สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
8 ตุลาคม 2545

วันนี้ (วันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2545) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง โครงการนำร่องเอกอัครราชทูตแบบบูรณาการ (CEO)
  2. เรื่อง รายงานการเงินของแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544
  3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 (กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่มีลักษณะหรือใช้ในกิจการบางประเภทได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคม)
  4. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย
  5. เรื่อง การจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์รายสินค้า
  6. เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  7. เรื่อง การจัดตั้งกองบัญชาการภัยพิบัติแห่งชาติ
  8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ....
  9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ....
  10. เรื่อง ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย
  11. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. ....
  12. เรื่อง ผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การส่งเสริมการแต่งกายในชุดผ้าไทย
  13. เรื่อง รายงานสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ท. ครั้งที่ 1/2545
  14. เรื่อง ต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี (องค์การแบตเตอรี่)
  15. เรื่อง ขยายระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50
  16. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาค
  17. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม พ.ศ. ....
  18. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน
  19. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
  20. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ....
  21. เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....
  22. เรื่อง แผนพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9
  23. เรื่อง มอบหมายผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  24. เรื่อง การดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย
  25. เรื่อง มติคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการเกี่ยวกับศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ และการเลือกพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่
  26. เรื่อง ค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี
  27. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 กระทรวงสาธารณสุข
    2. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 6 คณะ
    3. ข้าราชการการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี
    4. ข้าราชการการเมือง กระทรวงพาณิชย์
    5. ข้าราชการการเมือง กระทรวงยุติธรรม
    6. ข้าราชการการเมือง กระทรวงสาธารณสุข
    7. ข้าราชการการเมือง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    8. ข้าราชการการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ
    9. ข้าราชการตำแหน่งปลัดกระทรวง
    10. ผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย
    11. รับโอนและอนุมัติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
    12. การโอนและแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10
    13. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 กระทรวงการคลัง
    14. ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี
    15. แต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย

1. เรื่อง โครงการนำร่องเอกอัครราชทูตแบบบูรณาการ (CEO)

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ทั่วโลก ผลความคืบหน้าของการดำเนินโครงการนำร่องเอกอัครราชทูตแบบบูรณาการ และเห็นชอบให้แจ้งประเด็นสำคัญของผลการประชุม ให้ทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทราบ และให้ทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจังทั้งต้นสังกัดและสำนักงานผู้แทนในต่างประเทศ และเห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งในเรื่องต่าง ๆ

ผลการประชุมฯ มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

  1. โครงการนำร่องเอกอัครราชทูตแบบบูรณาการ การบริหารราชการในต่างประเทศแบบ CEO เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล และมีเป้าหมายที่จะใช้การบริหารราชการดังกล่าวกับทุกประเทศภายในเดือนตุลาคม 2546 โดยขอให้ทุกส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่ ศึกษาวิจัยเบื้องต้นของ สกว. ให้มีการศึกษาและเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อให้การทำงานในต่างประเทศคล่องตัว เพื่อรองรับการขยายผลของโครงการเอกอัครราชทูต CEO ให้ครอบคลุมทุกแห่งภายในเดือนตุลาคม 2546 รองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี) เสนอให้จัดสรรงบประมาณสำหรับการประชุมเอกอัครราชทูต CEO (contingency fund) และรับทราบความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มบุคลากรสำหรับ สอท. ในโครงการนำร่องบางแห่ง
  2. การทบทวน (revamp) การส่งข้าราชการไปประจำการในต่างประเทศ
  3. การเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินภารกิจด้านต่างประเทศของไทย ให้กระทรวงการต่างประเทศจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมนักการทูตที่เป็นมาตรฐานสากล โดยให้ทุกหน่วยงานของรัฐที่จะส่งบุคลากรไปประจำการในต่างประเทศได้รับการฝึกอบรมจากสถาบันดังกล่าว และให้สถาบันมีขนาดเล็กและประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

2. เรื่อง รายงานการเงินของแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการเงินของแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้นำเสนอ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป

รายงานการเงินของแผ่นดินดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ฐานะการเงินของแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544
    • 1.1 รายรับรวมปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 มีทั้งสิ้น 874,918.41 ล้านบาท เป็นรายได้จากภาษีอากรค่าธรรมเนียมต่าง และรายได้ที่รัฐวิสาหกิจนำส่ง รวมทั้งสิ้น จำนวน 770,121.13 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 88.02 ของรายรับรวม และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 104,797.28 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.98 ของรายรับรวมซึ่งเป็นเงินกู้โดยวิธีจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์
    • 1.2 รายจ่ายรวมทั้งสิ้น 897,706.21 ล้านบาท เป็นรายจ่ายตามงบประมาณ จำนวน 893,683.91 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 99.55 ของรายจ่ายรวม และรายจ่ายตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. 2491 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จำนวน 4,022.30 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.45 ของรายจ่ายรวม
    • 1.3 สินทรัพย์หมุนเวียน จำนวน 230,930.77 ล้านบาท
    • 1.4 หนี้สินจำนวน 1,476,264.08 ล้านบาท ประกอบด้วย
      • 1) หนี้สินระยะสั้น จำนวน 266,936.04 ล้านบาท
      • 2) หนี้สินระยะยาว จำนวน 1,209,328.04 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ในประเทศ จำนวน 799,095.98 ล้านบาท และเงินกู้ต่างประเทศ จำนวน 410,232.06 ล้านบาท
    • 1.5 เงินลงทุน จำนวน 73,933.93 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินลงทุนเพื่อการชำระหนี้ต่างประเทศ จำนวน 1,792.93 ล้านบาท เงินลงทุนตามโครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 จำนวน 59,711.00 ล้านบาท และเงินลงทุนตามโครงการช่วยเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 2 จำนวน 12,430.00 ล้านบาท
    • 1.6 ภาระค้ำประกันการกู้เงินของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 1,073,764.01 ล้านบาท เป็นการกู้จากต่างประเทศ จำนวน 447,457.30 ล้านบาท และกู้ภายในประเทศ จำนวน 626,306.71 ล้านบาท
  2. การเคลื่อนไหวของทุนแผ่นดินในปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 มีรายจ่ายสูงกว่ารายรับจำนวน 23,271.68 ล้านบาท และมีทุนแผ่นดินติดลบสะสมทั้งสิ้น จำนวน 151,096.58 ล้านบาท
  3. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบงบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 รายงานรายรับรายจ่ายของแผ่นดินและงบแสดงการเคลื่อนไหวของทุนแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 แล้วเห็นว่า รายงานการเงินดังกล่าวแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 และรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 เป็นไปตามกฎหมายและโดยถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามหลักการบัญชีที่ใช้ในการจัดทำรายงานการเงิน

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 (กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่มีลักษณะหรือใช้ในกิจการบางประเภทได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคม)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 (กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่มีลักษณะหรือใช้ในกิจการบางประเภทได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาต ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม และตั้งสถานีวิทยุคมนาคม) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมดังต่อไปนี้ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม
    • 1.1 เครื่องรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุนำทาง (Radionavigation Service) เครื่องรับวิทยุคมนาคม ในกิจการวิทยุนำทางผ่านดาวเทียม (Radionavigation - Satellite Service) เครื่องรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุหาตำแหน่ง (Radiolocation Service) หรือเครื่องรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุหาตำแหน่งผ่านดาวเทียม (Radiolocation - Satellite Service)
    • 1.2 เครื่องวิทยุคมนาคมระบบเรดาร์ (Radar Application) ความถี่วิทยุ 5.725 - 5.875 กิกะเฮิตซ์, 10.0 - 10.6 กิกะเฮิตซ์, 24.05 - 24.25 กิกะเฮิตซ์ หรือ 76 - 81 กิกะเฮิตซ์ กำลังแผ่ประสิทธิผลแบบไอโซทรอปิก (Effective Isotropic Radiated Power : EIRP) ไม่เกิน 10 มิลลิวัตต์
    • 1.3 เครื่องวิทยุคมนาคมย่านความถี่ต่ำกว่า 135 กิโลเฮิตซ์ กำลังแผ่ประสิทธิผลแบบไอโซทรอปิก (EIRP) ไมเกิน 150 มิลลิวัตต์
    • 1.4 เครื่องวิทยุคมนาคมความถี่วิทยุ 13.553 - 13.567 เมกกะเฮิตซ์ กำลังแผ่ประสิทธิผลแบบไอโซทรอปิก (EIRP) ไม่เกิน 5 มิลลิวัตต์
    • 1.5 เครื่องวิทยุคมนาคมความถี่วิทยุ 2400 - 2500 เมกกะเฮิตซ์ กำลังแผ่ประสิทธิผลแบบไอโซทรอปิก (EIRP) ไม่เกิน 2.5 มิลลิวัตต์
    • 1.6 เครื่องวิทยุคมนาคมบังคับสิ่งประดิษฐ์จำลอง ความถี่วิทยุ 30 - 50 เมกกะเฮิตซ์ กำลังส่งไม่เกิน 10 มิลลิวัตต์
  2. กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมย่านความถี่วิทยุสำหรับประชาชน (Citizen Band) ย่านความถี่วิทยุ 78 เมกกะเฮิตซ์ หรือย่านความถี่วิทยุ 245 เมกกะเฮิตซ์ กำลังส่งไม่เกิน 500 มิลลิวัตต์ ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตให้ มี ใช้ หรือนำออก ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม
  3. กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่เป็นโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบรวงผึ้ง (Cellular) หรือเครื่องวิทยุติดตามตัว (Radio Paging) ที่มีตราอักษร แบบหรือรุ่นที่ได้ผ่านการทดสอบรับรองตัวอย่างเครื่องวิทยุคมนาคมจากกรมไปรษณีย์โทรเลขได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตให้มี นำเข้า นำออก หรือค้า ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม
  4. กำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมที่เป็นเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบรวงผึ้ง (Cellular) เครื่องวิทยุติดตามตัว (Radio Paging) หรือเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในกิจการให้บริการวิทยุคมนาคมระบบการสื่อสารเคลื่อนที่ส่วนบุคคลรอบโลกผ่านดาวเทียม (Global Mobile Personal Communications by Satellite : GMPCS) ที่เป็นเครื่องลูกข่ายของผู้ให้บริการในประเทศหรือผู้ให้บริการในต่างประเทศได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตให้นำเข้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม
  5. กำหนดให้สถานีรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุนำทาง (Radionavigation Service) สถานีรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุนำทางผ่านดาวเทียม (Radionavigation - Satellite Service) สถานีรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุหาตำแหน่ง (Radiolocation Service) หรือสถานีรับวิทยุคมนาคมในกิจการวิทยุหาตำแหน่งผ่านดาวเทียม (Radiolocation - Satellite Service) ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตั้งสถานีวิทยุคมนาคม

4. เรื่อง ขอความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย ก่อนที่ปลัดกระทรวงคมนาคมจะลงนาม ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2543 อนุมัติในหลักการให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของสำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิก (Asian-Pacific Postal Union Bureau - APPU Bureau) และอนุมัติให้รัฐบาลไทยทำความตกลงกับสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกว่าด้วยการจัดตั้งสำนักงานสหภาพไปรษณีย์แห่งเอเชียและแปซิฟิกในประเทศไทย โดยให้ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามในความตกลง

ทั้งนี้ ร่างความตกลงดังกล่าว จะเป็นประโยชน์กับไทยต่อการสื่อสารระหว่างประเทศในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศด้วย


5. เรื่อง การจัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์รายสินค้า

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์สินค้าผลไม้ จำนวน 6 คณะ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2545 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม จัดตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์รายสินค้า ในการแก้ไขปัญหาผลไม้แต่ละชนิดให้ชัดเจน

คณะทำงานฯ นำร่อง 6 สินค้า ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด สับปะรด เงาะ ลิ้นจี่ และลำไย ดังนี้

  1. ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบสินค้า ทุเรียน และมังคุด
  2. ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าภาพทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบสินค้า เงาะ ลิ้นจี่ และลำไย
  3. ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นเจ้าภาพทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบสินค้า สับปะรด
  4. องค์ประกอบคณะทำงาน ประกอบด้วย หัวหน้าคณะทำงานเป็นข้าราชการระดับสูงจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้แทนจากส่วนราชการดังกล่าวและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 คน เป็นคณะทำงาน

6. เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคณะรัฐมนตรีในการเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เพื่อรัฐมนตรีทุกท่านถือปฏิบัติต่อไป

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 291 มาตรา 292 และมาตรา 295 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินในส่วนของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการการเมืองอื่น ๆ ในเรื่อง วันเข้ารับตำแหน่ง วันพ้นจากตำแหน่ง กรณีเสียชีวิตระหว่างดำรงตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง ทรัพย์สินที่จะต้องแสดงรายการฯ เอกสารที่ต้องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผลของการไม่ยื่นบัญชีหรือยื่นบัญชีเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ


7. เรื่อง การจัดตั้งกองบัญชาการภัยพิบัติแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดตั้งกองบัญชาการภัยพิบัติแห่งชาติ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) เสนอ แล้วมีมติยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ที่เห็นชอบในหลักการให้มีกองบัญชาการภัยพิบัติแห่งชาติ เนื่องจากปัจจุบันได้มีการเตรียมการจัดตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายการปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ และเห็นควรให้สำนักงาน ก.พ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ไปพิจารณาต่อไปด้วย


8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาโดยด่วน โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของสำนักงบประมาณ เรื่องการจัดตั้งกองทุนตามนัยมาตรา 22 แห่งร่างพระราชบัญญัติพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. .... ไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดให้มีคณะกรรมการการยุติธรรมแห่งชาติ ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการเนติบัณฑิตยสภา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน ผู้แทนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้แทนที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นายกสภาทนายความ หัวหน้าส่วนราชการระดับอธิบดีหรือเทียบเท่าในกระทรวงยุติธรรมที่ได้รับเลือกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จำนวนสี่คน ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีจำนวนสามคน เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการสำนักงานกิจการยุติธรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ
  2. กำหนดคุณสมบัติ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
  3. ให้คณะกรรมการมีอำนาจในการกำกับจัดทำแผนแม่บทของการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ และแผนแม่บทของเทคโนโลยีสารสนเทศกระทรวงยุติธรรมเสนอคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ กำกับดูแลและอำนวยการบริหารกองทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาการบริหารงานยุติธรรม
  4. ให้กรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงาน และผู้ช่วยเลขานุการได้รับค่าตอบแทนตามที่คณะรัฐมนตรีพิจารณา
  5. ให้สำนักงานกิจการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม รับผิดชอบงานเลขานุการคณะกรรมการ โดยมีเลขาธิการสำนักงานกิจการยุติธรรม เป็นผู้ควบคุมและบังคับบัญชา
  6. นายกรัฐมนตรีอาจมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือลูกจ้างของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอาจขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐไปช่วยปฏิบัติงานโดยถือว่าเป็นการปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงานตามปกติ โดยจะให้ไปช่วยปฏิบัติงานเต็มเวลา บางเวลา หรือนอกเวลาก็ได้
  7. กำหนดให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานยุติธรรมให้ความร่วมมือในการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรม
  8. เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผ่นแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานยุติธรรมดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนแม่บท
  9. ให้มีกองทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาการบริหารงานยุติธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา วิจัย และพัฒนางานยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเท่าเทียมกัน โดยกำหนดให้กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินจากทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดิน เป็นต้น และรายได้ของกองทุนไม่ต้องส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

9. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ...) พ.ศ.....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ...) พ.ศ..... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ดังนี้

  1. ขยายเวลาผ่อนผันให้แพทย์ที่ต้องชันสูตรพลิกศพ ซึ่งมีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุได้ด้วยตนเอง กรณีตายโดยถูกสัตว์ทำร้ายและตายโดยอุบัติเหตุ อาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ผ่านการอบรมทางนิติเวชศาสตร์ไปร่วมตรวจชันสูตรพลิกศพจากเดิมที่กำหนดไว้ 5 ปี เป็น 8 ปี
  2. กำหนดให้กรณีตายโดยผิดธรรมชาติตามมาตรา 148 (5) ตายโดยยังมิปรากฏเหตุเป็นกรณีที่แพทย์ ซึ่งมีเหตุจำเป็นไม่สามารถไปตรวจชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุได้ด้วยตนเอง อาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ผ่านการอบรมทางนิติเวชศาสตร์ไปร่วมตรวจชันสูตรพลิกศพได้
  3. มอบหมายให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เร่งดำเนินการผลิตบุคลากรทางนิติเวชศาสตร์จัดการวางแผน อัตรากำลัง และตารางเวลาในการผลิตบุคลากรในด้านนี้โดยด่วน และให้รับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 (ฝ่ายการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และกิจการพิเศษ) ไปพิจารณาดำเนินการโดยประสานกับหน่วยงานที่มีแพทย์ในสังกัดทั้งหมดแล้วให้นำเสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่อง เสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่เหมาะสมต่อไป

10. เรื่อง ความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

คณะรัฐมนตรีรับทราบความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนต่างตอบแทนระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วเห็นว่า การจัดทำความตกลงดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนของทั้งสองฝ่ายที่จะไปลงทุนทำธุรกิจในดินแดนของอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งจะเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว การลงนามความตกลงฯ ในช่วงการเยือนสหพันธรัฐรัสเซียของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จะเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของการเยือนที่มีผลอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงได้จัดประชุมเตรียมการเจรจาความตกลงฯ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2545 โดยมีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และธนาคารแห่งประเทศไทย และได้แต่งตั้งคณะผู้แทนไทยเดินทางไปเจรจาความตกลงฯ ณ กรุงมอสโก ตามข้อเสนอของฝ่ายรัสเซีย ซึ่งผลการเจรจาฯ ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ในทุกข้อบทของร่างความตกลงในการเจรจารอบนี้ และหัวหน้าคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายได้ลงนามย่อกำกับร่างความตกลง

ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศสรุปสาระสำคัญของความตกลงฯ ดังนี้

  1. ภาคีคู่สัญญาตกลงที่จะสนับสนุน อำนวยความสะดวกและรับการลงทุน โดยผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งตามกฏหมายและระเบียบข้อบังคับของตนโดยให้การปฏิบัติที่เป็นธรรมและเที่ยงธรรม และให้การคุ้มครองอย่างเต็มที่แก่การลงทุนนั้น
  2. ภาคีคู่สัญญาจะให้การปฏิบัติแก่การลงทุน ผลตอบแทนการลงทุนและแก่ผู้ลงทุนของอีกฝ่ายหนึ่งในเรื่องการจัดการ การบำรุงรักษา การใช้ การได้รับ หรือการจำหน่ายจ่ายโอนการลงทุน ไม่ด้อยไปกว่าที่ให้แก่การลงทุนและผู้ลงทุนของตนเองหรือของประเทศที่สามแล้วแต่ว่าอย่างใดจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทุนมากกว่า
  3. ภาคีคู่สัญญาจะสงวนสิทธิที่จะยกเว้นการประติบัติเยี่ยงคนชาติของตนหรือของประเทศที่สามต่อนักลงทุน การลงทุนและผลตอบแทนการลงทุนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ และเพื่อระเบียบสาธารณะ
  4. การลงทุนโดยผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากความตกลงนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานผู้มีอำนาจของอีกฝ่ายหนึ่ง และจะใช้บังคับกับการลงทุนก่อนหรือหลังการมีผลบังคับใช้ของความตกลงนี้ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของตน อนึ่ง ภาคีคู่สัญญาจะให้การพิจารณาอย่างเห็นใจสำหรับการขอเข้าเมืองและมีถิ่นพำนักอยู่ในดินแดนของคนชาติของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
  5. ไม่มีข้อบทใดของความตกลงฉบับนี้ จะบังคับให้ภาคีคู่สัญญาให้การปฏิบัติติต่อกันที่มากไปกว่าการปฏิบัติที่ให้ตามพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก รวมทั้ง พันธกรณีภายใต้ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ และที่อยู่ภายใต้ความตกลงพหุภาคี อื่น ๆ ที่คู่ภาคีทั้งสองฝ่ายเป็นสมาชิก
  6. ภาคีคู่สัญญาตกลงที่จะไม่ยึดหรือโอนการลงทุนของผู้ลงทุนของอีกฝ่ายหนึ่งเป็นของรัฐหรือดำเนินมาตรการใดที่มีผลเท่าเทียมกัน เว้นแต่จะทำเพื่อประโยชน์สาธารณะตามขั้นตอนทางกฎหมาย และมีการชดใช้ค่าเสียหายที่เท่าเทียม พอเพียงตามมูลค่าของการลงทุนที่เป็นธรรมก่อนวันที่การยึดหรือเวนคืนจะเป็นที่ล่วงรู้ของสาธารณชน โดยค่าชดเชยจะจ่ายในสกุลเงินตราภายในประเทศหากการลงทุนเช่นว่านั้นลงทุนด้วยเงินตราในประเทศ และจะจ่ายในสกุลเงินตราต่างประเทศ หากการลงทุนเช่นว่านั้นลงทุนด้วยเงินตราต่างประเทศ โดยเงินค่าชดเชยในสกุลเงินตราในประเทศจะสามารถโอนออกได้โดยเสรี
  7. การลงทุนของผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งซึ่งประสบความสูญเสียอันเนื่องจากสงครามหรือการขัดกันด้วยอาวุธอื่น ๆ ภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ การก่อกบฏ การต่อต้านรัฐบาล การจลาจล จะได้รับการประติบัติเกี่ยวกับการชดใช้หรือการจ่ายค่าทดแทนที่พอเพียง โดยทันที และสัมฤทธิผล ที่ไม่ด้อยไปกว่าที่ภาคีคู่สัญญาผู้รับการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนของตนเองหรือของประเทศที่สาม แล้วแต่ว่าอย่างใดจะเป็นประโยชน์มากกว่า
  8. ภาคีคู่สัญญาให้หลักประกันว่า การลงทุนและผลตอบแทนของผู้ลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับอนุญาตให้มีการแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินตราที่สามารถใช้ได้โดยเสรี และโอนกลับออกไปโดยเสรีแล้วแต่ที่นักลงทุนจะเลือก
  9. ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการลงทุนระหว่างภาคีคู่สัญญากับผู้ลงทุนของภาคีอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มีการดำเนินการเพื่อระงับข้อพิพาทโดยการปรึกษาหารือกัน หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายใน 6 เดือน ผู้ลงทุนสามารถเสนอข้อพิพาทไปยังศาลของรัฐภาคีที่ได้มีการลงทุน หรืออนุญาโตตุลาการซึ่งจะตั้งขึ้นสำหรับแต่ละกรณีตามกฎระเบียบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศของสหประชาชาติ (UNCITRAL) คำวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการให้ถือเป็นที่สุดและผูกพันคู่พิพาท และต้องมีการบังคับตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของรัฐภาคีที่เป็นคู่พิพาท
  10. ข้อพิพาทระหว่างภาคีคู่สัญญาที่เกิดจากการใช้หรือตีความความตกลงให้มีการดำเนินการเพื่อระงับข้อพิพาทโดยการเจรจาอย่างฉันมิตร หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ ภาคีคู่สัญญามีสิทธิเสนอ ข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยแต่ละฝ่ายแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการฝ่ายละหนึ่งคน และตกลงกันเลือกบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธาน หากสองฝ่ายไม่สามารถตกลงแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการภายใน 2 เดือนนับจากวันที่ได้รับคำขอให้มีการตั้งอนุญาโตตุลาการ ให้ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศทำการแต่งตั้ง โดยคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้มีผลผูกพันคู่กรณี
  11. ความตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นเวลา 15 ปี นับแต่วันที่ภาคีคู่สัญญาฝ่ายหลังได้แจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่ง ทราบว่า ได้ดำเนินการตามกระบวนการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากนั้นความตกลงจะมีผลใช้บังคับไปจนกว่าจะถูกบอกเลิกโดยภาคีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร

11. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายในกาเรดินทางไปปฏิบัติหน้าที่กรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. แก้ไขชื่อร่างพระราชกฤษฎีกา เป็น "ร่างพระราชกฤษฎีกาค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อกรรมการ ป.ป.ช. พ.ศ. ...."
  2. แก้ไขวันใช้บังคับ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นไป
  3. เพิ่มบทนิยามคำว่า "คณะกรรมการ" "ประธานกรรมการ" "กรรมการ" และ "การปฏิบัติหน้าที่" เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น
  4. กำหนดให้กรรมการได้รับค่าป่วยการเฉพาะวันที่ปฏิบัติหน้าที่ในอัตราวันละ 1,000 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท สำหรับประธานกรรมการให้ได้รับค่าป่วยการ เฉพาะวันที่ปฏิบัติหน้าที่ในอัตราวันละ 1,200 บาท แต่รวมกันแล้วไม่เกินเดือนละ 12,000 บาท
  5. กำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ โดยให้นำพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการและระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งออกตามความในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มาใช้บังคับแก่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการและกรรมการโดยอนุโลม
  6. กำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการได้รับสิทธิในอัตราเดียวกับข้าราชการพลเรือน ระดับ 11
  7. กำหนดให้การเบิกจ่ายค่าป่วยการและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ให้เบิกจ่ายจากศาลฎีกา

12. เรื่อง ผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การส่งเสริมการแต่งกายในชุดผ้าไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การส่งเสริมการแต่งกายในชุดผ้าไทย ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ

ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการดำเนินงานตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การส่งเสริมการแต่งกายในชุดผ้าไทย เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2545 โดยได้ขอความร่วมมือให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่ของ รัฐทุกหน่วยงานแต่งกายในชุดผ้าไทย เพื่อแสดงถึงเอกลักษณ์ไทยและความพร้อมเพรียงกัน สรุปได้ดังนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ แต่งกายชุดผ้าไทย วันจันทร์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แต่งกายชุดผ้าไทย วันพุธ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบ การจราจรทางบก แต่งกายชุดผ้าไทย วันศุกร์


13. เรื่อง รายงานสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ท. ครั้งที่ 1/2545

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ในฐานะประธานกรรมการเพื่อทำหน้าที่สนับสนุนและติดตามการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ป.ท.) รายงานสรุปผลการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ท. ครั้งที่ 1/2545 ในช่วงระหว่างวันที่ 2 มกราคม - 3 พฤษภาคม 2545 และเห็นชอบให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร่งด่วนต่อไป ดังนี้

  1. กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการในการกำกับ ดูแล ส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ให้ทบวงมหาวิทยาลัยดำเนินการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามผลการดำเนินการเกี่ยวกับนักศึกษานานาชาติในภาพรวมทั้งระบบ
  3. ให้สำนักงาน ก.พ. ติดตามดูแลการบังคับใช้กฎหมายทางวินัยแก่ผู้กระทำการทุจริตอย่างจริงจัง และให้พิจารณาปรับปรุงแก้ กฎ ระเบียบ หนังสือสั่งการต่าง ๆ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายทางวินัย ซึ่ง ก.พ. เป็นผู้รับผิดชอบ สามารถบังคับใช้ลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างเด็ดขาด รวดเร็ว มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ
  4. ให้กรุงเทพมหานครดำเนินการปลูกจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แก่พนักงานท้องถิ่น และประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร
  5. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการบังคับใช้กฎหมายสัญชาติและการทะเบียนราษฎรดำเนินการ ตามกฎหมายสัญชาติและกฎหมายการทะเบียนราษฎรแก่บุคคลต่างด้าวหรือเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอย่างเด็ดขาด และจริงจัง เพื่อลดอิทธิพลและตัดโครงข่ายขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเด็ดขาด
  6. ให้คณะกรรมการ ป.ท. กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนที่มาถึงคณะกรรมการ ป.ท.
  7. ให้กระทรวงการต่างประเทศร่วมมือกับคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการยกร่างอนุสัญญาต่อด้าน การทุจริตแห่งสหประชาชาติที่คณะกรรมการ ป.ท. ได้แต่งตั้ง
  8. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำปัญหา อุปสรรค และผลกระทบในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 และแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมกันพิจารณาทบทวนการปรับปรุงกฎหมายกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของรัฐบาล และการจัดสรรงบประมาณของประเทศและให้สามารถป้องกันการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
  9. ให้ส่วนราชการและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐได้ดำเนินการวางมาตรการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในส่วนราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมีการประสานการดำเนินการ ในเรื่องดังกล่าวระหว่างกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถสนองนโยบายรัฐบาลและการดำเนินงานของคณะกรรมการ ป.ท. ได้อย่างต่อเนื่อง
  10. ให้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ตามที่คณะกรรมการ ป.ท. ได้มอบหมายให้ อ.ก.ม. ดำเนินการยกร่างขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประธาน อ.ก.ม. ประสานงานกับ ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อพิจารณาในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวร่วมกันต่อไป

14. เรื่อง ต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี (องค์การแบตเตอรี่)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้องค์การแบตเตอรี่กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 30 ล้านบาท ต่อไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2546 โดยให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้รับรายงานจากองค์การแบตเตอรี่ว่า ระยะเวลาตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี ตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2544 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 แต่องค์การแบตเตอรี่ยังมีความจำเป็นจะต้องกู้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่เพื่อให้องค์การแบตเตอรี่เกิดสภาพคล่องทางการเงิน และเพื่อการประกอบการอย่างต่อเนื่อง จึงได้ขอต่ออายุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว


15. เรื่อง ขยายระยะเวลาดำเนินงานตามโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการให้ขยายเวลาดำเนินการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ ปีที่ 50 ในระยะที่ 3 (พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2550) ต่อไปอีก โดยที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอให้เพิ่มชุมชนระดับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาการทรัพยากรดังกล่าว นอกจากนี้ สำนักงบประมาณก็เห็นควรให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมป่าไม้) ตรวจสอบภาคสนามเกี่ยวกับความถูกต้องของพื้นที่เป้าหมายของโครงการที่จะดำเนินการต่อไป สำหรับเรื่องการลดหย่อนภาษี กระทรวงการคลังเห็นควรให้ปฏิบัติตามแนวทางเดิมของโครงการฯ ระยะที่ 1 และ 2

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้จัดทำโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ โดยมีเป้าหมายให้ภาคเอกชนร่วมปลูกป่าในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 5 ล้านไร่ โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ดำเนินงานโครงการฯ ในระยะแรกใช้เวลาดำเนินงาน 3 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 - พ.ศ. 2539 และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและอนุมัติให้ขยายระยะเวลาดำเนินงานของโครงการฯ ต่อไปอีก 6 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2545 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมป่าไม้ ได้จัดการประชุมสัมมนาเรื่องการขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ ระยะที่ 3 โดยเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมาร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็น และหากลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ของโครงการ ซึ่งผลการประชุมมีกลยุทธ์ในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย ดังนี้

  1. ขยายระยะเวลาการดำเนินงานของโครงการฯ ออกไปอีก 5 ปี (พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2550)
  2. วางแผนการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อชักชวนให้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งเข้าดำเนินการเองและสมทบเงินกองทุนปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ
  3. กำหนดเป้าหมายให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีศักยภาพเข้าร่วมดำเนินงานของโครงการฯ
  4. กำหนดสิทธิประโยชน์ของผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น เช่น การประกาศนียบัตรเกียรติคุณ การรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิทธิประโยชน์ในความร่วมมือประชาสัมพันธ์หน่วยงาน ตลอดจนการยกเว้นภาษี เป็นต้น
  5. ปรับปรุงระเบียบการเข้าร่วมโครงการฯ โดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ปลูกเสริมป่าได้ ซึ่งเดิมจะให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ปลูกป่าแต่เพียงวิธีเดียว
  6. สำรวจแปลงปลูกป่าจัดจำแนกใหม่ให้ชัดเจน ให้ครอบคลุมถึงปัญหาราษฎรและตำแหน่งของพื้นที่เป้าหมายด้วย
  7. จัดงานเปิดโครงการอีกครั้งเพื่อให้ผู้สนใจเข้าจองพื้นที่ปลูกป่า และแจ้งให้ผู้จองพื้นที่ปลูกป่าเดิมที่ยังไม่เข้าดำเนินการ ขอให้เข้าดำเนินการภายในกำหนดเวลา ถ้ายังไม่เข้าดำเนินการให้นำพื้นที่ดังกล่าวเปิดจองแก่ผู้สนใจรายใหม่
  8. ดำเนินการปลูกและฟื้นฟูสภาพป่าให้ได้ครบ 5 ล้านไร่ ภายใน 3 ปี (พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2548) เพื่อน้อมเกล้าถวายเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ ปีที่ 60 (พ.ศ.2549) และทำการบำรุงรักษาป่าอีก 2 ปี เพื่อให้เสร็จสิ้นโครงการฯ

16. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีรับทราบการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาค ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ เพื่อประโยชน์ในการประสาน ติดตาม เร่งรัด ช่วยเหลือ และประเมินผลการปฎิบัติราชการในส่วนภูมิภาคให้บังเกิดประสิทธิภาพ เรียบร้อย รวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้โดยไม่มีอุปสรรค ด้านกลไกการบริหารราชการ โดยในชั้นนี้สมควรใช้พื้นที่เขตตรวจราชการของสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก ดังต่อไปนี้

  1. พื้นที่
    • 1.1 รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) กำกับการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 7 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร อุบลราชธานี ยโสธร และอำนาจเจริญ
      • เขตตรวจราชการที่ 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน และลำปาง
      • เขตตรวจราชการที่ 12 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
    • 1.2 รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) กำกับการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 6 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น เลย สกลนคร หนองคาย อุดรธานี และหนองบัวลำภู
      • เขตตรวจราชการที่ 8 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ สุโขทัย และอุทัยธานี
    • 1.3 รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) กำกับการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 3 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และสระแก้ว
      • เขตตรวจราชการที่ 5 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และมหาสารคาม
    • 1.4 รองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี) กำกับการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการส่วนกลาง ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กรุงเทพมหานคร
      • เขตตรวจราชการที่ 11 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ ภูเก็ต และนครศรีธรรมราช
      • และให้มีอำนาจหน้าที่ประสานและติดตามการปฏิบัติราชการส่วนราชการทุกแห่งที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศด้วย
    • 1.5 รองนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เสิศสุริย์เดช) กำกับการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 4 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
      • เขตตรวจราชการที่ 9 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์
    • 1.6 รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) กำกับการปฏิบัติราชการในพื้นที่ ดังนี้
      • เขตตรวจราชการที่ 1 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง
      • เขตตรวจราชการที่ 2 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ จังหวัดชัยนาท นครนายก ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และสุพรรณบุรี
  2. การกำกับการปฏิบัติราชการในส่วนภูมิภาคตามคำสั่งนี้ หมายถึง การตรวจราชการ การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่รายงานเหตุการณ์และผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี การประสานราชการเพื่อให้เกิดการบูรณาการ การติดตามผล การเร่งรัด การให้คำแนะนำช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่เข้าแทรกแซงการปฏิบัติราชการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด
  3. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่องร่วมกับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จัดทำหลักเกณฑ์ ขอบเขต และวิธีการในการกำกับการปฏิบัติราชการ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของนายกรัฐมนตรีเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมกันแล้ว ให้ใช้หลักเกณฑ์และวิธีการดังกล่าวได้
  4. ให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนรายงานปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ อันเนื่องจากการกำกับการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการหรือพื้นที่ในความรับผิดชอบของตนต่อนายกรัฐมนตรีทุกสามสิบวัน
  5. ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีแต่ละคน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูล อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ด้วย สำหรับการกำกับการปฏิบัติราชการส่วนราชการในต่างประเทศ ให้ทุกกระทรวงที่มีส่วนราชการในต่างประเทศให้ความร่วมมือตามข้อนี้โดยอนุโลม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


17. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม มีสาระสำคัญดังนี้

  1. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำซากสัตว์ประเภทเครื่องในโค กระบือ แพะ แกะ สุกร เข้าในราชอาณาจักร ในอัตรากิโลกรัมละ 5 บาท
  2. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตส่งออกประเภทขนแกะทำความสะอาดขั้นต้นแล้ว (Scoured Wool) ในอัตรากิโลกรัมละ 0.50 บาท
  3. ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนำเข้า นำออก นำผ่านราชอาณาจักรซึ่งสัตว์ประเภทกบ กระ กุ้ง จระเข้ ตะพาบน้ำ เต่า ปลา ปู หอย และซากของสัตว์ดังกล่าว

18. เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 302/2545 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการแทนกัน ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

  1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้ 1) พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ 2) นายสุวิทย์ คุณกิตติ 3) นายจาตุรนต์ ฉายแสง 4) นายกร ทัพพะรังสี 5) นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 6) นายวิษณุ เครืองาม
  2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้นจะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ ต้องได้รับความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

ส่วนที่ 2 นายกรัฐมนตรีมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกัน

ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่

รองนายกรัฐมนตรี

รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนตามลำดับ

1. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ 1. นายสุวิทย์ คุณกิตติ
2. นายจาตุรนต์ ฉายแสง
2. นายสุวิทย์ คุณกิตติ 1. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
2. นายจาตุรนต์ ฉายแสง
3. นายจาตุรนต์ ฉายแสง 1. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
2. นายสุวิทย์ คุณกิตติ
4. นายกร ทัพพะรังสี 1. นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
2. นายวิษณุ เครืองาม
5. นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช 1. นายวิษณุ เครืองาม
2. นายกร ทัพพะรังสี
6. นายวิษณุ เครืองาม 1. นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
2. นายกร ทัพพะรังสี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป


19. เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 300/2545 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี โดยมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการ และสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีสำหรับกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ

1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ)

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ)

3. รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง)

4. รองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี)

5. รองนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช)

6. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

7. รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ย่อมมีอำนาจให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงานนั้น ๆ ดังนี้

8. ราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ หากรองนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม หรือต้องสั่งการแก่หลายส่วนราชการหรือหลายรัฐวิสาหกิจ แต่บางส่วนมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่กำกับการบริหารราชการของรองนายกรัฐมนตรี ผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ

9. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้ว ให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบทุกสามสิบวัน

การมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

3. รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

4. รองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

5. รองนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

6. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

การมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

1. รองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

3. รองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

4. รองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

5. รองนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

6. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการต่าง ๆ ดังนี้

7. ให้รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการในคณะกรรมการตามข้อ 1 - 6 ในส่วนนี้ พิจารณาความจำเป็นและความเหมาะสมในการยุบเลิกคณะกรรมการดังกล่าว หากเห็นว่าหมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับภารกิจของหน่วยงานอื่น โดยเฉพาะหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 หรืออาจยุบรวมคณะกรรมการชุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดังกล่าว โดยการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือจัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นใหม่ โดยยึดหลักการมีผู้รับผิดชอบภารกิจอย่างชัดแจ้ง การไม่ปฏิบัติงานซ้ำซ้อนกัน และการบูรณาการภารกิจให้เกิดการประสานและสอดคล้องรองรับกัน แล้วเสนอผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือจัดทำขึ้นใหม่ต่อคณะรัฐมนตรีภายในสามสิบวัน ในกรณีที่เห็นควรให้คงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ไว้ตามเดิม ให้รายงานเหตุผลและความจำเป็นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วยเช่นกัน

8. ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรียึดหลักการประสานราชการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีประสิทธิภาพและบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน โดยคำนึงถึงนโยบายการปฏิรูประบบราชการ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในเชิงรับอย่างเป็นระบบ และการกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ในเชิงรุกด้วยการผลักดันนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งในทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพประชากรในทางสังคม และรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทางการเมืองการปกครอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป


20. เรื่อง ร่างระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ ซึ่งร่างระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉบับดังกล่าวเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2545 และให้เหมาะสมชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

  1. ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกสังกัดกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2525 และระเบียบกระทรวงมหาดไทยฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2532
  2. กำหนดคำนิยามของ "การไปช่วยราชการ" "หัวหน้าหน่วยงาน" และ "กำลังหลัก"
  3. การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการต้องมีวัตถุประสงค์ให้ไปปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่อันเป็นภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง
  4. ข้าราชการตำรวจที่ไปช่วยราชการต้องไม่มีสถานภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง รวม 7 ประการ
  5. การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้พิจารณาสั่งการ
  6. การสั่งให้ข้าราชการตำรวจที่รับเงินเดือนในหน่วยงานนอกงบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปช่วยราชการ ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานเจ้าของงบประมาณนั้นก่อน
  7. การระงับการช่วยราชการของข้าราชการตำรวจ ให้กองทะเบียนพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งหน่วยงานที่ขอตัวทราบ โดยไม่ต้องเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
  8. กำหนดให้การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการทุกกรณี ต้องมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน แต่ไม่เกินครั้งละ 1 ปี โดยห้ามมิให้มีคำสั่งย้อนหลัง
  9. คำสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการให้ถือว่าสิ้นสุดลงในกรณีหนึ่งกรณีใด รวม 3 ประการ
  10. เมื่อการช่วยราชการใกล้สิ้นสุดลงตามระยะเวลา และหน่วยราชการที่ขอตัวต้องการให้ข้าราชการตำรวจช่วยราชการ ให้เสนอเรื่องถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อนครบกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน
  11. เมื่อการไปช่วยราชการสิ้นสุดลงไม่ว่ากรณีใด ให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการตำรวจร้องต่อหน่วยงานที่ช่วยราชการอยู่ให้ส่งกลับสังกัดเดิม หากมีความจำเป็นต้องให้ข้าราชการตำรวจผู้นั้นช่วยราชการต่อ ให้สังตัวกลับก่อนแล้วจึงเสนอเรื่องขอให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการโดยชัดแจ้งถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกครั้ง
  12. การพิจารณาบำเหน็จความชอบประจำปีแก่ข้าราชการตำรวจที่ไปช่วยราชการให้พิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
  13. การสั่งให้ข้าราชการตำรวจไปช่วยราชการนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดในระเบียบนี้ ให้เป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเห็นสมควรจะสั่งเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ให้พิจารณาสั่งการได้เป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
  14. ให้กองทะเบียนพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่ควบคุมรับผิดชอบดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

21. เรื่อง ความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แล้วมีมติดังนี้

  1. รับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ดังนี้
    • 1.1 ควรแก้ไขร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. .... ที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ให้รับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ให้สามารถจัดการป่าชุมชนได้ และให้มีกระบวนการสนับสนุน ตรวจสอบ ถ่วงดุลที่เหมาะสม
    • 1.2 รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น แก้ไขกฎหมายป่าไม้ การปฏิรูปกรมป่าไม้ การปฏิรูปที่ดิน และมีนโยบายที่ชัดเจนต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านอาหารและยา
  2. มอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับไปจัดทำข้อมูล ความเห็น และผลการพิจารณาดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมดส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อแจ้งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเปิดเผยเหตุผลให้สาธารณชนทราบต่อไป

22. เรื่อง แผนพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9

คณะรัฐมนตรีรับทราบแผนพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ และให้ยึดถือเป็นแผนแม่บทยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนโดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนพัฒนาเพื่อเสริมความมั่นคงของชาติ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545 - 2549) ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม และใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินการในพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทะเลอย่างมีเอกภาพในอันที่จะเสริมสร้างศักยภาพของคนชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีจิตสำนึก ความมั่นคงรวมทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนของประเทศเพื่อนบ้าน


23. เรื่อง มอบหมายผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่อาจปฏิบัติราชการได้ตามลำดับ ดังนี้

  1. รองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี)
  2. รองนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช)
  3. รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม)

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป


24. เรื่อง การดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินงานช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอดังนี้

1. ขณะเกิดภัย ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 6 ตุลาคม 2545 กระทรวงแรงงานได้เข้าไปช่วยเหลือราษฎรที่เดือดร้อน ดังนี้

2. สถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าหลายพื้นที่สถานการณ์อุทกภัย ได้คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังคงมีปัญหาในการซ่อมแซมบ้านเรือนและการประกอบอาชีพ เนื่องจากพื้นที่การเกษตรยังไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ รวมทั้งบางพื้นที่ยังประสบอุทกภัยอยู่ กระทรวงแรงงานจึงได้จัดทำโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปี 2546 ขึ้น โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย (46 จังหวัด) และใช้งบประมาณปกติของหน่วยงานในการดำเนินการ (ยกเว้นโครงการฝึกอาชีพแรงงานในชนบท) มีกลุ่มเป้าหมายได้รับการช่วยเหลือ รวม 2,174,153 คน และวงเงินให้กู้ยืม 500 ล้านบาท ทั้งนี้มีกิจกรรมที่ดำเนินการ ดังนี้


25. เรื่อง มติคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการเกี่ยวกับศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ และการเลือกพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่

คณะรัฐมนตรีพิจารณามติคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการเกี่ยวกับศูนย์ราชการกรุงเทพมหานคร ถนนแจ้งวัฒนะ และการเลือกพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

1. เห็นชอบตามมติคณะกรรมการอำนวยการจัดระบบศูนย์ราชการ ดังนี้

2. เห็นชอบให้ใช้พื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย เขตจตุจักร ในการเป็นที่ตั้งรัฐสภาใหม่ เนื่องจากมีพื้นที่กว้าง และน่าจะเสียค่าใช้จ่ายลงทุนต่ำกว่าที่ราชพัสดุทหาร เขตดุสิต


26. เรื่อง ค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี

คณะรัฐมนตรีพิจารณาค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ตามที่ กระทรวงศึกษาธิการเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. ยืนยันมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 เรื่อง นโยบายและแผนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ที่กำหนดว่าตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 รัฐจะจัดสรรงบประมาณเป็นค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนแก่ผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีทุกคน รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มแก่กลุ่มผู้มีความต้องการพิเศษ เนื่องจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในสัดส่วนที่ไม่สูงกว่างบประมาณปี พ.ศ. 2542 โดยสถานศึกษาของรัฐได้รับจัดสรรงบลงทุน งบดำเนินการ และเงินชดเชยค่าเล่าเรียนที่สถานศึกษาเก็บจากผู้เรียนในปัจจุบัน ส่วนสถานศึกษาเอกชนได้รับจัดสรรงบประมาณเฉพาะค่าเล่าเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียนในอัตราเท่ากับผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ ตลอดจนจัดสรรงบประมาณสำหรับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสเพิ่มเติมตามสภาพเศรษฐกิจของรัฐ
  2. เห็นชอบวิธีการศึกษาและประมาณการค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกระดับทุกประเภท ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับสำนักงบประมาณดำเนินการศึกษาจากสภาพจริงของการใช้จ่ายระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2542-2544 ทั้งในส่วนงบประมาณแผ่นดินและเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการยกเว้นโรงเรียนสาธิตในสถาบันราชภัฏทุกแห่ง โดยนำข้อมูลปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 ซึ่งมีความสมบูรณ์และครอบคลุมการใช้จ่ายตามกรอบการศึกษามาเป็นฐานในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐานแต่ละระดับ
  3. เห็นชอบประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี สำหรับสถานศึกษาของรัฐจำนวนทั้งสิ้น 23,140.67 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 จำนวน 7,315.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 46.22 เห็นชอบค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2546 จำนวน 23,140.67 ล้านบาท
  4. มอบให้กระทรวงศึกษาธิการรับไปพิจารณาปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน และศึกษาวิจัยค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ที่เหมาะสมอย่างแท้จริง เพื่อจะได้ใช้ในปีงบประมาณ 2547 ต่อไป
  5. สำหรับสถานศึกษาเอกชนที่รับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายต่อหัวการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี จะสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียนได้ไม่เกินอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวของภาครัฐที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติกำหนด หรือตามอัตราที่สถานศึกษาเรียกเก็บไม่เกินอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวภาครัฐ โดยบุตรข้าราชการสามารถเบิกเงินชดเชยได้ตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด ส่วนสถานศึกษาเอกชนที่ไม่ขอรับเงินอุดหนุน เช่น โรงเรียนนานาชาติ ควรให้สถานศึกษาเหล่านั้นพิจารณาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้เรียนได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
  6. เห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการรับประเด็นอภิปรายของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 4 ในส่วนที่เกี่ยวข้องไปพิจารณา

27. เรื่อง แต่งตั้ง

1. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 กระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ให้แต่งตั้ง นายวิทยา จารุพูนผล ผู้อำนวยการ (นายแพทย์ 9 วช.) ด้านเวชกรรม โรงพยาบาลบ้านโป่ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดราชบุรี ดำรงตำแหน่ง นายแพทย์ 10 วช. (ด้านเวชกรรม สาขาศัลยกรรม) โรงพยาบาลขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป สำหรับการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ข้าราชการดังกล่าว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้ดำเนินการต่อไป

2. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 6 คณะ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 6 คณะ ตามที่

สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังต่อไปนี้

  1. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 1 (ฝ่ายความมั่นคง) มีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) เป็นประธานกรรมการ
  2. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายการเกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม) มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เป็นประธานกรรมการ
  3. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายสังคม) มีรองนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธานกรรมการ
  4. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 (ฝ่ายการต่างประเทศ แรงงาน การท่องเที่ยว และกีฬา) มีรองนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี) เป็นประธานกรรมการ
  5. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) มีรองนายกรัฐมนตรี (นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช) เป็นประธานกรรมการ
  6. คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 (ฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และฝ่ายกฎหมาย การประสานกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และการส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา) มีรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เป็นประธานกรรมการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

3. ข้าราชการการเมือง สำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของสำนักนายกรัฐมนตรี ดังนี้

  1. นายยงยุทธ ติยะไพรัช ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  2. นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
  3. นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
  4. นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

4. ข้าราชการการเมือง กระทรวงพาณิชย์

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของกระทรวงพาณิชย์ ดังนี้

  1. นายสุนัย จุลพงศธร ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  2. นายทศพร เสรีรักษ์ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

5. ข้าราชการการเมือง กระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของกระทรวงยุติธรรม ดังนี้ นายประวัฒน์ อุตตะโมต ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

6. ข้าราชการการเมือง กระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้

  1. ศาสตราจารย์อรุณ เผ่าสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  2. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

7. ข้าราชการการเมือง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดังนี้

  1. นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  2. นายธรรมา ปิ่นสุกาญจนะ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

8. ข้าราชการการเมือง กระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

  1. พลตำรวจเอก จำลอง เอี่ยมแจ้งพันธุ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  2. พลอากาศเอก เสริมยุทธ บุญศิริยะ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ
  3. นางบุญนำ ทานสัมฤทธิ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  4. นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

9. ข้าราชการตำแหน่งปลัดกระทรวง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้แต่งตั้งข้าราชการตำแหน่งปลัดกระทรวง ดังต่อไปนี้

  1. นายปลอดประสพ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  2. หม่อมราชวงศ์จักรรถ จิตรพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม
  3. นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ เลขาธิการคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  4. นายจเด็จ อินสว่าง อธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  5. คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  6. นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพลังงาน

ทั้งนี้ มอบหมายให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโปรดนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นต้นไป

10. ผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้แต่งตั้ง นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการจัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ

11. รับโอนและอนุมัติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้ง พลเอก วินัย ภัททิยกุล ข้าราชการทหาร ตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษ กองบัญชาการทหารสูงสุด มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (นักบริหาร 11) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

12. การโอนและแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขอรับโอน นายสุรินทร์ ศรีวิทยา รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (นักบริหาร 10) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการ 10) ตำแหน่งเลขที่ 8 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

13. ข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 10 กระทรวงการคลัง

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ย้าย โอน และเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในระดับ 10 จำนวน 7 ราย ดังนี้

  1. โอน นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10) กรมบัญชีกลางไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
  2. โอน นายวิสุทธิ์ มนตริวัต ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหาร 10) กรมบัญชีกลาง
  3. ย้าย นายสุทธิพันธุ์ นิมมานเหมินทร์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
  4. โอน นางพันธ์ทิพย์ สุรทิณฑ์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ
  5. โอนและเลื่อน นางลีนา เจริญศรี ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมธนารักษ์ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
  6. โอนและเลื่อน นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา ตำแหน่งรองอธิบดี (นักบริหาร 9) กรมสรรพากร ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการ 10) สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง
  7. โอนและเลื่อน นางพรรณี สถาวโรดม ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ (นักบริหาร 9) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหาร 10) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป

14. ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดังนี้

  1. นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ แต่งตั้งเป็น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
  2. นายวิทยา คุณปลื้ม แต่งตั้งเป็น เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2545 เป็นต้นไป

15. แต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบการแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีของกระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 คน ดังนี้

  1. นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
  2. นายสุรพล เกียรติไชยากร เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 254 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี