Click here for English Version

บทบาท หน้าที่ และภารกิจ สพช.


ฉบับพิมพ์ครั้งแรก - มกราคม 2544
สารบัญ
  1. ความเป็นมา ของสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.)
  2. บทบาทและภารกิจหลัก
  3. โครงสร้างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ด้านพลังงานในปัจจุบัน
  4. ผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา
  5. แนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไปของ สพช.

 


1. ความเป็นมา ของสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.)

ในอดีต โดยเฉพาะในช่วงก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) นั้น ประเทศไทยได้ประสบวิกฤติการณ์ ทางด้านพลังงานอย่างรุนแรงหลายครั้ง และสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ประจักษ์ชัดคือ รัฐบาลขาดเอกภาพในการบริหารงานด้านพลังงาน เนื่องจากหน่วยงานทางด้านพลังงานต่างๆ ไม่ได้อยู่ภายใต้สายบังคับบัญชาเดียวกัน ทำให้ยากต่อการควบคุม และการประสานงาน นอกจากนี้รัฐยังขาดกลไกถาวรในการวางแผนทางด้านพลังงาน และการกำหนดบทบาทของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนทางด้านพลังงานต่างๆ ที่จะทำให้การวางแผนทางด้านพลังงาน และการกำกับดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ

แนวความคิดของการปรับปรุงประสิทธิภาพ ของการบริหารงานด้านพลังงานในระยะแรก เริ่มจากแนวคิดการจัดตั้งทบวงพลังงาน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 ให้คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการแผ่นดิน รับเรื่องการจัดตั้งทบวงพลังงาน ไปพิจารณาในรายละเอียด แต่เรื่องดังกล่าว มิได้ถูกนำเสนอกลับมาให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา

ในรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้หยิบยกเรื่องการปรับปรุงระบบการบริหารนโยบายพลังงาน ให้มีเอกภาพขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องเร่งด่วน และได้นำเสนอแนวทางต่อคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2529 ให้มีการจัดตั้งคณะกรรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ที่จะจัดตั้งขึ้นภายใต้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และมาตรการต่างๆ ทางด้านพลังงาน และต่อมาพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยนโยบายการบริหารงานพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2529 และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2529

คณะรัฐมนตรีในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2532 ให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยให้ยกฐานะของ สพช. เป็นหน่วยงานถาวรระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับไปจัดทำรายละเอียด เกี่ยวกับรูปแบบขององค์กร รวมทั้งดำเนินการร่างกฎหมาย และนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

ในเดือนมกราคม 2534 รัฐบาลในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายที่จะจัดตั้งกระทรวงพลังงาน ตามที่แถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายกร ทัพพะรังสี) ซึ่งรับผิดชอบงานด้านพลังงานสมัยนั้น ได้จัดทำเค้าโครงของการจัดตั้งกระทรวงพลังงานขึ้น โดยในการจัดตั้งกระทรวงพลังงานนั้น กำหนดให้มีการโอนงานจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวข้องมาอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน อย่างไรก็ตามรัฐบาลชุดนั้น ยังมิได้มีมติในเรื่องดังกล่าว

เมื่อได้มีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการพิจารณาทางเลือก ในการจัดรูปแบบการบริหารพลังงานของประเทศ เป็น 2 ทางเลือก คือ

ทางเลือกที่ 1
ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี คือยกฐานะ สพช. เป็นหน่วยงานถาวรระดับกรมสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบงานด้านนโยบายพลังงาน และเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่ ของสำนักงานพลังงานแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบงานด้านปฏิบัติการ

ทางเลือกที่ 2
จัดตั้งกระทรวงพลังงาน ตามแนวทางที่รัฐบาล ชุดที่มีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดทำเค้าโครงการจัดตั้งไว้แล้ว

ผลการพิจารณาสรุปได้ว่า ทางเลือกที่ 1 เป็นแนวทางที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ในช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร็จด้วยดี และเนื่องจากนโยบายด้านพลังงาน เป็นนโยบายระดับชาติ จึงต้องใช้อำนาจสูงสุดเพื่อทำให้มีเอกภาพ ดังนั้น จะต้องมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับและสั่งการ โดยหน่วยงานนโยบายควรเป็นระดับกรมขนาดเล็ก ที่มีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพสูง พร้อมกับมีบุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงพอ ดังนั้น ทางเลือกที่ 1 จึงเป็นรูปแบบการบริหารงานพลังงาน ที่เหมาะสมตามสถานการณ์สำหรับประเทศไทย และคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2534 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการตามทางเลือกที่ 1

หลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว จึงได้มีการออกพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่ และกิจการบริหารบางส่วนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรีไปเป็นของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2536 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2536 และ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกฐานะ สพช. เป็นหน่วยงานถาวรระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปฏิบัติราชการขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

 


2. บทบาทและภารกิจหลัก

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) มีภารกิจหลักตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์ พลังงาน พ.ศ. 2535 พอสรุปอำนาจหน้าที่ของ สพช. ตามกฎหมายดังกล่าว ได้ดังนี้

ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535

นอกจากการปฏิบัติภารกิจ ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ในหน้าที่สำนักเลขานุการ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติแล้ว สพช. ยังเป็นฝ่ายเลขานุการ ของคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน (กพง.) ที่แต่งตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และหัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ มีหน้าที่ช่วยกลั่นกรองงาน ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาพลังงานต่างๆ ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีอย่างกว้างขวาง ในการกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง สพช. ในฐานะองค์กรกลาง ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารและพัฒนาพลังงาน ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่โดยตรงในการกำกับ ดูแล และประสานงานการปฏิบัติตามพระราชกำหนด ดังกล่าว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาคือกฎหมายที่ใช้ในการกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และในการจัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้น สพช. จึงมีหน้าที่โดยตรงในการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และในการกำหนดนโยบาย และมาตรการเกี่ยวกับราคาน้ำมัน และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์พลังงานไว้ในกฎหมายดังกล่าว สพช. ในฐานะสำนักเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ จึงมีหน้าที่ในการเสนอแนะ และประสานงานเกี่ยวกับการดำเนินการ ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยเฉพาะการเสนอแนะนโยบาย แผนงาน และมาตรการด้านการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งการบริหารกองทุน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการให้สิ่งจูงใจ เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ หรือเพื่อให้มีการผลิตเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูง หรือเพื่อส่งเสริมด้านการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาและการใช้พลังงานรวม ตลอดถึงการส่งเสริมการผลิต และการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานใหม่

เพื่อให้การปฏิบัติตามภารกิจหลักของ สพช. ตามกฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่กล่าวมาแล้วนั้น ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้มีการตราพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการของ สพช. ออกเป็น 1 สำนักงาน และ 4 กอง ดังนี้ 1) สำนักงานเลขานุการกรม 2) กองการปิโตรเลียม 3) กองการไฟฟ้า 4) กองนโยบายและแผน พลังงาน 5 ) กองอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน

 

 


3. โครงสร้างองค์กรที่เกี่ยวข้อง ด้านพลังงานในปัจจุบัน

3.1 องค์กรบริหารงานด้านพลังงานของประเทศ

3.1.1 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

การบริหารงานด้านพลังงานของประเทศดำเนินการในรูปของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เป็นสำนักเลขานุการ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติจะเป็นศูนย์รวมการกำหนดนโยบายพลังงานของรัฐเนื่องจากได้มีคณะกรรมการจากรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ในคณะกรรมการ ทำให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการเสนอนโยบายและแผนการบริหาร และพัฒนาพลังงานของประเทศต่อคณะรัฐมนตรี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

องค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือเรียกโดยย่อว่า "กพช." มีดังนี้

1.   นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการ
2.   รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย รองประธาน
3.   รองนายกรัฐมนตรี กรรมการ
4.   รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย กรรมการ
5.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรรมการ
6.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรรมการ
7.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการ
8.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ
9.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรรมการ
10.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ
11.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กรรมการ
12.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
13.   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
14.   ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
15.   เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ
16.   เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ
17.   ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ
18.   อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กรรมการ
19.   เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กรรมการ และเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของ กพช. มีดังนี้

3.1.2 คณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน

เพื่อเป็นการช่วยเหลือการปฏิบัติงานและกลั่นกรองงานต่างๆ ให้แก่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงานขึ้น เพื่อสนับสนุนการ บริหารงานด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

องค์ประกอบคณะกรรมการพิจารณานโยบายพลังงาน หรือเรียกโดยย่อว่า “กพง.” มีดังนี้

1.   รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ประธานกรรมการ
2.   ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
3.   เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ
4.   ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
5.   เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือผู้แทน กรรมการ
6.   อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กรรมการ
7.   ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรรมการ
8.   อธิบดีกรมทะเบียนการค้า กรรมการ
9.   อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กรรมการ
10.   ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรรมการ
11.   ผู้ว่าการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กรรมการ
12.   เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ กรรมการ และเลขานุการ
13.   ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กรรมการ และผู้ช่วยเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของ กพง. มีดังนี้

3.1.3 คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน

ได้มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ไว้ในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และการบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อทำหน้าที่บริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

องค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมี ดังนี้

1.   รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ประธานกรรมการ
2.   ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
3.   เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการ
4.   ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
5.   เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรรมการ
6.   อธิบดีกรมบัญชีกลาง กรรมการ
7.   อธิบดีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กรรมการ
8.   อธิบดีกรมโยธาธิการ กรรมการ
9.   อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กรรมการ
10   ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการ
11.   นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการ
12.   ผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินเจ็ดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง กรรมการ
13.   เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีดังนี้

3. 2 ความสัมพันธ์ระหว่าง สพช. กับหน่วยงานอื่นๆ

เนื่องจากลักษณะงานนโยบายพลังงานเป็นงานในระดับมหภาค จึงต้องเกี่ยวข้องกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนต่าง ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอันมาก โดยที่ สพช. เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานหลัก ๆ เพื่อให้เป็นไปตามกรอบนโยบายที่ กพช. ได้วางไว้เป็นสำคัญ ดังนี้

 


4. ผลการปฏิบัติงานที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา

 

นโยบายและมาตรการด้านพลังงานที่สำคัญ ซึ่ง สพช. ได้ดำเนินการในฐานะเป็นหน่วยงานกลางการประสานนโยบายพลังงาน ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา โดยเน้นเฉพาะงานที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้กรอบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผลการปฏิบัติงาน ที่สำคัญสามารถสรุปโดยสังเขป ดังนี้

4.1 นโยบายด้านการจัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ มีคุณภาพ มีความมั่นคง ในระดับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

4.1.1 การจัดหาก๊าซธรรมชาติ

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 มอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ดำเนินการเร่งรัดการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ทั้งจากแหล่งสัมปทานในอ่าวไทยและจากแหล่งต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากความต้องการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โครงการผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ และอุตสาหกรรมต่างๆ โดยในช่วงที่ผ่านมา ปตท. ได้มีการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากแหล่งต่างๆ ดังนี้

  1. แหล่งทานตะวัน ปตท. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งทานตะวัน กับผู้รับสัมปทานในแปลง B8/32 เพื่อรับซื้อก๊าซฯ ในปริมาณ 75 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ตั้งแต่ปี 2540 และจะเพิ่มเป็น 100 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นไป
  2. แหล่งไพลินและบงกช (เพิ่มเติม) ปตท. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งไพลิน กับกลุ่มผู้รับสัมปทานแปลง B12/27 เพื่อรับซื้อก๊าซฯ ในปริมาณ 165 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ตั้งแต่ปี 2542 และจะเพิ่มเป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นไป และแหล่งบงกช (เพิ่มเติม) แปลง B15 และ B16 ในปริมาณ 550 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ตั้งแต่กลางปี 2541 เป็นต้นมา
  3. แหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมมาเลเซีย-ไทย (JDA) ปตท. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติบนหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ 50 : 50 และการร่วมทุนในโครงการใช้ประโยชน์ก๊าซธรรมชาติ จากแหล่ง JDA กับบริษัทเปโตรนาส ของมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง JDA ในแปลง A18 ได้ในปริมาณ 390 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2544 เป็นต้นไป
  4. แหล่งยาดานา สหภาพพม่า (YADANA) บริษัท ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนในโครงการสำรวจและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ YADANA และแหล่งก๊าซฯ บริเวณใกล้เคียงในพื้นที่แปลงสัมปทาน M5-M6 ในอ่าวเมาะตะมะกับกระทรวงพลังงานของสหภาพพม่า และได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ ระหว่าง ปตท. และผู้รับสัมปทาน เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538 โดย ปตท. จะรับซื้อก๊าซธรรมชาติในปริมาณ 525 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในราคา ณ ชายแดนประมาณ 3 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าราชบุรี โดยเริ่มส่งก๊าซฯ ให้ กฟผ. เมื่อเดือนตุลาคม 2541 เป็นต้นมา
  5. แหล่งเยตากุน สหภาพพม่า (YETAGUN) ปตท. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเยตากุนเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2540 เพื่อรับซื้อก๊าซฯ ในปริมาณ 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เป็นระยะเวลา 30 ปี และคาดว่าจะเริ่มผลิตก๊าซฯ ได้ภายในปี 2543

4.1.2 โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2535 มอบหมายให้ ปตท. ดำเนินการเร่งรัดการจัดหาก๊าซธรรมชาติ ทั้งจากแหล่งสัมปทานในอ่าวไทย และจากแหล่งต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากความต้องการของ กฟผ. และอุตสาหกรรมต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาระบบการขนส่งก๊าซทางท่อ เพื่อรองรับการจัดหาก๊าซฯ ให้แก่ลูกค้าดังกล่าว โดย ปตท. ได้จัดทำแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2540 - 2548) ประกอบด้วย 12 โครงการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการจัดส่งก๊าซฯ เพิ่มเติมจากระบบท่อเดิม ซึ่งมีขีดความสามารถ 1,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เพิ่มเป็น 3,800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน วงเงินลงทุน 78,052 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ ต่อ 25 บาท)

ต่อมา เมื่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัวลงตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา มีผลทำให้ปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบาย ปรับลดกรอบการลงทุนของภาครัฐลง ปตท. จึงได้ทบทวนปรับแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 1 โดยจัดทำเป็นแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2541 - 2549) ประกอบด้วย 12 โครงการเช่นเดิม แต่มีการปรับเปลี่ยนการวางท่อส่งก๊าซบางเส้น และลดขนาดท่อส่งก๊าซจากเดิมเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว เหลือ 30 นิ้ว วงเงินลงทุน 78,078 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ ต่อ 36 บาท)

ปัจจุบันมีระบบท่อส่งก๊าซที่แล้วเสร็จ ดังนี้

  1. โครงการท่อคู่ขนานในทะเลจากแหล่งเอราวัณ - ระยอง - บางปะกง ความยาว 535 กิโลเมตร แล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2539
  2. โครงการวางท่อจากบางปะกง - วังน้อย ความยาว 100 กิโลเมตร แล้วเสร็จกลางปี 2539
  3. โครงการท่อส่งก๊าซฯ จากแหล่งทานตะวัน ความยาว 55 กิโลเมตร แล้วเสร็จต้นปี 2540
  4. โครงการท่อส่งก๊าซฯ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับภาคอุตสาหกรรม ในช่วงแรกบริเวณสมุทรปราการ แล้วเสร็จเมื่อต้นปี 2540
  5. โครงการท่อส่งก๊าซฯ จากแหล่งยาดานา สหภาพพม่าจากจุดส่งมอบก๊าซฯ บริเวณชายแดนไทยที่บ้านอีต่อง ต. ปิล็อก อ. ทองผาภูมิ จ. กาญจนบุรี มายังโรงไฟฟ้า พลังความร้อนร่วมของ กฟผ. ที่จังหวัดราชบุรีเป็นระยะทาง 238.5 กิโลเมตร แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541
  6. โครงการท่อส่งก๊าซฯ จากแหล่งเบญจมาศ ความยาว 51 กิโลเมตร แล้วเสร็จเมื่อเดือนกรกฎาคม 2542
  7. โครงการท่อส่งก๊าซฯ จากแหล่งไพลิน ความยาว 46 กิโลเมตร แล้วเสร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2542

4.1.3 นโยบายการเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมัน

เพื่อให้การกำหนดนโยบาย การเพิ่มกำลังกลั่นปิโตรเลียมเป็นไปอย่างเสรี และให้มีการแข่งขัน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เท่าเทียมกัน ในปี 2539 รัฐบาลจึงได้เห็นชอบให้มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ สำหรับการจัดตั้งโรงกลั่นปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น รวมทั้งการขยายโรงกลั่นปิโตรเลียมเดิม ให้ผู้สนใจประกอบกิจการสามารถเลือกได้ ดังนี้

  1. การปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ทั้งในกรณีของการตั้ง โรงกลั่นใหม่ และการขยายโรงกลั่นเดิม โดยมีเงื่อนไขในการจ่ายเงินอุดหนุนอย่างน้อย 350 ล้านบาท หรือจำนวน 2,500 บาท ต่อกำลังการกลั่นน้ำมันดิบหนึ่งบาร์เรลต่อวันปฏิทิน (Barrel Per Calendar Day) โดยให้ถือจำนวนเงินที่มากกว่าเป็นเกณฑ์ รวมทั้งเงินประจำปีในอัตราร้อยละ 2 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผลิต และส่งออกจากโรงกลั่นปิโตรเลียม โดยมีสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการส่งเสริมการลงทุน หรือ
  2. การที่จะไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินอุดหนุนอย่างน้อย 350 ล้านบาท รวมทั้งเงินประจำปีในอัตราร้อยละ 2 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ผลิต และส่งออกจากโรงกลั่นปิโตรเลียม โดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับจากการส่งเสริมการลงทุน

ต่อมา ในปี 2540 ได้มีการปรับปรุงกฎเกณฑ์เพื่อส่งเสริมการแข่งขันของโรงกลั่นปิโตรเลียมอีกครั้ง โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ยกเลิกกฎเกณฑ์ ที่ให้ผู้สนใจประกอบกิจการ สามารถเลือกปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ดังกล่าวข้างต้น และให้การตั้งโรงกลั่นน้ำมัน ไม่ต้องมีสัญญากับกระทรวงอุตสาหกรรม โดยให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับการตั้งโรงงานอื่นๆ ส่วนสิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุน ให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด ทั้งนี้ ในกรณีโรงกลั่นเดิม จะต้องมีการเจรจา และแก้ไขสัญญาที่ทำไว้กับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย

4.1.4 การขนส่งน้ำมันทางท่อ

จากสภาพการณ์ที่ต้องมีการขนส่ง น้ำมันโดยรถบรรทุกและรถไฟจากโรงกลั่นน้ำมันศรีราชา และบางจากผ่านกรุงเทพมหานครไปยังภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสนามบินดอนเมืองเพิ่มมากขึ้น ตามการขยายตัวของปริมาณการใช้ ทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตกรุงเทพฯ อย่างมาก ในปี 2533 คณะรัฐมนตรีจึงได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการท่อขนส่งน้ำมันศรีราชา-สระบุรี ความยาว 252 กิโลเมตร โดยให้ ปตท. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียม จำกัด (THAPPLINE) ขึ้น และต่อมาในปี 2534 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ดำเนินโครงการท่อขนส่ง น้ำมันเลียบทางรถไฟสายเหนือจากโรงกลั่นบางจาก - บางปะอิน ผ่านสนามบินดอนเมือง ความยาว 69 กิโลเมตร โดยให้บริษัท การบินไทย จำกัด เป็นแกนกลางในการจัดตั้งบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (FPT)ท่อส่งน้ำมันทั้งสองท่อดังกล่าว ได้เริ่มทำการขนส่งน้ำมันผ่านท่อตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ซึ่งได้ช่วยแก้ปัญหาการจราจร จากรถบรรทุกน้ำมัน และขบวนรถไฟขนน้ำมันที่ตัดกับถนน นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะจากท่อไอเสีย และปัญหาด้านอุบัติภัยอีกด้วย

4.1.5 การวางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พ.ศ. 2542-2554)

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ เป็นแผนระยะยาวของ กฟผ. เพื่อใช้เป็นกรอบในการ ลงทุนทางด้านการขยายระบบการผลิต และระบบส่งไฟฟ้าของประเทศ โดยปกติจะวางแผนเป็นระยะเวลา 15 ปีข้างหน้า การพิจารณาปรับแผน จะดำเนินการเมื่อสภาพทางเศรษฐกิจ มีการเปลี่ยนแปลงจนกระทบต่อความต้องการไฟฟ้า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. พ.ศ. 2542 - 2554 (PDP 99-01 ฉบับปรับปรุง) ได้มีการปรับครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2542 โดยใช้ผลพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า ของคณะอนุกรรมการการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า เมื่อเดือนกันยายน 2541 เป็นฐานในการจัดทำ ซึ่งจากผลการพยากรณ์คาดว่า จะมีความต้องการไฟฟ้า เพิ่มขึ้นในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 - ฉบับที่ 10 จาก 13,311 เมกะวัตต์ ในปี 2540 เป็น 30,587 เมกะวัตต์ ในปี 2554

สำหรับแผนการลงทุนในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (ปี 2540 - 2544) มีเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 207,900 ล้านบาท และในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 (ปี 2545 - 2549) มีเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 213,000 ล้านบาท รวมเป็นเงินลงทุนในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 - 9 จำนวน 420,900 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐ ต่อ 40 บาท)

4.1.6 การเจรจารับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ก) ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

รัฐบาลไทย และรัฐบาล สปป.ลาว ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เรื่องความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 เพื่อรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ในปริมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2549 โดยขณะนี้มีโครงการที่ สปป.ลาว เสนอมาให้ฝ่ายไทยพิจารณาแล้ว รวม 8 โครงการ มีกำลังผลิต ณ จุดส่งมอบรวม 3,576 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการที่จ่ายกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์เข้าระบบของ กฟผ. แล้ว จำนวน 2 โครงการ คือ โครงการน้ำเทิน - หินบุน และโครงการห้วยเฮาะ สำหรับโครงการที่ยังไม่มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จำนวน 6 โครงการ นั้น เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศ ลดลงอย่างมากตามภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย ฝ่ายไทยได้ขอเจรจาทางฝ่าย สปป.ลาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบที่จะให้มีการเลื่อนระยะเวลาการรับซื้อออกเป็น 2 ช่วง โดยในระยะแรกจะรับซื้อในเดือนธันวาคม 2549 จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน 2 น้ำงึม 2 และน้ำงึม 3 และระยะที่สองจะรับซื้อในเดือนมีนาคม 2551 จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โครงการลิกไนต์หงสา เซเปียน - เซน้ำน้อย และ เซคามาน 1

ข) ประเทศสหภาพพม่า

รัฐบาลไทย และรัฐบาลสหภาพพม่า ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากสหภาพพม่า เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โดยฝ่ายไทยจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในสหภาพพม่าในปริมาณ 1,500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2553 ซึ่งการเจรจาและตกลงในรายละเอียดของโครงการในขณะนี้ มีโครงการผลิตไฟฟ้า ที่สหภาพพม่าเสนอขายให้ฝ่ายไทยพิจารณา รวม 4 โครงการ คือ

ค) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

รัฐบาลไทย และรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเรื่องการรับซื้อไฟฟ้า จากสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 โดยฝ่ายไทยจะรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในสาธารณรัฐประชาชนจีนในปริมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าโครงการแรกที่คาดว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเสนอให้ฝ่ายไทยรับซื้อ คือ โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจินหง ปริมาณ 1,200 เมกะวัตต์ เนื่องจากได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ ของแนวสายส่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มจากมณฑลยูนนานของสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่าน สปป.ลาว ที่เมืองสิงห์และเมืองหลวงน้ำทาข้ามแม่น้ำโขง ผ่านเข้ามายังชายแดนไทยที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และจะสิ้นสุดที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี โดยมีความยาวของสายส่งเป็นระยะทางรวมทั้งสิ้น 1,055 กิโลเมตร

4.1.7 การลดช่องว่างระหว่างราคาน้ำมัน ในเขตกรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค

สพช. ได้มีการดำเนินการเพื่อให้น้ำมันมีราคาจำหน่ายปลีก ใกล้เคียงกันทั่วประเทศตั้งแต่ปลายปี 2538 เป็นต้นมา โดยมีการดำเนินงานต่างๆ ดังนี้

  1. การเกลี่ยค่าการตลาด ได้มีการเกลี่ยค่าการตลาด โดยกำหนดให้ค่าการตลาดรวมของประเทศคงเดิม แต่เพิ่มค่าการตลาดในเขตกรุงเทพมหานครให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ลดค่าการตลาดในส่วนภูมิภาคลงมา
  2. การปรับปรุงบัญชีค่าขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากระบบการขนส่งใหม่ๆ ได้เกิดขึ้น ได้แก่ การขนส่งทางท่อ และได้มีการปรับปรุงเส้นทางคมนาคมใหม่ ทำให้การขนส่งน้ำมันสะดวกและรวดเร็วขึ้นส่งผลให้อัตราค่าขนส่งลดลงมาก ดังนั้น จึงได้มีการปรับปรุงบัญชีค่าขนส่งใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน
  3. การจัดทำบัญชีความแตกต่าง ระหว่างราคาขายปลีกกรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค เพื่อให้ ปตท. และผู้ค้าน้ำมันใช้เป็นแนวทาง ในการกำหนดราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ของสถานีบริการทั่วประเทศ และให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด และสำนักงานการค้าภายในจังหวัด ใช้ในการกำกับดูแลการกำหนดราคาของสถานีบริการ
    การปรับปรุงอัตราค่าขนส่งและการเกลี่ยค่าการตลาด มีผลทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมัน เชื้อเพลิงใน 18 จังหวัดภาคกลาง มีราคาเท่ากับกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ลพบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี กาญจนบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี และมี 1 จังหวัดที่มีราคาต่ำกว่ากรุงเทพมหานคร คือ ชลบุรี สำหรับภูมิภาคอื่นๆ ช่องว่างระหว่างราคาขายปลีกน้ำมัน ได้แคบลงจากที่เคยแตกต่างลิตรละ 20 - 80 สตางค์ เหลือความแตกต่างลิตรละ 2 - 45 สตางค์

4.2 นโยบายส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด

4.2.1 โครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management : DSM)

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2534 อนุมัติโครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า โดยให้ กฟผ. (สำนักงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า) เป็นผู้ดำเนินการ และให้ กฟน. กฟภ. รวมทั้ง หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุน โครงการดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2535 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้มีการประหยัดการใช้ไฟฟ้า ซึ่ง สพช. ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินโครงการดังกล่าวมาโดยตลอด โดยมีโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น

  1. ประสานงานกับ กฟผ. ในการรณรงค์ให้ประชาชน หันมาใช้หลอดประหยัดไฟฟ้า (หลอดผอมแทนหลอดอ้วน) หลอดตะเกียบประหยัดไฟฟ้า (เปลี่ยนจากหลอดไส้ธรรมดา เป็นหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดตะเกียบขนาด 11 วัตต์ หรือ 7 วัตต์)
  2. ประสานงานกับ กฟผ. ในการส่งเสริมให้มีการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพ ของการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็น ขนาด 5 - 6 ลูกบาศก์ฟุต ที่ผลิตตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2538 จนประสบผลสำเร็จ และได้มีการขยายขอบเขตการติดฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพตู้เย็นเบอร์ 5
  3. ประสานงานกับ กฟผ. ในการส่งเสริมให้มีการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพ ของการใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศเบอร์ 5 ขนาดไม่เกิน 13,300 บีทียู ตั้งแต่ต้นปี 2539 เป็นต้นมา
  4. ส่งเสริมให้หน่วยราชการใช้เครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง และหลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ได้เป็นกรณีพิเศษ โดยให้สำนักงบประมาณพิจารณาปรับปรุงราคากลางของเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ เพื่อให้หน่วยราชการจัดซื้อเครื่องปรับอากาศ ที่มีฉลากประสิทธิภาพระดับ 5 รวมทั้ง ให้ปรับปรุงราคากลาง ของเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนขนาด 13,300 บีทียู ลงมาตามราคาตลาด

4.2.2 การกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทต่างๆ

ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการนำโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทต่างๆ มาใช้ เพื่อให้อัตราค่าไฟฟ้าสะท้อนถึงต้นทุนในการผลิตไฟฟ้า และมีความสอดคล้องกับลักษณะการใช้ไฟฟ้าของผู้ใช้ รวมทั้ง ให้มีทางเลือกแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ได้แก่

1) โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของวัน (Time of Day Rate : TOD)

อัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOD Rate หมายถึง อัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกันตามช่วงเวลาของวัน โดยมีหลักการที่ว่า ค่าไฟฟ้าจะแพง หากมีการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak ของวัน และจะถูกลงหากใช้ในช่วงอื่น วัตถุประสงค์ของโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOD คือ ต้องการให้มีการกระจายการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาต่างๆ ให้มากที่สุด ทั้งนี้ เนื่องจากการ วางแผนการสร้างโรงไฟฟ้าจะต้องวางแผนให้มีกำลังการผลิตเพียงพอ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak ดังนั้น หากความต้องการใช้ไฟฟ้า ในช่วง Peak มีมากขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย

อัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOD Rate เริ่มนำมาใช้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2533 โดยใช้เป็นอัตราบังคับแก่ผู้ใช้ภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 2,000 กิโลวัตต์ ขึ้นไป แบ่งการใช้ ออกเป็น 3 ช่วง คือ Peak (18.30 - 21.30 น.) Partial Peak (08.00 - 18.30 น.) และ Off-Peak (21.30 - 08.00 น.) และต่อมา ได้มีการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2534 โดยได้มีการขยายขอบเขตของผู้ใช้ไฟภายใต้ TOD Rate ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยรวมถึงผู้ใช้ไฟที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าเกิน 2,000 กิโลวัตต์ต่อเดือนหรือใช้พลังงานไฟฟ้าเกิน 355,000 หน่วยต่อเดือน

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOD Rate ได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศในช่วง Peak ลดลงถึง 700 เมกะวัตต์ ธุรกิจ และอุตสาหกรรมหลายประเภท ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak ได้ ผู้ใช้ไฟที่ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วง Peak ก็สามารถประหยัดค่าไฟฟ้า ได้เดือนละประมาณ 120 - 150 ล้านบาท ในขณะเดียวกัน กฟผ. สามารถลดการ ลงทุนในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในระยะยาว ได้ประมาณ 21,000 ล้านบาท

2) โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทที่สามารถงดจ่ายไฟได้ (Interruptible Rate)

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2539 มอบหมายให้ สพช. และการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง รับไปดำเนินการออกประกาศโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ประเภทที่สามารถงดจ่ายไฟได้ (Interruptible Rate) เพื่อเป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟขนาดใหญ่ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2539 เป็นต้นมา

โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่สามารถงดจ่ายไฟได้เป็นการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อเป็นทางเลือกแก่กลุ่มผู้ใช้ไฟ ประเภทกิจการขนาดใหญ่ ที่มีความต้องการพลังไฟฟ้าตั้งแต่ 5,000 กิโลวัตต์ ขึ้นไป ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าของตนลง เมื่อได้รับการร้องขอจากการไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 1,000 กิโลวัตต์ โดยได้รับประโยชน์ จากการได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า และยังเป็นประโยชน์ต่อการไฟฟ้า ในเรื่องการลดการลงทุนก่อสร้างระบบผลิต และจำหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตสำรองให้แก่การไฟฟ้าอีกทางหนึ่ง

3) โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ตามช่วงเวลาของการใช้ (Time of Use Rate : TOU)

อัตราค่าไฟฟ้าแบบ TOU Rate เป็นอัตราเลือกสำหรับผู้ใช้ไฟประเภท TOD ในปัจจุบัน เพื่อให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนและลักษณะการใช้ไฟฟ้า (Load Curve) ของระบบที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2540 เป็นต้นมา โดยอัตรา TOU มีข้อแตกต่างจาก TOD เดิม ดังนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายให้มีการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง และลักษณะการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง ให้มีการปรับปรุงสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ ให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่จะประกาศใช้ได้ภายในปี 2543

4.2.3 การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535

การดำเนินการตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดวินัยในการอนุรักษ์พลังงาน และให้มีการดำเนินการลงทุนในการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคาร โดยใช้มาตรการบังคับให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ให้การสนับสนุนทางการเงินจาก กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานแก่ผู้ที่ประสงค์ จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ภายใต้กรอบแผนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งการดำเนินงานในระยะที่ 1 (ปีงบประมาณ 2538 - 2542) ได้สิ้นสุด ลงแล้ว มีผลสรุปดังนี้

1) แผนงานภาคบังคับ

การอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ ที่ไม่ใช่อาคารควบคุม เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีในการเป็นผู้นำ ในการอนุรักษ์พลังงาน และเพื่อประหยัดงบประมาณในการใช้พลังงานของรัฐ โดยในช่วงปี 2537-2542 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) ได้ดำเนินการไปแล้ว จำนวน 573 แห่ง

การให้ความสนับสนุนเจ้าของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุมที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในด้านการวางแผนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และด้านการลงทุนเพื่อให้เป็นไปตามแผนฯ ในรูปเงินช่วยเหลือให้เปล่า สำหรับทำการศึกษาการตรวจสอบและวิเคราะห์การใช้พลังงานเบื้องต้น เงินอุดหนุนในการจัดทำแผนฯ และการ ลงทุนในการอนุรักษ์พลังงานตามแผนฯ โดยในช่วงปี 2540-2542 พพ. ได้ดำเนินการในส่วนการตรวจสอบการใช้พลังงานเบื้องต้นไปแล้ว และจะดำเนินการสนับสนุนการลงทุนฯ ภายในปี 2543

2) แผนงานภาคความร่วมมือ

สพช. ได้ดำเนินงานให้การสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ในการดำเนินโครงการต่างๆ จำนวน 91 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,605 ล้านบาท โดยมีการสนับสนุนที่สำคัญๆ เช่น

การดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถผลักดันให้เกิดกิจกรรมสาธิต และเผยแพร่เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการส่งเสริมการจำหน่ายวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง และเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานหมุนเวียน อันจะเป็นการเร่งให้ระบบตลาด เข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงาน แทนการสนับสนุนจากกองทุนฯ เช่น สาธิตการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้แก่ ระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าทั้งบนหลังคาบ้าน และหลังคาส่วนราชการ เครื่องทำน้ำร้อนด้วยพลังงาน แสงอาทิตย์ จัดทำสวนพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบสูบน้ำในหมู่บ้าน และเครื่องสกัดสารกำจัดศัตรูพืช นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่ม SME เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย

ทั้งนี้คาดว่าเมื่อดำเนินโครงการ ไปจนครบอายุการใช้งานของอุปกรณ์หรือเทคโนโลยี โดยมีอายุการใช้งานตั้งแต่ 5 ปี 15 ปี และ 25 ปีแล้ว จะก่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน จำนวน 375 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ (Ktoe) หรือคิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,946 ล้านบาท หรือคิดเป็น 184% ของการลงทุนจากกองทุนฯ นอกจากนั้นยังให้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ลดการก่อมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม สามารถนำผลพลอยได้ไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ในการใช้ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการนำไปใช้ และยังมีส่วนในการ ส่งเสริมและเพิ่มประสบการณ์ ให้กับนักวิจัยของประเทศอีกด้วย

3) แผนงานสนับสนุน

การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน และมีจำนวนมากพอที่จะรองรับการดำเนินงาน ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน ให้มีประสิทธิผลสูงสุด และมีความยั่งยืนได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรม การศึกษา การจัดสัมมนา การจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการฝึกอบรม การให้ทุนการศึกษา การสนับสนุนสถาบันการศึกษา ให้เปิดสอนสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน เช่น

การประชาสัมพันธ์ภายใต้แผนปฏิบัติการรวมพลังหาร 2 เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์พลังงาน มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสถานการณ์พลังงาน ระบบราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มและเรื่องพลังงานหมุนเวียน รวมถึงทราบวิธีประหยัดพลังงานที่สามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ผลที่ได้จากโครงการนี้ จะก่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงาน ของประชาชนและของประเทศ

หลังจากแผนอนุรักษ์พลังงานระยะที่ 1 สิ้นสุดลง ได้มีการจัดทำแผนอนุรักษ์พลังงานระยะ ที่ 2 ช่วงปีงบประมาณ 2543-2547 ซึ่งส่วนใหญ่มีแนวทางดำเนินการต่อเนื่องจากแผนระยะที่ 1 แต่ได้ให้ความสำคัญมากขึ้นกับสาขาที่มีการใช้พลังงานสูง เพื่อให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น สาขาขนส่ง และสาขาเกษตร เป็นต้น รวมทั้ง การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และส่งเสริมให้มีการใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นแผนงานย่อย 3 แผนงาน ดังนี้

  1. แผนงานภาคบังคับ เป็นแผนงานเกี่ยวกับการดำเนินงานอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมาย ในส่วนของโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม โดยมีกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน(พพ.) รับผิดชอบในการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
    • พระราชกฤษฎีกากำหนดอาคารควบคุม พ.ศ. 2538 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2538 เป็นต้นมา ซึ่งจะมีผลในการกำหนดขนาดการใช้พลังงานของอาคารควบคุม ค่าการถ่ายเทความร้อนรวม การใช้ ไฟฟ้าส่องสว่าง และมาตรฐานเครื่องทำความเย็นของอาคาร เป็นต้น
    • พระราชกฤษฎีกากำหนดโรงงานควบคุมและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา ซึ่งจะมีผลในการกำหนดขนาดการใช้พลังงานของโรงงานควบคุม และกำหนดหน้าที่บังคับให้เจ้าของโรงงานควบคุม ต้องดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์พลังงาน ได้แก่ การจัดทำเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินการตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงาน การบันทึก และส่งข้อมูลด้านการผลิตและใช้พลังงาน เป็นต้น
  2. แผนงานภาคความร่วมมือ มี สพช. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบโดยเป็นแผนงาน ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือและร่วมมือ แก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนในด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะมีผลต่อการใช้พลังงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด มีการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาใช้อย่าง แพร่หลาย ส่งเสริมสินค้าและบริการที่ช่วยและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน มีการทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งประกอบด้วย โครงการหลักๆ ดังนี้
    • โครงการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เป็นการสนับสนุนให้มีการนำพลังงาน หมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาใช้ประโยชน์ โดยเน้นโครงการที่เกี่ยวกับการแนะนำ เผยแพร่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ได้มีการพิสูจน์แล้ว
    • โครงการส่งเสริมผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะเป็นการ สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียน ในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้น
    • โครงการส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน เป็นการเผยแพร่เทคโนโลยีในการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นการสนับสนุนทางอ้อมแก่ ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอุปกรณ์เครื่องจักร ที่มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์พลังงาน
    • โครงการศึกษา วิจัย และพัฒนา เป็นการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งรวมถึงโครงการสาธิตขนาดเล็ก
    • โครงการโรงงานและอาคารทั่วไปที่กำลังใช้งาน เป็นการสนับสนุนเจ้าของโรงงาน และอาคารทั่วไปที่มีความประสงค์ จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคาร
  3. แผนงานสนับสนุน เป็นแผนงานเกี่ยวกับการวางแผน กำกับ ดูแล ประเมินผล และสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร การประชาสัมพันธ์ด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน โดยมี สพช. เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ

การดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานระยะที่ 2 ดังกล่าวข้างต้น คาดว่าจะก่อให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน ตลอดอายุของโครงการ ที่ได้รับการสนับสนุน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 159,565 ล้านบาท สูงกว่าการดำเนินการในระยะที่ 1 ซึ่งเป็นระยะเริ่มแรกที่ต้องใช้เวลา ในการเตรียมการทั้งด้านบุคลากรและการออกกฎกระทรวงต่างๆ จึงทำให้การดำเนินงานตามแผนฯ ต้องล่าช้า แต่การดำเนินงานในระยะที่ 2 คาดว่าจะสามารถอนุรักษ์พลังงานได้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้นมาก

4.3 นโยบายส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน และเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน

4.3.1 การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชนในรูป Independent Power Producer (IPP)

รัฐบาลมีนโยบายในการส่งเสริมให้เอกชน เข้ามามีบทบาทในกิจการไฟฟ้าของประเทศมากขึ้น โดยเห็นชอบให้ กฟผ. มีการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในรูป Independent Power Producer (IPP) ในระยะแรก 3,800 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟผ. ได้ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2537 เป็นต้นมา แต่เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าในช่วงเวลานั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ กฟผ. เพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP อีก 1,600 เมกะวัตต์ โดยให้อำนาจ กฟผ. พิจารณาเพิ่มลดได้ร้อยละ 20

ในวันยื่นข้อเสนอของ IPP เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2538 มีผู้ยื่นข้อเสนอทั้งหมด 32 ราย รวมทั้งสิ้น 50 โครงการ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 37,500 เมกะวัตต์ โดยมีผู้สนใจลงทุนยื่นข้อเสนอใช้ก๊าซธรรมชาติ 37 โครงการ ถ่านหิน 12 โครงการ และออริมัลชั่น 1 โครงการ จากจำนวนดังกล่าวนี้ มีผู้ลงทุนที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 7 โครงการ ประกอบด้วย โครงการที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ 4 โครงการ และใช้ถ่านหิน 3 โครงการ ดังนี้

  1. บริษัท ผลิตไฟฟ้าอิสระ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 700 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่อ่าวไผ่ จังหวัดชลบุรี
  2. บริษัท ไตรเอ็นเนอยี จำกัด จำนวน 700 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ จังหวัดราชบุรี
  3. บริษัท อีสเทอร์น เพาเวอร์ แอนด์ อิเล็คทริค จำกัด จำนวน 350 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
  4. บริษัท ยูเนียน พาวเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด จำนวน 1,400 เมกะวัตต์ โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  5. บริษัท บ่อวิน เพาเวอร์ จำกัด จำนวน 713 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ บ่อวิน จังหวัดชลบุรี
  6. บริษัท บี แอล ซี พี เพาเวอร์ จำกัด จำนวน 1,346.5 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ มาบตาพุด จังหวัดระยอง
  7. บริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด จำนวน 734 เมกะวัตต์ ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง มีสถานที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

แต่เนื่องจากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ และการเปลี่ยนแปลงระบบอัตรา แลกเปลี่ยนเป็นระบบลอยตัว เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ซึ่งได้มีการกู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศมาลงทุน ดังนั้น จึงต้องมีการเจรจาเพื่อพิจารณาเลื่อนวันเริ่มต้นจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเป็นรายๆ ไป ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ โครงการที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 2 โครงการ ซึ่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เนื่องจากได้รับการคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ จึงต้องมีการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลต่อไป

4.3.2 การรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก (Small Power Producer : SPP)

นโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก (Small Power Producer : SPP) มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ

  1. เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานพลอยได้ในประเทศ และพลังงานนอกรูปแบบในการผลิตไฟฟ้า เช่น ลม แสงแดด พลังความร้อนใต้พิภพ ขยะ และวัสดุที่เหลือใช้ทางการเกษตร และให้มีการใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
  2. เพื่อส่งเสริมบทบาทเอกชน ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นการอนุญาตให้เอกชน ผลิตไฟฟ้าขายให้การไฟฟ้าได้เป็นครั้งแรก
  3. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในระบบการผลิตไฟฟ้า โดยการอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าขายไฟฟ้าในเขตอุตสาหกรรม และขายให้ผู้ใช้ไฟที่อาศัยอยู่โดยรอบได้โดยตรง โดยไม่ผ่านระบบส่งของการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง ซึ่งทำให้ผู้ใช้ไฟมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อไฟฟ้า

กฟผ. ได้มีการประกาศรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP ตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2542) มี SPP ที่ได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้าจาก กฟผ. รวม 54 ราย คิดเป็นปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายรวม 2,137 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้เป็น SPP ที่ขายไฟฟ้าเข้าระบบของ กฟผ. แล้ว 39 ราย เป็นปริมาณไฟฟ้าที่เข้าระบบรวม 1,487 เมกะวัตต์ จำแนกตามชนิดเชื้อเพลิงได้คือ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน กากอ้อย แกลบ เศษไม้ และอื่นๆ

สำหรับโครงการ SPP ก็ได้รับผลกระทบ จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกับโครงการ IPP ดังนั้น จึงต้องมีการเจรจา เพื่อพิจารณาเลื่อนวันเริ่มต้นจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบเป็นรายๆ ไป ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกัน

4.3.3 โครงสร้างภาษีเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า

เนื่องจากการสร้างโรงไฟฟ้าของเอกชน จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพ ของสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงทุกประเภท จะปล่อยมลภาวะตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเดียวกัน จึงไม่ควรนำความแตกต่างของอัตราภาษี มาใช้ในการจัดเก็บเชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่างกันอีก ประกอบกับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เป็นเชื้อเพลิงสะอาด และสามารถนำมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วย และทั้งสามารถหาได้ง่ายกว่าก๊าซธรรมชาติ แต่ภาษีประเภทต่างๆ ที่รัฐ จัดเก็บจาก LPG สูงกว่าก๊าซธรรมชาติมาก ทำให้ไม่สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกใช้เชื้อเพลิง

คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้มีการปรับโครงสร้างภาษีเชื้อเพลิง เพื่อลดความบิดเบือนของอัตราภาษี โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการปรับอัตราการจัดเก็บอากรขาเข้า และภาษีสรรพสามิต ดังนี้

  1. ให้จัดเก็บภาษีสำหรับก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่เป็นก๊าซและของเหลวตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ อากรขาเข้า 0.001 บาทต่อกิโลกรัม และไม่จัดเก็บภาษีสรรพสามิต
  2. ให้จัดเก็บอากรขาเข้า และภาษีสรรพสามิตสำหรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ใช้ ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. คือ LPG เก็บ 0.001 บาทต่อกิโลกรัม และให้ยกเว้นภาษีสรรพสามิต LPG
  3. ให้ลดอากรขาเข้าถ่านหินเหลือร้อยละ 1 โดยไม่มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเสริม
  4. ให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเตาจากร้อยละ 17.5 เหลือร้อยละ 5

4.3.4 การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยบางส่วน โดยการจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด

การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บางส่วนโดยการจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (บผฟ.) เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการเพิ่มบทบาทเอกชนในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ ได้แก่ การลดภาระการลงทุนของภาครัฐบาล โดยเฉพาะการกระจายหุ้นของ บผฟ. ในตลาดหลักทรัพย์ จะช่วยลดภาระหนี้สินของภาครัฐบาลได้ในทันที และยังเป็นการเพิ่มการแข่งขัน ซึ่งจะนำไปสู่คุณภาพการให้บริการที่ดีขึ้น

ในขั้นแรก บผฟ. ได้ซื้อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมระยองจาก กฟผ. (ขนาดกำลังผลิต 1,232 เมกะวัตต์) ในราคา 17,180.6 ล้านบาท และกระจายหุ้นให้แก่ประชาชน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยลดสัดส่วนการถือหุ้นของ กฟผ. ลงเหลือร้อยละ 48 และในสัญญาซื้อขายโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมระยองได้ระบุให้ กฟผ. ให้สิทธิ (Option) แก่ บผฟ. เจรจาซื้อขายโรงไฟฟ้าขนอมได้ด้วย

บผฟ. ได้แจ้งการขอใช้สิทธิซื้อโรงไฟฟ้าขนอมมายัง กฟผ. เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2538 และได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด (บฟข.) ขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2538 โดย บผฟ. ถือหุ้นร้อยละ 99.99 เพื่อจะรับซื้อโรงไฟฟ้าขนอมจาก กฟผ. ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2538 และวันที่ 27 ธันวาคม 2538 อนุมัติให้ กฟผ. ขายและโอนโรงไฟฟ้าขนอมให้ บฟข. (ขนาดกำลังการผลิตรวม 824 เมกะวัตต์) เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 17,483 ล้านบาท โดยราคาการซื้อขายโรงไฟฟ้าขนอม และสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนอม จะต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

4.3.5 แผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน

การแปรรูปกิจการด้านพลังงานได้เริ่มดำเนินการมาหลายปีแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่การเพิ่มบทบาท ของภาคเอกชนในกิจการพลังงาน เช่น การรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในรูป Independent Power Producer (IPP) และ Small Power Producer (SPP) การแปรรูป กฟผ. บางส่วน โดยการจัดตั้งบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (บผฟ.) เพื่อรับซื้อโรงไฟฟ้าระยอง และโรงไฟฟ้าขนอม ซึ่งต่อมาได้มีการกระจายหุ้นของ บผฟ. ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และลดสัดส่วนการถือหุ้นของ กฟผ. ใน บผฟ. ให้กับพันธมิตรร่วมทุน โดยในปัจจุบัน กฟผ. ยังคงถือหุ้นอยู่อีกร้อยละ 25.05 ซึ่งในอนาคต อาจพิจารณาลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือร้อยละ 20

การดำเนินการดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในกิจการพลังงานแล้ว ยังเป็นการช่วยลดภาระการลงทุนและภาระหนี้สินของภาครัฐด้วย ซึ่งในการดำเนินการแปรรูป และปรับโครงสร้างกิจการพลังงานของประเทศ ได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งได้มีการจัดทำแผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 เพื่อใช้เป็นกรอบกำหนดขอบเขต และทิศทางของการปรับโครงสร้าง และการแปรรูปสาขาธุรกิจหลัก 4 สาขา ซึ่งรวมสาขา พลังงานอยู่ด้วย โดยในกรอบของสาขาพลังงานได้แบ่งออกเป็น 3 สาขา คือ สาขาไฟฟ้า สาขา ก๊าซธรรมชาติ และการแปรรูป ปตท. ซึ่งมีกรอบ ในการดำเนินการ ดังนี้

1) การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมสาขาพลังงาน ประกอบด้วย

ก) สาขาไฟฟ้า มีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

ข) สาขาก๊าซธรรมชาติ มีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

2) การปฏิรูปงานทางด้านกฎหมายและการกำกับดูแล มีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

3) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงาน ประกอบด้วย

ก) กฟผ. มีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการ ดังนี้

ข) กฟน.

ค) กฟภ.

ง) ปตท.

4.3.6 การยกเลิกการควบคุมราคา น้ำมันเชื้อเพลิง และการกำกับดูแลการกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ภายใต้ระบบราคาลอยตัว

เพื่อให้การกำกับดูแลการกำหนดราคาน้ำมัน และค่าการตลาดอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสม ภายหลังการใช้ระบบราคาน้ำมันลอยตัวเต็มที่ตั้งแต่ 19 สิงหาคม 2534 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ จังหวัด กรมการค้าภายใน และ สพช. ได้ร่วมกันกำกับดูแลราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ณ สถานีบริการทั่วประเทศ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้

  1. การรักษาระดับราคา ให้ ปตท. บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และผู้ค้าน้ำมัน สอดส่องดูแลให้สถานีบริการ ที่แสดงเครื่องหมายการค้าของตน มิให้กำหนดราคาสูงกว่าที่ผู้ค้าน้ำมันกำหนด และให้ ปตท. เร่งขยายสถานีบริการในท้องที่ห่างไกล
  2. การแจ้งราคา ให้สำนักงานการค้าภายในจังหวัด หรือพาณิชย์จังหวัด แจ้งราคาขายปลีกของสถานีบริการ ในจังหวัดของตนแก่ สพช. ทุกวันที่ 15 ของเดือน เพื่อ สพช. ใช้วิเคราะห์และประเมินความเคลื่อนไหว ของราคาขายปลีกและค่าการตลาดต่อไป
  3. การติดตามราคา ให้จังหวัดดูแลให้สถานีบริการติดป้ายแสดงราคาขายปลีกหน้า สถานีบริการอย่างชัดเจน ตรวจสอบให้มีการกำหนดราคาขายปลีก ที่หัวจ่ายกับราคาที่ติดประกาศหน้าสถานีบริการให้ตรงกัน และดูแลให้สถานีบริการกำหนดราคาขายปลีก ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

การดำเนินการข้างต้นนับว่าได้ผลดีในระดับที่น่าพอใจ มีผู้ค้ารายใหม่ๆ เข้ามาลงทุนในตลาดน้ำมันทำให้จำนวนสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาขายปลีกตามสถานีบริการ จะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก เมื่อพบว่าสถานีบริการใดกำหนดราคาเกินเหมาะสม สพช. และจังหวัดจะดำเนินการผ่านผู้ค้าน้ำมัน ให้สถานีบริการของตนปรับลดราคาภายในระยะเวลา 3 วันทำการ

4.3.7 การปรับปรุงกฎเกณฑ์ และส่งเสริมการตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงกฎเกณฑ์ และส่งเสริมการตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อส่งเสริมการแข่งขันในตลาดค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์มากขึ้น พอสรุปได้ดังนี้

  1. ในเขต กทม. เมืองพัทยา และเขตเทศบาล ให้จัดตั้งสถานีบริการได้ในถนนสาธารณะหรือส่วนบุคคลที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 8 เมตร ลดจากเดิมที่จะต้องเป็นถนนสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่า 12 เมตร ยกเลิกข้อห้ามตั้งสถานีบริการในบริเวณทางโค้งที่มีรัศมีน้อยกว่า 600 เมตร เนื่องจากบริเวณ ดังกล่าวมีการจราจรคับคั่ง รถยนต์ไม่สามารถวิ่งได้เร็วในเขตนี้อยู่แล้ว
  2. สถานีบริการในพื้นที่ห่างไกล เช่น ยกเลิกข้อกำหนดให้ทางเข้าสถานีบริการแต่ละ สถานีบริการต้องห่างกันไม่น้อยกว่า 50 เมตร เป็นต้น
  3. สถานีบริการริมถนนใหญ่ ให้ลดระยะห่างของที่ล้างรถกับแนวเขตสถานีบริการลง แต่ยังให้คงความสูงของกำแพงกันไฟไว้เช่นเดิม ผ่อนผันให้ติดตั้งถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใต้ดิน ในบริเวณใต้หลังคาคลุมแท่นปั๊มได้ และการใช้ท่อพลาสติกชนิดกันน้ำมันแทนท่อเหล็กนั้น ให้กระทำได้ทั้งระบบท่อดูดและระบบท่อแรงดัน โดยท่อดังกล่าวต้องเป็นท่อ 2 ชั้น เท่านั้น
  4. สถานีบริการที่ตั้งริมถนนเล็ก หากมีบริการล้างรถอัตโนมัติให้มีข้อกำหนดรูปแบบการจัดวางเครื่องล้างรถอัตโนมัติ และการมีพื้นที่สำหรับจอดรถที่รอล้างรถ รวมทั้งการควบคุมมิให้เสียงดังรบกวน และหากมีบริการอัดฉีดและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้มีข้อกำหนด เช่น หลุมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เป็นต้น

4.3.8 การดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง

คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา และได้มีการพิจารณาปรับปรุงมาตรการให้หน่วยงานต่างๆ รับไปปฏิบัติ และรายงานผลการดำเนินงานให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ทราบในการประชุมทุกครั้ง โดยมีมาตรการต่างๆ ได้แก่

  1. ให้มีการตรวจสอบเรือขนส่งน้ำมันและเรือประมงดัดแปลง อย่างใกล้ชิดและเข้มงวด
  2. ให้กรมสรรพสามิตติดตั้งมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าออกจากคลังน้ำมันชายฝั่งทุกแห่ง และให้มีอำนาจเติมสาร Marker ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออก เพื่อป้องกันการลักลอบนำกลับเข้ามาในประเทศ นอกจากนี้ให้มีการควบคุมการใช้สารละลาย (solvent) เพื่อป้องกันการนำไปปลอมปนในน้ำมันเชื้อเพลิง
  3. ให้มีการตรวจการขนส่งน้ำมันในทะเลและบนบก
  4. ให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีเงินได้ และภาษีมูลค่าเพิ่มของคลังน้ำมันชายฝั่งทุกแห่ง รวมถึงสถานีบริการด้วย
  5. ให้บริษัทน้ำมันที่นำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ต้องแจ้งกำหนดการเดินทางของเรือ
  6. ปรับปรุงแนวทางการดำเนินคดีของกรมศุลกากรให้รัดกุม
  7. กำหนดเขตต่อเนื่องระหว่าง 12 - 24 ไมล์ทะเล โดยการยกร่างประกาศ และแก้ไข พระราชบัญญัติ ดังนี้
    • ประกาศเขตต่อเนื่องของ ราชอาณาจักรไทย ซึ่งได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2538
    • พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2496 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากร มีอำนาจปฏิบัติการในเขตต่อเนื่อง และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย โดยในขณะนี้พระราชบัญญัติทั้งสอง กำลังเสนอรัฐสภาพิจารณา
  8. กำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวประมงรายเล็ก ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตต่อเนื่อง
  9. พิจารณาความเหมาะสมของการนำเรือบรรทุกน้ำมัน ออกไปลอยลำจำหน่ายน้ำมันกลางทะเล
  10. ให้กรมโยธาธิการตรวจสอบการขอสร้างคลังน้ำมัน ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากกรมโยธาธิการในท้องที่ต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร
  11. ให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดให้มีผู้ตรวจวัดอิสระ ทำการตรวจสอบปริมาณน้ำมันที่นำเข้า โดยการออกประกาศกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 114) พ.ศ. 2539
  12. จัดตั้งศูนย์ประสานงานในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง และจัดให้มีการประชุมศูนย์ฯ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ

4.4 นโยบายป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการพัฒนา และการใช้พลังงาน รวมทั้ง ปรับปรุงให้กิจการด้านพลังงานดำเนินการ อย่างมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

4.4.1 การยกเลิกจำหน่ายน้ำมันมีสารตะกั่ว

ในอดีตน้ำมันเบนซินในประเทศทั้งชนิดธรรมดา และชนิดพิเศษที่เรียกว่า เบนซินซูเปอร์นั้น จะมีการเติมสารตะกั่วด้วย เนื่องจากสารตะกั่ว จะมีคุณสมบัติเป็นตัวเพิ่มค่าออกเทนในน้ำมันเบนซิน ซึ่งสามารถป้องกันการน๊อคของเครื่องยนต์ และช่วยให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีขึ้น

ปัญหาการจราจรที่ติดขัดและจำนวนยานพาหนะ ที่เพิ่มจำนวนขึ้น โดยเฉพาะในเขต กทม. และในเมืองใหญ่ๆ ได้ก่อให้เกิดปัญหามลพิษในอากาศ จากไอเสียของรถยนต์เพิ่มขึ้นโดยลำดับ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และเป็นผลเสียต่อสภาวะแวดล้อม ดังนั้น สพช. จึงได้มีนโยบายแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยได้มีการดำเนินการต่างๆ ไปแล้ว เช่น การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล การกำหนดมาตรฐานไอเสียของรถยนต์ และการกำหนดให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลชนิดเครื่องยนต์เบนซิน ต้องติดตั้งเครื่องกรองไอเสีย (Catalytic Converter) เพื่อกรองสารพิษจากไอเสียของรถยนต์ เป็นต้น

เมื่อปัญหามลพิษในอากาศ ที่เกิดจากสารตะกั่ว ที่ปล่อยออกมาจากไอเสียของยานพาหนะ เริ่มทวีความรุนแรงและเป็นผลร้าย ต่อร่างกายมนุษย์ สพช. จึงได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข ได้แก่ การเร่งนำน้ำมันเบนซินพิเศษชนิดไร้สารตะกั่ว เข้ามาจำหน่ายภายในประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2534 เป็นต้นมา และให้มีการกำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7 ให้เลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซินมีสารตะกั่วภายในปี 2539

แต่เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาปริมาณสารตะกั่ว ในบรรยากาศที่เพิ่มขึ้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2537 ให้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาบังคับใช้น้ำมันเบนซินธรรมดา เป็นน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วให้เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดใช้เป็นน้ำมันเบนซินธรรมดาไร้สารตะกั่ว ในวันที่ 1 มกราคม 2538 มาเป็นตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยให้ปริมาณสารตะกั่วในบรรยากาศ ที่ปล่อยออกมาจากรถจักรยานยนต์ หมดสิ้นไปเร็วขึ้นกว่าที่กำหนดไว้เดิม และในขณะเดียวกัน จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาในการจัดหาแก่โรงกลั่นน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมันแต่อย่างใด หลังจากนั้น ได้มีการจำหน่ายน้ำมันเบนซินซุปเปอร์ไร้สารตะกั่ว ที่มีสารเคลือบบ่าวาล์ว เพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์รุ่นเก่า ที่มีอายุการใช้งานนาน และรถยนต์รุ่นใหม่ที่ยังไม่ยอมเติมน้ำมันไร้สารตะกั่ว สามารถใช้น้ำมันชนิดใหม่ ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถกลุ่มดังกล่าวมีความมั่นใจ และเป็นการช่วยประเทศไทยในการแก้ไขปัญหา สิ่งแวดล้อมในอากาศไปด้วย

นโยบายการยกเลิกใช้น้ำมันเบนซินมีสารตะกั่วซึ่ง สพช. กำหนดไว้ได้บรรลุผลสมบูรณ์ โดยประเทศไทยได้ยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน มีสารตะกั่วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นมา ซึ่งเร็วกว่าที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7

4.4.2 การปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน

ปัญหามลภาวะในอากาศของประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สาเหตุเกิดจากสารพิษที่ถูกปล่อยมาจากการใช้พลังงานในยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้า ได้แก่ สารตะกั่ว ฝุ่นละออง ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) เป็นต้น

ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ หลายด้านในการปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น เช่น การลดปริมาณสารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน การนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วมาใช้ การลดอุณหภูมิจุดกลั่นที่ 90% และการลดปริมาณกำมะถัน (ซัลเฟอร์) ในน้ำมันดีเซล เป็นต้น ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้จะช่วยลดการระบายสารตะกั่ว ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ และฝุ่นละออง โดยสามารถสรุปการดำเนินงานที่ ผ่านมาได้ดังนี้ คือ

1) การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเบนซิน

2) การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว

3) การปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเตา

ก) น้ำมันเตาที่จำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไป มีการปรับปรุงคุณภาพ ดังนี้

ข) น้ำมันเตาที่ใช้กับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ของ กฟผ. มีการปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้มงวดกว่าน้ำมันเตาที่จำหน่ายทั่วไป ดังนี้

4.4.3 แนวทางการใช้เชื้อเพลิง ในโรงไฟฟ้าเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษ

จากการตรวจสอบของกรมควบคุมมลพิษพบว่า บริเวณที่มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่มีปริมาณมลพิษสูง จึงได้เสนอให้มีการกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษ สำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ที่เป็นโรงไฟฟ้าเก่า โดย สพช. ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ กฟผ. ปตท. บริษัท ผู้ค้าน้ำมัน และโรงกลั่นน้ำมัน ในการพิจารณากำหนดแนวทาง และมาตรการการใช้เชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า สำหรับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งสรุปแนวทางและมาตรการได้ดังนี้

1) ในช่วงปี 2541 - 2542 ให้ ปตท. จัดหาน้ำมันเตากำมะถันต่ำให้ กฟผ. ดังนี้

2) เร่งดำเนินการวางท่อก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้แก่โรงไฟฟ้าของ กฟผ. ได้มากขึ้น ได้แก่ โรงไฟฟ้าบางปะกง พระนครใต้ และหนองจอก ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นไป

3) ให้ ปตท. เร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติให้แก่ กฟผ. เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่การวางท่อก๊าซฯ แล้วเสร็จ

4) ให้กรมควบคุมมลพิษดำเนินการจัดทำประกาศมาตรฐาน การระบายมลพิษที่สอดคล้องกับมาตรการตามข้อ 1) - 3) ซึ่งในขณะนี้กรมควบคุมมลพิษ ได้ออกประกาศกำหนดค่ามาตรฐานการระบาย สารมลพิษทางอากาศจากการเผาเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าเก่าทุกชนิดแล้ว โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 เป็นต้นไป

4.5 นโยบายด้านพัฒนากฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน และกลไกการบริหารงานด้านพลังงาน

4.5.1 การปรับปรุงพระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2474

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 เห็นชอบให้มีการแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง พุทธศักราช 2474 เนื่องจากได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติบางประการ ไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และการที่ได้กำหนดรายละเอียด ทางเทคนิคไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถปรับปรุงรายละเอียดเหล่านั้น ให้ทันกับความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่พัฒนาอย่างรวดเร็วได้ ประกอบกับสมควรปรับปรุงการควบคุมการประกอบกิจการ เกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพของการประกอบกิจการ ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติความผิด และโทษทางอาญาให้เหมาะสมยิ่งขึ้นด้วย

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542" ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้มีผล บังคับใช้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2542 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

  1. กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชนในการเก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง ของสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง คลังน้ำมันเชื้อเพลิง และการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง
  2. ให้มีคณะกรรมการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะนโยบาย และมาตรการต่อคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง และเพื่อป้องกันหรือระงับเหตุเดือดร้อนรำคาญ หรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง
  3. กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีคลังน้ำมันเชื้อเพลิงหรือระบบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อ เพื่อให้บริการในด้านการใช้เป็น สถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้

4.5.2 การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521

เนื่องจากพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2521 และพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับ การกำหนดหลักเกณฑ์การขออนุญาต และการออกใบอนุญาต ให้ทำการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อป้องกันการขาดแคลน การกำหนดและควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน และไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภค อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2536 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รับไปพิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. . . .

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงบทนิยาม เพื่อให้สามารถใช้กฎหมายได้อย่างเหมาะสม และรัดกุมยิ่งขึ้น รวมทั้ง มีการให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานตามกฎหมาย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

4.5.3 การแก้ไขร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. . . . เพิ่มเติม

เนื่องจากพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ ในการริบเรือที่มีขนาดเกินกว่า 250 ตันกรอสได้ ซึ่งผู้ลักลอบนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนใหญ่จะนำเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ เกินกว่า 250 ตันกรอส มาลอยลำจำหน่าย แต่เมื่อจับกุมได้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถริบเรือได้ และต้องปล่อยเรือดังกล่าวไป ทำให้ผู้ลักลอบนำเรือดังกล่าว กลับมากระทำความผิดอีก ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้สามารถริบเรือที่มีขนาดเกินกว่า 250 ตันกรอสได้ ซึ่งได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2542 และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 เป็นต้นไป

 


5. แนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไปของ สพช.

 

พลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นอย่างมากสำหรับการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งต้องการความสะดวก รวดเร็ว และสามารถแข่งขันด้านการผลิตและการค้ากับประเทศอื่นๆ ในโลก ดังนั้น จึงเป็นภารกิจหลักของรัฐในการจัดหาพลังงานให้เพียงพอและมีความมั่นคง ณ ระดับราคาที่เหมาะสม โดยเน้นการพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพิงแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการขาดดุลการค้าและการสูญเสียเงินตราต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้รัฐจะต้องส่งเสริม และสนับสนุนการแข่งขันด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดหา และลดภาระการลงทุนด้านพลังงานของรัฐ ขณะเดียวกัน รัฐต้องดำเนินการกระตุ้นเรื่องการอนุรักษ์ และประหยัดพลังงานด้วยการให้ความรู้ ปลูกจิตสำนึก และเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ให้ตระหนักถึงคุณค่า และความยากของการได้มาของทรัพยากรพลังงาน ตลอดจนสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้องกับประชาชน ผลของการประหยัดและอนุรักษ์พลังงาน จะสามารถลดผลกระทบต่อสังคมส่วนรวม จากการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย และจะนำมาซึ่งความปลอดภัย สุขภาพ และการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชน

สพช. นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสำนักเลขานุการ ของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติแล้ว ยังมีหน้าที่ในการศึกษาวิเคราะห์นโยบาย และแผนการบริหาร และพัฒนาพลังงานของประเทศ ตลอดจนทำหน้าที่ติดตามประเมินผล เป็นศูนย์ประสาน และสนับสนุนการปฏิบัติงานตามนโยบาย และแผนบริหาร และพัฒนาพลังงานของประเทศ สพช. ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาพลังงาน ที่สำคัญๆ ออกเป็น 4 แนวทาง ภายใต้กรอบของแผนพัฒนาพลังงาน ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 - 2544) คือ 1) การจัดหาพลังงานให้เพียงพอ ที่จะตอบสนองต่อความต้องการใช้ในประเทศ 2) การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด 3) การเพิ่มการแข่งขันในด้านพลังงานและเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน และ 4) การป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาและการใช้พลังงาน

แต่เนื่องจากการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศ นับตั้งแต่กลางปี 2540 เป็นต้นมา ได้ส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ และความต้องการใช้พลังงานของประเทศชะลอตัวลงอย่างมาก จากสถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบ ต่อการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ โดยมีโครงการด้านพลังงานบางโครงการ ต้องชะลอหรือเลื่อนออกไปจากแผนเดิม และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานต้องปรับแผนการลงทุน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ สพช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้พิจารณาปรับเป้าหมาย และแนวทางการพัฒนาพลังงานของประเทศ ในช่วงที่เหลือของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ช่วงปี พ.ศ. 2542 - 2544 ดังนี้

5.1 เป้าหมายการพัฒนาพลังงาน

ได้มีการปรับเป้าหมายการพัฒนาพลังงานจากที่กำหนดไว้เดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปสรุปได้ ดังนี้

  1. ปรับอัตราการเพิ่มการผลิตพลังงานเชิงพาณิชย์ จากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 5.0 ต่อปี ในช่วง แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 เป็นอัตราร้อยละ 3.0 ต่อปี
  2. รักษาสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ จากเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 75 ในปี 2544 เป็นอัตราไม่เกินร้อยละ 64 ในปี 2544
  3. กำหนดเป้าหมายการผลิตก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ คอนเดนเสท และถ่านหิน/ลิกไนต์ในประเทศ ในปี 2544 ดังนี้
  เป้าหมาย ปี 2544
ก๊าซธรรมชาติ (ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน) 1,700
คอนเดนเสท (บาร์เรล/วัน) 54,900
น้ำมันดิบ (บาร์เรล/วัน) 35,000
ถ่านหิน/ลิกไนต์ (ล้านตัน/ปี) 19.0
  - เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า 13.2
  - เพื่อใช้ในภาคอุตสาหกรรม 5.8
  1. กำหนดเป้าหมายการนำเข้าพลังงานจากแหล่งต่างประเทศ ในปี 2544 ดังนี้
  เป้าหมาย ปี 2544
การรับซื้อไฟฟ้า (เมกะวัตต์)  
  - สปป.ลาว 373
  - มาเลเซีย (ซื้อ/แลกเปลี่ยน) 300
การรับซื้อก๊าซธรรมชาติ(ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน)  
  - สหภาพพม่า 647
  1. กำหนดกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการในช่วงแผนฯ 8 ดังนี้
  เป้าหมายในช่วงแผนฯ 8
โรงไฟฟ้าของ กฟผ. (เมกะวัตต์) 5,600
รับซื้อจาก IPP (เมกะวัตต์) 1,400
รับซื้อจาก SPP (เมกะวัตต์) 2,000
  1. เพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 4 เมกะวัตต์ ทั้งประเทศ ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8
  2. จำกัดระดับการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จากการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์
  เป้าหมายในช่วงแผนฯ 8
ยานพาหนะ (พันตัน) 15
การผลิตไฟฟ้า (พันตัน) 150
อุตสาหกรรมและอื่นๆ (พันตัน) 200
รวม (พันตัน) 365

5.2 แนวทางการพัฒนาพลังงาน

แนวทางการพัฒนาพลังงานส่วนใหญ่มีแนวทาง ที่ต่อเนื่องจากแนวทางที่ได้ดำเนินการมาแล้ว แต่ได้ปรับปรุงให้มีความเหมาะสม กับสถานการณ์พลังงาน ที่เปลี่ยนไปมากขึ้น โดยมีแนวทางดังนี้

5.2.1 จัดหาพลังงานให้เพียงพอกับความต้องการ มีคุณภาพ มีความมั่นคง และในระดับราคาที่เหมาะสม โดย

  1. ส่งเสริมและสนับสนุนการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมและถ่านหิน
    • ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสำรวจ และพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมภายในประเทศ รวมทั้ง สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์ข้อมูลปิโตรเลียม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม ของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
    • ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสำรวจ และพัฒนาก๊าซธรรมชาติ จากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียขึ้นมาใช้ประโยชน์ โดยให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของประเทศ และการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ โครงการร่วมทุนใช้ประโยชน์ก๊าซธรรมชาติ จากพื้นที่ดังกล่าว และโครงการ ร่วมทุนท่อก๊าซธรรมชาติ Trans-Thailand-Malaysia เป็นต้น
    • ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการสำรวจหาแหล่งถ่านหินเพิ่มเติม เพื่อจัดหาปริมาณสำรองใช้เป็นพลังงานพื้นฐานต่อไปในอนาคต และเร่งดำเนินการนำแหล่งถ่านหิน ที่กรมทรัพยากรธรณีได้สำรวจไว้แล้ว เปิดให้เอกชนลงทุน รวมทั้งเร่งรัดให้มีการจัดหาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อการใช้ประโยชน์ถ่านหินทั้งด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรม โดยให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
  2. ให้มีการเจรจาและพัฒนาพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน
    • ให้มีการเจรจาและทบทวนการซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สหภาพพม่า และสาธารณรัฐประชาชนจีน ให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป
    • สนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือด้านการสร้างเครือข่ายของสายส่ง และการซื้อขายไฟฟ้าในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ
    • สนับสนุนความร่วมมือในการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydropower Project) และการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ
    • เจรจาทบทวนการซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งทั้งในประเทศและนำเข้า เพื่อให้ปริมาณการรับซื้อสอดคล้องกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป
    • เร่งรัดการเจรจาแก้ไขปัญหาทรัพยากรปิโตรเลียม ในเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย ที่ทับซ้อนกันระหว่างไทยกับเวียดนาม และระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อนำไปสู่การสำรวจและพัฒนาต่อไป
  3. ศึกษาปริมาณการสำรองน้ำมัน ของประเทศที่เหมาะสมในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ด้านพลังงานของประเทศ
  4. ศึกษาการวางระบบการขนส่งน้ำมัน เชื่อมต่อจากประเทศไทยผ่านประเทศ สปป.ลาว ขึ้นไปยังมณฑลยูนนานของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับประเทศทั้งสอง โดยประเทศไทยจะสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ไปยังตลาดในมณฑลยูนนาน ซึ่งมีอัตราความต้องการผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง
  5. กำหนดปริมาณสำรองการผลิตไฟฟ้า ของประเทศที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจ และความต้องการไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป
  6. สนับสนุนให้ธุรกิจทางด้านพลังงานของไทยไปร่วมลงทุน และพัฒนาพลังงานในต่างประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการสร้างเสริมความมั่นคง ในการจัดหาพลังงาน
  7. ปรับปรุงระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งเร่งนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในภูมิภาค โดยให้การไฟฟ้าประสานงานและร่วมมือกับหน่วยงานผังเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การรวมระบบสาธารณูปโภคสอดคล้องกับการวางผังเมือง
  8. กำหนดมาตรฐานคุณภาพบริการ ของกิจการไฟฟ้า เป็นเงื่อนไขในการให้บริการ และในการประเมินผลการปฏิบัติงานของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยกำหนดระบบจูงใจให้การไฟฟ้า ปรับปรุงคุณภาพบริการ และมีการกำหนดบทปรับในกรณีที่การไฟฟ้า ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้

5.2.2 ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด จะช่วยลดทั้งการลงทุนในการจัดหาพลังงาน และค่าใช้จ่ายทางด้านเชื้อเพลิงของกิจกรรมการผลิต ซึ่งจะส่งผลให้กิจกรรมการผลิต สามารถเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในตลาดโลกได้ และยังช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ ในภาวะที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้มาตรการทางด้านราคาซึ่งจะสร้างแรงจูงใจ ให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรการแรก ที่จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งจะประกอบด้วย การให้สิ่งจูงใจ การสร้างจิตสำนึก และการบังคับ ดังนี้

  1. รักษาระบบการกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน ให้ราคาเปลี่ยนแปลงไปตามกลไกตลาด และสภาวะการแข่งขัน โดยปราศจากการตัดสินใจระดับการเมือง รวมทั้ง ให้มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ราคาสะท้อนถึงต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น และเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด
  2. กำกับดูแลราคาขายปลีกก๊าซปิโตรเลียมเหลวให้มีการแข่งขันกันอย่างเพียงพอ และหากพื้นที่ใดมีการแข่งขัน ไม่เพียงพอให้หน่วยงานที่เป็นกลไกของรัฐทำหน้าที่แทรกแซงราคา เพื่อเพิ่มการแข่งขัน
  3. ปรับปรุงระบบการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าและสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้า โดยอัตโนมัติให้สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง มีโครงสร้างราคาที่โปร่งใส มีความคล่องตัว และแยกออกจากการ ตัดสินใจทางการเมืองอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันมีแรงจูงใจให้การไฟฟ้า ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและคุณภาพบริการ ตลอดจนส่งเสริมการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า และการเพิ่มบทบาทเอกชน
  4. กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตต่างๆ รวมทั้ง การกำกับดูแลราคา ก๊าซธรรมชาติ และอัตราค่าบริการท่อก๊าซธรรมชาติ เพื่อให้ราคาสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง และมีอัตราค่าบริการที่โปร่งใสเป็นธรรมแก่ทั้งผู้จัดหา ผู้ให้บริการท่อ และผู้บริโภค ภายใต้หลักเกณฑ์โครงสร้างราคา ก๊าซธรรมชาติและอัตราค่าบริการท่อก๊าซธรรมชาติที่ได้กำหนดขึ้น
  5. เร่งรัดให้มีการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า และการอนุรักษ์พลังงานตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เพื่อให้มีการนำแผนงานอนุรักษ์พลังงานสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ
    • เร่งดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานควบคุมและอาคารควบคุม โรงงานควบคุมที่กำลังใช้งาน และส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานในอาคารของรัฐ
    • ให้การสนับสนุนเจ้าของโรงงานและอาคารทั่วไปที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน (ที่ไม่ใช่ โรงงานควบคุมหรืออาคารควบคุม) ที่มีความประสงค์จะดำเนินการอนุรักษ์พลังงานในโรงงานและอาคาร
    • ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งในด้านการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดความต้องการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานสูง ตลอดจนส่งเสริมระบบตลาด ให้สามารถเข้ามารองรับการดำเนินงานตามแผนงานอนุรักษ์พลังงานได้อย่างมีประสิทธิผล
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานพลอยได้ในประเทศ และพลังงานนอกรูปแบบในการผลิตไฟฟ้า เช่น วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยใช้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ พลังงาน สนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก ให้มีผลตอบแทนที่สูงเพียงพอ ที่จะจูงใจให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น
    • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และพลังงานหมุนเวียน การถ่ายทอด และการนำเทคโนโลยีที่ได้มีการรับรองแล้วมาประยุกต์ใช้
    • ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในการขนส่ง
    • ส่งเสริมให้มีการนำวัสดุหรือผลิตภัณฑ์ใช้แล้ว หมุนเวียนมาใช้ประโยชน์ได้อีก (Recycle) เพื่อลดการใช้พลังงานในการแปรรูปวัตถุดิบ
  6. เร่งรัดให้มีการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพ การใช้พลังงานสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุที่ใช้ไฟฟ้าที่เทียบเคียงกับต่างประเทศ และกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานขั้นต่ำ รวมทั้ง การติดฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงาน และส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์ทดสอบประสิทธิภาพพลังงาน ที่มีมาตรฐาน
  7. สนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายสารสนเทศด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม (Thailand Energy and Environment Network : TEE-Net) เพื่อให้มีการเผยแพร่ และแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม
  8. สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรให้มีปริมาณ และคุณภาพเพียงพอที่จะเป็นผู้ดำเนินงานอนุรักษ์พลังงาน ทั้งในด้านการพัฒนาหลักสูตร การฝึกอบรม การให้ทุนการศึกษาและทุนวิจัย รวมทั้งการสนับสนุนการเปิดสอนสาขาวิชาที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงาน
  9. ส่งเสริมและรณรงค์ให้เกิดการประหยัดพลังงานในระดับชาติ ที่มุ่งให้เกิดการตื่นตัวต่อการแก้ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนทุกระดับทั่วประเทศ เกิดกระแสความร่วมมือในการอนุรักษ์พลังงาน และสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงาน ให้กับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง
  10. เร่งรัดการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ของโครงการการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนและผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มต่างๆ ใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ โดยการส่งเสริมให้มีการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีประสิทธิภาพสูง การปรับเปลี่ยนระดับมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า ของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมให้ดีขึ้น

5.2.3 ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน และเพิ่มบทบาทของภาคเอกชน

การเพิ่มการแข่งขันในกิจการทางด้านพลังงาน และการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะนำไปสู่การจัดหา การจำหน่าย และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนลดภาระการลงทุนของรัฐ ส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน และการระดมเงินออมจากภาคเอกชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมพัฒนาพลังงาน โดย

1) ปิโตรเลียม

2) ไฟฟ้า

5.2.4 ป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม จากการพัฒนา และการใช้พลังงาน รวมทั้ง ปรับปรุงให้กิจการทางด้านพลังงาน ดำเนินการอย่างมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

  1. พิจารณาความเหมาะสมในการลดปริมาณกำมะถันในน้ำมันเตาลง จากเดิมที่กำหนดให้น้ำมันเตาชนิดที่ 1-4 มีกำมะถันไม่เกิน 2.0% และชนิดที่ 5 มีกำมะถันไม่เกิน 0.5% ตามสภาพความรุนแรงของปัญหาในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และจังหวัดอื่นๆ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่อย่างหนาแน่น
  2. พิจารณาปรับปรุงข้อกำหนดคุณภาพน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เพื่อลดมลภาวะเพิ่มเติมจากที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น ลดความดันไอ ลดปริมาณกำมะถัน เพิ่มค่าออกซิเจน เพิ่มค่าซีเทนและลดความถ่วงจำเพาะ ลดค่าความหนืด ลดอุณหภูมิการกลั่น และลดสารอะโรมาติก เป็นต้น และให้มีการกำหนดเวลาบังคับใช้ที่เหมาะสมต่อไป
  3. จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อให้มีการควบคุม และกำกับดูแลการจัดเก็บ และกำจัดกากน้ำมันหล่อลื่น และน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนในการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว กลับมาใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ
  4. กำหนดให้คลังน้ำมัน รถบรรทุกน้ำมัน สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ในเขตกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ต้องติดตั้งอุปกรณ์กักเก็บไอน้ำมัน
  5. ส่งเสริมให้มีการใช้เชื้อเพลิงที่สะอาด เช่น ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และ พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ในโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงานหนาแน่นและในภาคขนส่ง โดยเร่งดำเนินการขยายการใช้ก๊าซธรรมชาติในยานพาหนะในเชิงพาณิชย์ เพื่อช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ตลอดจนสนับสนุนการกำจัดขยะ เพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษตามแหล่งชุมชน โดยมีพลังงานเป็นผลพลอยได้
  6. ปรับปรุงมาตรฐานและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในการขนส่ง การเก็บรักษา และในการใช้พลังงาน โดยเฉพาะรถบรรทุกปิโตรเลียม เรือบรรทุกปิโตรเลียม และการใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

 


 

ติดต่อสำนักงาน ณ ที่ตั้ง :

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
121/1-2 ถนนเพชรบุรี
ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร 0-2612-1555
แฟกซ์ 0-2612-1352

 

แผนที่ที่ตั้ง สพช.

แผนที่ภาษาไทย
แผนที่ภาษาอังกฤษ

 

 

 

National Energy Policy Office

 

 

สงวนลิขสิทธิ์ 2544 สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ