สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
25 ธันวาคม 2544

วันนี้ (วันอังคารที่ 25 ธันวาคม 2544) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่มมูลค่าของนำเข้าทางไปรษณีย์)
  2. เรื่อง ผลการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกเอเปค
  3. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน
  4. เรื่อง แผนแม่บทด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด (พ.ศ. 2545 - 2549)
  5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485
  6. เรื่อง ร่างประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลขั้นต้น สำหรับฤดูการผลิตปี 2544/2545
  7. เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุให้แก่สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด
  8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน
  9. เรื่อง อนุมัติให้กระทรวงกลาโหมกำหนดอัตราเงินเดือนและปรับอัตราเงินเดือนให้กับนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม
  10. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย (เงินเกี๊ยว) ฤดูการผลิตปี 2545/2546
  11. เรื่อง อนุมัติเงินกู้ใช้ดำเนินงานโครงการแทรกแซงตลาดยางพารา ระยะที่ 6 เพิ่มเติม
  12. เรื่อง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
  13. เรื่อง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
  14. เรื่อง การจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการรองรับโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว
  15. เรื่อง แนวทางการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก)
  16. เรื่อง ความคืบหน้าค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  17. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
  18. เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขอปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน
  19. เรื่อง การจ่ายเงินเพิ่มพิเศษไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว และหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชนให้แก่แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
  20. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถาบันอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ....
  21. เรื่อง สรุปรายงานความคืบหน้าโครงการจัดมหกรรมดนตรีเพื่อสันติภาพแห่งโลกในประเทศไทย
  22. เรื่อง การแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง
  23. เรื่อง แผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2545
  24. เรื่อง สภาพการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้
  25. เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำกรม ประจำกอง หรือประจำส่วนราชการใดเป็นการชั่วคราว หรือให้สำรองราชการส่วนราชการใด
  26. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการปิดถนนเพื่อประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยว
  27. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค
  28. เรื่อง การแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระหว่างบุคคลในคณะทูตไทย-ญี่ปุ่นในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่
  29. เรื่อง สรุปผลการเยือนสหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรี และการดำเนินการตามกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจไทย - สหรัฐอเมริกา
  30. เรื่อง ผลการเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี

1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่มมูลค่าของนำเข้าทางไปรษณีย์)

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลการ พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ ..) พ.ศ.....(เพิ่มมูลค่าของนำเข้าทางไปรษณีย์)ที่คณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติอนุมัติหลักการและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาแล้วตามที่กระทรวงการคลังเสนอและให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าของที่นำเข้าทางไปรษณีย์ และทางสนามบินศุลกากรที่จะได้รับการยกเว้นอากร เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมและคุ้มค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษี ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลการ พ.ศ. 2530 เพื่อเพิ่มมูลค่าของที่นำเข้าโดยทาง ไปรษณีย์ที่ได้รับยกเว้น อากรให้สูงขึ้น (เดิมกำหนดไว้แต่ละหีบห่อมีราคาไม่เกินห้าร้อยบาท ได้แก้ไขให้แต่ละหีบห่อมีราคาไม่เกินหนึ่งพันบาท) เพื่อให้สอดคล้องเหมาะสมและคุ้มค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษี
  2. กำหนดให้ของที่นำเข้าทางสนามบินศุลกากรเป็นของที่ได้รับยกเว้นอากรเช่นเดียวกับของที่นำเข้าทางไปรษณีย์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ที่นำของเข้าทั้งสองกรณี

2. เรื่อง ผลการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกเอเปค

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับรัฐมนตรีการค้าของประเทศสมาชิกเอเปค จำนวน 4 ประเทศ ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 17 - 18 ตุลาคม 2544 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน สรุปได้ดังนี้

  1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Hsin-I Lin รัฐมนตรีเศรษฐกิจไต้หวัน เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2544 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 1.1 การลดอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการทางด้านสุขอนามัยและมาตรการทุ่มตลาดของไต้หวัน
    • 1.2 ความร่วมมือในการพัฒนา SMEs ของไทย
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Luis Ernesto Derbez รัฐมนตรีกระทรวงการค้าและพัฒนาอุตสาหกรรมเม็กซิโก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 2.1 ขอให้แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่อการนำเข้าสินค้าข้าวและสับปะรดจากไทย
    • 2.2 ได้เสนอให้ขยายความร่วมมือระหว่างกันโดยใช้ไทยและเม็กซิโกเป็น gateway สำหรับการค้าและการลงทุนของแต่ละฝ่ายสู่ประเทศใกล้เคียง
  3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Hwang Doo-Yun รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศและการค้าเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2544 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 3.1 ขอให้แก้ไขปัญหาและอุปสรรคเพื่อขยายการนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยให้มากขึ้น
    • 3.2 ขอให้ขยายโควต้าข้าว โดยเพิ่มสัดส่วนโควต้าของข้าวเมล็ดยาวให้เพิ่มขึ้น
    • 3.3 ขอให้พิจารณาซื้อข้าวจากไทย เมื่อเกาหลีใต้มีโครงการให้ความช่วยเหลือส่งข้าวให้เกาหลีเหนือ
  4. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับนาย Robert B. Zoellick ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
    • 4.1 ได้เสนอให้มีการประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ USTR เป็นประจำทุกปี
    • 4.2 ได้เสนอให้สหรัฐฯ ร่วมมือกับไทยและเวียดนามในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และไม่ให้ราคาข้าวต่ำกว่าต้นทุน
    • 4.3 ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่นักวิจัยสหรัฐฯ นำพันธุ์ข้าวหอมมะลิของไทยไปพัฒนา ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง และขอให้หน่วยงานของรัฐระงับการสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว
    • 4.4 ขอให้เลิกเก็บภาษีทุ่มตลาด (AD) สินค้าสับปะรดกระป๋องของไทย ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกสู่ตลาดสหรัฐฯ
    • 4.5 ขอให้ถอดถอนชื่อประเทศไทยออกจากบัญชี Watch list เนื่องจากรัฐบาลไทยได้ดำเนินการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง
    • 4.6 ขอให้ทบทวนเพื่อคืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของไทยที่ถูกเพิกถอนไป 12 รายการ
    • 4.7 คัดค้านการออกกฎหมายที่จะขยายการให้สิทธิพิเศษยกเว้นภาษีนำเข้าจากประเทศ ADEAN ให้ครอบคลุมสินค้าปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและการส่งออกปลาทูน่ากระป๋องของไทย
    • 4.8 ขอให้สหรัฐฯ ช่วยผ่อนคลายความเข้มงวดทางด้านมาตรฐานสุขอนามัยในการนำเข้าสินค้าอาหาร โดยเฉพาะไก่ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 4 ของโลก และสามารถส่งออกไปยังประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีมาตรฐานสูง เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และแคนาดาได้

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมรัฐมนตรีเอเปค กระทรวงพาณิชย์ได้มีหนังสือยืนยันประเด็นการหารือไปถึงรัฐมนตรีของไต้หวัน เม็กซิโก เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่หารือ พร้อมกับแนบ Aide Memoires ในเรื่องสำคัญที่ได้ยกขึ้นหารือ โดยมีสาระรายละเอียดเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคทางการค้าที่ได้เสนอด้วย


3. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมรายงานผลการดำเนินงานโครงการกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน ในรอบ 6 เดือน (1 เมษายน 2544 - 30 กันยายน 2544) สรุปได้ดังนี้

1. ผลการดำเนินงาน

2. ปัญหาและอุปสรรค

การดำเนินงานของกองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สาเหตุสำคัญเนื่องมาจาก

3. แนวทางแก้ไข


4. เรื่อง แผนแม่บทด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด (พ.ศ. 2545 - 2549)

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแผนแม่บทด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด (พ.ศ. 2545 - 2549) ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดเสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานอัยการสูงสุดให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารและการจัดการสมัยใหม่ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 และเพื่อสามารถนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหาร การจัดการและการดำเนินงาน ในภารกิจหน้าที่การอำนวยความยุติธรรม การรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และการคุ้มครองสิทธิ และช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุดให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ รวมทั้งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. วัตถุประสงค์

2. เป้าหมาย

3. วิธีดำเนินงาน

4. ระยะเวลาและงบประมาณดำเนินการ

ระยะเวลาดำเนินการ พ.ศ. 2545 - 2549 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 406,276,000 บาท


5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และแจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการด่วนต่อไป

ร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมีหลักการและเหตุผลคือ กำหนดให้ผู้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในหรือออกไปนอกประเทศ โดยมีมูลค่ารวมกันเกินกว่าหนึ่งหมื่นดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่า ต้องสำแดงรายการเงินตราต่างประเทศ นั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากร ในขณะที่ผ่านศุลกากรตามกฎหมาย เพื่อให้มีมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนไหว ของเงินตราต่างประเทศที่เหมาะสม และสอดคล้องกับนโยบายการปราบปรามการค้ายาเสพติดและการปราบปรามการฟอกเงิน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1. ให้เพิ่มเติมความต่อไปนี้เป็นข้อ 10 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พุทธศักราช 2485

"ข้อ 10 บุคคลใดจะนำเงินตราต่างประเทศที่เป็นธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์เข้ามาในหรือออกไปนอกประเทศโดยมีมูลค่ารวมกันเกินกว่าหนึ่งหมื่นดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่าไม่ได้ เว้นแต่จะได้สำแดงรายการเงินตราต่างประเทศนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากร ในขณะที่ผ่านศุลกากรตามกฎหมาย"

2. กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันประกาศราชกิจจานุเบกษา

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้มีการประชุม ครั้งที่ 2/2544 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2544 มีมติให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง ร่วมกันกำหนดมาตรการควบคุมความเคลื่อนไหวทางการเงินซึ่งเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากผลการประชุมการระดมความคิดกำหนดแนวทางเพื่อเอาชนะยาเสพติดเมื่อวันที่ 10 - 11 มีนาคม 2544 ณ โรงแรมดุสิตธานี ไอร์แลนด์ รีสอร์ท จังหวัดเชียงราย

กระทรวงการคลังได้รายงานความคืบหน้าว่าได้จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ กรมศุลกากร และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แล้วมีมติว่า การลักลอบนำเงินตราเข้าออกประเทศเพื่อการค้ายาเสพติดและการนำเงินตราเข้าออกประเทศที่เข้าข่ายการฟอกเงินมีวิธีการที่หลากหลายมากขึ้นในปัจจุบัน การกำหนดให้บุคคลผู้นำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศหรือออกไปนอกประเทศที่มีมูลค่าเกินกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่า ต้องสำแดงรายการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ศุลกากรนั้น จะทำให้ทราบข้อมูลสถิติและความเคลื่อนไหวของเงินที่เข้าออกประเทศไทยได้ชัดเจนมากขึ้น และจะทำให้หน่วยงานปฏิบัติต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแนวทางเพื่อสกัดกั้นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบนำเงินเข้าออกประเทศ อีกทั้งยังเป็นส่วนเสริมในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด กระทรวงการคลังจึงเสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติต่อไป


6. เรื่อง ร่างประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลขั้นต้น สำหรับฤดูการผลิตปี 2544/2545

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลขั้นต้น สำหรับฤดูการผลิตปี 2544/2545 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ ร่างประกาศฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย อัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลขั้นต้น การจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณผลตอบแทน ระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลทรายให้มีความชัดเจนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ของประเทศโดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้ร่างประกาศใช้บังคับสำหรับฤดูการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นปี 2544/2545
  2. กำหนดรายได้ขั้นต้นและหลักเกณฑ์การคำนวณรายได้ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายขั้นต้น
  3. กำหนดรายจ่ายขั้นต้นและหลักเกณฑ์การคำนวณรายจ่ายของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายขั้นต้น
  4. กำหนดรายได้สุทธิขั้นต้น และการกำหนดราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น
  5. กำหนดการชำระราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น และการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายเพื่อชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
  6. กำหนดเขตราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นให้มี 8 เขต ตามบัญชีท้ายประกาศ

7. เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุให้แก่สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุให้แก่สหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด ของ กระทรวงการคลัง แล้วมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธานกรรมการฯ ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ปจ.435 ปจ.436 ตำบลบางปลาร้า และ ปจ.636 ตำบลบางพลวง อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรีให้กับสหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของ คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นว่า

  1. การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุรายนี้เป็นไปตามสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งได้ดำเนินการมานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2522 เมื่อสหกรณ์นิคมบ้านสร้างพัฒนา จำกัด ได้ชำระค่าที่ดินเรียบร้อยแล้ว และกระทรวงการคลังได้มีขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายแล้ว จึงสมควรที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุให้แก่สหกรณ์บ้านสร้างพัฒนา จำกัด ต่อไป
  2. ที่ดินราชพัสดุสมควรที่จะรักษาไว้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และถือเป็นนโยบายที่จะไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินราชพัสดุให้แก่สหกรณ์นิคมรายอื่นใดอีก หากสหกรณ์นิคมใด ๆ มีความต้องการขอเข้าใช้ประโยชน์ควรใช้วิธีการจัดทำสัญญาเช่าที่ดินจากกระทรวงการคลังแทน

8. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อยกเลิกแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญในการกำหนดให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 5 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ถ้าประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้นำหลักฐานดังกล่าวไปยื่นคำขอต่อเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดสองปี ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้มีผลเป็นการยกเลิกหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้น ที่ได้แก้ไขตามมติที่ประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ แล้วมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการฯ ที่เห็นควรให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (คณะกรรมการแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือ กบร.) ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยดำเนินการแก้ไขปัญหาการนำ ส.ค.1 ไปใช้โดยไม่สุจริต โดยการตรากฎกระทรวงหรือระเบียบเพื่อให้การออกหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินโดย ส.ค.1 เป็นไปด้วยความถูกต้องรัดกุมยิ่งขึ้น และให้พิจารณามาตรการทางบริหารโดยจูงใจให้มีการนำ ส.ค.1 มาดำเนินการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียน รวมทั้งเร่งรัดตรวจสอบที่ดินที่ได้มีการออกเอกสารสิทธิไปแล้ว เพื่อให้ทราบสิทธิในที่ดินของประชาชนอย่างชัดเจน และจำนวนเนื้อที่ดินของรัฐที่เหลืออยู่เพื่อมิให้มีการบุกรุกที่ดินของรัฐต่อไปอีก โดยจัดทำเป็นแผนการดำเนินการให้มีความชัดเจนต่อไป

ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ) ได้ดำเนินการหารือตามประเด็นข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 4 (ซึ่งได้ประชุมเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2544) ร่วมกับกรมที่ดิน แล้วได้ข้อยุติในสาระสำคัญสรุปได้ว่า

  1. เห็นด้วยกับความเห็นคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 4 ที่ว่าร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคล จึงต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจตามกฎหมายไว้ด้วย โดยเห็นควรระบุบทบัญญัติมาตรา 29 และมาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งให้อำนาจในการตรากฎหมายที่เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคล
  2. ข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 4 ที่ว่า ส.ค.1 เป็นเพียงหลักฐานอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่จะใช้อ้างสิทธิครอบครอง แต่การขอออกโฉนดที่ดินยังมีวิธีการอื่นอีกที่จะทำได้ การจำหน่ายเอกสาร ส.ค.1 เป็นเพียงการจำหน่ายเอกสาร มิใช่จำหน่ายสิทธิครอบครอง ข้อสังเกตนี้เป็นประเด็นสำคัญที่หารือกัน ผู้แทนกรมที่ดินเห็นด้วยว่า การขอออกโฉนดมิใช่จะกระทำได้แต่เพียงอาศัยการแจ้ง ส.ค.1 แต่เพียงประการเดียว อาจกระทำได้โดยวิธีอื่นอีกแม้จะไม่มี ส.ค.1 และอีกประการหนึ่ง ส.ค.1 ที่มีผู้แจ้ง มีทั้ง ส.ค.1 ในที่ป่าที่ดินของรัฐอื่นรวมอยู่ด้วย มิใช่จะมีแต่เพียงที่ดินปกติที่ราษฎรครอบครองอยู่เท่านั้น การที่จะยกเลิก ส.ค.1 เสียทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงว่าที่ดินที่แจ้งเป็นที่ดินประเภทใดแล้ว จะทำให้ผู้ครอบครองสุจริตอื่นต้องได้รับผลกระทบไปด้วย ผู้แทนกรมที่ดินจึงเห็นควรให้ยกเลิก ส.ค.1 เฉพาะแต่ที่อยู่ในพื้นที่ป่าหรือที่สงวนหวงห้ามของรัฐเท่านั้น เนื่องจากหากยกเลิก ส.ค.1 ในทุกพื้นที่ จะทำให้ผู้มีสิทธิครอบครองอยู่โดยชอบต้องเสียสิทธิไป
  3. ปัจจุบันการออกโฉนดโดยวิธีการที่ไม่สุจริตมีปรากฏอยู่เสมอ ๆ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ส.ค.1 ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่สุจริต เพื่อขอออกโฉนด ฉะนั้น จึงได้เสนอให้ตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมาเพื่อยกเลิกการ แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) หากมิได้นำ ส.ค.1 มาดำเนินการเสียภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากยกเลิก ส.ค.1 เสียแล้ว ก็จะเป็นการตัดช่องทางไม่สุจริตไปเสียได้ทางหนึ่ง สำหรับข้อที่ว่า เกรงว่าจะกระทบกับบุคคลผู้ครอบครองและแจ้ง ส.ค.1 ไว้โดยสุจริตนั้น เห็นว่าร่างกฎหมายนี้มิได้เป็นการตัดสิทธิเสียโดยทันทีอย่างฉับพลัน หากแต่ทอดเวลาให้มาดำเนินการได้ภายใน 1 ปี ก็จะไม่กระทบกระเทือนแต่อย่างใด สมควรขยายเวลาจาก 1 ปี เป็น 2 ปี เพื่อให้มีเวลาเตรียมการที่เหมาะสม จึงเห็นสมควรยืนตามร่างเดิม โดยเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฯ ที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายที่เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลไว้ในร่างด้วย

9. เรื่อง อนุมัติให้กระทรวงกลาโหมกำหนดอัตราเงินเดือนและปรับอัตราเงินเดือนให้กับนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กระทรวงกลาโหมกำหนดอัตราเงินเดือนและปรับอัตราเงินเดือนให้กับนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการฯ ตามที่คณะกรรมการข้าราชการทหาร (กขท.) เสนอ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป โดยค่าใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 ให้พิจารณาเจียดจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่แต่ละส่วนราชการได้รับจากการปรับลดกำลังพลตามแผนของกระทรวงกลาโหม และให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการปรับลดอัตรากำลังพลให้เป็นไปตามแผนแม่บทการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม และปรับปรุงโครงสร้างกองทัพไทยโดยเคร่งครัด ทั้งนี้ ให้สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลางติดตาม กำกับดูแลมิให้ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการ พิจารณาเงินเดือนแห่งชาติด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมรายงานว่า ในการประชุมสภากลาโหม ครั้งที่ 6/2543 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 มีมติรับหลักการเรื่อง ขอกำหนดอัตราเงินเดือนและปรับอัตราเงินเดือนให้กับนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมตามที่คณะกรรมการข้าราชการทหาร (กขท.) เสนอ รวม 2 ข้อ ดังนี้

  1. ให้กำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับนักเรียนนายร้อย นักเรียนนายเรือ นักเรียนนายเรืออากาศ นักเรียนแพทย์ทหาร นักเรียนนายทหารแผนที่ และนักเรียนเตรียมทหาร โดยให้ได้รับในระดับ พ.1 ชั้นใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดตามมติที่ประชุม กขท. ครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543
  2. ให้ปรับอัตราเงินเดือนนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมที่กำหนดไว้แล้วตามคำสั่งกระทรวงกลาโหม ที่ 911/2527 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ให้ได้รับในระดับ พ.1 ชั้นใด ให้เป็นไปตามที่กำหนดตามมติที่ประชุม กขท. ครั้งที่ 2/2543 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วได้ส่งเรื่องให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ประชุมพิจารณาร่วมกันตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2539 แล้ว และมีข้อยุติสรุปสาระสำคัญได้ว่า กระทรวงกลาโหมมีความจำเป็นต้องกำหนดอัตราเงินเดือนและปรับอัตราเงินเดือนให้กับนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหม แต่การกำหนดและปรับอัตราเงินเดือนฯ ดังกล่าวจะต้องไม่ทำให้งบประมาณในภาพรวมของกระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543 สำหรับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 ให้ชะลอไว้ก่อน และเห็นควรให้การกำหนดและปรับอัตราเงินเดือนฯ นี้ มีผลใช้บังคับในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป

ดังนั้น เพื่อเป็นการยืนยันให้เห็นว่าการกำหนดอัตราเงินเดือนและปรับอัตราเงินเดือน ให้กับนักเรียนในสังกัดกระทรวงกลาโหมไม่ขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2543 เรื่อง มาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคคลภาครัฐ ซึ่งส่วนราชการต่าง ๆ ต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กระทรวงกลาโหมจึงได้เตรียมแผนการปรับลดกำลังพลในกระทรวงกลาโหมตามแผนแม่บทการปฏิรูปกระทรวงกลาโหมและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพไทย โดยมีแนวทางการปรับลดกำลังพลในปี 2450 ให้เหลือไม่เกิน 45,000 คน ปรับลดจำนวนผู้ดำรงตำแหน่งประจำหน่วยให้เหลือไม่เกินร้อยละ 25 ของอัตราอนุมัติในแต่ละชั้นยศ ภายในปี 2549 กับแผนการผลิตนักเรียนทหารให้มีจำนวนนักเรียนลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับแผนการปรับลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหม และแผนการพิจารณารับบุคคลที่จบจากสถาบันการศึกษาอื่น ทั้งภาครัฐและเอกชนในด้านต่าง ๆ เช่น พยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยผู้ช่วยพยาบาลทหารดุริยางค์ เป็นต้น


10. เรื่อง การกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 และการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย (เงินเกี๊ยว) ฤดูการผลิตปี 2545/2546

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. เห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 เป็นราคาเดียวทั่วประเทศ ตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนด ดังนี้
    • 1.1 ราคาอ้อยขั้นต้นในอัตราเมตริกตันละ 530.00 บาท ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.18407 ของราคาอ้อยในเขตต่ำสุด หรือเท่ากับร้อยละ 93.9783 ของราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ และกำหนดอัตราการขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 31.80 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ต่อเมตริกตัน
    • 1.2 ผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้นในอัตรากระสอบละ 250.79 บาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 99.18407 ของผลตอบแทนการผลิตฯ ในเขตต่ำสุด หรือเท่ากับร้อยละ 97.4850 ของผลตอบแทนการผลิตฯ เฉลี่ยทั่วประเทศ
  2. รับทราบมาตรการในการให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายดำเนินการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยกรณีราคาอ้อย ขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอ้อย ตามที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนด เนื่องจากราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 ที่ชาวไร่อ้อยได้รับตามข้อ 1 ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอ้อยซึ่งอยู่ที่ตันอ้อยละ 586.32 บาท ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของชาวไร่อ้อย จึงมีมติให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายดำเนินการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยดังต่อไปนี้
    • 2.1 ให้นำรายได้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายไปเพิ่มค่าอ้อยให้กับชาวไร่อ้อยในฤดูการผลิตปี 2544/2545 ในอัตราตันอ้อยละ 20 บาท (คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,043 ล้านบาท) ทั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นเงินยืมโดยไม่มีดอกเบี้ย และบันทึกบัญชีว่าชาวไร่อ้อยเป็นหนี้ต่อกองทุนฯ
    • 2.2 ให้นำรายได้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายไปชำระดอกเบี้ยเงินกู้ตามโครงการเงินเพิ่มค่าอ้อย ขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2541/2542 และปี 2542/2543 (เป็นเงินประมาณ 427 ล้านบาท) ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในฤดูการผลิตปี 2544/2545 ต่อไป
  3. มาตรการพักชำระหนี้เฉพาะส่วนของเงินต้น ที่ชาวไร่อ้อยจะต้องชำระให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตรในฤดูการผลิตปี 2544/2545 เป็นเงินประมาณ 2,014 ล้านบาท หรือประมาณตันอ้อยละ 38.64 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย

เนื่องจากในฤดูการผลิตปี 2544/2545 ชาวไร่อ้อยมีภาระที่ต้องชำระหนี้เงินกู้ตามโครงการเงินเพิ่มค่าอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2541/2542 และปี 2542/2543 เป็นเงินประมาณ 2,306 ล้านบาท หรือประมาณตันอ้อยละ44.22 บาท โดยชาวไร่อ้อยจะถูกหักภาระหนี้เงินกู้ ดังกล่าวจากราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 ซึ่งจะทำให้ราคา อ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 ที่ชาวไร่อ้อยได้รับหลังจากหักภาระหนี้แล้วเหลือเพียงตันอ้อยละ 485.78 บาท ที่10 ซี.ซี.เอส. และแม้ว่าคณะกรรมการ อ้อยและน้ำตาลทรายจะได้มีมติให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายดำเนินการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยดังกล่าวแล้ว แต่ปรากฏว่าชาวไร่อ้อย ยังคงได้รับราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2544/2545 ในอัตราที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอ้อยเป็นอย่างมาก ดังนั้น จึงเห็นชอบมาตรการพักชำระหนี้เฉพาะส่วนของเงินต้นดังกล่าว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย (เงินเกี๊ยว) ฤดูการผลิตปี 2545/2546 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ดังนี้

  1. มาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย (เงินเกี๊ยว) ฤดูการผลิตปี 2545/2546 ในวงเงิน 10,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 เป็นการให้ความช่วยเหลือในลักษณะการกู้ยืมแบบมีกำหนดเวลา จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชาวไร่อ้อยจะต้องส่งคืนเงินต้นพร้อมชำระดอกเบี้ยตามอัตราที่ ธ.ก.ส. กำหนด เช่นเดียวกับการให้กู้ยืมแก่เกษตรกรทั่วไป โดยวงเงินดังกล่าวจะหมุนเวียนต่อเนื่องไปทุกปีการผลิต ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยในการจัดหาแหล่งเงินกู้ยืมเพื่อส่งเสริมการปลูกอ้อยแทนการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์โดยตรงแล้ว ยังช่วยให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายสามารถจัดระบบในการบริหารจัดการวัตถุดิบ (อ้อย) ให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น ลดปัญหาการเกี๊ยวอ้อยซ้ำซ้อน และลดปัญหาการแย่งซื้ออ้อยระหว่างโรงงาน ตลอดจนลดปัญหาการก่อหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งผลจากการดำเนินการในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ธ.ก.ส. สามารถเรียกเก็บหนี้จากการกู้ยืมเงินตามโครงการนี้ได้ครบทั้งหมด ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามาตรการดังกล่าวไม่ใช่มาตรการที่ภาครัฐเข้าไปอุดหนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายแต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามมาตรการดังกล่าวยังช่วยจัดระบบของอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นระเบียบยิ่งขึ้น และช่วยดูดซับสภาพคล่องทางการเงินของ ธ.ก.ส. โดยมีหลักประกันการชำระคืนเงินกู้ที่มั่นคงอีกด้วย
  2. กรณีคนไทยบริโภคน้ำตาลแพงกว่าคนในต่างประเทศนั้น ตามข้อเท็จจริงรัฐบาลได้ควบคุมราคา จำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศให้อยู่ในระดับเดิมมาตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา แม้ว่าจะได้มีการปรับเพิ่มราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ราคาดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และหากจะเปรียบเทียบราคาจำหน่ายภายในประเทศกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่จะนำมาเปรียบเทียบจะต้องเป็นราคาน้ำตาลทรายขาวหรือขาวบริสุทธิ์ ไม่ใช่น้ำตาลทรายดิบ และราคาดังกล่าวจะต้องเป็นราคาที่รวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ค่าภาษี และค่าธรรมเนียมการนำเข้า รวมทั้งค่าการตลาด และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภค ซึ่งเมื่อพิจารณาจากระดับราคาน้ำตาลทรายขาวในตลาดลอนดอน ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2544 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 214.90 เหรียญ/ตัน เอฟ.โอ.บี. พบว่าราคาขายปลีกของน้ำตาลทรายขาวนำเข้า (รวมภาษีนำเข้าที่กำหนดไว้ภายใต้ WTO 65%) จะอยู่ที่ระดับประมาณ 23 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาจำหน่ายภายในประเทศที่รัฐบาลควบคุมอยู่ในขณะนี้
  3. ในการพิจารณาปรับปรุงระบบอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ขณะนี้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2544

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชนของไทยได้ประสานกับประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่ของโลก รวม 13 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ชิลี โคลัมเบีย เอลซาวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย นิคารากัว ปานามา แอฟริกาใต้ และไทย จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรเพื่อปฏิรูปการค้าน้ำตาลของโลก (Global Alliance for Sugar Trade Reforms and Liberalization) เพื่อผลักดันให้ประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่สำคัญ คือ สหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศในประชาคมยุโรป ลดการอุดหนุนผู้ผลิตน้ำตาลทรายภายในประเทศซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำตาลทราย ในตลาดโลกอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริง อันส่งผลให้อุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายของไทยต้องประสบปัญหา ทางการค้ามาโดยตลอด


11. เรื่อง อนุมัติเงินกู้ใช้ดำเนินงานโครงการแทรกแซงตลาดยางพารา ระยะที่ 6 เพิ่มเติม

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอให้องค์การสวนยางกู้เงินธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติม จำนวน 4,000 ล้านบาท มีระยะเวลาสิ้นสุด ณ 30 ธันวาคม 2545 โดยให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเพื่อใช้ดำเนินการตามโครงการแทรกแซงตลาดยางพาราต่อไป ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีไว้แล้ว เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ในระหว่างรอการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราไทยช่วงปี 2545 - 2549 โดยอนุมัติให้เริ่มดำเนินการแทรกแซงตลาดยางพาราตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. การดำเนินงานตามโครงการแทรกแซงตลาดยางพารา ระยะที่ 6 ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2544 ได้ใช้เงินรวมทั้งสิ้น 14,810.8 ล้านบาท ใช้จากรายได้จากการขายยางของโครงการฯ จำนวน 7,994.6 ล้านบาท และใช้วงเงินกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 6,816.2 ล้านบาท
  2. สถานะการเงินของโครงการแทรกแซงตลาดยางพารา ระยะที่ 6 ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2544 เงินคงเหลือในบัญชีองค์การสวนยาง 45 ล้านบาท เงินคงเหลือในบัญชีสหกรณ์จังหวัดและเกษตรจังหวัด 103 ล้านบาท เงินที่คาดว่าจะเก็บจากการขายยาง 246 ล้านบาท เงินที่จะได้จากทำสินเชื่อเพื่อการส่งออก 487 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 881 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถใช้ซื้อยางได้ประมาณ 7 - 10 วัน
  3. การทำสินเชื่อการส่งออกเพื่อนำเงินมาใช้หมุนเวียนซื้อยางต่อไป จำเป็นต้องขายยางในสต๊อคที่มีอยู่ ซึ่งในปัจจุบันสต๊อคยางที่ไม่มีภาระผูกพันในการส่งมอบและทำสัญญาขายไว้แล้ว จำนวน 49,950 ตัน (มูลค่าประมาณ1,040 ล้านบาท) หากเร่งรีบนำยางจำนวนนี้ออกขายจะส่งผลกระทบในราคายางภายในประเทศยิ่งต่ำลง ปริมาณยางที่ต้องดำเนินการแทรกแซง หากราคายางท้องถิ่นยังอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 15.50 - 16.80 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 - 31 มีนาคม 2545 และจำนวนเงินที่ต้องใช้ซื้อยางคาดหมายไว้ ดังนี้
ระยะเวลา ปริมาณยางที่จะต้องแทรกแซง
(ตัน)
ปริมาณเงินที่ต้องใช้ซื้อยาง
(ล้านบาท)
24 - 30 ธ.ค. 44
2 - 31 ม.ค. 45
1 - 28 ก.พ. 45
1 - 31 มี.ค. 45
รวม
35,000
100,000
50,000
25,000
210,000
800
2,280
1,140
570
4,790


12. เรื่อง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ แล้วมีมติอนุมัติตามความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการประชุมครั้งที่ 13/2544 ที่ให้ความเห็นชอบโครงการ จำนวน 2 โครงการ วงเงินรวม 115.689 ล้านบาท ดังนี้

1. โครงการฝึกอบรมพัฒนาผู้มีศักยภาพเพื่อประกอบธุรกิจ SMEs ของกรมการศึกษานอกโรงเรียน และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วงเงินรวม 69.38 ล้านบาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนเกิดความตระหนักและเห็นช่องทางประกอบธุรกิจขนาดย่อมในชุมชน ลดปัญหาการว่างงาน โดยมีเป้าหมายในการฝึกอบรมประชาชนในชุมชนที่ว่างงานจำนวน 17,000 คน (20 คน/อำเภอ) ซึ่งกรมการศึกษานอกโรงเรียนจะใช้สถานศึกษาในสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียนทั่วประเทศ จำนวน 983 แห่ง จัดฝึกอบรมในด้านต่าง ๆ โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี วงเงินลงทุน 68 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
- 28 20 20

ในการบริหารโครงการ กรมการศึกษานอกโรงเรียนจะประชาสัมพันธ์โครงการให้กลุ่มเป้าหมายทราบ และดำเนินการฝึกอบรมโดยคาดว่าจะมีผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับวุฒิบัตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมายสามารถเขียนโครงการเพื่อการลงทุนได้ ทั้งนี้ จะมีคณะกรรมการกำกับระดับกรม ระดับภาค และระดับจังหวัดทำหน้าที่ติดตามประเมินผลการดำเนินงานโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับโครงการฝึกอบรมพัฒนาผู้มีศักยภาพเพื่อประกอบธุรกิจ SMEs ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งมีเป้าหมายการฝึกอบรมนักศึกษาวิชาชีพปีสุดท้ายหรือนักศึกษาที่ว่างงานในทุกภูมิภาค จำนวน 700 คน วงเงิน 1.38 ล้านบาท

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดังกล่าว ให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้กรมการศึกษานอกโรงเรียนและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลจัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

2. โครงการจัดหางานและส่งเสริมอาชีพแก่แรงงานที่อพยพกลับจากต่างประเทศ ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ภายในวงเงิน 46.309 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำทะเบียน และสำรวจความต้องการขอรับความช่วยเหลือของแรงงานไทยที่กลับจากต่างประเทศ แนะนำความรู้และทักษะ ในการประกอบอาชีพอิสระและอาชีพใหม่ รวมทั้งพัฒนาแรงงานที่มีความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง ให้สามารถเป็นวิทยากรพัฒนาฝีมือแรงงานของภาครัฐและเอกชนในอนาคต ซึ่งกรมการจัดหางานร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ให้แรงงานไทยที่กลับจากต่างประเทศมาลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือในการจัดหางานในประเทศ โดยโครงการจัดหางานและส่งเสริมอาชีพแก่แรงงานที่อพยพกลับจากต่างประเทศ มีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี วงเงิน 46.309 ล้านบาท ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่ 1) โครงการรับลงทะเบียนแรงงานไทยที่อพยพกลับจากต่างประเทศ (กรมการจัดหางาน) เป้าหมาย 45,000 คน วงเงิน 8.115 ล้านบาท 2) โครงการสร้างโอกาสการจ้างงานให้แรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่มาตุภูมิ (กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) เป้าหมาย 15,000 คน วงเงิน 30.89 ล้านบาท และ 3) โครงการส่งเสริมการมีงานทำแก่แรงงานไทยที่อพยพกลับจากต่างประเทศ (กรมการจัดหางาน) เป้าหมาย 3,000 คน วงเงิน 7.304 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

โครงการ ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
1) โครงการรับลงทะเบียนแรงงานไทย ที่อพยพกลับจากต่างประเทศ 1.800 2.105 2.105 2.105
2) โครงการสร้างโอกาสการจ้างงานให้กับแรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับสู่มาตุภูมิ 6.178 9.267 9.267 6.178
3) โครงการส่งเสริมการมีงานทำแก่แรงงานไทยที่อพยพกลับจากต่างประเทศ 0.974 2.435 2.435 1.460
รวม 8.952 13.807 13.807 9.743

นอกจากนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาเห็นว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานของแรงงานที่อพยพกลับสู่ประเทศไทย เนื่องจากปัญหาความรุนแรงในต่างประเทศ และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของ แรงงานให้สามารถประกอบอาชีพอิสระและอาชีพใหม่ได้ จึงควรให้ความเห็นชอบโครงการ จัดหางานและส่งเสริมอาชีพแก่แรงงานที่อพยพกลับจากต่างประเทศ ของกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม ภายในวงเงิน 46.309 ล้านบาท แต่เห็นควรให้ปรับเป้าหมายโครงการย่อย 2) โครงการสร้างโอกาสการจ้างงานให้แรงงานที่เคลื่อนย้ายกลับมาสู่มาตุภูมิ จาก 15,000 คน เหลือ 5,000 คน (เนื่องจากมีการใช้งบประมาณปกติดำเนินการบางส่วนอยู่แล้ว) สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายมอบให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณา โดยให้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545


13. เรื่อง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545

คณะรัฐมนตรีอนุมัติค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 จำนวน 7 โครงการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ตามความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในการประชุมครั้งที่ 14/2544 ที่ให้ความเห็นชอบโครงการ จำนวน 7 โครงการ วงเงินรวม 2,124.369 ล้านบาท ดังนี้

1. โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุง/ซ่อมแซมชลประทานขนาดเล็ก มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำ/ส่งน้ำ ให้ถึงระดับแปลงนาของเกษตรกรในเขตโครงการชลประทาน ซึ่งการดำเนินโครงการจะเน้นการปรับปรุง/ซ่อมแซม โครงการชลประทานขนาดเล็กที่สร้างไว้เดิม ก่อสร้างระบบส่งน้ำเพิ่มเติมต่อจากที่ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือฝาย และปรับปรุงอ่างเก็บน้ำ/ฝายที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิมเป็นหลัก มีโครงการที่เหมาะสมและพร้อมดำเนินการจำนวน 134 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ 39 จังหวัด แยกเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 40 โครงการ ภาคเหนือ จำนวน 39 โครงการ ภาคใต้ จำนวน 40 โครงการ และภาคกลาง จำนวน 15 โครงการ โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 9 เดือน วงเงินรวม 986.415 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
- 465.430 461.730 59.255

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้กรมชลประทานจัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

2. โครงการจัดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้งและสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิตด้านเกษตรกรรมของพื้นที่การเกษตรที่อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน โดยมีพื้นที่ดำเนินการครอบคลุมประมาณ 35 จังหวัด ซึ่งจะก่อสร้างขยายคลองซอยส่งน้ำและระบายน้ำของสถานีสูบน้ำเดิมที่มีอยู่แล้ว จำนวน 180 แห่ง ในพื้นที่ทุรกันดารทั่วประเทศ โดยการก่อสร้างระบบส่งน้ำจะว่าจ้างเอกชนเข้าดำเนินการ โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 8 เดือน วงเงินรวม 511.82 โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
- 4.02 304.08 203.72

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว สำหรับรายละเอียดค่าใช้จ่ายมอบให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณา โดยให้กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน จัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอรัฐมนตรีขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการหลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

3. โครงการปรับปรุงระบบการใช้ที่ดินและระบบการส่งน้ำจากแหล่งน้ำในไร่นา มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยพัฒนาระบบการส่งน้ำในไร่นา ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีน้ำใช้ในการเพิ่มผลผลิตเสริมสร้างโอกาสในการจ้างงานและเพิ่มรายได้ให้ราษฎรในท้องถิ่น โดยจะก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ขุดลอกคลองส่งน้ำ หรือคลองเก็บกักน้ำ และระบายน้ำตามความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการและสำรวจออกแบบไว้แล้ว จำนวน 34 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 18 จังหวัด โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 11 เดือน วงเงินรวม 201.17 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
4.00 118.79 77.27 1.11

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้กรมพัฒนาที่ดินจัดทำแผนปฏิบัติงาน และรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

4. โครงการปรับปรุงคุณภาพผลผลิตและสินค้าเกษตรในพื้นที่โครงการหลวง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนในพื้นที่สูงจากการปลูกพืชและการจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและได้ มาตรฐานกระตุ้นให้เกิดการผลิตและการจำหน่ายผลผลิตการเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวง รวมทั้งพัฒนาทักษะความชำนาญของเกษตรกร โดยการถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งการดำเนินโครงการจะดำเนินการในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง จำนวน 3 แห่ง ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ หนองหอย ทุ่งหลวง และอ่างขาง เพื่อเป็นโครงการนำร่อง โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 9 เดือน วงเงินรวม 107.918 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
- 31.729 37.023 39.166

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการขาย การตลาด และการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรโครงการหลวงอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

5. โครงการเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายโอกาสและช่องทางการตลาดให้แก่ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงการผลิตในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้ผู้ประกอบการของไทย ได้รับรู้ข้อมูลในการพัฒนารูปแบบและคุณภาพสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ตลอดจนแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมเพื่อให้คนไทยเกิดความภาคภูมิใจในสินค้าไทยและมีพฤติกรรมนิยมสินค้าไทย ซึ่งการดำเนินโครงการจะประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) กาจัดนิทรรศการแสดงสินค้า สัมมนาทางวิชาการ และการบริการสนับสนุนการลงทุน และ 2) การโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยการดำเนินโครงการจะใช้พื้นที่ของศูนย์แสดงสินค้านานาชาติกรุงเทพมหานคร (ไบเทค) โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการในช่วงระหว่างวันที่ 16 - 21 พฤษภาคม 2545 วงเงินที่ขอรับการสนับสนุน 30 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
- - 30.00 -

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

6. โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่โครงการหลวง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของพื้นที่

โครงการหลวงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ นำไปสู่การสร้างรายได้จากบริการด้านการท่องเที่ยวในประเทศ และส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสผลงานโครงการหลวง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่โครงการหลวง จำนวน 36 พื้นที่ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยปรับปรุงภูมิทัศน์ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว สนับสนุนกิจกรรมชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่โครงการหลวง โดยโครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 10 เดือน วงเงินรวม 112.016 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดการเบิกจ่ายรายไตรมาส ดังนี้

ไตรมาสที่ 1 ไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4
- 82.659 19.566 9.791

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการ ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545

7. โครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์พื้นที่ราชดำเนิน และพื้นที่ต่อเนื่อง มีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงสภาพทางกายภาพของจุดท่องเที่ยว และพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินและบริเวณต่อเนื่องให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เป็นเมืองน่าอยู่ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และด้านคุณภาพชีวิต ซึ่งจะประกอบด้วย 2 โครงการย่อย ได้แก่ โครงการผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินและบริเวณต่อเนื่อง และโครงการปรับปรุงฟื้นฟูภูมิทัศน์บริเวณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ทั้งชั้นนอกชั้นในเมืองหลักและเมืองหลวงของประเทศ โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 11 เดือน วงเงินรวม 175.03 ล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการโครงการประกอบด้วย 1) โครงการผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่ถนนราชดำเนินและบริเวณต่อเนื่อง 2) โครงการปรับปรุงฟื้นฟูภูมิทัศน์บริเวณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ทั้งชั้นนอกชั้นในเมืองหลักและเมืองหลวงของประเทศ กรุงเทพมหานคร

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบโครงการดังกล่าว โดยให้ปรับระยะเวลาดำเนินการเหลือ 9 เดือน สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้สำนักงบประมาณเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียด โดยให้กรุงเทพมหานคร และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จัดทำแผนปฏิบัติงานและรายละเอียดค่าใช้จ่ายเสนอขออนุมัติเงินจากสำนักงบประมาณ ภายใน 10 วันทำการ หลังจากโครงการได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี และเร่งรัดการดำเนินงานและเบิกจ่ายเงินภายใน 30 กันยายน 2545


14. เรื่อง การจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการรองรับโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) เสนอ ให้มีการจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินการรองรับโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาว ซึ่งให้ดำเนินการโครงการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวโดยใช้รูปแบบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยร่วมทุนกับบริษัทภาคเอกชน คือ ร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในอัตราส่วนที่ภาครัฐถือหุ้นไม่เกินร้อยละสามสิบ ส่วนการวิจัยและพัฒนาและการออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมธุรกิจการท่องเที่ยวประเภทนี้ให้เป็นอำนาจของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ โดยหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรับไปดำเนินการในรายละเอียดต่อไป


15. เรื่อง แนวทางการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก)

คณะรัฐมนตรีรับทราบแนวทางการพัฒนาพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) รายงานว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายการสร้างรายได้โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นมาตรการที่สำคัญประการหนึ่งนั้น เห็นว่าพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพรมแดนไทย - ราชอาณาจักรกัมพูชา - สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในอนาคต จึงได้เดินทางไปตรวจพื้นที่จริง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2544 และจัดประชุมหารือกับผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาโดยรวมชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคต่อไป แม้ว่าจะมีข้อจำกัดต่าง ๆ บางประการ ซึ่งในที่ประชุมได้พิจารณาทั้งศักยภาพของพื้นที่และข้อจำกัด อย่างไรก็ดี ในระยะแรกสมควรที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านกีฬาและนันทนาการก่อน ประกอบกับประเทศไทยได้มีกรอบความร่วมมือกับกัมพูชาและลาวทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำแม่โขง และระดับภูมิภาค รวมทั้งได้เคยมีการเจรจาในเรื่องนี้กับทั้ง 2 ประเทศแล้ว เมื่อครั้งประชุม ASEAN Summit ในปี 2543 จึงน่าจะเป็นไปได้ที่จะดำเนินการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน สำหรับแนวทางการดำเนินการ ที่ประชุมเห็นว่าการบริหารจัดการอาจใช้วิธีจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ หรือจัดตั้งองค์กรร่วม อย่างไรก็ดีในเบื้องต้นเห็นสมควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาสามเหลี่ยมมรกต เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียด

คณะรัฐมนตรีจึงให้ความเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว โดยมีองค์ประกอบของกรรมการจากทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชนที่เกี่ยวข้องจำนวน 19 คน ซึ่งมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบดูแล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นประธานกรรมการ และกรรมการประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกองทัพภาคที่ 2 ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้แทนการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้แทนกองบัญชาการทหารสูงสุด ผู้แทนกรมแผนที่ทหาร กระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนสมาคมกอล์ฟแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมกอล์ฟอาชีพไทย โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ช่วยเลขานุการ


16. เรื่อง ความคืบหน้าค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

คณะรัฐมนตรีรับทราบความคืบหน้าค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธานกรรมการฯ รายงานว่าได้พิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการ สำหรับค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 จำนวน 58,000 ล้านบาท ทั้งสิ้น 27 โครงการ วงเงิน 16,425.81 ล้านบาท โดยมีโครงการที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติแล้ว จำนวน 12 โครงการ วงเงิน 10,346.49 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรี จำนวน 15 โครงการ วงเงินรวม 6,079.32 ล้านบาท โดยสรุปกรอบวงเงินคงเหลือของแผนงานในแต่ละด้าน ดังนี้

แผนงาน กรอบวงเงิน คณะกรรมการฯ เห็นชอบ วงเงิน
คงเหลือ
(จำนวนเงิน : ล้านบาท) โครงการ วงเงิน
1. เกษตร
2. อุตสาหกรรม/SMEs
3. ท่องเที่ยว
4. ชุมชน
5. ฝึกอบรม
15,500.00
8,000.00
6,000.00
8,500.00
8,000.00
8
4
8
0
7
4,776.80
2,212.50
3,891.77
-
5,544.74
10,723.21
5,787.50
2,108.23
8,500.00
2,455.26
รวม 46,000.00 27 16,425.81 29,574.19
โครงการรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร ตามนโยบายรัฐบาล 12,000.00      
รวมวงเงิน 58,000.00      

หมายเหตุ กรอบวงเงินคงเหลือข้างต้นยังไม่รวมวงเงินโครงการที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 และวันที่ 11 ธันวาคม 2544 ให้กันวงเงินค่าใช้จ่ายสำรองฯ สำหรับ 1) แผนป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดอุดรธานี วงเงิน 452.53 ล้านบาท และ 2) โครงการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จำนวน 4 โครงการ วงเงิน 47.08 ล้านบาท

สำหรับแผนงานด้านชุมชน กรอบวงเงิน 8,500 ล้านบาท คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เห็นชอบแนวทางการจัดทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ โดยจะมีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดทำแผนชุมชนและโครงการพัฒนาระดับชุมชนในทุกตำบล/อบต. และเทศบาลทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ

รายชื่อโครงการที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ มีดังนี้

แผนงาน/โครงการ วงเงิน
(ล้านบาท)
ครม. อนุมัติ
แผนงานเกษตร    
1. โครงการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรหลังการพักชำระหนี้ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

1,790.62 4 ธ.ค. 2544
2. โครงการขยายผลงานของโครงการหลวงเพื่อการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 20.61 4 ธ.ค. 2544
3. โครงการก่อสร้าง/ปรับปรุง/ซ่อมแซมชลประทานขนาดเล็ก ของกรมชลประทาน 986.41 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
4. โครงการจัดตั้งสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ของกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน 511.82 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
5. โครงการปรับปรุงระบบการใช้ที่ดินและระบบการส่งน้ำจากแหล่งน้ำในไร่นา ของกรมพัฒนาที่ดิน 201.17 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
6. โครงการเพิ่มมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรในพื้นที่โครงการหลวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 107.92 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
7. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตรด้วยระบบชลประทานจุลภาคของ สปก. 363.80 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
8. โครงการพัฒนาธุรกิจโคนม ของกรมปศุสัตว์ 794.44 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
แผนงานอุตสาหกรรม/SMEs    
9. โครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 2,000.00 22 ต.ค. 2544
10. โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม 175.00 11 ธ.ค. 2544
11. โครงการเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทย ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 30.00 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
12. โครงการเร่งรัดส่งเสริมอาชีพอิสระจัดตั้งร้านช่างชนบท ของ รพช. 7.50 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
แผนงานท่องเที่ยว    
13. โครงการปรับปรุงและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในอุทยานแห่งชาติ ของกรมป่าไม้ 217.72 12 พ.ย. 2544
14. โครงการพัฒนาเกาะช้างและพื้นที่ใกล้เคียง ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 498.49 4 ธ.ค. 2544
15. โครงการท่องเที่ยวทัศนศึกษาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ของกระทรวงศึกษาธิการ 215.00 11 ธ.ค. 2544
16. โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่โครงการหลวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 112.02 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
17. โครงการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์พื้นที่ราชดำเนิน ของกรุงเทพมหานคร และ สศช. 175.03 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
18. โครงการเที่ยวไทยไปได้ทุกเดือน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 663.00 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
19. แผนงานพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 1,910.51 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
20. แผนงานบริหารจัดการโครงการรวม ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 100.00 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
แผนงานฝึกอบรม    
21. โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ของสำนักงานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 5,077.12 30 ต.ค. 2544
22. โครงการพัฒนากำลังคนสู่ตลาดแรงงาน ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 289.37 11 ธ.ค. 2544
23. โครงการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 33.59 11 ธ.ค. 2544
24. โครงการฝึกอบรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรมด้านการเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 21.56 11 ธ.ค. 2544
25. โครงการส่งเสริมอาชีพคนพิการ ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 7.41 11 ธ.ค. 2544
26. โครงการฝึกอบรมพัฒนาผู้มีศักยภาพเพื่อประกอบธุรกิจ SMEs ของกรมการศึกษานอกโรงเรียน และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล 69.38 อยู่ระหว่างการนำเสนอ
27. โครงการจัดหางานและส่งเสริมอาชีพแก่แรงงานที่อพยพกลับจากต่างประเทศ ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม 46.31 อยู่ระหว่างการนำเสนอ

ปัญหาอุปสรรคในการจัดเตรียมและพิจารณากลั่นกรองโครงการ

  1. หน่วยงานต่าง ๆ เสนอโครงการที่มีลักษณะเป็นงานประจำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
  2. โครงการที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอ มีระยะเวลาจัดเตรียมโครงการสั้น ทำให้ขาดความสมบูรณ์ในรายละเอียด ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ดำเนินการพัฒนาโครงการ ร่วมกับหน่วยงานหลักในแต่ละแผนงาน และหน่วยงานเจ้าของโครงการอยู่แล้ว เพื่อให้โครงการที่เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ มีความสมบูรณ์และสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ปัญหาความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ผ่านมามีโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว จำนวน 12 โครงการ แต่มีโครงการที่เสนอขออนุมัติเงินงวดจากสำนักงบประมาณ และได้รับอนุมัติแล้วจำนวน 3 โครงการ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 โครงการยังไม่ได้เบิกจ่ายงบประมาณ ดังนั้นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ จึงควรให้ความสำคัญในการติดตามประเมินผล และเร่งรัดการดำเนินโครงการ รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานเจ้าของโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

การประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2545 เป็นเรื่องใหม่ที่ควรมีการประเมินผลการดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ว่ามีความเหมาะสมเพียงใด ทั้งในด้านขั้นตอนการดำเนินการที่มีลักษณะตั้งวงเงินไว้ก่อน และพิจารณาโครงการเพื่อใช้จ่ายจากวงเงินที่ตั้งไว้ และวิธีการเบิกจ่ายในระบบราชการที่อาจไม่เอื้ออำนวยให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต


17. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานตามนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. การดำเนินงานจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

หน่วย : กองทุน

  เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ร้อยละ
1. การขอขึ้นทะเบียนกองทุนหมู่บ้าน 74,881 72,335 96.60
- หมู่บ้าน 71,364 70,899 99.35
- ชุมชนเมือง 3,517 1,436 40.83
2. ผ่านการพิจารณาความพร้อมระดับอำเภอ 74,881 71,613 95.64
- หมู่บ้าน 71,364 70,491 98.78
- ชุมชนเมือง 3,517 1,122 31.90
3. ผ่านการพิจารณาความพร้อมระดับจังหวัด 74,881 70,476 94.12
- หมู่บ้าน 71,364 69,583 97.50
- ชุมชนเมือง 3,517 893 25.39

2. การจัดสรรและโอนเงินให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

หน่วย : กองทุน

  เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน ร้อยละ
1. ผ่านการพิจารณาของ สทบ. 74,881 66,097 88.27
- หมู่บ้าน 71,364 65,411 91.70
- ชุมชนเมือง 3,517 686 19.50
2. จัดสรรและโอนเงิน      
2.1 โอนแล้ว (งวดที่ 1 - 4) - 56,346 -
- หมู่บ้าน - 56,268 -
- ชุมชนเมือง - 78 -
2.2 โอนวันที่ 24 ธันวาคม (งวดที่ 5) - 9,751 -
- หมู่บ้าน - 9,143 -

- ชุมชนเมือง

- 608 -
2.3 รวมโอนทั้งหมด 74,881 66,097 88,27
- หมู่บ้าน 71,364 65,411 91.70
- ชุมชนเมือง 3,517 686 19.50

3. การเบิกจ่ายเงินของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีการเบิกจ่ายเพื่อนำไปปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกแล้วจำนวน 37,739 ล้านบาท ของจำนวนที่โอนไป 56,346 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 67 โดยมีวัตถุประสงค์ของการปล่อยกู้สินเชื่อ

สรุปได้ดังนี้ 1) ภาคการเกษตร ร้อยละ 75.4 2) อุตสาหกรรมครัวเรือน ร้อยละ 3.7 3) ค้าขาย ร้อยละ 1.0 4) การบริการ (ช่างซ่อม, ช่างเสริมสวย เป็นต้น) ร้อยละ 3.7 5) บรรเทาเหตุฉุกเฉินและจำเป็น ร้อยละ 1.0 6) กิจกรรมกลุ่ม ร้อยละ 1.7

4. ปัญหาอุปสรรคและการแก้ไข

4.1 การเรียกประชุมเพื่อเปิดเวทีชาวบ้านไม่ได้ 3 ใน 4 ตามระเบียบ จึงไม่สามารถสรรหาคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้

สทบ. ได้แจ้งให้จังหวัดดำเนินการเพื่อการดำเนินงาน ดังนี้

4.2 กรณีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในส่วนของชุมชนมุสลิม ไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เนื่องจากระเบียบขัดต่อหลักของศาสนา สทบ. ได้แก้ไขระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2544 แล้ว โดยให้เพิ่มเติมความต่อไปนี้ เป็นข้อ 37 ทวิ

ข้อ 37 ทวิ กรณีที่บทบัญญัติตามความในหมวดนี้ ขัดหรือแย้งกับหลักศาสนาของสมาชิกของกองทุน ให้คณะกรรมการกองทุนสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ และรูปแบบในการใช้ประโยชน์จากเงินกองทุน และการกำหนดผลตอบแทนใช้คืนกองทุนให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาของสมาชิกนั้นได้

4.3 ปัญหาในการกรอกข้อมูลเพื่อขอขึ้นทะเบียนของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีความคลาดเคลื่อน สทบ. ได้มีการชี้แจงและซักซ้อมเพื่อสร้างความเข้าใจแก่คณะกรรมการกองทุนและเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดการดำเนินการดังกล่าวอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน และการสร้างให้กองทุนเข้มแข็งและมีการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย


18. เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขอปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน

คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเสนอ เกี่ยวกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ขอปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงิน แล้วมีมติให้ความเห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการ ดังนี้

  1. ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปรับปรุงอัตราค่าเช่าบ้านให้สอดคล้องกับโครงสร้างอัตราเงินเดือนที่ให้มีครึ่งขั้น
  2. ให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปรับเพิ่มเงินเพิ่มพิเศษพนักงานช่างและพนักงานชุด เชื่อมสายแรงสูงที่ปฏิบัติงานฮอทไลน์จากวันละ 25 บาท และ 30 บาท เป็นวันละ 100 บาท ในการปฏิบัติงานทุกพื้นที่

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมรายงานว่า คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ซึ่งเป็นองค์กรไตรภาคีตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เป็นประธานกรรมการ ได้พิจารณาเรื่องขอปรับปรุงสภาพการจ้างที่เกี่ยวกับการเงินจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2 เรื่อง คือ

  1. การปรับปรุงอัตราค่าเช่าบ้าน ให้สอดคล้องกับโครงสร้างอัตราเงินเดือนที่ให้มีครึ่งขั้น โดยมีข้อมูลและเหตุผลประกอบ ดังนี้
    • 1.1 ค่าเช่าบ้านของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นสวัสดิการที่จัดให้กับพนักงานที่โยกย้ายไปปฏิบัติงาน ณ ท้องที่อื่นที่ห่างไกลภูมิลำเนาเดิม เป็นปัจจัยดึงดูดให้พนักงานที่ทำงานในหน้าที่สำคัญ ๆ ไปปฏิบัติงานในท้องที่อื่น
    • 1.2 ปัจจุบันพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเบิกค่าเช่าบ้านได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ ส. 4/2538 เรื่อง ค่าเช่าบ้าน ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538 ซึ่งมีอัตราต่ำสุด 800 บาท ต่อเดือน และสูงสุด 4,000 บาท ต่อเดือน
    • 1.3 เมื่อมีการประกาศใช้โครงสร้างอัตราเงินเดือนตามคำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ จ. 7/2544 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2544 ทำให้พนักงานที่ได้รับการพิจารณาเงินเดือนในอันดับครึ่งขั้น เบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่ตรงกับที่กำหนดไว้
    • 1.4 การขอปรับปรุงอัตราค่าเช่าบ้าน ได้ใช้วิธีการคำนวณโดยนำอัตราค่าเช่าบ้านที่สูงกว่าครึ่งอันดับเงินเดือน บวกกับอัตราค่าเช่าบ้านที่ต่ำกว่าครึ่งอันดับเงินเดือน หารด้วย 2 ซึ่งจะทำให้มีอัตราค่าเช่าบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 7 อัตรา อัตราละ 100 200 250 และ 300 บาท มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 16,000 บาท หรือปีละประมาณ 192,000 บาท
  2. การปรับปรุงเงินเพิ่มพิเศษพนักงานช่างและพนักงานชุดเชื่อมสายแรงสูงที่ปฏิบัติงานฮอทไลน์ จากอัตราวันละ 25 บาท สำหรับผู้ปฏิบัติงานในเขตเทศบาลหรือเขตเมือง และวันละ 30 บาท สำหรับผู้ปฏิบัติงานในป่าหรือภูเขาสูง เป็นวันละ 100 บาท ในการปฏิบัติงานทุกพื้นที่ โดยมีข้อมูลและเหตุผลประกอบ ดังนี้
    • 2.1 การปฏิบัติงานฮอทไลน์ คือ การปฏิบัติงานโดยไม่ดับกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเสี่ยงอันตราย จึงควรมีสิ่งจูงใจให้พนักงานปฏิบัติหน้าที่ต่อไปนาน ๆ โดยไม่เปลี่ยนไปเป็นพนักงานช่างทั่วไป
    • 2.2 การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้กำหนดอัตราเงินเพิ่มสำหรับพนักงานฮอทไลน์สูงกว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คือ จ่ายในอัตราวันละ 85 บาท และ 120 บาท ตามลำดับ
    • 2.3 การขอปรับปรุงเงินเพิ่มพิเศษ จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 0.88 ล้านบาท หรือปีละ 10.59 ล้านบาท ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อการเงินและงบประมาณของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

19. เรื่อง การจ่ายเงินเพิ่มพิเศษไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว และหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชนให้แก่แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว และหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชนให้แก่แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ แล้วมีมติอนุมัติในหลักการตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการฯ ที่ให้กระทรวงสาธารณสุขปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุขโดยไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว และหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชน พ.ศ. 2536 โดยให้ครอบคลุมแพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มาปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุข สังกัดกระทรวงสาธารณสุขดัวย โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ มีความเห็น ดังนี้

  1. โดยที่หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุขโดยไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวและหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชน พ.ศ. 2536 ไม่ครอบคลุมถึงแพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มาปฏิบัติงานในสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุข สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทำให้แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษ ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วการปฏิบัติงานของแพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานเหมือนกับแพทย์ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น เพื่อเป็นการบำรุงขวัญและกำลังใจ และมิให้เกิดคามเหลื่อมล้ำระหว่างแพทย์ในสังกัด กับแพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ดังกล่าว จึงเห็นควรกำหนดให้แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย
  2. การจ่ายเงินเพิ่มพิเศษตามหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุข โดยไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัว และหรือปฏิบัติงานในโรงพยาบาลเอกชน พ.ศ. 2536 โดยหลักการแล้วถ้าเป็นการเบิกจ่ายจากงบประมาณแผ่นดินจะทำการเบิกจ่ายย้อนหลังข้ามปีงบประมาณไม่ได้ แต่ถ้าเป็นจ่ายจากเงินนอกงบประมาณก็สามารถเบิกจ่ายย้อนหลังได้ แต่โดยที่ในเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มีการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ ให้แก่แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มาปฏิบัติงานในสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 จึงเห็นควรให้จ่ายเงินเพิ่มพิเศษให้แก่แพทย์นอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 คือ เห็นชอบให้จ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับแพทย์ และทันตแพทย์ ที่ปฏิบัติงานในสถานบริการสาธารณสุข และไม่ปฏิบัติเวชปฏิบัติส่วนตัวและหรือโรงพยาบาลเอกชน นอกเวลาราชการ จำนวน 10,000 บาทต่อเดือน สำหรับเภสัชกร จำนวน 5,000 บาทต่อเดือน โดยโรงพยาบาลที่มีเงินบำรุงเพียงพอให้เบิกจ่ายจากเงินบำรุงต่อไป สำหรับโรงพยาบาลที่ไม่มีเงินบำรุงหรือมีไม่เพียงพอให้เบิกจ่ายจากเงินงบประมาณ โดยให้ครอบคลุมถึงแพทย์ในสาขา อื่นที่ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการทางการแพทย์โดยตรง เช่น แพทย์ทางด้านระบาดวิทยา เป็นต้น


20. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติสถาบันอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้เสนอขอถอนร่างพระราชบัญญัติสถาบันอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาและกระทรวงยุติธรรมได้พิจารณาแล้ว ยืนยันให้ดำเนินการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป โดยเห็นควรให้สถาบันอนุญาโตตุลาการอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงยุติธรรม

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการฯ ที่เห็นควรให้ดำเนินการร่าง พระราชบัญญัติสถาบันอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. .... ที่อยู่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาต่อไป หากสำนักงานศาลยุติธรรมเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประการใด ให้ส่งความเห็นให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติที่สำนักงานศาลยุติธรรมเสนอขอถอนในเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2543 อนุมัติหลักการและให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณา ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กระทรวงยุติธรรมได้เสนอในขณะที่ศาลยุติธรรมยังอยู่ในสังกัด โดยมีหลักการเพื่อให้งานอนุญาโตตุลาการนอกศาลมีสถาบันอนุญาโต ตุลาการเป็นสถาบันอิสระที่อยู่ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในลักษณะเช่นเดียวกับสภาทนายความและเนติบัณฑิตยสภา เพื่อให้คดีเข้าสู่ศาลยุติธรรมลดลง ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของสำนักงานศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

โดยที่ร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติและได้อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การถอนออกไปเพื่อพิจารณาใหม่จะทำให้การดำเนินการต้องเริ่มกระบวนการเสนอใหม่ ดังนั้น หากสำนักงานศาลยุติธรรมประสงค์จะขอปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นประการใด ก็สามารถดำเนินการในชั้นการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ โดยไม่ต้องขอถอนไป เพื่อดำเนินการซึ่งจะทำให้เรื่องล่าช้า


21. เรื่อง สรุปรายงานความคืบหน้าโครงการจัดมหกรรมดนตรีเพื่อสันติภาพแห่งโลกในประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยรายงานความคืบหน้าโครงการจัดมหกรรมดนตรีเพื่อสันติภาพแห่งโลกในประเทศไทย โดยมีกำหนดจัดในวันศุกร์ที่ 11 มกราคม 2545 เวลา 09.00-21.00 น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงรับที่จะเสด็จเป็นประธานงานมหกรรมดนตรีฯ
  2. การแสดงคอนเสิร์ตเพื่อสันติภาพ ประกอบด้วยนักดนตรี นักร้อง 160 คน จาก 17 ประเทศทั่วโลก นักประพันธ์ดนตรีเอกและวาทยากรระดับโลก ได้แก่ นายสมเถา สุจริตกุล Klaus Ager จากประเทศออสเตรีย terje Mikkelsen จากประเทศนอร์เวย์
  3. การถ่ายทอดสด เผยแพร่ผ่านเครือข่ายโทรทัศน์ ช่อง 5 ไปทั่วโลก โดยมีสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 และช่อง 9 ร่วมถ่ายทอดสดในวันดังกล่าว
  4. การเชิญชวนผู้เข้าร่วมชม ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูตจากทุกประเทศที่ประจำในประเทศไทย ผู้แทนจากสหประชาชาติ องค์กรระหว่างประเทศ ทูตทหารจากทุกประเทศ ผู้แทนองค์กรมุสลิมทั่วโลก สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารระดับสูงจากทุกกระทรวง ทบวง ตัวแทนองค์กรเอกชนในระดับสากล ตัวแทนธุรกิจชั้นนำ ผู้บริหารธนาคารต่าง ๆ รวมทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจ

22. เรื่อง การแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการแก้ไขปัญหาราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตามที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเสนอ แล้วมีมติเห็นชอบในหลักการ ดังนี้

  1. ให้อพยพราษฎรบ้านหางฮุง หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เมาะ ออกจากพื้นที่เดิม และให้ดำเนินการกันพื้นที่ว่างบริเวณแปลงจัดสรรที่เหลือจากการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2543 เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาการออกเอกสิทธิ์ให้แก่ราษฎรในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เนื้อที่ประมาณ 800 ไร่ เพื่อรองรับราษฎรที่จะอพยพต่อไป
  2. ให้มีการสำรวจ ตรวจสอบ ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ในบ้านหัวฝาย หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านดง และบ้านห้วยเป็ด หมู่ที่ 1 ตำบลแม่เมาะ ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ และเคยอยู่ในแผนการอพยพราษฎรของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมาก่อน โดยให้ได้ข้อสรุปเป็นแนวทางและแผนงานสำหรับการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร
  3. ให้แต่งตั้งคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อดำเนินการสำรวจ ตรวจสอบ และดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอพยพราษฎรตามข้อ 1 และการดำเนินการในข้อ 2
  4. ให้ถือเป็นนโยบายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องสำรวจตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรที่ได้รับหรือเคยได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ อย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
  5. มอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ซึ่งรับผิดชอบงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ ตามข้อ 1-4

เนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2531 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการขยายเหมืองแม่เมาะ และอพยพราษฎรบ้านหางฮุง จำนวน 442 ครัวเรือน (จำนวนครึ่งหมู่บ้าน) ออกจากพื้นที่ ไปอยู่ ณ แปลงอพยพบ้านท่าปะตุ่น - นาแขม หมู่ที่ 7 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และยังคงเหลือราษฎรอยู่ในหมู่บ้านเดิม จำนวน 414 ครัวเรือน (จำนวน 983 คน) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสัญญาว่าจะอพยพราษฎรส่วนที่เหลือตามไปในภายหลัง พร้อมทั้งได้นำราษฎรไปดูพื้นที่ที่จะใช้ในการอพยพ ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างในท้องที่หมู่ที่ 7 ตำบลแม่เมาะ และต่อมาในปี พ.ศ. 2539 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ยกเลิกแผนการขยายเหมืองแม่เมาะและแผนการอพยพ โดยแจ้งว่า ในพื้นที่บริเวณบ้านหางฮุง หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เมาะ มีปริมาณถ่านหินไม่เพียงพอที่จะดำเนินการ ประกอบกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีแผนที่จะดำเนินการขยายเหมืองไปยังบริเวณใกล้บ้านหางฮุงในปี พ.ศ. 2549 (ระยะห่างประมาณ 500 เมตร) ซึ่งอาจเกิดผลกระทบด้านมลภาวะ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ราษฎรไม่พอใจและ ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องขอให้มีการอพยพตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในการแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องดังกล่าว รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดซึ่งรับผิดชอบงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และคณะ ได้เดินทางไปร่วมปรึกษาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้จัดให้มีการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของราษฎรที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2544 ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งผลของการประชุมฯ ได้ข้อสรุปตามที่คณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบดังกล่าว


23. เรื่อง แผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2545

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศประจำปีงบประมาณ 2545 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอแล้วมีมติตามความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) เป็นประธานกกรรมการฯ ดังนี้

  1. อนุมัติการกำหนดเพดานเงินกู้ในแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2545 วงเงินเทียบเท่าไม่เกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
  2. อนุมัติแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2545 ซึ่งประกอบด้วยโครงการรัฐบาลกู้โดยตรง จำนวน 8 โครงการ วงเงินเทียบเท่า 490.22 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา และโครงการรัฐบาลค้ำประกัน จำนวน 8 โครงการ วงเงินเทียบเท่า 703.24 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
  3. อนุมัติในหลักการให้คณะกรรมการนโยบายหนี้ของประเทศ มีอำนาจปรับปรุง แก้ไขและทบทวนแผนการก่อหนี้จากต่างประเทศดังกล่าวได้เป็นระยะ ๆ ตามความจำเป็นและเหมาะสมภายในกรอบเพดานเงินกู้ที่กำหนด แล้วรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบต่อไป
  4. ให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคมทบทวนโครงการ จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และโครงการจัดหาเรือเอนกประสงค์เพื่อขจัดคราบน้ำมัน ค้นหาช่วยเหลือชีวิตและดับเพลิง และเรือฝึกสำหรับศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี ตามลำดับ และหากยืนยันความจำเป็นของโครงการดังกล่าว ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติให้ความเห็นชอบโครงการและอนุมัติให้กู้เงินจากต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง
  5. อนุมัติเพดานเงินกู้ในประเทศทดแทนเงินกู้จากต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจประจำปีงบประมาณ 2545 ในวงเงินไม่เกิน 15,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ให้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

สำหรับความเห็นของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 มีดังนี้

  1. แผนการก่อหนี้จากต่างประเทศ ควรเปลี่ยนชื่อเป็น "แผนการบริหารหนี้สาธารณะ" โดยแสดงให้เห็นถึงแนวทางการบริหารหนี้ในภาพรวมทั้งหนี้ในประเทศและนอกประเทศ และส่วนของหนี้เก่าและการก่อหนี้ใหม่
  2. สาระสำคัญของแผน ควรเพิ่มเติมคำอธิบายในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
    • 2.1 เหตุผลและความจำเป็นในการกำหนดเพดานเงินกู้ที่ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา
    • 2.2 ระดับเพดานเงินกู้สูงสุดที่สามารถบริหารได้
    • 2.3 ความสามารถและแนวทางการบริหารหนี้ในระดับเพดานที่กำหนดไว้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ
    • 2.4 ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการบริหารหนี้ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
    • ทั้งนี้ ให้สำนักบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ปรับปรุงสาระในแผนการก่อหนี้ จากต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2545 ตามความเห็นข้างต้น เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
  3. ในการกำหนดแผนการบริหารหนี้สาธารณะในอนาคต หากมีนโยบายที่จะลดหนี้ต่างประเทศ อาจจำเป็นต้องมีการพิจารณากำหนดให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) มากขึ้น โดยส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจสามารถปรับโครงการที่ขอกู้เงินจากต่างประเทศมาใช้วัตถุดิบที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น

24. เรื่อง สภาพการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) ในฐานะประธานกรรมการป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ รายงานสถานการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2544 ดังนี้

  1. จังหวัดสงขลา สถานการณ์ปัจจุบันในเขตพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง ได้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีน้ำท่วมขังในบ้างพื้นที่หากยังคงมีฝนตกติดต่อกัน บริเวณที่ราบลุ่มคลองอู่ตะเภา อาจะเกิดน้ำท่วมขึ้นได้อีก แต่หากฝนหยุดตก สถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ
  2. จังหวัดนครศรีธรรมราช ระดับน้ำในอำเภอจุฬาภรณ์ พิปูน และอำเภอเฉลิมพระเกียรติระดับน้ำลดลงเกือบเข้าสู่ภาวะปกติ
  3. จังหวัดพัทลุง น้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดที่เคยไหลหลากท่วมบ้านเรือนราษฎรในกิ่งอำเภอศรีนครินทร์ ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว รถทุกชนิดสามารถผ่านไปมาได้ตามปกติ
  4. จังหวัดปัตตานี และยะลา สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ
  5. จังหวัดนราธิวาส สถานการณ์อุทกภัย ขณะนี้สถานการณ์อยู่ในภาวะปกติ หากฝนตกหนักติดต่อกันในระยะ 1 - 2 วันนี้ อาจประสบภาวะอุทกภัยได้อีกระลอกหนึ่ง

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2544 ว่า ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัด ปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตอนล่าง มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส


25. เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำกรม ประจำกอง หรือประจำ ส่วนราชการใดเป็นการชั่วคราว หรือให้สำรองราชการส่วนราชการใด

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการตำรวจ พ.ศ. 2521 ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการตำรวจประจำกรม ประจำกอง หรือประจำส่วนราชการใด เป็นการชั่วคราว หรือให้สำรองราชการ ส่วนราชการใด ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ เพื่อให้มีมาตรการทางการบริหารที่ชัดเจน เป็นเครื่องมือของผู้บังคับบัญชาสำหรับใช้ในการ สั่งให้ข้าราชการตำรวจที่มีการกระทำหรือพฤติการณ์ไม่เหมาะสม การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งยังไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือต้องให้ออกจากราชการด้วยเหตุหย่อนความสามารถฯ ตามมาตรา 51 ไปประจำฯ หรือสำรองราชการได้ โดยถูกต้อง เหมาะสม และเป็นธรรม โดยแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ฯ ข้อ 1 ว่าด้วยการให้ประจำฯ เพิ่มเติมเป็นอีกกรณีหนึ่งเป็น (5) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ฯ ข้อ 1 ดังกล่าว ดังนี้ "(5) ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่มีประสิทธิภาพ หรือประพฤติตนไม่สมควร ตามข้อบังคับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร." และการเพิ่มเติมกรณีที่จะสั่งให้ประจำฯ ได้นี้ ถ้าผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจพิจารณาเห็นว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้อื่นแทน เพื่อมิให้เกิดเสียหายแก่ราชการด้วยแล้ว ก็สามารถใช้อำนาจตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 ฯ ข้อ 2 ว่าด้วยการให้สำรองราชการใน (6) ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันสั่งให้สำรองราชการได้อีกส่วนหนึ่งด้วย ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รายงานให้ ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ 19/2544 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ทราบไว้ส่วนหนึ่งแล้ว เพื่อให้การสั่งข้าราชการตำรวจประจำฯ หรือสำรองราชการตามนัยข้อ 1 (5) ที่กำหนดขึ้นใหม่ดังกล่าวเป็นไปด้วยความโปร่งใส มีมาตรฐาน และเกิดความเป็นธรรม ตลอดจนเป็นการสอดคล้องกับความในข้อ 1(5) สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้ขอรับความเห็นชอบจาก ก.ตร. กำหนดความหมายกรณีข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่มีประสิทธิภาพ หรือประพฤติตนไม่สมควร ซึ่ง ก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ 19/2544 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว และเมื่อกฎกระทรวงที่ขอแก้ไขมีผลใช้บังคับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะได้ออกข้อบังคับตามนัยกฎกระทรวงดังกล่าวต่อไป

สำหรับการขอกำหนดอัตราสำรองราชการ ซึ่งอยู่ในอำนาจของ ก.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขอกำหนดเพิ่ม จำนวน 6,146 อัตรา และ ก.ตร. ได้อนุมัติแล้ว ปรากฏรายละเอียด ดังนี้

กลุ่มตำแหน่ง
หรือตำแหน่งเทียบเท่า
อัตราสำรองราชการ
ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
อัตราสำรองราชการ
ที่ขอกำหนดเพิ่ม
ผู้กำกับการ - รองผู้บังคับการ
สารวัตร - รองผู้กำกับการ
รองสารวัตร
ลูกแถว - ผู้บังคับหมู่
40
220
95
185
58
389
1159
4540
รวม 6146


26. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการปิดถนนเพื่อประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยว

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) รายงานผลการดำเนินงาน โครงการปิดถนนเพื่อประหยัดพลังงาน ลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน โดยลดการสูญเสียที่เกิดจากการเดินทางด้วยพาหนะส่วนบุคคล และหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยดำเนินการปิดถนนสีลมตั้งแต่ถนนศาลาแดงจนถึงถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ทุกวันอาทิตย์ เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2544 ถึง วันอาทิตย์ที่ 30-วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม 2544 ภายใต้ชื่อโครงการว่า "7 มหัศจรรย์ที่สีลม" (7 Wonders @ Silom) รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะมีการจัดกิจกรรมหลักที่เปลี่ยนไปทุก ๆ วันอาทิตย์ ดังนี้

ทั้งนี้ สพช. ได้ดำเนินการไปแล้ว 5 ครั้ง และจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มาร่วมงาน โดยทำการสำรวจ 3 ครั้ง รวม 1,200 ตัวอย่าง ซึ่งสรุปผลการประเมินโครงการในภาพรวม ได้ดังนี้

  1. ประชาชนเห็นด้วยกับการรณรงค์ตามโครงการฯ นี้ จำนวนร้อยละ 85 ทั้งนี้ เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการช่วยประหยัดพลังงานร้อยละ 81 เพื่อลดมลพิษร้อยละ 86 และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวร้อยละ 79 นอกจากนี้ ประชาชนยังเห็นด้วยกับการสนับสนุนให้มีโครงการลักษณะนี้ต่อไปที่ถนนสีลมทุก ๆ วันอาทิตย์ร้อยละ 87
  2. การดำเนินงานโครงการที่ผ่านมา นับได้ว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้เป็นที่น่าพอใจ ดังนี้
ผลการดำเนินงาน ผลการสำรวจเปรียบเทียบก่อนและหลังการปิดถนน
ก่อน
(21 ต.ค.44)
ปิดครั้งที่ 1
(18 พ.ย.44)
ปิดครั้งที่ 2
(25 พ.ย.44)
ปิดครั้งที่ 3
(2 ธ.ค.44)
การประหยัดพลังงาน        
- ปริมาณผู้โดยสารรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีศาลาแดง (คน) 7,593 17,594
เพิ่มจากปกติ 138%
22,179
เพิ่มจากปกติ 193%
28,660
เพิ่มจากปกติ 278%
ลดมลพิษ (เวลา 12.00-24.00 น.)        

- ปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ Co (ค่าเฉลี่ย 1 ชม. หน่วย ppm)

สูงสุด = 5
ต่ำสุด = 3.9
สูงสุด = 2.2
ต่ำสุด = 1.4
สูงสุด =2.4
ต่ำสุด =0.7
สูงสุด =3.1
ต่ำสุด =0.9
- ปริมาณฝุ่นละออง ในบรรยากาศ ขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (ค่าเฉลี่ย 24 ชม. หน่วย:ไมโครกรัม/ลบ.ม 95.1 46 47 68

หมายเหตุ ตามมาตรฐานกองควบคุมมลพิษ
- ค่าเฉลี่ยปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซค์ CO ต่อชั่วโมง ไม่ควรเกิน 30 ppm
- ปริมาณฝุ่นละอองในบรรยากาศ (ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง หน่วย: ไมโครกรัม/ลบ.ม.) ไม่ควรเกิน 120 ไมโครกรัม/ลบ.ม.


27. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอ ดังนี้

  1. ให้นายกิจจา ผลภาษี กรรมการอื่นในคณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค พ้นจากตำแหน่งตามนัยมาตรา 16(5) แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522
  2. แต่งตั้ง นายสุจริต ปัจฉิมนันท์ เป็นประธานกรรมการ แทน นายปริญญา นาคฉัตรีย์
  3. แต่งตั้ง นายจุลจิตต์ บุณยเกตุ เป็นกรรมการอื่น แทน นายเกรียงศักดิ์ วัฒนวรางกูร
  4. แต่งตั้ง นายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ เป็นกรรมการอื่น แทน นายกิจจา ผลภาษี
  5. แต่งตั้ง นางสาวพรเพ็ญ เพชรสุขศิริ เป็นกรรมการอื่น แทน นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร ตามนัยมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไป

28. เรื่อง การแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระหว่างบุคคลในคณะทูตไทย-ญี่ปุ่นในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ การแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระหว่างบุคคลในคณะทูตไทย-ญี่ปุ่นในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ โดยเปลี่ยนระเบียบการแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากทั้งคณะ ตั้งแต่ระดับเอกอัครราชทูตจนถึงเลขานุการตรีมา เป็นการแลกเปลี่ยนเฉพาะระดับเอกอัครราชทูตที่มีระยะเวลา ประจำการในประเทศญี่ปุ่นไม่น้อยกว่า 2 ปี ตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้แจ้งให้ทราบ

โดยระเบียบดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ในหนังสือกระทรวงการต่างประเทศแจ้งตอบสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ทั้งนี้ สำหรับบุคคลในคณะทูตระดับอื่น นอกจากเอกอัครราชทูตที่เดินทางไปรับหน้าที่ในประเทศญี่ปุ่น ก่อนวันที่ระเบียบใหม่จะมีผลใช้บังคับยังคงมีสิทธิในการรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แต่ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด เมื่อพ้นกำหนด 5 ปี หลังจากที่ฝ่ายไทยได้มีหนังสือตอบให้ความเห็นชอบกับระเบียบใหม่ของฝ่ายญี่ปุ่นแล้ว ผู้ที่เดินทางไปรับหน้าที่ที่มิใช่เอกอัครราชทูตจะไม่มีสิทธิที่จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อีกต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้วมีความเห็นว่าสามารถยอมรับระเบียบใหม่ของฝ่ายญี่ปุ่นได้ โดยฝ่ายไทยจะถือแนวปฏิบัติต่างตอบแทนกับฝ่ายญี่ปุ่นในเงื่อนไขเช่นเดียวกัน เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ใช้ระเบียบนี้กับทุกประเทศที่มีธรรมเนียมปฏิบัติในการแลกเปลี่ยนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระหว่างบุคคลในคณะทูต ในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่กับทุกประเทศ โดยไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียว และในทางปฏิบัติข้าราชการญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย มีจำนวนมากกว่า เมื่อเทียบกับข้าราชการไทยที่ประจำการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น


29. เรื่อง สรุปผลการเยือนสหรัฐฯ ของนายกรัฐมนตรี และการดำเนินการตามกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-สหรัฐอเมริกา

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเยือนและอนุมัติให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานกลางของไทย ในการติดตามและประสานผลการดำเนินการตามกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐฯ และเห็นชอบมอบหมายให้หน่วยราชการดำเนินการใน ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ

ทั้งนี้ สรุปผลการเยือนสหรัฐฯ โดยย่อดังนี้


30. เรื่อง ผลการเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการเยือนญี่ปุ่นของนายกรัฐมนตรี ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ ดังนี้

1. ผลการเยือน

2. การติดตามผลการเยือน

เพื่อให้มีการติดตามผลการเยือนในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี