สรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรี
16 ตุลาคม 2544

วันนี้ (วันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2544) เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ห้องประชุม ชั้น 2 ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลังใหม่ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประชากรทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ....
  2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองแม่สอด พ.ศ. ....
  3. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (ลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญ)
  4. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
  5. เรื่อง การปรับปรุงระบบการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
  6. เรื่อง ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับสหภาพพม่า
  7. เรื่อง การจัดตั้งกองทุนร่วมบรรเทาความเสียหายทางการเกษตร
  8. เรื่อง อนุมัติในหลักการให้สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียในประเทศ
  9. เรื่อง รายงานผลคืบหน้าการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม - 11 สิงหาคม 2544 (ระยะเวลา 90 วัน)
  10. เรื่อง ขยายระยะเวลาการรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง ปัญหาของสมัชชาคนจน
  11. เรื่อง แผนการเจรจาจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
  12. เรื่อง อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และสังคม
  13. เรื่อง การลงนามในพิธีสารฉบับที่ 9 เรื่องสินค้าอันตราย
  14. เรื่อง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 (รายงานครั้งที่ 5)
  15. เรื่อง รายงานความคืบหน้าในการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย
  16. เรื่อง รายงานผลการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 8
  17. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
  18. เรื่อง รายงานผลการเจรจาเชิงนโยบายด้านแรงงาน
  19. เรื่อง การป้องกันอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด
  20. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวกับโครงการพลังนักศึกษาพลังแผ่นดิน... ร่วมต้านสารและยาเสพติด
  21. เรื่อง ผลการดำเนินงานประกวดราคาเพื่อก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
  22. เรื่อง รายงานผลการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองระหว่างวันที่ 24 กันยายน - 14 ตุลาคม 2544
  23. เรื่อง ปฏิญญาอาสาสมัครไทยและนโยบายการพัฒนางานอาสาสมัคร
  24. เรื่อง การลงนามในพิธีสารฉบับที่ 6 เรื่องสถานีรถไฟชายแดนและสถานีเปลี่ยนถ่ายทางรถไฟ
  25. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียน และร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วยบริการเดินอากาศของอาเซียน
  26. เรื่อง แต่งตั้ง
    1. รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง
    2. ปลัดกระทรวงพาณิชย์
    3. ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประชากรทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประชากรทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. .... ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

สำนักนายกรัฐมนตรีรายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติกำหนดจะดำเนินการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประชากรทั่วราชอาณาจักร เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และสภาพความเป็นอยู่ของครัวเรือนเพื่อให้มีข้อมูลที่จะใช้ชี้วัดสภาพความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชากรกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการกำหนดนโยบายหรือจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาด้านสังคมควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ โดยจะดำเนินการสำรวจในปี 2545 ซึ่งพระราชกฤษฎีกาการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประชากรทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ซึ่งมีกำหนดใช้บังคับ 10 ปี และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2544 จึงเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นใหม่

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. กำหนดให้พระราชกฤษฎีกานี้มีอายุ 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไป
  2. ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติดำเนินโครงการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประชากรทั่วราชอาณาจักร เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับครัวเรือนและสภาพความเป็นอยู่ของประชากร โดยพิจารณาจากการทำงาน รายได้ ค่าใช้จ่าย หนี้สินของครัวเรือน และลักษณะการอยู่อาศัย เพื่อนำข้อมูลมาประเมินผลการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ของประเทศ และใช้วัดความเปลี่ยนแปลงค่าครองชีพของประชากร
  3. ให้ดำเนินการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมได้ทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร
  4. ให้หัวหน้าหรือสมาชิกของครัวเรือนที่ได้รับเลือกเป็นครัวเรือนตัวอย่างเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือกรอกรายการในแบบกำหนดข้อถาม

2. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองแม่สอด พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองแม่สอด พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

ร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีสาระสำคัญเป็นการยกฐานะเทศบาลตำบลให้เป็นเทศบาลเมือง เพื่อให้สอดคล้องกับความเจริญของชุมชน ซึ่งเป็นไปตามหลักการของพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 10 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2543

ทั้งนี้ เนื่องจากเทศบาลตำบลแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ที่จะขอยกฐานะจัดตั้งเทศบาลเมืองแม่สอด นั้น มีพื้นที่ 27.20 ตารางกิโลเมตร ประชากร ปี พ.ศ. 2542 จำนวน 27,399 คน อาคารบ้านเรือน จำนวน 11,551 หลังคาเรือน และมีรายได้จริงโดยไม่รวมเงินอุดหนุนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 จำนวน 98,582,367.96 บาท และรายจ่ายประจำในปีงบประมาณ 2542 จำนวน 41,070,015.92 บาท ประกอบกับสมาชิกสภาเทศบาลตำบลแม่สอด ที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2540 จะครบวาระในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 ถ้าได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง จะมีสมาชิกสภาเทศบาลเพิ่มขึ้นอีก 6 คน และรองนายกเทศมนตรีที่มิได้เป็นสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง จะเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 3 คน จะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ประมาณปีละ 300,000 บาท ในปัจจุบันมีเทศบาลเมือง จำนวนทั้งสิ้น 79 แห่ง เทศบาลเมืองที่ได้รับการยกฐานะมาจากเทศบาลตำบล เมื่อปี พ.ศ. 2543 ได้แก่ เทศบาลเมืองท่าข้าม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีรายได้ในขณะจัดตั้งโดยไม่รวมเงินอุดหนุน ปีละ 36,478,876 บาท ดังนั้น เทศบาลตำบลแม่สอดจึงมีความเหมาะสมและเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย และสมควรที่จะได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง


3. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (ลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญ)

คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ลดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ..) (ลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญ) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

กระทรวงการคลังรายงานว่า อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบัน ในอัตราตามมูลค่าร้อยละ 50 เป็นอัตราภาษีค่อนข้างสูง จึงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการต่อเรือ ธุรกิจการท่องเที่ยว และทำให้เกิดการหลีกเหลี่ยงภาษีสรรพสามิต ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบและลดปัญหาดังกล่าว จึงเห็นควรปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับเรือยอชต์และยานพาหนะทางน้ำที่ใช้เพื่อความสำราญจากอัตราตามมูลค่าร้อยละ 50 ลดลงเหลืออัตราตามมูลค่าร้อยละ 5 เท่าที่เคยเก็บอยู่เดิม


4. เรื่อง รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเสนอ รายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 พร้อมเอกสารการปรับเปลี่ยนวุฒิทัศน์และยุทธศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีไปพิจารณาดำเนินการอย่างเคร่งครัด

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรายงานว่า ผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2543 และการปรับเปลี่ยนวุฒิทัศน์และยุทธศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดิน มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

1. การตรวจสอบบัญชีทุนสำรองเงินตราประจำปี ในปีงบประมาณ 2543 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบบัญชีทุนสำรองเงินตรา บัญชีสำรองพิเศษ และบัญชีผลประโยชน์ประจำปี ดังนี้

2. การตรวจสอบรายงานการเงินของแผ่นดินประจำปีงบประมาณ 2543 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบรายงานรายรับรายจ่ายของแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 และงบแสดงฐานะการเงินของแผ่นดิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2542 และแสดงความเห็นว่างบการเงินดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย และแสดงรายรับรายจ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2542 สรุปได้ดังนี้

หน่วย : ล้านบาท

สินทรัพย์

 

หนี้สินและทุนแผ่นดิน

 

สินทรัพย์หมุนเวียน
รายจ่ายตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง
รอการชดใช้
เงินให้กู้
เงินลงทุน
รวม
จำนวนเงินที่จะต้องจัดหาชำระหนี้เงินกู้
รวมทั้งสิ้น

96,612.58

16,121.08
102,388.84
42,766.17
257,888.67
950,532.52
1,208,421.19

หนี้สินหมุนเวียน
ทุนแผ่นดิน
จำนวนเงินที่จะได้รับชำระคืนจากลูกหนี้
เงินให้กู้
สำรองเงินลงทุน
รวม
เงินกู้แผ่นดิน
รวมทั้งสิ้น

239,186.54
(126,452.88)

102,388.84
42,766.17
257,888.67
950,532.52
1,208,421.19

3. การตรวจสอบการเงินทั่วไป การตรวจสอบการเงินทั่วไปเป็นการตรวจสอบเพื่อแสดงความเห็นว่า การรับจ่าย การเก็บรักษา และการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินอื่นของหน่วยรับตรวจหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ได้แก่

4. การตรวจสอบงบการเงิน การตรวจสอบงบการเงินเป็นการตรวจสอบเพื่อแสดงความเห็นว่าการรับจ่าย การเก็บรักษา และการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินอื่นของหน่วยรับตรวจหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจ เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่ และเพื่อแสดงความเห็นว่างบการเงินถูกต้องตามหลักการบัญชีหรือไม่ ดังนี้

5. การตรวจสอบเรื่องเฉพาะ

อนึ่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินได้จัดทำโครงการนำร่องการตรวจสอบ โดยหน่วยงานของรัฐได้เข้าร่วม "โครงการเติมความถูกต้องพึงประสงค์และโปร่งใสให้กับหน่วยงานของรัฐ" กับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการเข้าร่วมโครงการของหน่วยงานของรัฐไว้ ประกอบด้วย หน่วยงานราชการส่วนกลาง 15 กรม ส่วนภูมิภาค 15 จังหวัด ส่วนท้องถิ่น (เทศบาล 15 เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ 15 จังหวัด) และองค์การมหาชนและรัฐวิสาหกิจ 15 หน่วยงาน ซึ่งจะเริ่มปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การตรวจสอบ โดยเริ่มจากหน่วยงานของรัฐที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว และขยายการดำเนินการให้ครอบคลุมหน่วยรับการตรวจตามเป้าหมายที่กำหนดไว้


5. เรื่อง การปรับปรุงระบบการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงการคลังรายงานการปรับปรุงระบบการค้ำประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) แบบการค้ำประกันกลุ่มสินเชื่อที่มีการรับความเสี่ยงร่วมกัน (Risk Participation) ในโครงการประกันสินเชื่อกลุ่ม รายภาคอุตสาหกรรม - ธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และการขยายการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SMEs ในแนวทางรับความเสี่ยงร่วมกันระหว่างธนาคารพาณิชย์และ บสย. สรุปได้ดังนี้

1. หลักเกณฑ์และเงื่อนไข

2. สถานะปัจจุบัน บสย. ได้จัดทำหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการค้ำประกันกลุ่มสินเชื่อที่มีการรับความเสี่ยงร่วมกัน (Risk Participation) เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้นำไปเสนอกับสถาบันการเงิน สรุปผลได้ ดังนี้

การจัดทำข้อตกลงกับธนาคารพาณิชย์


6. เรื่อง ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับสหภาพพม่า

คณะรัฐมนตรีอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอ รายงานการเดินทางไปเจรจาเรื่อง ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับสหภาพพม่า ระหว่างวันที่ 14 - 18 สิงหาคม 2544 ณ สหภาพพม่า ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสิริกร มณีรินทร์) เป็นหัวหน้าคณะนำผู้แทนไทย ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวม 13 คน เดินทางไปสหภาพพม่าเพื่อสานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ซึ่งสรุปประเด็นการเจรจาได้ ดังนี้

  1. ทั้งสองฝ่ายร่วมกันพิจารณาในรายละเอียดของบันทึกความตกลงร่วมกัน
  2. ลักษณะงานที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ได้แก่ เรื่องโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ นาฏศิลป์ วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ จดหมายเหตุ และหอสมุด จำเป็นต้องแยกเป็น 3 ส่วน เนื่องจากงานดังกล่าวของฝ่ายพม่า ทั้งหมดมิได้อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังกัดอยู่คนละกระทรวง
  3. การเจรจาครั้งนี้จึงจำเป็นต้องตกลงเฉพาะในรายละเอียดเรื่องโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ และนาฏศิลป์ ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้น จะดำเนินการต่อไป
  4. หลังการพิจารณาปรับแก้ไขร่างบันทึกความตกลงเสร็จสิ้น ฝ่ายพม่าได้จัดพิมพ์ร่างดังกล่าวให้ฝ่ายไทย ซึ่งฝ่ายพม่าจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะลงนามในบันทึกดังกล่าวได้

7. เรื่อง การจัดตั้งกองทุนร่วมบรรเทาความเสียหายทางการเกษตร

คณะรัฐมนตรีพิจารณาการจัดตั้งกองทุนร่วมบรรเทาความเสียหายทางการเกษตร ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นางปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการฯ ดังนี้

1. รับทราบข้อพิจารณาของกระทรวงการคลังตามข้อสังเกตของคณะรัฐมนตรี ดังนี้

2. ให้ชะลอการดำเนินงานกองทุนร่วมฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 เนื่องจากยังไม่มีงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการ

3. ให้ความเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (นายวราเทพ รัตนากร) รับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ไปศึกษาพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้


8. เรื่อง อนุมัติในหลักการให้สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียในประเทศ

คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการให้สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดตั้งสำนักงานภูมิภาคเอเชียในประเทศไทย ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ และได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 แล้ว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รายงานว่า

  1. สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (The World Conservation Union) หรือ IUCN (เดิมใช้ชื่อว่า International Union for Conservation of Nature and Natural Resources : IUCN ภาษาไทยว่า องค์การระหว่างประเทศเพื่อการสงวนทรัพยากรธรรมชาติ) ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นรัฐบาล หน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ สมาชิกจะเป็นผู้กำหนดนโยบายและการดำเนินงานของ IUCN นับจนถึงสิ้นเดือนกันยายน พ.ศ. 2542 จำนวนสมาชิกของ IUCN ที่เป็นองค์กรต่าง ๆ ประกอบด้วย รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวม 76 ประเทศ หน่วงงานราชการ รวม 111 องค์กร จาก 139 ประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน รวม 669 องค์กร องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ 63 องค์กร และสมาชิกไม่มีสิทธิออกเสียง 36 องค์กร
  2. สำหรับสมาชิกในประเทศไทย นอกจากกรมป่าไม้เป็นสมาชิกในนามรัฐบาลไทยแล้ว ยังมีสมาชิกที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ จำนวน 2 แห่ง และศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (RECOFTC - Regional Community Forest Training Center) นอกจากสมาชิกที่เป็นองค์กรแล้ว IUCN ยังประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้สนใจที่อาสาเข้ามาร่วมงานกันตามความเชี่ยวชาญและความสนใจของตน จำนวนประมาณ 10,000 คน จากทั่วทุกมุมโลก
  3. จากลักษณะการทำงานที่ต้องประสานงาน และติดตามข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจากทั่วทุกมุมโลก IUCN จึงมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ เมืองกลอนด์ (Gland) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ และมีสำนักงานประจำภูมิภาค (Regional Office) อยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก และมีสำนักงานประจำประเทศต่าง ๆ ด้วย อาทิ เช่น เวียดนาม ลาว เนปาล บังคาเทศ ปากีสถาน แคนาดา เป็นต้น ในประเทศไทยนั้น IUCN มีเพียงหน่วยประสานงานภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเช่าสำนักงานอยู่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (A.I.T.) จังหวัดปทุมธานี
  4. จากการจัดการประชุมหารือระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมได้เล็งเห็นประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการตั้งสำนักงานดังกล่าว และได้หารือเป็นการภายในกับผู้แทนของ IUCN เพื่อกำหนดรายละเอียดข้อตกลงในเรื่องความคุ้มครองและสิทธิพิเศษ ในที่สุดที่ประชุมมีมติให้ใช้ข้อตกลงในรูปแบบหนังสือแลกเปลี่ยน (exchange of note) โดยรัฐบาลไทยจะให้สิทธิพิเศษแก่ IUCN ในลักษณะเท่าเทียมกับสิทธิพิเศษที่รัฐบาลไทย ได้ทำข้อตกลงกับคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC - International Committee on Red Cross) ซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 และปรับปรุงแก้ไขในปี พ.ศ. 2536 และ IUCN ได้แจ้งยอมรับข้อเสนอดังกล่าวตามหนังสือ IUCN ลงวันที่ 19 เมษายน 2544

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีให้กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศร่วมกันพิจารณาหาข้อยุติในแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และการให้เอกสิทธิ์ทางภาษีอากรตามความเห็นของกระทรวงการคลัง


9. เรื่อง รายงานผลคืบหน้าการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม - 11 สิงหาคม 2544 (ระยะเวลา 90 วัน)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลคืบหน้าการดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม - 11 สิงหาคม 2544 (ระยะเวลา 90 วัน) ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งมีผลการดำเนินงานของงานออกแบบรายละเอียดและก่อสร้างโครงการฯ แล้วเสร็จ คิดเป็นร้อยละ 65.67 ของงานทั้งหมด (ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2544) ล่าช้ากว่าแผนงานปัจจุบันร้อยละ 3.40 ของงานทั้งหมด เนื่องจากปัญหาความล่าช้าในการลงนามสัญญาสัมปทาน และการประสานงานออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าเครื่องกลของผู้รับเหมากับผู้รับสัมปทาน


10. เรื่อง ขยายระยะเวลาการรายงานผลการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง ปัญหาของสมัชชาคนจน

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ ให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2543 เรื่อง การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ในประเด็นการขยายระยะเวลาการรายงานผลการดำเนินการ ซึ่งให้รายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีทราบจากเดิมทุก 2 สัปดาห์ เป็นทุก 2 เดือน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากข้อเสนอของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) มีคำสั่งเห็นชอบให้รวบรวมรายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรณีเขื่อนปากมูลและเขื่อนสิรินธร ซึ่งรายงานมาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบทุก 2 สัปดาห์ โดยรวบรวมไว้ 3 ครั้ง (6 สัปดาห์) แล้วจึงนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ เว้นแต่กรณีที่เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบทันที ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชน ให้ความเห็นว่าควรขยายระยะเวลาการรายงานเป็น 2 เดือน ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2543 กำหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2543 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2543 และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ติดตามการดำเนินงานในเรื่องนี้อีกทางหนึ่ง แล้วรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีทราบทุก 2 สัปดาห์นั้น ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติกับหน่วยงานที่รายงาน เนื่องจากเป็นประเด็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ และในระยะเวลาที่ผ่านมาผลการดำเนินการในรอบ 2 สัปดาห์ ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงเห็นสมควรขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวในประเด็นการขยายระยะเวลาการรายงานออกไป ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอทราบความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แก่ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชน


11. เรื่อง แผนการเจรจาจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545

คณะรัฐมนตรีพิจารณาแผนการเจรจาจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. อนุมัติแผนการเจรจาจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
  2. อนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้แทนรัฐบาลไทยในการเจรจาจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนฯ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตามหลักเกณฑ์ที่เสนอ

กระทรวงการคลังรายงานว่า โดยที่กระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบในการเตรียมการประชุมและดำเนิน การเจรจาจัดทำอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ตลอดมานั้น เพื่อให้การเตรียมการเจรจาจัดทำอนุสัญญาฯ สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้จัดทำแผนการเจรจาฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 และการกำหนดบุคคลในคณะผู้แทนรัฐบาลไทยในการเจรจาดังกล่าว สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  1. แผนการเจรจาจัดทำอนุสัญญาภาษีซ้อนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545
    • 1.1 การเจรจาภายในประเทศ ประเทศที่จะทำการเจรจาฯ คือ ประเทศจอร์เจีย บรูไน โมร็อกโก โปรตุเกส ปาปัวนิวกินี และโมซัมบิก
    • 1.2 การเจรจาภายนอกประเทศ ประเทศที่จะทำการเจรจาฯ คือ ประเทศเม็กซิโก กรีซ อิหร่าน เกาหลีเหนือ และโครเอเชีย
  2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งคณะผู้แทนรัฐบาลไทยสำหรับการเจรจา จัดทำอนุสัญญาฯ ทั้งภายในและภายนอกประเทศในแต่ละครั้งแทนได้ ทั้งนี้ ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา

12. เรื่อง อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และสังคม

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และสังคม ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 อนุมัติในหลักการจัดทำโครงการการศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และสังคม แล้วเห็นว่า เพื่อให้การจัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ และแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล สมควรแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ศึกษาความเป็นไปได้ในการขุดคลองกระ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ และสังคม โดยมีรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นรองประธานกรรมการ พลอากาศเอก จรูญ วุฒิกาญจน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีกรรมการอื่นอีก 44 คน มีอำนาจหน้าที่หลักคือ พิจารณากำหนดขอบเขตการศึกษาความเป็นไปได้ขั้นสมบูรณ์ในการขุดคลองกระ และแนวทางการปฏิบัติโดยให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี


13. เรื่อง การลงนามในพิธีสารฉบับที่ 9 เรื่องสินค้าอันตราย

คณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่อง การลงนามในพิธีสารฉบับที่ 9 เรื่องสินค้าอันตราย ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

  1. อนุมัติให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีพิธีสารฉบับที่ 9 เรื่องสินค้าอันตราย โดยหากจำเป็นสามารถปรับปรุงถ้อยคำของพิธีสารได้เท่าที่ไม่ขัดกับหลักการ และสาระสำคัญที่จะได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีหรือเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการให้ความเห็นชอบ
  2. ให้ความเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย และในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่สามารถเข้าร่วมลงนามได้ เห็นชอบให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ลงนามในพิธีสารดังกล่าว ก่อนกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

กระทรวงคมนาคมรายงานว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN SUMMIT) ครั้งที่ 6 ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ร่วมลงนามกรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน (ASEAN Framework Agreement on the Facilitation of Goods in Transit) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของเขตการค้าเสรีอาเซียน และเพิ่มความเป็นเอกภาพของเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้ดียิ่งขึ้น ความตกลงดังกล่าวกำหนดให้จัดทำพิธีสาร (Protocol) รวม 9 ฉบับ ซึ่งรวมถึงพิธีสารฉบับที่ 9 เรื่องสินค้าอันตรายด้วย โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงดังกล่าว

ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 24 - 26 พฤษภาคม 2544 ที่ประชุมได้พิจารณาพิธีสารฉบับที่ 9 และได้ให้การรับรองร่างฉบับสุดท้ายของพิธีสารดังกล่าว และเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีด้านการขนส่งอาเซียน ครั้งที่ 7 ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2544 เพื่อให้การรับรองและลงนามในพิธีสารฉบับที่ 9 ต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมขอให้ประเทศสมาชิกดำเนินการตามพิธีการของแต่ละประเทศ เพื่อให้รัฐมนตรีด้านการขนส่งสามารถลงนามในพิธีสารดังกล่าว

พิธีสารฉบับที่ 9 เรื่องสินค้าอันตราย มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการขนส่งสินค้าอันตรายผ่านแดนสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียน ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

  1. ประเภทของสินค้าอันตราย แบ่งหมวดหมู่ของสินค้าอันตรายออกเป็น 9 ประเภท ซึ่งเป็นไปตามส่วนที่ 2 ของกฎเกณฑ์แม่แบบองค์การสหประชาชาติฉบับแก้ไขปรับปรุง (The restructured version of the European Agreement Concerning the International Carriage of Dangerous Goods by Road)
  2. พิธีสารฉบับที่ 9 กำหนดให้ภาคีคู่สัญญาปรับใช้บทบัญญัติของข้อเสนอแนะขององค์การสหประชาชาติ เกี่ยวกับการขนส่งสินค้าอันตรายฉบับแก้ไขปรับปรุง ครั้งที่ 11 หรือฉบับที่แก้ไขล่าสุด (Model Requlations annexed to the UN Recommendations on the Transport of Dangerous Goods, 11th revised edition or as revised from time to time) โดยเฉพาะในเรื่องดังต่อไปนี้ การแบ่งประเภทและหมวดหมู่ของสินค้าอันตราย, การบรรจุหีบห่อและฉลากสำหรับ สินค้าอันตราย, เครื่องหมายรถและวิธีบรรจุหีบห่อ, เอกสารในการขนส่งและใบแจ้ง, การฝึกและการป้องกันเพลิงไหม้ และ/หรือระเบิด
  3. ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าผ่านแดนที่ทำการขนส่งสินค้าที่จัดอยู่ในประเภทของสินค้าอันตรายจะต้องได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบการขนส่ง โดยให้ขอต่อคณะกรรมการประสานการขนส่งผ่านแดนแห่งชาติของภาคีคู่สัญญาฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  4. การจัดตั้งองค์การ ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งของอาเซียนรับผิดชอบในการติดตาม ทบทวน ประสานงาน และกำกับดูแล เพื่อให้การดำเนินการตามพิธีสารฉบับที่ 9 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  5. พิธีสารฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ภายหลังจากการให้สัตยาบันของภาคีคู่สัญญาทุกฝ่าย

14. เรื่อง ค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2545 (รายงานครั้งที่ 5)

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานการดำเนินการของคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการเร่งด่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้ประชุมครั้งที่ 5/2544 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 (นายทนง พิทยะ ประธานกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเข้าร่วมประชุมด้วย) โดยที่ประชุมได้พิจารณาภาพรวมโครงการและแนวทางการพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่าง ๆ เสนอขอรับการสนับสนุนจากค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สรุปได้ดังนี้

1. ภาพรวมโครงการ จากข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2544 กระทรวง ทบวง และหน่วยงานต่าง ๆ ได้เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนจากค่าใช้จ่ายสำรองเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวน 814 โครงการ วงเงินลงทุนรวม 103,699.45 ล้านบาท

2. แนวทางการพิจารณาและจำแนกประเภทโครงการ

2.1 เนื่องจากมีโครงการเป็นจำนวนมาก คณะกรรมการกลั่นกรองฯ จึงได้จำแนกประเภทโครงการ โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว และเพื่อให้เกิดความชัดเจนในแนวทางการดำเนินงานต่อไป ในขั้นต้นจึงได้จำแนกโครงการออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ 1) โครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัดแล้ว และ 2) โครงการที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัด

2.2 ผลการพิจารณาโครงการในเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวง เจ้าสังกัดแล้ว จำนวน 775 โครงการ วงเงิน 102,966.71 ล้านบาท และโครงการที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัด (หน่วยงานเสนอโดยตรง) จำนวน 39 โครงการ วงเงิน 732.74 ล้านบาท สำหรับโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัดแล้ว จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ยังสามารถจำแนกออกได้เป็น 1) โครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์และมีรายละเอียด 2) โครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์แต่ยังขาดรายละเอียด และ 3) โครงการที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ กล่าวคือ

ประเภทโครงการ

จำนวนโครงการ

วงเงิน (ล้านบาท)

1. โครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัดแล้ว
1.1 โครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์และมีรายละเอียด
1.2 โครงการที่ผ่านหลักเกณฑ์แต่ยังขาดรายละเอียด
1.3 โครงการที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์
775
30
129
616

102,966.71
10,373.45
19,735.57
72,857.69

2. โครงการที่ยังไม่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัด (หน่วยงานเสนอโดยตรง)

39

732.74

รวม

814

103,699.45

2.3 อย่างไรก็ตาม จากการพิจารณาโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากกระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัดดังกล่าว พบว่าโครงการส่วนใหญ่อาจมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจาก

3. แนวทางดำเนินการต่อไป

คณะกรรมการกลั่นกรองฯ เห็นควรส่งคืนโครงการทั้งหมดให้กระทรวง/ทบวงเจ้าสังกัด เพื่อไปพัฒนาและจัดเตรียมโครงการให้มีความสมบูรณ์ สามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ในวงกว้าง และกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงต่อไป โดยมีแนวทาง ดังนี้

3.1 ให้มีการประมวล/รวบรวมโครงการต่าง ๆ จัดทำเป็นแผนงาน หรือ National Program ที่มีจุดเน้น (Focus) ชัดเจน ครบวงจร และสามารถก่อให้เกิดผลประโยชน์ในวงกว้าง (Mass) ทุกพื้นที่ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นได้กำหนดสาขาที่มีลำดับความสำคัญสูง ที่ควรจัดทำแผนงานและพัฒนาโครงการ ได้แก่

3.2 การจัดเตรียม National Program ในแต่ละเรื่องจะประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องและสนับสนุนสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนี้

3.3 องค์ประกอบเบื้องต้นของ National Program

3.4 ขั้นตอนการจัดทำ National Program

National Program

หน่วยงานรับผิดชอบหลัก

1. ด้านอุตสาหกรรม SME
2. ด้านการฝึกอบรม
3. ด้านชุมชน
4. ด้านการท่องเที่ยว
5. ด้านเกษตร

กระทรวงอุตสาหกรรม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


15. เรื่อง รายงานความคืบหน้าในการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานความคืบหน้าในการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ สรุปได้ดังนี้

1. เป้าหมายการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการซื้อสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดราคาในอนาคต และเป็นกลไกในการสร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรในระยะยาว เป็นเรื่องใหม่และมีความสลับซับซ้อน ยากแก่การทำความเข้าใจ ประกอบกับมีรายละเอียดของกฎระเบียบค่อนข้างมาก รวมทั้งความสำเร็จของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าจะมีผลกระทบต่อการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวังเป็นพิเศษ คณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (คณะกรรมการ ก.ส.ล.) ได้พิจารณารายละเอียดแผนงานและกิจกรรมต่าง ๆ โดยจัดลำดับความสำคัญของงานและระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว เห็นควรกำหนดเป้าหมายการจัดตั้งตลาดฯ และเปิดดำเนินการซื้อขายในเดือนตุลาคม 2545

หากการจัดตั้งประสบความสำเร็จและมีสภาพคล่องสูง จะสร้างประโยชน์อย่างทวีคูณให้เกิดแก่ระบบการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรไทย รวมถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวม

2. การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

พระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ. 2542 กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล.) มีฐานะเป็นนิติบุคคลไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่ปฏิบัติการเพื่อให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ ก.ส.ล. ซึ่งรวมถึงการดำเนินการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย และภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. เป็นการชั่วคราว

3. โครงสร้างองค์กร อัตรากำลังและระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารภายในสำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล.

คณะกรรมการ ก.ส.ล. ได้มีมติอนุมัติโครงสร้างของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. ในช่วงเริ่มจัดตั้งประกอบด้วยสำนักเลขาธิการ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายกำกับตลาดและธุรกิจ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา และฝ่ายบริหารทั่วไปและการพนักงาน โดยกำหนดอัตราเริ่มแรกสำหรับปี 2544 จำนวน 26 อัตรา (ไม่รวมเลขาธิการ แต่เนื่องจากมีปัญหาข้อขัดข้อง เกี่ยวกับงบประมาณและการเบิกจ่ายเงินที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ ดังนั้น ในทางปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการดำเนินงาน จึงได้มอบหมายให้ข้าราชการกรมการค้าภายในจำนวนหนึ่งช่วยปฏิบัติงานไปพลางก่อน) ซึ่งเน้นโครงสร้าง และอัตรากำลังที่เล็ก กะทัดรัด แต่ให้มีความยืดหยุ่นในการปรับให้เหมาะสมกับลักษณะและปริมาณงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัว นอกจากนี้ได้เห็นชอบข้อบังคับเกี่ยวกับการพนักงาน รวมตลอดถึงอยู่ระหว่างการพิจารณาออกระเบียบต่าง ๆ เช่น ระเบียบฯ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับเงิน การเก็บรักษาเงินและการจ่ายเงิน ระเบียบฯ ว่าด้วยการพัสดุ และระเบียบฯ ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นต้น

4. การจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อทำหน้าที่ในการศึกษาและแนะนำการวางระบบและโครงสร้างองค์กรต่าง ๆ ตามกฎหมาย ศึกษาและออกแบบสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยกร่างกฎระเบียบการซื้อขาย กำหนดคุณสมบัติและการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจซื้อขายล่วงหน้า และการเป็นสมาชิกตลาด ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบการตรวจสอบและกำกับดูแล รวมตลอดถึงการจัดทำแผนการดำเนินการของตลาดฯ ในระยะเวลา 5 ปี ทั้งนี้ ได้ลงนามในสัญญาจ้าง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2544 และจะสิ้นสุดเมื่อตลาดเปิดดำเนินการซื้อขายไปแล้ว 6 เดือน โดยการดำเนินงานของบริษัทที่ปรึกษาจะเป็นลักษณะ คู่ขนานไปกับการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. และกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้การจัดตั้งตลาดฯ สามารถเปิดดำเนินการได้ตามเป้าหมาย

5. การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจการซื้อขายล่วงหน้า

ในพระราชบัญญัติการซื้อขายตลาดล่วงหน้า พ.ศ. 2542 จะก่อให้เกิดธุรกิจใหม่และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ได้แก่ ธุรกิจการเป็นผู้ค้าล่วงหน้า นายหน้าซื้อขายล่วงหน้า ที่ปรึกษาซื้อขายล่วงหน้า ตัวแทนซื้อขายล่วงหน้า และผู้บริหารธุรกิจร่วมทุนซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งนับเป็นงานสำคัญเร่งด่วนประการหนึ่งที่จะต้องรีบเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ต้องมีสมาชิกตลาดฯ ภายในวันที่ 11 เมษายน 2545 ซึ่งสมาชิกตลาดฯ จะมาจากผู้ค้าล่วงหน้า และนายหน้าซื้อขายล่วงหน้า ดังนี้น คณะกรรมการ ก.ส.ล. จึงได้พิจารณาหลักการ ของกรอบการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นผู้ค้าล่วงหน้าและนายหน้าซื้อขายล่วงหน้า และได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านบริหารรับไปพิจารณาในรายละเอียด ก่อนเสนอให้คณะกรรมการ ก.ส.ล. พิจารณาอนุมัติให้ประกาศใช้โดยด่วนต่อไป

6. การแต่งตั้งคณะกรรมการตลาดและผู้จัดการตลาด คณะกรรมการ ก.ส.ล. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตลาดและผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย รวม 11 คน มีหน้าที่ควบคุมดูแลการดำเนินงานและบริหารตลาดฯ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ก่อให้เกิดความมั่นคงและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ที่เข้ามาทำธุรกรรมการซื้อขายล่วงหน้า โดยจะมีภารกิจค่อนข้างมากนับตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างองค์กร การพนักงาน การจัดหาสถานที่ตั้งตลาด การกำหนดสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการซื้อขาย การอนุญาตสมาชิกตลาด กฎ ระเบียบการซื้อขาย ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องดำเนินการทั้งหมด โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับคณะกรรมการ ก.ส.ล. และบริษัทที่ปรึกษา ที่กรมการค้าภายในจัดจ้างอย่างใกล้ชิด

7. ปัญหาและอุปสรรค

กระทรวงพาณิชย์ได้รับอนุมัติเงินจ่ายขาดจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร จำนวน 600 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามโครงการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแล้ว แต่ในทางปฏิบัติปรากฏว่าไม่สามารถเบิกจ่าย หรือตัดโอนเงินจากกองทุนดังกล่าวไปให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. ได้ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. เป็นนิติบุคคล ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินจากกองทุนฯ ต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ และเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป จำนวน 1,550 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี (ปีงบประมาณ 2545 - 2549) เพื่อให้สำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. นำไปใช้จ่ายในการจัดตั้งตลาดฯ

8. แผนการดำเนินการต่อไปตามความสำคัญเร่งด่วนของงาน ของสำนักงานคณะกรรมการ ก.ส.ล. และตลาดฯ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2545 เป็นต้นไป มีดังนี้ คือ


16. เรื่อง รายงานผลการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 8

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานผลการประชุมรัฐมนตรีเอเปคด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครั้งที่ 8 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในระหว่างวันที่ 29 - 30 สิงหาคม 2544 ซึ่งจะเป็นมาตรการและแนวทางในการดำเนินการตามเป้าหมายหลักของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล ในการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างรู้เท่าทัน และพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศที่ใช้ความรู้ความสามารถในประเทศมากขึ้น

สรุปสาระสำคัญไดั ดังนี้

1. ในการประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมของรัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จากกลุ่มสมาชิกเอเปค ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี สาธารณรัฐประชาชนจีน เขตปกครองพิเศษฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปากัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไชนีสไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม รวมทั้งผู้แทนจากสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat) และผู้สังเกตการณ์จากสภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในคาบสมุทรแปซิฟิก (Pacific Economic Cooperation Council - PECC) และกลุ่มหมู่เกาะในแปซิฟิก (The Pacific Islands Forum - PIF) โดยการประชุมดังกล่าวได้จัดคู่ขนานกับการประชุมภาคธุรกิจเอเปคด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และนิทรรศการ (APEC SME Business Forum and Exhibition) ซึ่งที่ประชุมได้หารือภายใต้หัวข้อหลัก "ศตวรรษใหม่ ความท้าทายใหม่ : นวัตกรรมและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาลและขนาดย่อม" (New Century, New Challenges : Innovation and Environment for SME Development) ซึ่งมีมาตรการสำคัญในการนำเสนอ 3 ประเด็นคือ

2. จากการประชุมดังกล่าวมีข้อสังเกตจากการประชุมและสิ่งที่กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการ ดังนี้

2.1 ในการนำเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในหัวข้อหลัก เรื่อง "การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนา SME" มีใจความตอนหนึ่งรายงานสรุปผลการจัดประชุม APEC SME 2001 Conference on Strategic Alliances for Efficient Supply Chain Management ระหว่างวันที่ 1 - 3 สิงหาคม 2544 ซึ่งประเทศไทยได้นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการให้มีหน่วยประสานการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูลเพื่อสนับสนุนการจัดการโซ่อุปทานให้แก่ SMEs โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อเสนอของประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เวียดนาม และสิงคโปร์ และที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะทำงานเอเปคด้าน SME พิจารณาหาแนวทางเพื่อให้เกิดการดำเนินงานตามข้อเสนอของประเทศไทยต่อไป

กระทรวงอุตสาหกรรมมีแผนงานที่จะดำเนินงานผลักดันการพัฒนาระบบ Supply Chain อย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับองค์กรภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่ SMEs ไทย ตลอดจนประสานความร่วมมือกับภาคีสมาชิกเอเปค โดยเฉพาะกลุ่มภาคีที่ให้การสนับสนุนข้อเสนอของไทย เพื่อให้เกิดความร่วมมือทั้งในระดับพหุภาคีและระดับทวิภาคีต่อไป

2.2 การเสริมสร้างศักยภาพบุคลากร การพัฒนาบุคลากรเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่อาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก โดยที่ความตื่นตัวของภาคีสมาชิกโดยเฉพาะที่พัฒนาแล้ว เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมทั้งจีน ในเรื่องการสร้างความรู้และความเข้าใจในหมู่ SMEs เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการหาข้อมูลและทำธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางด้านการตลาดและต้นทุนการผลิต/การค้า ประกอบกับการที่จีนจะได้ร่วมเป็นภาคีองค์การการค้าโลก (WTO) ในเดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องให้ความสนใจอย่างยิ่ง และเร่งรีบพัฒนาศักยภาพของ SMEs ไทย โดยเฉพาะในเรื่องการใช้ประโยชน์ของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อจะคงความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกไว้

กระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินการเสริมสร้างความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs ไทย เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ภายใต้โครงการต่าง ๆ ที่มีการดำเนินการอยู่อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

2.3 การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาของ SMEs ไทย จากผลการประชุมชี้ให้เห็นว่า SMEs จำเป็นจะต้อง มีการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างและขยายโอกาสทางการตลาด นวัตกรรมจากการวิจัยและพัฒนาจะเป็นฐานสนับสนุนให้ SMEs แข็งแกร่งและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นความจำเป็นที่จะให้มีการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน SMEs ในการทำวิจัยและพัฒนาในลักษณะไตรภาคี คือ ภาครัฐ ผู้ประกอบการ SMEs และสถาบันการศึกษา/สถาบันวิจัย โดยในเบื้องต้นกระทรวงอุตสาหกรรมจะสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SMEs ทำการวิจัยและพัฒนาร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมในสาขาที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีความพร้อมทั้งในด้านบุคลากรและเครื่องจักรและอุปกรณ์ อาทิ โลหะการ สิ่งทอ เป็นต้น

2.4 กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) จากการที่ภาคีสมาชิกได้นำเสนอรายงานมาตรการสนับสนุนเงินทุนแก่ SMEs ต่างระบุตรงกันถึงการใช้เงินทุนร่วมลงทุนเป็นกลไกสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าการดำเนินการของกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องดังกล่าวเป็นแนวทางที่ถูกต้อง

2.5 การดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการ SMEs อย่างใกล้ชิด ประเด็นหลักสำคัญประการหนึ่งของการประชุมในคราวนี้คือ การผลักดันให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันมากขึ้นในกิจการเอเปคด้าน SMEs ทั้งในด้านการร่วมกำหนดนโยบายการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากร และการมีส่วนร่วมในการประชุม

กระทรวงอุตสาหกรรมมีความเห็นสอดคล้องและพร้อมที่จะดำเนินการตามทิศทางของเอเปค และเห็นสมควรที่จะให้การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเกื้อหนุนให้ผู้แทนของผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้เข้าร่วมการประชุมของเอเปค โดยรัฐให้การสนับสนุนงบประมาณตามความเหมาะสม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์และความจริงใจของภาครัฐในการดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการ SMEs อย่างใกล้ชิด

3. ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคในปี 2546 และกระทรวงอุตสาหกรรมมีหน้าที่ดูแลการจัดประชุมรัฐมนตรีและการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ SMEs และต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเป็นสำคัญเพื่อให้การจัดการประชุมสำเร็จลงด้วยความเรียบร้อยและราบรื่น ในการนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นความจำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการตามแนวทางเอเปคด้วยการสนับสนุนงบประมาณตามความเหมาะสมให้ผู้แทนของผู้ประกอบการ SMEs ไทย ได้เข้าร่วมการประชุมที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นไป


17. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

คณะรัฐมนตรีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ แล้วมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) เป็นประธานกรรมการฯ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานศาลยุติธรรม และข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คณะที่ 2 ไปประกอบการพิจารณา และให้เชิญผู้แทนกระทรวงยุติธรรม และผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรมไปร่วมพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้ เนื่องจากตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มีความไม่เหมาะสมหลายประการ เป็นเหตุให้การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดำเนินไปด้วยความล่าช้า ไม่คุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามคำพิพากษาอย่างเพียงพอ ประกอบกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งสูงเกินไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดี และตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนี้

  1. เพิ่มเติมบทนิยามคำว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี" เพื่อให้บุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติงานแทนเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1 (14))
  2. เพิ่มราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เพื่อให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาสามารถดำรงชีพได้ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 285 (1) และ (2))
  3. กำหนดจำนวนสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่เป็นเงินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 286 (1) และ (3))
  4. กำหนดระยะเวลาในการยื่นคำขอเฉลี่ยทรัพย์ในกรณีที่ยึดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่าย โดยวิธีอื่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 290 วรรคสี่)
  5. ให้สิทธิแก่ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่จะดำเนินการขับไล่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารที่อาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์นั้นได้โดยไม่ต้องฟ้องขับไล่เป็นคดีใหม่ (เพิ่มมาตรา 309 ตรี)
  6. ลดจำนวนค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีให้เหมาะสม (แก้ไขเพิ่มเติมตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง)

สำหรับข้อสังเกตของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 มีดังนี้

  1. ร่างมาตรา 3 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม (14) ของมาตรา 1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยบัญญัติให้ "เจ้าพนักงานบังคับคดี" หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมเห็นว่า เป็นการเปิดกว้างให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถมอบหมายให้บุคคลซึ่งอาจเป็นเอกชนปฏิบัติการแทนได้ น่าจะไม่เหมาะสมนั้น กระทรวงยุติธรรมเห็นว่า ในชั้นนี้มีเจตนารมณ์จะมอบหมายลูกจ้างของกรมบังคับคดีเท่านั้น การเขียนบัญญัตินิยามคำว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี" ให้มีขอบเขตจำกัดหมายความรวมถึงเฉพาะ ข้าราชการหรือลูกจ้างของกรมบังคับคดีเท่านั้นอาจเป็นการไม่เหมาะสม เพราะการเขียนกฎหมายต้องมองถึงอนาคตด้วย ซึ่งรูปแบบและระบบราชการคงต้องเปลี่ยนเพื่อรองรับปริมาณงานที่มากขึ้น ในขณะที่ภาคราชการมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และอัตรากำลัง ภาคเอกชนคงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ เพราะมีความพร้อมทั้งในด้านการเงินและกำลังคน อย่างไรก็ตามเพื่อความรอบคอบ สมควรมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณา โดยเชิญผู้แทนกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาด้วย
  2. ร่างมาตรา 8 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 309 ตรี แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยบัญญัติให้ศาลออกคำบังคับสั่งให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ เพราะหากไม่บัญญัติให้ครอบคลุมถึงบริวาร ในทางปฏิบัติอาจจะเกิดปัญหาได้ หากมีการบังคับคดีตามคำพิพากษาให้ลูกหนี้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์แต่บริวารที่อาศัยอยู่ไม่ยอมออกไปด้วย ก็จะต้องมีการฟ้องร้องกันอีกคดีหนึ่ง ทำให้การบังคับคดีเดิมล่าช้าออกไปอีก แต่อย่างไรก็ตามอาจมีปัญหาในข้อกฎหมายได้ว่า เป็นการบัญญัติกระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ สมควรมอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการับไปพิจารณาด้วย

18. เรื่อง รายงานผลการเจรจาเชิงนโยบายด้านแรงงาน

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการเจรจาเชิงนโยบายด้านแรงงาน ตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเสนอ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม (นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์) เดินทางไปเจรจาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) กับผู้บริหารระดับสูงขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตามคำเชิญของผู้อำนวยการใหญ่ Mr.Juan Somavia ในระหว่างวันที่ 9-14 ตุลาคม 2544 ที่นครเจนีวา สรุปได้ ดังนี้

  1. โครงการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาของสังคม เช่น ยาเสพติด การค้าเด็กและสตรี แรงงานเด็ก เป็นต้น ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของ ILO ได้ให้คำชื่นชมว่า เป็นวิธีการใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาจากระดับล่างไปสู่บน และมองปัญหาสังคมทั้งหมดแบบบูรณาการและสามารถใช้เป็นกรณีตัวอย่างให้กับประเทศอื่นได้
  2. โครงการพัฒนามาตรฐานแรงงานเพื่อส่งเสริมการค้าเสรี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถานประกอบการส่งออกของไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีการค้าโลกโดยไม่ถูกกีดกันทางการค้าจากการนำมาตรฐานแรงงานมาเป็นเครื่องมือ ผู้บริหารระดับสูงของ ILO ยกย่องว่าเป็นแนวความคิดใหม่และเป็นมาตรการเชิงรุก ซึ่ง ILO เองก็ควรจะปรับวิธีการในการทำงานใหม่เช่นนี้ และโครงการนี้สามารถนำไปใช้เป็นกรณีศึกษาให้กับประเทศอื่น ๆ ได้
  3. โครงการกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ผู้บริหารระดับสูงของ ILO ได้ให้ความเห็นว่า มีความสอดคล้องกับแนวคิดและประสบการณ์ของ ILO ในเรื่อง Social Finance โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง Micro Credit ที่ได้ดำเนินการในหลายประเทศ ดังนั้น ILO จึงมีความพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในด้านการติดตามและประเมินผลกระทบของโครงการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  4. สำหรับโครงการอื่น ๆ เช่น ด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ด้าน HIV/AIDS ด้านระบบข้อมูลแรงงาน ด้านการส่งเสริมการให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับพื้นฐาน ด้านพัฒนาฝีมือแรงงาน ฯลฯ ซึ่ง ILO ก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนเช่นกัน

การเจรจาเชิงนโยบายในครั้งนี้ นับเป็นการเริ่มต้นของการนำเอานโยบายของรัฐบาลไปหารือ เพื่อความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับองค์การระหว่างประเทศที่มีความรู้ประสบการณ์ในระดับโลก

สำหรับผลของการเจรจาในเรื่องดังกล่าวข้างต้น ผู้บริหารระดับสูงของ ILO พร้อมที่จะให้การสนับสนุนกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมในการจัดหาแหล่งเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ และคำแนะนำทางด้านวิชาการ ตลอดจนการฝึกอบรมให้แก่ข้าราชการ โดยขอให้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมดำเนินการจัดทำรายละเอียดข้อเสนอเป็นโครงการและส่งให้องค์การแรงงานระหว่างประเทศที่กรุงเทพฯ ดำเนินการ และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจะรายงานความก้าวหน้าเป็นระยะต่อไป


19. เรื่อง การป้องกันอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด

คณะรัฐมนตรีรับทราบและให้ความเห็นชอบการดำเนินการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอ ดังนี้

  1. รับทราบผลการประชุมหารือการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2544 ดังนี้
    • 1.1 จังหวัดได้จัดตั้งศูนย์ป้องกันเฉพาะกิจร่วมกับ อปพร. มีการประสานการเตรียมพื้นที่การอพยพของประชาชน
    • 1.2 จัดทำแผนป้องกัน มีการซักซ้อมหากเกิดอุทกภัยขึ้น มีระบบการเตือนภัย การเฝ้าระวังเหตุการณ์ ติดตามข่าวสารโดยใช้ระบบ Internet และข้อมูลการตรวจสอบสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ ปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำท่า เพื่อทำการประเมินสถานการณ์ และได้จัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภค การสำรองน้ำมัน การเตรียมยานพาหนะในการอพยพ และช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
    • 1.3 ทำการสำรวจเส้นทางน้ำไหล ทางระบายน้ำและการขุดลอกคลอง สำรวจเส้นทางหลวงแผ่นดิน ถนนสายต่าง ๆ ทางรถไฟที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม มีมาตรการในการระเบิดถนนเพื่อให้การระบายน้ำเร็วยิ่งขึ้น
  2. มอบหมายให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลรับผิดชอบกระทรวง ทบวง กรมและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเร่งรัดติดตามการดำเนินงาน เพื่อให้การป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้สามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย และให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดให้เร่งรัดส่วนราชการปฏิบัติตามแผนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ได้กำหนดไว้ในการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ดังนี้
    • 2.1 กระทรวงคมนาคม ให้ดำเนินการสำรวจเส้นทางคมนาคมที่เป็นอุปสรรคหรือกีดขวางทางไหลของน้ำ โดยทำท่อลอด หรือสร้างสะพานเพื่อช่วยระบายน้ำ และทำการปรับปรุงซ่อมแซมถนนที่ชำรุดเสียหายโดยเร็ว รวมทั้งดำเนินการปลูกหญ้าแฝกคลุมดินเพื่อป้องกันการไหลลื่นของผิวดินลงทับเส้นทาง รวมทั้งการขุดลอกคูคลอง แม่น้ำที่ตื้นเขิน การจัดตั้งสถานีตรวจสอบสภาพอากาศ
    • 2.2 กระทรวงมหาดไทย ให้จัดให้มีการซักซ้อมการช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัย การจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจในการป้องกันและบรรเทาผู้ประสบอุทกภัย และศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล จัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือในการเตือนภัยและช่วยเหลือประชาชน
    • 2.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการขุดลอกคูคลอง ทางระบายน้ำในเขตรับผิดชอบการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ สถานีตรวจสอบปริมาณน้ำเพื่อแจ้งเตือนภัย และการแก้ไขฟื้นฟูช่วยเหลือภายหลังน้ำลด
    • 2.4 สำนักงบประมาณ จัดเตรียมงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนโครงการป้องกันและฟื้นฟูภายหลังน้ำลด
  3. อนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) เป็นประธานกรรมการ และให้มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการโดยเบิกจ่ายจากงบกลางปี 2545 ทั้งนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำความตกลงกับสำนักงบประมาณต่อไป

20. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวกับโครงการพลังนักศึกษาพลังแผ่นดิน... ร่วมต้านสารและยาเสพติด

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยรายงานผลการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของรัฐบาล เกี่ยวกับโครงการพลังนักศึกษา พลังแผ่นดิน ..ร่วมต้านสารและยาเสพติด ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนจะเอาจริงเอาจังและปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด โดยยึดหลัก "การป้องกันนำหน้าการปราบปรามผู้เสพจะต้องได้รับการรักษา ผู้ค้าจะต้องได้รับการลงโทษโดยเด็ดขาด" กำหนดให้ "ทุกภาคส่วน" จะต้องร่วมมือกันแก้ไข นั้น เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลข้างต้น ทบวงมหาวิทยาลัยได้ให้การสนับสนุนงบประมาณจากงบที่ได้รับจัดสรรคืนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2544 จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยใช้ชื่อโครงการว่า "โครงการพลังนักศึกษา พลังแผ่นดิน....ร่วมต้านสารและยาเสพติด" มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 4 เดือน (มิถุนายน-กันยายน 2544) มีวัตถุประสงค์ของโครงการ 3 ประการ คือ

  1. เพื่อสร้างเกราะหรือภูมิคุ้มกันไม่ให้นิสิตนักศึกษาไปเกี่ยวข้องกับสารและยาเสพติด
  2. ใช้พลังของนิสิตนักศึกษาเป็นพลังเพื่อร่วมรณรงค์ป้องกันการใช้สารและยาเสพติดให้กับเพื่อนนักศึกษา และสังคมชุมชนทั่วไป
  3. กิจกรรมรณรงค์ในภาพกว้าง เพื่อเสริมสร้างกระแสและปลูกจิตสำนึกให้กับสังคมชุมชนทั่วไป

การดำเนินงานโครงการดังกล่าว ในปีงบประมาณ 2544 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว มีผลการดำเนินงานสรุปได้ดังนี้

กิจกรรมที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชน/ประชาชนทั่วไป โดยนิสิตนักศึกษา อาจารย์ เจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการและประสานกับองค์กร หน่วยงาน ชุมชนบริเวณรอบ ๆ สถาบันเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม

กิจกรรมรณรงค์ป้องกันในภาพกว้าง เพื่อสร้างกระแสและปลูกจิตสำนึกให้กับชุมชนสังคมทั่วไปจะจัดเป็นกิจกรรมขนาดใหญ่ โดยร่วมกับหน่วยงานราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการร่วมกันกิจกรรมที่สำคัญ เช่น

  1. การร่วมจัดกิจกรรม "รวมพลังแผ่นดิน" โดยจัดงานร่วมกับสำนักงาน ปปส. กรุงเทพมหานคร เหล่าทัพ ฯลฯ จัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2544 ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร มีนิสิตนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ไปร่วมงาน 3,500 คน ประชาชน 10,000 คน
  2. จัดงานเนื่องในสัปดาห์ป้องกันยาเสพติด เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งร่วมกิจกรรมรณรงค์ป้องกันสารและยาเสพติด โดยใช้ชื่องานว่า "พลังนักศึกษา พลังแผ่นดิน ขจัดสิ้นยาเสพติด" จัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2544 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา มีนิสิตนักศึกษาร่วมกิจกรรมประมาณ 3,000 คน
  3. จัดกิจกรรม "พลังนักศึกษา พลังแผ่นดิน ขจัดสิ้นยาเสพติด" โดยวิทยาลัยโยนกและจังหวัดลำปางร่วมกันจัดขึ้น ในวันที่ 15 กันยายน 2544 ณ สวนสาธารณะเขลางค์ จังหวัดลำปาง มีนิสิตนักศึกษาและประชาชนร่วมงานประมาณ 3,000 คน
  4. จัดกิจกรรม "เยาวชนร่วมใจ ต้านภัยยาเสพติด" โดยมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น สำนักงานส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ และ ปปส. จัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 15-16 กันยายน 2544 ณ ศูนย์การค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้าหญิงสิริวัณวรีมหิดล เสด็จเป็นองค์ประธานเพื่อประทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด มีนิสิตนักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 5,000 คน ลักษณะกิจกรรมที่ดำเนินการจะเป็นกิจกรรมในเชิงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหามีหลากหลายลักษณะกิจกรรม เช่น การส่งเสริมการเล่นกีฬา เสริมสร้างความสุนทรีย์ทางด้านจิตใจ กิจกรรมทางเลือกสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การอบรมให้ความรู้ถึงพิษภัย การผลิตสื่อ และรณรงค์ประชาสัมพันธ์

สำหรับการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2545 ขณะนี้ได้เสนอแผนการดำเนินงานเพื่อส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ เพื่อพิจารณางบประมาณสนับสนุนในวงเงิน 70 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งของแผนงานจะมีการนำองค์ความรู้ของสถาบันอุดมศึกษามาช่วยในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในลักษณะการวิจัยและพัฒนา องค์ความรู้เพื่อการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด เช่น การพัฒนาระบบข้อมูล สถานการณ์ปัญหายาเสพติดในสถาบันการศึกษา พัฒนาระบบนิเทศก์ ติดตามผลการดำเนินงาน วิจัยรูปแบบการป้องกันและแก้ไข การบำบัดฟื้นฟู รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูล


21. เรื่อง ผลการดำเนินงานประกวดราคาเพื่อก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอผลการดำเนินงานประกวดราคาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยว่าจ้างกลุ่มบริษัท ITO Joint Venture เป็นผู้ดำเนินงานก่อสร้าง และ บริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) จะได้ดำเนินการลงนามในสัญญาว่าจ้างต่อไป

เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กลุ่มบริษัท ITO Joint Venture เป็นผู้ยื่นข้อเสนอราคาต่ำสุด และมีข้อเสนอถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการประกวดราคา และต่ำกว่าราคากลาง จึงได้เสนอความเห็นให้ว่าจ้างกลุ่มบริษัท ITO Joint Venture เป็นผู้ดำเนินงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินในราคา 36,666,736,448.- บาท (สามหมื่นหกพันหกร้อยหกสิบหกล้านเจ็ดแสนสามหมื่นหกพันสี่ร้อยสี่สิบแปดบาทถ้วน) โดยการดำเนินการเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสอดคล้องกับเงื่อนไขการประกวดราคาที่ JBIC กำหนดทุกประการ ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ (บทม.) จะส่งผลการประกวดราคาดังกล่าวให้ JBIC ให้ความเห็นชอบต่อไป ซึ่งในเรื่องนี้เป็นการดำเนินงานที่ต่อเนื่องกับครั้งที่แล้ว โดยผู้เสนอราคาในครั้งนี้เป็น 4 กลุ่มบริษัทเดิม ซึ่งผ่านการพิจารณาทางด้านคุณสมบัติ และเทคนิคจาก JBIC แล้ว ส่วนร่างสัญญาว่าจ้างก็ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด ดังนั้น คาดว่าการลงนามในสัญญาอาจจะเร็วขึ้นได้กว่ากำหนดเดิมวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544


22. เรื่อง รายงานผลการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองระหว่างวันที่ 24 กันยายน - 14 ตุลาคม 2544

คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองระหว่างวันที่ 24 กันยายน - 14 ตุลาคม 2544 ตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเสนอ ดังนี้.-

  1. จำนวนแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน 480,384 คน จำแนกเป็น กทม. 93,535 คน ภาคกลาง 106,104 คน ภาคตะวันออก 52,306 คน ภาคตะวันตก 36,084 คน ภาคเหนือ 75,951 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10,759 คน และภาคใต้ 105,645 คน
  2. จำนวนสถานประกอบการ/นายจ้าง ที่นำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียน 125,218 ราย จำแนกเป็น กทม. 40,379 ราย ภาคกลาง 19,871 ราย ภาคตะวันออก 11,696 ราย ภาคตะวันตก 7,889 ราย ภาคเหนือ 19,267 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,527 ราย ภาคใต้ 20,589 ราย
  3. สัญชาติของแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียน รวม 480,384 คน จำแนกเป็น พม่า 384,193 คน (ร้อยละ 79.98) ลาว 51,869 คน (ร้อยละ 10.80) กัมพูชา 44,322 คน (ร้อยละ 9.23)
  4. กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ขอชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการแยกประเภทรายได้ในการขึ้นทะเบียนที่เรียกเก็บได้ มีดังนี้.
    • 4.1 รายรับที่เรียกเก็บจากแรงงานต่างด้าวต่อหัวเมื่อขึ้นทะเบียนในงวดแรก เป็นเงินรายละ 3,250 บาท จำแนกเป็นค่าประกันสุขภาพ 1,200 บาท ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 900 บาท ค่าทำบัตร 150 บาท ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับ 1,000 บาท
    • 4.2 ในระหว่างวันที่ 24 กันยายน - 14 ตุลาคม 2544 รวม 21 วัน มีแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนทั้งสิ้น 480,384 คน เป็นเงินที่เรียกเก็บได้ จำนวน 1,561,248,000 บาท (หนึ่งพันห้าร้อยหกสิบเอ็ดล้านสองแสนสี่หมื่นแปดพันบาทถ้วน) จำแนกรายการได้ ดังนี้.-
      • 1) ค่าประกันสุขภาพ (1,200 บาท x 480,384 คน) = 576,460,800 บาท
      • 2) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (900 บาท x 480,384 คน) = 432,345,600 บาท
      • 3) ค่าทำบัตร (150 บาท x 480,384 คน) = 72,057,600 บาท
      • 4) ค่าใช้จ่ายในการส่งกลับ (1,000 บาท x 480,384 คน) = 480,384,000 บาท
    • 4.3 การดำเนินการเกี่ยวกับรายรับตามข้อ 4.2 มีดังนี้
      • 1) ค่าประกันสุขภาพตามข้อ 4.2 (1) จะนำส่งกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดเพื่อนำไปใช้จ่าย ให้แก่โรงพยาบาลซึ่งรับผิดชอบต่อไป
      • 2) รายรับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ตามข้อ 4.2 (2) เป็นรายได้แผ่นดินนำส่งกระทรวงการคลังครึ่งหนึ่ง จำนวน 216,172,800 บาท อีกครึ่งหนึ่ง จำนวน 216,172,800 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการในการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวของกระทรวงฯ
      • 3) รายรับจากค่าทำบัตร ตามข้อ 4.2 (3) กระทรวงฯ จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการทำบัตรจริง สำหรับเงินคงเหลือจะโอนเข้าบัญชีเงินสำรองทั้งหมด
      • 4) รายรับค่าใช้จ่ายในการส่งกลับ ตามข้อ 4.2 (4) เมื่อมีการใช้จ่ายตามความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว เมื่อสิ้นงวดบัญชี ให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินสำรองไว้
    • 4.4 การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากแรงงานต่างด้าวในแต่ละวัน นำฝากกับธนาคารกรุงไทยไว้ก่อน และจะจัดส่งเงินค่าธรรมเนียมให้กระทรวงการคลังเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการจดทะเบียนแล้ว

23. เรื่อง ปฏิญญาอาสาสมัครไทยและนโยบายการพัฒนางานอาสาสมัคร

คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบปฏิญญาอาสาสมัครไทยและนโยบายการพัฒนางานอาสาสมัคร ตามที่กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเสนอ เพื่อแสดงเจตนารมณ์และพันธกิจที่จะส่งเสริมงานอาสาสมัครให้มีความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนส่งเสริมบทบาทการปฏิบัติภารกิจของอาสาสมัครให้มีประสิทธิภาพ ประกอบกับสหประชาชาติได้ประกาศให้ปี 2544 เป็นปีอาสาสมัครสากล และกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจะต้องจัดงานวันอาสาสมัครไทย ประจำปี 2544 ในวันที่ 21 ตุลาคม 2544 ซึ่งจะต้องมีการประกาศปฏิญญาอาสาสมัครไทยด้วย และเพื่อให้การดำเนินงานตามปฏิญญาอาสาสมัครไทยและนโยบายการพัฒนางานอาสาสมัครเป็นไปอย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ประกาศให้ปี พ.ศ. 2545 เป็นปีแห่งการพัฒนางานอาสาสมัครไทย เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชนได้ให้ความสนใจและพัฒนางานอาสาสมัครไทยให้เจริญรุดหน้าต่อไป


24. เรื่อง การลงนามในพิธีสารฉบับที่ 6 เรื่องสถานีรถไฟชายแดนและสถานีเปลี่ยนถ่ายทางรถไฟ

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารฉบับที่ 6 เรื่องสถานีรถไฟชายแดนและสถานีเปลี่ยนถ่ายทางรถไฟ ภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน ซึ่งจะมีการลงนามในการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการขนส่งของอาเซียน ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2544 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยหากจำเป็นสามารถปรับปรุงถ้อยคำของพิธีสารได้เท่าที่ไม่ขัดกับหลักการและสาระสำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายในการให้ความเห็นชอบก่อนกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และให้ความเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในร่างพิธีสารฉบับที่ 6

พิธีสารดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสถานีรถไฟชายแดนและสถานีเปลี่ยนถ่ายทางรถไฟ อุปกรณ์ล้อเลื่อน เครื่องอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม และวิธีการปฏิบัติในการจัดเดินขบวนรถไฟให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน สามารถเดินรถไฟเชื่อมโยงเครือข่ายในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารผ่านแดน


25. เรื่อง ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียน และร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ว่าด้วยบริการเดินอากาศของอาเซียน

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ให้อธิบดีกรมการบินพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เป็นผู้ลงนามฝ่ายไทยในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียน ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งของอาเซียน ครั้งที่ 12 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 24 ตุลาคม 2544 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และเห็นชอบให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามฝ่ายไทย ในกรณีที่ประเทศสมาชิกอาเซียนจะต้องมีการลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยบริการเดินอากาศของอาเซียน ในการประชุม ระดับรัฐมนตรีด้านการขนส่งของอาเซียน ครั้งที่ 7 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2544 ต่อเนื่องกับการประชุม ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการขนส่งของอาเซียน ครั้งที่ 12

ทั้งนี้ โดยหากจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงบันทึกความเข้าใจฯ หรือปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ฯ ที่มิใช่สาระสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทย ก็ให้กระทรวงคมนาคมสามารถดำเนินการได้โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ก่อนกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียน และร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยบริการเดินอากาศของอาเซียน มีดังนี้

  1. ร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยบริการขนส่งสินค้าทางอากาศของอาเซียน เนื้อหาสาระของร่างดังกล่าว เป็นข้อตกลงที่ให้สิทธิแก่สายการบินที่กำหนดของภาคีผู้ทำความตกลงแต่ละรัฐในการทำการบินเที่ยวบินขนส่งเฉพาะสินค้า ไปยังรัฐภาคีอื่นในอาเซียนได้เพิ่มขึ้นจากสิทธิที่กำหนดไว้ในความตกลงทวิภาคีอีกฝ่ายละ 100 ตันต่อสัปดาห์ ด้วยอากาศยานแบบใด ๆ โดยสามารถทำการบินไปยังจุดต่าง ๆ ในรัฐภาคีได้
  2. ร่างปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยบริการเดินอากาศของอาเซียน เนื้อหาสาระของร่างดังกล่าว เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยกำหนดไว้เป็นกรอบกว้าง ๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียนว่าประเทศสมาชิกอาเซียนมีเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมการทำการบินระหว่างประเทศสมาชิกให้มีลักษณะเสรีขึ้นตามลำดับ โดยในขั้นแรกจะเปิดเสรีการขนส่งการจราจรเสรีภาพที่ 3 และ 4 ในระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนส่งเสริมให้สายการบินที่กำหนดของแต่ละประเทศ มีโอกาสที่จะดำเนินบริการได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม รวมถึงตกลงให้แต่ละประเทศสมาชิกสามารถแต่งตั้งสายการบินที่กำหนดของตนเพื่อดำเนินบริการได้สายเดียวหรือหลายสาย นอกจากนี้ยังตกลงที่จะร่วมมือกันในการพัฒนาด้านการบินระหว่างกันในด้านต่าง ๆ อันรวมถึงด้านความปลอดภัย และการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งการที่จะบรรลุตามเจตนารมณ์ของร่างปฏิญญาดังกล่าวได้นั้น ประเทศสมาชิกจะต้องไปจัดทำความตกลงหลายฝ่ายในแต่ละเรื่องในรายละเอียดต่อไป

26. เรื่อง แต่งตั้ง

1. รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ให้แต่งตั้ง นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป

2. ปลัดกระทรวงพาณิชย์

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ ให้แต่งตั้ง นายการุณ กิตติสถาพร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นต้นไป

3. ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงศึกษาธิการรายงานคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการเรื่อง แต่งตั้ง ที่ปรึกษารัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี และผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

  1. นายสมาน ภุมมะกาญจนะ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  2. นายเรืองเดช สุพรรณฝ่าย เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายจำลอง ครุฑขุนทด)
  3. นางบุญนำ ทานสัมฤทธิ์ เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นางสิริกร มณีรินทร์)
  4. นายชูศักดิ์ แอกทอง เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  5. นายประกิจ พลเดช เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
  6. นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป


ที่มา : สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี