สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
23 ธันวาคม 2546

วันนี้ (วันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2546) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)
  2. เรื่อง การตรวจสอบสถานปฏิบัติการทางรังสีด้านการแพทย์
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนในโรงภาพยนตร์ และทางป้ายโฆษณา พ.ศ. ....
  4. เรื่อง ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีกรณีโครงการพัฒนาด่านช่องเม็ก
  5. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน
  6. เรื่อง โครงการการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ
  7. เรื่อง การดำเนินงานและการรายงานผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549)
  8. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ผลการจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง
  10. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นเพื่อการบริหาร
  11. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. ....
  12. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  13. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....
  14. เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคสืบเนื่องจากการพัฒนาระบบราชการ
  15. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ
  16. เรื่อง การปรับปรุงแก้ไขและทบทวนการให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในหมู่บ้าน - ตำบลในการสั่งซื้อหรือสั่งจ้างทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไว้ใช้ในราชการ
  17. เรื่อง อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อจัดหาเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และเครื่องตรวจจับความเร็วเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้แก่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัด และสถานีตำรวจนครบาลในเขตกรุงเทพมหานคร
  18. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การห้ามส่งออกอาวุธและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธทุกประเภทไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พ.ศ. .... (มาตรการคว่ำบาตรทางอาวุธต่อกองกำลังติดอาวุธในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก)
  19. เรื่อง การชำระคืนหนี้เงินกู้ค่าออกแบบ ค่าก่อสร้าง และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
  20. เรื่อง ผลการปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด
  21. เรื่อง การทบทวนการปรับปรุงโครงสร้างพิกัดอัตราศุลกากร
  22. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
  23. เรื่อง การแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ
  24. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ....) กำหนดวันหยุดราชการ วันขึ้นปีใหม่ของปี 2547 และของปีต่อๆ ไป
  25. เรื่อง เว๊บไซต์ของส่วนราชการ
  26. เรื่อง การให้บริการตรวจสภาพและซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2547
  27. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณพ.ศ. 2547 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (16,500 ล้านบาท)
  28. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบควบคุมและแจ้งเตือนการป้องกันทางอากาศ (RTADS)
  29. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน
    2. รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
    3. กรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล
    4. ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
    5. รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
    6. ประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
    7. ประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน

กรุณาตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการกับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
โทร. 02-2809000 ต่อ 332


1. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2536 ให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินงานตามโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข.คจ.) ระยะที่ 1 ปี 2536 - 2540 โดยกำหนดเป้าหมายในหมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอันดับ 1 จำนวน 11,608 หมู่บ้าน ซึ่งดำเนินการได้ครบตามเป้าหมาย และเป้าหมายดำเนินการในระยะที่ 2 ปี 2541 - 2544 จำนวน 28,038 หมู่บ้าน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2540 โดยถึงสิ้นปี 2544 ได้รับงบประมาณให้ดำเนินการได้ 17,626 หมู่บ้าน รวม 2 ระยะ ดำเนินการได้ทั้งสิ้น 29,234 หมู่บ้าน จำนวนเงินทุนหมู่บ้านละ 280,000 บาท รวมทั้งสิ้น 8,185.44 ล้านบาท ซึ่งได้รายงานผลการดำเนินงานงวดที่ 2/2546 ตามหนังสือที่อ้างถึง นั้น

ผลการดำเนินงานโครงการ กข.คจ. ระยะที่ 1 ปี 2536 - 2540 มีดังนี้

  1. สามารถดำเนินการได้จำนวน 11,608 หมู่บ้าน งบประมาณเงินทุนสำหรับหมู่บ้านเพื่อให้ครัวเรือนยากจนยืมไปประกอบอาชีพ 3,250.24 ล้านบาท ครัวเรือนยากจนเป้าหมาย 950,546 ครัวเรือน มีครัวเรือนยืมเงินทุนไปแล้ว 795,092 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 83.65 จำนวนเงินทุนที่ยืมสะสมทั้งสิ้น จำนวน 9,335.86 ล้านบาท ประเภทอาชีพที่ครัวเรือนยืมไปลงทุน ได้แก่ อาชีพด้านการเกษตร 663,104 ครัวเรือน ค้าขาย 73,473 ครัวเรือน อุตสาหกรรมในครัวเรือน 23,590 ครัวเรือน ด้านช่าง 20,545 ครัวเรือน และอาชีพอื่น ๆ 14,380 ครัวเรือน
  2. ครัวเรือนที่มีรายได้ผ่านเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนด (15,000 บาท/คน/ปี) จำนวนทั้งสิ้น 418,091 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 52.58 ของจำนวนครัวเรือนที่ยืมเงินแล้ว ซึ่งยังไม่มากนั้น มีข้อเท็จจริงเนื่องจาก
    • 1) จำนวนครัวเรือนเป้าหมายในหมู่บ้านมีมาก และส่วนหนึ่งยังไม่ได้รับเงินยืม ซึ่งมีสัดส่วนสัมพันธ์ กับจำนวนครัวเรือนที่ได้รับเงินยืม และระยะเวลาดำเนินงานโครงการปี 2536 - 2540 จากมาก - น้อย
    • 2) ครัวเรือนที่ยืมเงินไปประกอบอาชีพเป็นครัวเรือนยากจนที่มีรายได้ตามข้อมูล จปฐ. ต่ำมาก ตั้งแต่ต่ำกว่า 15,000 บาท/คน/ปี ลงไป จึงต้องใช้ระยะเวลาในการประกอบอาชีพมากกว่า 1 ปี จึงจะสามารถยกระดับรายได้ให้พ้นเกณฑ์ความยากจนได้
  3. สัดส่วนการยืมเงินของครัวเรือนเป้าหมายในหมู่บ้าน พบว่าส่วนใหญ่ จำนวน 4,362 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 37.58 ของหมู่บ้านเป้าหมาย ได้ยืมเงินครบแล้วทุกครัวเรือน รองลงมา จำนวน 4,096 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 35.29 ได้ยืมแล้วร้อยละ 76 - 99 ของครัวเรือนเป้าหมาย และจำนวน 2,516 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 21.67 ได้ยืมเงินแล้วร้อยละ 51 - 75 ของครัวเรือนเป้าหมายในหมู่บ้าน และมีเพียงจำนวน 634 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 5.46 ที่ได้รับเงินยืมต่ำกว่าร้อยละ 50 ของครัวเรือน โดยมีสาเหตุและข้อเท็จจริงเนื่องมาจาก
    • 1) ในแต่ละหมู่บ้านมีจำนวนครัวเรือนยากจนที่มีสิทธิ์ยืมเงินจำนวนมาก ซึ่งกรรมการฯ ต้องจัดลำดับการให้ยืมก่อน - หลัง จึงมีส่วนหนึ่งยังไม่ได้ยืม
    • 2) จำนวนเงินทุน 280,000 บาทต่อหมู่บ้าน ไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับประเภทอาชีพที่กำหนดให้ยืมเงินได้ คือ เกษตรกรรม ช่าง อุตสาหกรรมในครัวเรือน ค้าขาย และอื่นๆ ซึ่งไม่จำกัดวงเงินยืม และสามารถใช้คืนได้ในระยะเวลาถึง 5 ปี ตามระเบียบฯ
  4. การใช้คืนเงินยืมของครัวเรือนที่ยืมเงินแล้ว พบว่าครัวเรือนยากจนได้ยืมเงินกองทุน กข.คจ. ตั้งแต่ 1 - 3 ครั้ง แล้วมีรายได้เกิน 15,000 บาท/คน/ปี ได้ใช้คืนเงินยืมครบถ้วนแล้ว และไม่ประสงค์จะขอยืมอีกมีจำนวน 277,262 ครัวเรือน (ร้อยละ 34.87) นอกจากนั้น จำนวน 517,830 ครัวเรือน (ร้อยละ 65.13) เป็นกลุ่มครัวเรือนที่ได้ยืมเงินแล้ว และต้องการขอยืมเงินกองทุนอีกเพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้พ้นเกณฑ์ความยากจน
  5. การมีรายได้ตามเกณฑ์ของหมู่บ้าน พบว่าขณะนี้มีหมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ 15,000 บาท/คน/ปี ครบทุกครัวเรือน จำนวน 1,379 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 11.88 มีหมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดระหว่างร้อยละ 70 - 99 ของครัวเรือนเป้าหมาย จำนวน 3,952 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 34.05 และมีหมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของครัวเรือน จำนวน 6,277 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 54.07 ของหมู่บ้านเป้าหมาย

โครงการ กข.คจ. ระยะที่ 2 ปี 2541 - 2544

  1. ระหว่างปี 2541 - 2544 สามารถสนับสนุนได้จำนวน 17,626 หมู่บ้าน งบประมาณเงินทุนสำหรับหมู่บ้านเพื่อให้ครัวเรือนยากจนยืมไปประกอบอาชีพ 4,935.20 ล้านบาท ครัวเรือนยากจนเป้าหมาย 1,492,565 ครัวเรือน มีครัวเรือนยืมเงินทุนไปแล้ว 984,518 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 65.96 จำนวนเงินทุนที่ยืมสะสมทั้งสิ้น จำนวน 5,938.73 ล้านบาท ประเภทอาชีพที่ครัวเรือนยืมไปลงทุน ได้แก่ อาชีพด้านการเกษตร 777,539 ครัวเรือน ค้าขาย 114,762 ครัวเรือน อุตสาหกรรมในครัวเรือน 39,728 ครัวเรือน ด้านช่าง 32,890 ครัวเรือน และอาชีพอื่น ๆ 19,599 ครัวเรือน
  2. ครัวเรือนที่มีรายได้ผ่านเกณฑ์เป้าหมายที่กำหนด (15,000 บาท/คน/ปี) จำนวนทั้งสิ้น 394,289 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 40.05 ของจำนวนครัวเรือนที่ยืมเงินแล้ว ซึ่งมีจำนวนไม่มาก ด้านเหตุผลเช่นเดียวกับโครงการระยะที่ 1 ในข้อ 2.
  3. สัดส่วนการยืมเงินของครัวเรือนในหมู่บ้าน พบว่าส่วนใหญ่จำนวน 5,090 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 28.88 ยืมได้ต่ำกว่าร้อยละ 51 - 75 ของครัวเรือนเป้าหมายในหมู่บ้าน รองลงมา จำนวน 4,852 หมู่บ้าน ร้อยละ 27.53 ได้ยืมเงินต่ำกว่าร้อยละ 50 ของครัวเรือนเป้าหมาย และจำนวน 4,747 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 26.93 ได้ยืมเงินแล้ว ร้อยละ 76 - 99 ของครัวเรือนเป้าหมายในหมู่บ้าน และมีเพียงจำนวน 2,937 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 16.66 ที่ได้รับเงินยืมครบทุกครัวเรือนในหมู่บ้าน โดยมีสาเหตุและข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับโครงการระยะที่ 1 ในข้อ 3.
  4. การใช้คืนเงินยืมของครัวเรือนที่ยืมเงินแล้ว พบว่าครัวเรือนยากจนได้ยืมเงินกองทุน กข.คจ. ตั้งแต่ 1 - 3 ครั้ง แล้วมีรายได้เกิน 15,000 บาท/คน/ปี ได้ใช้คืนเงินยืมครบถ้วนแล้ว และไม่ประสงค์จะขอยืมอีกมีจำนวน 187,874 ครัวเรือน (ร้อยละ 19.08) นอกจากนั้น จำนวน 796,644 ครัวเรือน (ร้อยละ 80.92) เป็นกลุ่มครัวเรือน ที่ได้ยืมเงินแล้ว และต้องการขอยืมเงินกองทุนอีกเพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้พ้นเกณฑ์ความยากจน
  5. การมีรายได้ตามเกณฑ์ของหมู่บ้าน พบว่าขณะนี้หมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ 15,000 บาท/คน/ปี ครบทุกครัวเรือน จำนวน 1,277 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 7.24 มีหมู่บ้านที่มีครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ ที่กำหนดระหว่างร้อยละ 70 - 99 ของครัวเรือนเป้าหมาย จำนวน 3,552 หมู่บ้าน คิดเป็นร้อยละ 20.16 และมีหมู่บ้าน ที่มีครัวเรือนมีรายได้ผ่านเกณฑ์ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของครัวเรือน จำนวน 12,797 หมู่บ้าน หรือคิดเป็นร้อยละ 72.60 ของหมู่บ้านเป้าหมาย

2. เรื่อง การตรวจสอบสถานปฏิบัติการทางรังสีด้านการแพทย์

คณะรัฐมนตรีรับทราบการตรวจสอบสถานปฏิบัติการทางรังสีด้านการแพทย์ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รายงานว่า อนุสนธิจากการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติมีหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยการใช้ประโยชน์จากพลังงานปรมาณูในกิจการแพทย์ เกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันได้มีการใช้อย่างแพร่หลายทั่วประเทศ นั้น

เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของการใช้พลังงานปรมาณูต่อผู้ใช้และผู้เกี่ยวข้อง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายพินิจ จารุสมบัติ) และคณะ ซึ่งประกอบด้วย นายกว้าง รอบคอบ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายจารุอุดม เรืองสุวรรณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานปฏิบัติการทางรังสี ซึ่งมีการใช้เครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 ทางด้านการแพทย์ 2 แห่ง คือ ที่สาขาวิชารังสีรักษา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และที่กลุ่มงานรังสีหน่วยรังสีวิทยา สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ผลปรากฏว่า ระบบการรักษาความปลอดภัยและการพิทักษ์ (Safety and Security) วัสดุกัมมันตรังสีของเครื่องมือที่ใช้งานอยู่ทั้ง 2 แห่งอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม ได้มีการตรวจพบว่าสถานปฏิบัติการที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้มีการนำวัสดุอื่นที่ไม่ได้ใช้งานไปเก็บรักษาในห้องฉายรังสี ซึ่งไม่เหมาะสมเพราะสถานที่ดังกล่าวควรจัดเป็นบริเวณควบคุม (Controlled Area) ในการนี้ จึงได้กำชับให้ผู้รับผิดชอบปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด พร้อมทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติเดินทางไปตรวจสอบสถานปฏิบัติการทางรังสี ที่สาขารังสีรักษา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล พบว่าขณะนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมีไว้ในครอบครองเครื่องฉายรังสีโคบอลต์-60 จำนวน 3 เครื่อง โดยมีการใช้งานในการรักษาผู้ป่วยตามปกติ 2 เครื่อง และอีก 1 เครื่องไม่ได้ใช้งาน และเป็นเครื่องแรก ที่ประดิษฐ์โดยคนไทย ซึ่งได้เก็บไว้ที่ชั้นใต้ดินของอาคารภาควิชาสรีรวิทยา ภาควิชารังสีวิทยาจึงมีความประสงค์ที่จะเก็บไว้ เพื่อแสดงที่พิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งจะดำเนินการประมาณปี พ.ศ. 2549 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าระดับรังสีอยู่ในเกณฑ์ปกติ และไม่พบการรั่วของสารกัมมันตภาพรังสี อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจสอบได้เสนอความเห็นว่า การครอบครองเครื่องดังกล่าวแม้ว่าปัจจุบันจะมีการควบคุมดูแลเป็นอย่างดี แต่ในอนาคตอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ หากขาดการดูแลอย่างสม่ำเสมอของผู้ครอบครองหรือผู้รับผิดชอบ ดังนั้น จึงได้เสนอให้ผู้ครอบครองพิจารณาทบทวนความจำเป็นในการมีไว้ในครอบครองเครื่องดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนวทางการจัดการกับต้นกำเนิดรังสี กล่าวคือ ให้ถอดต้นกำเนิดรังสีที่อยู่ภายในส่วนหัวเครื่องออกนำไปบรรจุในภาชนะอื่นแล้วจัดส่งเป็นกากกัมมันตรังสี หรือให้ถอดส่วนหัวเครื่องออกจากตัวเครื่องฉายรังสี และจัดส่งเป็นกากกัมมันตรังสี แล้วจัดทำส่วนหัวเครื่องจำลองขึ้นมาใหม่แทน ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชรับที่จะพิจารณาดำเนินการต่อไป


3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนในโรงภาพยนตร์ และทางป้ายโฆษณา พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน ในโรงภาพยนตร์ และทางป้ายโฆษณา พ.ศ. .... ตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายโภคิน พลกุล) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วให้ดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบันมีการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนทางสื่อต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย ตลอดจนการโฆษณาในโรงภาพยนตร์ด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อทัศนคติ และค่านิยมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้ข้อความโฆษณาเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นสุรา ไวน์ เบียร์ สาโท หรือเครื่องดื่มอื่นใดซึ่งมีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนักและเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน ในโรงภาพยนตร์ ทางป้ายโฆษณา หรือสื่อโฆษณาอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยข้อความโฆษณาดังกล่าวมีลักษณะดังต่อไปนี้

  1. ข้อความที่เชิญชวนให้บริโภค หรืออวดอ้างสรรพคุณ คุณประโยชน์หรือคุณภาพของเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีนโดยทางตรงหรือทางอ้อม (ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด) ยกเว้น การเสนอภาพลักษณ์ของบริษัทหรือกิจการ (Corporate Image) ซึ่งหมายถึงการโฆษณาในลักษณะส่งเสริมสังคม ศีลธรรมหรือวัฒนธรรมอันดีงาม โดยอาจแสดงชื่อ หรือสัญลักษณ์ หรือภาพของผลิตภัณฑ์ในช่วงท้ายของข้อความโฆษณาได้ แต่ต้องแสดงคำเตือน ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด
  2. ข้อความที่ระบุหรือประกาศว่าผู้ประกอบธุรกิจที่จัดให้มีการแถมพกหรือรางวัลด้วยการเสี่ยงโชค หรือให้มีการให้ของแถม หรือให้สิทธิหรือประโยชน์โดยให้เปล่า เป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ตามมาตรา 22 วรรคสอง (5) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522

4. เรื่อง ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีกรณีโครงการพัฒนาด่านช่องเม็ก

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับการทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 กลุ่มปัญหาที่ดินเกี่ยวกับโครงการพัฒนาด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี กรณีชุมชนตลาดช่องเม็ก โดยเห็นควรมอบหมายให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นหน่วยงานหลักในการพิจารณาเคลื่อนย้ายราษฎรออกจากแปลงที่ดินที่ราชการจะต้องใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาตามโครงการพัฒนาด่านช่องเม็ก

ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ให้ความเห็นสอดคล้องในแนวทางเดียวกันอย่างชัดเจนว่าด่านช่องเม็ก - เมืองปากเซ ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายของรัฐบาลไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในการจัดตั้งเศรษฐกิจชายแดนร่วมกันภายใต้ยุทธศาสตร์การจัดระบบเศรษฐกิจตามแนวชายแดนภายใต้กรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีที่มีผลประโยชน์ร่วมกันจากการสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงทางเศรษฐกิจ 4 ประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านการค้าชายแดน การผลิต การบริการ การให้ความช่วยเหลือและการพัฒนาพื้นที่ นอกจากนี้ ด้านช่องเม็กเป็นหนึ่งในห้าด่านสากลที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้า - ออกได้ แต่ปัจจุบันด่านช่องเม็กเป็นชุมชนแออัดมีปัญหาสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงชายแดน และความไม่สะดวกและไม่ทันสมัยในการให้บริการของส่วนราชการ จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องจัดระเบียบชายแดนด่านช่องเม็กให้เป็นด่านสากล รวมทั้งเป็นการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนเพื่อป้องกันปัญหาความมั่นคงชายแดน ซึ่งจังหวัดอุบลราชธานีได้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์ครอบครองและใช้ประโยชน์ของราษฎรในพื้นที่ได้ชัดเจนเพียงพอ และได้จัดเตรียมพื้นที่สำหรับรองรับการเคลื่อนย้ายราษฎรไว้แล้ว จึงเห็นสมควรดำเนินการตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ


5. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการดำเนินงานโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 เห็นชอบในหลักการโครงการจัดตั้งกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานในลักษณะเงินทุนหมุนเวียน ตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้ผู้ใช้แรงงานกู้ยืมโดยผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจ ทำให้ผู้ใช้แรงงานและครอบครัวมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนถึงปีงบประมาณ 2546 มีงบประมาณในการดำเนินการทั้งสิ้น 240,000,000 บาท นั้น

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2545 - 30 กันยายน 2546) กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานได้ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการ จำนวน 16 แห่ง กู้เงินไปจำนวน 68,340,000 บาท ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกจำนวน 10,207 คน ทั้งนี้ ตั้งแต่กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานเริ่มดำเนินการสามารถให้สหกรณ์ออมทรัพย์จำนวน 56 แห่ง กู้เงินไปทั้งสิ้น 349,670,000 บาท ให้ให้บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนทางการเงินของผู้ใช้แรงงานที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ จำนวน 47,783 คน

การดำเนินการให้สหกรณ์ออมทรัพย์ในสถานประกอบกิจการและรัฐวิสาหกิจกู้เงิน แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้แรงงานมีวินัยทางการเงินหรือมีมากขึ้น เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์ที่กู้ยืมเงินกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน จำนวน 56 แห่งนั้น สามารถชำระคืนเงินกู้ตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา และไม่ปรากฏหนี้ค้างชำระหรือหนี้สูญแต่ประการใด ซึ่งทำให้เกิดผลพลอยได้แก่กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ทำให้มีรายได้จากดอกเบี้ยเงินกู้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 15,494,060.59 บาท นับแต่เริ่มดำเนินการเป็นต้นมา

เนื่องจากสภาวะตลาดเงินในปัจจุบันที่มีสภาพคล่องส่วนเกินเป็นจำนวนมาก ทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินประเภทหนึ่ง มีทุนดำเนินการเป็นจำนวนมากเช่นกัน ด้วยเหตุนี้สหกรณ์ออมทรัพย์บางส่วนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถให้สหกรณ์อื่น ๆ กู้เงินไปเป็นทุนดำเนินการได้ ดังนั้น จึงทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ขอกู้เงินจากกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานมีจำนวนไม่มาก


6. เรื่อง โครงการการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการโครงการการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ โดยให้กระทรวงอุตสาหกรรม สถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สถาบันการศึกษา และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ร่วมกันจัดทำแผนการดำเนินงานทางธุรกิจ (Business Plan) ตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วให้สำนักงบประมาณ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมกันพิจารณาเพื่อการจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนการดำเนินงานทางธุรกิจต่อไป โดยให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับความเห็นและข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 ไปพิจารณาดำเนินการด้วย

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอว่า ได้เตรียมการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นศูนย์กลางการบ่มเพาะเทคโนโลยีแก่อุตสาหกรรมและชุมชน รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรม โดยเลือกพื้นที่ภาคเหนือเป็นโครงการนำร่องเพื่อการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาดำเนินการพัฒนาสร้างศักยภาพการแข่งขันให้แก่กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจและผู้ประกอบอาชีพ ท้องถิ่นในภาคเหนือ ให้มีการใช้ทรัพยากรและศักยภาพของประเทศไทยมาพัฒนาให้เกิดความเจริญเป็นผู้นำ และเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอันประกอบด้วยประเทศจีนตอนใต้ พม่า ลาว และไทย โดยมีขอบเขตและแนวทางการดำเนินงาน สรุปได้ดังนี้

  1. วัตถุประสงค์ของโครงการการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ แบ่งออกได้ 5 ประเภท คือ 1) การศึกษาวิจัยศักยภาพของท้องถิ่น 2) การนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ 3) การพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 4) การสร้างเครือข่ายวิสาหกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5) การพัฒนาบุคลากรท้องถิ่นให้มีศักยภาพแห่งการเรียนรู้
  2. ภารกิจ
    • 1) บริการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีตามความต้องการของวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นการวิจัยเฉพาะทาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
    • 2) ให้บริการโรงงานต้นแบบ ศูนย์บ่มเพาะ (Incubation Center) ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์แสดงนิทรรศการและสาธิต และบริการวิเคราะห์ทดสอบ
    • 3) สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัย และกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ
    • 4) สร้างเครื่องมือ/เครื่องจักร ราคาถูกในประเทศตามความต้องการของกลุ่มอุตสาหกรรม
    • 5) เน้นการให้บริการแก่เกษตรอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชนที่มีศักยภาพ
    • 6) ให้บริการอื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ เช่น การร่วมลงทุน การจัดหาแหล่งเงินทุนการให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ การให้บริการจดสิทธิบัตร เป็นต้น
  3. ผลที่คาดว่าจะได้รับและตัวชี้วัด
    • 1) อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจชุมชนมีกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจากการวิจัยและพัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท/ปี (เริ่มวัดผลเมื่ออุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือดำเนินการแล้ว 2 ปี) และเพิ่มรายได้ให้กลุ่ม OTOP ในภาคเหนือ 300 ล้านบาท/ปี
    • 2) ผู้ประกอบการเดิมและผู้ประกอบการใหม่ได้รับการบ่มเพาะเทคโนโลยีที่เกิดจากงานวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งภายในและภายนอกประเทศมาส่งเสริมให้มีศักยภาพที่สามารถแข่งขันได้จำนวนมากกว่า 500 ราย/ปี
    • 3) เกิดเครือข่ายการบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในระดับชาติและนานาชาติ มากกว่า 80 หน่วยงาน ภายใน 2 ปี หลังจากเริ่มดำเนินการ
    • 4) มีผู้มาใช้บริการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตให้มีผลผลิตสูงขึ้น และผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ดังนี้ การบริการวิเคราะห์ทดสอบสอบเทียบ 100,000 รายการ/ปี การบริการที่ปรึกษามากกว่า 10,000 รายการ/ปี การบริการฝึกอบรมและเผยแพร่ข้อมูล 200,000 รายการ/ปี
    • 5) จำนวนผู้ได้รับการอบรมข้อมูลและข่าวสารด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประมาณ 1 ล้านคน/ปี เป็นศูนย์กลางของ Innovation Technology ในภาคเหนือ โดยให้มีการขยายเพื่อสร้างศักยภาพของภาคเหนือให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มเม่น้ำโขงอันประกอบด้วย ประเทศจีนตอนใต้ พม่า ลาว และไทย ทั้งนี้ ให้สามารถเปิดดำเนินการได้ทันที โดยอาศัยเครือข่ายที่มีอยู่แล้วมาบูรณาการ ไม่ต้องคอยการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างหลัก
  4. แนวทางการดำเนินงาน แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
    • ระยะที่ 1 (2547 - 2549) เป็นระยะเริ่มต้นโครงการ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรที่มีอยู่แล้วตามหน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้รับผิดชอบ
    • ระยะที่ 2 (จากปี 2549 ดำเนินการต่อเนื่อง) เป็นการดำเนินการเต็มรูปแบบ มีอาคารสถานที่ของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ และมีความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์ เป็นศูนย์กลางในการให้บริการเพื่อบ่มเพาะเทคโนโลยีและประสานเครือข่าย

7. เรื่อง การดำเนินงานและการรายงานผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานและการรายงานผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ และมอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับประเด็นและข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรีไปดำเนินการด้วย ดังนี้

  1. ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประมวลผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ของหน่วยงานระดับกระทรวงต่าง ๆ โดยประมวลผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2545 และปีงบประมาณ 2546 เพื่อรายงานและทำความเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพียงครั้งเดียวในเดือนพฤษภาคม 2547 ซึ่งจะเป็นการรายงานผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะครึ่งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีเป้าหมายจะรายงานต่อสาธารณชนในการประชุมประจำปี ในเดือนมิถุนายน 2547 ด้วย
  2. เร่งรัดให้หน่วยงานระดับกระทรวง จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ในรอบ 6 เดือนหลังของปีงบประมาณ 2546 (เมษายน - กันยายน 2546) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2546 และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อประมวลรวบรวมและทำความเห็นเสนอคณะรัฐมนตรีครั้งเดียวในเดือนพฤษภาคม 2547 ต่อไป

ปัจจุบันแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ได้ประกาศใช้มาเป็นระยะเวลาครึ่งแผนฯ แล้ว (ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นมา) ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจึงเห็นความจำเป็นที่จะได้ดำเนินการติดตามประเมินผลการแปลงแผนฯ ไปสู่การปฏิบัติในช่วงครึ่งแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 โดยมีเป้าหมายจะรายงานต่อสาธารณชนในการประชุมประจำปี 2547 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน 2547 โดยจะให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ทั้ง 7 ยุทธศาสตร์ ภายใต้วาระแห่งชาติ 4 เรื่อง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญลำดับสูงในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ภายใต้ทรัพยากรภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด ประกอบด้วย การแก้ไขปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาทุนทางสังคม การพัฒนาที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อประเมินว่าการดำเนินงานที่ตอบสนองการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ภายใต้วาระแห่งชาติ 4 เรื่องดังกล่าว มีความก้าวหน้าและมีผลการดำเนินงานมากน้อยเพียงใด ตลอดจนมีปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของการดำเนินงานตามแผนฯ อย่างไร โดยมีตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลกระทบจากการพัฒนาได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะอาศัยข้อมูลจากการรายงานผลการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ที่กระทรวงต่าง ๆ ได้จัดส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และติดตามประเมินผลครั้งนี้ด้วย


8. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอว่า คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้พิจารณาเห็นสมควรยกเลิกมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะ มาตรฐานเลขที่ มอก. 1040-2534 และกำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 1040-2541 ที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อป้องกันอันตรายอันอาจจะเกิดแก่ประชาชน กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ประกาศโฆษณาตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านและอุทธรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้จนกระทั่งได้มีการวินิจฉัยอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ และโดยที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมท่านใหม่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ส่งร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวคืนกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่าได้พิจารณา แล้วยืนยันให้ดำเนินการร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ต่อไป

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามร้อยหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
  2. ยกเลิกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน สองจังหวะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน พ.ศ. 2534
  3. กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซินสองจังหวะต้องเป็นไปตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 1040-2541

9. เรื่อง ผลการจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง สรุปได้ดังนี้

1. การแต่งตั้งผู้จัดการกองทุน

กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาแต่งตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเป็นผู้จัดการกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2546 โดยในสัญญาจัดการกองทุนได้ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้จัดการ เงื่อนไขในการลงทุน ตลอดจนค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุน

ทั้งนี้ ในการทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุน บริษัทจัดการทั้งสองได้ตกลงแบ่งการจัดการทรัพย์สินของ กองทุนบริษัทละเท่า ๆ กัน โดยแต่ละรายมีสิทธิ์ได้รับค่าธรรมเนียมในการจัดการกองทุนเป็นจำนวนเท่ากัน รายละ 40 ล้านบาทต่อปี รวมกันเป็นจำนวน 80 ล้านบาทต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 0.08 ต่อปีของมูลค่าเงินกองทุนเริ่มแรก ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนรวมตราสารทุนอื่นที่โดยปกติจะคิดในอัตราประมาณร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 2 ต่อปีของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

2. การขออนุมัติหนังสือชี้ชวน

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้ร่วมกันยื่นร่างหนังสือชี้ชวนที่ระบุรายละเอียดของโครงการกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ซึ่งมีหลักการและสาระสำคัญตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้สำนักงานคณะกรรมการ กลต. พิจารณาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2546 และได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. ให้นำออกเผยแพร่ได้เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546

หลังจากได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการ กลต. แล้ว บริษัทจัดการพร้อมด้วยสถาบันการเงินที่เป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้ทำการแจกจ่ายหนังสือชี้ชวนให้แก่ประชาชนที่สนใจทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ซึ่งปรากฏว่าได้มีประชาชนให้ความสนใจขอรับหนังสือชี้ชวนเป็นจำนวนมาก ทำให้หนังสือชี้ชวนที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอแจกจ่ายในบางสาขาของธนาคารพาณิชย์

3. สรุปผลการจำหน่ายหน่วยลงทุน

หน่วยลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ส่วนที่ขายให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 70,000 ล้านบาท บริษัทจัดการกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ 5 แห่ง เป็นผู้จัดจำหน่ายหน่วยลงทุน โดยผู้จัดจำหน่ายหน่วยลงทุนได้แต่งตั้งธนาคารพาณิชย์ไทย 5 แห่ง เป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน)

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ได้เปิดให้ผู้สนใจลงทุนจองซื้อหน่วยลงทุนได้ ระหว่างวันที่ 11 - 24 พฤศจิกายน 2546 โดยให้สิทธิผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา สหกรณ์ มูลนิธิ และองค์กรสาธารณกุศล จองซื้อได้ก่อนผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันการเงินและกองทุน

เพียงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2546 ได้มีผู้จองซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง เต็มจำนวน 70,000 ล้านบาท โดยมีผลการจองซื้อ ดังนี้

ประเภทผู้ถือหน่วยลงทุน จำนวนราย จำนวนเงินรวม
(บาท)
1. บุคคลธรรมดา
1.1 มูลค่าจองซื้อน้อยกว่าหรือเท่ากับ 500,000 บาท/รายการ 31,428 9,138,855,000
1.2 มูลค่าจองซื้อมากกว่า 500,000 บาท/รายการ 1,942 5,922,438,000
2. นิติบุคคล 90 801,050,000
3. มูลนิธิ วัด สหกรณ์ สถาบันการศึกษา 314 3,028,331,000
4. สถาบันการเงิน กองทุนต่าง ๆ 46 51,109,326,000
รวม 33,820 70,000,000,000

4. การซื้อขายกองทรัพย์สินระหว่างกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง กับกระทรวงการคลัง

หลังจากที่ได้มีผู้จองซื้อหน่วยลงทุนครบเต็มจำนวน 70,000 ล้านบาทแล้ว สำนักงานคณะกรรมการ กลต. ก็ได้รับรองการจดทะเบียนกองทรัพย์สินของโครงการเป็นกองทุนรวมตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 และในวันเดียวกันนี้กระทรวงการคลังได้ลงนามในสัญญาขายกองทรัพย์สินของกระทรวงการคลังให้แก่กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง

ราคาซื้อขายกองทรัพย์สินได้ใช้ราคา ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์มีมติอนุมัติรายชื่อหลักทรัพย์ที่เสนอขาย เป็นราคาในการกำหนดราคาซื้อขาย โดยกองทรัพย์สินมีมูลค่าตามราคาตลาดรวมเท่ากับ 85,000 ล้านบาท และกระทรวงการคลังได้ตกลงขายกองทรัพย์สินดังกล่าวให้กับกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ในราคาเท่ากับ 70,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนลดประมาณร้อยละ 17.65 ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีผลตอบแทนในรูปเงินปันผลเพียงพอที่จะจ่ายอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนประเภทนักลงทุนทั่วไป ซึ่ง ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2546 อันเป็นวันที่กองทุนได้ซื้อกองทรัพย์สินจากกระทรวงการคลัง กองทุนมีกำไร จากการลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวนประมาณ 25,000 ล้านบาท และได้ตั้งสำรองเงินปันผลขั้นต่ำตลอดอายุกองทุน 10 ปี เป็นจำนวน 21,000 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากสัญญาซื้อขายกองทรัพย์สินแล้ว กระทรวงการคลังและกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ยังได้ร่วมกันลงนามในสัญญาให้สิทธิในการขายกองทรัพย์สิน (Put Option) และสัญญาให้สิทธิในการซื้อกองทรัพย์สิน (Call Option) ซึ่งเมื่อครบกำหนดอายุโครงการในปีที่ 10 แล้ว หากเงื่อนไขการใช้สิทธิดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น กระทรวงการคลัง จะดำเนินการซื้อกองทรัพย์สินตามราคาใช้สิทธิ ซึ่งใช้ราคาขายกองทรัพย์สินเริ่มแรกเป็นฐานในการคำนวณตามสูตรที่กำหนด ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการคุ้มครองเงินลงทุนและผลตอบแทนขั้นต่ำให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

5. การจองซื้อหน่วยลงทุนของกระทรวงการคลัง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2546 กระทรวงการคลังได้นำเงินที่ได้จากการขายกองทรัพย์สินให้แก่กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง จำนวน 30,000 ล้านบาท เข้าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนดังกล่าว ตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวน ทำให้กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีวงเงินกองทุนครบจำนวน 100,000 ล้านบาท

6. การประกาศมูลค่าสินทรัพย์สุทธิและมูลค่าหน่วยลงทุน

กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ภายใต้การบริหารและจัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมูลค่าสินทรัพย์สุทธิและมูลค่าหน่วยลงทุนครั้งแรกประจำวันที่ 4 ธันวาคม 2546 ซึ่งปรากฏผลว่ากองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเท่ากับ 124,073,163,090.23 บาท คิดเป็นมูลค่าต่อหน่วยลงทุนเท่ากับ 12.4073 บาทต่อหน่วย โดยหากคำนวณตามสิทธิและเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน มูลค่าหน่วยลงทุนของนักลงทุนทั่วไป (ประเภท ก.) จะเท่ากับ 10.6250 บาทต่อหน่วย และมูลค่าต่อหน่วยลงทุนของกระทรวงการคลัง (ประเภท ข.) จะเท่ากับ 16.5659 บาทต่อหน่วย

7. การจ่ายเงินปันผลเฉพาะกาล

คณะกรรมการการลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง 3 คน และผู้แทนจากบริษัทจัดการแห่งละ 1 คน โดยดำริของกระทรวงการคลังได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดที่ 1 ในปลายเดือนมกราคม 2547 ในอัตรา 0.30 บาท (30 สตางค์) ต่อหน่วย

8. บทสรุป

การจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง กล่าวได้ว่า สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของทางราชการในการบริหารจัดการหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถือครองอยู่ให้เกิดประโยชน์ จากอดีตที่ไม่เคยมีการบริหารจัดการมาก่อน และเป็นการหาแหล่งรายได้เพิ่มเติมนอกจากการกู้และการเก็บภาษี แม้ว่าจะมีผู้ลงทุนรายย่อยจองซื้อหน่วยลงทุนน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่คาดว่าในระยะต่อไปเมื่อผู้ลงทุนมีความคุ้นเคยและมีความเข้าใจในกลไกของกองทุนประเภทนี้มากขึ้น ก็จะเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น


10. เรื่อง ผลการดำเนินงานโครงการออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นเพื่อการบริหาร

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานผลการดำเนินงานโครงการออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นเพื่อการบริหาร สรุปสาระสำคัญ ดังนี้

1. ได้ดำเนินงานโครงการสนับสนุนการสร้างเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน โครงการเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพบริหารสถาบันอุดมศึกษา และโครงการฝึกอบรมฟื้นฟูความรู้และทักษะของบัณฑิตและผู้นำชุมชนไว้ด้วยกัน จึงเรียกว่า โครงการย่อยที่ 1-3-5 เพราะมีลักษณะที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ดำเนินงานแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2545 มีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมโครงการ 31 แห่ง โดยแบ่งภาระการรับผิดชอบออกเป็น 9 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือตอนบน ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ภาคกลางฝั่งตะวันออก ภาคกลางฝั่งตะวันตก ภาคใต้ตอนบน และภาคใต้ตอนล่าง เพื่อให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันของสถาบันอุดมศึกษาในแต่ละภาค อันจะส่งผลให้การดำเนินงานมีความเชื่อมโยงและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และในปี 2546 ได้ดำเนินงานโครงการย่อยที่ 3 ต่อ โดยกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาอาชีพหลัก/อาชีพเสริมในชุมชนและดำเนินงานตามแผนแม่บทชุมชนที่ได้ทำไว้ในปี 2545 ซึ่งโครงการดำเนินงานแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2546 และขณะนี้อยู่ในช่วงการส่งรายงานฉบับสมบูรณ์

2. โครงการย่อยที่ 4 มีเป้าหมายที่การสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาในการดำเนินงานศึกษา วิจัย พัฒนา และปรับปรุงกรรมวิธี ขบวนการผลิตและเทคโนโลยีการผลิต ประเภทผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ ระบบ หรือโรงงานต้นแบบที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือการแปรรูปทางเกษตรกรรม สมุนไพร อัญมณี และอื่น ๆ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากทรัพยากรในท้องถิ่น ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน ขบวนการและกรรมวิธีเพื่อการเก็บรักษา บรรจุภัณฑ์ ทุกประเภท เพื่อถ่ายทอดความรู้จากการศึกษาดังกล่าวสู่ชุมชน โดยการถ่ายโอนเทคโนโลยีด้วยรูปแบบ และวิธีการที่เหมาะสมสอดคล้องต่อความต้องการของชุมชนต่อไป

โครงการส่วนใหญ่ได้ดำเนินงานแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2546 โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมโครงการ 21 แห่ง และจากผลการดำเนินงานทำให้เกิดการถ่ายโอนทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี แนวคิดที่เป็นการจัดการเชิงบูรณาการที่นำไปสู่การใช้งานได้จริงในองค์กร/ชุมชน สร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจให้ชุมชน และสร้างตัวอย่างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและองค์กร/ชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการที่บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา ที่มีความเข้าใจในความต้องการขององค์กร/ชุมชนท้องถิ่น และมีส่วนร่วมพัฒนาสร้างความเข้มแข็งและความเป็นเลิศทางวิชาการจากกระบวนการวิจัย ที่สอดคล้องกับความต้องการขององค์กร/ชุมชนท้องถิ่น

3. โครงการย่อยที่ 2 เป็นโครงการที่นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System : GIS) มาพัฒนาในการจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทรัพยากร (Resource Mapping) และวิถีชีวิตชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะความชำนาญของคนในชุมชน (Skill Mapping) ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นที่ยั่งยืน และก่อให้เกิดการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและชุมชนท้องถิ่น มีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 21 แห่ง โดยแบ่งภาระการรับผิดชอบออกเป็น 6 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เพื่อให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันของสถาบันอุดมศึกษาในแต่ละภาค อันจะส่งผลให้การดำเนินงานมีความเชื่อมโยงและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยดำเนินการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ ฐานข้อมูลทางทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน (Resource Mapping) รวมไปถึงพื้นที่คุ้มครองเกษตรกรรม การจัดการป่าไม้ และการประยุกต์เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรในแต่ละพื้นที่ ส่วนที่สองคือ ฐานข้อมูลด้านวิถีชีวิตชุมชนภูมิปัญญาท้องถิ่นและทักษะความชำนาญการ (Skill Mapping)

ผลของการดำเนินงานตามโครงการทำให้ได้ฐานข้อมูลทรัพยากรเชิงพื้นที่ของประเทศไทย (Resource Mapping) ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นและสามารถนำไปใช้ในการวางแผนการแก้ปัญหาด้านกายภาพ ชีวภาพ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตรและอื่น ๆ และได้ฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน (Skill Mapping) ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่มีความสำคัญเชิงเศรษฐกิจในชุมชนในเชิงพื้นที่ ซึ่งจะเป็นแม่แบบในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเศรษฐกิจชุมชนของประเทศให้ดียิ่งขึ้น อันจะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชนต่อไปในอนาคต รวมทั้งการฝึกอบรมให้บุคลากร ภาครัฐ เอกชน และประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสได้เข้าใจและใช้ประโยชน์ฐานข้อมูล อีกทั้งยังช่วยให้ระบบสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปีงบประมาณ 2547 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานโครงการย่อยที่ 2 จำนวน 60 ล้านบาท โดยมีแนวทางในการดำเนินงาน ดังนี้

  1. การบริหารโครงการ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการ และแต่งตั้งคณะทำงานบริหารโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาฐานข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจึงเสนอให้มีการจัดตั้งให้เป็นศูนย์ข้อมูลภูมิสารสนเทศในสถาบันคลังสมองของชาติ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาดูแล รับผิดชอบต่อไป
  2. วัตถุประสงค์
    • 1) เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน (Resource Mapping) และวิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะความชำนาญของคนในชุมชน (Skill Mapping) ให้ทันสมัย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาฐานข้อมูล
    • 2) เพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการ (CEO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำฐานข้อมูลไปใช้ในการบริหารงานและพัฒนาประเทศ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพที่จะมีส่วนสำคัญให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    • 3) เผยแพร่ระบบฐานข้อมูล และจัดฝึกอบรมการใช้ฐานข้อมูลให้แก่ผู้ใช้ประโยชน์
  3. แผนการดำเนินงาน
    • 1) การวิเคราะห์/ประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลกลางร่วมกัน โดยมหาวิทยาลัย/สถาบันที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์/ประยุกต์ใช้ฐานข้อมูล ร่วมกันนำเสนอโครงการให้คณะทำงานบริหารโครงการออกแบบและพัฒนาระบบฐานข้อมูลการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นเพื่อการบริหารพิจารณาโดยแบ่งเป็นการวิเคราะห์/ประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1) ด้านทรัพยากรธรรมชาติ 2) ด้านวัตถุดิบ 3) วิถีชีวิตชุมชน และ 4) ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น วงเงินงบประมาณ รวม 44 ล้านบาท
    • 2) การปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยและเป็นปัจจุบัน โดยมหาวิทยาลัย/สถาบันร่วมกันนำเสนอโครงการปรับปรุงฐานข้อมูลรวม ให้คณะทำงานบริหารโครงการออกแบบฯ พิจารณา วงเงินงบประมาณ 10 ล้านบาท
    • 3) การจัดทำกรอบนโยบาย โดยเชิญผู้บริหารระดับสูง อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (CEO) ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันกำหนดกรอบนโยบายและแผนพัฒนาฐานข้อมูลกลางเพื่อการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยงานและประเทศ ทั้งในด้านระบบฐานข้อมูลทรัพยากร (Resource Mapping) และข้อมูลวิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทักษะ ความชำนาญในชุมชน (Skill Mapping)
    • 4) การจัดการประชุมทางวิชาการ เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานโครงการ โดยนำเสนอผลการดำเนินงานตามโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในด้านการดำเนินงาน ความก้าวหน้า ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน
    • 5) การติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการ โดยผู้แทนจากคณะทำงานบริหารโครงการออกแบบฯ ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ และผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

11. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงยุติธรรม ไปร่วมพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยทรัสต์เพื่อธุรกรรมในตลาดทุน ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องความหมายของทรัสต์ หลักเรื่องกรรมสิทธิ์โดยกฎหมายและกรรมสิทธิ์โดยรวม การจัดตั้งทรัสต์ คุณสมบัติของผู้จัดตั้งทรัสต์ ทรัสตี และผู้รับประโยชน์ ทรัสต์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บทบาทของผู้จัดตั้งทรัสต์ บทบาท สิทธิ และอำนาจของผู้รับประโยชน์ อำนาจหน้าที่ของทรัสตี การผิดหน้าที่ในการจัดการทรัสต์ การสิ้นสุดความเป็นทรัสตี ผลของการสิ้นสุดความเป็นทรัสตี ความต่อเนื่องในการจัดการทรัสต์ การกำกับดูแลทรัสตี การแก้ข้อติดขัดตามกฎหมายอื่นเมื่อมีการนำทรัสต์มาใช้ในประเทศไทย


12. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วน แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ดังนี้

  1. แก้ไขคำว่า "การรับประกันภัย" เป็น "การรับประกันวินาศภัย" ในคำจำกัดความของ "สินเชื่อ" และแก้ไขคำว่า "บริษัทประกันภัย" เป็น "บริษัทประกันวินาศภัย" ในคำจำกัดความของ "สถาบันการเงิน" เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย
  2. แก้ไขวิธีการส่งข้อมูลและการแจ้งข้อมูลของลูกค้าที่สมาชิกส่งให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิต จากเดิมที่ให้แจ้งเป็นหนังสือให้ลูกค้าทราบเกี่ยวกับข้อมูลที่ส่งไปภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ส่งข้อมูล เปลี่ยนเป็น ให้แจ้งให้ลูกค้าทราบ เกี่ยวกับข้อมูลที่ส่งไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตกำหนด เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปฏิบัติงาน
  3. แก้ไขวิธีการขอรับคำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลในการเปิดเผยหรือให้ข้อมูลแก่สมาชิก หรือผู้ใช้บริการจากเดิมที่กำหนดให้ต้องได้รับคำยินยอมเป็นหนังสือจากเจ้าของข้อมูลก่อน เปลี่ยนเป็น ต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตกำหนด เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งแก้ไขคำว่า "การรับประกันภัย" เป็น "การรับประกันวินาศภัย"
  4. แก้ไขคำว่า "อธิบดีกรมทะเบียนการค้า" เป็น "อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า" เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
  5. แก้ไขอัตราโทษกรณีสมาชิกไม่ส่งข้อมูลของลูกค้าของตนแก่บริษัทข้อมูลเครดิตตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตกำหนด โดยตัดโทษจำคุกออก และกำหนดโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง เนื่องจากฐานความผิดเป็นเพียงเรื่องการไม่ส่งข้อมูลหรือไม่แจ้งให้ลูกค้าทราบ ซึ่งการกำหนดโทษสูงเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ
  6. ปรับปรุงอัตราโทษ กรณีบริษัทข้อมูลเครดิตใดหรือผู้ประมวลผลข้อมูลผู้ใดเปิดเผยหรือให้ข้อมูลแก่สมาชิกของตนหรือผู้ใช้บริการ เพื่อประโยชน์อย่างอื่นหรือเปิดเผยหรือให้ข้อมูลแก่ผู้อื่น นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด โดยปรับอัตราโทษให้ลดลง จากเดิมโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เปลี่ยนเป็นโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  7. แก้ไขเพิ่มเติมให้กรณีตามข้อ 5 และ 6 เป็นความผิดที่เปรียบเทียบได้

13. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเห็นของกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบตามประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเป็นเรื่องด่วน แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

สำหรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายฯ) สรุปได้ดังนี้

  1. การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จัดตั้งขึ้นโดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2515 มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ การที่ กทพ. ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติจะไปร่วมลงทุนหรือดำเนินกิจการกับองค์การต่างประเทศ ก็มักจะมีปัญหาว่า กทพ. ดำเนินกิจการโดยอาศัยอำนาจของคณะปฏิวัติทำให้มีปัญหาในด้านการสร้างความเข้าใจ สมควรตราพระราชบัญญัติในเรื่องนี้เพื่อประกาศใช้บังคับโดยเร็ว
  2. สมควรปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ กทพ. ให้ชัดเจนไม่ให้ทับซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่า กทพ. ควรมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับทางถนน ไม่ควรมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับรถขนส่งมวลชน และ รฟม. ควรมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับรถขนส่งมวลชน ตลอดจนความปลอดภัยของระบบขนส่งมวลชน
  3. ปัจจุบันกระทรวงคมนาคมมีนโยบายที่จะให้โอนทางหลวงพิเศษที่มีการจัดเก็บค่าผ่านทางที่กรมทางหลวงรับผิดชอบให้ กทพ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจดูแลรับผิดชอบจัดเก็บรายได้เพื่อไปใช้ในการลงทุนได้ แต่เนื่องจากปัจจุบันการจัดเก็บรายได้จากทางหลวงพิเศษเป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามพระราชบัญญัติกำหนดค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงและสะพาน พ.ศ. 2497 ซึ่งกำหนดให้นำไปใช้ในการบูรณะทางเท่านั้นไม่อาจนำไปใช้ในกรณีอื่นได้ จึงอาจมีปัญหาว่าจะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวได้หรือไม่เพียงใด
  4. โดยที่ทางหลวงพิเศษเป็นทางสาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งได้มาจากการเวนคืน ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อาจมีปัญหาได้ว่า การโอนทางหลวงพิเศษให้ กทพ. จะโอนได้หรือไม่ หากโอนได้จะโอนด้วยวิธีใด จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ประกอบกับการก่อสร้างทางหลวงพิเศษดำเนินการโดยการกู้เงินมาลงทุนซึ่งเป็นภาระหนี้สินของรัฐ การโอนทางหลวงพิเศษให้ กทพ. สมควรโอนภาระหนี้สินให้ กทพ. ด้วยหรือไม่

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ให้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
  2. ปรับปรุงนิยาม "ทางพิเศษ" ให้มีความหมายกว้างขึ้น โดยให้หมายความรวมถึงทางหรือถนนซึ่งได้รับโอนหรือรับมอบ และกำหนดบทบัญญัตินิยามคำว่า "กิจการขนส่งมวลชนพิเศษ" "ระบบรถขนส่งมวลชนพิเศษ" และ "ทางรถขนส่งมวลชนพิเศษ"
  3. เพิ่มเติมวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของ กทพ. ให้กว้างขวางชัดเจนยิ่งขึ้น โดยให้ครอบคลุมถึงการดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษหรือกิจการขนส่งมวลชนพิเศษ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษที่เป็นประโยชน์แก่ กทพ. การให้สัมปทานแก่เอกชนในการสร้างทางพิเศษ การจัดตั้งบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด เพื่อประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับกิจการของ กทพ. และสามารถเข้าร่วมกิจการกับบุคคลอื่น หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การออกพันธบัตรหรือตราสารอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินงานและกิจการของ กทพ.
  4. กำหนดให้ทรัพย์สินของ กทพ. ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
  5. ให้มีคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยให้มีคุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
  6. ให้คณะกรรมการแต่งตั้งและกำหนดอัตราเงินเดือนของผู้ว่าการ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ผู้ว่าการต้องมีคุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
  7. ให้ กทพ. มีอำนาจใช้สอยอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมิใช่โรงเรือนเป็นการชั่วคราว โดยกำหนดค่าตอบแทนให้ตามสมควร และการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างเพื่อขยายทางพิเศษ
  8. ให้ กทพ. จัดทำงบประมาณประจำปี โดยแยกเป็นงบลงทุนและงบทำการ งบลงทุนให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ส่วนงบทำการให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ โดยให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี สำหรับรายได้ของ กทพ. ให้ตกเป็นของ กทพ. เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายอื่น เหลือเท่าใดให้นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ ในกรณีมีรายได้ไม่เพียงพอ ให้รัฐพึงจ่ายเงินให้เท่าจำนวนที่จำเป็นต่อการดำเนินงาน
  9. ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ กทพ. เพื่อการนี้จะสั่งให้ กทพ. ชี้แจง ข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น ทำรายงานหรือยับยั้งการกระทำที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี ตลอดจนมีอำนาจที่จะสั่งให้ปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรี และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของ กทพ. ได้ ให้ทำรายงานเสนอคณะรัฐมนตรีปีละครั้ง และในการดำเนินกิจการบางประเภทต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน
  10. ผู้กระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ต้องระวางโทษจำคุกและปรับ แล้วแต่กรณี
  11. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับกิจการเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ กฎหมาย ข้อบังคับ ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

14. เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคสืบเนื่องจากการพัฒนาระบบราชการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการในส่วนภูมิภาคภายหลังการปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม ในกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามมติ ก.พ.ร. ที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. รับไปพิจารณาร่วมกันเพื่อดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยคำนึงถึงการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระบบการบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการ ทั้งนี้ อาจพิจารณาให้สถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เช่น สถาบันราชภัฏ หรือวิทยาลัยเกษตรกรรมเข้าร่วมพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตามจะต้องไม่เพิ่มอัตรากำลังและค่าใช้จ่ายบุคคลภาครัฐ

สำหรับกรณีของกระทรวงการคลังได้ทดลองและเริ่มปฏิบัติมาระยะหนึ่งแล้ว หากปรับเปลี่ยนให้กลับไปสู่ระบบเดิมอาจเกิดปัญหาได้ และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแนวทางที่จะมี CFO (Chief Financial Officer) เป็นศูนย์กลางบริหารงานการเงินของจังหวัด รวมทั้งรัฐบาลมีดำริที่จะจารณาทบทวนโครงสร้างของกระทรวงการคลังเพื่อพัฒนาไปสู่ระบบใหม่ จึงให้ดำเนินการ ดังนี้

  1. ให้สำนักงาน ก.พ.ร. ประเมินผลการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกระทรวงการคลังเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี และในระหว่างนี้ยังมิให้ส่วนราชการอื่นดำเนินการตามแนวทางของกระทรวงการคลังจนกว่าจะทราบผลการประเมินอย่างชัดเจน
  2. เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในการติดต่อขอรับบริการจากส่วนราชการดังกล่าว ในระหว่างนี้ให้กระทรวงการคลังฝากงานให้หน่วยงานอื่นของรัฐในพื้นที่รับไปปฏิบัติตามความเหมาะสม
  3. ให้กระทรวงการคลังใช้ระบบเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาขอรับบริการ รวมทั้งจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่เพื่อบริการประชาชนด้วย
  4. ให้กระทรวงการคลังมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในการบังคับบัญชาข้าราชการ ตลอดจนการอนุมัติ อนุญาต ในเรื่องต่าง ๆ ของส่วนราชการส่วนกลางภายในจังหวัดให้ชัดเจนตามแนวทางที่ ก.พ.ร. เสนอ โดยให้ผู้ช่วยรัฐมนตรี (นายสุจริต นันทมนตรี) เป็นประธานคณะทำงานพิจารณาเกี่ยวกับรายละเอียดและแนวทางการมอบอำนาจตามที่ ก.พ.ร. เสนอ ร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. อีกครั้งหนึ่ง เพื่อนำผลการพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีโดยด่วนต่อไป

15. เรื่อง การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ

คณะรัฐมนตรีให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541, 29 ธันวาคม 2541 และ 3 ตุลาคม 2543 เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 28 เมษายน 2541 เรื่อง มาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ โดยให้ส่วนราชการถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

กระทรวงการคลังได้พิจารณาเห็นควรปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ และมาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ จำนวน 4 มติ กล่าวคือ

  1. มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ ควรปรับปรุงมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อความคล่องตัวในการจัดโครงสร้างและการบริหารราชการ เช่น ให้ส่วนราชการปรับปรุงหรือขยายส่วนราชการได้โดยไม่เพิ่มอัตรากำลังและค่าใช้จ่ายด้านบุคคล และเห็นควรให้ขยายเวลาการใช้บังคับมาตรการดังกล่าว จากเดิมถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 ต่อไปอีกจนถึงสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2548 เนื่องจากปัจจุบัน ถึงแม้ประเทศไทยจะอยู่ในภาวะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ฐานะทางการคลังของประเทศยังอยู่ในภาวะที่ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายประจำไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ไม่อาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่จำเป็นในการพัฒนาประเทศ
  2. มาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐ
    • 1) ให้คงมาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐกรณีไม่ให้เพิ่มอัตรากำลังใหม่ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2541 ต่อไปโดยไม่กำหนดเวลาจนกว่ากำลังคนภาครัฐจะมีขนาดที่เหมาะสม เอื้อต่อการบริหารงานของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับฐานะทางการคลังของประเทศ
    • 2) ให้คงอัตราการจัดสรรจำนวนคนให้ส่วนราชการที่มีความจำเป็นที่ร้อยละ 20 เช่นเดิม โดยมีข้อสังเกตว่า คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดสรรตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุในแต่ละปีให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบ โดยให้ความสำคัญกับส่วนราชการที่มีภารกิจสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลและความต้องการในภาพรวมของประเทศ

16. เรื่อง การปรับปรุงแก้ไขและทบทวนการให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มอาชีพต่าง ๆ ในหมู่บ้าน - ตำบล ในการสั่งซื้อ หรือสั่งจ้างทำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไว้ใช้ในราชการ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบกับมติของคณะกรรมการพิจารณาสิทธิพิเศษของหน่วยงานและรัฐวิสาหกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ รวม 3 ข้อ ดังนี้

1. กรณีการจัดให้มีหน่วยงานเพื่อส่งเสริมการประสานงานและเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อกับกลุ่มอาชีพต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้ขาย

2. กรณีการเร่งประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนการสั่งซื้อและสั่งจ้าง

3. กรณีการควบคุม ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของกลุ่มอาชีพ


17. เรื่อง อนุมัติวงเงินงบประมาณเพื่อจัดหาเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ และเครื่องตรวจจับความเร็ว เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้แก่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัด และสถานีตำรวจนครบาลในเขตกรุงเทพมหานคร

คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณปี 2547 งบกลางฯ จำนวน 118,600,000 บาท สำหรับจัดหาเครื่องมือตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ จำนวน 836 เครื่อง และเครื่องตรวจจับความเร็ว จำนวน 350 ชุด ตามที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอ โดยให้ดำเนินการประกวดราคาใหม่ โดยนำวิธีการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อให้ได้เครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ (พร้อมระบบพิมพ์ผลข้อมูล) และเครื่องตรวจจับความเร็ว (Speed gun) ในราคาที่ถูกลง และนำวงเงินที่เหลือไปซื้อจำนวนเพิ่มขึ้น

ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 เห็นชอบและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์และมาตรการต่าง ๆ ตามที่ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาในภารกิจเร่งด่วน รวมถึงการจัดหาเครื่องมือตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ แก่หน่วยงานในพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 3,199 เครื่อง และให้มีการจัดหาเครื่องตรวจจับความเร็ว แก่หน่วยงานในพื้นที่ 915 ชุด โดยให้เบิกจ่ายจากเงินงบกลางฯ ปี 2547 และให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนงบประมาณอีกทางหนึ่ง

สสส. ได้แจ้งว่า สามารถสนับสนุนเครื่องมือตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ให้แก่จังหวัดนำร่อง 5 จังหวัด (ฉะเชิงเทรา ภูเก็ต สงขลา นครราชสีมา ขอนแก่น) จำนวน 116 เครื่อง และเครื่องตรวจจับความเร็วจำนวน 42 ชุด สำหรับจังหวัดอื่น ๆ ไม่สามารถสนับสนุนได้

ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนพิจารณาแล้วเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และเครื่องตรวจจับความเร็วเพราะการเมาแล้วขับรถและการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นมูลเหตุสำคัญของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ดังนั้น เพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือในการปฏิบัติงาน ดังนี้

  1. ความต้องการเครื่องมือในภาพรวมทั้งประเทศ แยกเป็น เครื่องมือตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ จำนวน 3,036 เครื่องมือ เครื่องตรวจจับความเร็ว จำนวน 1,430 ชุด
  2. ความต้องการเครื่องมือในช่วงภารกิจเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มีดังนี้
    • 1) จัดหาเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ (พร้อมระบบพิมพ์ผลข้อมูล) รวมทั้งสิ้น 836 เครื่อง ๆ ละ 100,000 บาท เป็นเงิน 83,600,000 บาท ให้แก่ศูนย์อำนวยการฯ ระดับจังหวัด 70 จังหวัด ๆ ละ 10 เครื่อง รวม 700 เครื่อง (ยกเว้น 5 จังหวัดที่ สสส. สนับสนุน) สถานีตำรวจนครบาล 88 สถานี จุดตรวจตำรวจทางด่วน 11 แห่ง และสถานีตำรวจทางหลวง 37 แห่ง รวม 136 แห่ง ๆ ละ 1 เครื่อง รวม 136 เครื่อง
    • 2) จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็ว (Speed gun) รวมทั้งสิ้น 350 ชุด ๆ ละ 100,000 บาท เป็นเงิน 35,000,000 บาท ให้แก่ ศูนย์อำนวยการฯ ระดับจังหวัด 70 จังหวัด ๆ ละ 5 ชุด (ยกเว้น 5 จังหวัด ที่สำนักงาน สสส. สนับสนุนแล้ว)

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 118,600,000 บาท


18. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การห้ามส่งออกอาวุธและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธทุกประเภทไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พ.ศ. .... (มาตรการคว่ำบาตรทางอาวุธต่อกองกำลังติดอาวุธในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การห้ามส่งออกอาวุธและวัสดุอุปกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธทุกประเภทไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พ.ศ. .... (มาตรการคว่ำบาตรทางอาวุธต่อกองกำลังติดอาวุธในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก) ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้มีมติอนุมัติคว่ำบาตรทางอาวุธต่อกองกำลังติดอาวุธในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546 ให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติ โดยมีสาระสำคัญให้สินค้าอาวุธและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธทุกประเภท ที่จะส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เป็นสินค้าต้องห้ามในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ยกเว้นการส่งออกอาวุธและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาวุธไปให้ The United Nations Organization Mission in the Democratic Republic of the Congo (MONUC) และ The Interim Emergency Multinational Force (IEMF) ซึ่งวางกำลังอยู่ในเมือง Bunia รวมทั้งกองทัพบก และกองกำลังตำรวจแห่งชาติของคองโก

การส่งออกยุทโธปกรณ์ทางทหารที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในทางมนุษยธรรมและเพื่อการป้องกัน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือและการฝึกอบรมทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แจ้งให้เลขาธิการสหประชาชาติทราบล่วงหน้าผ่านทางผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติแล้ว


19. เรื่อง การชำระคืนหนี้เงินกู้ค่าออกแบบ ค่าก่อสร้าง และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 ในเรื่อง การชำระคืนหนี้เงินกู้ค่าออกแบบ ค่าก่อสร้าง และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายเฉลิมรัชมงคล ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ จากเดิมที่กำหนดให้ "รัฐบาลรับภาระเฉพาะดอกเบี้ยในระยะ 10 ปีแรกเท่านั้น ส่วนการชำระคืนเงินต้นของเงินกู้ค่าออกแบบ ค่าก่อสร้าง และค่าจ้างที่ปรึกษาโครงการฯ เป็นภาระของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)" เป็น "ให้รัฐบาลรับภาระจ่ายชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยของเงินกู้ดังกล่าวในช่วงระยะเวลา 3 ปีแรก ที่เปิดบริการเดินรถ (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2547 - 2549) ก่อน สำหรับงบประมาณค่าใช้จ่ายในการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยดังกล่าว (ในส่วนที่ รฟม. มีรายได้ไม่เพียงพอจ่ายชำระคืนฯ) ให้ดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ" โดยให้ รฟม. รับข้อสังเกตตามประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 7 (ฝ่ายโครงสร้างพื้นฐาน) ไปพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

  1. แผนพัฒนาเชิงพาณิชย์พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงและสถานีรถไฟฟ้าที่ รฟม. ดำเนินการจัดทำเสร็จเรียบร้อยพร้อมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว นั้น คาดว่าจะทำให้ รฟม. มีรายได้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่น่าจะทำให้มีรายได้ถึงร้อยละ 25 ของวงเงินลงทุนโครงการเนื่องจากการทำธุรกิจมีข้อจำกัดมาก และโดยหลักการ รฟม. มิใช่ผู้ดำเนินการลงทุนเองโดยตรง ประกอบกับการขยายสายทางตามนโยบายของรัฐบาล ตลอดจนระบบขนส่งรถโดยสารเชื่อมต่อและระบบตั๋วร่วมที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่ รฟม. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับวงเงินลงทุน ภาระชำระหนี้ การยกเลิกโครงการเชื่อมต่อ รวมทั้งรูปแบบการเดินทางของประชาชนได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ทำให้การประมาณการและการคิดคำนวณผลตอบแทนการลงทุน และรายได้ของโครงการในระยะยาวอาจมีความคลาดเคลื่อนและส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของ รฟม. ในอนาคตได้อีก และมอบหมายให้ รฟม. พิจารณาดำเนินการ ดังนี้
    1. เร่งดำเนินการนำแผนงานต่าง ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกิจการเดินรถ แผนการพัฒนาเชิงพาณิชย์พื้นที่บริเวณศูนย์ซ่อมบำรุงและสถานีรถไฟฟ้าของ รฟม. แผนการ Refinance เงินกู้ และแผนการขยายสายทางเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็ว
    2. จ้างที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ ตลอดจนศึกษารูปแบบแนวทางการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาทางการเงินที่เหมาะสม โดยให้ รฟม. รับไปพิจารณาร่วมกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลัง และหากมีความจำเป็นเร่งด่วน ก็ให้เสนอขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างที่ปรึกษาดังกล่าวจากเงินงบประมาณงบกลางฯ ไปพร้อมกันด้วย

20. เรื่อง ผลการปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงสาธารณสุขรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ระหว่างวันที่ 12 - 18 ธันวาคม 2546 มีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษาทั้งสิ้น จำนวน 1,607 ราย สถานบำบัดที่ให้การบำบัดมากที่สุดคือ ระดับ PCU/สถานีอนามัย จำนวน 412 ราย (ร้อยละ 25.64) สังกัดกรมสุขภาพจิต 400 ราย (ร้อยละ 24.89) ระดับโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป 395 ราย (ร้อยละ 24.58) สังกัดกรมการแพทย์ 360 ราย (ร้อยละ 22.40) ระดับโรงพยาบาลชุมชน 40 ราย (ร้อยละ 2.49)

แยกวิธีการบำบัดรักษา ดังนี้ การบำบัดรักษาโดยบำบัดในชุมชน 631 ราย (ร้อยละ 39.27) วิธีผู้ป่วยนอก 719 ราย (ร้อยละ 44.74) วิธีผู้ป่วยใน 257 ราย (ร้อยละ 15.99) สถานบำบัดที่ให้การบำบัดโดยวิธีบำบัดในชุมชนสูงสุด คือ PCU/สอ. โดยวิธีผู้ป่วยนอกสูงสุด คือ สถานบริการสังกัดกรมสุขภาพจิต สำหรับวิธีผู้ป่วยในบริการสูงสุด คือ สถานบริการสังกัดกรมการแพทย์

ลักษณะการบำบัดของผู้มารับการบริการ เป็นการมารับการบำบัดโดยสมัครใจเป็นจำนวน 1,357 ราย (ร้อยละ 84.44) โดยการบังคับบำบัดจำนวน 250 ราย (ร้อยละ 15.56) สถานบำบัดที่ให้การบำบัดโดยสมัครใจสูงสุด คือกรมสุขภาพจิต และบังคับให้บริการสูงสุดคือ ระดับโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป


21. เรื่อง การทบทวนการปรับปรุงโครงสร้างพิกัดอัตราศุลกากร

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการทบทวนการปรับปรุงโครงสร้างพิกัดอัตราศุลกากร และเห็นชอบหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและการยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) และร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การเรียกเก็บอากรพิเศษตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ประกอบการผลิตในประเทศด้านมาตรการภาษีและเตรียมความพร้อมด้านนโยบายเปิดการค้าเสรี ซึ่งหากดำเนินการเนิ่นช้าไปจะกระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังรายงานว่า หลังจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 และวันที่ 2 กันยายน 2546 แล้ว ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ประสบปัญหาอุปสรรคในการประกอบการเนื่องจากยังไม่พื้นตัวจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ประกอบกับยังมีปัญหาเรื่องการทุ่มตลาด การปรับลดอัตราอากรขาเข้าลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน และสถานะทางการเงินอย่างมาก และไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ จึงสมควรทบทวนการปรับปรุงโครงสร้างพิกัดอัตราศุลกากรกลุ่มสินค้าที่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการดังกล่าวเพื่อเตรียมความพร้อม กับนโยบายการค้าเสรี และให้ความคุ้มครองด้านมาตรการภาษีแก่ผู้ประกอบการในประเทศซึ่งจะมีผลทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 615 ล้านบาท จึงได้เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลังทั้ง 2 ฉบับมาเพื่อดำเนินการ

ร่างประกาศกระทรวงการคลังทั้ง 2 ฉบับ มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. สินค้ากระจกแผ่น ให้ปรับลดอัตราอากรขาเข้าโดยขยายระยะเวลาจากเดิมที่ให้ปรับลดจากร้อยละ 30 ลงเหลือร้อยละ 5 หรือร้อยละ 10 ทันที เป็นทยอยการปรับลดลงเหลือร้อยละ 17.5 ทันที จำนวน 7 ประเภทย่อย และเหลือร้อยละ 20 ทันที จำนวน 5 ประเภทย่อย และเหลือร้อยละ 5 และร้อยละ 10 ตามลำดับ ในวันที่ 1 มกราคม 2548
  2. สังกะสีแท่งและสังกะสีผสม ให้ปรับลดอัตราอากรขาเข้าเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า โดยขยายระยะเวลาการปรับลดออกไปจนถึงปี 2550 และค่อย ๆ ทยอยปรับลดสังกะสีแท่งและสังกะสีผสมตามประเภท ย่อย 7901.11 7901.12 และ 7901.20 จากร้อยละ 10 ลงเหลือร้อยละ 7.75 ทันที ร้อยละ 5.5 ในวันที่ 1 มกราคม 2548 ร้อยละ 3.25 ในวันที่ 1 มกราคม 2549 และลดลงเหลือร้อยละ 1 ซึ่งเป็นอัตราที่เท่ากับอัตราอากรตามโครงสร้างฯ ที่กระทรวงการคลังกำหนดในวันที่ 1 มกราคม 2550
  3. เหรียญตัวเปล่า ให้ปรับลดอัตราอากรขาเข้าเป็นการทั่วไปจากอัตราร้อยละ 20 ลงเหลือร้อยละ 10 เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตเหรียญกษาปณ์ของกรมธนารักษ์

22. เรื่อง มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

คณะรัฐมนตรีพิจารณามาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎหมายรวม 6 ฉบับ ดังนี้

  1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการจำหน่ายหนี้สูญออกจากบัญชีลูกหนี้
  3. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ฉบับที่ 4)
  4. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด (ฉบับที่ 4)
  5. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย (ฉบับที่ 2)
  6. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย (ฉบับที่ 2)

และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาเป็นเรื่องด่วนแล้วดำเนินการต่อไปได้

กระทรวงการคลังรายงานว่าในสภาวการณ์ปัจจุบัน กระบวนการในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของภาคธุรกิจเอกชน ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จอีกเป็นจำนวนมาก จึงเห็นควรมีการขยายเวลาการยกเว้นและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีออกไปอีก 1 ปี แต่เห็นควรขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้การดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2547

การขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีข้างต้น จะต้องมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จำนวน 1 ฉบับ ออกเป็นกฎกระทรวง จำนวน 1 ฉบับ และประกาศกระทรวงมหาดไทย จำนวน 4 ฉบับ และภายหลังจากกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรจะต้องมีการออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขทางปฏิบัติให้สอดคล้องกันไปด้วย

สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ขยายเวลาการยกเว้นและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพากร กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ออกไปอีก 1 ปี โดยให้สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547
  2. ขยายเวลาการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามประมวลกฎหมายที่ดินและกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดในอัตราร้อยละ 0.01 จากเดิมที่สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ออก ไปอีก 1 ปี โดยให้สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2547

23. เรื่อง การแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบสรุปผลความก้าวหน้าการดำเนินการรับจดทะเบียนแก้ปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการ ครั้งที่ 3 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

1. การดำเนินงานในพื้นที่ 8 จังหวัดนำร่อง (จังหวัดชลบุรี นครปฐม พิษณุโลก เชียงใหม่ อุดรธานี นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี และสงขลา) ระหว่างวันที่ 4 - 22 ธันวาคม 2546 รวม 15 วัน

ผลการรับจดทะเบียนฯ ดังนี้

ปัญหา-อุปสรรคในการดำเนินงาน

2. ผลการดำเนินงานและการเตรียมความพร้อมในพื้นที่ 67 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร

3. การประชาสัมพันธ์ กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์มาอย่างต่อเนื่องในทุกรูปแบบและได้ดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้


24. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ....) กำหนดวันหยุดราชการ วันขึ้นปีใหม่ของปี 2547 และของปีต่อๆ ไป

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ....) กำหนดวันหยุดราชการวันขึ้นปีใหม่ของปี 2547 และของปีต่อ ๆ ไปตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อกำหนดวันหยุดราชการศุลกากรในวันขึ้นปีใหม่ ให้สอดคล้องกับช่วงวันหยุดต่อเนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ใน ปี 2547 เป็นกรณีพิเศษ โดยยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดวันหยุดราชการ ในวันที่ 31 ธันวาคม และ 1 มกราคม ของทุกปี และกำหนดวันหยุดราชการวันขึ้นปีใหม่ ในวันที่ 1 มกราคม และ 31 ธันวาคม ของปี 2547 และของปีต่อๆ ไป และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาโดยด่วนที่สุด และให้กระทรวงการคลังพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมถึงวันที่ 2 มกราคม ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นวันหยุดราชการด้วย


25. เรื่อง เว๊บไซต์ของส่วนราชการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรายงานว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีเว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้บริการโดยผ่านทางกระดานสนทนา (Webbroad) ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ http://www.onab.moe.go.th และ E-mail : Webrad@emisc.moe.go.th


26. เรื่อง การให้บริการตรวจสภาพและซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2547

คณะรัฐมนตรีรับทราบเรื่อง การให้บริการตรวจสภาพและซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2547 ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ ดังนี้

กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รายงานว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2546 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้ดำเนินการให้บริการตรวจเช็คสภาพ/ตรวจซ่อมยานพาหนะในระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2545 - 2 มกราคม 2546 โดยมียานพาหนะ (รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถสามล้อเครื่อง) มารับบริการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,533 คัน และขอรายงานความคืบหน้าการดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2547 โดยได้จัดตั้งหน่วยให้บริการตรวจสุขภาพและซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2547 ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งมีจุดบริการที่สำคัญ ๆ ดังนี้

  1. กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณหน้าวัดธาตุทองและภายในบริเวณศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 29-30 ธันวาคม 2546 ในเวลาราชการ
  2. สมุทรปราการ ณ สำนักงานแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ถนนเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 23-24 ธันวาคม 2546 ระหว่างเวลาราชการ และ ณ บริเวณหน้าสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 สมุทรปราการ ถนนภายในการเคหะแห่งชาติ โครงการ 3 หมู่ 15 ตำบลบางเสาธง กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม 2546 ในเวลาราชการ
  3. ชลบุรี ณ บริเวณหน้าที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไม้แดง เส้นทางบายพาส ชลบุรี - ห้วยกะปิ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546-4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  4. ราชบุรี ณ จุดสกัดป้อมตำรวจ สี่แยกเพชรเกษม ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546-4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  5. นครราชสีมา ณ บริเวณถนนมิตรภาพ กม. 205 อำเภอสีคิ้ว วันที่ 29 ธันวาคม 2546 - 1 มกราคม 2547 ฝั่งขาขึ้น วันที่ 2-4 มกราคม 2547 ฝั่งขาลง ตลอด 24 ชั่วโมง
  6. ขอนแก่น ณ บริเวณถนนมะลิวัลย์ เส้นทางขอนแก่น-ชุมแพ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546 - มกราคม 2547 ในเวลาราชการ
  7. อุดรธานี ณ บริเวณถนนมิตรภาพ หน้าพาณิชยการเทคโนโลยีบ้านจั่น ก่อนเข้าตัวเมืองจังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546 - 4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  8. นครสวรรค์ ณ บริเวณหน้าสถาบันฯ ถนนสายเอเซีย ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน 2546 - 4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  9. พิษณุโลก ณ บริเวณถนนหมายเลข 12 แยกอินโดจีน ถนนพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546 - 4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  10. เชียงใหม่ หน้าอู่วัฒนาออโต้เวิลด์ ถนนซุปเปอร์ขาออก เชียงใหม่-ลำพูน ขาเข้าหน้าวิริยะบริการ ถนนเชียงใหม่-ลำพูน ติดทางแยกสนามบิน ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546 - 4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  11. สุราษฎร์ธานี ณ บริเวณหน้าสหกรณ์สุราษฎร์ธานี ถนนเอเซีย หมายเลข 41 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546 - 4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง
  12. สงขลา ณ บริเวณแยกอำเภอรัตภูมิ ถนนเพชรเกษม ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2546- 4 มกราคม 2547 ตลอด 24 ชั่วโมง

27. เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณพ.ศ. 2547 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (16,500 ล้านบาท)

คณะรัฐมนตรีพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณพ.ศ. 2547 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ (16,500 ล้านบาท) ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ แล้วมีมติอนุมัติงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศรวม 2 รายการ (4 โครงการย่อย) วงเงินรวม 2,373.40 ล้านบาท (สองพันสามร้อยเจ็ดสิบล้านสี่แสนบาทถ้วน) ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาค่าใช้จ่ายเป็น ดังนี้

  1. เงินอุดหนุนเพื่อค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจการร่วมทุนหรือลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทย วงเงิน (2,000.00) ล้านบาท (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)
  2. โครงการเพิ่มทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ วงเงิน 373.40 ล้านบาท (กระทรวงศึกษาธิการ) ประกอบด้วย 3 โครงการย่อยดังนี้
    • 2.1 โครงการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนของครู วงเงิน 351.30 ล้านบาท (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) เนื่องจาก
      • 1) โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการกระตุ้นและส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ของประชาชนอย่างเป็นระบบ และตอบสนองต่อทุกกลุ่มเป้าหมายเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
      • 2) ค่าใช้จ่ายที่ขอรับการสนับสนุน ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนของครู (English Resource and Instruction Center : ERIC) อีก 80 ศูนย์ ในพื้นที่ 30 จังหวัด เพื่อให้ครอบคลุมเขตการศึกษาในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่แล้วจำนวน 88 ศูนย์ และผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์น่าพึงพอใจ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการควรจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ ดังกล่าวเป็นระยะ ๆ
      • 3) สำหรับค่าใช้จ่ายของศูนย์ฯ ดังกล่าวในปีต่อไป สมควรให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเสนอขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี
    • 2.2 โครงการส่งเสริมความรู้ภาษาอังกฤษทางสถานีวิทยุ วงเงิน 6.27 ล้านบาท (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) โดยขอให้กระทรวงศึกษาธิการเน้นการจัดกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นอาทิ บุคลากรด้านการเรียนการสอน นอกจากนี้ ควรขยายจำนวนการผลิตสื่อ (CD) เพื่อการแจกจ่ายในกลุ่มเป้าหมายให้มากยิ่งขึ้น
    • 2.3 โครงการจัดตั้งศูนย์พัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ วงเงิน 15.83 ล้านบาท (สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางที่ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติงานของสถาบัน/องค์การ/หน่วยงาน ในลักษณะเครือข่ายที่ดำเนินการจัดฝึกอบรมความรู้ด้านภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนและสนองตอบต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแท้จริง รวมทั้งเพื่อให้มีฐานข้อมูลหลักสูตรการฝึกอบรมภาษาอังกฤษที่เป็นระบบ ทั้งนี้ สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 ที่ส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทยมีทักษะความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป

ทั้งนี้ หากอนุมัติโครงการและวงเงินครั้งนี้ จำนวน 2 โครงการ วงเงิน 2,373.40 ล้านบาท จะเป็นวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว 15,297.49 ล้านบาท


28. เรื่อง โครงการพัฒนาระบบควบคุมและแจ้งเตือนการป้องกันทางอากาศ (RTADS)

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบโครงการพัฒนาระบบควบคุมและแจ้งเตือนการป้องกันทางอากาศ (RTADS) ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ และสนับสนุนงบประมาณ (งบกลาง) สำหรับดำเนินโครงการ จำนวน 3,400 ล้านบาท ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ.2547-2549 โดยให้กองทัพอากาศจัดซื้อเรดาร์แบบ AN/TPS-78 จำนวน 3 ชุด พร้อมอุปกรณ์อะไหล่ รวมทั้งการฝึกอบรม เป็นเงิน 19,900,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 818,089,000 บาท โดยก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2547-2548 ทั้งนี้ ให้ยกเว้นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินการค้าต่างตอบแทน พ..ศ.2543


29. เรื่อง แต่งตั้ง

1. เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่ราชบัณฑิตยสถานเสนอ ให้แต่งตั้ง นางสาวทรงสรรค์ นิลกำแหง รองเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน โดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2545 เนื่องจากนางสาวทรงสรรค์ นิลกำแหง ได้ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการในตำแหน่งเลขาธิการราชบัณฑิตยสถานมาตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 มีผลใช้บังคับเป็นต้นมา

2. รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ ให้แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (นักบริหาร 10) จำนวน 2 ราย ดังนี้

  1. นางชิดชม สฤษฎิ์ราชโยธิน ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 ตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช.)
  2. นางดวงสมร วรฤทธิ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 ตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักงบประมาณ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 10 ชช.)

3. กรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้ง นายอำนวยศักดิ์ ทูลศิริ เป็นกรรมการในคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แทน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ลาออก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป

4. ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ให้แต่งตั้ง นายสมพงษ์ หิริกุล เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป

5. รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้ง นายบัณฑิต นิจถาวร ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายนโยบายการเงิน ดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แทน นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่ขอลาออก

6. ประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แทนคณะกรรมการฯ ชุดเดิม ดังนี้ พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช เป็นประธานกรรมการ และกรรมการประกอบด้วย นายสมพงษ์ วนาภา นายดำริ สุโขธนัง นางสิริพร ไศละสูต นายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ นายสาคร สุขศรีวงศ์ นายประสาน ตันประเสริฐ และ นายธีรยุทธ ทุมมานนท์

7. ประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ให้แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการธนาคารออมสิน จำนวน 12 คน ดังนี้ นายสมใจนึก เองตระกูล เป็นประธานกรรมการ และกรรมการ ประกอบด้วย นายมานิตย์ สุธาพร นายอภัย จันทนจุลกะ นางสาวอรพินธุ์ ชาติอัปสร นายนริศ ชัยสูตร นายเชิดชัยขันธ์นะภา นางดวงสมร วรฤทธิ์ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา โดยมีกรรมการ (อิสระ) ประกอบด้วย นายวรวิทย์ชัยลิมปมนตรี นายสมชาย กรุสวนสมบัติ นายชัชวาลย์ เจียรวนนท์ นายศุภสิทธิ์ ศิริศักดิ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2546 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี