สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
10 กุมภาพันธ์ 2547

วันนี้ (วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร สำหรับโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50)
  2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 70 ปี ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารออมสิน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสลากออมสินพิเศษ พ.ศ. ....
  4. เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนใช้ความรุนแรง
  5. เรื่อง การแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
  6. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ
  7. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน
  8. เรื่อง รายงานความคืบหน้าของ "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น"
  9. เรื่อง แผนงบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547
  10. เรื่อง การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
  11. เรื่อง การบูรณาการแผนปฏิบัติการและงบประมาณปี 2547 - 2549 ภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ ฉบับที่ 2
  12. เรื่อง การยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1)
  13. เรื่อง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนมกราคม 2547
  14. เรื่อง ผลการดำเนินการโครงการนำร่องจัดตั้งศูนย์บริการร่วม
  15. เรื่อง รายงานผลการติดตามและประเมินผลการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน
  16. เรื่อง การลงนามในความตกลงและบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน
  17. เรื่อง การให้องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) มีสถานะเป็นองค์กรชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ
  18. เรื่อง รายงานผลการตรึงราคาน้ำมันตามนโยบายของรัฐบาล
  19. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. ....
  20. เรื่อง แผนกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พ.ศ. 2547 - 2556)
  21. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ....
  22. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  23. เรื่อง อนุมัติร่างแผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2549)
  24. เรื่อง การปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ
  25. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาต เก็บ จัดหา รวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป หรือพันธุ์พืชป่า (พ.ศ......) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
  26. เรื่อง งบประมาณสนับสนุนการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค
  27. เรื่อง การจัดงานเทศกาลชาโลก ปี 2547 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  28. เรื่อง รายงานมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในสัตว์ป่า
  29. เรื่อง ผลการดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล
  30. เรื่อง แนวทางความช่วยเหลือและชดเชยแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ซึ่งประสบภาวะโรคระบาด
  31. เรื่อง ภาวะตลาดการค้าไก่ และไข่
  32. เรื่อง รายงานผลการจัดกิจกรรมวันรณรงค์สร้างความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่
  33. เรื่อง การกำหนดวันเวลาเปิด - ปิดสถานบริการ เพื่อเป็นกรอบแนวทางการออกกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
  34. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การปรับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค)
  35. เรื่อง รายงานสรุปจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง (มาตรการ 1 และมาตรการ 2)
  36. เรื่อง การแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ
  37. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2547
  38. เรื่อง รายงานผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำเดือนมกราคม 2547
  39. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. การเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
    2. ข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงสาธารณสุข
    3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    4. ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
    5. ข้าราชการการเมือง
    6. ข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงแรงงาน
    7. กรรมการแทนกรรมการที่ลาออกในคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร สำหรับโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร สำหรับโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า โครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างยิ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น โดยการร่วมกันปลูกต้นไม้ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ ต้นน้ำ ลำธารและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ รวมทั้งค่าใช้จ่ายของภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะมีส่วนช่วยสร้างงานในภูมิภาคได้เป็นอย่างมาก สมควรขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรสำหรับเอกชนที่เข้าร่วมโครงการเช่นเดียวกับที่กำหนดไว้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 317) พ.ศ. 2541 โดยภาครัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีไม่มากนัก แต่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับโดยรวมในระยะยาว

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ที่บริจาคแก่กองทุนปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 ต่อไปอีก 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2546 ถึง พ.ศ. 2550 และยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่ผู้ที่จะประสงค์ปลูกป่าเองเพื่อร่วมโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการปลูกป่าได้ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป


2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 70 ปี ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะของเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 70 ปี ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังเสนอว่า ราชบัณฑิตยสถานได้ขอความร่วมมือกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง จัดสร้างเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 70 ปี ราชบัณฑิตยสถาน วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2547 เพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสที่ราชบัณฑิตยสถานได้รับการสถาปนามาครบ 70 ปี กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว เห็นสมควรจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 70 ปี ราชบัณฑิตยสถาน จำนวนหนึ่งชนิด คือ เหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ชนิดราคา 10 บาท ประเภทธรรมดา จำนวนผลิตไม่เกิน 2,500,000 เหรียญ ซึ่งในการดำเนินการจัดทำเหรียญกษาปณ์ดังกล่าวนี้ ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ กำหนดชนิด ราคา โลหะ อัตราเนื้อโลหะ น้ำหนัก ขนาด อัตราเผื่อเหลือเผื่อขาด ลวดลายและลักษณะอื่น ๆ ของเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี (สีขาวและสีทอง) ราคาสิบบาท หนึ่งชนิดออกใช้เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาส 70 ปี ราชบัณฑิตยสถาน ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2547


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารออมสิน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสลากออมสินพิเศษ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารออมสิน พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสลากออมสินพิเศษ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารออมสิน พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงข้อกำหนดและเงื่อนไขเกี่ยวกับการประกอบกิจการอันพึงเป็นงานธนาคารของธนาคารออมสิน
  2. ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการรับฝากเงินประเภทสลากออมสินพิเศษ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงการรับฝากเงินประเภทสลากออกสินพิเศษ

4. เรื่อง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนใช้ความรุนแรง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เสนอ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนใช้ความรุนแรง สำหรับใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงวัฒนธรรม รับเรื่องไปเป็นแนวทางในการดำเนินการ หากมีข้อขัดข้องที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้รายงานรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ทราบต่อไป

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2546 ได้มอบให้รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ไปหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 5 ครั้ง มีผลการประชุมโดยสรุปได้ ดังนี้

สาเหตุของปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง
  1. สาเหตุในเด็กที่เป็นผู้ก่อความรุนแรง ได้แก่
    • ค่านิยมทางความคิด
    • ความกังวลในด้านการเรียน
    • วัฒนธรรมของโรงเรียน
    • เข้าถึงอาวุธได้ง่าย
  2. สาเหตุในภาพรวมทั่วไปที่ทำให้มีการใช้ความรุนแรง ได้แก่
    • เด็กวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้ความรุนแรงที่ปรากฏในสื่อหรือในสังคม เป็นต้นแบบในการกระทำ โดยเฉพาะในช่วงที่ขาดสติยับยั้ง
    • ปัจจัยส่วนตัวของเด็ก เช่น ความบกพร่องในการเรียนรู้ การขาดความภาคภูมิใจในตนเองอย่างเรื้อรัง มีผลต่อการผลักดันเด็กรายนั้น ๆ ให้เกิดความรุนแรงในพื้นฐานของจิตใจ
    • ปัจจัยเสี่ยงในด้านมิติของครอบครัว
    • ภาวะการทำร้ายรังแกในเด็ก ได้ผลักดันให้เด็กเลือกใช้ความรุนแรงในการแสวงหาทางออก
ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  • ในการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเลี้ยงดูเด็ก (Socialization) พบว่า มีบิดา-มารดา เพียงร้อยละ 10 ที่มีความเข้าใจว่า จะเลี้ยงดูบุตรอย่างไร
  • ทางทฤษฎีจิตวิทยา ระบุว่า บุคลิกภาพของเด็กจะถูกหล่อหลอมในช่วง 5 ปีแรก แต่จากการศึกษาพบว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าว กลไกของครอบครัว ไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สาเหตุที่เด็กก่อความรุนแรง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมในสังคมที่เสื่อมทรามลง รวมทั้งปัจจัยรุมเร้าต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่องค์กรที่ดูแลและรณรงค์เรื่องปัญหาเด็กยังมีไม่เพียงพอ นอกจากนั้น เด็กยังมีพฤติกรรมที่ห่างไกลจากศาสนา และใช้เวลาร่วมกับครอบครัวน้อยลง
แนวทางแก้ไข
  • ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนใช้ความรุนแรง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างพลังความร่วมมือ ของทุกภาคส่วนในสังคมต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
สาระสำคัญของมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนใช้ความรุนแรง
  1. กลุ่มเป้าหมาย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เด็กอาชีวศึกษา และเด็กทั่วไป
  2. ได้มีการกำหนดโครงการ/กิจกรรม พร้อมระบุวิธีการ ความเร่งด่วน ตัวชี้วัด ลักษณะของมาตรการ และหน่วยงานรับผิดชอบ และหน่วยงานสนับสนุน
กลไกการดำเนินงาน
  • คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (กยช.)


5. เรื่อง การแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

คณะรัฐมนตรีรับทราบความก้าวหน้าและมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เพิ่มเติม และให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางและติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงาน กรณีหน่วยงานมีปัญหาอุปสรรคและการประสานงานไม่สามารถหาข้อยุติได้ให้รายงานประธาน คจร. ผ่านรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) และให้มีมติเป็นหลักการตามนโยบายนายกรัฐมนตรี (ประธาน คจร.) ว่า กรณีส่วนราชการที่มีพื้นที่ว่างสำหรับจอดรถได้ ให้ส่วนราชการให้การสนับสนุนและเปิดให้ประชาชนสามารถนำรถเข้าจอดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีมีการจัดงานขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยให้ฝ่ายตำรวจประสาน สนข. เพื่อแจ้งหน่วยงานเจ้าของสถานที่ต่อไป ส่วนการพิจารณาจัดสรรงบประมาณสำหรับการแก้ปัญหาจราจรนั้น ขอให้คำนึงความเร่งด่วนของการแก้ปัญหาเป็นหลัก

ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามแนวทาง และมาตรการการแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในระยะเร่งด่วน ในเรื่องต่อไปนี้ 1) ปัญหาการจราจรคับคั่งบนทางด่วนขั้นที่ 1 2) การก่อสร้างระบบทางด่วนขั้นที่ 3 ตอน S1 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 3) การก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าฯ ของ รฟม. 4) โครงการรถไฟฟ้าฯ ของกรุงเทพมหานคร 5) การแก้ไขปัญหาการก่อสร้างถนนและระบบสาธารณูปโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 6) การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ 7) การใช้ประโยชน์พื้นที่เขตทางรถไฟของโครงการโฮปเวลล์และโครงการทางด่วนทดแทนพญาไท - พุทธมณฑล 8) การดำเนินโครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรม (แก้ปัญหารถบรรทุกข้ามฝาก) 9) การใช้ประโยชน์สถานีขนส่งสินค้าชานเมือง 10) การแก้ไขปัญหาจราจรในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก 11) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณทางแยกวิกฤต : ทางแยกเกษตรศาสตร์ (ถนนพหลโยธิน/ถนนเกษตร-นวมินทร์) 12) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณทางแยกวิกฤต : ทางแยกซอยเสนานิคม (ถนนพหลโยธิน/ซอยเสนานิคม 1) 13) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณทางแยกวิกฤต : ทางแยกลาดพร้าว (ถนนพหลโยธิน/ถนนวิภาวดีรังสิต) 14) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณทางแยกวิกฤต : โครงการทางยกระดับลาดพร้าว 15) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณทางแยกวิกฤต : ทางแยกรามอินทรา กม. 8 (ถนนรามอินทรา/ถนนนวมินทร์) 16) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณทางแยกวิกฤต : การปรับปรุงจุดตัดทางรถไฟ 17) การปรับปรุงทางกายภาพบริเวณจุดกลับรถบนถนนจรัญสนิทวงศ์ตลอดสาย 18) การปรับปรุงการเดินรถบนถนนอโศก ถนนเพชรบุรี และสุขุมวิท 19) การก่อสร้างถนนรัชดาภิเษก - รามอินทรา 20) การก่อสร้างเชื่อมต่อถนนสารสิน - รัชดาภิเษก 21) โครงการถนนคร่อมคลองประปา


6. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

  1. การกำหนดราคาอ้อยที่ระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายจะให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ชาวไร่อ้อยได้รับราคาอ้อยคุ้มต้นทุนการผลิต โดยจะให้ความช่วยเหลือเฉพาะปริมาณอ้อยส่วนที่ไม่เกินกว่าปริมาณเป้าหมายที่กำหนด ไว้ 65 ล้านตัน
  2. การดำเนินการขึ้นทะเบียนชาวไร่อ้อยคู่สัญญาและลูกไร่ทุกราย พร้อมทั้งตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกอ้อย ว่าสอดคล้องกับปริมาณอ้อยที่จะส่งเข้าโรงงานหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไร่อ้อยคู่สัญญารายใหญ่ที่มีการส่งอ้อยเข้าหีบ ตั้งแต่ 5,000 ตันขึ้นไป และหากพบว่าชาวไร่อ้อยคู่สัญญารายใดมีพื้นที่ปลูกอ้อยไม่สอดคล้องกับปริมาณอ้อยที่ส่งเข้าหีบ ให้ดำเนินการตัดสิทธิการช่วยเหลือให้กับชาวไร่อ้อยคู่สัญญารายดังกล่าว
  3. มาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานการดำเนินงานกับกระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการ ทำการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและจริงจังเพื่อลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ รวมทั้งให้พิจารณาแนวทางและมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ได้รับความสะดวกในการตัดและขนส่งอ้อยเข้าโรงงาน เช่น การจัดระบบการนำส่งอ้อยเข้าหีบอย่างเหมาะสม การจัดการเครื่องมือและอุปกรณ์สวมใส่สำหรับตัดอ้อยโดยไม่ต้องเผาก่อน
  4. การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยโดยให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ในวงเงิน 3,900 ล้านบาท เพื่อนำไปเพิ่มค่าอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2546/2547 ให้กับชาวไร่อ้อยอีกตันอ้อยละ 53 บาท

กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามนัยของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546, 25 พฤศจิกายน 2546, 2 ธันวาคม 2546 และ 30 ธันวาคม 2546 ตามลำดับ โดยเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 ได้จัดให้มีการประชุมผู้แทนชาวไร่อ้อยคู่สัญญา ผู้แทนสมาคมชาวไร่อ้อย และผู้แทนโรงงานน้ำตาล จำนวนรวมทั้งสิ้น 316 คน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย และมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ดังนี้

  1. การจ่ายเงินช่วยเหลือเพื่อเพิ่มค่าอ้อยตันอ้อยละ 53 บาท จะจ่ายเข้าบัญชีชาวไร่อ้อยคู่สัญญา และลูกไร่ โดยตรงตามปริมาณอ้อยที่ส่งเข้าหีบจริง โดยให้โรงงานน้ำตาลทรายทุกโรงงานจัดทำบัญชีชาวไร่อ้อยคู่สัญญาที่ส่งอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 2546/2547 และบัญชีรายชื่อลูกไร่ที่ส่งอ้อยผ่านชาวไร่อ้อยคู่สัญญา โดยแยกปริมาณอ้อยของแต่ละรายให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้คณะทำงานควบคุมการผลิตประจำโรงงานตรวจรับรองเพื่อใช้ประกอบการจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยดังกล่าวต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยดังกล่าวได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำบัญชีรายชื่อชาวไร่อ้อยคู่สัญญาและลูกไร่ดังกล่าวข้าวต้น และคาดว่าจะเริ่มจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2547
  2. การให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ชาวไร่อ้อยได้รับราคาอ้อยคุ้มต้นทุนการผลิตตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 จะพิจารณาแยกเป็นแต่ละราย โดยคำนึงถึงต้นทุนการผลิต ค่าความหวานของอ้อย และปริมาณอ้อยไฟไหม้ของชาวไร่อ้อยแต่ละราย ตลอดจนประสิทธิภาพการผลิตของแต่ละโรงงาน ทั้งนี้ ได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร) ทำการศึกษาต้นทุนการผลิตอ้อยในแต่ละพื้นที่ เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยภายหลังการปิดหีบอ้อยฤดูการผลิตปี 2546/2547 ในราวเดือนพฤษภาคม 2547 ต่อไป
  3. เพื่อให้การบริหารจัดการระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำหนดมาตรการให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลนำไปปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดปริมาณอ้อยไฟไหม้ให้มีไม่เกิน 20% ของปริมาณอ้อยเข้าหีบทั้งหมด การกำหนดให้อ้อยที่ส่งเข้าหีบมีสิ่งปนเปื้อนไม่เกิน 3% การกำหนดเขตส่งเสริมการปลูกอ้อยภายในรัศมีไม่เกิน 100 กิโลเมตรรอบโรงงานน้ำตาล การกำหนดระยะเวลาในการรอคิวเพื่อส่งอ้อยไม่ให้เกิน 8 ชั่วโมง การกำหนดประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานให้ผลิตน้ำตาลได้ไม่ต่ำกว่า 105 กิโลกรัมต่อตันอ้อย และการกำหนดให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลแยกเป็นรายโรงงาน ซึ่งมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาราคาอ้อยแก่ชาวไร่อ้อยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับการดำเนินการตามมาตรการแก้ไขปัญหาอ้อยไฟไหม้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2546 แล้ว ปรากฏว่าจนถึงปัจจุบัน (วันที่ 28 มกราคม 2547) ปริมาณอ้อยไฟไหม้ ในช่วงเวลาเดียวกันลดลงจาก 52.25% ในปีที่ผ่านมา เหลือเพียง 37.98% ในปีนี้ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้ค่าความหวานของอ้อยในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 10.66 ซี.ซี.เอส. ในปีที่ผ่านมา เป็น 11.58 ซี.ซี.เอส. ในปีนี้ และประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 93.59 กิโลกรัมต่อตันอ้อย ในปีที่ผ่านมา เป็น 101.82 กิโลกรัมต่อต้นอ้อย ในปีนี้ นอกจากนี้ ยังได้รณรงค์ให้มีการจัดระบบการตัดและขนส่งอ้อยเข้าสู่โรงงานจนทำให้ในปัจจุบันรถบรรทุกอ้อยใช้เวลาในการรอคิวเพื่อส่งอ้อยเพียง 6 - 8 ชั่วโมง ขณะที่ปีที่ผ่านมาบางโรงงานต้องรอคิวนานถึง 2 - 3 วัน ซึ่งนอกจากจะช่วยทำให้คุณภาพของอ้อยที่เข้าหีบดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดปัญหาการกีดขวางการจราจรบนท้องถนนได้อีกทางหนึ่งด้วย

อนึ่ง ในการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องกำหนดองค์กรและผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานที่ชัดเจน และได้นำเสนอการปรับปรุงกลุ่มภารกิจรับผิดชอบด้านอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายภายในกระทรวงอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้นายเผด็จภัย มีคุณเอี่ยม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายปราโมทย์ วิทยาสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ช่วยกำกับดูแลการดำเนินงานดังกล่าวอย่างใกล้ชิดด้วย


7. เรื่อง รายงานความก้าวหน้าการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความก้าวหน้าการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (AUN Secretariat : AUNS) ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ ซึ่งเป็นมติของผู้นำรัฐบาลของประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 4 เมื่อปี พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศในอาเซียน โดยเน้นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อผลิตบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเผยแพร่ความรู้แก่ภูมิภาค มีคณะกรรมการอำนวยการ (Board of Trustees) เป็นกลไกการบริหารงานซึ่งประเทศสมาชิกเครือข่ายจะหมุนเวียนกันเป็นประธานซึ่งรวมถึงการเป็นเจ้าภาพด้วย และมีสำนักงานเลขานุการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน เป็นหน่วยปฏิบัติ

ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงาน ดังนี้

  1. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและความเป็นปึกแผ่นของนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการของกลุ่มประเทศสมาชิก
  2. เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางด้านวิชาการและวิชาชีพในภูมิภาค
  3. เพื่อผลิตและส่งผ่านองค์ความรู้และข้อมูลด้านวิชาการเพื่อให้ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของกลุ่มประเทศอาเซียน

8. เรื่อง รายงานความคืบหน้าของ "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น"

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานความคืบหน้าของ "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น" สรุปได้ดังนี้

  1. ผลการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2546 โดยได้กำหนดผู้รับผิดชอบในโครงการย่อยทั้ง 11 โครงการ ซึ่งได้กราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดทราบแล้ว
  2. รายงานความคืบหน้าของโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมในช่วงงาน APEC ระหว่างตุลาคม 2546 - มกราคม 2547 ได้กราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดทราบแล้ว
  3. พิธีเปิดตัว "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น" อย่างเป็นทางการ (Bangkok City Grand Opening) กำหนดจัดในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 18.30 - 21.30 น. ณ อาคารราชนาวิกสภา กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมีนายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการฯ โดยรูปแบบของงานจะเป็นการจัดแสดงแฟชั่นระดับโลก โดยเชิญแขกผู้มีเกียรติอาทิทูตานุทูตประจำประเทศไทย แขกชาวต่างประเทศ ผู้แสดงแบบ นักออกแบบ ผู้ที่อยู่ในวงการแฟชั่น และสื่อมวลชนระดับโลก ทั้งนี้ จะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดผลกระทบอย่างสูงสุดต่อสาธารณชน และเชื่อมโยงไปสู่กิจกรรมที่ต่อเนื่องของ "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น" โดยคณะนางแบบและนักออกแบบชั้นสูงจากต่างประเทศจะขอเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันดังกล่าว เวลา 09.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาลด้วย
  4. พิธีเปิดตัว "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น" จัดงานร่วมกับภาคเอกชน โดยคณะผู้บริหารศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ สยามพารากอน และศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ได้จัดงาน Bangkok Fashion City Extravaganza 2004 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจแฟชั่น และการท่องเที่ยวของไทย ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2547 โดยรูปแบบของงานจะเป็นขบวนพาเหรดของรถแสดงแฟชั่นเคลื่อนที่จากสี่แยกปทุมวัน ถึงห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม
  5. ตราสัญลักษณ์ (LOGO) ของ "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น" ได้จากการจัดประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์โครงการ เป็นภาพที่มาจากองค์ประกอบรวมของดอกไม้และผีเสื้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นแฟชั่นองค์ประกอบสีที่ใช้ คือ สีฟ้า และสีทอง ซึ่งเป็นคู่สีที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันออก และตะวันตก ความทันสมัยและหรูหรา มีเส้นรัศมีในรูปทรงของตราสัญลักษณ์ แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง และอารยธรรมที่ละเอียดอ่อนของศิลปะตะวันออก องค์ประกอบทั้งหมดผสมผสานกันอย่างกลมกลืนสะท้อนความหมายของ "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น" ได้อย่างสมบูรณ์
  6. ปัจจุบันสำนักงบประมาณได้แจ้งอนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนิน "โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ระยะที่ 1" โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 งบกลางฯ รายการค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม จำนวน824,640,000 ล้านบาท (แปดร้อยยี่สิบสี่ล้านหกแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) ซึ่งได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างพิจารณาจัดจ้างมืออาชีพเข้าทำงานในแต่ละโครงการย่อย

9. เรื่อง แผนงบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนงบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ โดยให้รับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 ไปพิจารณาดำเนินการด้วย ดังนี้

แผนงบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 ถึงแม้ว่าจะได้มีการบูรณาการในระดับชาติมาแล้ว โดยทุก ๆ โครงการได้ดำเนินการตามที่ได้จัดลำดับความสำคัญไว้ ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ยังมีประเด็นความซ้ำซ้อนของโครงการในกลุ่มระบบฐานข้อมูลโครงสร้างเชิงพื้นที่ (GIS) เช่น โครงการพัฒนาระบบ GIS เพื่อสนับสนุนสำนักงานบริหารการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของ 2 หน่วยงาน ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งควรดำเนินการให้เป็นฐานข้อมูลแผนที่ในระบบเดียวกัน และมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน สำหรับการจัดทำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงสาธารณสุขควรจะรวมเข้าไว้ในเรื่อง Smart Card ไม่ควรแยกออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และควรมีผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นคณะทำงานการติดตามประเมินผลของแผนด้วย นอกจากนั้น แผนฯ เพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูลนี้ควรเชื่อมโยงกับเรื่อง Call Center ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลด้วย

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรายงานว่า ได้พิจารณาโครงการในแผนงบประมาณเชิงบูรณาการเพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ประจำปี 2547 ที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอของบประมาณในลักษณะเชิงบูรณาการภายในวงเงินงบกลาง จำนวน 994,086,000 บาท สรุปได้ดังนี้

  1. ระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการภาครัฐ เห็นสมควรจัดสรรงบกลางให้ 16 โครงการ 10 หน่วยงาน เป็นเงิน 395,491,300 บาท
  2. ระบบฐานข้อมูลโครงสร้างเชิงพื้นที่ เห็นสมควรจัดสรรงบกลางให้ 31 โครงการ 26 หน่วยงาน เป็นเงิน 586,924,400 บาท
  3. ระบบฐานข้อมูลบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ เห็นสมควรจัดสรรงบกลางให้ 1 โครงการ เป็นเงิน 6,200,000 บาท
  4. ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการติดตามประเมินผลฯ เป็นเงิน 5,470,000 บาท

10. เรื่อง การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ การจัดสรรรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 โดยกำหนดสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อรายได้สุทธิของรัฐบาล ปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 คิดเป็นร้อยละ 23.5

ทั้งนี้ หากมีการถ่ายโอนภารกิจใหม่เกิดขึ้นในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เนื่องจากอยู่ระหว่างการกำหนดเกณฑ์ความพร้อมหรือเตรียมการถ่ายโอน และตั้งงบประมาณไว้ที่ส่วนราชการก็ให้ส่วนราชการโอนงบประมาณดังกล่าวให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการแทน และให้นับรวมงบประมาณดังกล่าวอยู่ในสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย


11. เรื่อง การบูรณาการแผนปฏิบัติการและงบประมาณปี 2547 - 2549 ภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ ฉบับที่ 2

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการของยุทธศาสตร์/มาตรการ ภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 - 2549 ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ประธานกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติเสนอ โดยงบประมาณในแต่ละแผน โครงการ ตามยุทธศาสตร์และมาตรการ ให้หน่วยงานหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงบประมาณต่อไป ทั้งนี้ ให้รับความเห็นของคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการด้วยว่า การดำเนินตามแผนแม่บทดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายเกี่ยวกับผังเมือง และการควบคุมสารเคมีอันตรายจะต้องเป็นไปอย่างเข้มงวดเหมาะสมด้วย

คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติรายงานว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เชิญประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติการและงบประมาณภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติจากสารเคมี และการจัดการพื้นที่เสี่ยงภัยจากสารเคมี โดยมีรายละเอียดการบูรณาการแผนปฏิบัติการปี 2547 - 2549 ภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 - 2549 ดังนี้

1. หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันมีสารเคมีที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 3,000 ชนิด สารเคมีแต่ละชนิดมีกระบวนการดำเนินการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การอนุญาตนำเข้า การครอบครอง การใช้ การขนส่ง การกำจัด จนถึงการส่งออก ฯลฯ ในกระบวนการเหล่านี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน และกำหนดวิธีการเฉพาะสำหรับกระบวนการในความรับผิดชอบของตนแตกต่างจากรายละเอียดของหน่วยงานอื่น ข้อมูลและมาตรการแตกต่างกัน รวมทั้งขาดมาตรการในการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด อาจเกิดช่องว่างทำให้เกิดภัยพิบัติขึ้นได้ ดังนั้น เพื่อให้การจัดการสารเคมีเป็นระบบมีความปลอดภัยและสอดคล้องกับแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ จึงสมควรให้มีการบูรณาการแผนเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุ โดยกำหนดมาตรการและแนวทางการจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

2. ยุทธศาสตร์/มาตรการ/แนวทางดำเนินงาน

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้นำเรื่องเสนอคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ในคราวประชุมวันที่ 26 พฤศจิกายน 2546 เพื่อพิจารณาเรื่องการบูรณาการแผนปฏิบัติการและงบประมาณปี 2547 - 2549 ภายใต้แผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุแห่งชาติ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการของแผนปฏิบัติการฯ ที่ได้บูรณาการแล้ว และให้หน่วยงานหลักตามยุทธศาสตร์ และสำนักงบประมาณ พิจารณาร่วมกับหน่วยงาน ที่รับผิดชอบปรับลดงบประมาณให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพันธกิจแล้ว


12. เรื่อง การยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ใช้มาตรการออกกฎหมายเพื่อยกเลิก ส.ค. 1 และนำร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้กระทรวงมหาดไทย (กรมที่ดิน) ไปดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ จัดทำข้อมูลพื้นที่และตัวเลขของรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการดำเนินการเพื่อยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ทุกขั้นตอนโดยด่วน และนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

กระทรวงมหาดไทยรายงานว่า

  1. กรมที่ดินได้พิจารณาดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2546 โดยยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน) ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อมิให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการนำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) มาขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 1.1 ให้เพิ่ม "มาตรา 56/1 บุคคลใดครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และที่ดินนั้นยังมิได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้บุคคลดังกล่าวนำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นมายื่นคำขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
    • ถ้าผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินไม่ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าบุคคลนั้นเจตนาสละสิทธิที่จะนำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินไปใช้ในการขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน และให้พนักงานเจ้าหน้าที่จำหน่ายหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดิน
    • เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้ทนายความ รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย
    • 1.2 คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วเห็นว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเสนอตรากฎหมายเพื่อยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) แต่อย่างใด กรมที่ดินสามารถใช้วิธีทางบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากแบบ ส.ค. 1 ได้ และในขณะนี้กรมที่ดินได้จัดทำแผนปฏิบัติการโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้เสร็จภายใน 2 ปี (ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 - 2548) ตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์ เป็นทุนของรัฐบาล โดยให้เดินสำรวจและออกโฉนดที่ดินให้แก่ที่ดินซึ่งมีหลักฐานใบจอง และ ส.ค. 1 เพื่อให้เจ้าของที่ดิน เข้าถึงแหล่งทุนและนำไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับสถาบันการเงินได้ในวันที่ 1 มกราคม 2547
  2. และโดยที่ขณะนี้ กรมที่ดินได้ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้เสร็จภายใน 2 ปี (ปีงบประมาณ 2547 - 2548) ด้วยแล้ว ตามนัยมติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยแล้ว กระทรวงมหาดไทยจึงนำข้อมูลเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ)

13. เรื่อง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนมกราคม 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนมกราคม 2547 ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ สรุปได้ดังนี้

  1. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนมกราคม 2547 ในปี 2541 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ เท่ากับ 100 และเดือนมกราคม 2547 เท่ากับ 106.9 สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2546 เท่ากับ 106.6
  2. การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนธันวาคม 2546 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2546 สูงขึ้นร้อยละ 0.3 เดือนมกราคม 2546 สูงขึ้นร้อยละ 1.2
  3. ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศเดือนมกราคม 2547 เทียบกับเดือนธันวาคม 2546 สูงขึ้นร้อยละ 0.3 จากการสูงขึ้นของดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 0.6 ในขณะที่ดัชนีราคาสินค้าหมวดอื่น ๆ ไม่รวมอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้นร้อยละ 0.1 โดยมีการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าที่สำคัญ ดังนี้
    • 3.1 สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 0.6
      • สินค้าสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่
        • ข้าวสารเจ้าหอมมะลิ ผลผลิตเข้าตลาดน้อยลงเพราะเป็นช่วงฤดูการผลิต ขณะที่ผู้ส่งออกมีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อส่งมอบให้ลูกค้า
        • เนื้อสุกร ความต้องการมีมากขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน และผู้บริโภคหันมาบริโภคทดแทนไก่ที่เกิดโรคระบาด
        • ปลาและสัตว์น้ำ ราคาปลาน้ำจืด ปลาทะเล และกุ้งสดปรับตัวสูงขึ้นตามการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนไก่ และไข่
        • ผลไม้ ได้แก่ ส้มเขียวหวาน ความต้องการมีเพิ่มขึ้นช่วงเทศกาลตรุษจีน
      • สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ นมผง เกิดจากการแข่งขันของผู้จำหน่าย
    • 3.2 สินค้าหมวดอื่น ๆ ไม่รวมอาหารและเครื่องดื่ม ดัชนีราคาสูงขึ้นร้อยละ 0.1
      • สินค้าและบริการสำคัญที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกสูงขึ้นทำให้ราคาขายปลีกเดือนนี้ปรับสูงขึ้น 1 ครั้ง ก่อนที่จะปรับตัวลดลงและตรึงราคาในวันที่ 10 มกราคม 2547
      • สินค้าสำคัญที่ราคาลดลง ได้แก่ สิ่งที่ใช้ทำความสะอาด ได้แก่ ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่มมีการแข่งขันสูง
  4. ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศปี 2547 (คำนวณจากรายการสินค้าและบริการ 235 รายการ) คือดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศที่หักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสด และสินค้ากลุ่มพลังงานจำนวน 91 รายการ ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของสัดส่วนค่าใช้จ่ายทั้งหมด
    • ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศเดือนมกราคม 2547 เท่ากับ 104.4 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2546 ไม่เปลี่ยนแปลง เดือนมกราคม 2546 ลดลงร้อยละ 0.1

14. เรื่อง ผลการดำเนินการโครงการนำร่องจัดตั้งศูนย์บริการร่วม

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการโครงการนำร่องจัดตั้งศูนย์บริการร่วม ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเสนอ

ตามที่คณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 เห็นชอบกับเงื่อนไขการปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 โดยกำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้การขออนุญาตสร้างบ้าน การขอเลขที่บ้าน การขออนุญาตใช้ไฟฟ้า การขออนุญาตใช้น้ำประปา และการขอหมายเลขโทรศัพท์ เป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 นั้น สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ดำเนินการ ดังนี้

  1. จัดประชุมปรึกษาหารือ เพื่อหาแนวทางดำเนินการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยทั้งส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ รวม 12 หน่วยงาน
  2. ที่ประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดรูปแบบและแนวทางปฏิบัติงานของศูนย์บริการร่วมกัน ดังนี้
    • 1) กำหนดให้สำนักงานเขต หน่วยบริการของการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นหน่วยงานที่สามารถรับคำขอของประชาชนแทนกันได้
    • 2) จัดระบบการรับคำขอเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ยังไม่ได้สร้างบ้าน หรือยังไม่มีเลขที่บ้านให้ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานเขตเท่านั้น ส่วนกรณีที่ก่อสร้างบ้านเรียบร้อยแล้ว หรือมีเลขที่บ้านแล้วให้ยื่นคำขอที่ทำการของหน่วยงานใดก็ได้
    • 3) จัดระบบการส่งต่อคำขอจากศูนย์บริการร่วมไปยังหน่วยงานเจ้าของเรื่อง ในกรณีที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงให้ส่งตรงไปยังหน่วยงานบริการเจ้าของเรื่อง แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่ห่างไกลให้ส่งผ่านศูนย์กระจายเอกสารของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
    • 4) ผู้ยื่นคำขอสามารถติดตามความคืบหน้าได้ทั้งจากศูนย์บริการร่วมและหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
  3. กำหนดเป้าหมายการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ดังนี้
    • ระยะที่ 1 เปิดตัวศูนย์บริการร่วมในเดือนมกราคม 2547
    • ระยะที่ 2 ดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเป็นโครงการนำร่อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2547
    • ระยะที่ 3 ขยายผลให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการภายในเดือนตุลาคม 2547

ผลการดำเนินการ

  1. เปิดตัวศูนย์บริการร่วม เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ณ ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว พร้อมกับจัดแสดงนิทรรศการจำลองรูปแบบการบริการของศูนย์บริการร่วม และจัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีการลงนามข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมระหว่างกรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสำนักงาน ก.พ.ร.
  2. เปิดบริการศูนย์บริการร่วมต้นแบบ ณ สำนักงานเขตบางเขต และหน่วยบริการของการไฟฟ้านครหลวง การประปานครหลวง และบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่เขตบางเขต ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2547

การดำเนินการต่อไป

เพื่อให้การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มีความต่อเนื่องและบังเกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด จะได้ดำเนินการต่อไป ดังนี้

  1. การขยายผลการดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมในการขออนุญาตสร้างบ้าน การขอเลขที่บ้าน การขออนุญาตใช้ไฟฟ้า การขออนุญาตใช้น้ำประปา และการขอหมายเลขโทรศัพท์
    • 1) ขยายผลการดำเนินการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยให้มีผลในทางปฏิบัติภายในเดือนเมษายน 2547 ดังนี้
      • ส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงานเขตบางพลัด สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ และสำนักงานเขตบางซื่อ
      • ส่วนภูมิภาค ได้แก่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง และอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
    • 2) ขยายผลการดำเนินการให้ครอบคลุมทุกหน่วยบริการ ภายในเดือนตุลาคม 2547
    • 3) ขยายเครือข่ายการดำเนินการของศูนย์บริการร่วมดังกล่าวให้สามารถบริการแทนหน่วยงานอื่น ๆ ได้มากขึ้น
  2. จัดตั้งศูนย์บริการร่วมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในส่วนภูมิภาค
  3. จัดตั้งศูนย์บริการร่วมในกระทรวง เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการงานทุกอย่างของกระทรวงได้ในที่เดียวกัน

15. เรื่อง รายงานผลการติดตามและประเมินผลการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการติดตามและประเมินผลการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. สถาบันส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเสนอ

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 เห็นชอบแนวทางการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน ก.พ.ร. ได้กำหนดแนวทางดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี และแจ้งให้ส่วนราชการใช้เป็นแนวปฏิบัติ พร้อมกับจัดประชุมชี้แจงให้มีความเข้าใจ และสามารถดำเนินการต่อไปได้

ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ส่งข้อเสนอการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการไปยังสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่ง ก.พ.ร. ได้รวบรวมข้อเสนอรายงานเบื้องต้นให้คณะรัฐมนตรีทราบไปแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 โดยมีหน่วยงานส่งข้อเสนอการลดขั้นตอนและระยะเวลาฯ รวมทั้งสิ้น 230 หน่วยงาน รวม 803 กระบวนงาน

สำนักงาน ก.พ.ร. โดยความร่วมมือจากสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ ได้ติดตามและประเมินผลการดำเนินการ ดังนี้

  1. ก.พ.ร. โดย อ.ก.พ.ร. เฉพาะกิจ เกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพมาตรฐานและลดขั้นตอนระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของประชาชน ได้กำหนดแนวทางการคัดเลือกกระบวนงานเพื่อทำการติดตามและประเมินผล คือ ควรเป็นกระบวนงานหลักที่ประชาชนใช้บริการมากมีผลกระทบกับประชาชน และมีข้อร้องเรียนมาก ทั้งนี้ มีจำนวนกระบวนงานที่ผ่านการเลือกเพื่อเข้าไปทำการติดตามประเมินผล สำหรับการให้รางวัลคุณภาพการให้บริการประชาชนประจำปี พ.ศ. 2546 จำนวน 169 กระบวนงาน 50 ส่วนราชการ
  2. หลักเกณฑ์การตัดสินให้รางวัล "คุณภาพการให้บริการประชาชน" มีดังนี้
    • 1) รางวัลดีเด่นคุณภาพการให้บริการประชาชน ได้แก่ กระบวนงานที่สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลา การปฏิบัติราชการได้มากกว่าร้อยละ 50 (มากกว่ามติคณะรัฐมนตรีที่ให้ลดขั้นตอนและระยะเวลาฯ ลงร้อยละ 30 - 50) และมีระดับความพึงพอใจของประชาชนไม่ต่ำกว่า 3.75 (คะแนนเต็ม 5.0)
    • 2) รางวัลชมเชยคุณภาพการให้บริการประชาชน ได้แก่ กระบวนงานที่สามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการ ได้ร้อยละ 30 - 50 ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี และมีระดับความพึงพอใจของประชาชนไม่น้อยกว่า 3.5 (คะแนนเต็ม 5.0)
    • ผลการติดตามและประเมินผลตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวปรากฏว่ามีกระบวนงานจากส่วนราชการต่าง ๆ ได้รับรางวัล ดังนี้
      • รางวัลดีเด่นคุณภาพการให้บริการประชาชน จำนวน 19 กระบวนงาน จาก 15 ส่วนราชการ
      • รางวัลชมเชยคุณภาพการให้บริการประชาชน จำนวน 25 กระบวนงาน จาก 15 ส่วนราชการ

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและจูงใจให้ส่วนราชการปรับปรุงการบริการประชาชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อที่จะได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์พร้อมกับขยายผลโครงการดังกล่าวต่อไปได้อย่างกว้างขวาง จึงได้จัดให้มีพิธีมอบรางวัลดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2547 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ประธาน ก.พ.ร. เป็นประธานในการมอบรางวัล

การดำเนินการต่อไป

เพื่อให้การดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว มีความต่อเนื่องและบังเกิดผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด จะได้ดำเนินการต่อไป ดังนี้

  1. แจ้งผลให้ทุกส่วนราชการทราบ และให้ส่วนราชการดำเนินการออกประกาศขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน ให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกระบวนงานที่ประเมินผลผ่านและได้รับรางวัลในครั้งนี้ ให้ถือเป็นมาตรฐานในการให้บริการ ซึ่งหากมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้บริการในกระบวนงานนั้นอยู่ในพื้นที่ใดก็ตาม ก็จะต้องดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแนะนำส่วนราชการที่มีผลการประเมินในระดับที่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  2. เร่งรัดให้ส่วนราชการต่าง ๆ พิจารณาและดำเนินการคัดเลือกระบวนงานเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนในปี 2547 ทั้งนี้ โดยมีเป้าหมายให้ทุกส่วนราชการดำเนินการให้ครบทุกกระบวนงานในปี 2550 โดยมีแนวทางการคัดเลือกกระบวนงาน ดังนี้
    • 1) เป็นกระบวนงานหลักที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
    • 2) เป็นกระบวนงานที่มีผู้รับบริการจำนวนมาก
    • 3) เป็นกระบวนงานที่มีปัญหา โดยพิจารณาจากข้อร้องเรียนที่ได้รับจากประชาชน
  3. ให้ความสำคัญและแก้ไขปัญหาสำหรับกระบวนงานที่มีความเชื่อมโยงการปฏิบัติงานหลายส่วนราชการ โดยเฉพาะกระบวนงานที่มีปัญหาที่ทางรัฐบาล ภาคธุรกิจ เอกชน และสื่อมวลชนให้ความสนใจ และมีผลโดยตรงต่อการบริการประชาชน
  4. พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการบริการ โดยให้ส่วนราชการจัดระบบวิธีการบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน สามารถเข้าถึงและได้รับข้อมูลข่าวสารของทางราชการโดยง่าย เปิดทางเลือกในการเข้ารับบริการได้หลายทาง
  5. จัดระบบการรับและการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการบริการให้มีประสิทธิภาพ เป็นที่พึ่งและสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริง
  6. ขยายผลการมอบรางวัล "คุณภาพการให้บริการประชาชน" โดยจัดให้มีการติดตามและประเมินผลการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการของส่วนราชการต่าง ๆ อย่างทั่งถึง พร้อมกับจัดให้มีการให้รางวัล "คุณภาพการให้บริการประชาชน" เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ปรับปรุงการบริการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

16. เรื่อง การลงนามในความตกลงและบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน

คณะรัฐมนตรีรับทราบการลงนามในความตกลงและบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 4 ฉบับ ดังนี้

  1. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมมือว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
  2. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการส่งเสริมการค้า การลงทุนและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
  3. พิธีสารแก้ไขความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ
  4. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วยการจัดตั้งกลไกการหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของราชอาณาจักรไทยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน

17. เรื่อง การให้องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) มีสถานะเป็นองค์กรชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอ เกี่ยวกับมติของที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ขององค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization) ครั้งที่ 15 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีมติเห็นชอบที่ WTO ปรับสถานะจากองค์การระหว่างรัฐบาล เป็นองค์กรชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นสมาชิกก็ได้ให้การสนับสนุนดังกล่าว


18. เรื่อง รายงานผลการตรึงราคาน้ำมันตามนโยบายของรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการตรึงราคาน้ำมันตามนโยบายของรัฐบาล ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

ตามที่นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2547 ได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานรับไปดำเนินการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน โดยให้เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2547 เป็นต้นไป นั้น

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2547 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพง โดยให้จ่ายเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เริ่มมีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม 2547 เป็นต้นไป ผลการดำเนินงาน มีดังนี้

ในช่วงแรก ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นสูงสุด ในวันที่ 11 มกราคม 2547 ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกประเทศไทยของน้ำมันเบนซินออกเทน 95, 91 และดีเซลหมุนเร็ว ที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับ 19.88, 19.21 และ 15.62 บาท/ลิตร ตามลำดับ สูงกว่าราคาขายปลีกที่รัฐตรึงไว้ 2.89, 3.02 และ 1.03 บาท/ลิตร ตามลำดับ จำนวนเงินชดเชยรวม 104.7 ล้านบาท/วัน โดยแยกเป็นเงินชดเชยน้ำมันเบนซินออกเทน 95, 91 และดีเซลหมุนเร็ว ประมาณ 22.9, 35.5 และ 46.3 ล้านบาท/วัน ตามลำดับ

ปัจจุบัน ราคาน้ำมันตลาดโลกเริ่มอ่อนตัวลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซิน 95 ได้ลดลงต่ำกว่าระดับราคาขายปลีกที่รัฐตรึงไว้ประมาณ 0.10 บาท/ลิตร (ณ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547) ราคาขายปลีกประเทศไทยของน้ำมันเบนซินออกเทน 95, 91 และดีเซลหมุนเร็ว ที่ควรจะเป็นลดลงมาอยู่ในระดับ 16.89, 16.20 และ 15.00 บาท/ลิตร ตามลำดับ โดยในส่วนของน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เริ่มมีเงินไหลเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประมาณ 0.77 ล้านบาท/วัน สำหรับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 และดีเซลหมุนเร็ว ยังคงจ่ายชดเชยประมาณ 0.17 และ 18.54 ล้านบาท/วัน ตามลำดับ กองทุนน้ำมันฯ จ่ายชดเชยสุทธิ 17.94 ล้านบาท/วัน

ตั้งแต่รัฐบาลตรึงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2547 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ 2547 รวม 31 วัน มีจำนวนเงินชดเชยสะสมทั้งสิ้น 1,809 ล้านบาท แยกเป็นเงินชดเชยน้ำมันเบนซินออกเทน 95, 91 และดีเซลหมุนเร็วประมาณ 286, 470 และ 1,053 ล้านบาท ตามลำดับ

มาตรการรณรงค์ประหยัดน้ำมัน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ "โครงการนาทีละหนึ่งแสน" เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับราคาน้ำมันที่รัฐได้ชดเชยสูงสุดเท่ากับ 1 แสนบาทต่อนาที หรือ 100 ล้านบาท ต่อวัน โดยการติดป้ายผ้า (Banner) "100,000 บาทต่อนาที หนี้ที่คุณต้องจ่ายคืน ประหยัดน้ำมันให้ชาติเพิ่มเงินบาทให้คุณ" และรณรงค์ในสถานีบริการน้ำมัน ตลอดจนการจัดพิมพ์คู่มือรวมพลังหยุดรถซดน้ำมันจำนวน 150,000 เล่มแจกให้ประชาชนและผู้ใช้รถยนต์ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วกรุงเทพและปริมณฑล


19. เรื่อง ร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการของร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. .... ที่ปรับปรุงแก้ไขใหม่ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

สาระสำคัญร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเก้บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลังของหน่วยงานย่อย พ.ศ. .... แก้ไขหลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ การเก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง ดังนี้

  1. การเบิกเงินเพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน
    • วิธีปฏิบัติเดิม กำหนดให้หน่วยงานย่อยขอเบิกเงินจากส่วนราชการผู้เบิกมาเพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินเอง
    • วิธีปฏิบัติใหม่ กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานย่อยหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ขอเบิกเงินจากส่วนราชการผู้เบิก โดยให้แจ้งรายละเอียดและหลักฐานประกอบการขอเบิก (ถ้ามี) ไปด้วย ซึ่งส่วนราชการผู้เบิกจะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงิน ตลอดจนข้าราชการ ลูกจ้าง ของหน่วยงานย่อยโดยตรงต่อไป
  2. การยืมเงินงบประมาณ
    • วิธีปฏิบัติเดิม กำหนดให้ผู้ยืมเงินของหน่วยงานย่อยทำสัญญายืมเงินผ่านหน่วยงานย่อย เพื่อเสนอส่วนราชการผู้เบิกให้อนุมัติและจ่ายเงินตามสัญญายืมเงิน
    • วิธีปฏิบัติใหม่ กำหนดให้ผู้ยืมเงินของหน่วยงานย่อยทำสัญญายืมเงิน และส่งใช้เงินยืมโดยตรงกับส่วนราชการผู้เบิก โดยไม่ต้องผ่านหน่วยงานย่อยเพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานและสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
  3. การเก็บรักษาเงิน
    • วิธีปฏิบัติเดิม กำหนดให้หน่วยงานย่อยเก็บรักษาเงินไว้ในตู้นิรภัยของอำเภอ ซึ่งตั้งอยู่ ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอต่าง ๆ โดยมีคณะกรรมการเก็บรักษาเงินของอำเภอร่วมกันรับผิดชอบ
    • วิธีปฏิบัติใหม่ กำหนดให้หน่วยงานย่อยเก็บรักษาเงินที่มีอยู่ไว้ในตู้นิรภัย ซึ่งตั้งอยู่ ณ สำนักงานของหน่วยงานย่อย โดยให้หัวหน้าหน่วยงานย่อยแต่งตั้งข้าราชการในหน่วยงานเป็นกรรมการเก็บรักษาเงิน และเพื่อให้เกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้นได้กำหนดวิธีการเก็บรักษาเงินเพิ่มเติมขึ้นอีกวิธีหนึ่งโดยให้ใช้บริการของธนาคารในการเก็บรักษาเงินได้
  4. การนำเงินส่งคลัง
    • วิธีปฏิบัติเดิม กำหนดให้มีคณะกรรมการนำส่งของอำเภอดูแลรับผิดชอบนำเงินของหน่วยงานย่อยต่าง ๆ ในอำเภอนั้นส่งคลัง
    • วิธีปฏิบัติใหม่ ยกเลิกคณะกรรมการนำส่งของอำเภอ และกำหนดให้หน่วยงานย่อยแต่ละแห่งนำเงินที่เก็บรักษาไว้ส่งคลังได้เอง เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการเก็บรักษาเงินที่กำหนดขึ้นใหม่
  5. การบันทึกบัญชี
    • วิธีปฏิบัติเดิม กำหนดให้หน่วยงานย่อยบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีหน่วยงานย่อย
    • วิธีปฏิบัติใหม่ กำหนดให้หน่วยงานย่อยจัดทำรายงานและทะเบียนคุมต่าง ๆ โดยบันทึกในระบบการควบคุมการเงินของหน่วยงานย่อยที่กระทรวงการคลังกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติงานในด้านการจัดทำและควบคุมทางบัญชีสะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะเหมาะสมกับสภาพของหน่วยงานย่อยโดยทั่วไปที่มีอัตรากำลังจำกัดและขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในทางบัญชี
  6. การตรวจสอบ
    • วิธีปฏิบัติเดิม กำหนดให้นายอำเภอเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบการเงินของส่วนราชการในอำเภอ
    • วิธีปฏิบัติใหม่ ให้หัวหน้าหน่วยงานย่อยเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบการเงินของส่วนราชการในอำเภอ และรายงานผลการตรวจสอบให้หัวหน้าส่วนราชการผู้เบิกเพื่อพิจารณาต่อไป และปรับเปลี่ยนรายละเอียดในการตรวจสอบเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีปฏิบัติในระบบใหม่
  7. กำหนดให้กรมบัญชีกลางมีอำนาจกำหนดประเภทและรูปแบบของใบเสร็จรับเงิน หลักฐานการจ่ายและรายงานการเงินคงเหลือประจำวันซึ่งเป็นเอกสารในทางการเงิน เพื่อให้เกิดความเหมาะสม คล่องตัวและสะดวกรวดเร็วในการทำงาน

20. เรื่อง แผนกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พ.ศ. 2547 - 2556)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแผนกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พ.ศ. 2547 - พ.ศ. 2556) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 ไปดำเนินการด้วย ดังนี้

  1. ให้ความเห็นชอบ (ร่าง) แผนกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พ.ศ. 2547 - 2556)
  2. มอบหมายสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ รับผิดชอบในการกำกับดูแล ประสานงาน และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนกลยุทธ์ฯ ไปปฏิบัติ รวมทั้งติดตามประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมต่อไป
  3. ให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม และรัฐวิสาหกิจทุกหน่วยงาน นำแผนกลยุทธ์ฯ ไปพิจารณาบทบาท ขอบเขตหน้าที่ และความรับผิดชอบของหน่วยงานตน เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของหน่วยงานให้สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ฯ ทั้งในด้านสาระและกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน (พ.ศ. 2547 - 2556) ตลอดจนให้ความร่วมมือกับสำนักงานเลขานุการฯ ในการผลักดันมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏในแผนกลยุทธ์ฯ
  4. ให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากร (สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) นำแผนกลยุทธ์ฯ มาใช้เป็นแนวทางในการจัดสรรทรัพยากรทางด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย ในช่วงระยะเวลาของแผนต่อไป

วัตถุประสงค์ของแผนกลยุทธ์ฯ

  1. เพื่อให้หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชนได้ทราบนโยบายและทิศทางการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรมหรือพัฒนาโครงการและการจัดสรรทรัพยากรขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ
  2. เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ซึ่งสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาล
  3. ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนา 4 ประการคือ 1) ความเข้มแข็งของระบบนวัตกรรมแห่งชาติ 2) ความเข้มแข็งทางด้านทรัพยากรมนุษย์ 3) บรรยากาศการพัฒนาที่เอื้ออำนวย และ4) ความสามารถใน 4 สาขาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ซึ่งได้แก่เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีวัสดุ และนาโนเทคโนโลยี

กลยุทธ์หลักของการพัฒนา

  1. พัฒนาเครือข่ายวิสาหกิจ เศรษฐกิจชุมชน และคุณภาพชีวิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี และผลิตภาพภาคการผลิต ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนและคุณภาพบริการทางสังคม โดยมีมาตรการหลัก 3 ประการ ได้แก่ การจัดให้มีสำนักงานบริหารจัดการคลัสเตอร์ การสร้างแรงจูงใจทางการเงินการคลัง และการส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทของสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น
  2. พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ตอบสนองความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีเป้าหมายให้มีนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมากและคุณภาพสูง โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ การเร่งสร้างกำลังคนระดับสูง (top end) การสนับสนุนการนำเข้านักเทคโนโลยีจากต่างประเทศและการจัดสรรทุนการศึกษา และการพัฒนาระบบการผลิตกำลังคนทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังมีมาตรการพัฒนาความรู้ของผู้ประกอบการให้ทันสมัยตลอดเวลา
  3. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสถาบัน เพื่อกระตุ้นและสนับสนุนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และส่งเสริมการพัฒนาความสามารถทางเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ โดยอาศัยมาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การเร่งพัฒนาศูนย์แห่งความเป็นเลิศ (centers of excellence) ในสาขาเทคโนโลยีที่สำคัญ การพัฒนาและเพิ่มจำนวนอุทยานวิทยาศาสตร์การพัฒนาบริการเทคนิคทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ
  4. สร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดแรงสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีเป้าหมายให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิต และมีเครือข่ายเรียนรู้ระดับชุมชน โดยใช้มาตรการต่าง ๆ ได้แก่ การกระตุ้นการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนและประชาชน การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสื่อด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ
  5. ปรับระบบการบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีเอกภาพและประสิทธิภาพสูง โดยผลักดันให้มีการรวมหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศให้เป็นหน่วยงานเดียว มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับนโยบายกับระดับปฏิบัติทั้งในภาครัฐและเอกชน แลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนพัฒนาระบบการติดตามประเมินผล รวมทั้งฐานข้อมูลและดัชนีวิทยาศาสตร์ให้มีความทันสมัย ครบถ้วน และได้มาตรฐานสากล

21. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และมอบให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการจัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินการในแต่ละระดับการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า มาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินฯ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. เกณฑ์การประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเงื่อนไขประกอบฯ
  2. การแต่งตั้งและองค์ประกอบของคณะกรรมการเพื่อประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวนเก้าคน
  3. ให้ประธานกรรมการประเมินความพร้อมเสนอผลการประเมินความพร้อมให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาหรือคณะกรรมการของส่วนราชการนั้น ๆ แล้วแต่กรณีพิจารณาให้ความเห็นชอบผลการประเมิน และแจ้งผลการพิจารณาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา ส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

22. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) ไปพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป และมอบให้กระทรวงมหาดไทยรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีฯ ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 และที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2543 ดังนี้

  1. เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในมาตรา 6 จากเดิม "ให้ราชการส่วนท้องถิ่นหักเงินงบประมาณรายได้ประจำปีสมทบเข้าเป็นกองทุน" เป็น "ให้ราชการส่วนท้องถิ่นหักเงินประมาณการรายรับในงบประมาณรายจ่ายประจำปีสมทบเข้าเป็นกองทุน"
  2. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่นในมาตรา 7 จาก "อธิบดีกรมมหาดไทย อธิบดีกรมตำรวจ อธิบดีกรมโยธาธิการ" เป็น "อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น อธิบดีกรมการปกครอง ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระทรวงมหาดไทย"
  3. เพิ่มหลักการของบำเหน็จดำรงชีพ โดยให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นผู้รับบำนาญสามารถนำบำเหน็จตกทอดมาใช้ได้ไม่เกิน 15 เท่าของเงินบำนาญ

ส่วนประเด็นอภิปรายที่สำคัญ มีดังนี้

  1. ตามร่างมาตรา 46/1 กำหนดให้ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพมีสิทธิขอรับบำเหน็จดำรงชีพตามอัตราและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกิน 15 เท่าของบำนาญรายเดือนที่ได้รับนั้น เห็นควรกำหนดจำนวนเงินขั้นสูงไว้ไม่เกิน 200,000 บาท เพื่อให้เป็นอัตราเดียวกันกับการจ่ายบำเหน็จดำรงชีพให้แก่ผู้รับบำนาญของข้าราชการพลเรือนฯ และไม่เกิดผลกระทบกับข้าราชการที่ได้รับบำเหน็จดำรงชีพไปแล้ว
  2. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จดำรงชีพของราชการส่วนท้องถิ่น ควรให้มีแนวทางเช่นเดียวกับบำเหน็จดำรงชีพที่ให้กับข้าราชการพลเรือนที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขถ้อยคำและประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว ยกเว้นในส่วนที่เป็นเรื่องของข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะก็ให้เป็นไปตามที่ร่างพระราชบัญญัติกำหนด
  3. สำหรับค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเทศบาล ในจำนวนนี้จะมีภาระค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 803 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลโดยสำนักงบประมาณจัดสรรไว้เป็นเงิน 495 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกจำนวน 308 ล้านบาท ให้จ่ายจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้แทนกระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่า ได้คำนวณตัวเลขแล้ว กองทุนฯ สามารถจ่ายได้

23. เรื่อง อนุมัติร่างแผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2549)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างแผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2549) ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ โดยให้กระทรวงยุติธรรมรับไปปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) รวมทั้งรับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา และให้ขอความร่วมมือจากองค์กรอิสระในกระบวนการยุติธรรมนำกรอบเนื้อหาสาระของแผนไปใช้ประกอบการพิจารณาจัดทำแผนการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องสนับสนุนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย และเห็นชอบให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณแก่องค์กรต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรม โดยยึดตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย กรอบแนวทางและแผนงานที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2547 - 2549) รวมทั้งเห็นชอบให้กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักกิจการยุติธรรมเป็นองค์กรรับผิดชอบในการประสาน ติดตาม บูรณาการ ประเมินผล และรายงานผลการดำเนินงานตามแผนแม่บทกระบวนการยุติธรรมแห่งชาตินี้ต่อคณะรัฐมนตรีทุกปี

สาระของแผนประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ เป้าหมายรวม และยุทธศาสตร์การพัฒนากระบวนการยุติธรรม 10 ด้าน รวมทั้งแนวทางการปรับปรุงองค์กรและกลไกในกระบวนการยุติธรรม การแปลงแผนสู่การปฏิบัติการติดตามและประเมินผล ดังนี้

1. วิสัยทัศน์

กระบวนการยุติธรรมมีการพัฒนาการอำนวยความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการพัฒนาโครงสร้าง และระบบงานยุติธรรมให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และมีความเป็นสากลเพื่อก่อให้เกิดสังคมที่มีคุณภาพ มีความเสมอภาคเป็นธรรม สมานฉันท์ และสงบสุข ก่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปิดโอกาสให้มีระบบการมีส่วนร่วมและความร่วมมือของทุกภาคส่วนในสังคมในการอำนวยความยุติธรรม ตลอดจนให้ความช่วยเหลือคนยากจนและผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับความเป็นธรรมเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

2. พันธกิจ

3. วัตถุประสงค์

4. ยุทธศาสตร์ รวม 10 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

5. แนวทางการขับเคลื่อนองค์กรและกลไกในกระบวนการยุติธรรม

6. การแปลงแผนสู่การปฏิบัติ แผนแม่บทฯ ฉบับนี้ได้เสนอแนะแนวทางการดำเนินงานไว้โดยสรุป ดังนี้

ส่วนการติดตามและประเมินผลระดับแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม ให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการ เป็นผู้กำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการติดตาม ประเมินผล


24. เรื่อง การปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการประมวลผลความคิดเห็นของประชาชนและกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นที่สนใจของประชาชนและมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ดังนั้นเพื่อให้เกิดความละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น กระทรวงมหาดไทยจะได้ดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากประชาชน และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านดังนี้

  1. มอบหมายให้นายอำเภอ ปลัดอำเภอเป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ ประชุมชี้แจงประชาคมตำบล หมู่บ้าน ทุกแห่ง ให้ทราบถึงข้อเท็จจริง ความเป็นมาของการปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ซึ่งเป็นที่มาของการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 ในส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นที่จะพิจารณาปรับปรุงแก้ไข และผลดี ผลเสีย เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน
  2. จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ สุ่มสอบถามจากประชาชนที่มาร่วมประชุมประชาคม จำนวน 73,781 หมู่บ้าน ๆ ละ 15 ชุด และสอบถามจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกคน จำนวน 73,781 ชุด รวมแบบสอบถามทั้งสิ้น 1,180,496 ชุด โดยให้ผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความเห็นได้อย่างอิสระ แล้วปิดผนึกแบบสอบถามส่งกลับมาบันทึกข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์แต่ละอำเภอ เพื่อนำไปประมวลผลข้อมูลโดยส่วนกลางต่อไป ทั้งนี้ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มีนาคม 2547

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2546 ส่งเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นพิจารณา ซึ่งได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้ โดยมีเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นประธาน ผลการศึกษามีข้อปรับปรุง ดังนี้

  1. ปรับปรุงบทบาท ภารกิจ อำนาจ และหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้ชัดเจนเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ซ้ำซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของ อบต.
  2. เปลี่ยนวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จาก "การเลือก" เป็นระบบสรรหา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยคณะกรรมการ 3 ฝ่าย คือ ผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนภาคประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนเท่า ๆ กัน ทำหน้าที่กลั่นกรอง
  3. ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อยู่ในวาระ 10 ปี ต่อเนื่องกัน แต่ต้องอายุไม่เกิน60 ปี โดยมีการประเมินผลการปฏิบัติงานทุก 5 ปี

ต่อมา ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2547 และวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบางส่วนของข้อเสนอ อาทิเช่น การเข้าสู่ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านให้ใช้วิธีการสรรหา เป็นต้น

และประเด็นดังกล่าวได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า การเข้าสู่ตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ควรใช้วิธีการ "เลือก" ดังเช่นที่ใช้ในปัจจุบัน หรือใช้การ "สรรหา" ซึ่งเป็นข้อเสนอใหม่ โดยแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อเสีย ดังนี้ (วิธีสรรหา คือ ให้นายอำเภอประชุมราษฎรในตำบล หมู่บ้าน เลือกกรรมการสรรหาภาคประชาชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายละ 3 คน นายอำเภอแต่งตั้งภาคราชการ 3 คน รวม 9 คน มาประชุมตรวจสอบความประพฤติ คุณสมบัติส่วนตัว แล้วลงคะแนนเลือกผู้สมควรได้เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เสนอผ่านนายอำเภอส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งต่อไป)

วิธีการ "เลือก" กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ข้อดี ข้อเสีย
  1. ให้โอกาสประชาชนเลือกคนที่ตัวเองไว้วางใจมากที่สุด
  2. ทำให้เกิดการแข่งขันทำความดี เพื่อได้รับเลือกใหม่อีก
  3. กระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวและมีส่วนร่วมทางการเมือง การปกครอง
  1. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องห่วงใยฐานะคะแนนเสียง ต้องคอยเอาใจราษฎรมากกว่า
  2. การขจัดทุกข์ของราษฎรอันเกิดจากผู้มีอิทธิพลทำได้ยากขึ้น
  3. ต้องคอยหาเสียงสนับสนุน บางครั้งเป็นไปในทางที่ผิด
  4. ผิดหลักการที่ว่าตัวแทนภาครัฐควรมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่มาจากการเลือกตั้ง

วิธีการ "สรรหา" กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ข้อดี ข้อเสีย
  1. ราษฎรจะได้รับประโยชน์สุขจากการทำงานของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อย่างเต็มที่ไม่ต้องคำนึงถึงคะแนนเสียง
  2. ได้คนดี มีความรู้ ความสามารถมาเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
  3. ราษฎรในหมู่บ้านไม่แตกแยกเป็นกลุ่ม ย่อย ๆ
  4. แยกงานปกครองท้องถิ่น และปกครองท้องที่ออกจากกันโดยชัดเจน
  1. ประชาชนไม่มีโอกาสเลือกผู้นำโดยตรง
  2. อาจเกิดการเล่นพรรคเล่นพวก
  3. ประชาชนไม่ยอมรับ เพราะไม่มีส่วนร่วมในการสรรหา และขาดความใกล้ชิดกับประชาชน

จากการที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นของหลายฝ่ายอย่างกว้างขวาง กระทรวงมหาดไทย จึงได้ขอถอนเรื่องดังกล่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อมารับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนและผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่าง ๆ แล้วประมวลความเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


25. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาต เก็บ จัดหา รวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป หรือพันธุ์พืชป่า (พ.ศ......) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาต เก็บ จัดหา รวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป หรือพันธุ์พืชป่า (พ.ศ......) ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับข้อสังเกตของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข เพื่อเป็นการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุ์พืชอย่างยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การขออนุญาต เก็บ จัดหา รวบรวมพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป หรือพันธุ์พืชป่า
  2. กำหนดให้ใช้หนังสืออนุญาต ใบแทนหนังสืออนุญาตและหนังสือข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ตามแบบแนบท้ายกฎกระทรวงนี้

26. เรื่อง งบประมาณสนับสนุนการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องงบประมาณสนับสนุนการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. อนุมัติโครงการเพิ่มขีดสมรรถนะในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี และวิธีการดำเนินการ
  2. อนุมัติงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนประเภททั่วไป จำนวน 70 ล้านบาท จากเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 เพื่อสนับสนุนโครงการตามข้อ 1 โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยเบิกจ่าย และเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามข้อเสนอของที่ประชุมเพื่อปรึกษาหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ. กรมบัญชีกลาง สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อวางกรอบแนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการปฏิบัติ พร้อมทั้งได้ปรับโครงการเพิ่มขีดสมรรถนะในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการของรองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

ขอตั้งงบประมาณในวงเงิน 70,000,000 บาท (เจ็ดสิบล้านบาทถ้วน) ตามความเห็นของนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2547 สนับสนุนการเพิ่มขีดสมรรถนะในการปฏิบัติงานของรองนายกรัฐมนตรี ให้มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมืออุปกรณ์ และงบประมาณค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน พัฒนาระบบงานและระบบการสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับติดตามและประเมินผล โดยแยกเป็น

  1. งบประมาณสำหรับจ้างบุคลากรประจำสำนักงานรองนายกรัฐมนตรี โดยขออนุมัติให้รองนายกรัฐมนตรี จัดจ้างบุคลากรใน 2 ลักษณะ
    • 1) การจ้างที่ปรึกษาในลักษณะการจ้างแรงงาน ซึ่งกระทรวงการคลังได้เคยอนุมัติให้ดำเนินการจ้างผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในงานและโครงการ โดยจ่ายค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญที่ปฏิบัติงานเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำในลักษณะการให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำในลักษณะจ้างแรงงานในงาน/โครงการต่าง ๆ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในอัตราจ้างไม่เกิน 200,000 บาทต่อเดือน งานและโครงการละไม่เกิน 2,000,000 บาท
    • 2) การจ้างพนักงานราชการ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 ซึ่งจัดจ้างพนักงานราชการได้ 2 ประเภท ดังนี้ พนักงานราชการประเภททั่วไป พนักงานราชการประเภทพิเศษ
    • สำหรับการจ้างบุคลากรที่เป็นพนักงานราชการเพื่อช่วยปฏิบัติงานรองนายกรัฐมนตรี ควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระดับสูง (specialist/expert) อัตราจ้างไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อเดือน เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ ในด้านการวิเคราะห์ (analyst) และเจ้าหน้าที่บริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT manager) อัตราจ้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อคนต่อเดือน เจ้าหน้าที่ประสานงาน (coordinator) และเจ้าหน้าที่ด้านระบบข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT personnel) อัตราจ้างไม่เกิน 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน หรือการจ้างบุคลากรด้านอื่น ๆ ตามที่รองนายกรัฐมนตรี แต่ละคนจะพิจารณาเห็นสมควร โดยกำหนดจำนวนบุคลากรที่จะจ้างมาช่วยงานรองนายกรัฐมนตรีในทุกประเภทไม่เกิน 7 คน ต่อรองนายกรัฐมนตรี 1 คน
    • ทั้งนี้ การจ้างบุคลากรประจำรองนายกรัฐมนตรีตาม 1) และ 2) จะสิ้นสุดสัญญาจ้างเมื่อรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนพ้นจากตำแหน่ง ส่วนการจ้างบุคลากรประจำ ส.อปภ. จำนวนไม่เกิน 5 ตำแหน่งนั้น เป็นการจ้างลูกจ้างชั่วคราวโครงการเพิ่มขีดสมรรถนะในการกำกับและติดตามฯ โดยอัตราจ้างจะพิจารณาตามคุณวุฒิของแต่ละตำแหน่ง
  2. งบประมาณเพื่อวางระบบการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ รวม 8 ชุด สำหรับรองนายกรัฐมนตรี 7 ชุด และ ส.อปภ. 1 ชุด
  3. งบประมาณด้านพัฒนาบุคลากร (in-house training) สำหรับพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ผู้ปฏิบัติงานประจำรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเลขานุการและเจ้าหน้าที่สนับสนุนการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของจังหวัดผู้รับและส่งข้อมูล เป็นต้น
  4. งบประมาณการเดินทางไปตรวจราชการ การกำกับติดตามงานในพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ การจัดประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดที่รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การจัดประชุมสัมมนาการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
  5. สำหรับงบประมาณส่วนที่เหลือ จัดไว้สำหรับเป็นงบสำรองจ่ายในการบริหารงานของรองนายกรัฐมนตรีกรณีจำเป็นฉุกเฉินในวงเงินคนละประมาณ 4 - 6 ล้านบาท

อนึ่ง งบประมาณของโครงการจะตั้งไว้ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ส.อปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีในการกำกับติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นหน่วยเบิกจ่าย และสนับสนุนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับความประสงค์ของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน


27. เรื่อง การจัดงานเทศกาลชาโลก ปี 2547 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานการจัดงานเทศกาลชาโลก ปี 2547 ณ บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 6 - 8 กุมภาพันธ์ 2547 ว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตชาพันธุ์ดีอีกแห่งหนึ่งของโลก มีพื้นที่ปลูกชารวม 97,000 ไร่ สามารถผลิตใบชาแห้งได้ปีละประมาณ 6,000 ตัน ปัจจุบันสามารถส่งออกชาไปจำหน่ายต่างประเทศได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มที่จะส่งออกได้มากขึ้นในอนาคต

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดเชียงราย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ จำกัด และบริษัท Tea Board India จำกัด จัดงานเทศกาลชาโลกขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จย่าในการช่วยเหลือประชาชนบนพื้นที่สูง ในการเปลี่ยนไร่ฝิ่น เป็นสวนชา 2) เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชาไทย ให้เป็นที่รู้จักทั้งภายในและต่างประเทศ 3) เพื่อถ่ายทอดความรู้ การผลิตชาและการแปรรูปชาที่มีคุณภาพไปสู่เกษตรกรเป้าหมาย 4) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น

ผู้เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน

  1. ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2547 ซึ่งเป็นวันเปิดงาน ได้มีการเชิญชวนให้มีการดื่มชาล้านถ้วยพร้อมกันทั่วประเทศ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จย่าที่ช่วยเหลือประชาชนบนพื้นที่สูง "เปลี่ยนไร่ฝิ่นเป็นสวนชา"
  2. ผู้เข้าร่วมงานในวันแรก จำนวน 84,000 คน ประกอบไปด้วย เอกอัครราชทูต อัครราชทูต และผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ 17 ประเทศ เช่น โปแลนด์ ฝรั่งเศส โรมาเนีย ฮังการี แคนาดา ญี่ปุ่น เป็นต้น มีการถ่ายทอดสดทาง TV ช่อง 11 และเครือข่ายในต่างประเทศ
  3. ในช่วง 3 วันแรกมีผู้เข้าชมกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การประกวด นิทรรศการ การออกร้าน เวทีกลาง และการแสดงศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น รวม 174,300 คน

การจัดนิทรรศการ มีการจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า ในการช่วยเหลือประชาชนบนพื้นที่สูง การชิมชานานาชาติ การชงและการดื่มชาเพื่อสุขภาพ ขบวนการผลิต การปลูก ระบบการให้น้ำ การดูแลรักษาการเก็บเกี่ยว การแปรรูปชา อาหารที่ปรุงจากชา และนิทรรศการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

การสัมมนา จะจัดให้มีการสัมมนาแนวทางการพัฒนาชาไทยสู่สากล ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่าง ๆ มาบรรยายให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น โดยมีผู้ร่วมสัมมนาประมาณ 300 คน โดยจะมีการสัมมนาระหว่างวันที่ 9 - 10 กุมภาพันธ์ 2547

การประกวดและการแข่งขัน 1) การประกวดใบชา แบ่งเป็น 2 พันธุ์ คือ ชาพันธุ์อู่หลง และพันธุ์อัสสัม 2) การประกวดอาหารหวานและอาหารคาวจากใบชา 3) ออกแบบถ้วยชาและบรรจุภัณฑ์ใบชา 4) การประกวดร้านชิมชา 5) การประกวดไม้ดอก 6) การประกวดนางสาวถิ่นไทยงาม และ 7) การแข่งขันมินิมาราธอน

การแสดงเชิงศิลปวรรณกรรม ประเพณี และสืบตำนานชาไทย การแสดงตำนานจากแดนฝิ่น สู่ถิ่นชา บนจอม่านน้ำขนาดใหญ่ พร้อมเทคนิค แสง สี เสียง ตระการตา

ผลทางเศรษฐกิจ การจัดงานในช่วง 3 วัน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนรวมทั้งสิ้นประมาณ 42.33 ล้านบาท แยกเป็น

  1. การเจรจาธุรกิจ มีการเปิดร้านชิมชาเพื่อการเจรจาซื้อขายชาคุณภาพดี จำนวน 30 ร้าน โดยมีผู้สนใจเจรจาเสนอซื้อ 217 ราย มาจากภาคต่าง ๆ ของไทย และชาวต่างประเทศ เช่น สวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ซึ่อยู่ระหว่างการเจรจา นอกจากนี้ยังขายชาให้แก่ผู้เข้าชมงานได้ประมาณ 3.02 ล้านบาท
  2. การจำหน่ายสินค้า เช่น สินค้า OTOP สินค้าของสมาชิกสหกรณ์กลุ่มต่าง ๆ และสินค้าอื่น ๆ ประมาณ 6.10 ล้านบาท
  3. วงเงินหมุนเวียน ค่าใช้จ่ายของผู้เดินทางมาชมงาน เช่น ค่าที่พัก อาหาร และค่าพาหนะในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียงประมาณ 33.21 ล้านบาท

ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดงาน

  1. เกษตรกรและผู้เข้าชมงานทั่วไปได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่าที่ทรงมีพระเมตตาในการให้ความช่วยเหลือประชาชนบนที่สูง จนสามารถทำให้เปลี่ยนมาปลูกชาทดแทนฝิ่นได้อย่างถาวร ทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนเหล่านั้นดีขึ้น จนเป็นคำกล่าวว่า "จากแดนฝิ่นสู่ถิ่นชา"
  2. เกษตรกรได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกชา การดูแลรักษา รู้คุณค่าของชา และรายได้จากการปลูกชา ทำให้เกิดการตื่นตัวที่จะยกระดับการผลิต คุณภาพชาไทย และช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสประกอบอาชีพเกี่ยวกับชาได้อย่างมั่นคง
  3. ทำให้ผู้บริโภครู้จักชาไทย รู้จักการดื่มชาเพื่อสุขภาพ ทำให้มีผู้นิยมดื่มชามากขึ้น ช่วยให้มีความต้องการชาไทยเพิ่มมากขึ้น
  4. ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของชาไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งภายในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก
  5. เป็นการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่รู้จักทั้งชาวไทยและต่างประเทศ จะเห็นได้จากการที่มีผู้มาเที่ยวชมงานจำนวนมาก
  6. ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในจังหวัดเชียงรายเป็นจำนวนมาก และทำให้ผู้ผลิตชาและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มีความพอใจต่อรายได้จากการขายสินค้าในงาน
  7. ผู้ผลิตชาและนักธุรกิจค้าชามีความพึงพอใจที่ได้มีโอกาสประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ชาคุณภาพดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและจำหน่ายต่อไป

28. เรื่อง รายงานมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในสัตว์ป่า

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานมาตรการเพิ่มเติมในการป้องกันและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในสัตว์ป่าว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจในการแก้ปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกในสัตว์ป่า เพื่อให้การติดตาม เฝ้าระวัง และการแก้ไขปัญหาโรคระบาดดังกล่าวสามารถดำเนินอย่างรวดเร็ว และทันกับเหตุการณ์ และสามารถแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ที่ทำการศูนย์ฯ ตั้งอยู่ชั้นที่ 19 ตึกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยจะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงเดือนเมษายน 2547

กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคในหลายพื้นที่ได้ดำเนินการร่วมกับคณะสาธารณสุขศาสตร์และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในการเก็บตัวอย่างน้ำในแหล่งน้ำบริเวณพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนกมาตรวจสอบ (จังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม นนทบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท พิษณุโลก และอุตรดิตถ์) ผลการตรวจสอบไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไข้หวัดนก

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวัง ติดตาม และควบคุมการระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) ในสัตว์ป่า (Wildlife) และสัตว์ชนิดที่มิใช่ปศุสัตว์ (Non-livestock) ทั้งในและนอกพื้นที่ธรรมชาติ รวมทั้งในพื้นที่ครอบครองของเอกชน และเพื่อเฝ้าระวังโรคอื่น ๆ ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคระบาด (epidemic) หรือโรคระบาดใหญ่ (pandemic) อันเนื่องมาจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ ซึ่งอาจเป็นพาหะนำโรค ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ความเจ็บป่วยของปศุสัตว์ สัตว์เลี้ยง ประชาชน (โรคสัตว์สู่คน) และสัตว์ป่า โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำ "โครงการเฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ" เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเน้นการพิสูจน์ทราบการแพร่กระจายของเชื้อโรคไข้หวัดนกในสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่น และสัตว์อพยพ เพื่อจะได้แจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการวางแผน การตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ บนพื้นฐานวิชาการที่ถูกต้องและแม่นยำในระยะยาว


29. เรื่อง ผลการดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินการตามนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์ผู้มีอิทธิพล

  1. มีผู้มีอิทธิพลตามบัญชีของกระทรวงมหาดไทย ที่กระทำความผิด จำนวน 1,345 คน และแนวโน้มจะทำความผิดจำนวน 1,798 คน รวมทั้งสิ้น 3,143 คน
  2. มีผู้มีอิทธิพลตามบัญชีของคณะอนุกรรมการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ครั้งที่ 1,2,3 (บัญชีของกระทรวงกลาโหม) จำนวน 46 จังหวัด มีแกนนำ 228 คน เครือข่าย 672 คน รวม 900 คน แยกเป็น
    • 2.1 ผู้มีอิทธิพลที่เป็นแกนนำและเครือข่ายระดับภาคและระดับชาติ ซึ่งเกินขีดความสามารถในการดำเนินการของจังหวัด โดยเป็นหน้าที่ของส่วนกลางจะเป็นผู้ดำเนินการ ประกอบด้วยแกนนำ 30 คน เครือข่าย 28 คน รวม 58 คน
    • 2.2 ผู้มีอิทธิพลที่เป็นแกนนำและเครือข่าย ซึ่งอยู่ในขีดความสามารถในการดำเนินการของจังหวัด โดยกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้จังหวัดต่าง ๆ ปรับบัญชีรายชื่อของกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปตามแนวทางเดียวกับบัญชีรายชื่อของกระทรวงมหาดไทย ด้วยการจำแนกเป็นผู้กระทำความผิด และผู้มีแนวโน้มจะกระทำความผิด ประกอบด้วยแกนนำ 198 คน เครือข่าย 644 คน รวม 842 คน ซึ่งปรากฏผลการตรวจสอบพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพล ดังนี้
      • 1) เป็นผู้มีอิทธิพลที่กระทำความผิด จำนวน 38 คน
      • 2) เป็นผู้มีอิทธิพลที่มีแนวโน้มจะกระทำความผิด จำนวน 200 คน
      • 3) เป็นผู้ที่จังหวัดตรวจสอบแล้วไม่พบพฤติการณ์ ไม่อยู่ในพื้นที่ของจังหวัด เสียชีวิต ไม่พบในฐานข้อมูลทำให้ไม่สามารถหาตัวบุคคลได้และมีชื่อซ้ำกัน รวม 552 คน
      • 4) อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อมูลอีก จำนวน 52 คน

หมายเหตุ นอกจากบัญชีผู้มีอิทธิพลของกระทรวงกลาโหม ครั้งที่ 1,2,3, ดังกล่าวแล้วยังมีบัญชีผู้มีอิทธิพลของกระทรวงกลาโหมครั้งที่ 4 ที่มีแกนนำ 104 คน เครือข่าย 398 คน รวม 502 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ส่งให้จังหวัดและอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ผลการดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่กระทำความผิด

  1. ผลการดำเนินการตามบัญชีของกระทรวงมหาดไทย เป็นบุคคลทั่วไป จำนวน 1,276 คน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 69คน รวมทั้งสิ้น 1,345 คน ที่มีพฤติการณ์เป็นผู้กระทำความผิดเป็นผู้มีอิทธิพลและได้มีการจับกุมดำเนินคดีอาญา 1,087 คน ดำเนินการทางวินัย 2 คน และจำหน่ายคดีเนื่องจากพ้นวิสัยในการดำเนินการ 51 คน จำนวน 1,140 คน คิดเป็นความก้าวหน้าร้อยละ 84.76
    • อนึ่ง คณะอนุกรรมการดำเนินการตรวจสอบกำกับดูแลการปราบปรามผู้มีอิทธิพลได้มีมติคณะอนุกรรมการฯ ครั้งที่ 4/2546 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2546 ให้จังหวัดและกองบัญชาการตำรวจนครบาลส่งข้อมูลบุคคลที่เป็นผู้มีอิทธิพลตามบัญชีรายชื่อเป้าหมายที่ได้ออกหมายจับตามฐานความผิด แล้วยังไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติประมวลผลและดำเนินการเชิงนโยบาย ให้มีการระดมกำลังกวาดล้างอย่างเฉียบขาดทั่วประเทศ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รวบรวมและส่งข้อมูลบุคคลดังกล่าวเบื้องต้น จำนวน 32 จังหวัด 98 คน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการแล้ว
  2. ผลการดำเนินการตามบัญชีของกระทรวงกลาโหม
    • ผู้มีอิทธิพลที่เป็นผู้กระทำความผิดและอยู่ในขีดความสามารถของจังหวัดตามข้อ 2.2(1) จำนวน 38 คน เป็นบุคคลทั่วไป จำนวน 30 คน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 8 คน ได้มีการดำเนินการจับกุมดำเนินคดีอาญา 27 คนดำเนินการทางวินัย - คน และจำหน่ายคดีเนื่องจากพ้นวิสัยการดำเนินการ 2 คน รวมความก้าวหน้า 29 คน คิดเป็นร้อยละ 76.32

ผลการดำเนินการกับผู้มีอิทธิพลที่มีแนวโน้มจะกระทำความผิด

  1. ผลการดำเนินการตามบัญชีของกระทรวงมหาดไทย
    • เป็นบุคคลทั่วไป 1,638 คน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ 160 คน รวมทั้งสิ้น 1,798 คน ได้เลิกพฤติการณ์ 1,196 คน พ้นวิสัยในการดำเนินการ 20 คน รวมความก้าวหน้า 1,216 คน คิดเป็นร้อยละ 67.63
  2. ผลการดำเนินการตามบัญชีของกระทรวงกลาโหม
    • ผู้มีแนวโน้มจะกระทำความผิดตามข้อ 2.2(2) รวม 200 คน เป็นบุคคลทั่วไป 102 คน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ 98 คน ได้เลิกพฤติการณ์ 25 คน พ้นวิสัยในการดำเนินการ 5 คน รวมความก้าวหน้า 30 คน คิดเป็นร้อยละ 15.00

30. เรื่อง แนวทางความช่วยเหลือและชดเชยแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ซึ่งประสบภาวะโรคระบาด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือลูกสัตว์ปีกอีก 4 รายการและขยายระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ ดังนี้

  1. ให้เพิ่มลูกสัตว์ปีกและเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือและชดเชย ดังนี้
    • 1) ไก่เนื้อ ช่วยเหลือเป็นเงินสดมูลค่าเท่ากับราคาไก่เนื้ออายุ 22 วัน พร้อมค่าชดเชยตัวละ 20 บาท หากเป็นลูกไก่เนื้อ อายุ 1-21 วัน ให้จ่ายเฉพาะค่าชดเชยตัวละ 20 บาท
    • 2) ไก่พื้นเมืองหรือไก่ลูกผสม ช่วยเหลือเป็นเงินสดมูลค่าเท่ากับราคาไก่อายุ 2 เดือน พร้อมค่าชดเชยตัวละ 40 บาท หากเป็นลูกไก่พื้นเมืองหรือไก่ลูกผสม อายุ 1-45 วัน หรือยังไม่หย่าจากแม่ไก่ ให้จ่ายเฉพาะ ค่าชดเชยตัวละ 40 บาท
    • 3) เป็ดเนื้อ ช่วยเหลือเป็นเงินสดมูลค่าเท่ากับราคาเป็ดเนื้ออายุ 45 วัน พร้อมค่าชดเชยตัวละ 20 บาท หากเป็นลูกเป็ดเนื้ออายุ 1-21 วัน ให้จ่ายเฉพาะค่าชดเชยตัวละ 20 บาท
    • 4) นกระทา ช่วยเหลือเป็นเงินสดมูลค่าเท่ากับราคานกกระทาอายุ 45 วัน พร้อมค่าชดเชยตัวละ 5บาท หากเป็นลูกนกกระทาอายุ 1-21 วัน ให้จ่ายเฉพาะค่าชดเชยตัวละ 5 บาท
  2. กำหนดระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ
    • จากเดิมที่กำหนดระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือและชดเชยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ซึ่งประสบภาวะโรคระบาดไว้ตั้งแต่เดือน ธันวาคม 2546 ให้ขยายเวลาการให้ความช่วยเหลือ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2546
  3. เมื่อจังหวัดใดได้สรุปข้อมูลความเสียหาย และมูลค่าความช่วยเหลือของเกษตรกรถูกต้องแล้ว ให้เร่งขอเงินงวดและเบิกจ่ายเงินค่าชดเชยให้เกษตรกรโดยเร็ว หาก กรณีที่เป็นข้อขัดแย้ง ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งกรรมการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

31. เรื่อง ภาวะตลาดการค้าไก่ และไข่

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยสรุปภาวะตลาดการค้าไก่และไข่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ว่า กระทรวงมหาดไทยได้ให้ทุกจังหวัดสำรวจภาวะตลาดการค้าไก่และไข่ ในตลาดสด ตลอดจนร้านอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์ไก่ มีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากเดิมในภาพรวม คิดเป็นร้อยละ 36 ดังนี้

1. ภาคกลาง (25 จังหวัด) คิดเป็นร้อยละ 38
2. ภาคเหนือ (17 จังหวัด) คิดเป็นร้อยละ 42
3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19 จังหวัด) คิดเป็นร้อยละ 33
4. ภาคใต้ (14 จังหวัด) คิดเป็นร้อยละ 31


32. เรื่อง รายงานผลการจัดกิจกรรมวันรณรงค์สร้างความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลการจัดกิจกรรมวันรณรงค์สร้างความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่ ปลอดภัย 100% ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2547 ตามที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก กระทรวงมหาดไทย (ศนป.มท.) เสนอ ดังนี้

  1. การจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างความมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่ จังหวัดได้ประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม กลุ่มผู้นำสตรี ชมรม สโมสร สมาคมต่าง ๆ รวมทั้งผู้ประกอบการเลี้ยงไก่ ค้าไก่ ร้านอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์จากไก่ ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริม ดังนี้
    • 1.1 ออกซุ้มร้านอาหารที่ปรุงจากไก่และไข่ เพื่อแจกให้ประชาชนรับประทานฟรี เช่น ไก่ทอด ไก่ย่าง แกงไก่ เป็ดพะโล้ ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด ข้าวไข่เจียว เป็นต้น รวมจำนวนไก่ 381,665 ตัว เป็ด 27,000 ตัว นกกระทา 12,500 ตัว เนื้อไก่ 126,590 กิโลกรัม นกกระทา 1,000 กิโลกรัม ไข่ 2,931,800 ฟอง ไข่นกกระทา 124,000 ฟอง
    • 1.2 จัดกิจกรรมบนเวที ประกอบด้วย
      • มหกรรมดนตรี คอนเสิร์ต และการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นต่าง ๆ
      • การแข่งขันกินไก่ ไข่ และการแข่งขันการปรุงอาหารจากไก่และไข่
      • ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมปรุงอาหารที่ทำจากไก่และไข่ แจกจ่ายผู้ร่วมงาน
    • 1.3 การจัดนิทรรศการ ให้ความรู้การป้องกันโรคไข้หวัดนกและการกินอาหารปลอดภัยแก่ประชาขน
    • 1.4 การเดินรณรงค์ เชิญชวนให้ประชาชนมั่นใจในการบริโภคไก่และไข่
    • 1.5 การจำหน่ายสินค้าราคาถูก จัดให้มีการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์จากไก่และไข่ ลูกชิ้น ไส้กรอก ในราคาถูกให้แก่ประชาชน
    • 1.6 การแข่งขันกีฬาต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
    • 1.7 การเชิญสื่อมวลชน ทุกแขนงร่วมรณรงค์ในงานดังกล่าว เพื่อขยายผลในการประชาสัมพันธ์สร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคไก่และไข่
  2. มีผู้เข้าร่วมงานชาวไทย จำนวน 713,410 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 19,224 คน

33. เรื่อง การกำหนดวันเวลาเปิด - ปิดสถานบริการ เพื่อเป็นกรอบแนวทางการออกกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องการกำหนด วันเวลาเปิด - ปิดสถานบริการ เพื่อเป็นกรอบแนวทางการออกกฎกระทรวง ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยที่ประชุมมีมติเห็นว่า กำหนดวันเวลาเปิด - ปิดสถานบริการในเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) ให้คงตามหลักการของกฎกระทรวงเดิม สำหรับสถานบริการที่ตั้งอยู่นอกเขตพื้นที่เพื่อการอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ (Zoning) เป็นไปตามหลักการที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ คือ ปิดทำการไม่เกินเวลา 24.00 นาฬิกา และถ้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 1 มกราคม จะเปิดทำการต่อไปจนถึงเวลา 06.00 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นก็ได้


34. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การปรับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การปรับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาค) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากร้อยละ 30 ให้คงเหลือร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ ให้แก่ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงพลังงานให้ค้าน้ำมันเฉพาะเพื่อการนำเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ในเขตปลอดอากรหรือระหว่างเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากรเฉพาะรายได้จากการประกอบุรกรรมการซื้อและขายปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมีที่เป็นของเหลว เพื่อการนำเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ในเขตปลอดอากร หรือระหว่างเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร โดยผู้ได้รับใบอนุญาตฯ ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีจะต้องมีคุณสมบัติและเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

  1. เป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย และมีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป
  2. ต้องมีรายได้จากการประกอบธุรกรรมการซื้อและขายปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมีที่เป็นของเหลวเพื่อการนำเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ในเขตปลอดอากรหรือระหว่างเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร รวมถึงการซื้อและขายปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมีที่เป็นของเหลวตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสองพันล้านบาทต่อปี
  3. ต้องมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าห้าล้านบาทต่อปีตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
  4. ได้จดแจ้งการเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงพลังงานต่อกรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
  5. ให้มีผลใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป

ซึ่งการปรับลดอัตราภาษีดังกล่าวจะไม่ทำให้รายได้การจัดเก็บภาษีลดลงแต่อย่างใด เนื่องจากปัจจุบันยังไม่เคยมีการประกอบธุรกรรมในลักษณะนี้มาก่อน แต่จะมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศและแก้ไขปัญหาด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญ คือ ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้แก่ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงพลังงานให้ค้าน้ำมันเฉพาะเพื่อการนำเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรในเขตปลอดอากร หรือระหว่างเขตปลอดอากร ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ทั้งนี้ เฉพาะรายได้จากการประกอบธุรกรรมการซื้อและขายปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่เป็นของเหลวเฉพาะเพื่อการนำเข้าและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรในเขตปลอดอากร หรือระหว่างเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร รวมถึงการซื้อและขายปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่เป็นของเหลวตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าบางกรณี โดยให้ใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป


35. เรื่อง รายงานสรุปจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง (มาตรการ 1 และมาตรการ 2)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงาน ก.พ. รายงานสรุปจำนวนผู้เข้าร่วมมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง (มาตรการ 1 และมาตรการ 2) ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2546 เห็นชอบมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ มาตรการสนับสนุนผู้ประสงค์จะเริ่มอาชีพใหม่นอกระบบราชการหรือมาตรการชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 50 ปี มาตรการสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการปรับระบบราชการ และมาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.พ. จึงได้รายงานจำนวนผู้สมัครเข้าร่วมมาตรการ 1 และมาตรการ 2 ซึ่งได้เปิดรับสมัครมาตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2547 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 โดยจากการรวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 มีผู้สมัครเข้าร่วมมาตรการ 1 และ มาตรการ 2 แล้ว รวมจำนวน 41,409 ราย ตามรายละเอียด ดังนี้

ลำดับที่ ส่วนราชการ โควตาร้อยละ 10 จำนวนสมัครจริง

1.

2.

3.

4.

5.

6.

7.

8.

9.

10.

11.

12.

13.

14.

15.

16.

17.

18.

19.

20.

21.

22.

23.

สำนักนายกรัฐมนตรี

กระทรวงการคลัง

กระทรวงการต่างประเทศ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงคมนาคม

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

กระทรวงพลังงาน

กระทรวงพาณิชย์

กระทรวงมหาดไทย

กระทรวงยุติธรรม

กระทรวงแรงงาน

กระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงศึกษาธิการ

กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนราชการอิสระ

มหาวิทยาลัย/สถาบัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กระทรวงกลาโหม

รวม

184

698

30

85

169

1,457

422

(293) ยังไม่ครบ

64

33

132

1,398

346

121

281

23

18,997

2,505

117

52

1,626

2,800

7,082

38,915

274

867

37

78

318

2,252

385

(459) ยังไม่ครบ

98

41

201

1,713

313

159

137

36

27,260

(88) ยังไม่ครบ

132

52

1,011

3,200

2,298

41,409



36. เรื่อง การแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ สรุปผลความก้าวหน้าการดำเนินการรับจดทะเบียนแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ ครั้งที่ 11 ประจำวันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 ดังนี้

1. ผลการจดทะเบียน มีผู้จดทะเบียนรวมทั้งประเทศทั้งสิ้น 6,357,306 ราย คิดเป็นร้อยละ 14.98 ของประชาชนในหมู่บ้าน/ชุมชนที่กำหนดให้ไปจดทะเบียนแล้ว จำนวนปัญหาทั้งสิ้น 8,994,989 ปัญหา แยกเป็น 2 พื้นที่ดำเนินการ ดังนี้

2. ผลการบันทึกข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ นับถึงวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 มีผู้จดทะเบียนที่ได้รับการบันทึกข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์แล้วจำนวน 4,841,302 ราย จำนวนปัญหาทั้งสิ้น 6,916,145 ปัญหา โดยกระทรวงมหาดไทยได้กำหนดให้อำเภอ/กิ่งอำเภอ/เขต ทั่วประเทศทำการบันทึกข้อมูลให้แล้วเสร็จภายในวันอาทิตย์ที่ 29 กุมภาพันธ์ 2547

3. การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ฐานข้อมูลจากการบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ณ วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2547 ดังต่อไปนี้

4. การประมวลผลภาพรวมของการจดทะเบียนรายหลังคาเรือน(บ้านเลขที่เดียวกัน)

ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ มีผู้ไปจดทะเบียนทั้งสิ้น 4,321,205 หลังคาเรือน แต่มีจำนวนผู้มาจดทะเบียนทั้งสิ้น 4,840,602 ราย เพราะเกิดจากการที่มีผู้จดทะเบียนซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันไปขอจดทะเบียนในปัญหาที่อาจแตกต่างกัน หรือปัญหาเดียวกัน

เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ผู้มาจดทะเบียนมากที่สุด 3 ปัญหาในแต่ละประเภทปัญหา พบว่า

5. การสั่งการเพิ่มเติม


37. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง พ.ศ.2547 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่างในวันที่ 20 มีนาคม 2547 และคาดว่าจะรับสมัครระหว่างวันที่ 16 - 20 กุมภาพันธ์ 2547


38. เรื่อง รายงานผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณประจำเดือนมกราคม 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2547 ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงสิ้นเดือนมกราคม 2547 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้

  1. การเบิกจ่ายเงินในภาพรวม ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจมีการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว 351,921 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.23 ของวงเงินงบประมาณ(1,028,000 ล้านบาท) สูงกว่าผลการเบิกจ่ายในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อน ร้อยละ 5.72 (34.23 - 28.51) ทั้งนี้หากไม่รวมงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ(16,500 ล้านบาท)ซึ่งมีการเบิกจ่ายเงินจากคลังแล้ว 982 ล้านบาท จะทำให้มีการเบิกจ่ายเงินจำนวน 350,939 ล้านบาท หรือร้อยละ 34.69 ของวงเงินงบประมาณ (1,011,500 ล้านบาท)
  2. การเบิกจ่ายเงินงบประมาณ จำแนกตามลักษณะเศรษฐกิจ ผลการเบิกจ่ายเงินจำแนกตามลักษณะเศรษฐกิจ(ประจำ/ลงทุน) ปรากฏว่า มีการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 327,516 ล้านบาท หรือร้อยละ 39.37 ของงบประมาณรายจ่ายประจำ(831,986 ล้านบาท) และรายจ่ายลงทุน 24,405 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.45 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุน(196,014 ล้านบาท)
  3. การเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนของหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรรายจ่ายลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 17 แห่ง ผลการเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนของหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรรายจ่ายลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 17 แห่ง มีจำนวน 12,908 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.48 ของงบประมาณรายจ่ายลงทุนในกลุ่มนี้ (136,171 ล้านบาท)

39. เรื่อง แต่งตั้ง

1. การเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอ การเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 2 ราย ดังนี้ 1) นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ 2) นายเชิดชอ เชื้อสมบูรณ์ เป็นกรรมการ

2. ข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นางประภาศรี จงสุขสันติกุล นักวิชาการสาธารณสุข 9 ชช. ด้านวิจัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง นักวิชาการสาธารณสุข 10 ชช ด้านวิจัย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2546 เป็นต้นไป
  2. นางวิไลวรรณ กุลกลการ นายแพทย์ 9 วช. ด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำปาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ให้ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. ด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม กลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลลำปาง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

สำหรับการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการดังกล่าว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ ให้ นายพรศักดิ์ เปี่ยมคล้า ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง

4. ข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 10 จำนวน 3 ราย ดังนี้

  1. นายปกรณ์ สัตยวณิช ผู้ช่วยเลขาธิการ กปร. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการ โดยแต่งตั้งได้ไม่ก่อนวันที่ 24 ตุลาคม 2546
  2. คุณกานตี พรหมศิริ ผู้ช่วยเลขาธิการ กปร. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการ โดยแต่งตั้งได้ไม่ก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546
  3. นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กปร. ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านการประสานงานโครงการ โดยแต่งตั้งได้ไม่ก่อนวันที่ 24 ตุลาคม 2546

5. ข้าราชการการเมือง

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ให้แต่งตั้ง นายชาติชาย พานิชชีวะ ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (รองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นไป

6. ข้าราชการพลเรือนสามัญ กระทรวงแรงงาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 7 ราย ดังนี้

  1. ให้ นายจาตุรนต์ อรรถวิภาคไพศาลย์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. ให้ นายฐาปบุตร ชมเสวี พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  3. ให้ นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงานและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
  4. ให้ นายสมชาติ เลขาลาวัณย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
  5. ให้ นายนคร ศิลปอาชา พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน กรมการจัดหางาน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  6. ให้ นายจุฑาธวัช อินทรสุขศรี พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน กรมการจัดหางาน
  7. ให้ นายไพศาล พฤฒิพร พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นต้นไป

7. กรรมการแทนกรรมการที่ลาออกในคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ให้แต่งตั้ง นายจักราวุธ ศัลยพงษ์ เป็นกรรมการอื่นแทนในตำแหน่งที่ว่าง


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี