราชการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีประสิทธิภาพและบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน โดยคำนึงถึงนโยบายการพัฒนาระบบราชการ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในเชิงรับอย่างเป็นระบบ และการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในเชิงรุกด้วยการผลักดันนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งในทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพประชากรในทางสังคม และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทางการเมืองการปกครอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


15. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการตามนโยบาย

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 44/2547 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลและติดตามการดำเนินการตามนโยบาย

โดยที่นโยบายบางเรื่องมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหลายหน่วยงาน จึงสมควรมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแล สั่งการ และติดตามการดำเนินการตามนโยบาย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแล สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

  1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดดามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 1.1 การแก้ไขปัญหาความยากจน
    • 1.2 เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ
  2. รองนายกรัฐมนตรี (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 2.1 เรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม
    • 2.2 การใช้ประโยชน์พื้นที่สนามบินดอนเมือง
    • 2.3 เรื่องแรงงานผิดกฎหมาย
  3. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 3.1 เรื่องบูรณาการงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค
    • 3.2 การส่งเสริมการท่องเที่ยวและการพัฒนากีฬาของชาติ
    • 3.3 เรื่องการแก้ไขปัญหายาเสพติด
    • 3.4 การดำเนินการปราบปรามร้านค้าที่มีพฤติกรรมหลอกลวงนักท่องเที่ยว
  4. รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 4.1 เรื่องการปฏิรูปผลิตผลทางการเกษตร
    • 4.2 เรื่องการปฏิรูปการศึกษา
    • 4.3 เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ
    • 4.4 การระดมบุคคลรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาประเทศ
    • 4.5 การสนับสนุนเด็กนักเรียน นักศึกษา นักเรียนทุนรัฐบาลมาร่วมพัฒนาประเทศ
    • 4.6 งานอำนวยการความปลอดภัยทางถนน
  5. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 5.2 เรื่องการประกันสุขภาพถ้วนหน้า
    • 5.2 เรื่องโครงการบ้านเอื้ออาทร/โครงการบ้านมั่นคง
    • 5.3 ยุทธศาสตร์งานด้านการวิจัย
    • 5.4 เรื่องการจัดระเบียบสังคม
    • 5.5 เรื่องการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
    • 5.6 ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในส่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยงานอื่นในการดำเนินการตามข้อ 5.4 และ 5.5 รวมทั้งประชุมและกำหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ดังกล่าวปฏิบัติ
  6. รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 6.1 การเร่งรัดการดำเนินการตามผลการเจรจาและข้อตกลงทางการค้า (FTA)
    • 6.2 การจัดหาที่ดินสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่
  7. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย สั่งการและติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา
    • 7.1 เรื่องการทุจริตและประพฤติมิชอบ
    • 7.2 เรื่องการส่งเสริมและพัฒนาศาสนาให้เป็นหลักในการพัฒนาจิตใจของประชาชน
    • 7.3 เรื่องการปฏิรูประบบราชการและกฎหมาย
    • 7.4 โครงการนำร่องเอกอัครราชทูตเพื่อการบริหารราชการในต่างประเทศแบบบูรณาการ
    • 7.5 การเร่งรัดการดำเนินการตามผลการเจรจาระหว่างประเทศ

ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างต้น ให้ประสานงานกับรองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่รับผิดชอบในภารกิจนั้น ๆ โดยตรงอยู่แล้วในการเร่งรัด ขอข้อมูล แนะนำ และประสานงานกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาตามนโยบายดังกล่าวสัมฤทธิผลอย่างเป็นระบบครบวงจรด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว ตลอดจนรายงานนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งเสนอมาตรการเร่งรัดป้องกันและแก้ไขด้วย ในกรณีที่จำเป็นต้องมีอำนาจสั่งการใด ๆ แทนนายกรัฐมนตรีก็ให้ดำเนินการไปได้เท่าที่จำเป็น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


16. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 45/2547 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค

โดยที่เป็นการสมควรมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค เพื่อประโยชน์ในการประสาน ติดตาม เร่งรัด ช่วยเหลือ และประเมินผลการปฏิบัติราชการในภูมิภาคให้บังเกิดประสิทธิภาพเรียบร้อย รวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้โดยไม่มีอุปสรรคด้านกลไกการบริหารราชการ โดยสมควรใช้พื้นที่เขตตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (1) (9) และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 291/2546 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2546 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค และมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ดังต่อไปนี้

  1. พื้นที่
    • 1.1 รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 11 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร
      • เขตตรวจราชการที่ 18 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา
    • 1.2 รองนายกรัฐมนตรี (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 15 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี
      • เขตตรวจราชการที่ 16 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง
      • เขตตรวจราชการที่ 17 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต
      • เขตตรวจราชการที่ 19 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล
    • 1.3 รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดหนองคาย หนองบัวลำภู เลย อุดรธานี
      • เขตตรวจราชการที่ 12 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
      • เขตตรวจราชการที่ 13 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์
      • เขตตรวจราชการที่ 14 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัด ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
    • 1.4 รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 8 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สระแก้ว
      • เขตตรวจราชการที่ 9 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ชลบุรี ตราด ระยอง
    • 1.5 รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร
      • เขตตรวจราชการที่ 3 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี
      • เขตตรวจราชการที่ 4 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง
    • 1.6 รองนายกรัฐมนตรี (ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 2 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์
      • เขตตรวจราชการที่ 5 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี
      • เขตตรวจราชการที่ 6 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี
    • 1.7 รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) กำกับติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 1 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน
      • เขตตรวจราชการที่ 7 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร
      • และให้มีอำนาจหน้าที่ประสานและติดตามการปฏิบัติราชการส่วนราชการทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศด้วย
  2. การกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคตามคำสั่งนี้ หมายถึง การตรวจราชการ การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่รายงานเหตุการณ์และผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี การประสานราชการเพื่อให้เกิดการบูรณาการ การติดตาม การเร่งรัด การให้คำแนะนำช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
  3. ให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่านรายงานปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไข ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ อันเนื่องจากการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการหรือพื้นที่ในความรับผิดชอบต่อนายกรัฐมนตรีทุกสามสิบวัน
  4. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละท่าน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูล อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ด้วย สำหรับการกำกับการปฏิบัติราชการส่วนราชการในต่างประเทศให้ทุกกระทรวงที่มีส่วนราชการในต่างประเทศให้ความร่วมมือตามข้อนี้โดยอนุโลม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


17. เรื่อง โครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการโครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และอนุมัติค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานโดยขอใช้งบกลาง สำหรับโครงการวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต รุ่นที่ 3 ภายในวงเงิน 160,000,000 บาท (หนึ่งร้อยหกสิบล้านบาทถ้วน) และโครงการวิวัฒน์พลเมืองราชทัณฑ์ รุ่นที่ 2 จำนวนเงิน 2,226,400 บาท (สองล้านสองแสนสองหมื่นหกพันสี่ร้อยบาทถ้วน) รวมทั้งขอความร่วมมือกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้การสนับสนุนโครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต และโครงการวิวัฒน์พลเมืองราชทัณฑ์ โดยให้มีหนังสือสั่งการไปยังหน่วยงานในสังกัดระดับกรม จังหวัด และอำเภอ

กระทรวงยุติธรรมรายงานว่า โครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต เป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง ทำให้ผู้ต้องขังมีโอกาสฝึกระเบียบวินัยแบบทหาร สร้างทัศนคติและค่านิยมในเชิงบวก รวมทั้งได้รับการฝึกวิชาชีพ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประกอบอาชีพเมื่อกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งและยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาความแออัดและปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ จึงได้เห็นชอบให้กรมราชทัณฑ์ดำเนินการสำรวจนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายได้รับพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ เพื่อส่งเข้ารับการอบรมฟื้นฟูและฝึกวิชาชีพเกษตรกรรมในโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองฯ รุ่นที่ 3 จำนวน 7,200 คน แยกเป็นชาย 5,700 คน และหญิง 1,500 คน

ในการนี้ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรมและผู้แทนกระทรวงกลาโหม มีความเห็นร่วมกันว่าควรดำเนินโครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ค่ายฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต รุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 9 มีนาคม - 9 สิงหาคม 2547 ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถจัดทำพิธีเปิดการอบรมและปล่อยตัวนักเรียนโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองฯ ได้ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล

กรมราชทัณฑ์มีผู้ต้องขังหญิงที่เข้าหลักเกณฑ์สามารถเข้ารับการฝึกอบรมในโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองฯ ได้ประมาณ 5,000 คน แต่กระทรวงกลาโหมสามารถรับผู้ได้รับพักการลงโทษหญิงเข้ารับการฝึกอบรม ได้เพียงรุ่นละ 1,500 คน กรมราชทัณฑ์จึงได้ดำเนินโครงการโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองราชทัณฑ์ขึ้นที่ทัณฑสถานเปิดเขาพริก อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา สามารถรับผู้ต้องขังหญิงเข้ารับการฝึกอบรมได้รุ่นละ 400 คน ใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 4 เดือน รุ่นที่ 1 เปิด การอบรมระหว่างวันที่ 19 มกราคม - 19 พฤษภาคม 2547 และเมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรมรุ่นที่ 1 แล้ว จะดำเนินการรุ่นที่ 2 ต่อไป


18. เรื่อง ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล พ.ศ.2547 (เมื่อบริหารงานครบ 3 ปี)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรายงานผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล พ.ศ. 2547 (เมื่อบริหารงานครบ 3 ปี) ว่า

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการบริหารงานของรัฐบาล พ.ศ. 2547 (เมื่อบริหารงานครบ 3 ปี) โดยสอบถามประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีประชาชนถูกเลือกเป็นตัวอย่าง 5,800 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1-12 กุมภาพันธ์ 2547 และได้จัดทำสรุปผลการสำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสาระสำคัญ สรุปดังนี้

  1. ประชาชนส่วนใหญ่ เห็นว่ารัฐบาลสามารถบริหารงานได้ดี เป็นที่น่าพอใจ ร้อยละ 82.7 เห็นว่าบริหารงานได้ไม่ดี/ไม่เป็นที่น่าพอใจ มีเพียง ร้อยละ 8.9 และไม่แน่ใจ/ไม่เสดงความคิดเห็น ร้อยละ 8.4
  2. ความพึงพอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในด้านต่าง ๆ พบว่า ประชาชนพอใจการบริหารงานด้านสาธารณสุข มากที่สุด คือ ร้อยละ 78.3 รองลงมา คือ ด้านการกีฬา ร้อยละ 77.1 ด้านการศึกษา ร้อยละ 76.4 ด้านการท่องเที่ยว ร้อยละ 75.9 ด้านการบริหารเศรษฐกิจ ร้อยละ 75.8 ด้านการประชาสัมพันธ์และการให้ข่าวสารแก่ประชาชน ร้อยละ 68.4 ด้านการเงินและการคลัง ร้อยละ 66.0 ด้านการคมนาคม ร้อยละ 65.9 ด้านการเมือง ร้อยละ 65.9 ด้านสังคม ร้อยละ 60.6 ด้านการต่างประเทศ ร้อยละ 59.9 ด้านการรักษาความมั่นคงของประเทศ ร้อยละ 57.8 และด้านการกำกับดูแลการปฏิบัติราชการของหน่วยงานราชการ ร้อยละ 55.8
  3. นโยบายที่ประชาชนเห็นด้วยมากที่สุด 6 อันดับแรก ได้แก่ นโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 97.7 รองลงมา คือ นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 94.2 นโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 94.0 นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ร้อยละ 92.9 นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ร้อยละ 91.8 และนโยบายการปราบปรามหวยเถื่อน ร้อยละ 90.7
  4. นโยบายที่ประชาชนพอใจมากที่สุด 5 เรื่องแรก ได้แก่ นโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 79.4 นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ร้อยละ 58.1 นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ร้อยละ 53.5 นโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ร้อยละ 40.4 และนโยบายการพักชำระหนี้แก่เกษตรกรรายย่อย เป็นเวลา 3 ปีร้อยละ 34.5
  5. การจดทะเบียนแก้ปัญหาสังคมและความยากจน ประชาชนส่วนใหญ่โดยรวมเห็นด้วย ร้อยละ 93.5 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 2.2 และไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 4.3
  6. เวลาปิดบริการของสถานบันเทิง พบว่า ประชาชนโดยรวมในทุกภาคเห็นว่าควรปิดเวลา 24.00 น. (เที่ยงคืน) ร้อยละ 54.9 ควรปิดเวลา 02.00 น. (ตีสอง) ร้อยละ 21.4 ควรปิดเวลา 01.00 น. (ตีหนึ่ง) ร้อยละ 15.8 และเวลาอื่น ๆ ร้อยละ 7.9
  7. การสร้างสถานบันเทิงครบวงจร (เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์) พบว่า ประชาชนโดยรวม ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 54.3 อย่างไรก็ตามมีประชาชนที่เห็นด้วยถึง ร้อยละ 30.0 และไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 15.7
  8. การบริหารประเทศของคณะรัฐมนตรี ประชาชนส่วนใหญ่โดยรวม เห็นว่าบริหารประเทศได้เหมาะสมร้อยละ 81.9 ไม่เหมาะสมมีเพียง ร้อยละ 6.6 และไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 11.5
  9. ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่โดยรวม เห็นว่าสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันดีกว่าปีที่ผ่านมา ร้อยละ 55.4 เห็นว่ายังคงเหมือนเดิม ร้อยละ 34.9 เห็นว่าแย่ลงกว่าปีที่ผ่านมา ร้อยละ 7.6 และไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 2.1 ส่วนด้านสังคมประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าสภาพทางสังคมในชุมชนปัจจุบันดีกว่าปีที่ผ่านมา ร้อยละ 60.3 เห็นว่าเหมือนเดิม ร้อยละ 33.0 เห็นว่าแย่ลง ร้อยละ 3.4 และไม่แสดงความคิดเห็น ร้อยละ 3.3
  10. ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไข มีดังนี้ ความยากจนของประชาชน ร้อยละ 83.2 หนี้สินของประชาชน ร้อยละ 58.7 ยาเสพติด ร้อยละ 58.3 การว่างงาน/ไม่มีงานทำ ร้อยละ 56.1

19. เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2547

คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2547 ตามที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. เห็นชอบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2547 และแผนงานงบประมาณ
  2. อนุมัติงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 117,330,000 บาท ให้แก่จังหวัดบูรณาการ (CEO) กรุงเทพมหานคร และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เพื่อนำไปดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2547

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนรายงานว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปีจะมีวันหยุดราชการติดต่อกันหลายวัน และเป็นช่วงที่ประชาชนใช้รถใช้ถนนเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยว ทำให้ปริมาณการใช้รถใช้ถนนทางหลวงสายต่าง ๆ มีจำนวนมาก และเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าช่วงเวลาปกติ ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ จึงได้มีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2547 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามผลความคืบหน้าในการปฏิบัติตามมาตรการสำคัญเร่งด่วนตามมติคณะรัฐมนตรี และได้กำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปี 2547 ดังนี้

  1. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (CEO) เป็นผู้รับผิดชอบในการบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้กลไกของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน จังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามมาตรการที่กำหนด
  2. เป้าหมาย เทศกาลสงกรานต์ ปี 2547 ระหว่างวันที่ 9 - 18 เมษายน 2547 รวม 10 วัน จะกำหนดเป้าหมายจำนวนผู้เสียชีวิต โดยพิจารณาจากช่วงระยะเวลาเดียวกันของเทศกาลสงกรานต์ปี 2546 ที่ผ่านมา และคิดคำนวณกับสัดส่วนปริมาณยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น
  3. การดำเนินการ ดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์หลักเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย 5 ด้าน คือ การบังคับใช้กฎหมาย วิศวกรรมจราจร การแพทย์ฉุกเฉิน การให้ความรู้/ประชาสัมพันธ์ ประเมินผล และสารสนเทศ โดยในส่วนกลางมีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกำกับดูแลติดตามผลการดำเนินการของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด (CEO) รับผิดชอบ ดูแล บูรณาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย
  4. งบประมาณ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนจังหวัด กรุงเทพมหานคร และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 117,330,000 บาท แยกได้ดังนี้
    • 1) จังหวัดแบบบูรณาการ และกรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 103,330,000 บาท
    • 2) ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เป็นเงิน 14,000,000 บาท

20. เรื่อง การให้ความช่วยเหลือภาคใต้ชายแดน 3 จังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ของกระทรวงการคลัง

คณะรัฐมนตรีรับทราบการให้ความช่วยเหลือภาคใต้ชายแดน 3 จังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ของกระทรวงการคลัง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

1. การให้ความช่วยเหลือของหน่วยงานราชการ มีดังนี้

2. การให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ มีดังนี้

ทั้งนี้ มาตรการและโครงการช่วยเหลือภาคใต้ชายแดนดังกล่าวข้างต้น สอดคล้องและช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ในการฟื้นฟูพัฒนา และบรรเทาความเดือดร้อน ของประชาชน ในด้านการช่วยเหลือแก่ชุมชม และประชาชนทั่วไป การส่งเสริมอุตสาหกรรมและการส่งเสริมการส่งออก การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย และในด้านอื่น ๆ เช่น การเพิ่มการจ้างงานจากแรงงานในพื้นที่ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการและโครงการดังกล่าวเป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กระทรวงการคลังจะได้ดำเนินการเร่งรัดและติดตามการดำเนินการตามมาตรการและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องข้างต้นอย่างใกล้ชิดต่อไป


21. เรื่อง โครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

คณะรัฐมนตรีรับทราบโครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

โครงสร้างการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ดำเนินการในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 263 แห่ง งบประมาณดำเนินการแห่งละ 200,000 บาท รวมเป็นเงิน 52,600,000 บาท โดยเบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนทั่วไป สำหรับพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีเร่งด่วน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ระยะเวลาดำเนินการ เดือนมีนาคม 2547 ถึงเดือนกันยายน 2547 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

  1. เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสร้างและดำเนินการตามภารกิจ อำนาจหน้าที่ ในการพัฒนาสังคมและชุมชน
  2. เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกในความมั่นคงของการอยู่ร่วมกันในสังคม
  3. เพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง
  4. เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกันของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการพัฒนาชุมชนในการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง

เป้าหมาย

จัดให้มีโครงการเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านสังคมขึ้นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดยะลา ประกอบด้วย เทศบาลนคร 1 แห่ง เทศบาลตำบล 7 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 55 แห่ง รวม 63 แห่ง จังหวัดปัตตานี ประกอบด้วย เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 11 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 99 แห่ง รวม 111 แห่ง จังหวัดยะลา ประกอบด้วย เทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตำบล 13 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 75 แห่ง รวม 89 แห่ง รวมทั้งสิ้น 263 แห่ง

โดยให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดกิจกรรมหรือจัดให้มีโครงการ ซึ่งเน้นในการพัฒนาทางด้านสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละอย่างน้อย 1 โครงการ โดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สนับสนุนงบประมาณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละ 200,000 บาท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีโครงการในลักษณะเดียวกันในทางด้านพัฒนาสังคมสมทบ 1 โครงการ โดยใช้งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นโครงการประเภทหรืองบประมาณเท่าใดอยู่ในการพิจารณาของท้องถิ่นนั้น

การดำเนินงาน

  1. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เพื่อชี้แจงการดำเนินโครงการ
  2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมแล้วเสนอผ่านอำเภอ/จังหวัด และส่งให้กรมการพัฒนาชุมชนพิจารณาร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดังนี้
    • 2.1 เป็นโครงการด้านพัฒนาสังคม
    • 2.2 เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงบประมาณกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินอุดหนุนทั่วไปสำหรับพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีจำเป็นเร่งด่วนปีงบประมาณ พ.ศ. 2547
    • 2.3 วงเงินในการจัดทำโครงการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นละ 200,000 บาท

งบประมาณในการดำเนินงาน

  1. งบประมาณในการจัดประชุมและฝึกอบรมเบิกจ่ายจากงบปกติของหน่วยงานต้นสังกัด
  2. งบประมาณสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเบิกจ่ายจากเงินอุดหนุนทั่วไป สำหรับพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกรณีเร่งด่วน ประจำปี พ.ศ. 2547 จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนทิ้งถิ่นแห่งละ 200,000 บาท จำนวน 263 แห่ง เป็นเงิน 52,600,000 บาท

ระยะเวลาดำเนินการ เดือนมีนาคม 2547 - เดือนกันยายน 2547

ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

  1. ประชาชนในพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
  2. ประชาชน ข้าราชการ และผู้บริหารท้องถิ่น ได้ดำเนินโครงการร่วมกันทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  3. กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และกรมการพัฒนาชุนชน เกิดบูรณาการในการปฏิบัติงานร่วมกัน

หน่วยงานรับผิดชอบ จังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมการพัฒนาชุมชน


22. เรื่อง การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดปัตตานี

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ณ จังหวัดปัตตานี ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. เห็นชอบในหลักการของยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2547 จำนวน 6,000 ล้านบาท และงบประมาณปี 2548 จำนวน 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ร่วมกันพิจารณากลั่นกรองแผนงานโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ ตามความจำเป็นเหมาะสม และลำดับความสำคัญให้สอดคล้องและเป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่มากที่สุดภายในกรอบวงเงินดังกล่าว แล้วนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
  2. เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ด้านความมั่นคง) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และอนุมัติกรอบวงเงินเพื่อการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2547 จำนวน 2,000 ล้านบาท และงบประมาณปี 2548 จำนวน 1,000 ล้านบาท ทั้งนี้ มอบให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณไปพิจารณาแผนงานและโครงการ ต่อไป

23. เรื่อง การให้ความสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบกลาง พ.ศ. 2547 รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จำนวน 1,703,600 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 40 เครื่อง ตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เสนอ

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรายงานว่า ได้ดำเนินการตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 ดังนี้

  1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ และเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยสุพานุวง ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกทางตอนเหนือของประเทศ ปัจจุบันมีนักศึกษาประมาณ 550 คน ทำการสอนใน 3 สาขาวิชา คือ สาขาบริหารธุรกิจ สาขาเกษตรกรรม และสาขาท่องเที่ยว ประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น บุคลากรผู้สอน และอุปกรณ์การเรียนการสอน จึงขอความอนุเคราะห์รัฐบาลไทยเพื่อสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่มหาวิทยาลัย จำนวน 40 เครื่อง
  2. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพิจารณาแล้วเห็นว่าประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์อันดีมาช้านาน และการสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ จะช่วยเป็นเครื่องมือให้มีการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมากขึ้น ส่งผลในทางบวกต่อกิจการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศไทย

24. เรื่อง รายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงบประมาณรายงานการจัดสรรงบประมาณของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ 2547 ณ วันที่ 10 มีนาคม 2547 ดังนี้

  1. ภาพรวม การจัดสรรงบประมาณให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 (ณ วันที่ 10 มีนาคม 2547) มีจำนวนทั้งสิ้น 877,652.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 85.4 ของวงเงินงบประมาณ จำนวน 1,028,000 ล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณสำหรับรายจ่ายลงทุน มีจำนวน 151,518.0 ล้านบาท หรือร้อยละ 68.4 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน และรายจ่ายประจำมีจำนวน 726,134.1 ล้านบาท หรือร้อยละ 90.00ของงบประมาณรายจ่ายประจำ
  2. งบรายจ่าย จากการจัดสรรงบประมาณจำนวนรวมทั้งสิ้น 877,652.1 ล้านบาท เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับวงเงินจำแนกตามงบรายจ่าย พบว่างบบุคลากรมีการจัดสรรให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจแล้วเกินกว่าจำนวนเงินงบประมาณที่ได้รับ จำนวนร้อยละ 0.2 เนื่องจากมีการโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จากงบรายจ่ายอื่นไปตั้งจ่ายในงบบุคลากรเพื่อให้เป็นไปตามลักษณะการเบิกจ่ายงบประมาณจริง สำหรับงบรายจ่ายที่มีการจัดสรรให้ต่ำสุด ได้แก่ งบรายจ่ายอื่นและงบลงทุน จัดสรรให้ร้อยละ 66.0 และร้อยละ 74.4 ตามลำดับ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
จัดสรรงบประมาณ ร้อยละของงบรายจ่าย
งบบุคลากร
งบดำเนินงาน
งบลงทุน
งบเงินอุดหนุน
งบรายจ่ายอื่น
รวม (ล้านบาท)
307,664.0
85,413.0
85,019.1
210,771.2
188,784.8
877,652.1
100.2
92.1
74.4
92.5
66.0
85.4
  1. ในระดับกระทรวง กระทรวงที่มีการจัดสรรงบประมาณสูงสุด ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงกลาโหม จำนวนร้อยละ 99.5 และร้อยละ 99.4 และสำหรับการจัดสรรงบประมาณในลำดับต่ำสุด ได้แก่ กระทรวงการคลัง และกระทรวงแรงงาน จำนวนร้อยละ 54.0 และร้อยละ 57.2 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ ตามลำดับ
  2. ในระดับกรม กรมที่มีการจัดสรรงบประมาณสูงสุดเต็มตามจำนวนวงเงินงบประมาณที่ได้รับ จำนวน 83 หน่วยงาน ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

25. เรื่อง การเตรียมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ปี 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงแรงงานรายงานการจัดทำแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ปี 2547 โดยมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและครบวงจร ตั้งแต่การตรึงประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ด้วยการนำโครงการฝึกอาชีพเข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนได้มีความรู้นำไปประกอบอาชีพ การสาธิตอาชีพอิสระให้กับกลุ่มในหมู่บ้าน และหากมีประชาชนต้องการอพยพเพื่อไปทำงานยังถิ่นอื่น กระทรวงแรงงานได้เตรียมการสำหรับผู้ที่ต้องการอพยพด้วยการจัดการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเป็นระบบ การจัดบริการจัดหางานเคลื่อนที่และแนะแนวอาชีพเข้าไปในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องสิทธิประโยชน์ของแรงงาน การเฝ้าระวังที่ปลายทางการอพยพแรงงานด้วยการติดตามสถานการณ์การอพยพแรงงาน ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารและเมืองใหญ่ๆ อาทิ สถานีขนส่งหมอชิตและสถานีรถไฟหัวลำโพง จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการแนะนำและรับสมัครงานตลอด 24 ชั่วโมง การประสานงานเพื่อให้ผู้ได้รับการบรรจุงานได้รับสิทธิประโยชน์ในระบบประกันสังคมต่อไป

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานได้สั่งการให้ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นศูนย์ถาวรที่จัดตั้งขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปี 2546 ทำหน้าที่ในการประสานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งและกำกับดูแล เร่งรัดและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัด เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


26. เรื่อง Joint Statement ไทย-ลาว ว่าด้วยการร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างคำแถลงร่วม Joint Statement ไทย-ลาว ว่าด้วยการร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดส่งร่างคำแถลงร่วมดังกล่าวให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาด้วยแล้ว

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานว่า ในโอกาสการประชุมระดับรัฐมนตรีในการประชุมเรื่องน้ำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉพียงใต้ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2546 ก็ได้มีการหารืออย่างไม่เป็นทางการเพื่อรับทราบท่าทีที่ชัดเจนของแต่ละฝ่าย และในการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีลาว ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม 2547 ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 มีนาคม 2547 เวลา 11.00 น. เพื่อรับทราบนโนบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีได้กรุณาให้แนวทางเกี่ยวกับการดำเนินงานความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำไทย-ลาว โดยกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การวางแผนการจัดการทรัพยากรน้ำนั้น ให้มีการวางแผนทั้งระบบ โดยอาจเลือกทำทีละจุดได้ และเมื่อวางแผนก็ให้คำนึงถึงประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจะได้วางแผนได้ถูก และหากมีความต้องการน้ำต้นทุนเพิ่มโดยจะต้องซื้อน้ำต้นทุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะซื้อเพื่อมาเติมน้ำต้นทุนในประเทศ และฝ่ายลาวได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีว่าจุดที่น่าจะมีการผันน้ำมายังประเทศไทยได้คือ น้ำงึม เซบังเหียง และเซบังไฟ พร้อมทั้งเรียนว่าเห็นชอบที่จะให้มีการลงนามในคำแถลงร่วม (Joint Statement) ว่าด้วยการร่วมมือจัดการทรัพยากรน้ำ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-ลาว อย่างไม่เป็นทางการระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม 2547

สำหรับร่างคำแถลงร่วมดังกล่าว มีถ้อยคำที่แสดงเจตจำนงของทั้ง 2 ฝ่ายในการจัดการทรัพยากรน้ำร่วมกันทั้งในด้านการใช้น้ำเพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ การอุปโภคบริโภค การเกษตร การผันน้ำ จากท้ายเขื่อนน้ำงึมมายังประเทศไทย การศึกษาโครงการอื่นที่มีศักยภาพ โดยจะมีการจัดตั้งคระกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำ มีการแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการ ซึ่งฝ่ายลาวได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว


27. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ แทนนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการต่างๆ แทนนายกรัฐมนตรี พ.ศ. .... ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับต่างๆ สามารถมอบหมายให้รัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าวแทนได้ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ในกรณีที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับต่างๆ กำหนดให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการโดยให้นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมอบหมายให้รัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดเป็นประธานกรรมการในคณะกรรมการดังกล่าวแทนได้
  2. กรณีนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการในคณะกรรมการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดเป็นประธานกรรมการไปแล้วในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งมอบหมายเป็นอย่างอื่น

28. เรื่อง แต่งตั้ง

1. ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้รับโอนและแต่งตั้ง นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ เอกอัครราชทูต (เจ้าหน้าที่การทูต 10) ณ กรุงวอชิงตัน กระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ (เจ้าหน้าที่การทูต 10) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

2. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายสาโรช คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  2. นายพงศ์โพยม วาศภูติ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

3. การคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีต่ออีกหนึ่งวาระ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ การคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี จำนวน 15 ราย ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี ในวันที่ 19 มีนาคม 2547 และ 20 เมษายน 2547 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 20 มีนาคม 2546 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 ต่อเนื่องอีกหนึ่งวาระ (หนึ่งปี) ดังนี้ 1) นายเกริกไกร จีระแพทย์ 2) นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ 3) นายพีระ มานะทัศน์ 4) นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ 5) นายวัชระ พรรณเชษฐ์ 6) นายวีระ มุสิกพงศ์ 7) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ 8) นายสรจักร เกษมสุวรรณ 9) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ 10) นายอุตตม สาวนายน 11) นายกิตติ ลิ่มสกุล 12) นายพัฒเดช ธรรมจรีย์ 13) นายไพฑูรย์ บุญวัฒน์ 14) นายนิมิตร ดำรงรัตน์ 15) พันเอก นาฬิกอติภัค แสงสนิท

4. ข้าราชการการเมือง กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 5 ราย ดังนี้

  1. นายชานนท์ สุวสิน เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายสมศักดิ์ คุณเงิน เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  3. นายอำนวย คลังผา เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  4. นายสุรพล เกียรติไชยากร เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายประชา มาลีนนท์)
  5. นายวิชัย ทิตตภักดี เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายประมวล รุจนเสรี)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

5. ข้าราชการการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 5 ราย ดังนี้

1. นายสุธา ชันแสง เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
(รองนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ)
2. นายรุ่งเรือง พิทยศิริ เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(รองนายกรัฐมนตรี ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ)
3. นายเอนก หุตังคบดี เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
4. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
(รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)
5. พลเอก ถวัลย์ แสวงพรรค์ เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
(รองนายกรัฐมนตรี พลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

6. ข้าราชการการเมือง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายภิมุข สิมะโรจน์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  2. นายพวงเพ็ชร ชุนละเอียด เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

7. ข้าราชการการเมือง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายคณวัฒน์ วศินสังวร เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. นายสุรศักดิ์ อมรรฆพันธ์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

8. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จำนวน 2 คน ดังนี้ นายประสงค์ ตันมณีวัฒนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และ นายไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล ผู้จัดการหน่วยจัดการความรู้เพื่อถนนปลอดภัย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

9. ข้าราชการการเมือง กระทรวงกลาโหม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  2. พลเอก บวร งามเกษม เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

10. ข้าราชการการเมือง กระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายถาวร ตรีรัตน์ณรงค์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นางสิริกร มณีรินทร์)
  2. นางสาวณหทัย ทิวไผ่งาม เป็นเลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นางสิริกร มณีรินทร์)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป

11. ข้าราชการการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นายพีรพันธุ์ พาลุสุข เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  2. นายสงกรานต์ คำพิไสย์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี